00:00:00 → 00:00:02เนื้อที่แช่ช่องฟริเก็บได้นานแค่ไหนครับ
00:00:02 → 00:00:05แล้วจริงมที่มันเก็บไว้ได้ตลอดไป
00:00:05 → 00:00:06>> เก็บไว้เป็น 10 ปีก็ได้ไม่มีปัญหา
00:00:06 → 00:00:07>> จริงป่ะเนี่ย
00:00:07 → 00:00:10>> เชื้อไม่โตแต่กินได้หรือเปล่าเพราะมันหืน
00:00:10 → 00:00:13>> อ๋ออาหารที่มีเชื้อราขึ้นถ้าตัดส่วนที่มี
00:00:13 → 00:00:15เชื้อออกยังสามารถกินส่วนที่เหลือได้มั้ย
00:00:15 → 00:00:18>> โอขึ้นอยู่กับอาหารถ้าเป็นอาหารเนื้อแข็ง
00:00:18 → 00:00:21ควานได้ถ้าอาหารเนื้อนิ่มมันจะชอนลงไป
00:00:21 → 00:00:23คว้านยังไงก็ยังอยู่ข้างในอาหารเนื้อนิ่ม
00:00:24 → 00:00:25ใช้อะไรอ่ะขนมปัง
00:00:25 → 00:00:28>> เค้กอน้ำกระป๋องที่เปิดฝาแล้วเก็บในตู้
00:00:28 → 00:00:30เย็นได้มั้ครับเราเก็บนานได้แค่แค่ไหน
00:00:30 → 00:00:32>> มันมันจะไม่เสียเชิงเชื้อนะเพราะน้ำ
00:00:32 → 00:00:34กระป๋องส่วนใหญ่เขาใส่วัตถุกันเสียส่วน
00:00:34 → 00:00:36ใหญ่ใส่โซเดียมเบนโซลเอateแต่ไอ้พวกน้ำ
00:00:36 → 00:00:39กระป๋องอ่ะขอร้องหลายคนมองข้ามก่อนกินน่ะ
00:00:39 → 00:00:39>> ครับ
00:00:39 → 00:00:40>> เช็ด
00:00:40 → 00:00:42>> เออเรื่องนี้อีกเรื่องนึงที่
00:00:42 → 00:00:43>> ต้องเช็ดนะ
00:00:43 → 00:00:46>> มันมีเคสเมืองนอกอ่ะกินเข้าไปติดเชื้อโรค
00:00:46 → 00:00:48จากฉี่หนูตายเพราะบางทีกระป๋องอยู่ในโรง
00:00:48 → 00:00:50งานน่ะไม่รู้อะไรมาเราไม่รู้ว่าโรงงาน
00:00:50 → 00:00:51สะอาดแค่ไหนหรือมีฝุ่นน่ะ
00:00:52 → 00:00:54>> ครับอยากรู้มั้ครับว่านมที่เลยวันที่
00:00:54 → 00:00:56กำหนดไว้ข้างกล่องไปแล้วยังกินต่อได้ไหม
00:00:56 → 00:00:59ของที่ตกพื้น 5 วินาทียังกินได้หรือเปล่า
00:00:59 → 00:01:01คนไทยทนต่อเชื้อโรคได้มากกว่าชาวต่างชาติ
00:01:01 → 00:01:04จริงมยแล้วเนื้อที่เก็บไว้ในตู้เย็นอยู่
00:01:04 → 00:01:06ได้ตลอดไปจริงเหรอผมไปรวบรวมคำถามเกี่ยว
00:01:06 → 00:01:08กับความปลอดภัยในอาหารเหล่านี้มาตั้งแต่
00:01:08 → 00:01:11แม่บ้านยัน AI เลยครับเพื่อเอามาสุ่มให้
00:01:11 → 00:01:14เชฟทักเจ้าของเพจทัก The SHฟต่อและคำตอบ
00:01:14 → 00:01:15ของคำถามมากมายที่เกี่ยวกับความปลอดภัย
00:01:16 → 00:01:18ของอาหารเหล่านี้ติดตามชมได้ใน E
00:01:18 → 00:01:23Direction EP นี้ครับ
00:01:24 → 00:01:27Eat Direction คุยกับคนในวงการอาหารว่า
00:01:27 → 00:01:30เราควรกินอะไรถึงจะดี
00:01:30 → 00:01:32เชฟทักมาคุยกับเราเรื่องโคล่ารอบนึงแล้ว
00:01:32 → 00:01:32นะ
00:01:32 → 00:01:33>> ตอนนี้แบบ
00:01:33 → 00:01:36>> กลับมาอีกรอบนึงชวนมาอีกรอบนึงเพราะว่า
00:01:37 → 00:01:38จากเพจเชฟนั่นแหละ
00:01:38 → 00:01:40>> เพราะว่าหลายๆอย่างที่แบบจะอ่านจากเพจเชฟ
00:01:40 → 00:01:42เนี่ยมันเป็นเรื่องของ
00:01:42 → 00:01:44>> เรื่องของความอันตรายกับไม่อันตรายในใน
00:01:44 → 00:01:45อาหารใช่มั้ฮะ
00:01:45 → 00:01:48>> ทีนี้มันมีคำถามเยอะมากจากตัวผมเองเนาะ
00:01:48 → 00:01:49จากคนรอบข้าง
00:01:50 → 00:01:52>> แล้วก็จากลูกเพจเชฟเองด้วยอะไรอย่างเงี้ย
00:01:52 → 00:01:54เรื่อง Food Safety
00:01:54 → 00:01:54>> ฮะ
00:01:54 → 00:01:57>> ก็เลยเป็นที่มาของ EP นี้
00:01:57 → 00:02:00>> ครับว่าอยากคุยเรื่องความปลอดภัยของอาหาร
00:02:00 → 00:02:04ที่มันโดยเฉพาะในบ้านเนาะคือผมรู้สึกว่า
00:02:04 → 00:02:06ตอนนี้มันมีความไม่เข้าใจอยู่หลายๆอย่าง
00:02:06 → 00:02:07>> อื
00:02:07 → 00:02:10>> เอาผมเองนะคือแบบว่าของในตู้เย็นเนี่ยมัน
00:02:10 → 00:02:13มันดูแบบสามารถเก็บเข้าไปในตู้เย็นแล้ว
00:02:13 → 00:02:15มันแบบปลอดภัยขนาดนั้นเลยเหรออะไรอย่าง
00:02:15 → 00:02:15เงี้ย
00:02:15 → 00:02:16>> เรียกว่าตู้แช่แข็งใช่มั้
00:02:16 → 00:02:18>> เออตู้แช่แข็งผมก็แบบทุกอย่างยัดใส่ช่อง
00:02:19 → 00:02:21ฟิตแล้วสามารถแบบอยู่เป็นอมตะได้ขนาดนั้น
00:02:21 → 00:02:23หรือเปล่าวะอะไรอย่างเงี้ย
00:02:23 → 00:02:27>> ก็เลยไปถามคนรอบตัวหาข้อมูลมาจากเอ่อเอ่อ
00:02:27 → 00:02:32หลายๆเพจหลายๆข้อหลายๆข้อมูลรวมถึงถาม AI
00:02:32 → 00:02:35ด้วยว่าอยากดูอะไรจากเชฟทีนี้มันจะมีคำ
00:02:35 → 00:02:37ถามมาประมาณแบบก็เยอะเหมือนกันในชุดแรก
00:02:37 → 00:02:41เนาะผมเอามาใส่ในนี้ไว้ให้แล้วเชฟ
00:02:41 → 00:02:43>> โอ๊ยวันนี้เหมือนมาทำอะไรนะข้อสอบ
00:02:43 → 00:02:46>> ใช่เป็น Food Safety ก็เลยแบบวันนี้ก็
00:02:46 → 00:02:48เลยใส่กล่องแก้วนี้มาเลย
00:02:48 → 00:02:50>> เป็นแนวถามไวตอบไว
00:02:50 → 00:02:52>> ถามไวตอบไวแต่ตอบนานก็ได้ครับแต่ทีนี้แบบ
00:02:52 → 00:02:55มันจะเป็นคำถามแบบหลายๆหลายๆ
00:02:55 → 00:02:57>> หลายๆประเด็นมากครับผมก็ก็เลยแบบว่าโอเค
00:02:57 → 00:03:00งั้นผมไม่เรียงประเด็นแล้วกันใช้วิธีสุ่ม
00:03:00 → 00:03:03>> สุ่มเอาสนุกกว่าเออคล้ายๆกิริ๊งอน
00:03:03 → 00:03:04>> เหมือนเล่นเออแลบกิง
00:03:04 → 00:03:06>> เก็บเศรษฐี
00:03:06 → 00:03:08>> เชฟจับเองดีกว่าแล้วเดี๋ผมอ่านจะอ่านอัน
00:03:08 → 00:03:09แรกนะครับ
00:03:09 → 00:03:10>> ได้
00:03:10 → 00:03:10>> มา
00:03:10 → 00:03:12>> อ่ะ
00:03:12 → 00:03:16>> คำถามแรกคือเออเนี้ย
00:03:16 → 00:03:18>> ถ้าไม่แน่ใจว่าอาหารเสียหรือยัง
00:03:18 → 00:03:19>> อือ
00:03:19 → 00:03:21>> นำมาอุ่นร้อนอีกครั้งจะกินได้ปลอดภัยขึ้น
00:03:21 → 00:03:22มั้ย
00:03:22 → 00:03:24>> ขึ้นอยู่กับอาหาร
00:03:24 → 00:03:24>> อือ
00:03:24 → 00:03:27>> บางถ้าไม่มั่นใจแสดงว่ามันเริ่มมีกลิ่น
00:03:27 → 00:03:28ตุ่
00:03:28 → 00:03:30>> ใช่มั้ครับบางทีกลิ่นตุนั้นมันมาจากเชื้อ
00:03:30 → 00:03:32จุลินทรีย์ที่ไม่ได้อันตรายแต่มันทำให้
00:03:32 → 00:03:34อาหารเสียคือจุลินทรีย์แบ่งเป็น 2 ประเภท
00:03:34 → 00:03:37ก่อโรคกับไม่ก่อโรคถ้ามันถ้ามันกินตุ
00:03:37 → 00:03:41เพราะตัวไม่ก่อโรคเอามาอุ่นสามารถฆ่ามัน
00:03:41 → 00:03:42ได้
00:03:42 → 00:03:42>> อือ
00:03:42 → 00:03:44>> ก็ปลอดภัยแต่เราจะกล้ากินหรือเปล่าเพราะ
00:03:44 → 00:03:46กลิ่นมันเพี้ยนไปแล้ว
00:03:46 → 00:03:47>> มันสามารถมีกลิ่นได้ทั้งดีและไม่ดีใช่
00:03:47 → 00:03:49มั้ยหมายถึงจุลินทรีย์เนี่ย
00:03:49 → 00:03:51>> ไม่ถ้าเป็นสปอยอ่ะกลิ่นไม่ดีหมด
00:03:51 → 00:03:54>> มันก็จะตุหมดไงกลิ่นออกเปรี้ยวๆแต่บางที
00:03:54 → 00:03:56กลิ่นออกเปรี้ยวๆมันเกิดจากแลกโตบาซิั
00:03:56 → 00:03:56อย่างเงี้ย
00:03:56 → 00:03:58>> อือ
00:03:58 → 00:04:00>> มันไม่ได้สร้างสารพิษแต่มันให้กลิ่น
00:04:00 → 00:04:01เปรี้ยวเราก็ไม่กินแต่สมมุติว่าเราจะไป
00:04:01 → 00:04:03อุ่น
00:04:03 → 00:04:07>> เชื้อตายไม้ตายกินก็ปลอดภัยแต่ว่าลักษณะ
00:04:07 → 00:04:07มันไม่ควรจะกิน
00:04:07 → 00:04:08>> ไม่ควรจะกิน
00:04:08 → 00:04:10>> แต่บางอันเช่นเอ่อ
00:04:10 → 00:04:13>> เช่นอะไรดีอ่ะเช่นสมมุติ AC ตามตลาด
00:04:13 → 00:04:13>> ครับ
00:04:13 → 00:04:15>> แล้วมันไม่เสียเลยนะ
00:04:15 → 00:04:16>> อือ
00:04:16 → 00:04:19>> แต่มันอยู่นานถ้าเอาไปส่องกล้องเสียแล้ว
00:04:19 → 00:04:21แล้วเกิดจากเชื้อที่เกิดจากมือแม่ค้าเขา
00:04:21 → 00:04:23เรียกว่าstaffคั
00:04:23 → 00:04:26>> Arious ตัวเสร้างสารพิษที่ทนความร้อนมาก
00:04:26 → 00:04:28เอาไปให้ความร้อนยังไงก็ไม่ตายกินก็ท้อง
00:04:28 → 00:04:28เสีย
00:04:28 → 00:04:28>> ออ
00:04:28 → 00:04:30>> สมมุติเอาข้าวตาอบอีกรอบนึงอุ่นแต่ความ
00:04:30 → 00:04:32จริงไม่มีใครเอาไอใครเข้าตาอบแต่สมมุติ
00:04:32 → 00:04:33ว่าอ
00:04:33 → 00:04:35>> เอาข้าวตาอบจนแบบอุณหภูมิสูงกว่า 100
00:04:35 → 00:04:36>> อือ
00:04:36 → 00:04:38>> สารพิษตัวนี้ทนได้เกิน 100 องศาเรากินยัง
00:04:38 → 00:04:39ไงก็ก็ดี
00:04:39 → 00:04:41>> แล้วทนได้แค่ไหนครับหมายถึงเกิน 100
00:04:41 → 00:04:41เนี่ย
00:04:41 → 00:04:45>> โอเกิน 130 150 ต้องไปเข้าแบบตู้สเตอรี่
00:04:45 → 00:04:47แบบนั้นน่ะซึ่งมันไม่มีใครทำ
00:04:47 → 00:04:48>> เออคือ
00:04:48 → 00:04:48>> อื
00:04:48 → 00:04:51>> ถามแบบโง่ๆแบบผมเลยผมก็จะรู้สึกว่ามันจะ
00:04:51 → 00:04:55มีแบบเรียกว่าอะไรดีถ้าไม้ตายในการแบบกิน
00:04:55 → 00:04:58ก็คืออ่าไหนๆฆ่าเชื้อด้วยความร้อนใช่มั้ย
00:04:58 → 00:05:00ชาเชื้อตายทุกอันกินได้หมดแน่ๆอันไหนที่
00:05:00 → 00:05:01แบบ
00:05:01 → 00:05:04>> รู้สึกว่ามันมีกลิ่นนิดหน่อยคือยังไม่ทัน
00:05:04 → 00:05:07มีกลิ่นด้วยแต่ว่าข้ามคืนมาทั้งคืนแล้ว
00:05:07 → 00:05:09แล้วก็แบบไม่แน่ใจว่ากินได้หรือเปล่า
00:05:09 → 00:05:10>> ต้มให้ร้อนก่อนเลย
00:05:10 → 00:05:11>> ต้มให้ร้อนก่อน
00:05:11 → 00:05:12>> แล้วกิน
00:05:12 → 00:05:14>> แต่ความจริงถ้าถ้าชัวร์สุดนะอะไรในโลกเ
00:05:14 → 00:05:16ไม่ใช่แค่อาหารอะไรที่เราไม่ชัวร์
00:05:16 → 00:05:18>> อย่าไปฝืนมันเสี่ยง
00:05:18 → 00:05:20>> แต่จริงๆบางเคสแบบหน่อไม้อย่างเงี้ยครับ
00:05:20 → 00:05:23หน่อไม้เก็บมานานๆกินตุความจริงเชื้อ
00:05:23 → 00:05:24สมมุติว่าเชื้อตัวนึงเเรียกว่า
00:05:24 → 00:05:27crอสiuminัมตัวนี้อันตรายมากนะแต่บังเอิ้
00:05:28 → 00:05:29สารพิษที่มันสร้างในหน่อไม้อ่ะอ
00:05:30 → 00:05:32>> ไม่ทนความร้อนสมมุติเอาไปผัดก็กินปลอดภัย
00:05:32 → 00:05:34>> แล้วหน่อไม้มันมีกลิ่นตุกๆเป็นเอกลักษณ์
00:05:34 → 00:05:35ของมันอยู่แล้ว
00:05:35 → 00:05:35>> อือ
00:05:35 → 00:05:39>> อืแต่ถ้าตักมาจากปี๊บแล้วกินเลยตายเลยนะ
00:05:39 → 00:05:40>> เพราะว่าไม่
00:05:40 → 00:05:42>> สารพิษนั้นมันยังอยู่ไงครับแล้วมันส่งผล
00:05:42 → 00:05:43ต่อระบบประสาทอยู่
00:05:43 → 00:05:44>> ไม่ผ่านความร้อน
00:05:44 → 00:05:44>> อือๆ
00:05:44 → 00:05:45>> อือ
00:05:45 → 00:05:46>> แต่โดยสรุปอ่ะถ้าฟังเผินๆถ้าอันไหนไม่
00:05:46 → 00:05:47ชัวร์อย่าไปกินเลย
00:05:47 → 00:05:50>> แล้วกะทิอ่ะครับพวกแกงกะทิต่างๆ
00:05:50 → 00:05:53>> แกงกะทินี่ตุง่ายมากแต่แกงกะทิเนี่ยคล้าย
00:05:53 → 00:05:57ๆหน่อส่วนใหญ่แกงกะทิอ่ะจะพอตุแล้วเขายัง
00:05:57 → 00:05:59เอาไปผัดใช่มั้เพราะมันผ่านความร้อน
00:05:59 → 00:06:02>> เพราะเชื้อส่วนใหญ่ในกะทิเป็นกลุ่มสอยไม่
00:06:02 → 00:06:04ใช่เป็นกลุ่มเชื้อก่อโรค
00:06:04 → 00:06:07>> ส่วนใหญ่เป็นพวกอีคอลไรอีคอลไรมาจากไหน
00:06:07 → 00:06:11>> ผิวหนังแม่ค้าความไม่สะอาดของเครื่องคั้น
00:06:11 → 00:06:13>> อุจจาระอะไรพวกนี้พูดเหมือนน่ากลัวแต่
00:06:13 → 00:06:16ความจริงอีคอลไรด์อ่ะสายพันธุ์ส่วนใหญ่อ
00:06:16 → 00:06:17>> ไม่ทนความร้อน
00:06:17 → 00:06:18>> อื
00:06:18 → 00:06:20>> พอเอาไปผัดเอาไปอะไรแล้วมีเครื่องเรื่มมี
00:06:20 → 00:06:23กลิ่นพริกแกงมากลบก็กินได้
00:06:23 → 00:06:24>> อืออือ
00:06:24 → 00:06:27>> และอีกอันนึงคืออันนี้ถามเผื่อเลยมันมี
00:06:27 → 00:06:29อาหารคุณแม่เช่นจับฉ่ายแกงส้ม
00:06:30 → 00:06:33>> ที่จะอยู่แบบ 4 วัน 7 วันอะไรอย่างเงี้ย
00:06:33 → 00:06:36ไอ้การทำวันแรกทิ้งไว้คืนนึงตื่นเช้ามา
00:06:36 → 00:06:39อุ่นกินยังไม่หมดพรุ่งนี้อุ่นอีกทีนึง
00:06:39 → 00:06:41เงี้ยมันมันปลอดภัยมั้ยครับ
00:06:41 → 00:06:43>> มันเสี่ยงความจริงไม่ควร
00:06:43 → 00:06:45>> อาหารพวกเนี้ยอาหารที่ปรุงสำเร็จควรแช่
00:06:45 → 00:06:46เย็นครับ
00:06:46 → 00:06:48>> แต่บางทีหลายคนก็ถามว่าเฮ้ยทำไมเก็บ
00:06:48 → 00:06:50>> ไว้ในหม้อเราไม่เสียมันขึ้นอยู่กับหลาย
00:06:50 → 00:06:51ปัจจัยมาก
00:06:51 → 00:06:51>> อ
00:06:52 → 00:06:54>> เขาอาจจะทำสะอาดมากหรือต้มจนแบบเค้าเรียก
00:06:54 → 00:06:57ต้มในระบบปิดคือถ้าคือเข้าใจบางคนต้มหม้อ
00:06:57 → 00:06:58ใหญ่แล้วไม่มีตู้เย็นอยากเก็บเค้าก็ต้ม
00:06:58 → 00:07:00หม้อใหญ่แต่วิธีการที่ดีคือต้องปิดฝาแล้ว
00:07:00 → 00:07:01ต้ม
00:07:01 → 00:07:02>> อ
00:07:02 → 00:07:03>> แล้วห้ามเปิดเลยนะแล้วห้ามคนเพราะฉะนั้น
00:07:03 → 00:07:06ระบบมันจะเป็นระบบปิดที่เชื้อฆ่าตลอดใช่
00:07:06 → 00:07:09มั้ยเชื้อเชื้อใหม่จะเข้าไปไม่ได้
00:07:09 → 00:07:11>> แล้วต้องแช่น้ำเย็นด้วยให้อุณหภูมิมันหลบ
00:07:11 → 00:07:13danger zone มันก็มีสิทธิ์อ
00:07:13 → 00:07:17>> รอดได้แต่มันไม่ใช่อ่าลักษณะพฤติกรรมที่
00:07:17 → 00:07:19ถูกต้องซะทีเดียวแลที่ผมพูดคือเชิง
00:07:20 → 00:07:22ปฏิบัติความจริงทำเสร็จต้องแช่เย็นให้ไว
00:07:22 → 00:07:23ที่สุดแล้วเอามาอุ่น
00:07:23 → 00:07:25>> อ๋อโอเคนั่นคือคำถามแรก
00:07:25 → 00:07:26>> ยาวมาก
00:07:26 → 00:07:29>> ยาวมากลองดูครับอันที่ 2
00:07:29 → 00:07:32>> อ่าไม่ใช่ good practice นะครับทำไว้
00:07:32 → 00:07:34ข้ามคืน
00:07:34 → 00:07:38>> คำถามที่ 2 ครับเออเป็นเรื่องเล่าเหล้า
00:07:38 → 00:07:41เก็บไว้นานยิ่งดีจริงมยแล้วถ้าหมดอายุยัง
00:07:41 → 00:07:43กินได้อยู่หรือเปล่าเหล้าหมดอายุมั้เชิ
00:07:43 → 00:07:45>> หมดอายุมี 2 แบบ Best before กับ expire
00:07:45 → 00:07:48ใช่มั้ XP คือหมดอายุเชิงเชื้อคือกินแล้ว
00:07:48 → 00:07:50ไม่ปลอดภัย Best before คือไม่ได้หมด
00:07:50 → 00:07:52เชิงเชื้อหมดเชิงเคมีกายภาพกลิ่นเปลี่ยน
00:07:52 → 00:07:54กินเหม็นหืนแต่ยังกินได้อยู่ไม่ได้เกี่ยว
00:07:54 → 00:07:56กับเชื้ออะไรเหล้าเราเกิดมาไม่เคยเห็น
00:07:56 → 00:07:57เหล้าที่
00:07:57 → 00:07:58>> อ
00:07:58 → 00:08:00>> เชื้อขึ้นเชื้อราขึ้นเพราะเหล้าแอลกอฮอล์
00:08:00 → 00:08:00สูง
00:08:00 → 00:08:03>> เพงั้นเหล้าส่วนใหญ่มันจะเป็นเชิงของ
00:08:03 → 00:08:05ลักษณะทาง best before มากกว่า
00:08:05 → 00:08:07>> เพราะฉะนั้นเหล้าที่หมดอายุอ่ะ
00:08:07 → 00:08:10>> มันจะยังกินได้
00:08:10 → 00:08:12>> ปลอดภัยเพราะแอลกอฮอล์มันเยอะมากเชื้อที่
00:08:12 → 00:08:14ไหนมันโตไม่ได้แต่กลิ่นมันอาจจะเพี้ยนอ
00:08:14 → 00:08:16>> แต่มันจะมีแอลกอฮอล์บางตัวที่มันถึงจุด
00:08:16 → 00:08:19พีคแล้วแบบสมมุติวายเก็บไว้ 4-5 ปีแล้วดี
00:08:19 → 00:08:19สุด
00:08:19 → 00:08:20>> อื
00:08:20 → 00:08:22>> ที่หลายคนที่พวกซอมเียเค้าบอกถึงจุดพีค
00:08:22 → 00:08:23มันน่ะ
00:08:23 → 00:08:25>> แล้วพอเลยจุดพีคของปีนี้มันก็จะดรอปลงคือ
00:08:25 → 00:08:27กลิ่นจะแย่ลงแย่ลงไอ้ที่กลิ่นแย่ลงไม่ใช่
00:08:27 → 00:08:28เรื่องเชื้อ
00:08:28 → 00:08:30>> แต่เป็นกลิ่นของลักษณะ
00:08:30 → 00:08:33>> อ่า sensory หรือว่ากลิ่นเคมีกลิ่นสาร
00:08:33 → 00:08:34เคมีในนั้น
00:08:35 → 00:08:37>> ที่มันระเหยออกไปทำให้กินแล้วไม่อร่อย
00:08:37 → 00:08:38เหมือนเดิม
00:08:38 → 00:08:40>> ออแต่เอาไปทำอย่างอื่นได้ทำอาหาร
00:08:40 → 00:08:41>> ได้ทำทำอาหารก็ได้
00:08:41 → 00:08:41>> อ
00:08:41 → 00:08:43>> มันจะมีคำว่าแบบ
00:08:43 → 00:08:46>> บางคนเขาเรียกว่าหรือเหล้ามันออกซิไidiz
00:08:46 → 00:08:47ใช่มั้ย
00:08:47 → 00:08:50>> มันออกซิไซไปเยอะๆไอ้พวกไวนที่มันออกซิได
00:08:50 → 00:08:52อ่ะยังกินได้ปลอดภัยอยู่เค้ามันมีเปเปอร์
00:08:52 → 00:08:54นึงเค้าบอกว่าสารที่เกิดจากการออกซิไid
00:08:55 → 00:08:56ของไวไม่ได้ไม่ได้อันตราย
00:08:56 → 00:08:57>> อือ
00:08:57 → 00:08:59>> ไม่เหมือนใน
00:08:59 → 00:09:02พวกของแห้งที่มันเหม็นหื่นเดี๋เราค่อยคุย
00:09:02 → 00:09:03กันอีกที
00:09:03 → 00:09:03>> ได้
00:09:03 → 00:09:04>> อันนั้นอันนั้นไม่ควรกิน
00:09:04 → 00:09:05>> โอเค
00:09:05 → 00:09:07>> มาอันต่อไปครับเชฟ
00:09:07 → 00:09:09>> ไวพอมั้
00:09:09 → 00:09:10>> ยังยาวอยู่เหรอ
00:09:10 → 00:09:13>> ไม่ยาวแล้วก็โอเคนะเป็นเรื่องเนื้อสัตว์
00:09:13 → 00:09:13ครับ
00:09:13 → 00:09:14>> โอ้
00:09:14 → 00:09:17>> เนื้อสัตว์ที่ดิบหรือกึ่งสุกกึ่งดิบกิน
00:09:17 → 00:09:17ได้หรือเปล่า
00:09:17 → 00:09:20>> ขึ้นอยู่กับว่าเป็นเนื้อวัวหรือเนื้อหมู
00:09:20 → 00:09:21ถ้าปัจจุบันเนี้ยเนื้อหมูเนี่ยเนี่ยใน
00:09:21 → 00:09:24เมืองไทยค่อนข้างอันตรายเพราะมันมีเชื้อ
00:09:24 → 00:09:25โรคหูดับ
00:09:25 → 00:09:25>> อื
00:09:25 → 00:09:27>> แต่ก่อนมีหูดับมันก็มีพยาธตัวกลมไอ้
00:09:27 → 00:09:29ไตรคีนสปalิอันนั้นน่ะครับ
00:09:29 → 00:09:33>> ที่เป็นแบคทีเรียที่บ่งชี้ว่าทำไมหมูต้อง
00:09:33 → 00:09:36กินสุกทำไมเนื้อกินดิบได้เพราะวัวไม่มี
00:09:36 → 00:09:37พยาธตัวนี้
00:09:37 → 00:09:37>> อ๋อ
00:09:37 → 00:09:39>> แต่หมูมันดันมีเพราะงั้นหมูต้องกินสุก
00:09:39 → 00:09:40กว่าเนื้อ
00:09:40 → 00:09:41>> เพราะต้องทำลายพยาธตัวนี้ก่อนที่
00:09:41 → 00:09:43>> ต้องทำลายพยาธตัวนี้ถูกต้องครับ
00:09:43 → 00:09:45>> แต่วัวไม่มีโอกาสที่จะมีเลยใช่มั้ยครับ
00:09:45 → 00:09:46>> มันมีพยาธตัวอื่นซึ่งมันไม่ได้อันตราย
00:09:46 → 00:09:49เท่าพยาธตัวกลมที่มีในหมูเพราะหมูอย่าลืม
00:09:49 → 00:09:51มันตัวมันเตี้ยมันใช้มันขุดดินอะไรอย่าง
00:09:51 → 00:09:52เงี้ย
00:09:52 → 00:09:54>> แต่วัวมันเป็นสัตว์เคี้ยวเอื้องที่ค่อน
00:09:54 → 00:09:56ข้างอยู่สูงกว่าดินเพราะฉะนั้นเชื้อพวก
00:09:56 → 00:09:58นี้ในร่างกายมันอ
00:09:58 → 00:10:00>> มีน้อยเพราะฉะนั้นอันนี้คือสาเหตุที่ว่า
00:10:00 → 00:10:02ทำไมสเต็กกิน rare กินmediมได้กิน rare
00:10:02 → 00:10:04ได้แต่หมูต้องกิน
00:10:04 → 00:10:05>> เวลดันขึ้นไป
00:10:05 → 00:10:07>> อืแล้วถ้าเราพูดถึงพวกไก่หรือซีฟุ
00:10:07 → 00:10:10>> ไก่ไม่ควรเลยเพราะว่าไก่มีเชื้อของมันน่ะ
00:10:10 → 00:10:11เค้าเรียกซาโมเดล่า
00:10:12 → 00:10:14>> อันนี้มีไม่ว่าจะเลี้ยงสะอาดแค่ไหนก็ยัง
00:10:14 → 00:10:14มี
00:10:14 → 00:10:18>> เพราะฉะนั้นไก่เนื้อไก่เขาไม่นิยมทานดิบ
00:10:18 → 00:10:20>> อยู่ในเนื้อหรือว่าอยู่ที่ผิว
00:10:20 → 00:10:21>> อยู่เนื้อไก่ของมันอยู่แล้ว
00:10:21 → 00:10:24>> อ๋อเพราะฉะนั้นไม่ใช่ว่าเชื้อโรคจะเกิด
00:10:24 → 00:10:26ที่ผิวเท่านั้นมันมีอยู่ในเนื้อ
00:10:26 → 00:10:28>> ถูกต้องถูกต้องถูกต้อง
00:10:28 → 00:10:29>> ก็ควรทำให้สุก 100%
00:10:29 → 00:10:32>> ควรทำให้สุกไก่ควรสุก 100% สุก 100% คือ
00:10:32 → 00:10:34ชัวร์ๆคืออุณหภูมิ
00:10:34 → 00:10:36จุดที่เย็นที่สุดหรือจุดที่ลึกที่สุดของ
00:10:36 → 00:10:38เหลือไก่ที่คุต้องเกิน 72
00:10:38 → 00:10:40>> ความจริงเกิน 70 ก็รอดแล้วแต่หลายคนบอก 70
00:10:40 → 00:10:4272 เพราะให้มันชัวร์ว่ามันเกินกว่า 70
00:10:42 → 00:10:42แน่ๆ
00:10:42 → 00:10:43>> เอๆ
00:10:43 → 00:10:46>> นั่นแหละครับเพราะงั้นไก่หมูควรกิน
00:10:46 → 00:10:47>> สุก
00:10:47 → 00:10:47>> ครับ
00:10:47 → 00:10:51>> อืแล้วเนื้อวัวควรกินควรกินสุกหมดทุก
00:10:51 → 00:10:53อย่างแต่เนื้อวัวมันเป็นอะไรที่สามารถกิน
00:10:53 → 00:10:56กึ่งสุกกึ่งดิบได้ครับ
00:10:56 → 00:10:57>> แต่กินสุกก็จะดีที่สุด
00:10:57 → 00:10:59>> ใช่แต่เนื้อวัวกินสุกก็ไม่อร่อยไงเวลดัน
00:10:59 → 00:11:00มันก็จะแห้ง
00:11:00 → 00:11:02>> อ่าก็แล้วแต่อืแล้วแต่คนชอบด้วยนะแล้วก็
00:11:02 → 00:11:04ผมไม่แน่ใจว่าเค้าจะถามครอบคลุมไปถึงพวก
00:11:04 → 00:11:06ซีฟู้ดหรือเปล่า
00:11:06 → 00:11:06>> กึ่งสุกกึ่งดิบ
00:11:06 → 00:11:09>> ซีฟู้ดซีฟู้ดนี่แล้วแต่ช่วงเวลาเลยหอยนาง
00:11:09 → 00:11:12รมความจริงมันกินดิบได้แต่บางช่วง
00:11:12 → 00:11:15>> อ่าน้ำทะเลมันเกิดโรคระบาดอะไรขึ้นก็มี
00:11:15 → 00:11:16บางช่วงที่เขาออกข่าวว่าช่วงนี้อย่าเพิ่ง
00:11:16 → 00:11:19กินหอยนางรมดิบนะอะไรประมาณเนี้ยส่วน
00:11:19 → 00:11:22เนื้อปลามันก็มีหลายหลายทฤษฎีมาก
00:11:22 → 00:11:23>> อ
00:11:23 → 00:11:25>> เขาบอกไอ้เนื้อปลาเกดซาซิมิอ่ะที่บอกว่า
00:11:25 → 00:11:27เกดซาซิมิเพราะมันมีการไล่เลือดไล่คาวออก
00:11:27 → 00:11:30มันถึงกินได้ทำไมแซลมอนบัง
00:11:30 → 00:11:31>> บัง
00:11:31 → 00:11:33>> คุณภาพไม่สามารถกินดิบได้ทำไมกินดิบได้
00:11:33 → 00:11:36มันอยู่ที่กระบวนการไล่เลือดหลังที่เอา
00:11:36 → 00:11:38>> ปลาขึ้นมาเพราะส่วนใหญ่พยาธอะไรพวกนี้มัน
00:11:38 → 00:11:39อยู่ในในเลือดใช่
00:11:39 → 00:11:40>> เลือดเลือดอ๋อ
00:11:40 → 00:11:44>> ที่เขาใช้อคจgเมะชินเคมนเนี่ยไล่เลือดของ
00:11:44 → 00:11:44ปลา
00:11:44 → 00:11:46>> อะไรประมาณนั้นแต่กระบวนการไล่เลือดส่วน
00:11:46 → 00:11:47ตัวผมก็ทำไม่เป็นนะ
00:11:47 → 00:11:47>> อือๆ
00:11:47 → 00:11:50>> แต่เคยเคยชาวประมงอ่ะที่เขาจัดการปลาที่
00:11:50 → 00:11:51ทำเกดซาซิมิของเขา
00:11:51 → 00:11:53>> ดึงเลือดอยู่เหมือนตัดเส้นเลือดตรง
00:11:53 → 00:11:55ตำแหน่งนึงอ่ะแล้วก็พืชออกมาเลยอ่ะ
00:11:55 → 00:11:56>> อือๆ
00:11:56 → 00:11:59>> ก็คือการไม่ให้มีเชื้อโรคในเลือดในตัวปลา
00:11:59 → 00:12:00ให้มากที่สุดโอเค
00:12:00 → 00:12:01>> ใช่ๆ
00:12:01 → 00:12:03>> อ่ะต่อไปเลยครับเชฟ
00:12:03 → 00:12:05>> อื
00:12:05 → 00:12:07>> ดีนะมันก็สุ่มๆดีนะเนี่ยชอบอย่างงั้น
00:12:07 → 00:12:10>> สสลับสมองไม่ทันล่ะ
00:12:10 → 00:12:14>> อันนี้คลาสสิคเหมือนกันครับของตกพื้น 5
00:12:14 → 00:12:15วินาทีกินได้จริงมั้ย
00:12:15 → 00:12:16>> ไม่จริง
00:12:17 → 00:12:18>> เชื้อโรคมันไม่ได้มีตาที่บอกว่าเฮ้ย 10
00:12:18 → 00:12:21วินาทีกำลังจะเกาะนะหรือ 1 วินาทีเกาะไม่
00:12:21 → 00:12:24ทันเปล่าครับตกแค่เสี้ยววินาทีมัน att ลง
00:12:24 → 00:12:26ไปมันเกาะขึ้นมาเลย
00:12:26 → 00:12:26>> อื
00:12:26 → 00:12:28>> มันไม่จำเป็นมันไม่ได้มีหลักวินาทีตก
00:12:28 → 00:12:30เสี้ยววินาทีถ้าโดนพื้นเชื้อโรคก็เกาะ
00:12:30 → 00:12:32อาหารขึ้นมาทันที
00:12:32 → 00:12:34>> อยู่ที่ว่าจะได้สุ่มได้เชื้อโรคอะไรมา
00:12:34 → 00:12:36>> เชื้อโรคอะไรมาพื้นสะอาดมั้ยพื้นสกปรก
00:12:36 → 00:12:39มั้ยถ้าเป็นโต๊ะนี้ถ้าตกผมอาจจะกิน
00:12:39 → 00:12:40>> อ๋อ
00:12:40 → 00:12:42>> เพราะเค้าเช็ดแอลกอฮอล์ตลอดใช่มั้แต่ถ้า
00:12:42 → 00:12:44เป็นพื้นที่แบบเนี่ยพื้นเนี้ย
00:12:44 → 00:12:46>> ที่มีรองเท้าจากข้างนอกมาก็ไม่กิน
00:12:46 → 00:12:47>> อืครับ
00:12:47 → 00:12:51>> แล้วมันมีอีกอันนึงคือแบบเราทำทำลูกอมตก
00:12:51 → 00:12:55ล้างน้ำให้มันแบบสักพักนึงแล้วอมต่อได้
00:12:55 → 00:12:55มั้
00:12:55 → 00:12:56>> เป็นผมผมอมนะ
00:12:56 → 00:12:57>> เออ
00:12:57 → 00:12:59>> เพราะว่าเชื้อโรคมันเกาะอยู่แค่ผิวนอก
00:12:59 → 00:12:59>> ผิวนอก
00:12:59 → 00:13:01>> ใช่มั้พอล้างไอ้น้ำตาลที่มันอยู่ข้างนอก
00:13:01 → 00:13:02มันก็ค่อยๆละลายออก
00:13:02 → 00:13:04>> สิ่งที่ผมทำบ่อยสุดอ่ะคือน้ำแข็ง
00:13:04 → 00:13:06>> อ่าๆใช่ๆน้ำแข็งอันนึง
00:13:06 → 00:13:08>> บางทีตกไปตรงโต๊ะปึ๊บขอไปล้างน้ำให้ให้
00:13:08 → 00:13:10ข้างนอกออกนิดนึงละลายไป
00:13:10 → 00:13:12>> แต่ที่สุดจะทำตกเลย
00:13:12 → 00:13:13>> จะทำตกเลย
00:13:13 → 00:13:14>> หรือไม่ก็ต้องเสียได้ขนาดนั้น
00:13:14 → 00:13:15>> ใช่หรืออาหารไหนที่มันไม่สามารถล้างแล้ว
00:13:15 → 00:13:17ละลายได้เหมือนน้ำแข็งหรือลูกอมก็ก็ไม่
00:13:17 → 00:13:18ขวดอือ
00:13:18 → 00:13:20>> เฉือนเฉือนออกเฉือนออก
00:13:20 → 00:13:21>> อ๋อ
00:13:21 → 00:13:22>> แต่ใครจะจำได้ตกพื้นตกด้านไหน
00:13:22 → 00:13:24>> ตกด้านไหนแต่น้ำแข็งมันล้างได้
00:13:24 → 00:13:25>> ใช่
00:13:25 → 00:13:26>> แต่ก็อย่าเสียดายเลยครับน้ำแข็งแค่นิด
00:13:26 → 00:13:27เดียวเอง
00:13:27 → 00:13:28>> เอาทิ้งไปเหอะ
00:13:28 → 00:13:30>> อย่าไปเสี่ยงกับพื้นรองเท้าเลยครับ
00:13:30 → 00:13:32>> ครับ
00:13:32 → 00:13:35ข้อต่อไปครับอ่าอันนี้ก็คำถามคลาสสิก
00:13:35 → 00:13:39เหมือนกันน้ำผึ้งเก็บไว้นานๆได้จริงมั้ย
00:13:39 → 00:13:40แล้วมันไม่เสียจริงหรึเปล่าน้ำ
00:13:40 → 00:13:42>> เสียได้น้ำผึ้งเสียได้หลายคนน่ะคิดว่าน้ำ
00:13:42 → 00:13:43ผึ้งเป็นของอมตะ
00:13:43 → 00:13:45>> เก็บไว้นานๆไม่เสียความจริงมันมีเชื้อตัว
00:13:45 → 00:13:47นึงเ้าเรียกว่าไซโกไซ
00:13:47 → 00:13:50คือยีสที่ทนน้ำตาลสูงๆได้
00:13:50 → 00:13:50>> ออฮะ
00:13:50 → 00:13:52>> นะครับหลายหลายครั้งลองสังเกตดิน้ำผึ้ง
00:13:52 → 00:13:55เวลาเก็บไว้นานๆเปิดมามันจะมีแก๊สใช่มั้ย
00:13:55 → 00:13:56มันจะมีเสียงแก๊สนิดหน่อย
00:13:56 → 00:13:57>> อือ
00:13:57 → 00:14:00>> อันนั้นน่ะคือยีสมันโตแล้วมันผลิตแก๊ส
00:14:00 → 00:14:01คาร์บอนไดออกไซด์อยู่
00:14:01 → 00:14:03>> แล้วมีอันตรายกับร่างกายยังไง
00:14:03 → 00:14:05>> ไม่ได้มีไม่ได้มีอันตรายแค่แค่คุณสมบัติ
00:14:05 → 00:14:07ของน้ำผึ้งมันเสียไปกลิ่นมันเพี้ยนหรือ
00:14:07 → 00:14:09ว่ามันมีกลิ่นหมักนิดหน่อย
00:14:09 → 00:14:13>> อืถามอ่ะถ้าถามว่าเสียได้มั้ยเสียได้
00:14:13 → 00:14:14>> แต่โอกาสเสียได้น้อย
00:14:14 → 00:14:16>> อ่ากินได้อาจจะไม่อันตรายแต่แค่ลดชาติ
00:14:16 → 00:14:17เปลี่ยนไปเฉยๆ
00:14:17 → 00:14:18>> ใช่อ
00:14:18 → 00:14:20>> แต่โอกาสเสียน้อยครับเจอแบบ 1 ใน 100 ขวด
00:14:20 → 00:14:21อะไรประมาณเนี้ย
00:14:21 → 00:14:21>> อือ
00:14:21 → 00:14:23>> คือมันต้องได้แจ็คพอตที่เชื้อนั้นมันปี
00:14:23 → 00:14:25จากอากาศลงน้ำผึ้ง
00:14:25 → 00:14:25>> เออ
00:14:25 → 00:14:26>> มันต้องแบบนั้น
00:14:26 → 00:14:29>> คือถ้าห้องมันสะอาดมากกระบวนการบรรจุน้ำ
00:14:29 → 00:14:30ผึ้งสะอาด
00:14:30 → 00:14:32>> ก็มีโอกาสอยู่ได้ตลอดไปเพราะน้ำผึ้งน้ำ
00:14:32 → 00:14:34ตาลน้ำตาลมันสูงมาก
00:14:34 → 00:14:36>> อืยกเว้นว่าสมมุติว่ามันมีเชื้ออะไรบาง
00:14:37 → 00:14:39ตัวมามาอยู่บนพื้นผิวของน้ำผึ้งแล้วเรา
00:14:39 → 00:14:42กินเชื้อตัวนั้นไปโดยตรงเงี้ยก็อันตรายม
00:14:42 → 00:14:45สมมุติว่าเปิดฝาขวดน้ำผึ้งทิ้งไว้มีเชื้อ
00:14:45 → 00:14:46มาเกาะอยู่บนพื้นผิวมันจะอยู่
00:14:47 → 00:14:50>> อ๋อใช่เช่นแบบสมมุตินะน้ำผึ้งเปิดฟ้าขวด
00:14:50 → 00:14:51สมมุตินี่เป็นขวดน้ำผึ้ง
00:14:51 → 00:14:53>> แล้วแม่สับไก่ดิบ
00:14:53 → 00:14:54>> เออใช่อะไร
00:14:54 → 00:14:54>> ก็มีสิทธิ์
00:14:55 → 00:14:56>> แต่มันไม่ใช่เสียเพราะพอน้ำผึ้งมันเสีย
00:14:56 → 00:14:57จากเชื้อจากไก่กระเด็น
00:14:57 → 00:14:58>> นั่นแหละ
00:14:58 → 00:15:00>> อือก็มีความเป็นปนเปื้อนได้อยู่
00:15:01 → 00:15:02>> เป็นเเรียกว่า cross contaminate ไม่ได้
00:15:02 → 00:15:04ไม่ได้สปอยโดยตรง
00:15:04 → 00:15:07>> อโอเคฮะคำถามที่เท่าไหร่นะเนี่ยไม่รู้
00:15:07 → 00:15:07แล้วไม่นับแล้ว
00:15:07 → 00:15:10>> ทำเวลามาก
00:15:10 → 00:15:14>> อ่าโอเคภาชนะอย่างกาน้ำชาครับลวกร้อนก่อน
00:15:14 → 00:15:16ใช้ค่าเชื้อได้แค่แค่ไหน
00:15:16 → 00:15:17>> มันขึ้นอยู่กับว่าลวกยังไงสมมุติว่ามีน้ำ
00:15:18 → 00:15:20เดือดอยู่แล้วเอา
00:15:20 → 00:15:23ทั้งการน้ำชาทั้งเซตอ่ะลงไปต้มมันก็ตาย
00:15:23 → 00:15:23หมดอือ
00:15:24 → 00:15:26>> ตายเกือบหมดดีกว่ายกเว้นมีสปอก็จะไม่ตาย
00:15:26 → 00:15:27แต่ว่าอ
00:15:27 → 00:15:30>> ถ้าแค่กินหลายๆปากใช่มั้ยแล้วมีเป็นชุด
00:15:30 → 00:15:33น้ำชาหยุดแล้วเทราดโอกาสฆ่าเชื้อมันไม่
00:15:33 → 00:15:35100% เพราะเราไม่รู้ว่าราดมันทั่วหรือ
00:15:35 → 00:15:37เปล่าแต่การที่มีน้ำร้อนอยู่แล้วจุ่มลงไป
00:15:37 → 00:15:39เลยมันโดนทุกพื้นผิวอ
00:15:39 → 00:15:39>> อื
00:15:39 → 00:15:42>> อันนี้น่าจะเป็นเคสที่แบบคนสมัยก่อนที่
00:15:42 → 00:15:45ไม่อยากล้างกาน้ำชาด้วยน้ำยาชาหลังจานแน่
00:15:45 → 00:15:48>> อ่าใช่อันเนี้ยมันได้มาจากเอ่อเพื่อนที่ช
00:15:48 → 00:15:52ดื่มชาครับแล้วก็คำถามเขาก็คือเค้าก็บอก
00:15:52 → 00:15:54ว่าส่วนใหญ่เขาจะไม่ค่อยใช้น้ำยาล้างจาน
00:15:54 → 00:15:58ล้างน้ำชากันเพราะว่ามันจะมีการแบบบ่มชา
00:15:58 → 00:16:01ที่เคยกินแล้วอะไรมาอยู่ซึ่งลวกน้ำร้อนผม
00:16:01 → 00:16:04ก็เข้าใจว่าได้แต่มันมีมันอาจจะมีพวกเศษ
00:16:04 → 00:16:06ใบช้าเก่าอะไรอย่างงี้ติดอยู่
00:16:06 → 00:16:09>> เศษใบช้าไม่ซีเรียสเท่ากับโรคติดต่อทาง
00:16:09 → 00:16:11น้ำลายยุคนี้มากกว่าเชื้อในน้ำลายนี่เยอะ
00:16:11 → 00:16:14กว่าเชื้อใบชาเยอะมากแต่ผมเข้าใจว่าไอ้
00:16:14 → 00:16:16ที่ถ้วยน้ำชาที่เขาไม่อยากให้ล้างคือ
00:16:16 → 00:16:18เมื่อก่อนน่าจะเป็นถ้วยดินเผาที่มันมีการ
00:16:18 → 00:16:21ดูดซึมกลิ่นชาแต่หลังๆมันเป็นถ้วยเคลือบ
00:16:21 → 00:16:21ถ้วยเซรามิกอ่ะ
00:16:21 → 00:16:22>> อือ
00:16:22 → 00:16:23>> กลิ่นชาไม่ติดอยู่แล้ว
00:16:24 → 00:16:24>> ออ
00:16:24 → 00:16:26>> น้ำยาล้างจานล้างได้ไม่เกี่ยวกับความ
00:16:26 → 00:16:26อร่อยเลย
00:16:26 → 00:16:30>> อืแต่ว่าแต่ว่าพวกดินเผานี่ก็น่าสนใจไอ้
00:16:30 → 00:16:32รูพรุนของดินเนี่ยมันสามารถกักเก็บใช้โรค
00:16:32 → 00:16:32อะไรได้
00:16:32 → 00:16:35>> ก็มีสิทธิ์มีสิทธิ์มีสิทธิ์แต่การลวกน้ำ
00:16:35 → 00:16:37ร้อนหรือต้มก็ช่วยได้เพราะว่าน้ำร้อนมัน
00:16:37 → 00:16:38ก็
00:16:38 → 00:16:39>> ซึมเข้าไปใน
00:16:39 → 00:16:42>> ดินเผาได้ก็เป็นทางเลือกหนึ่งที่ช่วยฆ่า
00:16:42 → 00:16:42เชื้อได้
00:16:42 → 00:16:45>> ก็คือน้ำเดือดปกติ้ำปอ
00:16:45 → 00:16:48>> แต่ควรมั่นใจว่ามันจมจริงๆอ่ะไม่ใช่แค่
00:16:48 → 00:16:49ราดใช่
00:16:49 → 00:16:52>> เอครับอ่ะต่อครับ
00:16:52 → 00:16:55>> ต้องคนมั้ยเนี่ยไม่ผมว่าคนไม่คนมีค่าเท่า
00:16:55 → 00:16:57กัน
00:16:57 → 00:17:00อันนี้น่าจะเป็นเออเหมือนกันคนไทยทนเชื้อ
00:17:00 → 00:17:04โรคได้มากกว่าชาวต่างชาติจริงมั้ย
00:17:04 → 00:17:07>> เหมือนจะจริงนะแต่ผมว่าเราทนกับเชื้อที่
00:17:07 → 00:17:08เราคุ้นเคยมากกว่าไง
00:17:08 → 00:17:10>> สมมุติเรา
00:17:10 → 00:17:12>> เราก็จะทนสมมุติว่าอาหารเราเป็นอย่างข้าว
00:17:12 → 00:17:14ข้าวผัดกะเพราส้มตำลาบครับเราก็จะทนกับ
00:17:14 → 00:17:16เชื้อที่ปกติมันอยู่ในอาหาร 3 จานนี้
00:17:16 → 00:17:18เพราะมันเป็นอาหารที่เรากินบ่อย
00:17:18 → 00:17:20>> แต่สมมุติเราไปต่างประเทศเราไปเจอเชื้อ
00:17:20 → 00:17:22สมมุติเจอเชื้อในชีสที่เราไม่คุ้นเขาอาจ
00:17:22 → 00:17:25จะทนเชื้อในชีสแต่เราไม่ทนเพราะงั้นเราผม
00:17:25 → 00:17:26ไม่อยากบอกว่า
00:17:26 → 00:17:28>> เราแข็งแรงมากกว่าต่างประเทศเราแค่แข็ง
00:17:28 → 00:17:32แรงกับเชื้อที่อยู่ในอาหารไทยคุ้นกับ
00:17:32 → 00:17:33เชื้อนี้มากกว่า
00:17:33 → 00:17:35>> ซึ่งมันเยอะกว่าในต่างประเทศหรือเปล่า
00:17:35 → 00:17:36>> ส่วนใหญ่จะโหลดเยอะกว่าเพราะว่าเราเป็น
00:17:36 → 00:17:38อาหารที่
00:17:38 → 00:17:40>> อุณหภูมิห้องอ่ะเชื้อมันโตได้ไวกว่าอัน
00:17:41 → 00:17:43นี้คือสาเหตุที่ว่าทำไมคนต่างประเทศบางที
00:17:43 → 00:17:45อยู่เมืองบ้านเขาไม่เป็นไรมาบ้านเรากิน
00:17:45 → 00:17:46อาหารมื้อเดียวอ
00:17:46 → 00:17:46>> ท้องเสียเลย
00:17:46 → 00:17:47>> ท้องเสีย
00:17:47 → 00:17:47>> เออ
00:17:47 → 00:17:48>> อื
00:17:48 → 00:17:51>> เป็นเพราะว่าใช้โรคมันโตในอากาศแบบบ้าน
00:17:51 → 00:17:51เรา
00:17:51 → 00:17:55>> มัน 2 อย่างโหลดเยอะกว่าปริมาณเยอะกว่า
00:17:55 → 00:17:56กับเป็นเชื้อที่เขาไม่คุ้น
00:17:56 → 00:17:56>> อื
00:17:56 → 00:17:59>> เพราะเค้าเชุเคุ้นกับเชื้อบ้านเขาไง
00:17:59 → 00:18:02>> อ๋อโหลดเยอะกว่านี่หมายถึงว่าเราเราใส่ใน
00:18:02 → 00:18:04หลายๆอย่างในอาหารไทยอย่างงี้เหรอ
00:18:04 → 00:18:07>> จำนวนไม่โหลดก็คือว่าตอนแรกทำมาใหม่ๆก็
00:18:07 → 00:18:09อาจจะยังไม่มีแต่น้อยคนที่จะกินอาหารที่
00:18:09 → 00:18:11ปรุงสุกใหม่บางทีเเก็บไว้ 2-3 ชั่วโมง
00:18:11 → 00:18:13เชื้อที่จากน้อยๆค่อยค่อยๆโตค่อยๆโตมันโต
00:18:13 → 00:18:16ไวกว่าไงเพราะว่าอุณหภูมิบ้านเรามันอุ่น
00:18:16 → 00:18:16กว่าอ
00:18:16 → 00:18:17>> อือ
00:18:17 → 00:18:18>> โอเค
00:18:18 → 00:18:18>> นั่นแหละครับ
00:18:18 → 00:18:21>> งั้นถ้ามีเพื่อนฝรั่งมาก็ควรที่จะ
00:18:21 → 00:18:22>> อุ่น
00:18:22 → 00:18:22>> อุ่นทุกอย่าง
00:18:23 → 00:18:25>> ทำไมบ้านยูกินอาหารร้อนตลอดเวลา
00:18:25 → 00:18:27>> อ
00:18:27 → 00:18:30>> คำถามต่อไปครับอันเนี้ยก็คลาสสิคครับ
00:18:30 → 00:18:34คลาสสิกทุกอันน่ะกระป๋องเออได้ยินบ่อยๆใน
00:18:34 → 00:18:36เรื่องกระป๋องบุบแล้วก็เกิดแบบความเน่า
00:18:36 → 00:18:36เสีย
00:18:36 → 00:18:37>> อือ
00:18:37 → 00:18:39>> กระป๋องที่บุบเพราะแรงกระแทกกับกระป๋อง
00:18:39 → 00:18:40ที่เสียเนี่ยมันดูออกมั้ครับว่ามันต่าง
00:18:41 → 00:18:42กันยังไง
00:18:42 → 00:18:44>> หลักๆไม่ว่าจะบุบยังไงไม่ไม่ควรไปกินมัน
00:18:44 → 00:18:46แต่ถ้าแบบถ้าอยากเลือกจริงๆอ่ะส่วนใหญ่
00:18:46 → 00:18:48ถ้าบุบเพราะแรงกระแทกแล้วยังกินได้มันจะ
00:18:48 → 00:18:50บุบตรงบอดี้มันสมมุติว่านี่นี่คือกระป๋อง
00:18:50 → 00:18:50เงี้ย
00:18:50 → 00:18:51>> ครับ
00:18:51 → 00:18:54>> บุบตรงเไม่เป็นไรแสดงว่าบุบเข้าอ่ะบุบ
00:18:54 → 00:18:57เข้าคือโดนแรงกระแทกจากการขนส่ง
00:18:57 → 00:19:00>> แต่พองออกคือมาจากเชื้อที่หายใจแล้วเกิด
00:19:00 → 00:19:02แก๊สในนี้ความจริงการเสียของอาหารกระป๋อง
00:19:02 → 00:19:05มีหลายแบบมากบางทีไม่ต้องผ่องเลย
00:19:05 → 00:19:06>> อื
00:19:06 → 00:19:08>> เรียบทุกอย่างถ้าเป็นศัพท์เ้าเรียกว่า
00:19:08 → 00:19:11แฟลชาวด์คือข้างในเปรี้ยวแต่กระป๋องไม่
00:19:11 → 00:19:13บวมแฟลชไงแบ่ง
00:19:13 → 00:19:14>> ก็เสียได้
00:19:14 → 00:19:17>> แต่เราไม่รู้แต่ถ้ามันพองออกมาเนี่ยไม่
00:19:17 → 00:19:20ควรกินนะหรือถ้ามันบุบเข้าบุบเข้าตรงนี้
00:19:20 → 00:19:21ไม่เป็นไรใช่มั้ย
00:19:21 → 00:19:22>> แต่ถ้าบุบเข้าตรง
00:19:22 → 00:19:23>> ขอบ
00:19:23 → 00:19:23>> อ๋อ
00:19:23 → 00:19:26>> อันตรายเพราะตรงนี้มันเป็นส่วนเขาเรียก
00:19:26 → 00:19:29ว่าส่วนรอยต่อระหว่างฝากับแคนเพราะปกติ
00:19:29 → 00:19:32เวลาผลิตกระป๋องมันจะมีส่วนบอดี้กับส่วน
00:19:32 → 00:19:33แคน
00:19:33 → 00:19:35>> แต่เขาจะมาเชื่อมกันด้วยเ้าเรียกว่าซีม
00:19:35 → 00:19:36ซีมตรงขอบมันน่ะ
00:19:36 → 00:19:38>> ถ้าบุบตรงขอบมีโอกาสที่เชื้อข้างนอกจะ
00:19:39 → 00:19:40เข้าไปได้อ
00:19:40 → 00:19:41>> อ๋อ
00:19:41 → 00:19:43>> แต่ถ้าบุบตรงเนี้ยส่วนใหญ่ไม่เป็นไรอาจจะ
00:19:43 → 00:19:44เกิดการกระแทกอ
00:19:44 → 00:19:46>> แต่ถ้าพองไม่ควรกินเลย
00:19:46 → 00:19:49>> แล้วถ้าถ้ากระแทกเนี่ยมันจะทำให้เกิดการ
00:19:49 → 00:19:51เสียของกระป๋องนั้นง่ายขึ้นอีกป่ะ
00:19:51 → 00:19:53>> ง่ายขึ้นง่ายขึ้นง่ายขึ้นโดยเฉพาะตรงตรง
00:19:53 → 00:19:55ขอบจะยิ่งง่ายเพราะมันเป็นรอยต่อมันมี
00:19:55 → 00:19:56โอกาสมีรูเยอะ
00:19:56 → 00:19:59>> แต่ตรงนี้ถามว่าก็มีมั้ยมีแต่น้อยกว่า
00:19:59 → 00:20:01>> เพราะตรงนี้มันไม่ใช่เป็น
00:20:01 → 00:20:03>> ตรงบอดี้มันไม่ใช่ตรงรอยต่ออะไร
00:20:03 → 00:20:04>> อือๆ
00:20:04 → 00:20:04>> อื
00:20:04 → 00:20:06>> คือมันไม่เกิดจากข้างในอยู่แล้วแต่มัน
00:20:06 → 00:20:07เกิดจากเชื้อที่จะเข้าไป
00:20:07 → 00:20:09>> ใช่เพราะข้างในอาหารกระป๋องทุกที่ข้างใน
00:20:09 → 00:20:11เขาเรียกว่า commmercial story
00:20:12 → 00:20:14ที่แปลว่าเกือบจะพูดอพูดง่ายๆแทบไม่มี
00:20:15 → 00:20:16เชื้อเหลืออยู่เลยเพราะฉะนั้นอาหารข้างใน
00:20:16 → 00:20:17มันเลยอ
00:20:17 → 00:20:18>> ปลอดภัยมาก
00:20:18 → 00:20:19>> ยกเว้น
00:20:19 → 00:20:21>> โดนกระแทกจนเชื้อข้างนอกเข้า
00:20:21 → 00:20:22>> อ
00:20:22 → 00:20:25>> หรือเปิดแล้วเปิดแล้วปิดแล้วเก็บไม่ดีแต่
00:20:25 → 00:20:28เปิดครั้งนึงที่เปิดเชื้อเข้าทันทีไม่ว่า
00:20:28 → 00:20:30จะอยู่ในห้องสะอาดแค่ไหนอ
00:20:30 → 00:20:32>> ยกเว้นต้องไปอยู่ในห้องผ่าตัดที่เป็นแบบ
00:20:32 → 00:20:33มากๆ
00:20:33 → 00:20:34>> ใช่
00:20:34 → 00:20:35>> โอเคครับ
00:20:35 → 00:20:36>> จะหมดแล้วล้อเล่น
00:20:36 → 00:20:40>> ยังครับยังไม่ถึงครึ่งเลยมั้งครับเนี่ย
00:20:40 → 00:20:42การล้างจานด้วยฟองฟองน้ำที่ใช้ซ้ำๆมัน
00:20:42 → 00:20:43สะอาดได้จริงหรือเปล่า
00:20:43 → 00:20:46>> ไม่ฟองน้ำเป็นตัวที่เก็บเชื้อโรคเยอะมาก
00:20:47 → 00:20:47ใน
00:20:47 → 00:20:49>> เพราะมันมีรูพรุนเยอะ
00:20:49 → 00:20:51>> ใช่มั้ยมันมีรูพุนเยอะยกเว้นโหถ้าใคร
00:20:51 → 00:20:54สะอาดจัดใช้ครั้งนึงอ่ะราดน้ำร้อนทีนึง
00:20:54 → 00:20:55พ่นแอลกอฮอล์ทีนึง
00:20:55 → 00:20:58>> ฟองน้ำคุณเปลี่ยนครับพอมันเริ่มแบบเก่าๆ
00:20:58 → 00:21:01สมมุติว่าใช้อาทิตย์นึงงี้เริ่มเริ่ดำๆ
00:21:01 → 00:21:03แล้วควรควรเปลี่ยนเพราะมันเป็นแหล่งสะสม
00:21:03 → 00:21:04เชื้อ
00:21:04 → 00:21:06>> เราจัดการกับฟองน้ำในครัวเรายังไงครับทุก
00:21:06 → 00:21:08วันที่เราใช้เสร็จอ่ะ
00:21:08 → 00:21:10>> พอล้างเสร็จอ่ะหลายคนคิดว่ามันมีฟองแล้ว
00:21:10 → 00:21:12คือสะอาดความจริงไม่ใช่
00:21:12 → 00:21:12>> ออ
00:21:12 → 00:21:16>> สมมุติล้างสมมุติว่านี่คือแก้ว
00:21:16 → 00:21:18>> ล้างล้างแก้วเสร็จ
00:21:18 → 00:21:20>> แก้วสะอาดฟองน้ำมีฟองวางทิ้งไว้เนี่ยไม่
00:21:20 → 00:21:21ควร
00:21:21 → 00:21:21>> อ๋อ
00:21:21 → 00:21:23>> ควรปีบฟองทั้งหมดออกก่อน
00:21:23 → 00:21:26>> แล้วใส่ไอ้น้ำยาล้างจานอีกรอบแล้วขยำอีก
00:21:26 → 00:21:28รอบนึงแล้วบีบอีกครั้งนึง
00:21:28 → 00:21:30>> เพื่อเหมือนเป็นการทำความสะอาดฟองน้ำใน
00:21:30 → 00:21:31ตัวอ
00:21:31 → 00:21:33>> คือหลายคนล้างจานเสร็จปุ๊บล้างจานล้าง
00:21:33 → 00:21:36แก้วเสร็จปุ๊บเห็นว่าฟองน้ำยังมีฟองอยู่
00:21:36 → 00:21:37ไม่ยอมบีบคั้นออก
00:21:37 → 00:21:39>> วางไว้คิดว่ามีฟองแล้วสะอาดแต่ความจริง
00:21:40 → 00:21:40มันไม่ใช่ใช่
00:21:40 → 00:21:43>> ก็คือเชื้อที่เราไปเช็ดแหละมันก็ยังอยู่
00:21:43 → 00:21:45แล้วมันก็ไปโตในฟองน้ำ
00:21:45 → 00:21:46>> แล้วโตครั้งนึง
00:21:46 → 00:21:48>> ล้างอีกครั้งถัดไปก็จะยากแล้วเพราะว่าฟอง
00:21:48 → 00:21:49น้ำมันลึก
00:21:49 → 00:21:49>> อื
00:21:49 → 00:21:53>> แล้วคงไม่มีใครแบบเทน้ำร้อนราดอ่ะ
00:21:53 → 00:21:54>> แต่ถ้าเทน้ำร้อนราดก็จะดี
00:21:54 → 00:21:55>> ก็ช่วยก็ช่วยก็ช่วย
00:21:55 → 00:21:58>> แปลว่าเราควรทำความสะอาดฟองน้ำทุกวันนะ
00:21:58 → 00:22:00>> ทุกครั้งแต่ไม่ต้องถึงขนาดน้ำเดือดราดก็
00:22:00 → 00:22:03ได้แต่อย่างน้อยแบบพอใช้เสร็จครั้งนึงก็
00:22:03 → 00:22:06บีบออกให้หมดแล้วใส่น้ำยาล้างจันทอีกรอบ
00:22:06 → 00:22:08ขยับเหมือนซักผ้าอืเหมือนซักผ้าแค่นั้น
00:22:08 → 00:22:09แหละ
00:22:09 → 00:22:11>> ก็จะสาคือจะต้องบีบให้แห้งพอมีน้ำอยู่
00:22:11 → 00:22:12เชื้อก็โตได้อ
00:22:12 → 00:22:12>> อ๋อ
00:22:12 → 00:22:13>> ต้องบีบให้แห้งมาก
00:22:13 → 00:22:15>> แห้งแล้วก็วางไว้ตรงที่แห้ง
00:22:15 → 00:22:17>> วางไว้ตรงที่ระบายอากาศได้
00:22:17 → 00:22:18>> เพราะว่าคนก็จะใส่เข้าไปในกระป๋องที่มี
00:22:18 → 00:22:19น้ำยาอยู่
00:22:19 → 00:22:22>> อืก็ก็หมักหมมต่อ
00:22:22 → 00:22:25>> โอเคอันนี้ดีครับมีประโยชน์เห็นชัดที่
00:22:25 → 00:22:26บ้านใช้
00:22:26 → 00:22:29>> แต่มันจะมีร้านอาหารที่เขาแช่ไว้ใน
00:22:29 → 00:22:31คอนเทนเนอร์ที่มีน้ำอยู่ตลอดเวลา
00:22:31 → 00:22:32>> นั่นแหละอันนั้นแหละ
00:22:33 → 00:22:34>> มันหลายปัจจัยมาก
00:22:34 → 00:22:37>> ถ้าน้ำยาล้างจานเข้มข้นพอเชื้อก็ไม่โตแต่
00:22:37 → 00:22:39หลายที่มันเจือจางมันก็โตได้
00:22:39 → 00:22:40>> ชอบเติมน้ำลงไปในน้ำยา
00:22:40 → 00:22:43>> นั่นแหละจงแบบกลัวอะไรนะกลัวเปิแต่ Best
00:22:43 → 00:22:46Practice อ่ะต้องบีบให้แห้งแล้วผึ่งไว้
00:22:46 → 00:22:47>> อันนั้นชัวร์สุด
00:22:47 → 00:22:47>> อื
00:22:47 → 00:22:48>> ดูน่ากลัวจริงๆ
00:22:48 → 00:22:49>> นั่นแหละครับ
00:22:49 → 00:22:53>> โอเคครับ
00:22:53 → 00:22:57>> คำอย่างอ่าอันนี้เป็นเรื่องจากผมว่ายุค
00:22:57 → 00:22:59โควิดเนี่ยล้างมือก่อนกินช่วยลดเชื้อโรค
00:22:59 → 00:23:00ได้จริงมั้
00:23:00 → 00:23:02>> ลดจริงลดจริงแต่ต้องล้างล้างมือยังถูก
00:23:02 → 00:23:04วิธีไงผมก็จำไม่ได้หรอกว่ามันมีขั้นตอน
00:23:04 → 00:23:07ไหนมาแต่จำได้ว่าอย่างน้อยขั้นตอนนึงคือ
00:23:07 → 00:23:09ต้องถูกสบู่คงที่ไว้อย่างน้อย 20 วินาที
00:23:09 → 00:23:11ซึ่งหลายคนมันแค่ 5 วินาทีปัจจุบันผมก็
00:23:11 → 00:23:13เป็นบางที 5 วินาขี้เขียนอ
00:23:13 → 00:23:16>> 20 วินาทีคือลดเชื้อได้ชัดเจนที่สุด
00:23:16 → 00:23:17>> อือ
00:23:17 → 00:23:19>> มี 2 ปัจจัยถ้าอยากล้างมือให้สะอาดคือ
00:23:19 → 00:23:21ล้างนานพอและล้างถูกวิธีไงมันมี
00:23:21 → 00:23:23>> มันมีวิธีอยู่
00:23:23 → 00:23:24>> ช่วงโควิดเราน่าจะเห็นบ่อย
00:23:24 → 00:23:26>> ใช่หลายคนถูกแค่เนี้ยแล้วคงไว้ 20 วินาท
00:23:26 → 00:23:26>> เออ
00:23:26 → 00:23:28>> อ้าวไอ้ตรงข้อก็ไม่โดน
00:23:28 → 00:23:28>> อ
00:23:28 → 00:23:31>> ก็ต้องมีท่าของเขาแล้วต้องคงไว้ 20
00:23:31 → 00:23:31วินาทีด้วย
00:23:31 → 00:23:32>> น้ำเปล่าก็ไม่รอด
00:23:32 → 00:23:33>> น้ำเปล่าไม่รอด
00:23:33 → 00:23:34>> อื
00:23:34 → 00:23:37>> หลักการ sanitation ในอุตสาหกรรมอาหาร
00:23:37 → 00:23:39จริงๆอ่ะความจริงอ่ะมันมีทั้ง 3 ขั้นตอน
00:23:39 → 00:23:42ขั้นแรกล้างน้ำเปล่าเพื่อล้างส่วนใหญ่ออก
00:23:42 → 00:23:44ไปก่อนขั้นที่ 2 คือ cleaning ใช้น้ำยา
00:23:44 → 00:23:45ล้างจาน
00:23:45 → 00:23:45>> อ
00:23:45 → 00:23:47>> น้ำยาล้างจานคือเอาไขมันโปรตีนออกแต่
00:23:47 → 00:23:50เชื้อยังอยู่อันที่ 3 คือ disinfection
00:23:50 → 00:23:51ใช้แอลกอฮอล์
00:23:51 → 00:23:52>> แล้วต้องเรียงแบบนี้ด้วยนะ
00:23:52 → 00:23:54>> ถ้ามาถึงเอาแอลกอฮอล์ก่อนแล้ว cleaning
00:23:54 → 00:23:57ก็ใช่ก็ไม่มีประโยชน์อะไร
00:23:57 → 00:23:59>> ต้องเอาน้ำเปล่า
00:23:59 → 00:24:02>> น้ำยาล้างจานก็หรือสบู่ถ้าเป็นมือแล้วก็
00:24:02 → 00:24:05disinfection ก็คือแอลกอฮอล์
00:24:05 → 00:24:05>> ออ
00:24:05 → 00:24:07>> หรือว่าหรือว่าสารฆ่าเชื้ออย่างอื่นก็ได้
00:24:07 → 00:24:11>> อืแล้วอีกอันนี้ถามต่อเลยล้างมือก่อนกิน
00:24:11 → 00:24:13ข้าวเนี่ยกับเราไม่มีที่ล้างมือฉีด
00:24:13 → 00:24:14แอลกอฮอล์เนี่ย
00:24:15 → 00:24:16>> ฉีดแอลกอก็ยังดี
00:24:16 → 00:24:16>> ดีกว่า
00:24:16 → 00:24:19>> ดีกว่าคือแม้ว่าเราจะข้ามตัวคลีนingไอ้ 3
00:24:19 → 00:24:21อันเนี้ยคือทำให้ประสิทธิภาพมันเกือบเต็ม
00:24:21 → 00:24:24100% เลยแต่สมมุติเราข้ามน้ำเปล่ามาแล้ว
00:24:24 → 00:24:26มาแอลกอฮอล์เลยประสิทธิภาพการฆ่าเชื้ออาจ
00:24:26 → 00:24:29จะเหลือแค่ 70% แต่ยังดีกว่าไม่ได้ฆ่าเลย
00:24:29 → 00:24:32>> แต่ประสิทธิภาพมันน้อยลงเพราะมันมี dirt
00:24:32 → 00:24:35มีคือศัพทเขาเรียกว่าซอย s o ที่แปลว่า
00:24:35 → 00:24:38ดินๆซอยในที่เคือสิ่งที่ไม่ควรอยู่
00:24:38 → 00:24:38>> อื
00:24:38 → 00:24:41>> ไขมันบางทีมันไม่ควรอยู่บนมือเราแต่ถ้า
00:24:41 → 00:24:43มันมีไขมันการฆ่าเชื้อจะลดลงเพราะว่าไข
00:24:43 → 00:24:45มันมันไปปกป้องไม่ให้เชื้อโดนแอลกอฮอล์
00:24:45 → 00:24:46>> ออ
00:24:46 → 00:24:49>> อแต่ถ้าไม่มีที่ล้างมือเลยอ่ะอย่างน้อย
00:24:49 → 00:24:51แอลกอฮอล์ก็ดีกว่านอตติ้ง
00:24:51 → 00:24:51>> อ
00:24:51 → 00:24:52>> ครับ
00:24:52 → 00:24:54>> มันอันตรายแค่ไหนครับเชื้อจากมือเราไม่
00:24:54 → 00:24:54รู้เลย
00:24:54 → 00:24:58>> โอ้โหเชื้อเชื้อจากมือเราอ่ะเค้าเชื้อจาก
00:24:58 → 00:25:00เค้าเรียกว่า Normal Flora เนาะเชื้อจาก
00:25:00 → 00:25:03ผิวหนังคนเ้าเรียกว่าSTPฟิโลคอก Aus มี
00:25:03 → 00:25:03อยู่แล้ว
00:25:03 → 00:25:04>> อือ
00:25:04 → 00:25:06>> ไม่ว่าเราจะอาบน้ำแค่ไหนแล้วเชื้อตัว
00:25:06 → 00:25:08เนี้ยดันสั้นๆดันสร้างสารพิษที่ทนความ
00:25:09 → 00:25:10ร้อนด้วยโ
00:25:10 → 00:25:12>> อือันเนี้คือ
00:25:12 → 00:25:14เทพเจ้าสร้างมา
00:25:14 → 00:25:16>> ก็คือเราชะล้างเชื้อออกจากมือเราให้มาที่
00:25:16 → 00:25:17สุดก่อน
00:25:17 → 00:25:19>> ใช่เพื่อพอมันไม่มีเชื้อตัวเชื้อไม่มีพอ
00:25:19 → 00:25:20ไปจับอาหาร
00:25:20 → 00:25:21>> อ
00:25:21 → 00:25:23>> เชื้อก็ไม่สามารถโตบนอาหารได้เพราะไม่มี
00:25:23 → 00:25:24เชื้อไงอ
00:25:24 → 00:25:27>> มันก็สร้างสารพิษไม่ได้อาหารก็จะปลอดภัย
00:25:27 → 00:25:27เออโอเค
00:25:27 → 00:25:30>> อืก็ล่าสุดไงเคส 2 สัปดาห์ที่แล้วไงข้าว
00:25:30 → 00:25:32มันข้าวมันไก่มันไก่
00:25:32 → 00:25:32>> มีแผล
00:25:32 → 00:25:33>> อื
00:25:33 → 00:25:37>> แผลเป็นอะไรที่เชื้อปกติเชื้อสมมุติที่
00:25:37 → 00:25:39อย่างเชื้อที่ผิวอ่ะสมมุติมี 10 ตัวต่อ
00:25:39 → 00:25:39ตารางเซม
00:25:39 → 00:25:40>> ค่ะ
00:25:40 → 00:25:43>> แผลมันจะหัวเป็นพันเป็นหมื่นเท่าแล้วพอ
00:25:43 → 00:25:47สับเข้ามันไก่แม้ว่ามันจะติดตรงหนังไก่
00:25:47 → 00:25:47>> อ
00:25:47 → 00:25:50>> แล้วโรงเรียนนั้นสมมุติเอาไปไมโครเวฟ
00:25:50 → 00:25:52>> ก็ยังไม่รอดเพราะเชื้อทนความหลอน
00:25:52 → 00:25:52>> อ๋อ
00:25:52 → 00:25:53>> อือ
00:25:53 → 00:25:55>> คือป้องกันไม่ให้เชื้อมันมีก่อนดีกว่า
00:25:55 → 00:25:57>> ถูกต้องลดโหลดดีกว่า
00:25:57 → 00:25:57>> อือๆ
00:25:58 → 00:26:01>> โอเคครับอ่ะต่อไปครับ
00:26:01 → 00:26:04อาหารที่หมดอายุ Best before ยังกินได้
00:26:04 → 00:26:06อยู่มั้ครับที่มันเขียนว่า Best before
00:26:06 → 00:26:07เนากินได้
00:26:07 → 00:26:07>> เออๆ
00:26:07 → 00:26:10>> คำว่า best before นิยามคือมันมันหมด
00:26:10 → 00:26:12อายุเชิงเคมีกายภาพคือลักษณะมันมัน
00:26:12 → 00:26:15เปลี่ยนไปเช่นไม่กรอบเม้นหืนแต่ไม่ได้
00:26:15 → 00:26:16เกี่ยวกับเชื้อ
00:26:16 → 00:26:17>> อือ
00:26:17 → 00:26:19>> อาหารไหนที่ขึ้น Best before คือเสียไม่
00:26:19 → 00:26:22เกี่ยวกับเชื้อเลยแต่อาหารไหนที่ขึ้นว่า X
00:26:22 → 00:26:23expirate
00:26:23 → 00:26:24>> ครับ
00:26:24 → 00:26:28>> มันจะเสียเชิงเชื้อก่อนเสียเชิงคุณภาพ
00:26:28 → 00:26:29>> คือมันจะมีตัวเชื้อเกิดขึ้นมา
00:26:29 → 00:26:30>> เกิดขึ้นก่อน
00:26:30 → 00:26:31>> อื
00:26:31 → 00:26:34>> อืเกิดขึ้นก่อนเช่นแน่ๆนมสด
00:26:34 → 00:26:34>> อ่า
00:26:35 → 00:26:36>> นมพัจจอไรอย่างเงี้ยครับ
00:26:36 → 00:26:38>> ปูดก่อนเหม็นหืนแน่นอน
00:26:38 → 00:26:40>> เพราะฉะนั้นเเลยใช้ expire แต่สมมุติน้ำ
00:26:40 → 00:26:42ปลาเนยถั่ว
00:26:42 → 00:26:42>> อือ
00:26:42 → 00:26:45>> เชื้อไม่ทันได้โตครับแต่สีเปลี่ยนเหม็น
00:26:45 → 00:26:48หืนแล้วจะใช้ Best before อันนี้คือวิธี
00:26:48 → 00:26:51การจำแนกเพราะฉะนั้นถ้าเป็น Best before
00:26:51 → 00:26:55แค่สีมันเข้มขึ้นก็ไม่ได้อันตรายอะไรแค่
00:26:55 → 00:26:57ถ้าเอาไปปรุงอาหารนั้นอาจจะอ
00:26:57 → 00:27:00>> ไม่เหมือนเดิมเพราะสีอาจจะเข้มขึ้น
00:27:00 → 00:27:02>> อืเพราะฉะนั้นทุกคนไม่ใช่แค่ดูแค่วันที่
00:27:02 → 00:27:04เนาะควรจะดูว่ามันคือ best before หรือ x
00:27:04 → 00:27:05>> ใช่
00:27:06 → 00:27:08แต่ถ้าทำอุตสาหกรรมอาหารหรือร้านอาหาร
00:27:08 → 00:27:08จริงๆอ่ะ
00:27:08 → 00:27:09>> ครับ
00:27:09 → 00:27:10>> Best before ก็ไม่ควรแตะเพราะอย่าลืม
00:27:10 → 00:27:13ว่าเวลาทำเราทำอาหารให้ลูกค้าคุณภาพต้อง
00:27:13 → 00:27:16คงที่คุณภาพในที่นี้คือทั้งเชื้อและ
00:27:16 → 00:27:16>> รสชาติ
00:27:16 → 00:27:19>> รสชาติด้วยแต่ถ้าทำเองที่บ้านแล้วแบบโห
00:27:19 → 00:27:21ซื้อมาตั้งเยอะแล้ว Best before เพิ่ง
00:27:21 → 00:27:23เมื่อวานอย่างเงี้ยใช้ได้ไม่มีปัญหา
00:27:23 → 00:27:24>> อือๆ
00:27:24 → 00:27:24>> ครับ
00:27:24 → 00:27:27>> คือหลายคนก็คงแบบดูแค่วันที่เนาะโดยที่
00:27:27 → 00:27:28ไม่รู้อ่ะ
00:27:28 → 00:27:30>> แล้วก็แบบอุ้ยมัน best before แล้วก็หมด
00:27:30 → 00:27:31ไปแล้วเมื่อวานนี้
00:27:31 → 00:27:33>> ก็กินไม่ได้แล้วสิอะไรอย่างเงี้ยแต่จริงๆ
00:27:33 → 00:27:34มันยังกินได้อยู่
00:27:34 → 00:27:36>> กินได้แล้วส่วนส่วนใหญ่อ่าผลิตภัณฑ์อาหาร
00:27:36 → 00:27:38ที่เป็น Best before พวกนี้เขาจะตั้ง
00:27:38 → 00:27:39เผื่อไว้
00:27:39 → 00:27:40>> นานแค่ไหนครับ
00:27:40 → 00:27:44>> แล้วแต่ผลิตภัณฑ์เลยบางทีเขาทดสอบว่าเฮ้ย
00:27:44 → 00:27:462 ปีเหม็นหืน
00:27:46 → 00:27:47>> เ้าอาจจะตั้ง Best before เป็น 1 ปี
00:27:47 → 00:27:49ครึ่งเผื่อไว้
00:27:49 → 00:27:49>> อื
00:27:49 → 00:27:51>> ก็ก็มีโอกาส
00:27:51 → 00:27:53>> เอ้ยอยากรู้เลยครับว่าเวลาเ้าทำผลิตภัณฑ์
00:27:53 → 00:27:55กันเนี่ยเค้าไปทดสอบ Best before กันยัง
00:27:55 → 00:27:56ไง
00:27:56 → 00:28:00>> โหมันมันลึกมากคือไม่มีใครตั้งไว้ 1 ปี
00:28:00 → 00:28:02เต็มเขาจะมีเรียกว่า Accelerate Shelf
00:28:03 → 00:28:05life คือสมมุติว่าเรู้ว่าเวลาลูกค้าเอา
00:28:05 → 00:28:08ไปเก็บวางไว้ที่อุณหภูมิ 25 องศาถึงจะหมด
00:28:08 → 00:28:092 ปี
00:28:09 → 00:28:12>> แต่ถ้ารอหมด 2 ปีผลิตภัณฑ์ไม่ได้ทันออก
00:28:12 → 00:28:13>> เก็จะเร่งเจะเร่ง
00:28:13 → 00:28:13>> อ๋อ
00:28:13 → 00:28:15>> เช่นเพิ่มอุณหภูมิไปบ่มไปที่อุณหภูมิ
00:28:16 → 00:28:1740-50 องศาซิ
00:28:17 → 00:28:17>> อ
00:28:18 → 00:28:19>> เพราะงั้น Best before มันจะเร็วขึ้น
00:28:19 → 00:28:21แล้วเขาจะมีสมการของเขาอ่ะถ้าจำไม่ผิดนะ
00:28:21 → 00:28:25จะมั้งเ้าบอกว่าถ้าอุณหภูมิเท่านี้เสีย
00:28:25 → 00:28:26ภายใน 2 อาทิตย์
00:28:27 → 00:28:29>> ถ้า 25 เสียภายในกี่ปีมันเทียบได้
00:28:29 → 00:28:31>> อือ๋อมันก็จะมีการเทียบกันอยู่
00:28:32 → 00:28:34>> ใช่ของของพวกผมก็แบบเข้าใจพวกฟุไ 2 ปีมัน
00:28:34 → 00:28:37ต้องรอ 2 ปีเลยถึงแต่ expire เดไม่ค่อย
00:28:37 → 00:28:38เพราะ expire มันสั้นไง
00:28:38 → 00:28:38>> ใช่
00:28:38 → 00:28:41>> 14 วันใช่มั้ยก็รอ 14 วันแป๊บเดียวไม่
00:28:41 → 00:28:42ต้องไป accelerate ก็ได้อ
00:28:42 → 00:28:43>> อื
00:28:43 → 00:28:43>> อือ
00:28:43 → 00:28:45>> แล้วอ่ะอีกคำถามนึง Best before มัน
00:28:45 → 00:28:47สามารถ
00:28:47 → 00:28:49>> เอ่อเรียกว่าอะไรยืนระยะของมันในตู้เย็น
00:28:49 → 00:28:50ได้มั้ยฮะ
00:28:50 → 00:28:52>> ยืดได้ยืดได้เพราะส่วนใหญ่ Best best
00:28:52 → 00:28:54before ส่วนใหญ่เขาจะเขาจะทดลองที่เขียน
00:28:54 → 00:28:56ไว้คืออุณหภูมิห้อง
00:28:56 → 00:28:56>> อือ
00:28:56 → 00:28:59>> แต่ถ้าเราไปแช่เย็นกระบวนการเหม็นหืน
00:28:59 → 00:29:01กระบวนการที่สีจะเปลี่ยนก็จะช้าลงเพราะ
00:29:01 → 00:29:04ปฏิกิริยาส่วนใหญ่ในโลกเนี้ยพออุณหภูมิลด
00:29:04 → 00:29:05มันจะเกิดช้าลง
00:29:05 → 00:29:05>> อื
00:29:05 → 00:29:06>> ครับ
00:29:06 → 00:29:10>> โอเคต่อเลยครับ
00:29:10 → 00:29:14>> โอเคข้าวครับข้าวสารเนาะเก็บไว้นานแค่ไหน
00:29:14 → 00:29:16ถึงจะควรทิ้งฮะ
00:29:16 → 00:29:16>> ข้าวสาร
00:29:17 → 00:29:18>> ตามฉลากเลยครับ
00:29:18 → 00:29:21>> เพราะตามฉลากเขาจะเขียนเเหมือนเขาจะระบุ
00:29:21 → 00:29:25ไว้พอมันพอมันเกินที่เขาเขียนน่ะส่วนใหญ่
00:29:25 → 00:29:28สิ่งที่ที่สิ่งที่เสียคือมันมอดขึ้น
00:29:28 → 00:29:30>> มอดขึ้นถือว่าเป็นข้าวเสียเหรอ
00:29:30 → 00:29:33>> มันไม่ควรกินเพราะว่ามอดคือในข้าวอ่ะมัน
00:29:34 → 00:29:36จะมีไข่มอดมาตามธรรมชาติอยู่แล้วถ้าเก็บ
00:29:36 → 00:29:38ไม่ดีหรือมีออกซิเจนเยอะมันก็จะฟักเป็น
00:29:38 → 00:29:40ตัวแล้วมอดมันก็จะไปกินข้าวคือข้าวมันก็
00:29:40 → 00:29:44จะเหมือนข้าวที่โดนหมอดกิน 1 นอกจากเม็ด
00:29:44 → 00:29:47หักไม่พอบางทีเราไม่รู้ว่ามอดมันมีเชื้อ
00:29:47 → 00:29:50ถ้ามอดโตได้มีโอกาสที่จุลินทรีย์ก็โตได้
00:29:50 → 00:29:52ด้วยแล้วบางทีหมอดมันเป็นสัตว์ใช่มั้ย
00:29:52 → 00:29:54>> กินข้าวเสร็จมันก็ต้องขี้ออก
00:29:54 → 00:29:56>> อจะกินขี้มอด
00:29:56 → 00:30:00>> ไม่ควรข้าวที่ข้าวที่มอดขึ้นน่ะไม่ควรกิน
00:30:00 → 00:30:01แต่บางทีถ้ามันเริ่มขึ้นแล้วหลายคนบอก
00:30:01 → 00:30:04เฮ้ยเอาไปล้างก็ยังใช้ได้อยู่
00:30:04 → 00:30:06>> ก็ใช่เพราะเชื้ออาจจะหล่นไม่เยอะพอไปหุง
00:30:06 → 00:30:07มันก็ลดลง
00:30:07 → 00:30:09>> แต่สมมุติถ้ามันเราไม่มีทางรู้เราไม่เรา
00:30:09 → 00:30:11ไม่มีห้องแลบในการวัดถ้ามันขึ้นเยอะแล้ว
00:30:11 → 00:30:14เชื้อมันโหลดมากบางทีเอาไปหุง
00:30:14 → 00:30:16>> เชื้อตายไม่หมดอ
00:30:16 → 00:30:18>> แล้วก็อาจจะเกิดปัญหาเกิดโรคได้อ
00:30:18 → 00:30:22>> อืข้าวนี่เป็น best before หรือ expire
00:30:22 → 00:30:22นะ
00:30:22 → 00:30:23>> ข้าวใช่มั้ย
00:30:23 → 00:30:23>> ใช่ข้าวสาร
00:30:24 → 00:30:25>> พี่คิดว่าเป็น best before หรือ expire
00:30:25 → 00:30:27>> ผมน่าผมเข้าใจว่าน่าจะเป็น best before
00:30:27 → 00:30:32นะเพราะมันน่าจะมีเรื่องของกายภาพมากกว่า
00:30:32 → 00:30:34>> ไม่รู้เหมือนกัน
00:30:34 → 00:30:37>> ไม่ชัวร์มาเปล่าที่บอกว่าข้าวอ่ะ
00:30:37 → 00:30:39>> มันแล้วแต่ยี่ห้อบางยี่ห้อก็ Best before
00:30:39 → 00:30:42บางยี่ห้อก็ expired เพราะหลายหลายเจ้า
00:30:42 → 00:30:45เ้าเเห็นว่ามอดคือสิ่งมีชีวิตบางทีมันมา
00:30:46 → 00:30:48ก่อนที่จะหืนหรือกลิ่นหายเขาก็จะไปใช้
00:30:48 → 00:30:51expiry dead มันแล้วแต่เลย
00:30:51 → 00:30:53>> อืมันแล้วแต่แต่หลังๆมันมีเทคโนโลยีข้าว
00:30:53 → 00:30:55ไงคือเก็บไว้ในถุงที่
00:30:55 → 00:30:56>> ซีลไว้แบบ
00:30:56 → 00:30:58>> ซีลแล้วแบบเอาอากาศออกแล้วflัชแก๊ส
00:30:58 → 00:30:59ไนโตรเจนอย่างเงี้ย
00:30:59 → 00:31:01>> อยู่ได้นานขึ้นมันช่วยเลย
00:31:01 → 00:31:02>> พอไม่มีออกซิเจนไนโตรเจนเข้าไปแทน
00:31:02 → 00:31:04ออกซิเจนไม่มีอ
00:31:04 → 00:31:05>> ไข่มอดก็ฟักไม่ได้
00:31:05 → 00:31:05>> อ๋อ
00:31:05 → 00:31:08>> แล้วกลิ่นกลิ่นหอมๆของข้าวก็จะยังอยู่นาน
00:31:08 → 00:31:11>> ก็ต้องดูว่าซื้อแบบไหนไปใช้ที่บ้านมั้
00:31:11 → 00:31:13>> ใช่ๆแต่พูดตรงๆถ้ามอดขึ้นก็ไม่ไม่ควร
00:31:14 → 00:31:15เสี่ยงครับ
00:31:15 → 00:31:17>> อืโอเคครับ
00:31:17 → 00:31:20เพราะว่าเราก็จะแบบรู้จักการซาวข้าวเอา
00:31:20 → 00:31:21มอดออกไง
00:31:21 → 00:31:22>> อ๋อ
00:31:22 → 00:31:24>> ฝุ่นมอดอะไรอย่างเงี้ยแล้วแบบเออถ้ามอด
00:31:24 → 00:31:26โอเคเข้าใจมอดมันเกิดได้ก็แปลว่าเชื้อโรค
00:31:26 → 00:31:28เกิดได้อ
00:31:28 → 00:31:30>> คำถามต่อไปฮะอาหารที่มีเชื้อราขึ้นถ้าตัด
00:31:31 → 00:31:33ส่วนที่มีชราออกยังสามารถกินส่วนที่เหลือ
00:31:33 → 00:31:33ได้มั้ย
00:31:33 → 00:31:37>> โอเคยทำเรื่องนี้อยู่ขึ้นอยู่กับอาหาร
00:31:37 → 00:31:39>> อันนี้ความจริง WHO มีเขียนไว้ชัดถ้าเป็น
00:31:39 → 00:31:41อาหารเนื้อแข็งควานได้ถ้าเป็นอาหารเนื้อ
00:31:41 → 00:31:43อ่อนเมื่อไหร่หมายความว่าเชื้อราวเวลามัน
00:31:43 → 00:31:46เกิดมันจะมีรากของมันเค้าเรียกว่าไฮฟี่
00:31:46 → 00:31:48อะไรพวกเนี้ยสัตว์เชื้อเชื้อราเอ
00:31:48 → 00:31:51>> ถ้าอาหารเนื้อนิ่มมันจะชอนลงไปคว้านยังไง
00:31:51 → 00:31:53ก็ยังอยู่ข้างในอาหารเนื้อนิ่มเช่นอะไร
00:31:53 → 00:31:55อ่ะขนมปังเค้ก
00:31:55 → 00:31:55>> อ
00:31:55 → 00:31:56>> เยลลี่
00:31:56 → 00:31:56>> อือ
00:31:56 → 00:31:59>> แต่ถ้าเป็นอาหารเนื้อแข็ง
00:31:59 → 00:32:02WHO น่าจะยกตัวอย่างหอมใหญ่แครอทอะไรพวก
00:32:02 → 00:32:05เนี้ยที่มันค่อนข้างแข็งแล้วมีราคว้าออก
00:32:05 → 00:32:05ได้
00:32:05 → 00:32:06>> ออ
00:32:06 → 00:32:08>> เพราะว่า
00:32:08 → 00:32:11>> รากของรามันใช้ลงไปไม่ได้
00:32:11 → 00:32:12>> แล้วพวกชีสอ่ะชีสมันมีเชื้อ
00:32:12 → 00:32:15>> อ๋อ WHO ก็แบ่งเหมือนกัน
00:32:15 → 00:32:17>> ชีสมีแบบเป็นฮาร์ดชีสกับซอชีส
00:32:17 → 00:32:18>> ฮารชีส
00:32:18 → 00:32:21>> ฮารชีสเช่นอะไรอ่ะไม่ออกซอตชีสพวกบรี
00:32:21 → 00:32:23กมองแบอะไรพวกเยเป็นชีสเนื้อนิ่ม
00:32:23 → 00:32:24>> อือ
00:32:24 → 00:32:27>> ถ้าขึ้นลาควรทิ้งเพราะมันไม่มีโอกาสลงซาน
00:32:27 → 00:32:30อย่างเงี้ยควานได้เพราะมันมันแข็งอยู่อัน
00:32:30 → 00:32:32นี้เขียนไว้ชัดไม่ได้คิดเองเขียนไว้ชัดใน
00:32:32 → 00:32:33องค์การอนามัยโลกครับ
00:32:33 → 00:32:34>> อื
00:32:34 → 00:32:36>> แต่เวลาคว้านเค้าบอกให้ควานลึกนิดนึง
00:32:36 → 00:32:36>> ลึกกว่าที่มันขึ้น
00:32:36 → 00:32:39>> ลึกกว่าที่มันขึ้นลึกลงไปสัก
00:32:39 → 00:32:40>> ครึ่งนิ้วอย่างเงี้ยโอเคอยู่
00:32:40 → 00:32:44>> เออก็คือแต่ว่าโดยชีสเองอ่ะผมคุยกับพี่ทำ
00:32:44 → 00:32:46ชีสเขาก็บอกว่าบางทีเค้าก็ไม่ได้กินไอ้
00:32:46 → 00:32:47พวกที่มันเป็นแบบเชื้อราดีนะ
00:32:47 → 00:32:51>> อ่ามันจะมีมันจะมีชีสบางตัวที่รักบลูชีส
00:32:51 → 00:32:52ไง
00:32:52 → 00:32:54>> เออใช่บูชีสนี่คือราก
00:32:54 → 00:32:56>> อันนั้นเป็นเชื้อราที่เขา้ารู้อยู่แล้ว
00:32:56 → 00:32:57ว่ามันกินได้
00:32:57 → 00:32:57>> อื
00:32:57 → 00:32:59>> เพนิซีเลียม
00:32:59 → 00:33:01รุฟอร์ดอ่ะชื่อนี้แหละ
00:33:01 → 00:33:04>> คือสีเขียวมันกินได้แต่ถ้าชีสที่มันไม่
00:33:04 → 00:33:05ควรจะมีรา
00:33:05 → 00:33:05>> อือ
00:33:05 → 00:33:08>> เช่นพาเมซานมันไม่ควรจะมีราแล้วมันเกิด
00:33:08 → 00:33:09ปุยดำขึ้นมา
00:33:09 → 00:33:11>> อันนั้นก็ควรควายเพราะรู้ว่าไอ้ปุยดำนั้น
00:33:11 → 00:33:13มันไม่ใช่ราที่ใช้ผลิตชีส
00:33:13 → 00:33:13>> ออือ
00:33:13 → 00:33:17>> มันมีราที่แบบราศีเนี่ยมันมันมีสีไหนที่
00:33:17 → 00:33:18แบบกินไม่ได้แน่ๆอย่าไปกินเลย
00:33:18 → 00:33:20>> ส่วนใหญ่เป็นสีดำ
00:33:20 → 00:33:20>> ดำเหรอ
00:33:20 → 00:33:22>> ส่วนใหญ่สีดำจะไม่ควรกิน
00:33:22 → 00:33:22>> อือ
00:33:23 → 00:33:25>> แต่ผมจำไม่ได้นะว่าจะมีราสีดำบางตัวที่
00:33:25 → 00:33:28เขา้าเอาไปผลิตเต้าหขนมันจำไม่ได้อ่ะที่
00:33:28 → 00:33:31ที่เายังเถียงกันอยู่ว่ามันกินได้หรือไม่
00:33:31 → 00:33:32ได้ผมก็ไม่อยากสรุป
00:33:32 → 00:33:32>> อื
00:33:32 → 00:33:34>> เพราะนักวิทยาศาสตร์บางคนก็บอกอย่าไปกิน
00:33:34 → 00:33:36มันเลยบางคนก็บอกว่าโหเค้ากินมาเป็น 1000
00:33:36 → 00:33:38ปีแล้วยังอะไรที่อะไรที่ยังสรุปไม่ได้ผม
00:33:38 → 00:33:41ก็ยังไม่อยากสรุปแต่ให้โน้มน้าวไปในทาง
00:33:41 → 00:33:43>> ไม่ปลอดภัยก่อนดีกว่า
00:33:43 → 00:33:46>> เพราะฉะนั้นแล้วก็ขูดให้มันลึกกว่าที่
00:33:46 → 00:33:47เป็น
00:33:47 → 00:33:48>> ใช่ถ้าเป็นอาหารเนื้อแข็งถ้าอาหารเนื้อ
00:33:48 → 00:33:50นิ่มทิ้งเลยนะครับ
00:33:50 → 00:33:51>> ทิ้งเลยโอเคครับ
00:33:51 → 00:33:53>> อ่ะครับคำตอบยังไม่ทันจบอ่ะผมหยิบแล้ว
00:33:53 → 00:33:54เนี่ย
00:33:54 → 00:33:56>> ไม่เป็นไร
00:33:56 → 00:33:59คำถามต่อไปครับ
00:33:59 → 00:34:02ตับที่ยังแดงๆอยู่กินได้ไหมผมไม่รู้ตับ
00:34:02 → 00:34:03อะไรบ้างเนอ
00:34:03 → 00:34:05>> อ๋อหลังๆช่วงนี้มันช่วงหลังๆปีเนี้ยปี
00:34:05 → 00:34:092565 มันมีกระแสตับเนื้อคัสตารดที่ใช้
00:34:09 → 00:34:10อุณหภูมิไม่สูงในการต้มไว้แล้วไปกินกับ
00:34:10 → 00:34:11ข้าวมันไก่
00:34:11 → 00:34:11>> อื
00:34:12 → 00:34:14>> อืถ้ายังชมพูผมไม่อยากบอกว่าสีไหนเพราะ
00:34:14 → 00:34:15มันดูยาก
00:34:15 → 00:34:16>> อือ
00:34:16 → 00:34:18>> ชัวร์สุดคือเอาเทอร์โมอมิเตอร์
00:34:18 → 00:34:19จิ้มเลยครับ
00:34:19 → 00:34:20>> คนทำหรือคนกิน
00:34:20 → 00:34:21>> ควรคนทำ
00:34:21 → 00:34:23>> คนทำคนทำ
00:34:23 → 00:34:26>> เพื่อให้รู้ว่ามันเซฟสุดจิ้มชิ้นที่ใหญ่
00:34:26 → 00:34:28ที่สุดถ้าอุณหภูมิเกิน 70 ปลอดภัยแน่นอน
00:34:28 → 00:34:29>> อือ
00:34:29 → 00:34:32>> อือถ้าชมพูชมพูระ
00:34:32 → 00:34:35เจลที่มันเป็นแบบส่วนตับดิบอ่ะอันนั้นน่ะ
00:34:35 → 00:34:37ส่วนใหญ่เกิน 70 ส่วนใหญ่ปลอดภัยครับ
00:34:37 → 00:34:38>> อื
00:34:38 → 00:34:42>> แต่หลายร้านคิดว่าอุณหภูมิยิ่งต่ำตับยิ่ง
00:34:42 → 00:34:42นุ่ม
00:34:42 → 00:34:43>> เออ
00:34:43 → 00:34:46>> ก็ไปจิ้มอ่ะ 65 เอาขึ้นเลย
00:34:46 → 00:34:46>> โห
00:34:46 → 00:34:47>> ดิบ
00:34:47 → 00:34:47>> อือ
00:34:47 → 00:34:50>> ข้างในมันจะเป็นเนื้อเจลแบบเยี่ยนะคือ
00:34:50 → 00:34:50เนื้อตับดิบนะ
00:34:51 → 00:34:52>> อือๆ
00:34:52 → 00:34:54>> อันนี้เราพูดถึงตับไก่เนาะ
00:34:54 → 00:34:56>> ตับไก่หมูด้วยหมูก็เป็นหมูหมูหมูควรสุก
00:34:56 → 00:34:58อยู่แล้วไม่ว่าอะไรก็ตาม
00:34:58 → 00:35:00>> หมูคนสุกอยู่แล้วถูกต้อง
00:35:00 → 00:35:01>> อแล้ววัวครับ
00:35:01 → 00:35:02>> ตับวัวไม่เคยกินเลยอ่ะ
00:35:02 → 00:35:05>> ตับวัวเนี่ยส่วนใหญ่ก็จะกินแบบดิบกันนะ
00:35:05 → 00:35:06ถ้าอีสานนะ
00:35:06 → 00:35:07>> โห
00:35:07 → 00:35:09>> ตับหวานเนี่ยผมว่ามันก็จะมีความแบบ
00:35:09 → 00:35:11>> แต่ความจริงผมว่าอย่าพึ่งดีกว่าเพราะว่า
00:35:11 → 00:35:14ปีนี้มันมีโรคแractแล้วเราไม่รู้ว่าตับ
00:35:14 → 00:35:16วัวนั้นมันมาจากวัวที่
00:35:16 → 00:35:18>> เชือด properly หรือว่าเชือดในกระบวนการ
00:35:18 → 00:35:19ที่ถูกต้องหรือเปล่า
00:35:19 → 00:35:19>> อือ
00:35:19 → 00:35:22>> ถ้าตายเพราะว่าไม่รู้สาเหตุอ่ะไม่ควรกิน
00:35:22 → 00:35:23ดิบเลย
00:35:23 → 00:35:23>> อือ
00:35:23 → 00:35:26>> และไม่ควรกินสุกด้วยเพราะเชื้อแackแตกทน
00:35:26 → 00:35:27ความร้อน
00:35:27 → 00:35:27>> อือ
00:35:27 → 00:35:30>> ถ้ามันสร้างถ้ามันสร้างสปอแล้วค่อนข้างทน
00:35:30 → 00:35:31ความร้อน
00:35:31 → 00:35:34>> ถ้าแนะนำคนทำก็คือวัดอุณหภูมิ
00:35:34 → 00:35:35>> วัดอุณหภูมิควรเกิน 70
00:35:35 → 00:35:39>> ควรเกิน 70 แต่ถ้าแนะนำคนกินสุขดีกว่า
00:35:39 → 00:35:42>> สุกดีกว่าแต่เข้าใจถ้าสุกมากๆสมมุติ 90
00:35:42 → 00:35:43ขึ้นมันแข็งไง
00:35:43 → 00:35:44>> ใช่
00:35:44 → 00:35:45>> มันแข็งมันแข็ง
00:35:45 → 00:35:47>> เออแล้วเราก็มาติดตับนุ่มๆกันซะแล้วด้วย
00:35:47 → 00:35:48นะตอนนี้
00:35:48 → 00:35:50>> ใช่ถ้าใครอยากเรียนทำตับนุ่มทักทักเพจทัก
00:35:50 → 00:35:51the เชฟมา
00:35:51 → 00:35:52>> มีมีสอน
00:35:52 → 00:35:52>> ดีครับ
00:35:53 → 00:35:54>> มีสอนมีสอน
00:35:54 → 00:35:55>> ตับนุ่มโดยที่สุขด้วย
00:35:55 → 00:35:55>> สุข
00:35:55 → 00:35:56>> เออเอ
00:35:56 → 00:35:59>> แล้ววิธีการล้างตับล้างยังไงให้แบบให้
00:35:59 → 00:36:00เลือดออกให้หมดเพื่อให้มันนุ่มเหมือน
00:36:00 → 00:36:01คัตตารด
00:36:01 → 00:36:02>> อ่า
00:36:02 → 00:36:02>> ขายของอีกล่ะ
00:36:02 → 00:36:04>> โอเคครับมาเลยครับ
00:36:04 → 00:36:05>> โอเคครับต่อไปครับ
00:36:05 → 00:36:06>> จะหมดแล้วจะหมดแล้ว
00:36:06 → 00:36:10>> อือหืออ้าโอเคถ้ากินอาหารที่ไม่สะอาดเรา
00:36:10 → 00:36:12จะมีอาการภายในกี่ชั่วโมงครับ
00:36:12 → 00:36:14>> อาหารเป็นพิษมีมีหลักๆมันมี 2 แบบ
00:36:14 → 00:36:15>> ครับ
00:36:15 → 00:36:17>> ติดเชื้อเพราะสารพิษมันเหมือน
00:36:17 → 00:36:19สตฟิโลคอกคัสตะกี้ในถ้าติดเชื้อเพราะสาร
00:36:19 → 00:36:22พิษมันน่ะจะออกการภายใน 2 ไม่เกิน 6 ช่มง
00:36:22 → 00:36:22>> อือ
00:36:22 → 00:36:24>> แต่ส่วนใหญ่จะอยู่ในช่วง 4-6 ช่มงแต่ถ้า
00:36:24 → 00:36:26ติดตัวเชื้อมันเลยไม่ใช่สารพิษมานะตัว
00:36:26 → 00:36:27เชื้อ
00:36:27 → 00:36:27>> อือ
00:36:28 → 00:36:30>> ตัวเค้าเรียกว่า vegetative cell อ่ะจะ
00:36:30 → 00:36:31เกิน 6 ขึ้นไป
00:36:31 → 00:36:33>> ก็ต้องให้มันมีระยะเวลาเพาะเชื้อ
00:36:33 → 00:36:35>> ถูกต้องแต่ถ้าเชื้อมันถ้าสารพิษมันน่ะลง
00:36:35 → 00:36:37ไปแล้วมันดูซึมเลยไง
00:36:37 → 00:36:39>> มันจะเร็วมากบางที 2 ชั่วโมงมาแล้ว
00:36:39 → 00:36:42>> อาการของการโดนสารพิษมัน 2 ชั่วโมงเนี่ย
00:36:42 → 00:36:44เกิดอะไรขึ้นกับร่างกายเราบ้างครับ
00:36:44 → 00:36:46>> ส่วนใหญ่มันจะติดเชื้อทางด้านอาหารส่วนบน
00:36:46 → 00:36:47มันจะอ้วกก่อน
00:36:47 → 00:36:48>> อ
00:36:48 → 00:36:51>> มันจะอ้วกสักพักมันลงไปลึกใช่มั้ยมันจะ
00:36:51 → 00:36:52เป็นท้องเสีย
00:36:52 → 00:36:54>> แต่ส่วนใหญ่อเฟกชน่ะอ
00:36:54 → 00:36:56>> แบบแรกที่เป็นสารพิษเค้าเรียกว่า
00:36:56 → 00:36:58intoxication ก็คือ toxic แต่แบบหลังที่
00:36:58 → 00:37:02ติดเชื้อที่เป็นตัวมันน่ะต้องใช้เวลานาน
00:37:02 → 00:37:04กว่ามันจะเพาะเชื้อส่วนใหญ่มันจะไปติดทาง
00:37:04 → 00:37:06เดินอาหารส่วนปลาย
00:37:06 → 00:37:06>> อื
00:37:06 → 00:37:08>> ก็คือส่วนใหญ่จะท้องเสียก่อนแต่ก็มีหลาย
00:37:08 → 00:37:10เคสที่ท้อง
00:37:10 → 00:37:13>> พุ่ง 2 ทางท้องเสียกับอ้วกพร้อมกัน
00:37:13 → 00:37:16>> แปลว่าถ้าวันไหนเรารู้สึกอาหารเป็นพิษ
00:37:16 → 00:37:19แล้วเราอ้วกเนี่ยเป็นไปได้ว่าย้อนกลับไป
00:37:19 → 00:37:20แค่ 2 ชั่วโมงก็รู้ว่า
00:37:20 → 00:37:22>> ลองดูใช่ส่วนใหญ่อาหารที่เราตั้งข้อสงสัย
00:37:22 → 00:37:25เช่นเรากินซีฟู้ดมาแล้วกินตุตุลองย้อน
00:37:25 → 00:37:27กลับไปมันจะประมาณ 2-4
00:37:27 → 00:37:28>> อื 2-4 ช่วง
00:37:28 → 00:37:30>> ใช่เหมือนล่าสุดพ่อผมอย่างเงี้ยไปกิน
00:37:30 → 00:37:33ซีฟู้ดเมื่อตอนเที่ยน 1600 นอาเจียนมั่น
00:37:33 → 00:37:34ใจมากว่าสารพิษ
00:37:34 → 00:37:35>> ว่ามื้อนั้นนั่นแหละ
00:37:35 → 00:37:36>> มื้อนั้นแหละอิxicationแน่นอน
00:37:36 → 00:37:40>> โอเคแต่ถ้าเกิดเราไม่มีอาการอ้วกท้องเสีย
00:37:40 → 00:37:43เฉยๆเนี่ยต้องดูว่ามื้อ 2 ชั่วโมง
00:37:43 → 00:37:44>> มื้อไหนมื้อไหนที่เป็นมื้อเสี่ยง
00:37:44 → 00:37:45>> อาจจะเป็นมื้อเช้าก็ได้
00:37:45 → 00:37:45>> มีสิทธิ์
00:37:45 → 00:37:46>> อ่าฮะ
00:37:46 → 00:37:49>> บางทีเราท้องเสีย 16:00 น.อื
00:37:49 → 00:37:52>> เราอาจจะมโนไปเองว่าเป็นมื้อเที่ยงแต่
00:37:52 → 00:37:54ความจริงตอนเช้าอาจจะเป็นอะไรอ่ะ
00:37:54 → 00:37:57>> โจ๊กปลาต้องโก๋ที่มันมีสิทธิ์ก็ก็ได้
00:37:57 → 00:37:58เหมือนกัน
00:37:58 → 00:38:00>> แต่การระบุอย่างเงี้ยความจริงอย่าไปเดา
00:38:00 → 00:38:03เลยครับบอกยากคนที่คนที่ระบุไว้เก่งจริงๆ
00:38:03 → 00:38:05คือหมอเพราะหมอเขาจะมีการซักประวัติ 24
00:38:05 → 00:38:08ช่โมงหลังการท้องเสียครั้งแรกแล้วเขาจะ
00:38:08 → 00:38:09วิเคราะห์แม่นกว่าอ
00:38:09 → 00:38:09>> เออ
00:38:09 → 00:38:12>> ไม่เพราะว่ามันเกิดแบบอาการที่แบบว่าไป
00:38:12 → 00:38:16กินมาแล้วก็ไปด่าร้านนั้นเลยครับว่าอาหาร
00:38:16 → 00:38:17เขาไม่ดีอ่ะ
00:38:17 → 00:38:19>> บางทีเป็นมื้อก่อน
00:38:19 → 00:38:21>> เป็นมื้อก่อนหน้านั้นอะไรอย่างเงี้ยก็มี
00:38:21 → 00:38:24>> ยกเว้นว่าไม่ได้กินอะไรมาทั้งวัน
00:38:24 → 00:38:24>> อือ
00:38:24 → 00:38:26>> แล้วกินมื้อเที่ยน
00:38:26 → 00:38:26>> มื้อแรก
00:38:26 → 00:38:28>> เออ
00:38:28 → 00:38:30>> แล้ว 17:00 น.ท้องเสีย
00:38:30 → 00:38:31>> อาเจียน
00:38:31 → 00:38:33>> มีโอกาสเป็นมื้อเที่ยงสูงมาก
00:38:33 → 00:38:34>> ก็มือนั้นแหละเพราะว่าก่อนหน้านี้ฉันไม่
00:38:34 → 00:38:38ได้กินอะไรก็ใช่ๆจะย้อนไปมื้อเย็นวันก่อน
00:38:38 → 00:38:39ก็ไกลไป
00:38:39 → 00:38:42>> ก็ได้ออกอ๋อไม่ไม่ถ้าเกิดเลยไปสัก 12
00:38:42 → 00:38:43ชั่วโมงนี่ถือว่าไม่ใช่มื้อนั้นแล้วป่ะ
00:38:43 → 00:38:46>> ไม่ค่อยไม่โอกาสน้อยมากโอกาสน้อยมากแต่มี
00:38:46 → 00:38:48มั้ยมีบางทีแบบเชื้อมันน้อยมากอ่ะเชื้อ
00:38:48 → 00:38:51มันน้อยมากเพราะฉะนเพาะเชื้อนานกว่า
00:38:51 → 00:38:54>> นานกว่า 12 ก็ก็มีเหมือนกันก็
00:38:54 → 00:38:56>> สุดท้ายมันจะรู้ตรงที่ว่าอ่ะเก็บอุจจาระ
00:38:56 → 00:38:58ไปเพาะเชื้อแล้วสมมุติเชื้อตัวนี้ออกมา
00:38:58 → 00:38:59รู้เลยว่าเชื้อตัวนี้อยู่ในไหนๆสมมุติออก
00:38:59 → 00:39:02มาเป็นริบริโบส่วนใหญ่เจอในสัตว์ทะเลไม่
00:39:02 → 00:39:03เจอในหมูไก่อะไรแบบเนี้ย
00:39:03 → 00:39:06>> อ๋อก็ต้องไปเช็คให้ชัวร์ก่อนแล้วค่อยไป
00:39:06 → 00:39:07เคมร้านเนาะ
00:39:07 → 00:39:09>> ถูกเพราะงั้นร้านเขาจะชอบถามไงว่าไปหาหมอ
00:39:09 → 00:39:11หรือยังมีผลเพาะเชื้อมั้ยมันจะมันจะทวน
00:39:11 → 00:39:13สอบได้ว่ามาจากวัตถุดิบตัวไหน
00:39:13 → 00:39:15>> พอพูดอย่างงั้นก็โดนด่าอีกครับบอกว่าคุณ
00:39:15 → 00:39:17จะไม่รับผิดชอบอะไรเหรอไม่เป็นไรอันนี้
00:39:17 → 00:39:17อินส่วนตัว
00:39:18 → 00:39:19>> อินใช่มั้ยแสดงว่าเพิ่งโดนมา
00:39:19 → 00:39:22>> ผมเห็นคนชอบไปเคมร้านก่อนทั้งๆที่แบบจะ
00:39:22 → 00:39:23ไม่รู้ว่ามื้อไหน
00:39:23 → 00:39:24>> อาจจะเป็นมื้อที่ตัวเองทำก็ได้
00:39:24 → 00:39:30>> เออต่อไปซื้อของสดที่ต้องแช่เย็นแต่ว่า
00:39:30 → 00:39:32เก็บไว้ในรถที่เปิดแอร์อยู่ได้นานกี่
00:39:32 → 00:39:35ชั่วโมงแล้วควรเอาเข้าตู้เย็นโหยาวเหมือน
00:39:35 → 00:39:37กันนะแล้วควรเอาเข้าตู้เย็นภายในกี่
00:39:37 → 00:39:38ชั่วโมงถึงจะปลอดภัย
00:39:38 → 00:39:40>> ความจริงตามกฎหมายอ่ะเอาออกมาข้างนอกถ้า
00:39:40 → 00:39:41ไม่ใช่อุณหภูมิตู้เย็นนะเอ้ยถ้าไม่ใช่
00:39:41 → 00:39:44อุณหภูมิตู้เย็นที่ช่วง 0-4 องศครับไม่
00:39:44 → 00:39:46ว่าจะเป็นในรถหรืออุณหภูมิห้องเ้าไม่ให้
00:39:46 → 00:39:48เกิน 2 ช่โมงแต่อันนี้คือตามกฎหมายมัน
00:39:48 → 00:39:49เป็นไปไม่ได้
00:39:49 → 00:39:49>> เออ
00:39:49 → 00:39:51>> 2 ช่โมงคือ best practice
00:39:51 → 00:39:51>> อือ
00:39:51 → 00:39:53>> ครับแต่ถ้าอยู่ในตู้เย็นน่ะ
00:39:53 → 00:39:57>> มันอาจจะยาวไปอีกได้ถึง 3 ได้ถึง 4 ช่โมง
00:39:57 → 00:40:00แต่ทางที่ดีคือควรเก็บแช่ตู้เย็นให้ได้
00:40:00 → 00:40:01เร็วที่สุด
00:40:01 → 00:40:04>> ผมลองนึกสถานการณ์ดูสมมุติว่าผมไป
00:40:04 → 00:40:05จันทบุรีแล้วกัน
00:40:05 → 00:40:05>> อื
00:40:05 → 00:40:09>> ผมไปซื้ออาหารทะเลสดมาแล้วผมก็แพ็คน้ำ
00:40:09 → 00:40:12แข็งแล้วก็กลับมากรุงเทพฯยังรอดอยู่มั้ฮะ
00:40:12 → 00:40:15>> รอดๆแพ็คน้ำแข็งอ่ะมันจะไม่ถึงกับตู้เย็น
00:40:15 → 00:40:17หรอกครับมันจะต่ำกว่า 10 องศหน่อย
00:40:17 → 00:40:18>> อ
00:40:18 → 00:40:20>> แต่จากจันทบุรีมากรุงเทพฯ 4 ชมงใช่มั้ย
00:40:20 → 00:40:21ได้อยู่ได้อยู่ได้อยู่
00:40:21 → 00:40:23>> แต่มันก็ขึ้นอยู่กับว่าเชื้อโหลดเยอะแค่
00:40:23 → 00:40:26ไหนสมมุติว่าได้ของไม่สดมาจะเก็บเย็นแค่
00:40:26 → 00:40:28ไหนเชื้อก็โตได้กลับมาก็ท้องเสียอยู่ดี
00:40:28 → 00:40:29แต่ถ้ามันสดมาก
00:40:29 → 00:40:31>> อือ
00:40:31 → 00:40:34>> บางทีเย็นไม่ได้มากก็อยู่ถึง 5-6 ชม.ก็
00:40:34 → 00:40:35ได้เหมือนกัน
00:40:35 → 00:40:35>> อือ
00:40:35 → 00:40:38>> แต่ Best Practice อ่ะคือเลข 2 แต่ใน
00:40:38 → 00:40:41เชิงปฏิบัติจริงๆอ่ะผมว่าได้ถึง 3-4
00:40:41 → 00:40:41ชั่วโมงอ
00:40:41 → 00:40:42>> อื
00:40:42 → 00:40:43>> ครับไม่ว่าจะเป็นอาหารสดหรือว่าอาหาร
00:40:43 → 00:40:46พร้อมปรุงเอ้ยอาหารไม่ใช่อาหารที่ปรุง
00:40:46 → 00:40:48เสร็จแล้วเราพร้อมรับประทานอ่า Ready to
00:40:48 → 00:40:49Eat พวกเนี้ยอ
00:40:49 → 00:40:50>> เค้าเขียนไว้ชัดเลยว่าอาหารพร้อมทานไม่
00:40:50 → 00:40:52ควรวางไว้อุณหภูมิห้องเกิน 2
00:40:52 → 00:40:53>> อือือ
00:40:53 → 00:40:55>> ถ้าเกิน 2 ควรควรเวฟ
00:40:55 → 00:41:00>> อีกสถานการณ์นึงผมไปจังหวัดไกลๆ 4 ช่โมง
00:41:00 → 00:41:01เหมือนกัน
00:41:01 → 00:41:01>> ครับ
00:41:01 → 00:41:02>> ซื้อกับข้าวมาจะฝากที่บ้าน
00:41:02 → 00:41:03>> อือ
00:41:03 → 00:41:06>> แล้วทิ้งไว้ในรถที่แบบขับรถกลับนะมีแอร์
00:41:06 → 00:41:09มีอะไรอย่างเงี้ยถึงบ้าน 4 ช่โมงยังรอด
00:41:09 → 00:41:09อยู่
00:41:09 → 00:41:10>> ขึ้นอยู่กับอาหารอีก
00:41:10 → 00:41:11>> เหรอ
00:41:11 → 00:41:13>> ถ้าเป็นข้าวผัดชื้นๆแล้วเครื่องปรุงไม่
00:41:13 → 00:41:16ได้เยอะมากก็มีโอกาสเสียได้ถ้ามันอับมาก
00:41:16 → 00:41:18อ่ะสมมุติว่าข้าวผัดซ้อนกันเยอะๆใช่มั้
00:41:18 → 00:41:18ครับ
00:41:18 → 00:41:22>> อุณหภูมิแอร์เย็นแค่ไหนแต่ในถุงนั้นมัน
00:41:22 → 00:41:25อุ่นมันชื้นอ่ะก็มีโอกาสได้แล้วถ้าเขาใช้
00:41:25 → 00:41:26ข้าวเก่ามาที่มันมีเชื้ออยู่แล้วก็มี
00:41:26 → 00:41:27โอกาส
00:41:27 → 00:41:27>> ครับ
00:41:27 → 00:41:29>> แต่ถ้ามันเป็นอะไรที่เครื่องปรุงเยอะเช่น
00:41:29 → 00:41:32น้ำพริกกะปิไข่พะโล้หรืออะไรที่มีแบบน้ำ
00:41:32 → 00:41:35ส้มใสชูปูยำที่มีรสเปรี้ยว
00:41:35 → 00:41:37>> ถ้ามีเปรี้ยวถ้ามีเครื่องปรุงเยอะโอกาส
00:41:37 → 00:41:39เสียก็จะช้าลงเพราะเชื้อโตยากขึ้น
00:41:39 → 00:41:41>> ออมันมีการคลุมเชื้อของมันอยู่
00:41:41 → 00:41:43>> แต่ถ้ากุ้งนึ่งปูนึ่งอะไรเงี้ยอับๆอ่ะมัน
00:41:43 → 00:41:45ไม่มีเครื่องปรุงมีโอกาสเสียไว
00:41:45 → 00:41:45>> ครับ
00:41:45 → 00:41:49>> อือีกสถานการณ์นึงผมแบบผมอินอันนี้เหมือน
00:41:49 → 00:41:52กันไปซื้อนมพัไลท
00:41:52 → 00:41:53>> อื
00:41:53 → 00:41:56>> แล้วผมต้องจอดรถกลางแดดร้อนๆทิ้งไว้ 2
00:41:56 → 00:41:58ช่โมงยังรอดมั้ย
00:41:58 → 00:42:00>> ขึ้นอยู่อีกว่านมยี่ห้ออะไรบางยี่ห้อพูด
00:42:00 → 00:42:01ตามตรงใส่วัตถุกันเสีย
00:42:01 → 00:42:02>> ออ
00:42:02 → 00:42:04>> บางยี่ห้อใช้อุณหภูมิในการฆ่าเชื้อค่อน
00:42:04 → 00:42:07ข้างสูงก็จะเก็บได้ค่อนข้างนานแต่กลิ่นรส
00:42:07 → 00:42:08ก็จะไม่อร่อยเท่า
00:42:09 → 00:42:09>> ออ
00:42:09 → 00:42:12>> บางยี่ห้อไม่ใส่วัตถุกันเสียเลยอุณหภูมิ
00:42:12 → 00:42:14การฆ่าเชื้อไม่ได้สูงมากเพื่อให้นมมี
00:42:14 → 00:42:16บอดี้ค่อนข้างแน่น
00:42:16 → 00:42:16>> อื
00:42:16 → 00:42:18>> ก็จะเสียง่ายกว่า
00:42:18 → 00:42:21>> แต่ความร้อนร้อนจัดในรถเนี่ยมันอาจจะไม่
00:42:21 → 00:42:24ได้ทำอะไรกับนมพระชลัยมากเท่าไหร่
00:42:24 → 00:42:26>> ไม่ควรไม่ความจริงก็ไม่ควรไม่ควรดี
00:42:26 → 00:42:29>> นมเป็นอะไรที่บูดง่ายเพราะว่า
00:42:29 → 00:42:31>> เครื่องปรุงไม่เยอะไงไม่มีเกลือไม่มีน้ำ
00:42:31 → 00:42:33ตาลแล้วสารอาหารครบเพราะฉะนั้นเชื้อโต
00:42:33 → 00:42:34ง่ายโอเค
00:42:34 → 00:42:37>> แล้วคำว่านมเนี่ยยังมีเชื้ออยู่ครับไม่
00:42:37 → 00:42:40ใช่นมสตไม่ใช่นม UHT ที่
00:42:40 → 00:42:43>> เชื้อมันแทบแตะสูงนมพัจอไลเชื้อยังมีนะ
00:42:43 → 00:42:43ครับ
00:42:44 → 00:42:46>> แต่ก็ยังไม่ได้เปิดขวดเปิดฝาเลยนะ
00:42:46 → 00:42:47>> เชื้อก็ยังมีไง
00:42:47 → 00:42:48>> อ๋อมันมีเชื้ออยู่แล้วอุณหภูมิมันพอเหมาะ
00:42:48 → 00:42:49ที่จะเข้าด้วย
00:42:49 → 00:42:51>> ใช่แต่เชื้อที่มีในนมพัจลเค้าเรียกว่า
00:42:51 → 00:42:53เชื้อ
00:42:53 → 00:42:56spoilage คือทำให้นมบูดนมเปรี้ยวแต่ไม่
00:42:57 → 00:42:58ได้ก่อโรคอ
00:42:58 → 00:43:00>> หลักการพาเจคือพาโทเจนหรือเชื้อก่อโรคอ่ะ
00:43:00 → 00:43:01
00:43:01 → 00:43:02>> แต่เชื้อที่ทำให้นม
00:43:02 → 00:43:04บูดเช็ดแลคโตบาซิัสยังมีอยู่
00:43:04 → 00:43:07>> โอเคเพียใครมีคำถามเผื่อคอมเมนต์มานะครับ
00:43:08 → 00:43:09เพิ่มเติมจากนี้รู้สึกว่าเป็นเรื่องที่
00:43:09 → 00:43:10แบบใกล้
00:43:10 → 00:43:12>> มันกว้างมาแล้วมันแบ่งมันแบ่งได้เป็นหลาย
00:43:12 → 00:43:14หลายเคสมากครับ
00:43:14 → 00:43:17>> อุ่นอาหารในไมโครเวฟต้องอุณหภูมิเท่าไหร่
00:43:17 → 00:43:18ถึงจะปลอดภัยมันมีอุณหภูมิมั้ครับ
00:43:18 → 00:43:21>> ไม่มีไมโครเวฟเป็นกำลังหวัตต์
00:43:21 → 00:43:21>> อือ
00:43:21 → 00:43:23>> กำลังหวัตถ้าถามเรื่องอุณหภูมิคือ
00:43:23 → 00:43:24อุณหภูมิอาหารครับ
00:43:24 → 00:43:24>> อ๋อ
00:43:25 → 00:43:28>> อืการอุ่นความจริงอ่ะต้องไมโครเวฟอ่ะการ
00:43:28 → 00:43:30อุ่นครั้งนึงอ่ะแล้วอาหารมันร้อนจัดมัน
00:43:30 → 00:43:32เกิน 70 องศอยู่แล้วเชื้ออือือ
00:43:32 → 00:43:35>> อย่างที่ผมบอกเกิน 70 เชื้อลดลงแล้ว
00:43:35 → 00:43:36>> อือ
00:43:36 → 00:43:39>> ทีเนี้ยถ้ามาพูดถึงกำลังหวัตต์อาหารที่
00:43:39 → 00:43:42ชิ้นใหญ่ควรใช้วัตต์ต่ำอาหารชิ้นเล็กใช้
00:43:42 → 00:43:43วัตต์สูงได้
00:43:43 → 00:43:46>> อาหารชิ้นใหญ่ใช้วัตต์ต่ำเพราะอะไรครับ
00:43:46 → 00:43:48>> อาหารชิ้นใหญ่ถ้าใช้วัตต์สูงมันจะร้อน
00:43:48 → 00:43:51เป็นจุดๆยิ่งหวัตต์สูงอำนาจการทะลุทะลวง
00:43:51 → 00:43:53ของคลื่นไมโครเวฟจะสั้น
00:43:53 → 00:43:53>> ออ
00:43:53 → 00:43:54>> เพราะมันถี่แบบนี้ไง
00:43:54 → 00:43:54>> อ
00:43:54 → 00:43:56>> มันก็ร้อนอยู่แค่ข้างนอก
00:43:56 → 00:43:57>> ข้างในบางทียังเป็นน้ำแข็ง
00:43:57 → 00:44:00>> สังเกตมั้อ่าโหมดละลายน้ำแข็งอ่ะครับต่ำ
00:44:00 → 00:44:04>> ส่วนใหญ่วัตต่ำอารทะลุทะลวงไปถึง
00:44:04 → 00:44:04>> ข้างใน
00:44:04 → 00:44:06>> ข้างในใช่
00:44:06 → 00:44:09>> ไมโครเวฟนี่คือมันไม่ใช่อุ่นจากข้างในออก
00:44:09 → 00:44:11มาข้างนอกใช่มั้ยผมเข้าใจถูกป่ะ
00:44:11 → 00:44:13>> มันทิศทางประมาณนั้นจากข้างในมาข้างนอก
00:44:13 → 00:44:16แต่มันขึ้นอยู่กับกำลังกำลังหวัตด้วย
00:44:16 → 00:44:17>> อาหารชิ้นใหญ่
00:44:17 → 00:44:20>> แล้วไปใช้วัตต์สูงสังเกตในข้างในก็แข็ง
00:44:20 → 00:44:20>> เออ
00:44:20 → 00:44:23>> อืเพราะฉะนั้นการบอกว่าไมโครเวฟร้อนจาก
00:44:23 → 00:44:25ข้างในมาข้างนอกสซักที่เดียวก็ก็ไม่ได้
00:44:25 → 00:44:28ไม่ได้ถูกต้องมันขึ้นอยู่กับทิศทางของ
00:44:28 → 00:44:30ไมโครเวฟที่มันมากับชิ้นอาหารกับกำลัง
00:44:30 → 00:44:32หวัดถ้าชิ้นเล็กใช้วัตต์
00:44:32 → 00:44:34>> ใช้วัตต์สูงได้เช่นขนมปังแผ่นบางๆอย่าง
00:44:34 → 00:44:34เงี้ย
00:44:34 → 00:44:35>> อ
00:44:35 → 00:44:39>> 850 วัตต์ได้วัตต์สูงคือ 850 600 ขึ้น
00:44:39 → 00:44:41นะวัตต์ต่ำคือพวก 2-300
00:44:41 → 00:44:44>> 850 บางที 10 วินาทีก็อุ่นแล้ว 5 วินาที
00:44:44 → 00:44:46ก็ร้อนแล้ว
00:44:46 → 00:44:47>> แต่ลองเอา
00:44:48 → 00:44:50>> อะไรอ่ะเนื้อแช่แข็งชิ้นใหญ่ใช้วัดสูง
00:44:50 → 00:44:52ละลายแต่ข้างนอกข้างในยังไม่ละลายผมเลย
00:44:52 → 00:44:54บอกไม่ได้ว่าไมโครเวฟร้อนจากข้างนอกมา
00:44:54 → 00:44:56ข้างในเอ้ยข้างในมาข้างนอก
00:44:56 → 00:44:56>> อ
00:44:56 → 00:44:59>> แล้วมีวิธีละลายเนื้อมั้ยครับแถมละลาย
00:44:59 → 00:45:01เนื้อให้เร็วประมาณไมโครเวฟมันมีมั้
00:45:01 → 00:45:03>> อ๋อละลายเนื้อให้เร็วต้องเก็บให้ถูกต้อง
00:45:03 → 00:45:05ก่อนอย่าเก็บทั้งชิ้นเวลาซื้อเนื้อมาจาก
00:45:06 → 00:45:08ตลาดอย่างเงี้ยครับควรตัดให้ชิ้นบางที่
00:45:08 → 00:45:08สุด
00:45:08 → 00:45:09>> อือ
00:45:09 → 00:45:11>> หมูสับก็ไม่ควรเก็บเป็นถ่วงกระปุกแบบนี้
00:45:11 → 00:45:14ควรรีดให้แบนพอมันแช่แข็งไวมันก็จะละลาย
00:45:14 → 00:45:14ไวเช่นเดียวกัน
00:45:14 → 00:45:17>> ออก็คือแบบแยกให้มัน
00:45:17 → 00:45:18>> แยกให้เป็น
00:45:19 → 00:45:22>> แล้วแช่น้ำจะละลายไวมากกว่าการวางไว้
00:45:22 → 00:45:24>> อ๋อกับโต๊ะโต๊ะแช่น้ำจะไวเพราะน้ำมันมี
00:45:24 → 00:45:26สัมประสิทธิ์การถ่ายโอนความร้อนค่อนข้าง
00:45:26 → 00:45:27ดี
00:45:27 → 00:45:29>> น้ำไม่ต้องอุ่นก็ได้น้ำสังเกตน้ำประปลา
00:45:29 → 00:45:30จากก๊อกอ่ะอื
00:45:30 → 00:45:32>> ใส่ไว้แล้วหย่อนถุงลงไปแป๊บเดียวละลาย
00:45:32 → 00:45:32แล้วครับ
00:45:32 → 00:45:33>> อื
00:45:33 → 00:45:35>> เร็วกว่าที่วางไว้อุณหภูมิวางไว้บนโต๊ะ
00:45:35 → 00:45:36แห้งๆ
00:45:36 → 00:45:37>> แต่ไอ้การวางไว้บนโต๊ะแห้งๆเนี่ยมันใช้
00:45:37 → 00:45:40เวลาน่าจะประมาณครึ่งชั่วโมงชั่วโมงนึง
00:45:40 → 00:45:41บางมันจะละลายหมด
00:45:41 → 00:45:43>> ใช่ถ้าลงน้ำแป๊บเดียว 10 นาที
00:45:43 → 00:45:45>> แล้วถ้ามันถ้ามันวางไว้อย่างงั้นน่ะมัน
00:45:45 → 00:45:46โอกาสที่เชื้อมันจะโต
00:45:46 → 00:45:48>> ใช่ก็ถึงบอกมันมันก็วนกลับไปเรื่องเชื้อ
00:45:48 → 00:45:49ด้วยถ้าอาหารมันชิ้นใหญ่มากอย่างเงี้ย
00:45:49 → 00:45:50ครับ
00:45:50 → 00:45:51>> อือ
00:45:51 → 00:45:54>> กว่าข้างในจะละลายข้างนอกอาจจะเกินไอ้ 2
00:45:54 → 00:45:55ชั่วโมงที่ผมบอกไปแล้ว
00:45:55 → 00:45:57>> ก็เกิดจะเกิดเชื้อแล้วเพราะงั้นการทำให้
00:45:58 → 00:46:01อาหารแบนก่อนเก็บมันดีทั้งเรื่องคุณภาพ
00:46:01 → 00:46:03ด้วยแช่ถ้าแช่แข็งไวละลายไว
00:46:03 → 00:46:03>> อ
00:46:03 → 00:46:06>> มันจะโปรตีนมันจะไม่เสียสภาพเยอะ
00:46:06 → 00:46:06>> อือ
00:46:06 → 00:46:09>> แล้วก็ปลอดภัยเรื่องเชื้อด้วยงั้นการพอ
00:46:09 → 00:46:11การพอการทำพอชั่นสำคัญมากอ
00:46:11 → 00:46:11>> อือ
00:46:11 → 00:46:12>> ครับ
00:46:12 → 00:46:13>> โอเคต่อเลยครับ
00:46:13 → 00:46:15>> แล้วมันทำให้เราทำอาหารได้เร็วด้วยไม่
00:46:15 → 00:46:17ต้องมานั่งรอสมมุติเรา 17:00 น.จะกิน
00:46:17 → 00:46:1918:00 น.ก็ก็ละลายไว
00:46:19 → 00:46:20>> ถ้าทำให้ทุกอย่างแบ่ง
00:46:20 → 00:46:20>> ครับ
00:46:20 → 00:46:23>> ในครัวฮะมีดที่ใช้หั่นผักกับเนื้อสัตว์
00:46:23 → 00:46:25ใช้ร่วมกันได้มั้ครับ
00:46:25 → 00:46:26>> มีดหรือเขียง
00:46:26 → 00:46:26>> มีด
00:46:26 → 00:46:28>> เอออันนี้คำถามมันมีดนะจริงๆมันเป็น
00:46:28 → 00:46:30เรื่องเขียงเนาะผมผมเคยเห็นว่าในในครัว
00:46:30 → 00:46:32เชฟที่เป็นแ่งสี
00:46:32 → 00:46:34>> ใช่ถ้าในร้านอาหารที่ซีเรียสบางทีเขามี
00:46:34 → 00:46:36การแบ่ง
00:46:36 → 00:46:38เขียงมันแบ่งอยู่แล้วแต่บางร้านที่เขา
00:46:39 → 00:46:41ต้องการแบบสตริกมาก
00:46:41 → 00:46:43>> มีดเขาก็แบ่งมีด้ามเขียวแต่ส่วนใหญ่น้อย
00:46:43 → 00:46:45ที่จะแบ่งสีมีดอ
00:46:45 → 00:46:45>> อือ
00:46:45 → 00:46:47>> ใช่น้อยที่จะแบ่งสีมีดคืออย่างน้อยอ่ะการ
00:46:47 → 00:46:50แบ่งชีวิตมันช่วยให้สมมุติว่ามีดสีแดง
00:46:50 → 00:46:52หั่นเนื้อเสร็จใช่มั้ย
00:46:52 → 00:46:55แล้วจะไปหั่นผักที่จะโรยหน้าไม่ผ่านความ
00:46:55 → 00:46:58ร้อนแล้วแล้วดันหยิบมีดที่ไม่รู้สีมาที่
00:46:58 → 00:47:00มันโดนเนื้อมาแล้วเราไปหั่นผักก็มีโอกาส
00:47:00 → 00:47:01ที่เค้าเรียกว่า crost contaminate ก็
00:47:01 → 00:47:03ได้อันนี้คือสาเหตุที่ว่าทำไมต้อง
00:47:03 → 00:47:05>> แบ่งทั้งมีดทั้ง
00:47:05 → 00:47:07>> ทั้งเขียงแต่ถ้าทำอาหารที่บ้าน
00:47:07 → 00:47:08>> อือ
00:47:08 → 00:47:11>> หลายผมมั่นใจทุกบ้านแทบไม่ได้แบ่งสีเรา
00:47:11 → 00:47:14ต้องมีสติมากพอแต่การทำอาหารที่บ้านมัน
00:47:14 → 00:47:14โฟกัสไง
00:47:15 → 00:47:16>> มันไม่ต้องแบบโหออเดอร์มาไม่ต้องไปฟังคน
00:47:16 → 00:47:19นู้นคนงั้นการโฟกัสทำให้เราแบบเขียงส่วน
00:47:19 → 00:47:21ใหญ่เราที่บ้านเป็นมีดเอ้ยเขียงไม้กับ
00:47:21 → 00:47:24เขียงสีขาวใช่มั้ใช่มันก็จะมีสติไงว่าหัน
00:47:24 → 00:47:26เนื้อสัตว์เสร็จเฮ้ยจะพอจะมาหั่นผักชีโร
00:47:26 → 00:47:27หน้าก็เอาไปล้างก่อน
00:47:27 → 00:47:28>> อือ
00:47:28 → 00:47:30>> ก็โอเคแต่ในร้านอาหารมันยุ่งมากบางทีมัน
00:47:30 → 00:47:32ไม่ได้มีเวลาโฟกัสขนาดแบบ
00:47:32 → 00:47:35>> ขนาดนั้นเขาก็เลยต้องแก้ปัญหาโดยการแบ่ง
00:47:35 → 00:47:37สีเขียวเพื่อความปลอดภัย
00:47:37 → 00:47:39>> แล้วแล้วผมถามเล่นๆว่าผมทำอาหารที่บ้าน
00:47:39 → 00:47:41อย่างเงี้ยผมหั่นไก่
00:47:41 → 00:47:44>> แล้วผมก็หั่นผักชีต่อแต่ผมก็เอาไปผัด
00:47:44 → 00:47:47พร้อมกันไม่นานนะก็ได้อยู่ในร้านทหารก็
00:47:47 → 00:47:50โดนเชฟเฮเชฟด่าเลยเพราะมันเป็นมันเป็น
00:47:50 → 00:47:53ลักษณะที่ไม่ควรจะทำมันจะติดเป็นนิสัยออ
00:47:53 → 00:47:55>> เพราะเราไม่รู้ว่ามีอยู่วันนึงเราอาจจะ
00:47:55 → 00:47:58ที่บอกเอาผักไปผัดต่อแต่บางวันอาจจะไม่
00:47:58 → 00:47:59ได้เอาผัดไปผักต่อก็ได้
00:48:00 → 00:48:01>> อ๋อต้องไปเก็บไว้อะไรอย่างงี้
00:48:01 → 00:48:03>> แต่ที่บ้านน่ะทำได้
00:48:03 → 00:48:05>> เพราะสุดท้ายผักมันก็โดน
00:48:05 → 00:48:06>> ความร้อนก็นั่นอยู่ดีใช่
00:48:06 → 00:48:08>> ยกเว้นว่าเราจะหั่นผักเพื่อไปเก็บในตู้
00:48:08 → 00:48:09เย็นเนาะ
00:48:09 → 00:48:12>> อ่าอันนั้นที่โดนเนื้อสัถูก
00:48:12 → 00:48:12>> ครับ
00:48:12 → 00:48:12>> โอเคครับ
00:48:12 → 00:48:14>> พูดง่ายๆอยู่ที่บ้านมันจะมีสติมากกว่า
00:48:14 → 00:48:17ร้านอาหารการแยกสีเขียวกับมีดที่
00:48:17 → 00:48:20>> สีเขียงสีเขียงนี่เชฟพอแบ่งให้ได้ง่ายๆ
00:48:20 → 00:48:21ป่ามันมีอะไรบ้าง
00:48:21 → 00:48:24>> แบ่งสีน้ำเงินก็ซีฟู้ดดิบสีแดงก็เนื้อ
00:48:24 → 00:48:25สัตว์ดิบ
00:48:25 → 00:48:25>> ออ
00:48:25 → 00:48:28>> สีขาวก็พวกdaี่ produc พวกชีสพวกนมสีน้ำ
00:48:28 → 00:48:30ตาลก็เป็นเนื้อสัตว์สุกอย่างเงี้ยครับ
00:48:30 → 00:48:31แบ่งประมาณนี้
00:48:31 → 00:48:31>> อื
00:48:31 → 00:48:32>> สีเขียวก็ผัก
00:48:32 → 00:48:34>> น้ำกระป๋องที่เปิดฝ่าแล้วเก็บในตู้เย็น
00:48:34 → 00:48:37ได้มั้ครับเราเก็บนานได้แค่ไหน
00:48:37 → 00:48:39>> มันมันจะไม่เสียเชิงเชื้อนะเพราะน้ำ
00:48:39 → 00:48:40กระป๋องส่วนใหญ่เขาใส่วัตถุกันเสียส่วน
00:48:40 → 00:48:42ใหญ่ใส่โซเดียมเบนโซเอateแล้วอยู่ในตู้
00:48:42 → 00:48:45เย็นก็มีอุณหภูมิเย็นอีกแต่ส่วนใหญ่มันจะ
00:48:45 → 00:48:48เสียเชิงอย่างอื่นมากกว่าแก๊สออกไปก็
00:48:48 → 00:48:50>> ก็ไม่ซ่า
00:48:50 → 00:48:52>> นะครับแต่ถ้ากินไม่หมดจริงๆอ่ะแนะนำ
00:48:52 → 00:48:55สมมุติแกะป๊อกแล้วกินเหลือครึ่งกระป๋อง
00:48:55 → 00:48:56ควรเอาพลาสติกอ
00:48:56 → 00:48:57>> ปิดหน่อย
00:48:57 → 00:48:58>> อื
00:48:58 → 00:49:00>> เพราะตู้เย็นเป็นอะไรที่กลิ่นทุกอย่างมัน
00:49:00 → 00:49:02อวนมากอ่ะบางทีมันดูดกลิ่นเนื้อสัตว์
00:49:02 → 00:49:05กลิ่นอะไรไปกลิ่นก็จะเพี้ยน
00:49:05 → 00:49:06>> เออ
00:49:06 → 00:49:08>> อืคนแลปพลาสติกแรปพลาพาตินิดนึง
00:49:08 → 00:49:09>> แค่เรื่องกลิ่นเลยใช่มั้ฮ
00:49:09 → 00:49:10>> แค่เรื่องกลิ่น
00:49:10 → 00:49:12>> ใช้โรคจากตู้เย็นอื่นๆผสม
00:49:12 → 00:49:14>> ถ้าถ้าซวยก็มีสิทธิ์สมมุติสมมุตินี่
00:49:14 → 00:49:16สมมุติอันนี้เป็นน้ำอัดลม
00:49:16 → 00:49:17>> อื
00:49:17 → 00:49:18>> แล้วเปิดไว้ไม่ได้มีพลาสติกแรป
00:49:19 → 00:49:20>> ครับ
00:49:20 → 00:49:21>> เนื้อไก่ดิบอยู่ข้างบน
00:49:21 → 00:49:22>> อือๆ
00:49:22 → 00:49:23>> ก็มีสิทธิ์
00:49:23 → 00:49:23>> อ่า
00:49:24 → 00:49:26>> แล้วถ้าคนที่กินไปภูมิไม่ดี
00:49:26 → 00:49:26>> ครับ
00:49:26 → 00:49:30>> ก็จะติดเชื้อได้แต่ถ้าภูมิดีก็อาจจะรอด
00:49:30 → 00:49:31มันมันนานาจิตตังมาก
00:49:31 → 00:49:33>> อก็คือเหมือนที่เราคุยเรื่องน้ำผึ้งเมื่อ
00:49:33 → 00:49:36กี้ว่าถ้าไปโดนเชื้ออื่นมาอยู่บนพื้นผิว
00:49:36 → 00:49:37น้ำผึ้งที่มันไม่เสียเลยเนี่ย
00:49:37 → 00:49:37>> ใช่
00:49:37 → 00:49:40>> แล้วไปกินเข้าไปก็ซวยถือว่าซวยเอาแต่ไอ้
00:49:40 → 00:49:43พวกน้ำกระป๋องอ่ะขอร้องหลายคนมองข้าม
00:49:43 → 00:49:43>> อื
00:49:43 → 00:49:45>> ช่วยก่อนกินน่ะครับ
00:49:45 → 00:49:46>> เช็ด
00:49:46 → 00:49:48>> เออเรื่องนี้อีกเรื่องนึงที่
00:49:48 → 00:49:49>> ต้องเช็ดนะ
00:49:49 → 00:49:52>> มันมีเคสเมืองนอกอ่ะกินเข้าไปติดเชื้อโรค
00:49:52 → 00:49:54จากฉี่หนูตายเพราะบางทีกระป๋องอยู่ในโรง
00:49:54 → 00:49:56งานน่ะไม่รู้อะไรมาเราไม่รู้ว่าโรงงาน
00:49:56 → 00:49:58สะอาดแค่ไหนหรือมีฝุ่นน่ะ
00:49:58 → 00:49:58>> ครับ
00:49:58 → 00:50:00>> แล้วหลายๆคนคิดว่ากระป๋องสะอาด
00:50:00 → 00:50:01>> ป๊ะ
00:50:01 → 00:50:01>> ดื่มเลย
00:50:01 → 00:50:04>> ดื่มหรือปอ้าไม่ดื่มปากไม่โดนแต่ใช้หลอด
00:50:04 → 00:50:07แต่อย่าลืมว่าเวลาลงไปครั้งนึงอ่ะมันมี
00:50:07 → 00:50:08ส่วนโลหะที่มันลงไปในน้ำ
00:50:08 → 00:50:09>> ครับ
00:50:09 → 00:50:10>> เพราะงั้นเช็ดหน่อย
00:50:10 → 00:50:12>> เช็ดด้วยอะไรครับ
00:50:12 → 00:50:14>> ก็ดีที่สุดก็แอลกอฮอล์
00:50:14 → 00:50:15>> ถ้ามีซิงก็ล้างหน่อย
00:50:15 → 00:50:16>> อ
00:50:16 → 00:50:18>> worst casสก็ทิชชู่แห้งก็ได้อย่างน้อยอื
00:50:18 → 00:50:20>> แค่ล้างนี่ถือว่าโอเคแล้วป่ะฮะ
00:50:20 → 00:50:21>> โอเคโอเคโอเค
00:50:21 → 00:50:22>> ล้างด้วยน้ำเปล่าเฉยๆ
00:50:22 → 00:50:23>> ได้ครับได้
00:50:23 → 00:50:26>> เช็ดด้วยเสื้อผมส่วนใหญ่ผมก็จะกลัวผมก็
00:50:26 → 00:50:26เช็ดด้วยเสื้อ
00:50:26 → 00:50:29>> ก็ก็ยังดีกว่าไม่ทำอะไรเลย
00:50:29 → 00:50:31>> มันคือโรคฉี่หนูนะผมก็เคยได้ยินเรื่องนี้
00:50:31 → 00:50:31เหมือนกัน
00:50:31 → 00:50:34>> ใช่มีๆคือโรงงานเขาอาจจะสะอาดแต่บางที
00:50:34 → 00:50:37ร้านขายของชำมาตั้งไว้แล้วมูอ่ะอ่าหมูมัน
00:50:37 → 00:50:39ก็วิ่งมาบึดตั้งไว้
00:50:39 → 00:50:39>> อื
00:50:40 → 00:50:42>> ตอนกลางคืนตอนตอนเช้ามาเราก็ไม่รู้เพราะ
00:50:42 → 00:50:44ว่ารอยเท้าน้องหนูเ้าไม่ได้เห็นอะไรอ่ะ
00:50:45 → 00:50:47>> อืคือมันเท่แบบไม่ใช่เท่หรอกมันมันเป็น
00:50:47 → 00:50:50ภาพจำเราก็จะเปิดป๊อกแล้วก็ดื่ม
00:50:50 → 00:50:50>> อือๆ
00:50:50 → 00:50:54>> ถ้ามันใส่โอกาสเอ้ยถ้ามีโอกาสโฆษณาเนี่ย
00:50:54 → 00:50:55ใส่ช่วงเช็ดเข้าไปหน่อยเนี่ย
00:50:55 → 00:50:55>> ใช่
00:50:55 → 00:50:56>> น่าจะทำให้คนแบบ
00:50:56 → 00:50:59>> ดีกว่าดีกว่าปลอดภัยกว่าแต่หลังๆเคสไม่
00:50:59 → 00:51:02ค่อยมีละน่าจะเ้าน่าจะ
00:51:02 → 00:51:05>> โรงงานเ้าแก้ปัญหาตรงที่มาว่าแลบแลบไอ้
00:51:05 → 00:51:06ฟิล์มมาเลยไง
00:51:06 → 00:51:06>> อื
00:51:06 → 00:51:09>> จะกินทีนึงก็ต้องมานั่งแกะอืไม่ค่อยมี
00:51:09 → 00:51:11กระป๋องเดี่ยวๆยกเว้นว่าร้านขายของชำมัน
00:51:11 → 00:51:13เอามาแกะ
00:51:13 → 00:51:14>> มันอยู่ที่การเก็บ
00:51:14 → 00:51:16>> ใช่
00:51:16 → 00:51:17เลย 1 ช่โมงแน่เลยไม่
00:51:17 → 00:51:20>> เป็นไรล้างมือด้วยสบู่กับเชื้อมือด้วย
00:51:20 → 00:51:22อกฮออะไรปลอดภัยของกันอันนี้ถามไปแล้ว
00:51:22 → 00:51:24>> ถามไปแล้วถามไปแล้วล้างมือด้วยสบู่ไม่ได้
00:51:24 → 00:51:25เกี่ยวกับการฆ่าเชื้อเกี่ยวกับยกเว้นยก
00:51:25 → 00:51:28เว้นสบู่นั้นเผสมสารฆ่าเชื้อมานะแต่ส่วน
00:51:28 → 00:51:31ใหญ่อ่ะสบู่มันแค่เอาคราบสกปรกออกถ้าฆ่า
00:51:31 → 00:51:33เชื้อต้องไปถึงแอลกอฮอล์
00:51:33 → 00:51:34>> แอลกอฮอล์
00:51:34 → 00:51:34>> อื
00:51:34 → 00:51:37>> แอลกอฮอล์เวลาฆ่าเชื้อเนี่ยมันก็จะตาย
00:51:37 → 00:51:39อยู่บนมือเราถูกมั้ฮะ
00:51:39 → 00:51:41>> ใช่ๆแต่ซากเชื้อที่ตายไม่มีปัญหาอะไรครับ
00:51:41 → 00:51:44ปัญหาอะไรไม่มีปัญหาไม่ไม่ได้ก่อให้เกิด
00:51:44 → 00:51:44โรค
00:51:44 → 00:51:47>> มันชุบชีวิตขึ้นมาไม่ได้มันเป็นซากเชื้อ
00:51:47 → 00:51:47ไปแล้ว
00:51:47 → 00:51:48>> อ๋อ
00:51:48 → 00:51:51>> ครับเซลล์ผนังเซลล์มันระเบิดอะไรมันหดหมด
00:51:51 → 00:51:52แล้วไม่ไม่ได้เกิดปัญหาอะไร
00:51:52 → 00:51:54>> ไอ้พวกนี้มันเป็นพรีไบโอติกมั้ครับ
00:51:54 → 00:51:56>> ไม่เป็นนึกว่ามันจะไปช่วยอะไร
00:51:56 → 00:51:58>> ไม่เป็นไม่เป็นมันจะมีอีกศัพท์นึงที่เป็น
00:51:58 → 00:52:01เชื้อโปรไบโอติกซากของโปรไบโอติกที่ตาย
00:52:01 → 00:52:03แล้วอะไรประมาณเนี้ยเขาจะมีอีกศัพท์นึง
00:52:03 → 00:52:06ที่ว่าโพสไบโอติกที่เขา้าค้นพบว่ามันมี
00:52:06 → 00:52:07ประโยชน์
00:52:07 → 00:52:08>> ในบางแง่มุม
00:52:08 → 00:52:08>> อ๋อ
00:52:08 → 00:52:09>> อือ
00:52:09 → 00:52:11>> แต่เชื้อก่อโรคไม่นับ
00:52:11 → 00:52:12>> อันนั้นเชื้อดี
00:52:12 → 00:52:13>> อืออืครับ
00:52:13 → 00:52:17>> โอเค
00:52:17 → 00:52:20ถั่วพริกของแห้งควรเก็บในตู้เย็นตู้เย็น
00:52:20 → 00:52:21หรือเก็บไว้ข้างนอกดีกว่ากัน
00:52:21 → 00:52:24>> ตู้เย็นครับหลายคนเข้าใจว่าไว้ข้างนอก
00:52:24 → 00:52:26แล้วจะปลอดภัยแต่ถั่วถ้าขั้วไม่ดีมีความ
00:52:27 → 00:52:29ชื้นพริกขั่้วไม่ดีมีความชื้นแล้วจะเกิด
00:52:29 → 00:52:30เชื้อรา
00:52:30 → 00:52:32>> นั้นแล้วเชื้อรานั้นสร้างสารพิษที่ทนความ
00:52:32 → 00:52:33ร้อนมากแล้วทำให้เกิดมะเร็งตับหรือตับ
00:52:34 → 00:52:35อักเสเขาเรียกalฟ่าท็อกซิน
00:52:35 → 00:52:36>> อื
00:52:36 → 00:52:36>> ครับ
00:52:36 → 00:52:37>> อันตรายยังไงกันเราครับ
00:52:37 → 00:52:40>> โอถ้าท็อกซินมาเอาไปคั่วไปผัดก็ไม่สลาย
00:52:41 → 00:52:43ครับแล้วมันทำให้เกิดตับอักเสบแล้ว
00:52:43 → 00:52:46เหนี่ยวนำทำให้เกิดมะเร็งตับในอนาคตได้
00:52:46 → 00:52:49>> โอกาสเกิดขึ้นง่ายหรือยากครับมันหมายถึง
00:52:49 → 00:52:49ว่า
00:52:49 → 00:52:51>> ถ้ากินสะสมไปนานๆมีโอกาส
00:52:51 → 00:52:52>> ต้องเกิดจากการสะสมก่อนใช่มั้ฮะ
00:52:52 → 00:52:53>> กินบ่อยๆ
00:52:53 → 00:52:53>> เออ
00:52:53 → 00:52:58>> กินก๋วยเตี๋ยวหรือกินอะไรที่ใช้พริกแห้ง
00:52:58 → 00:53:01หรือถั่วลิสงแห้งที่ชื้นๆเก่าๆบ่อยๆก็มี
00:53:01 → 00:53:02โอกาส
00:53:02 → 00:53:04>> เราสมมุติว่าเราไม่ได้ชอบกินถั่วหรือพริก
00:53:04 → 00:53:07อะไรมาก่อนเนี่ยแล้วเรามีโอกาสซวยขนาดแบบ
00:53:07 → 00:53:08ไปกินมาแค่ครั้ง 2 ครั้งแล้ว
00:53:08 → 00:53:09>> ออไม่ๆๆ
00:53:09 → 00:53:10>> ต้องสะสม
00:53:10 → 00:53:10>> พวกนี้ต้องสะสม
00:53:11 → 00:53:11>> เออ
00:53:11 → 00:53:13>> พวกนี้สะสมผสมถ้าคนที่กินก๋วยเตี๋ยวครั้ง
00:53:13 → 00:53:15นึงอาทิตย์ละครั้ง 2 ครั้งไม่เป็นไร
00:53:15 → 00:53:15>> อื
00:53:15 → 00:53:19>> แต่มันจะมีกลุ่มคนบางคนที่กินเกือบทุกวัน
00:53:19 → 00:53:19ไง
00:53:20 → 00:53:23>> แล้วกินถั่วเก่าพริกเก่ามันก็จะทำให้ตับ
00:53:23 → 00:53:27การอักเสบของตับซ้ำๆซๆซๆก็จะมีโอกาสเป็น
00:53:27 → 00:53:29มะเร็งตับในอนาคต
00:53:29 → 00:53:30>> เก็บในตู้เย็นช่วย
00:53:30 → 00:53:32>> เพราะพอเก็บในตู้เย็นน่ะครับเชื้อราจะโต
00:53:32 → 00:53:34แต่ต้องเก็บให้ถูกต้อง
00:53:34 → 00:53:34>> อืยังไงครับ
00:53:34 → 00:53:36>> ความจริงตู้เย็นมันค่อนข้างชื้นนะถ้าเก็บ
00:53:36 → 00:53:38เปิดไว้มันก็ชื้นเหมือนกัน
00:53:38 → 00:53:40>> ควรเก็บแบบปิดฝาให้สนิท
00:53:40 → 00:53:41>> อือ
00:53:41 → 00:53:43>> หรือถ้าเป็นพริกแห้งควรอยู่ในถุงที่ความ
00:53:43 → 00:53:45ชื้นเข้าไม่ได้แล้วควรมีทิชชู่เข้าไปสัก
00:53:45 → 00:53:47แผ่น 2 แผ่นเพราะทิชชู่มันดูความชื้นเก่ง
00:53:47 → 00:53:47มาก
00:53:47 → 00:53:47>> อือ
00:53:48 → 00:53:51>> พริกแห้งจะแห้งแต่สมมุติถ้ามันกลับมาชื้น
00:53:51 → 00:53:54นะเชื้อก็จะโตยากขึ้นเพราะอุณหภูมิต่ำ
00:53:54 → 00:53:55เชื้อโตยาก
00:53:55 → 00:53:57>> อ๋อทิชชู่ที่บอกใส่เข้าไปนี่คือทิชชู่
00:53:57 → 00:53:57แห้งเลยเหรอ
00:53:58 → 00:53:59>> ทิชู่แห้งทิชชู่ครัวอย่างเงี้ยครับ
00:53:59 → 00:54:01Kitchen Toown อย่างเงี้ยพวกเนี้ย
00:54:01 → 00:54:04>> ใส่เข้าไปรวมกับตัวตัวพริกหรือถั่วนี่
00:54:04 → 00:54:04อะไร
00:54:04 → 00:54:06>> พริกหรือถั่วไม่ต้องก็ได้เพราะมันแห้ง
00:54:06 → 00:54:09อยู่แล้วไงแล้วถ้าใส่ไปมันก็แบบเป็นเศษๆ
00:54:09 → 00:54:11>> แต่เวลาพริกแห้งอ่ะเก็บเข้าไปได้กระเทียม
00:54:11 → 00:54:13กับหอมใหญ่หอมแดงก็ก็ช่วยได้เหมือนกัน
00:54:13 → 00:54:14เก็บเหมือนกัน
00:54:14 → 00:54:14>> อื
00:54:14 → 00:54:17>> เก็บในถุงปิดสนิทแล้วก็ใส่ทิชชู่ไปมันจะ
00:54:17 → 00:54:18อยู่ได้นานเลย
00:54:18 → 00:54:20>> อถามในฐานะคนชอบกินถั่วครับผมกลัวalฟ่า
00:54:20 → 00:54:21ท็อกซินมากนะ
00:54:21 → 00:54:22>> อือ
00:54:22 → 00:54:25>> แล้วแบบมันโอกาสจะเกิดในถั่วที่เราไปซื้อ
00:54:25 → 00:54:27ตามถุง
00:54:27 → 00:54:29>> ตามถุงไม่ค่อยเพราะตามถุงส่วนใหญ่มันผลิต
00:54:29 → 00:54:31มาจากโรงงานเขาจะมีค่ามาตรฐานmoอยสเจอร์
00:54:31 → 00:54:33หรือค่าความชื้นอยู่ว่าต้องต่ำกว่านี้ถึง
00:54:33 → 00:54:34จะปลอดภัยอ
00:54:34 → 00:54:34>> ออือ
00:54:34 → 00:54:36>> ยกเว้นไปซื้อถั่วที่ส่งตามท้องตลาดที่
00:54:36 → 00:54:39เขา้าแบบอาแพไว้อย่างเงี้ยก็มีโอกาสอ
00:54:39 → 00:54:39>> อื
00:54:39 → 00:54:42>> แต่อย่างน้อยอะไรที่มีฉลากมียี่ห้อมีอย.
00:54:42 → 00:54:45พอมีบาร์โคดพวกนี้มันจะมีมาตรฐานจากโรง
00:54:45 → 00:54:45งานมา
00:54:45 → 00:54:45>> อ
00:54:46 → 00:54:48>> จะค่อนข้างชัวร์แล้วถ้าซื้อแบบนั้นมาคั่ว
00:54:48 → 00:54:51เองแล้วใช้ใหม่ๆโอกาสเจอ
00:54:51 → 00:54:51>> น้อยมาก
00:54:51 → 00:54:53>> น้อยมากแทบไม่เจอเลย
00:54:53 → 00:54:54>> โอเคครับ
00:54:54 → 00:54:57>> ครับ
00:54:57 → 00:54:59>> ล้างผักผลไม้ก่อนกินใช้น้ำประปาอย่าง
00:54:59 → 00:55:01เดียวพอมั้ยครับ
00:55:01 → 00:55:02>> พอกับอะไร
00:55:02 → 00:55:05>> พอกับความปลอดภัยไม่รู้เหมือนกัน
00:55:05 → 00:55:07>> ส่วนใหญ่ความอ่าส่วนใหญ่ความไม่ปลอดภัยใน
00:55:07 → 00:55:10ผักผลไม้ส่วนใหญ่มาจากพวกพยาธกับยาฆ่า
00:55:10 → 00:55:12แมลงน้ำเปล่าไม่พอนะครับ
00:55:12 → 00:55:12>> อือ
00:55:13 → 00:55:15>> ต้องเป็นเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งน้ำส้มสาย
00:55:15 → 00:55:18ชูก็ได้เกลือก็ได้เบกิ้งโซดาก็ได้
00:55:18 → 00:55:19เบกingโซดาค่อนข้างเวิร์ค
00:55:19 → 00:55:22>> หลังๆมันมีเบกโซดาเกรดที่ใช้ล้างล้างผัก
00:55:22 → 00:55:23ผลไม้
00:55:23 → 00:55:26>> คือมันจะไม่บริสุทธิ์เท่าเกรดที่ใช้ทำขนม
00:55:26 → 00:55:27ซึ่งมันก็ถูกกว่าอ
00:55:27 → 00:55:28>> เอาไว้ล้างได้
00:55:28 → 00:55:28>> อือ
00:55:28 → 00:55:31>> แล้วอย่างหลักการล้างผักผลไม้ที่ถูกต้อง
00:55:31 → 00:55:33อ่ะต้องล้างน้ำแรกอ่ะไม่จำเป็นต้อง
00:55:33 → 00:55:36เบกิ้งโซดาน้ำแรกเป็นน้ำประปาไหลผ่านตลอด
00:55:36 → 00:55:37เวลาแต่ต้องไหลด้วยนะ
00:55:38 → 00:55:38>> ต้องไหลด้วย
00:55:38 → 00:55:42>> เพราะมีเป็นกะละมังไปแช่สารเคมีมันก็อยู่
00:55:42 → 00:55:43กับผักอย่างงั้น
00:55:43 → 00:55:43>> อือ
00:55:43 → 00:55:47>> อืตามหลักการล้างที่ถูกต้องควรน้ำไหลผ่าน
00:55:47 → 00:55:49แต่กี่นาทีจำไม่ได้แล้วอ่ะ 2-3 นาทีมั้ง
00:55:49 → 00:55:51พอน้ำไหลผ่านเสร็จปุ๊บค่อยไปแช่
00:55:51 → 00:55:54เบกิ้งโซดาแล้วน้ำไหลผ่านอีกทีนึง
00:55:54 → 00:55:54>> อื
00:55:54 → 00:55:55>> จะปลอดภัย
00:55:55 → 00:55:57>> คือผมอจะชอบเจอสมมุติว่าผมไปเอาไปจาก
00:55:57 → 00:56:00ตะกร้าของขวัญปีใหม่อะไรอย่างเงี้ย
00:56:00 → 00:56:04>> ผมก็จะแบบอยากกินน่ะก็จะล้างน้ำเปล่า
00:56:04 → 00:56:05>> อื
00:56:05 → 00:56:07>> ไม่รู้ว่ามันพอหรือเปล่าไม่น่าพอละแต่ว่า
00:56:07 → 00:56:09มันจะมีแวกอีกเรื่องแวกที่มันอยู่
00:56:09 → 00:56:11>> ความจริงแวกไม่ใช่เป็นตัวคอนเซิร์นมัน
00:56:11 → 00:56:13เป็นแความจริงแพวกนี้เป็น edible
00:56:13 → 00:56:15>> มันกินได้แต่มันแค่ความรู้สึกว่าแบบมัน
00:56:15 → 00:56:17มันอะไรก็ไม่รู้อ่ะ
00:56:17 → 00:56:19>> แวกต้องล้างน้ำร้อนแล้วมันจะลอยขึ้นมา
00:56:19 → 00:56:20ข้างบนเลย
00:56:20 → 00:56:21>> คือการล้างน้ำเปล่าเนี่ย
00:56:21 → 00:56:22>> แวกก็ไม่หาย
00:56:22 → 00:56:25>> ไม่หายเพราะแวกละลายได้แวกเป็นไขมันชนิด
00:56:25 → 00:56:27นึงเป็นลิพIDชนิดนึงละลายได้ดีที่ความ
00:56:27 → 00:56:27ร้อนสูงครับ
00:56:27 → 00:56:28>> ออือๆ
00:56:28 → 00:56:31>> แล้วถึงทั้งนี้ทั้งนั้นเนี่ยเบกิ้งโซดา
00:56:31 → 00:56:34หรือน้ำส้มสายชูอ่ะที่ผมเล่ามาทั้งหมดอ่ะ
00:56:34 → 00:56:37มันล้างได้แค่ยาฆ่าแมลงด้านนอกนะมันจะมี
00:56:37 → 00:56:40ยาฆ่าแมลงที่มันดูดชนิดดูดซึมที่ดูดตั้ง
00:56:40 → 00:56:42แต่รากแล้วฝังอยู่ในนั้นน่ะ
00:56:43 → 00:56:43>> เออ
00:56:43 → 00:56:45>> ล้างงี้ก็ล้างไม่ออกอ
00:56:45 → 00:56:47>> อันนี้ก็ต้องรู้ต้นต่อว่าต้น
00:56:47 → 00:56:48>> ผลไม้มาจากไหนนะ
00:56:48 → 00:56:50>> ใช่แต่ล้างก็ยังดีกว่าไม่ล้างเ้าผมไปดู
00:56:50 → 00:56:54ตัวเล็กเปเปอร์มานะสมมุติเอ๊สดีไซน์หรือ
00:56:54 → 00:56:55ยาฆ่าแมลงมันมี 100% อ่ะการล้างด้วย
00:56:55 → 00:56:58เบกิ้งโซดาล้างแค่ข้างนอกออกอ่ะอย่างน้อย
00:56:58 → 00:57:00มันลดไป 30% แล้วก็เหลือ 70 ก็ยังโอเค
00:57:00 → 00:57:03กว่าเหลือ 100 แต่ 70 มันก็ยังยังสูงอ
00:57:03 → 00:57:04>> อือๆ
00:57:04 → 00:57:07>> เลี่ยงยากพูดตามตรงๆสมัยนี้ยังยกเว้นไป
00:57:07 → 00:57:08เลือกซื้อออร์แกนิค
00:57:08 → 00:57:09>> แพงอีก
00:57:09 → 00:57:13>> ครับแต่ก็แล้วแต่คนอยากปลอดภัยก็ยอมใจ
00:57:13 → 00:57:14หน่อย
00:57:14 → 00:57:16>> ทางที่ดีที่สุดกินหมุนเวียนครับเราหนีสาร
00:57:16 → 00:57:18พิษไม่ได้ในโลกนี้
00:57:18 → 00:57:18>> เออ
00:57:18 → 00:57:21>> แต่อย่าไปกินส้มซ้ำๆเราก็จะได้ยาค่าแมลง
00:57:21 → 00:57:24จากส้มซ้ำๆมันก็จะไปเหนี่ยวนำให้เกิดโรค
00:57:24 → 00:57:25ใดโรคหนึ่ง
00:57:25 → 00:57:26>> อื
00:57:26 → 00:57:29>> ตอนนี้กินส้ม 2 วันอีกวันไปกินแตงโม
00:57:29 → 00:57:31>> กินสับปะรดการหมุนเวียนสารพิษทุกงาน
00:57:31 → 00:57:33ประชุมเขาพยายามพูดเราเลี่ยงไม่ได้แต่เรา
00:57:33 → 00:57:35หมุนเวียนสารพิษได้
00:57:35 → 00:57:38>> แต่ว่าสารพิษถ้ามันไม่ถึงขั้นใช้เรียกว่า
00:57:38 → 00:57:40ซ้ำๆไปเรื่อยๆเนี่ยมันจะมีการจัดการกับ
00:57:40 → 00:57:41ร่างกาย
00:57:41 → 00:57:42>> ใช่ร่างกายมันหาวิธีการจัดการของมันเอง
00:57:42 → 00:57:44แต่พอซ้ำไปเยอะๆอ่ะอ
00:57:44 → 00:57:47>> มันจะเหนี่ยวนำให้เกิดโรคใดโรคหนึ่งได้อื
00:57:47 → 00:57:49>> ก็คือกินให้หลากหลายขึ้น
00:57:49 → 00:57:50>> กินให้หลากหลายคือคำตอบ
00:57:50 → 00:57:51>> อืครับ
00:57:51 → 00:57:53>> โอเคครับ
00:57:53 → 00:57:54>> เหนื่อยมั้ยครับ
00:57:54 → 00:57:56>> อีกนิดจะหอบแล้วไม่ใช่แล้วได้อยู่ได้อยู่
00:57:56 → 00:57:57ได้อยู่
00:57:57 → 00:58:00>> ข้าวในหม้อหุงข้าวที่เปิดอุ่นโหมดอุ่น
00:58:00 → 00:58:01ตลอดเวลาครับอยู่ได้นานแค่ไหน
00:58:01 → 00:58:04>> โหอันตรายมากมีเคสแบบนี้เยอะมากหลายคนคิด
00:58:04 → 00:58:07ว่าอุ่นตลอดเวลาจะปลอดภัยเพราะมันอุ่น
00:58:07 → 00:58:08>> แต่ความจริงคำว่าอุ่นของข้าวอ่ะคือ
00:58:08 → 00:58:09อุณหภูมิอยู่ช่วง
00:58:09 → 00:58:1250 กว่าองศาเองนะยังไม่พ้น Danger Zone
00:58:12 → 00:58:13Danger Zซนคืออุณหภูมิที่มันอันตรายคือ
00:58:14 → 00:58:165-60 องศา
00:58:16 → 00:58:17>> แล้วสังเกตข้าวที่อุ่นตลอดเวลา
00:58:17 → 00:58:20>> บูดไวกว่าข้าวที่ไม่อุ่นตลอดเวลา
00:58:20 → 00:58:22>> จริงหรอเออนึกไม่ออก
00:58:22 → 00:58:26>> เจอหลายเคอุ่นคือหลายคนอุ่นแล้วแบบทิ้ง
00:58:26 → 00:58:29ไว้พอมาเปิดอีกทีนึงโอ้โหเป็นยางมันเกิด
00:58:29 → 00:58:32จากเชื้อตัวนึงที่ทนความร้อนสูงมากคือสปอ
00:58:32 → 00:58:34ของบซิัส
00:58:34 → 00:58:35>> อ
00:58:35 → 00:58:36>> อันนี้เชื่ออีกตัวละตะกี้เราพูดถึงตัว
00:58:36 → 00:58:39อื่นเนาะบซิัสมันสร้างสปอ
00:58:39 → 00:58:41แล้วสปอมันทนความร้อนสูงมาก
00:58:41 → 00:58:42>> ครับ
00:58:42 → 00:58:44>> แล้วพอมาถึงอุณหภูมินึงเช่น 40 อุ่นๆน่ะ
00:58:44 → 00:58:46สปอจะจะงอก
00:58:46 → 00:58:46>> อ
00:58:46 → 00:58:49>> พองอกสร้างสารพิษคนกินเข้าไปก็ก็ท้องเสีย
00:58:49 → 00:58:50>> อื
00:58:50 → 00:58:54>> ข้าวดีที่สุดหุงเสร็จควรเอามาผึ่งให้มัน
00:58:54 → 00:58:55หายระอุ
00:58:55 → 00:58:56>> อื
00:58:56 → 00:58:59>> แล้วแช่เย็นจะกินค่อยเอาข้าวเย็นมาเวฟ
00:58:59 → 00:59:01แล้วข้าวเย็นมีประโยชน์กว่าด้วยเพราะว่า
00:59:01 → 00:59:03คาร์โบไฮเดรตมันลดลงนะ
00:59:03 → 00:59:03>> อ้าเหรอครับ
00:59:03 → 00:59:06>> แป้งมันลดลงมันจะมีแป้งหยตกผลึกแม้เอามา
00:59:06 → 00:59:09อุ่นมันก็ยังเป็นข้าวที่ตกผลึกอยู่
00:59:09 → 00:59:10>> อื
00:59:10 → 00:59:12>> G หรือค่าดัชนีน้ำตาลมันจะลด
00:59:12 → 00:59:12>> อ๋อ
00:59:12 → 00:59:14>> แต่ไม่ใช่ลดจากหลายคนนะชอบเข้าใจผิดว่า
00:59:14 → 00:59:16จาก 100 เหลือ 0 มันจาก 100 เหลือแค่
00:59:16 → 00:59:19ประมาณ 70-80 ประมาณนั้นนิดหน่อย
00:59:19 → 00:59:20>> ก็ลดลงนิดหน่อยแต่ก็ยังดี
00:59:21 → 00:59:23>> แล้วเราเก็บข้าวไว้ในหม้ออุ่นเนี่ยได้นาน
00:59:23 → 00:59:25มากที่สุดแค่ไหนเพราะร้านอาหารส่วนใหญ่ก็
00:59:25 → 00:59:26จะแบบทำอย่างนั้นอยู่นะ
00:59:26 → 00:59:27>> อุ่นไว้นานใช่มั้ครับ
00:59:28 → 00:59:30>> โหความจริงไม่ควรไม่ควรเกิน 4-6 ชั่วโมง
00:59:30 → 00:59:304-6
00:59:30 → 00:59:31>> 4-6 ชม
00:59:31 → 00:59:32>> อือ
00:59:32 → 00:59:35>> แต่มันมีทริกอยู่ถ้าอยากอุ่นจริงๆเพราะคง
00:59:35 → 00:59:37แบบไม่คงไม่สะดวกแช่เย็น่
00:59:37 → 00:59:40>> หรือว่าเอามาเวฟตอนหุงอ่ะครับให้ใส่น้ำ
00:59:40 → 00:59:43ส้มสายชูไปซักสมมุติหม้อหม้อหม้อหม้อปกติ
00:59:43 → 00:59:45อ่ะครับใส่ไป 1 ช้อนฉ่า
00:59:45 → 00:59:45>> อือ
00:59:45 → 00:59:48>> น้ำส้มสายชูเป็นตัวที่ป้องกันไม่ให้สปอ
00:59:48 → 00:59:50ของบาซิรัสมันงอกได้
00:59:50 → 00:59:53>> อืเหมือนเป็นยาสารพัดประโยชน์เหมือนกันนะ
00:59:53 → 00:59:54น้ำน้ำส้มสารพัดประโยชน์มาก
00:59:54 → 00:59:56>> น้ำส้มสายชูอยู่ในหลายๆข้อที่เราใช้
00:59:56 → 00:59:59>> หลายๆข้อผมก็ใช้แล้วข้าวจะหนึบขึ้นด้วย
00:59:59 → 01:00:01ไม่รู้ทำไมเหมือนกันมันจะเงาหนึบๆ
01:00:01 → 01:00:01>> อื
01:00:01 → 01:00:03>> คือ texture มันจะมันจะดีขึ้นเมื่อขุงกับ
01:00:03 → 01:00:05กรดนิดนแต่จะไซสเยอะนะมันจะเหม็น
01:00:05 → 01:00:06>> อ่า
01:00:06 → 01:00:08>> แล้วลองดูครับไม่มีวันเสีย
01:00:08 → 01:00:08>> อื
01:00:08 → 01:00:10>> ข้ามคืนยังไม่เสียเลยขนาดนี้น้ำส้มใส่ชู
01:00:10 → 01:00:12แล้วหลายร้านอาหารเช็คทริกนี้
01:00:12 → 01:00:15>> ข้ามคืนไม่เสียคืออยู่ในตู้เย็น
01:00:15 → 01:00:15>> อยู่ข้างนอก
01:00:16 → 01:00:17>> อยู่ข้างนอกก็ไม่เสีย
01:00:17 → 01:00:19>> จริงๆมันมันมหัศจรรย์มาก
01:00:19 → 01:00:22>> น้ำส้มสายชูทุกประเภทในโลกเลยป่าครับ
01:00:22 → 01:00:23>> ความจริงทุกประเภทแต่ส่วนใหญ่ที่ใช้คือ
01:00:23 → 01:00:25น้ำส้มใสชูกลั่นสีใสเพราะไม่งั้นกลิ่นมัน
01:00:25 → 01:00:28จะมีกลิ่นหมักกลิ่นแอปเปิ้ลกลิ่น
01:00:28 → 01:00:28>> อือๆ
01:00:28 → 01:00:30>> สับปะรดมากวนคาวสีด้วย
01:00:30 → 01:00:32>> อือๆยกเว้นว่าเราต้องการ
01:00:32 → 01:00:34>> ใช่หลายหลายร้านใช้เพื่อประหยัดไม่ต้อง
01:00:34 → 01:00:35ไม่ต้องแชร์เย็นไม่ต้องอะไรแบบนี้
01:00:35 → 01:00:38>> เอ
01:00:38 → 01:00:41โอเคอันนี้ไม่รู้จะตอบเถั่วมีถั่วที่
01:00:41 → 01:00:44เริ่มมีกลิ่นหืนยังกินได้อยู่หรือเปล่า
01:00:44 → 01:00:45เหมือนเมื่อกี้เราถามเรื่อง
01:00:45 → 01:00:47>> อู้อ้าที่บอกว่าเดี๋ยวกลับมาใช่มั้ย
01:00:47 → 01:00:50เรื่องถั่วมีกลิ่นหืนมันปลอดภัยเชิงเชื้อ
01:00:50 → 01:00:52นะครับเพราะการที่กลิ่นเหม็นหืนมาจากไข
01:00:52 → 01:00:54มันเปลี่ยนเป็นสารอื่นมันออกซิไซด้วย
01:00:54 → 01:00:56ออกซิเจนจากอากาศเปลี่ยนเป็นสารอื่นปลอด
01:00:56 → 01:00:58ภัยเชิงเชื้อ
01:00:58 → 01:01:00>> แต่พูดตรงๆไม่ควรกินเพราะสารที่ทำให้
01:01:00 → 01:01:02เหม็นหืนเป็นสารออกซิไiz
01:01:02 → 01:01:02>> อ
01:01:02 → 01:01:05>> มันจะมันจะเหมือนเป็นพูดง่ายๆเป็นอนุมูล
01:01:05 → 01:01:06อิสระอในร่างกาย
01:01:06 → 01:01:08>> อนุมูลอิสระคืออะไรครับ
01:01:08 → 01:01:10>> กินเข้าไปแล้วทำให้ร่างกายอักเสบอะไร
01:01:10 → 01:01:11ประมาณเนี้ยครับอ
01:01:11 → 01:01:12>> อ
01:01:12 → 01:01:15>> สารอนุมูลอิสระเมื่อร่างกายได้ดับมากๆ
01:01:15 → 01:01:17อักเสบเยอะอักเสบเยอะมีโอกาสเป็นมะเร็ง
01:01:17 → 01:01:18ได้ในอนาคต
01:01:18 → 01:01:19>> อือ
01:01:19 → 01:01:21>> สารอนุิสระเช่นเดินตามท้องถนนแล้วมีกลิ่น
01:01:21 → 01:01:24มีจากการเผาไหม้อ่ะจากควันรถยนต์นะครับ
01:01:24 → 01:01:27ไอ้พวกนี้ก็เป็นอนุมูลอิสระ UV ก็เป็น
01:01:27 → 01:01:29อนุมูลอิสระได้การกินอาหารปิ้งย่างก็เป็น
01:01:29 → 01:01:32อนุมูลอิสระได้กลิ่นเหม็นหืนจากถั่ว
01:01:32 → 01:01:33>> อือ
01:01:33 → 01:01:35>> ก็เป็นสารตั้งต้นในการทำให้เกิดอนุม
01:01:35 → 01:01:36อนุมูลอิสระได้
01:01:36 → 01:01:38>> เอไม่ควรกินเพราะมันมีอนุมูลอิสระ
01:01:39 → 01:01:41>> ใช่มันไม่ดีระยะยาวแต่มันไม่ทำให้ท้อง
01:01:41 → 01:01:42เสียเพราะมันไม่ใช่เชื้ออ
01:01:42 → 01:01:42>> ออ
01:01:42 → 01:01:44>> ครับมันเป็นไขมันที่เปลี่ยนเป็นสารเหม็น
01:01:45 → 01:01:45หื่นแล้ว
01:01:45 → 01:01:48>> โอเคถ้าเหม็นหื่นแล้วก็ไม่ต้องกินมันก็
01:01:48 → 01:01:49ได้
01:01:49 → 01:01:52>> ใช่แต่บางแต่หลายครั้งอ่ะถ้ายอมรับตามตรง
01:01:52 → 01:01:55เราต้องใช้ถั่วนั้นเลยอ่ะแล้วมันเหม็นหืน
01:01:55 → 01:01:58แบบนิดเดียวอ่ะเอาไปอบหรือเอาไปคั่วหายนะ
01:01:58 → 01:01:59>> อ๋อ
01:01:59 → 01:02:00>> กลิ่นเหม็นหัวเพราะกลิ่นเหม็นหืนส่วนใหญ่
01:02:00 → 01:02:02แล้วเหยได้ดีในความร้อน
01:02:02 → 01:02:03>> มันก็คือไขมัน
01:02:03 → 01:02:05>> ใช่มันคือมันคือไขมันที่เปลี่ยนฟอร์มไป
01:02:05 → 01:02:05แล้ว
01:02:05 → 01:02:06>> เสียดายไปแล้ว
01:02:06 → 01:02:09>> แต่ต้องระวังว่าต้องแค่เหม็นหื่นนะ
01:02:09 → 01:02:10>> อื
01:02:10 → 01:02:13>> ถ้าส่วนใหญ่กากถั่วที่เหม็นหืนคือถั่ว
01:02:13 → 01:02:16เก่าแล้วถั่วเก่าอ่ะalฟ่าท็อกซินมันก็ตาม
01:02:16 → 01:02:16มาด้วยไง
01:02:16 → 01:02:17>> นั่นดิ
01:02:17 → 01:02:20>> มันก็มาเป็นแพ็คคือทางที่ดีอ่ะทิ้งเหอะ
01:02:20 → 01:02:20>> เออๆ
01:02:20 → 01:02:21>> อทิ้งเหอะ
01:02:21 → 01:02:25>> โอเคแต่ถ้าเกิดเรามั่นใจว่าเราคั่วเอง
01:02:25 → 01:02:26แล้วทิ้งไว้วันเดียวมีกลิ่นหินนิดเดียว
01:02:27 → 01:02:28อะไรอย่างเงี้ยโอกาสที่แบบ
01:02:28 → 01:02:28>> อื
01:02:28 → 01:02:30>> ปลอดภัยมันก็จะมีมากกว่าแต่ก็ทิ้งดีกว่า
01:02:31 → 01:02:32ทิ้งทิ้งดีกว่าทิ้งดีกว่าเพื่อ
01:02:32 → 01:02:32>> ความปลอดภัยนะครับ
01:02:32 → 01:02:34>> หลายคนเก็บถั่วที่ส่งแช่แข็ง
01:02:34 → 01:02:35เออ
01:02:35 → 01:02:38>> แต่หลายคนเข้าใจผิดเก็บแช่แข็งเชื้อไม่มี
01:02:38 → 01:02:40วันโต 100% รามไม่มาแน่นอน
01:02:41 → 01:02:43>> แต่แช่แข็งหลายคนเข้าใจผิดคิดว่าจะหยุด
01:02:43 → 01:02:44ได้ทุกปฏิกิริยา
01:02:44 → 01:02:45>> อือ
01:02:45 → 01:02:47>> ยกเว้นปฏิกิริยาเดียวที่หยุดไม่ได้คือ
01:02:47 → 01:02:48ปฏิกิริยาการเหม็นหืน
01:02:49 → 01:02:49>> อ
01:02:49 → 01:02:50>> แช่แข็งจะหืน
01:02:50 → 01:02:51>> อ๋อ
01:02:51 → 01:02:53>> หืนจะไม่หยุดจะหยุดไม่ได้จะมาเรื่อยๆ
01:02:53 → 01:02:53>> อือ
01:02:54 → 01:02:56>> หมู 3 ชั้นเก็บแช่แข็งสมมุติเก็บเป็นปี
01:02:56 → 01:02:57ไม่เสียนะ
01:02:57 → 01:02:59>> แต่กลิ่นเพี้ยนแล้วครับกลิ่นหืนหมดแล้วอ
01:02:59 → 01:03:00>> เออ
01:03:00 → 01:03:02>> เพราะเป็นปฏิยาเดียวในโลกที่เกิดได้ตอน
01:03:02 → 01:03:03แช่แข็ง
01:03:03 → 01:03:03>> โอ
01:03:03 → 01:03:04>> อืออื
01:03:04 → 01:03:06>> ความรู้ใหม่ตู้เย็นไม่ได้ช่วยตลอดเวลา
01:03:06 → 01:03:08>> ไม่ๆ
01:03:09 → 01:03:11>> โอเคเอ้อพูดถึงเรื่องออกซิไดต่อเลยครับ Y
01:03:11 → 01:03:15ที่ออกซิไดแล้วอันตรายมั้ยเอาไปทำอาหาร
01:03:15 → 01:03:16>> ดื่มได้
01:03:16 → 01:03:17>> อือ
01:03:17 → 01:03:19>> ถ้าไม่คเซิร์นเรื่องรสชาติไอออกซิไดกับ
01:03:19 → 01:03:22ถั่วออกซิไดต่างกันถั่วออกซิไซสารมันเป็น
01:03:22 → 01:03:26มาโนมาโลนดีไฮด์อะไรพวกเนี่ยมันจะเป็นอ่า
01:03:26 → 01:03:27อนุมูลอิสระ
01:03:27 → 01:03:27>> อ
01:03:28 → 01:03:30>> แต่โักจากไที่ออกซิไซไม่ได้อันตรายครับ
01:03:31 → 01:03:32>> เป็นสารที่ยังกินได้อยู่แค่กลิ่นมัน
01:03:32 → 01:03:33เพี้ยน
01:03:33 → 01:03:33>> อืออ
01:03:33 → 01:03:36>> ถ้าไม่อยากดื่มก็เอาไปคุกิได้ไม่มีปัญหา
01:03:36 → 01:03:38ไปทำขนมเอาไปอะไรก็ได้ครับอครับ
01:03:38 → 01:03:40>> อื
01:03:40 → 01:03:42>> ไวออกซิไซ
01:03:42 → 01:03:43เปิดไวกินไม่จบ
01:03:44 → 01:03:48>> กลิ่นกลิ่นมันไม่เชิงกลิ่นหืนนะแต่มัน
01:03:48 → 01:03:50กลิ่นfrรุตตี้กลิ่น floral กลิ่นสปiceมัน
01:03:50 → 01:03:51มันหายละ
01:03:51 → 01:03:51>> อื
01:03:51 → 01:03:52>> ครับ
01:03:52 → 01:03:52>> อือ
01:03:52 → 01:03:54>> โอเค
01:03:54 → 01:03:56นมที่ดูแล้วเป็นปกติแต่เลย One Best
01:03:56 → 01:03:58before มาแล้วยังดื่มได้มย
01:03:58 → 01:04:00>> นมนม UHT
01:04:00 → 01:04:01>> ครับ
01:04:01 → 01:04:03>> มันจะเป็น Best before เพราะว่ามันไม่
01:04:03 → 01:04:05มันแทบไม่มีวันเสียเชิงเชื้อยกเว้นว่า
01:04:05 → 01:04:06กล่องมันบุก
01:04:06 → 01:04:07>> เออ
01:04:07 → 01:04:10>> สมมุติฟมันคือ 1 ปีหลังวันผลิตอ่ะครับ
01:04:10 → 01:04:10>> ครับ
01:04:10 → 01:04:13>> พูดตามตรงนะเก็บไว้ 2 ปีกินก็ไม่ท้องเสีย
01:04:13 → 01:04:13>> อื
01:04:13 → 01:04:15>> แต่กลิ่นเพี้ยนหมดแล้ว
01:04:15 → 01:04:15>> อื
01:04:15 → 01:04:18>> เพราะมันเสียเชิงเคมีสีเปลี่ยนกลิ่นเหม็น
01:04:18 → 01:04:19หืนกลิ่นอะไร
01:04:19 → 01:04:20>> อ
01:04:20 → 01:04:22>> เพราะฉะนั้นมันเสียเชิงเคมีกายภาพมันเลย
01:04:22 → 01:04:23ใช้คำว่า best before
01:04:23 → 01:04:24>> อือ
01:04:25 → 01:04:28>> นมกระป๋องถ้ามันเลยมาซักแบบวัน 2 วันหรือ
01:04:28 → 01:04:29อาทิตย์ 2 อาทิตย์ Best before นะครับ
01:04:29 → 01:04:30>> ครับ Best before
01:04:30 → 01:04:33>> ยังๆยังยังดื่มได้ไม่ได้มีปัญหาอืแต่ต้อง
01:04:33 → 01:04:35แยกว่ามันมี Best before กับ expireate
01:04:35 → 01:04:36จริงๆนะ
01:04:36 → 01:04:38>> ใช่ถ้า expireate เลยแล้วไม่ควร
01:04:38 → 01:04:39>> เออ
01:04:39 → 01:04:43>> แล้วบอกเฮ้ยดื่มนมเกิน expiry date กิน
01:04:43 → 01:04:46เข้าไปแล้วไม่เปรี้ยวแต่การเสียของนมอ่ะ
01:04:46 → 01:04:47มันไม่ได้มีแค่เชื้อที่ให้เปรี้ยวบาง
01:04:47 → 01:04:50เชื้อโตแต่ไม่ให้รสเปรี้ยวมันก็มีเหมือน
01:04:50 → 01:04:50กัน
01:04:50 → 01:04:51>> เราก็ไม่รู้ตัว
01:04:51 → 01:04:53>> เราไม่รู้สมมุติสมมุติมีลิสเตอรียอย่าง
01:04:53 → 01:04:56เงี้ยลิซอรียmonโนซogenสไม่ได้ให้เปรี้ยว
01:04:56 → 01:04:58>> แต่ถ้ามันโตแล้วแล้วเราดื่มเข้าไปเอ้ยไม่
01:04:58 → 01:05:00เปรี้ยวนี่อีก 6 ชมง
01:05:00 → 01:05:03>> อือถ่ายท้องก็มีเหมือนกัน
01:05:03 → 01:05:07>> อ่ะถามต่อว่านมเปรี้ยวนมบูดกับโยเกิร์ต
01:05:07 → 01:05:08มันต่างกันตรงตรงไหนครับ
01:05:08 → 01:05:09>> คนละเชื้อเลยครับนม
01:05:09 → 01:05:10>> อ
01:05:10 → 01:05:13>> นมเปรี้ยว UHT ที่ไม่ได้บูดนะโยเกิร์ตมัน
01:05:13 → 01:05:17มาจากเชื้อ 2 ตัวแคโตบาซิัสกับสตปโตคอกคั
01:05:17 → 01:05:18เทอรโมฟิัส 2 ตัวนี้
01:05:18 → 01:05:19>> อือฮึ
01:05:19 → 01:05:21>> 2 ตัวนี้เป็นเชื้อปลอดภัย
01:05:21 → 01:05:22>> อือคือการตั้งใจให้เป็น
01:05:22 → 01:05:25>> ใช่ตั้งใจให้เป็นแต่ถ้านมที่ไม่ได้ใส่ 2
01:05:25 → 01:05:27ตัวนี้แล้วมันเปรี้ยวเองอาจจะเป็น
01:05:27 → 01:05:30แลคโตบาซิลัสตัวอื่นหรืออีคลอไรด์ตัวอื่น
01:05:30 → 01:05:32ที่สร้างกรดแล้วทำให้เราท้องเสียได้
01:05:32 → 01:05:34>> อืเพราะฉะนั้นอย่าคิดว่า
01:05:34 → 01:05:36>> ถ้าทิ้งนมไว้แล้วเปรี้ยวก็จะเป็นนม
01:05:36 → 01:05:37เปรี้ยวโยเกิร์ตไม่ใช่
01:05:37 → 01:05:40>> ไม่ใช่ไม่ใช่ยกเว้นแล้วจะทำโยเกิร์ตจากนม
01:05:40 → 01:05:42ใหญ่แล้วก็ตักโยเกิร์ตมา 1 ช้อนใส่ลงใน
01:05:42 → 01:05:44ขวดนี้บ่มทิ้งไว้แล้วเปรี้ยว
01:05:44 → 01:05:47>> อันนี้เราตั้งใจเพราะเราบังคับให้เชื้อ 2
01:05:47 → 01:05:49ตัวที่ปลอดภัยลงไปเพราะฉะนั้นเชื้อที่ไม่
01:05:49 → 01:05:50ปลอดภัยก็โตไม่ได้อ
01:05:50 → 01:05:50>> ครับ
01:05:50 → 01:05:52>> ก็ปลอดภัยก็กลายเป็นโยเกิร์ตใหม่อือ
01:05:53 → 01:05:53>> อ
01:05:53 → 01:05:54>> แต่ถ้าทิ้งไว้อย่างเงี้ยไม่ได้ใส่อะไรลง
01:05:55 → 01:05:56ไปอ่ะ
01:05:56 → 01:05:56>> เออ
01:05:56 → 01:05:56>> ก็ไม่ควร
01:05:57 → 01:05:59>> เมื่อกี้เชฟก็เลยให้คอร์สทำโยเกิร์ต 30
01:05:59 → 01:06:03วินาทีมาแล้วหมายทำได้ใช่คือเทนมออกนิด
01:06:03 → 01:06:04นึงก่อน
01:06:04 → 01:06:06>> จะได้มีแล้วก็ใส่เนี่ยแกลอนนึงก็ใส่
01:06:06 → 01:06:08โยเกิร์ตลงไป 2 ช้อนโต๊ะ
01:06:08 → 01:06:10>> โยเกิร์ตอะไรก็ได้เหรอครับ
01:06:10 → 01:06:12>> ความจริงมันควรเลือกโยเกิร์ตที่เชื้อยัง
01:06:12 → 01:06:15มีชีวิตบางทีโยเกิร์ตมันไม่มี
01:06:15 → 01:06:17>> เชื้อมันตายแล้วใส่ลงไปก็ไม่มีประโยชน์
01:06:17 → 01:06:17>> อือ
01:06:17 → 01:06:19>> แล้วก็ไว้อุณหภูมิห้อง
01:06:19 → 01:06:19>> อือ
01:06:19 → 01:06:22>> พันผ้าอุ่นๆไว้ก็คืนนึงก็ได้โยเกิร์ต
01:06:22 → 01:06:24>> อแต่ถ้าเกิดเป็นนมพวกอย่างเงี้ยนมแบบพอไร
01:06:24 → 01:06:27เนี่ยใส่โยเชื้อโยเกิร์ตเข้าไปก็ไม่เป็น
01:06:27 → 01:06:28ไรไม่เป็นแล้วใช่มั้
01:06:28 → 01:06:30>> เกิดโยเกิร์ตได้แต่เนื้อจะไม่ดีเพราะว่า
01:06:30 → 01:06:33โครงสร้างโปรตีนมันเสียสภาพมากกว่า
01:06:33 → 01:06:35พจอร์ไลแต่ถามว่าทำได้มั้ทำได้เหมือนกัน
01:06:35 → 01:06:37แต่เนื้อมันจะไม่เท่าที่เคยทำมันจะไม่มัน
01:06:37 → 01:06:38จะไม่ข้นมันจะไม่เนียนมาก
01:06:38 → 01:06:39>> อืออือ
01:06:39 → 01:06:40>> โอเค
01:06:40 → 01:06:40>> อ
01:06:40 → 01:06:44>> อ่ะต่อครับให้โยเกิร์ตพอดีเลย
01:06:44 → 01:06:44>> อ้าว
01:06:44 → 01:06:45>> โยเกิร์ต
01:06:45 → 01:06:47>> นี่นี่ผมไม่ได้ตั้งใจนะโยเกิร์ตหรืออาหาร
01:06:47 → 01:06:50ที่มีรสเปรี้ยวถ้าหมดอายุควรทิ้งได้มั้ย
01:06:50 → 01:06:51>> ควร
01:06:51 → 01:06:53>> โยเกิร์ตมันจะเปรี้ยวได้มากกว่านั้นอีก
01:06:53 → 01:06:54เหรอครับ
01:06:54 → 01:06:59>> ที่มันหมดอายุอ่ะคือเชื้อมันในตู้เย็นน่ะ
01:06:59 → 01:07:00แม้ว่าจะเป็นเชื้อ 2 ตัวนั้นใช่มั้ย
01:07:00 → 01:07:03แobบซิัสกับสปคอกคัเทอรโมฟิัสอ่ะ
01:07:03 → 01:07:05>> มันจะยังทำงานอยู่แต่ทำงานช้าๆ
01:07:05 → 01:07:05>> อือ
01:07:06 → 01:07:08>> บางทีเพื่อนที่ผมอยู่ในเพื่อนผมที่อยู่ใน
01:07:08 → 01:07:10โรงงานนมเอ้ยโยเกิร์ตอ่ะเขาบอกว่า expiry
01:07:10 → 01:07:13day คือเชื้อมันโตเยอะเกินไปจนมัน
01:07:14 → 01:07:17เปรี้ยวมากเกินไปคือพีมันลงเยอะเกินไป
01:07:17 → 01:07:17>> ครับ
01:07:17 → 01:07:19>> ก็ไม่ควรกินคือรสมันจะเพี้ยนไปจากเดิม
01:07:19 → 01:07:20>> แค่เรื่องรสป่ะ
01:07:20 → 01:07:21>> แค่เรื่องรถ
01:07:21 → 01:07:22>> แต่ไม่อันตรายเลย
01:07:22 → 01:07:23>> ไม่ได้อันตรายอะไรแต่เชื้อมันบางทีอ่ะ
01:07:24 → 01:07:26เชื้อเชื้อ 2 ตัวนั้นมันมันโหลดมากกว่า
01:07:26 → 01:07:28เดิมใช่มั้ยบางทีกินเข้าไปมันไม่ได้ท้อง
01:07:28 → 01:07:30เสียแบบอาหารเป็นผิดอ่ะแต่อู้ถ่ายท้อง
01:07:30 → 01:07:32เพราะว่าความเป็นกรดมันมันเยอะไปเฉยๆ
01:07:32 → 01:07:33>> อือๆ
01:07:33 → 01:07:34>> พูดตามตรงโยเกิร์ต
01:07:34 → 01:07:37>> หรือว่านมเปรี้ยวที่มันเลยวันหมดอายุมา
01:07:37 → 01:07:401-2 วันผมก็กินบ่อยนะ
01:07:40 → 01:07:42>> ก็ไม่ได้ไม่ได้มีปัญหาอะไรอย่างที่บอก
01:07:42 → 01:07:45expดเขาจะตั้งมาเผื่อ
01:07:45 → 01:07:46>> เผื่อไว้นิดนึง
01:07:46 → 01:07:46>> ครับ
01:07:46 → 01:07:49>> แต่ทางที่ดีอ่ะถ้าเราถ้าเราไม่ได้มีความ
01:07:49 → 01:07:50รู้อะไรเลยนะ
01:07:50 → 01:07:50>> เออ
01:07:50 → 01:07:53>> อะไรที่เกิน expirate มาแล้วไม่ควรกินก็
01:07:53 → 01:07:56>> แต่บางบังเอิญผมอ่ะรู้ว่าเออบางบางตัวมัน
01:07:56 → 01:07:58comomise ได้ก็ก็ยังกินได้
01:07:58 → 01:07:58>> อือ
01:07:59 → 01:07:59>> อือือ
01:07:59 → 01:08:01>> เค้าเค้าพูดถึงอาหารที่มีรสเปรี้ยวด้วยผม
01:08:01 → 01:08:06เลยนึกถึงแหนมแหนมเนี่ยมันกินได้จนแค่ไหน
01:08:06 → 01:08:09ถึงจะรู้สึกว่าอย่ากินเลย
01:08:09 → 01:08:13>> แหนมหรอครับโหแหนมมันหลายเคสมากเอ่อหมาย
01:08:13 → 01:08:14ความว่าไงนะกินได้เยอะ
01:08:14 → 01:08:16>> หมายถึงว่าแบบอ่ะโยเกิร์ตคือเรื่องนึงแต่
01:08:16 → 01:08:18ว่าแหนมเนี่ยเราก็ไม่รู้คือแหนมมัน
01:08:18 → 01:08:19เปรี้ยวอยู่แล้ว
01:08:19 → 01:08:21>> แล้วเราก็กินแช่ไว้ในตู้เย็น
01:08:21 → 01:08:23>> แล้วแบบมันก็เปรี้ยวอยู่ดีอ่ะแต่เราไม่
01:08:23 → 01:08:25รู้ว่าอันไหนคือแหนมเสียมันมีมั้ฮะ
01:08:25 → 01:08:27>> แหนมส่วนใหญ่ความจริงควรผ่านความร้อน
01:08:28 → 01:08:30>> อือืแหนมเวลาเค้าเรียกว่าอะไรครับโดย
01:08:31 → 01:08:34เฉพาะแหนมถ้าแหนมที่ออกสีชมพูมพูนิดนึง
01:08:34 → 01:08:37อ่ะส่วนใหญ่กินดิบได้แต่เรื่องนี้มันค่อน
01:08:37 → 01:08:38ข้างลึกเพราะเขาจะใส่ตัวนึงที่เรียกว่า
01:08:38 → 01:08:41ไนไตรท์ลงไปไนไตรท์มันจะไปกดเชื้อตัวเลว
01:08:41 → 01:08:44ก็คือไอ้กดคอสตเรียมโทิัไม่ให้มันโต
01:08:44 → 01:08:45>> อื
01:08:45 → 01:08:49>> ถ้าไม่ใส่สารตัวนี้มีโอกาสที่เชื้อจะโต
01:08:49 → 01:08:50ได้เค้าเลยบอกว่าสารเคมีทุกชนิดในโลก
01:08:50 → 01:08:52เนี้ยไม่ใช่เลวเสมอไป
01:08:52 → 01:08:52>> อ
01:08:52 → 01:08:56>> กินสารเคมียังเสี่ยงน้อยกว่ากลิ่นเชื้อ
01:08:56 → 01:08:57กลิ่นเชื้อเหลว
01:08:57 → 01:08:59>> เชื้ออันเนี้คือประโยชน์ของ Food
01:08:59 → 01:09:01Additive ในบางเคสครับ
01:09:01 → 01:09:05>> เพราะงั้นถ้าแหนมผมเลือกที่จะกินแหนมที่
01:09:05 → 01:09:06>> ถ้าจะกินดิบนะ
01:09:06 → 01:09:06>> อือ
01:09:06 → 01:09:09>> เลือกแหนมที่ใส่ไนไตรท์ปลอดภัยกว่า
01:09:09 → 01:09:12>> ปลอดภัยกว่าเพราะฉะนไปเจอไอ้เชื้อ
01:09:12 → 01:09:15คอสซิเดียมแล้วไม่ผ่านความร้อนไอ้สารพิษ
01:09:15 → 01:09:16นั้นคือสารพิษโบท็อก
01:09:16 → 01:09:17>> เออ
01:09:17 → 01:09:19>> โบทูมท็อกซินไง
01:09:19 → 01:09:22>> โบท็อกทำให้ระบบประสาทน็อคได้แล้วก็มี
01:09:22 → 01:09:24โอกาสเสียชีวิตได้
01:09:24 → 01:09:24>> ครับ
01:09:24 → 01:09:26>> โอเคครับ
01:09:26 → 01:09:28>> เป็นเรื่องซับซ้อนนะครับ
01:09:28 → 01:09:31>> ผมเหมือนเรียนเคมีเลยเนี่ย
01:09:31 → 01:09:33>> ไม่ใช่ไม่ใช่เรียนชีวะเหรอ
01:09:33 → 01:09:36>> เออมันมีทั้งชีวะและเคมี
01:09:36 → 01:09:39ถุงซีลสูญยากาศซิปล็ออ่ะเนาะเก็บอาหารได้
01:09:40 → 01:09:43นานแค่ไหนเอ้อสุนซีลโทษทีครับถุงซีล
01:09:43 → 01:09:47สูญยากาศเก็บอาหารได้นานแค่ไหนครับ
01:09:47 → 01:09:49>> อ๋อซิบลองไม่สูญยากาศสิ
01:09:49 → 01:09:50>> ไม่ๆอันนี้คือ
01:09:50 → 01:09:52>> อ๋อแบบเอาอากาศออกใช่มั้ยมันจะยืดได้คือ
01:09:52 → 01:09:55พอดึงอากาศออกหมดออกซิเจนต่ำ
01:09:55 → 01:09:58>> เชื้อโตยากขึ้นเชื้อเชื้อที่ส่วนใหญ่เป็น
01:09:58 → 01:10:01เชื้อสปอยเชื้อที่ทำให้เสียโต๊ะยากขึ้น
01:10:01 → 01:10:03>> ออกซิเจนไม่มีกลิ่นหื่นก็จะน้อยลงมันขึ้น
01:10:03 → 01:10:04อยู่กับอาหารด้วยครับ
01:10:04 → 01:10:05>> อือ
01:10:05 → 01:10:07>> ถ้าเป็นถั่วลิสง์สมมุติว่าไม่ได้ดึงอากาศ
01:10:07 → 01:10:08ออกอย่างเงี้ย
01:10:08 → 01:10:10>> อาจจะอยู่แค่อาทิตย์นึงเริ่มผืนแต่ถ้าดึง
01:10:10 → 01:10:12อากาศออกหมดแล้วเลือกแพคเagingที่ดีที่
01:10:12 → 01:10:14ออกซิเจนผ่านเข้าไปไม่ได้อาจจะได้ถึง
01:10:14 → 01:10:15เดือน
01:10:15 → 01:10:15>> อื
01:10:15 → 01:10:17>> โดยที่โดยที่ไม่หืน
01:10:17 → 01:10:20>> เหมือนข้าวที่เชฟบอกแต่เขาก็จะใส่เอ่อบาง
01:10:20 → 01:10:22ตัวเข้าไปแทนออกซิเจนป่ะฮะ
01:10:22 → 01:10:23>> ตัวไหนนะฮ
01:10:23 → 01:10:25>> ไม่รู้มันมีไนโตรเจนอะไรเข้าไปแทน
01:10:25 → 01:10:26>> อ๋อflัชไนโตรเจนใช่
01:10:26 → 01:10:27>> ใช่มั้ฮะ
01:10:27 → 01:10:30>> ถ้าไม่ดึงสูญยากาศแล้วถุงพองก็สามารถ
01:10:30 → 01:10:33flลัชไนโตรเจนเข้าไปได้เช่นอาหารขบเคี้ยว
01:10:33 → 01:10:34ขนมขบเคี้ยวเคี้ยว
01:10:34 → 01:10:36>> ดึงสูญชาไม่ได้ไม่งั้นแหลกหมดใช่มั้ยเก็
01:10:36 → 01:10:39จะflัชไนโตรเจนเข้าไปแทนเพื่อแทนออกซิเจน
01:10:39 → 01:10:40>> ออือ
01:10:40 → 01:10:43>> แต่เข้าใจว่าส่วนใหญ่การดึงอากาศออกทำใน
01:10:43 → 01:10:45ครัวเรดือนแล้วก็ในร้านอาหาร
01:10:45 → 01:10:46>> อ
01:10:46 → 01:10:48>> พอไม่มีร้านไหนคงฟลัชไนโตรเจนเข้าไปน้อย
01:10:48 → 01:10:50ล้านอืมันมันคือมันต้องซื้อแก๊ส
01:10:50 → 01:10:52>> คือหลักการคืออย่าให้มีออกซิเจนใน
01:10:52 → 01:10:55>> ใช่ดึงออกก็ได้หรือแทนที่ด้วยแก๊สอื่นก็
01:10:55 → 01:11:00ได้ผมว่าใกล้เคียง
01:11:00 → 01:11:02น้ำปลาซีอิ๊วซอสมะเขือเทศควรเก็บในตู้
01:11:02 → 01:11:05เย็นหรือข้างนอกถ้าใช้แล้วถ้าเปิดใช้แล้ว
01:11:05 → 01:11:08เก็บได้นานแค่ไหน
01:11:08 → 01:11:10>> อู้คำถามนี้ซับซ้อนอีกแล้ว
01:11:10 → 01:11:11>> เออ
01:11:11 → 01:11:13>> น้ำปลาอะไรซอสมะเขือเทศ
01:11:13 → 01:11:14>> อซ้อนมะเขือเทศ
01:11:15 → 01:11:15>> ซีอิ๊ว
01:11:15 → 01:11:19>> อ๋อส่วนใหญ่อ่ะเปิดไว้แล้ววางไว้อุณหภูมิ
01:11:19 → 01:11:22ห้องได้ไม่เสียไม่เสียเชิงเชื้อ
01:11:22 → 01:11:24>> เพราะ 1 ซ้อนมะเขือเทศมีน้ำส้มสายชูเยอะ
01:11:24 → 01:11:25มากอืออื
01:11:25 → 01:11:28>> น้ำส้มใสชูนี่ทำให้ซอสมะเขือเทศไม่เคย
01:11:28 → 01:11:31เสียเชิงไม่เคยขึ้นลาไม่เคยเห็นใช่มั้
01:11:31 → 01:11:32ครับน้ำปลาก็ไม่เสียแต่มันจะเสียเชิง
01:11:32 → 01:11:34อย่างอื่นเช่นสีค้ำขึ้นกลิ่นเพี้ยนอะไร
01:11:34 → 01:11:37ประมาณเนี้ยสีเสียเชิงเคมีกายภาพ
01:11:37 → 01:11:39>> มันเลยเขียนว่า best before ไงน้ำปลา
01:11:39 → 01:11:39>> ออ
01:11:39 → 01:11:41>> แต่ถามว่าต้องใช้ถ้าแช่เย็นได้ก็จะดี
01:11:41 → 01:11:44เพื่อคงไม่ให้สีมันเพี้ยนไม่ให้กลิ่นมัน
01:11:44 → 01:11:44เพี้ยน
01:11:44 → 01:11:45>> ออือ
01:11:45 → 01:11:45>> ครับ
01:11:45 → 01:11:48>> ยกเว้นเครื่องปรุงรสโซเดียม
01:11:48 → 01:11:50>> ที่เปิดแล้วพอโซเดียมมันต่ำใช่มั้ยไว้
01:11:50 → 01:11:53อุณหภูมิห้องมีโอกาสเสียได้
01:11:53 → 01:11:55>> มีโอกาสเป็นฟองได้เครื่องปรุงรสโซเดียม
01:11:56 → 01:11:57ควรแช่เย็นหลังเปิด
01:11:57 → 01:11:59>> พวกหมายถึงน้ำปลาด้วยป่ะฮะ
01:11:59 → 01:12:01>> น้ำปลาลดโซเดียม C ลดโซบางทีมันลดโซเดียม
01:12:01 → 01:12:01มาจน
01:12:01 → 01:12:03>> หมอที่ลดหมายถึงจำนวนโซเดียมมันน้อยลง
01:12:03 → 01:12:05>> ใช่เชื้อก็โตได้ไงเพราะโซเดียมมัน
01:12:05 → 01:12:07>> เกลือลดลงอะไรแบบเนี้ย
01:12:07 → 01:12:09>> เชื้อก็จะโตได้ง่ายขึ้น
01:12:09 → 01:12:09>> อื
01:12:09 → 01:12:12>> อืก็ควรหลายๆหลายอันครับเครื่องปรุงรส
01:12:12 → 01:12:14โซเดียมที่เขาพยายามเขียนตรงว่าเปิดฝาด
01:12:14 → 01:12:15แล้วแช่เย็นหน่อยนะ
01:12:15 → 01:12:19>> อือแล้วโทษทีแล้วเป็นถ้ามันเป็นแบบเอ่อ
01:12:19 → 01:12:21น้ำปลาหมักธรรมชาติไม่ได้เป็นแบบ
01:12:21 → 01:12:23อุตสาหกรรมมา
01:12:23 → 01:12:25>> อ๋อไว้อุณหภูมภูมิห้องได้ครับแต่อย่างที่
01:12:25 → 01:12:27ผมบอกมันจะเพี้ยนตรงแค่เรื่องสีแค่นั้น
01:12:27 → 01:12:27เอง
01:12:27 → 01:12:27>> เหมือนกัน
01:12:27 → 01:12:28>> อื
01:12:28 → 01:12:30>> หมักธรรมชาติส่วนใหญ่เกลือเยอะมาก
01:12:30 → 01:12:31>> อ่าๆ
01:12:31 → 01:12:32>> อืเชื้อไม่โตอยู่แล้วครับ
01:12:32 → 01:12:32>> อือ
01:12:32 → 01:12:34>> แช่เย็นครบเพราะเหตุผลเดียวอยากให้กลิ่น
01:12:34 → 01:12:36มันอยู่นานแล้วก็ไม่อยากให้
01:12:37 → 01:12:37>> สีเพี้ยนแค่นั้นเอง
01:12:37 → 01:12:38>> ก็คือ best before
01:12:38 → 01:12:39>> ครับ
01:12:39 → 01:12:44>> นี่ไง BBF เนี่ยชัดเจนน้ำปลาเป็น B4
01:12:45 → 01:12:46>> เขียนว่าโปรดเก็บในตู้เย็นด้วยนะครับ
01:12:46 → 01:12:49ยี่ห้อนี้ผมไม่บอกยี่ห้อแล้วกัน
01:12:49 → 01:12:52>> เพราะว่าถ้าน้ำปลาหลายยี่ห้อพอมันมีน้ำ
01:12:52 → 01:12:53ตาลนะครับน้ำตาลน้ำตาล
01:12:53 → 01:12:56อุณหภูมิห้องอ่ะน้ำตาลมันทำปยากับโปรตีน
01:12:56 → 01:12:57>> อือ
01:12:57 → 01:12:58>> แล้วเ้าเรียกปฏิยาเมลา
01:12:58 → 01:13:02>> สีจะเข้มขึ้นอืสีมันจะค้ำๆค้ำขึ้นพอเอามา
01:13:02 → 01:13:04ปรุงอาหารบางทีอาหารดำขึ้น
01:13:04 → 01:13:06>> ไม่ต้องใส่สีดำเลยอ
01:13:06 → 01:13:07>> สิวเป็นบ่อยอื
01:13:07 → 01:13:08>> ครับ
01:13:08 → 01:13:10>> สารกันบูด
01:13:10 → 01:13:12มันอันตรายยังไงครับ
01:13:12 → 01:13:16>> อ่าส่วนใหญ่นะเบนโซเอateซอเbตถ้ากินอ
01:13:16 → 01:13:19>> เกินที่กฎหมายกำหนดแล้วกินระยะเวลานานไป
01:13:19 → 01:13:22ตับตับจะโหลดเพราะมันไปกำจัดที่ตับ
01:13:22 → 01:13:23>> อ๋อก็คือกินเกิน
01:13:23 → 01:13:24>> กินเกิน
01:13:24 → 01:13:26>> เพราะมันมีมันมีปริมาณที่เหมาะสมอยู่
01:13:26 → 01:13:29>> มีๆๆมีกำหนดอาหารส่วนใหญ่นะผมจำไม่ได้น่า
01:13:29 → 01:13:33จะไม่เกิน 1,000 มลกรัมต่ออาหาร 1 กก.ตาม
01:13:33 → 01:13:36กฎหมายอาหารส่วนใหญ่ก็คือ 1,000 ppm อ
01:13:36 → 01:13:37>> อือ
01:13:37 → 01:13:39>> คืออาหาร 1 กไม่ควรห้ามใส่เกิน 1 กรัมพูด
01:13:40 → 01:13:42ง่ายๆอาหาร 1 ก.ไม่ควรใส่สังการเสียเกิน 1
01:13:42 → 01:13:42กรัม
01:13:42 → 01:13:43>> ครับ
01:13:43 → 01:13:45>> แต่ส่วนใหญ่ที่ตรวจเกิน
01:13:45 → 01:13:46>> อื
01:13:46 → 01:13:49>> เพราะตั้งทดลองถ้าใส่น้อยกว่า 1 กรัมไม่
01:13:49 → 01:13:50ช่วยช่วยได้นิดเดียว
01:13:50 → 01:13:53>> อืสั่งให้บุดมันคืออะไรครับ
01:13:53 → 01:13:55>> สารเคมีสารสังเคราะห์เลยครับสังเคราะห์
01:13:55 → 01:13:59ขึ้นมาแบบเพื่อทำให้อาหารเพื่อทำให้เชื้อ
01:13:59 → 01:14:02>> โตยากขึ้นสารการบูดมันจะเข้าไปในเซลล์
01:14:02 → 01:14:03เชื้อแล้วเชื้อก็จะตาย
01:14:03 → 01:14:04>> อ๋อ
01:14:04 → 01:14:05>> แต่ต้องเข้มข้นมากพอ
01:14:05 → 01:14:06>> โอ
01:14:06 → 01:14:08>> หลายเคสเวลาเค้าไปสุ่มตรวจเส้นก๋วยเตี๋ยว
01:14:08 → 01:14:10ตามท้องตลาดเลยเจอเกิน
01:14:10 → 01:14:13>> อืตามกฎหมายกำหนดไม่ใช่แค่ 2 เท่านะเกิน 4
01:14:13 → 01:14:145 6 เท่า
01:14:15 → 01:14:16>> ก็คือกินเข้าไปก็เกินที่
01:14:16 → 01:14:17>> ใช่
01:14:17 → 01:14:19>> กำหนดแล้วแหละ
01:14:19 → 01:14:20>> แต่นานๆทีได้
01:14:20 → 01:14:23>> นานากินได้ที่มีปัญหาคือกินทุกวัน
01:14:23 → 01:14:25>> อ่ะโอเคกลับมาที่เรื่องเดิมก็คือกินให้พอ
01:14:25 → 01:14:26ดีหมุนเวียนกินหมุนเวียน
01:14:26 → 01:14:30>> กินหมุนเวียนแล้วก็กินให้พอดี
01:14:30 → 01:14:33>> ผลิตภัณฑ์อย่างอาหารหรือภาชนะบรรจุต้อง
01:14:33 → 01:14:36ผ่านหน่วยงานอะไรบ้างถึงจะมั่นใจว่าปลอด
01:14:36 → 01:14:36ภัยครับ
01:14:36 → 01:14:36>> อย.
01:14:37 → 01:14:39>> แต่ถ้าเป็นของน้ำเข้าผ่านศูนย์ด้วยและอย.
01:14:39 → 01:14:40ด้วยอครับ
01:14:40 → 01:14:42>> ต้องผ่านออเพราะอยเค้าดูทั้งอาหารที่อยู่
01:14:42 → 01:14:44ในนั้นแล้วก็ดูว่าบรรจุพันธุ์มันปลอดภัย
01:14:44 → 01:14:46เหมาะสมหรือเปล่าอ
01:14:46 → 01:14:48>> อืแต่เกณฑ์ผมไม่รู้นะเพราะมันบางทีเ้า
01:14:48 → 01:14:51ต้องไปตรวจเค้าเรียกว่าการไมเกรชัของ
01:14:51 → 01:14:54พลาสติกอ่ะเพราะบางทีพลาสติกใส่เนยถั่ว
01:14:54 → 01:14:56หรือมีไขมันแบบเนี้ย
01:14:56 → 01:14:58>> บางทีเก็บไว้นานๆหรือความร้อนพลาสติกบาง
01:14:58 → 01:14:59ส่วนก็มีสิทธิ์
01:14:59 → 01:15:00>> ออกมา
01:15:00 → 01:15:02>> อ๋อแล้วก็เค้าก็เช็ค
01:15:02 → 01:15:05>> คือผ่านอยมาเนี่ยรับรองว่ามันน่าจะปลอด
01:15:05 → 01:15:06ภัยได้ประมาณนึงแล้ว
01:15:06 → 01:15:08>> เกินโหยเกิน 80-90%
01:15:08 → 01:15:09>> เพราะเก็สิอยู่
01:15:09 → 01:15:09>> ครับ
01:15:10 → 01:15:12>> แต่บางบางทีมันก็มีหลุดบ้าง
01:15:12 → 01:15:13>> เพราะผลิตภัณฑ์มันเยอะมากแล้วอย.มีอยู่
01:15:13 → 01:15:14ไม่กี่คน
01:15:14 → 01:15:17>> ก็ต้องคอยซูมตรวจกันทีนี้ผู้ประกอบการก็
01:15:17 → 01:15:18ต้องอ
01:15:18 → 01:15:20>> มีความซื้อสัตว์กับผู้บริโภคอ่ะว่าแบบไม่
01:15:20 → 01:15:22ได้ใส่สารอะไรแปลกปลอมอ่ะอ
01:15:22 → 01:15:23>> อื
01:15:23 → 01:15:25>> ครับ
01:15:25 → 01:15:28>> อันต่อไปครับเอ่อออร์แกนิคอาหารออร์แกนิค
01:15:28 → 01:15:31ที่ปลอดสารเคมีกินเลยทันทีได้มั้ยครับ
01:15:31 → 01:15:34>> ไม่ได้ต้องดูนิยามออร์แกนิคออร์แกนิคคือ
01:15:34 → 01:15:36ไม่ใช้สารเคมีตลอดห่วงโซ่อาหาร
01:15:36 → 01:15:37>> อือ
01:15:37 → 01:15:39>> แต่สมมุติเลอะดินอ
01:15:39 → 01:15:41>> ที่เขาใช้ปลูกมันไม่มีสารเคมีนะแต่อย่า
01:15:41 → 01:15:44ลืมว่าในดินมีเชื้อมีสปอ
01:15:44 → 01:15:45>> ออ
01:15:45 → 01:15:46>> ก็ต้องล้าง
01:15:46 → 01:15:49>> ครับล้างเพื่อลดจำนวนเชื้อไม่ให้มันโหลด
01:15:49 → 01:15:50มากเกินไป
01:15:50 → 01:15:50>> อือ
01:15:50 → 01:15:53>> หรือระหว่างที่เค้าขนส่งมีฝุ่นมาเกาะล้าง
01:15:53 → 01:15:54ก็ยังดีกว่า
01:15:54 → 01:15:55>> อ่า
01:15:55 → 01:15:56>> นิยามออร์แกนิคมันอยู่แค่นี้เอง
01:15:56 → 01:15:58>> โอเคไม่ใช่แบบออร์แกนิคปลอดภัยทุกอย่างนะ
01:15:58 → 01:16:00แบบไปเอามาจากเชลกัดเลยนี่แบบ
01:16:00 → 01:16:03>> ปลอดภัยจากสารเคมีเชิงเชิงสารเคมีเชิง
01:16:03 → 01:16:04เคมี
01:16:04 → 01:16:04>> อครับ
01:16:04 → 01:16:05>> แต่ไม่ได้ปอดเชื้อ
01:16:05 → 01:16:08>> เออมีเชื้อจากดินใช่เพราะนึกไม่คนไม่ค่อย
01:16:08 → 01:16:10นึกถึงเรื่องดินเรื่องอะไร
01:16:10 → 01:16:10>> ครับ
01:16:10 → 01:16:13>> เพราะเข้าใจว่าออร์แกนิคปุ๊บฉันสบายมาก
01:16:13 → 01:16:15>> ออย่าไปจำสลับกับไฮโดรโปนิคนะครับ
01:16:15 → 01:16:17>> ไฮโดรโปนิคอื
01:16:17 → 01:16:19>> อันนั้นก็ใช้สารเคมีในการปลูก
01:16:19 → 01:16:19>> อ่า
01:16:19 → 01:16:23>> บางคนบอกหลายคนน่ะเชฟหลายคนไปใช้ผัก
01:16:23 → 01:16:24ไฮโดรโปนิค
01:16:24 → 01:16:27>> แล้วเคลมว่าเป็นออร์แกนิคผิดกฎหมายนะครับ
01:16:27 → 01:16:28ไม่ได้
01:16:28 → 01:16:30>> ใช่แล้วจะเคลมอะไรออร์แกนิคมันต้องมี
01:16:30 → 01:16:31ใบเซอร์
01:16:31 → 01:16:32>> จากเกษตรอินทรีย์
01:16:32 → 01:16:34>> จากจากของทางรัฐ
01:16:34 → 01:16:34>> อื
01:16:34 → 01:16:36>> เพราะเต้องมาตรวจตั้งแต่ต้นถึงปลายน้ำ
01:16:36 → 01:16:37>> อือๆ
01:16:37 → 01:16:38>> เคลมเองไม่ได้ครับ
01:16:38 → 01:16:41>> อือโอเคฮะเมื่อกี้ผมพูดเรื่องถุงซิล็อกไป
01:16:41 → 01:16:44ผิดอันนี้คือถุงซิปล็อจริงๆละถุงซิปล็อ
01:16:44 → 01:16:46ล้างแล้วใช้ซ้ำได้มั้ครับ
01:16:46 → 01:16:48>> เอ่อขึ้นอยู่กับอาหารครับถ้าเป็นอาหาร
01:16:48 → 01:16:51แห้งๆหรืออาหารที่ไม่มีไขมันใช้แล้วใช้
01:16:51 → 01:16:53แล้วทำแล้วใช้แล้วล้างแล้วซ้ำได้แต่ต้อง
01:16:53 → 01:16:56เช็ดให้แห้งก่อนเพราะว่าการที่
01:16:56 → 01:16:58>> จะใช้ซ้ำได้หรือใช้ซ้ำไม่ได้มันขึ้นอยู่
01:16:58 → 01:17:01กับว่าบรรจุอาหารอะไรแล้วสิ่งที่เขา
01:17:01 → 01:17:04concern คือพลาสติกส่วนใหญ่มันคือ LDPE
01:17:04 → 01:17:07นะ Low Density Low Density Poly
01:17:07 → 01:17:08Eทine
01:17:08 → 01:17:08>> อือ
01:17:08 → 01:17:11>> มันจะถ้าเจอความร้อนกับเจอไขมันพลาสติก
01:17:11 → 01:17:12มันจะแพร่ออกมาอยู่ที่อาหารเป็น
01:17:12 → 01:17:13ไมโครพลาสติก
01:17:13 → 01:17:15>> แล้วก็ส่งผลกระทบต่อร่างกายได้
01:17:15 → 01:17:18>> ถ้าใส่แกงร้อนๆอย่างเงี้ยแพร่ออกมาแน่นอน
01:17:18 → 01:17:19แล้วควรใช้ครั้งเดียวทิ้ง
01:17:19 → 01:17:20>> เนื้อสัตว์
01:17:20 → 01:17:22>> ก็ครั้งเดียวทิ้ง
01:17:22 → 01:17:24>> แต่ถั่วแห้งผักสลัดอย่างเงี้ยครับ
01:17:24 → 01:17:26>> ได้ถึง 3-4 ครั้งไม่มีปัญหา
01:17:26 → 01:17:27>> ครับ
01:17:27 → 01:17:28>> แต่ต้องล้างแล้วก็ทำให้แห้ง
01:17:28 → 01:17:29>> ล้างแล้วทำให้แห้ง
01:17:29 → 01:17:30>> อื
01:17:30 → 01:17:32>> ก็ระวังถุงซิปล็อคกันครับหมายถึงว่าต้อง
01:17:33 → 01:17:33เช็คให้ดี
01:17:33 → 01:17:35>> อจะใช้ใหม่ทุกครั้งมันก็ไม่ตรงกับความ
01:17:35 → 01:17:37เป็นจริงตรงที่ว่ามันก็เปลือง
01:17:37 → 01:17:37>> เปลือง
01:17:37 → 01:17:39>> ครับอาหารแห้งๆใช้ซ้ำได้
01:17:39 → 01:17:39>> อื
01:17:39 → 01:17:40>> ครับ
01:17:40 → 01:17:42>> เนื้อที่แช่แค่ช่องฟิกเก็บได้นานแค่ไหน
01:17:42 → 01:17:44ครับแล้วจริงมั้ที่มันเก็บไว้ได้ตลอดไป
01:17:44 → 01:17:44อันนี้
01:17:44 → 01:17:46>> ใช่เก็บไว้ได้เก็บไว้ได้เก็บไว้เป็น 10
01:17:46 → 01:17:47ปีก็ได้ไม่มีปัญหา
01:17:47 → 01:17:48>> จริงป่ะเนี่ย
01:17:48 → 01:17:51>> เชื้อไม่โตแต่กินได้หรือเปล่าเพราะมันหืน
01:17:51 → 01:17:55>> อ๋อคือผมก็แบบเป็นคนเป็นคนแบบ
01:17:55 → 01:17:56>> เรียกว่าหงุดหงิดกับ
01:17:56 → 01:17:57>> ครับ
01:17:57 → 01:17:59>> ของในช่องฟิตตัวเองเหมือนกันคือมันแบบ
01:17:59 → 01:18:01โอโหตั้งแต่เมื่อไหร่เราก็ไม่รู้เนี่ยไม่
01:18:01 → 01:18:01กล้ากินหรอก
01:18:01 → 01:18:04>> เชื้อๆมันปลอดภัยเชิงเชื้อเชื้อโตไม่ได้
01:18:04 → 01:18:05ครับ
01:18:05 → 01:18:05>> ออ
01:18:05 → 01:18:08>> แต่ว่ามันจะรับกับเนื้อสัมผัสได้หรือ
01:18:08 → 01:18:10เปล่าเพราะยิ่งเก็บไว้นานๆเปิดปิดเปิดปิด
01:18:10 → 01:18:12อุณหภูมิขึ้นลงใช่มั้ครับ
01:18:12 → 01:18:15>> อ่าผลึกน้ำแข็งมันจะยิ่งแทงๆตัวมัดกล้าม
01:18:15 → 01:18:15เนื้อสัตว์
01:18:15 → 01:18:18>> เอามากินอีกทีมันอาจจะแห้งไม่มีความจูซี่
01:18:18 → 01:18:19>> หรือตะกี้ที่ผมบอกปฏิกิริยาเดียวที่
01:18:19 → 01:18:22สามารถเกิดในตู้แช่แข็งได้คือปฏิกิริยา
01:18:22 → 01:18:23การเหม็นหืน
01:18:23 → 01:18:27>> ลิปออกซิเดชมันอาจจะเหม็นหืนไขมันหมู 3
01:18:27 → 01:18:29ชั้นอาจจะหืนไปแล้วไม่หอมหมูแล้วก็ได้
01:18:29 → 01:18:29>> อ
01:18:29 → 01:18:32>> ถามว่ากินได้มั้ปลอดภัยเชิงเชื้อ
01:18:32 → 01:18:36แต่ลักษณะมันไม่พึงประสงค์ที่จะกิน
01:18:36 → 01:18:40>> โอแล้วแล้วพวกเอ่อแกงที่กินเหลือแล้วผม
01:18:40 → 01:18:42ยัดใส่ซองฟิตเลยครับ
01:18:42 → 01:18:42>> ก็ได้ก็ได้
01:18:42 → 01:18:44>> ก็ยังก็ยังเก็บมากินได้อยู่พนี้มัน
01:18:44 → 01:18:46>> มันมันปลอดภัยเชิงเชิงเชื้ออยู่แล้วแหละ
01:18:47 → 01:18:49แต่วิตามินแร่ธาตุสารอาหารที่มีประโยชน์
01:18:49 → 01:18:52บางตัวที่มันอยู่ได้นานๆไม่ได้มันก็อาจจะ
01:18:52 → 01:18:53ลด
01:18:53 → 01:18:55>> วิตามินซีไม่เสถียรก็อาจจะลดๆแต่โปรตีน
01:18:55 → 01:18:56มันยังอยู่อย่างนั้นน่ะ
01:18:56 → 01:18:57>> อือ
01:18:57 → 01:18:59>> โปรตีนมันยังอยู่แต่เนื้ออาจจะยุ่ยเละ
01:18:59 → 01:19:00แห้งไปแล้วก็ได้โอเค
01:19:00 → 01:19:03>> ถ้าเป็นแกงกะทิอาจจะเหม็นหืน
01:19:03 → 01:19:04>> ไม่หอมพริกแกงแล้วก็ได้
01:19:04 → 01:19:05>> อือ
01:19:05 → 01:19:05>> ครับ
01:19:05 → 01:19:09>> คือถ้าเราไม่อยู่ในภาวะสงครามจริงๆเราก็
01:19:09 → 01:19:11>> ไม่กลัวควร
01:19:11 → 01:19:14>> maximumันะเดือนเดียวทิ้งเหอะ
01:19:14 → 01:19:17>> ของผมมันก็แบบไม่รู้มาตั้งแต่เมื่อไหร่
01:19:17 → 01:19:19>> เว้นอาหารแช่แข็งไงที่ที่เราซื้อเป็น Fen
01:19:19 → 01:19:21Food ที่เป็น Ready to Eat อ่ะอันนั้น
01:19:21 → 01:19:24โหเามีเทคโนโลยีในการแพ็คดึงอากาศออก
01:19:24 → 01:19:26>> ก็อยู่ได้ตามที่เขาระบุไว้
01:19:26 → 01:19:27>> อ่า
01:19:27 → 01:19:28>> ประมาณเท่าไหร่ปีนึงใช่มั้ย
01:19:28 → 01:19:29>> อือๆ
01:19:29 → 01:19:29>> อยู่ได้ไม่มี
01:19:29 → 01:19:31>> ปีนึงนี่คือ best before
01:19:31 → 01:19:33>> best before ใช่ๆเพราะอาหารใช้แข็งเสีย
01:19:33 → 01:19:34เชิง
01:19:34 → 01:19:35>> เชื้อไม่ได้เชื้อ
01:19:35 → 01:19:36>> เออ
01:19:36 → 01:19:38>> อืก็เป็น Best Before
01:19:38 → 01:19:39>> อืครับ
01:19:39 → 01:19:41>> แต่เดี๋ยวนี้มันก็มีเทคโนโลยีเยอะจริงคือ
01:19:41 → 01:19:44อาหารใช้แข็งที่ไม่ได้แบบเป็นอุตสาหกรรม
01:19:44 → 01:19:46>> แล้วเขาแบบเหมือนคลุกเสร็จแล้วเนี่ยเขาก็
01:19:46 → 01:19:49ทำแช่เย็นทันทีบัสิเซอร์ฟิเซอร์ครับ
01:19:49 → 01:19:52>> แล้วก็แช่ทิ้งไว้เนี่ยมันก็ยังใช้ได้อยู่
01:19:52 → 01:19:53แล้วคุณภาพมันอาจจะแบบ
01:19:53 → 01:19:54>> ดีกว่า
01:19:54 → 01:19:56>> ดีกว่าเพราะมันเร็วยิ่งแช่แข็งเร็วผลึก
01:19:56 → 01:19:59น้ำแข็งยิ่งมีขนาดเล็กพอมีขนาดเล็กมันก็
01:19:59 → 01:20:02ทิ่มเนื้อเยื่อของกล้ามเนื้อสัตว์น้อยลง
01:20:02 → 01:20:03>> อ
01:20:03 → 01:20:05>> พอเอามาละลายมันก็ยังฉ่ำอยู่
01:20:05 → 01:20:06>> มากกว่าการแช่
01:20:07 → 01:20:09>> แข็งตามครัวเรือนผมเลยบอกไงว่าถ้าจะแช่
01:20:09 → 01:20:12แข็งตามครัวเรือนแล้วคุณภาพใกล้เคียง
01:20:12 → 01:20:12>> อ
01:20:12 → 01:20:15>> Blast ทำยังไงก็ได้ให้มัน
01:20:15 → 01:20:17>> แข็งไวที่สุด
01:20:17 → 01:20:18>> ให้มันแบนให้มันน้อยสุด
01:20:18 → 01:20:19>> อือ
01:20:19 → 01:20:21>> ครับมันก็จะโรเzenไวผลึกน้ำแพงก็จะเล็กอ
01:20:21 → 01:20:22>> อือ
01:20:22 → 01:20:25>> แล้วอีกอันนึงสมมุติว่าผมกินกับข้าวแล้ว
01:20:25 → 01:20:28ผมก็ทิ้งเอาไว้ในช่วงที่กินประมาณชั่วโมง
01:20:28 → 01:20:30นึง 2 ชั่วโมงเนี่ยเอาสิ่งเนี้ยไปแช่ให้
01:20:31 → 01:20:31แข็งได้อยู่มั้ครับ
01:20:31 → 01:20:32>> ได้แช่ได้
01:20:32 → 01:20:33>> มันก็จะคุมเชื้อเท่านั้นอยู่
01:20:33 → 01:20:35>> มันก็มามันก็จะนิ่งอยู่แค่นั้น
01:20:35 → 01:20:37>> ออโอเคอ
01:20:37 → 01:20:40>> ได้อยู่ครับแต่ช่วยวอร์มจนร้อนอีกทีนึง
01:20:40 → 01:20:42เพราะเราไม่รู้ว่าไอ้ตอนที่เรารอก่อนแช่
01:20:42 → 01:20:44แขงเชื้อมันโตไปแล้วมากแค่ไหนอ
01:20:44 → 01:20:47>> แต่ 2 ชั่วโมงไม่มีปัญหา 3 ก็ยังพอได้แต่
01:20:47 → 01:20:48เลย 4 ไปแล้วอ่ะ
01:20:48 → 01:20:51>> เสี่ยงเพราะมันเป็นช่วงที่เชื้อกำลังขึ้น
01:20:51 → 01:20:51แบบเร็ว
01:20:51 → 01:20:52>> อื
01:20:52 → 01:20:56>> โอเคอย่าให้เกิดใกล้แล้วครับ
01:20:56 → 01:20:57อันนี้ก็น่าสนใจครับเป็นเรื่องเนื้อ
01:20:58 → 01:21:00เหมือนกันหมักเนื้อนานๆแล้วเนื้อจะนุ่ม
01:21:00 → 01:21:03ขึ้นจริงมยแล้วก็หมักไว้นานแค่ไหนมันถึง
01:21:03 → 01:21:04จะเริ่มเน่า
01:21:04 → 01:21:07>> นานไว้นุ่มจริงเพราะเกลือมันซึมเข้าไปถึง
01:21:07 → 01:21:08เหนือในสุดแล้วมันก็เปลี่ยนโครงสร้าง
01:21:08 → 01:21:12โปรตีนนิดนึงแต่คำว่านานคือ 12 ชมงเห็นผล
01:21:12 → 01:21:1524 ชมงก็ยิ่งนานกว่า 12
01:21:15 → 01:21:16>> ไม่ใช่แค่เครื่องปรุงอย่างเดียวมันจะมี
01:21:16 → 01:21:19เอนไซม์ในเนื้อที่มันย่อยเนื้อไปเรื่อยๆ
01:21:19 → 01:21:20>> แต่นานสุดอ่ะ
01:21:20 → 01:21:20>> อ
01:21:20 → 01:21:23>> ตามที่ WHO เค้าเขียนไว้อ่ะเนื้อสดเนื้อ
01:21:23 → 01:21:25หมักอย่างเงี้ยครับไม่ควรเกิน 3 วันหรือ
01:21:25 → 01:21:26ไม่ควรเกิน 72
01:21:26 → 01:21:27>> ออ
01:21:27 → 01:21:31>> นักเรียนผมในคลาสในคลาสหมูแดงขายของอีก
01:21:31 → 01:21:36แล้วผมมีคลาสหมูแดงฮ่องกงหมัก 3 ชมงอร่อย
01:21:36 → 01:21:39สุดแต่เคยเกิน 3 ช่ม 3 ชั่วโมงคือ 24 *
01:21:39 → 01:21:403 72 ใช่มั้ยครับ
01:21:40 → 01:21:42>> 72 อร่อยสุดเลย
01:21:42 → 01:21:43>> 3 ชั่วโมงคือ 3 วัน
01:21:43 → 01:21:45>> เอ้ย 3 วันขอโทษ 3 วัน 3 วัน
01:21:45 → 01:21:49>> 3 วัน 72 ชมอร่อยสุดเคยเกิน 3 แล้วแตะ 4
01:21:49 → 01:21:50>> อือ
01:21:50 → 01:21:52>> เชื้อราขึ้น
01:21:52 → 01:21:53มันตรงกับที่ WHO เขียนเลย
01:21:54 → 01:21:54>> เออ
01:21:54 → 01:21:57>> อยู่ได้ตู้เย็นอยู่ในตู้เย็นไม่ควรเกิน 3
01:21:57 → 01:21:58วัน
01:21:58 → 01:21:58>> อื
01:21:58 → 01:21:59>> อ
01:22:00 → 01:22:02>> พอเกิน 3 เริ่มมีโอกาสเชื้อราขึ้น
01:22:02 → 01:22:03>> แล้วทำไมเชื้อรามันขึ้นได้ถ้าอยู่ในตู้
01:22:03 → 01:22:06เย็นถ้าถ้าแช่ช่องฟีมันจะเป็นการหมักอยู่
01:22:06 → 01:22:06มั้ครับ
01:22:06 → 01:22:07>> ไม่หมักไม่หมัก
01:22:07 → 01:22:12>> ช่องช่องช่องฟรีอุณหภูมิติดลบการแพร่ของ
01:22:12 → 01:22:14เกลือน้ำตาลมันจะเข้าเนื้อสัตว์ได้ช้า
01:22:14 → 01:22:17หรือแทบไม่ได้เลยเพราะมันแข็งไง
01:22:17 → 01:22:19>> เครื่องปรุงมันแข็งแต่ตู้เย็นน่ะ
01:22:19 → 01:22:20>> อือ
01:22:20 → 01:22:21>> เครื่องปรุงมันยังเป็นของเหลียวอยู่
01:22:21 → 01:22:22>> อือ
01:22:22 → 01:22:24>> การฟิสู่เนื้อสัตว์มันยังมีได้
01:22:24 → 01:22:25>> ออ
01:22:25 → 01:22:27>> แต่แน่นอนช้ากว่าอุณหภูมิห้องแต่อุณหภูมิ
01:22:27 → 01:22:29ห้องเราไม่หมักอยู่แล้วเพราะมันจะบูด
01:22:29 → 01:22:29>> ใช่
01:22:29 → 01:22:30>> ใช่มั้ยครับอื
01:22:30 → 01:22:32>> ในตู้เย็นพอวันที่ 4 เริ่มมีเชื้อราแล้ว
01:22:32 → 01:22:34>> มีเชื้อราแล้วแล้วเชื้อราโตขึ้นได้ไง
01:22:34 → 01:22:39เชื้อราเชื้อราชอบโตในสภาวะที่กึ่งกึ่ง
01:22:39 → 01:22:41กึ่งเปียกกึ่งแห้ง
01:22:41 → 01:22:41>> อือๆ
01:22:41 → 01:22:44>> ซึ่งน้ำหมักมันเปียกนะแต่อย่าลืมว่าเกลือ
01:22:44 → 01:22:46กับน้ำตาลมันเยอะ
01:22:46 → 01:22:46>> อ่า
01:22:46 → 01:22:49>> อสังเกตเชื้อราจะชอบโตอะไรในที่อะไรที่
01:22:49 → 01:22:53แบบเค็มจัดหวานจัดแยมอย่างเงี้ยบางทีลาก็
01:22:53 → 01:22:54ขึ้นตรงผิวหน้า
01:22:54 → 01:22:54>> อือ
01:22:54 → 01:22:57>> แต่แบคทีเรียไม่โตแบคทีเรียชอบอะไรที่แบบ
01:22:57 → 01:22:59เนี่ยไข่สดนมสด
01:22:59 → 01:23:01>> แต่อะไรที่มีเครื่องปรุงเยอะๆ
01:23:01 → 01:23:06>> เนี่ยอ่าอะไรอ่ะสเปรย์ช็อกโกแลตแยมที่
01:23:06 → 01:23:07กึ่งเปียกกึงแห้งอ่ะครับเชื้อราจะขึ้น
01:23:07 → 01:23:09>> โอ
01:23:09 → 01:23:12โอเคแปลว่าก็ดูเชื้อราเชื้อรานี่ก็ไม่ควร
01:23:12 → 01:23:13กินเข้าไปแล้วเนาะ
01:23:13 → 01:23:15>> อื
01:23:15 → 01:23:17>> พูดตามตรงบางตัวมันก็ไม่ได้มี
01:23:17 → 01:23:17>> ผลอะไรฮะ
01:23:17 → 01:23:19>> ผลอะไรแต่เราเราไม่ใช่นักวิทยาศาสตร์ที่
01:23:20 → 01:23:22จะไปสามารถเห็นโคโลนีแล้วบอกได้ว่ามัน
01:23:22 → 01:23:23เป็นสายพันธุ์ที่ไม่เป็นไร
01:23:23 → 01:23:26>> คือจริงๆมันก็ไม่ก็เซ้นคนปกติเห็นเชื้อรา
01:23:26 → 01:23:26ก็ทิ้งแล้วอ่ะ
01:23:26 → 01:23:28>> ใช่ๆทิ้งเหอะครับ
01:23:28 → 01:23:28>> ครับ
01:23:29 → 01:23:29>> โอ้
01:23:29 → 01:23:33>> ยกเว้นเชื้อราในบลูชีสเนาะที่กินได้เพราะ
01:23:33 → 01:23:34นั้นชัวร์ว่ากินได้
01:23:34 → 01:23:37>> ผมกลัวอีกอันนึงบููชีสขึ้นล้าอื่นจะรู้
01:23:37 → 01:23:38มั้ย
01:23:38 → 01:23:40>> ก็ถ้ามันขึ้นปุยขาวๆหรือสีอื่นที่ไม่ใช่
01:23:40 → 01:23:42สีเขียวที่ไม่ได้มาจากไอ้ิซิเลiมรุฟอร์ด
01:23:42 → 01:23:43ก็ทิ้ง
01:23:43 → 01:23:44>> อือ
01:23:44 → 01:23:45>> ทิ้งครับ
01:23:45 → 01:23:50>> เออ Food GRดมันคืออะไรครับ
01:23:50 → 01:23:53>> Food GRดคือคุณภาพอาหารที่บริสุทธิ์
01:23:53 → 01:23:55เพียงพอที่คนสามารถกินได้มันจะมีหลายเกรด
01:23:56 → 01:24:00มาก Cosmetic GRด Food GRด Analytical
01:24:00 → 01:24:01GRดมันจะยิ่งเพียว Analytical GR คือ
01:24:01 → 01:24:04ยิ่งเพียวเลยเช่นเกลือที่เป็น
01:24:04 → 01:24:05>> Analytical
01:24:05 → 01:24:08ถ้าเป็น analical
01:24:08 → 01:24:10ยิ่งเพียวกับ Food Gดยิ่งยิ่งกินได้แต่
01:24:10 → 01:24:12มันไม่มีความจำเป็นเพราะมันเพียวเกินไป
01:24:12 → 01:24:15>> เอาไว้วิเคราะห์ในพวกเครื่องมืออะไรพวก
01:24:15 → 01:24:17เนี้ยครับเพราะถ้ามันไม่เพียวแล้วเอา Food
01:24:17 → 01:24:19Gสไปยิงเข้าเครื่องมือมันจะรบกวน
01:24:19 → 01:24:19>> อือ
01:24:19 → 01:24:21>> ความ Imperiority ความไม่บริสุทธิ์จะรบ
01:24:21 → 01:24:21กวน
01:24:21 → 01:24:22>> อือ
01:24:22 → 01:24:23>> เพราะงั้นอะไรที่เขียนว่า Food GRดคือ
01:24:23 → 01:24:25เกรดที่
01:24:25 → 01:24:29สารเจือปนไม่ได้เยอะเกินไปที่จะส่งผล
01:24:29 → 01:24:31อันตรายต่อมนุษย์ได้
01:24:31 → 01:24:31>> อืออ
01:24:31 → 01:24:34>> อย่างเช่นแบบได้ยินบ่อยๆเรื่องพวกภาชนะ
01:24:34 → 01:24:36ต่างๆที่เป็น Food GR เนี่ยมันคือ
01:24:36 → 01:24:36>> อ
01:24:36 → 01:24:38>> อาจจะมีการเจอปนแต่ไม่มีป
01:24:38 → 01:24:41>> มีแต่เค้าทดลองแล้วว่าถ้าใช้ในลักษณะที่
01:24:41 → 01:24:43สมมุติเป็นพลาสติก
01:24:43 → 01:24:44>> Food GRด
01:24:44 → 01:24:47>> เค้าทดลองแล้วว่าเอาอาหารไปวางแล้วเอาไป
01:24:47 → 01:24:48ไมโครเวฟอ
01:24:48 → 01:24:51>> แล้วอแล้วเกิดการแพร่ของชีนพลาสติกน้อย
01:24:51 → 01:24:53กว่า
01:24:53 → 01:24:54ที่กฎหมายกำหนด
01:24:54 → 01:24:54>> อือ
01:24:54 → 01:24:56>> ก็ถือว่าเป็น Food GR ได้แต่สมมุติว่าไป
01:24:56 → 01:24:59ทดสอบแล้วโอ้โหไมโครพลาสติกเต็มอาหารเลย
01:24:59 → 01:25:00>> เออ
01:25:00 → 01:25:01>> ก็
01:25:01 → 01:25:01>> ก็ไม่ใช่ Food GR
01:25:01 → 01:25:04>> ใช่ก็ไปใส่อย่างอื่นเถอะ
01:25:04 → 01:25:06มันจะมีประเด็นเรื่องถุงแกงใส่แกงร้อนนี่
01:25:06 → 01:25:09แหละที่แบบไม่รู้ food เกรดแค่ไหน
01:25:09 → 01:25:12>> แต่ส่วนใหญ่ถ้าเป็นถุงร้อนส่วนใหญ่อ่ะมัน
01:25:12 → 01:25:13เป็นเกรดอยู่ละ
01:25:13 → 01:25:15>> แล้วมันความร้อนได้แค่ไหนครับ
01:25:15 → 01:25:15>> มันแล้วแต่ชนิด
01:25:16 → 01:25:16>> เออ
01:25:16 → 01:25:19>> ถ้าเป็น PP ก็โหเกินไปตั้ง 130
01:25:19 → 01:25:21>> อ๋อโอเคเพราะว่าแกง
01:25:21 → 01:25:23>> ใช่ถ้าถุงเย็นก็ได้ไม่เยอะ
01:25:23 → 01:25:23>> อื
01:25:23 → 01:25:24>> ครับ
01:25:24 → 01:25:28>> สุดท้ายครับผมหยิบให้เลย
01:25:28 → 01:25:31>> เรื่องอะไรเนี่ยคำถามสุดท้าย
01:25:31 → 01:25:31>> เออ
01:25:31 → 01:25:32>> ยากแน่
01:25:32 → 01:25:36ซอสปลาไหลที่เก็บซ้ำๆกันมาแบบ 40 ปี 60
01:25:36 → 01:25:39ปี 100 ปีเนี่ยมันกินได้จริงมั้ยอ่ะ
01:25:39 → 01:25:41>> มันปลอดภัยเชิงเชื้อ
01:25:41 → 01:25:41>> อือ
01:25:41 → 01:25:44>> คือซอสปลาไหลส่วนใหญ่มันมาจากสิวขาวน้ำ
01:25:44 → 01:25:46ตาลมันเยอะมากครับ
01:25:46 → 01:25:50>> แล้วเวลาเขาเอามาบางร้านเค้าก็มาให้ความ
01:25:50 → 01:25:52ร้อนอีกหน่อยให้ความร้อนทุกวันน่ะ
01:25:52 → 01:25:52>> อือๆ
01:25:52 → 01:25:55>> จนเชื้อสมมุติเชื้อจะแต่พูดตรงๆเชื้อโต
01:25:55 → 01:25:58ยากมากแหละเพราะว่าเค็มจัดหวานจัดใช่มั้ย
01:25:58 → 01:26:01แต่ถึงเชื้อกำลังจะโตพอมาผ่านความร้อนอีก
01:26:01 → 01:26:03ทีนึงเชื้อมันก็กลับไปลดลงที่เดิม
01:26:03 → 01:26:03>> อือ
01:26:03 → 01:26:07>> ก็ค่อนข้างปลอดภัยเชิงเชื้อแต่ต้องมั่นใจ
01:26:07 → 01:26:09ว่า
01:26:09 → 01:26:10เพราะทุกครั้งในการชุบปลาไหลอ่ะ
01:26:10 → 01:26:11>> ครับ
01:26:11 → 01:26:14>> มันแล้วแต่ร้านบางร้านเอาปลาไหลจุ่มลงไป
01:26:14 → 01:26:17เพราะฉะนั้นน้ำจากปลาไหลก็แพร่ไปโดน
01:26:17 → 01:26:20>> แพร่ออกมาเจือจางทำให้ซอสปลาไหลมันไม่
01:26:21 → 01:26:21เข้มข้นเท่าเดิม
01:26:21 → 01:26:22>> อ
01:26:22 → 01:26:23>> พอไม่เข้มข้นเท่าเดิม
01:26:23 → 01:26:25>> มีโอกาสละมาละเชื้อราแบคทีเรีย
01:26:25 → 01:26:26>> อ
01:26:26 → 01:26:31>> แต่ถ้าเขาจุ่มซอสแล้วทาข้างบนโดยที่ไม่
01:26:31 → 01:26:34ได้เราปลาไหลจุ่มก็มีโอกาสที่มันจะไม่โดน
01:26:34 → 01:26:34ไดรูท
01:26:34 → 01:26:35>> อื
01:26:35 → 01:26:36>> มันมันไหลปัจจัยมาก
01:26:37 → 01:26:39>> แล้วมันต้องเก็บในตัวเย็นด้วยมั้มัน
01:26:39 → 01:26:40>> ไม่ไม่จำเป็น
01:26:40 → 01:26:42>> ถ้ามันเค็มจัดหวานจัดเหมือนน้ำปลาเหมือน
01:26:42 → 01:26:44ซีอิ๊วก็วางเอาไว้ข้างนอกได้
01:26:44 → 01:26:47>> แล้วการใช้ซอสปลาไหลแบบ 30-40 ปีส่วนใหญ่
01:26:47 → 01:26:48มันคือคนญี่ปุ่นโบราณน่ะสมัยก่อนมันยัง
01:26:48 → 01:26:49ไม่มีตู้เย็น
01:26:49 → 01:26:50>> ออ
01:26:50 → 01:26:51>> นะครับแล้วบ้านเค้าก็ไม่ได้เย็นทั้งปี
01:26:51 → 01:26:54ด้วยบางทีเข้าหน้าร้อนเดือนไหนนะสิงหาคม
01:26:54 → 01:26:55ใช่มั้ย
01:26:55 → 01:26:56>> กรกฎาคมมันก็กลับมาร้อนเหมือนเดิม
01:26:56 → 01:27:00>> อืเพราะอุณหภูมิอุณหภูมิห้องเนี่ยมันมี
01:27:00 → 01:27:03อุณหภูมช่วงที่มันแบบปลอดภัยกับไม่ปลอด
01:27:03 → 01:27:03ภัย
01:27:03 → 01:27:04>> อ่าเค้าเรียก dan zone
01:27:04 → 01:27:05>> dan zone คืออะไรครับ
01:27:05 → 01:27:07>> Dananger Zone คือช่วงที่อันตรายคือ
01:27:07 → 01:27:08ช่วงที่เชื้อโตได้
01:27:08 → 01:27:09>> ออ
01:27:09 → 01:27:12>> เชื้อตัวได้คือ 5-60 องศอันเนี้คือช่วง
01:27:12 → 01:27:14ที่ควรหลีกเลี่ยงอาหารไม่ให้อยู่ตรงช่วงเ
01:27:14 → 01:27:16นานเกินไป
01:27:16 → 01:27:17>> อื
01:27:17 → 01:27:19>> เพราะฉะนั้นถ้าให้ความร้อนเกิน 60 เชื้อ
01:27:19 → 01:27:20โตไม่ได้แล้วโดนฆ่าด้วย
01:27:20 → 01:27:22>> ต่ำกว่า 5 เชื้อไม่โดนฆ่าแต่เชื้อโตไม่
01:27:22 → 01:27:22ได้
01:27:22 → 01:27:23>> อือ
01:27:23 → 01:27:27>> 5-60 เนี่ย 15 20 25 30 35 40 55
01:27:27 → 01:27:30เนี่ยเชื้อโตได้หมดแต่ช่วงที่เชื้อโตได้
01:27:30 → 01:27:33ดีที่สุดแจคือ 5-60 ใช่มั้ยครับ
01:27:33 → 01:27:35>> แต่ช่วงที่ควรเลี่ยงแบบมากๆอ่ะคือช่วงที่
01:27:35 → 01:27:35อ
01:27:36 → 01:27:38>> เชื้อรักแฮปปี้มากคือช่วงประมาณ 30-35
01:27:39 → 01:27:39ช่วงนี้
01:27:39 → 01:27:40>> ก็คืออุณหภูมิห้องกับร่างกายเราเน
01:27:41 → 01:27:42>> นั่นแหละนั่นแหละนั่นแหละนั่นแหละครับ
01:27:42 → 01:27:44>> อก็คืออันตรายตรงนี้แหละอื
01:27:44 → 01:27:49>> อับๆเนี่ยข้าวผัดปูหรือว่าเส้นใหญ่มาอับๆ
01:27:49 → 01:27:52วิ่งอยู่ 35 40 โหเ้าเรียกว่า Danger
01:27:52 → 01:27:53อันนี้ผมเรียกเองนะ
01:27:53 → 01:27:56>> Super Danger Zone เลยคือเชื้อโตไวมาก
01:27:56 → 01:27:59>> 5-60 คือเชื้อโตได้แต่ไม่ได้แฮปปี้ทั้ง
01:27:59 → 01:28:00ช่วงครับ
01:28:01 → 01:28:04>> เชื้อบางตัวเชื้อส่วนใหญ่ที่ก่อโรคด้วยนะ
01:28:04 → 01:28:06แฮปปี้ช่วง 30-35 อ
01:28:06 → 01:28:06>> อื
01:28:06 → 01:28:07>> นั่นแหละครับ
01:28:07 → 01:28:07>> อื
01:28:07 → 01:28:10>> โอเคเพราะฉะนั้นพยายามจะเก็บทุกอย่างไว้
01:28:10 → 01:28:12ในอุณหภูมิห้อง
01:28:12 → 01:28:12>> อ่า
01:28:12 → 01:28:13>> อุณหภูมิห้องไทย
01:28:13 → 01:28:15>> อุณหภูมิห้องไทยเออ
01:28:15 → 01:28:16>> เพราะว่าอุณหภูมิห้องแต่ละประเทศไม่
01:28:16 → 01:28:17เหมือนกันอีก
01:28:17 → 01:28:17>> ใช่
01:28:17 → 01:28:20>> เลี่ยงได้เลี่ยงคือ 30-35
01:28:20 → 01:28:21>> หลบมา 10 ก็ยังดี
01:28:21 → 01:28:21>> อ
01:28:22 → 01:28:23>> ใช่มั้ครับแต่ยังไม่ปลอดภัย 100% ถ้าอยาก
01:28:23 → 01:28:25ปลอดภัยต้องต่ำกว่า 5
01:28:25 → 01:28:25>> อื
01:28:25 → 01:28:27>> เช่น 4 ลงมา 4 3 2 1
01:28:27 → 01:28:28>> อ
01:28:28 → 01:28:30>> แช่เย็นหรือทำให้รอร้อน
01:28:30 → 01:28:31>> ทำให้ร้อน
01:28:31 → 01:28:31>> มากๆ
01:28:31 → 01:28:32>> เกินไปเลย
01:28:32 → 01:28:33>> เออปลอดภัยสุด
01:28:33 → 01:28:33>> ปลอดภัยสุด
01:28:33 → 01:28:36>> โอเควันนี้เราคุยกันมาเป็นชั่วโมงเลยครับ
01:28:36 → 01:28:38เชฟได้ความรู้มากเหมือนผมกลับไปเรียนเคมี
01:28:38 → 01:28:42ชีวะใหม่หมดเลยเนาะแล้วก็แบบวันนี้เชฟแบบ
01:28:42 → 01:28:44เนี่ย 40 50 คำถามเนี่ย
01:28:44 → 01:28:44>> อ
01:28:44 → 01:28:48>> ไม่ผมว่ามันไม่จบแค่นี้มันจะมีต่อเออแล้ว
01:28:48 → 01:28:48ก็เยอะ
01:28:48 → 01:28:51>> วันนี้แบบเชฟน่าจะแบบสมองบวมอ่ะผมอ่ะผม
01:28:51 → 01:28:54อ่ะสมองบวมแน่นอนเพราะแบบรับเยอะมากอะไร
01:28:54 → 01:28:55อย่างเงี้ยแต่ว่าคนที่เก่งกับพวกเราเนี่ย
01:28:56 → 01:28:58ผมนับถือก็คือคนดูที่ดูมาจนถึงนาทีนี้
01:28:58 → 01:28:58เนาะ
01:28:58 → 01:29:01>> ถ้าดูจบถ้าดูจบคือแบบคุณดูจบได้ยังไงเจ๋ง
01:29:01 → 01:29:04มากแต่ว่าผมคิดว่าทุกคนน่าจะมีคำถามอ่ะ
01:29:04 → 01:29:08สามารถถามเข้ามาได้ในเอ่อช่องคอมเมนต์ของ
01:29:08 → 01:29:11รายการนี้หรือจะเข้าไปถามที่เชฟโดยตรงที่
01:29:11 → 01:29:13เพจทักtheชฟ
01:29:13 → 01:29:14>> ใช่นะครับถามได้ครับ
01:29:14 → 01:29:17>> ก็คิดว่าถ้ามีคำถามที่น่าสนใจอีกเราอาจจะ
01:29:17 → 01:29:20มีซีซีซันี้อีกสัก EP นึงก็ได้อีกัก EP
01:29:20 → 01:29:22>> ใช่ฮะก็จะคราวหน้า
01:29:22 → 01:29:24>> อาจจะเป็นคำถามจากคอมเมนต์ F นี้
01:29:24 → 01:29:29>> ใช่ๆหรือมีอะไรที่คิดว่าอยากถกเถียงหรือ
01:29:29 → 01:29:30ไม่ถูกต้อง
01:29:30 → 01:29:31>> อ๋อก็คอมเมนต์มาบอก
01:29:31 → 01:29:32>> ก็คอมเมนต์มาบอกก็ได้ครับ
01:29:32 → 01:29:33>> ใช่เพราะวันนี้มันเป็นคำถามสดแล้วผมก็
01:29:34 → 01:29:36ต้องดึงความรู้ออกจากสมองสดๆบางทีมันอาจ
01:29:36 → 01:29:38จะมีบางคำที่
01:29:38 → 01:29:40>> เค้าเรียกว่ามิสลหรือผิดพลาดไปก็ช่วย
01:29:40 → 01:29:42คอมเมนต์มาบอกได้เพราะผมก็ไม่ได้เชี่ยว
01:29:42 → 01:29:43ชาญทุกๆแขนง
01:29:43 → 01:29:45>> ใช่แล้ววันนี้ผมก็หาเรื่องให้เชฟเองอ่ะ
01:29:45 → 01:29:47คือเหมือนแบบจับปุ๊บตอบเลย
01:29:47 → 01:29:48>> ไม่ได้เตรียมเลย
01:29:48 → 01:29:51>> เออไม่ได้เตรียมก็ขออภัยไว้ล่วงหน้านะ
01:29:51 → 01:29:54ครับถ้ามันมีอะไรผิดก็คอมเมนต์กันมาดีๆ
01:29:54 → 01:29:57ครับก็ตอบถกเถียงกันได้ครับวันนี้ขอบคุณ
01:29:57 → 01:29:59เชฟมากครับที่อุตส่าห์เสียเวลามันให้ความ
01:30:00 → 01:30:01รู้เยอะมากครับขอบคุณมาก
01:30:01 → 01:30:03>> ขอบคุณพี่มีครับขอบคุณ
01:30:03 → 01:30:13[เพลง]