00:00:04 → 00:00:07สวัสดีครับผมหมอประเวทเป็นจิตแพทย์ครับ
00:00:08 → 00:00:11เราพบกันทุกคืนวันอาทิตย์เวลา 20:00 น
00:00:11 → 00:00:12สำหรับคืนวันนี้วันอาทิตย์ที่ 9
00:00:13 → 00:00:15กุมภาพันธ์พุทธศักราช
00:00:15 → 00:00:202568 เรามีนัดกันในหัวข้อรักตัวเองให้
00:00:21 → 00:00:22ถูก
00:00:22 → 00:00:26วิธีหัวข้อนี้เหมือนเป็นภาคต่อของการคุย
00:00:26 → 00:00:29เมื่อครั้งที่แล้วในสัปดาห์ที่แล้วเราได้
00:00:29 → 00:00:32พูดถึงเรื่องความเหงานะครับเพราะมันเป็น
00:00:32 → 00:00:35เรื่องของการที่เราจะสามารถมีความ
00:00:35 → 00:00:38สัมพันธ์ที่ดีกับตัวเองได้สัปดาห์นี้ก็
00:00:38 → 00:00:42เลยหยิบเอาเรื่องนี้มาคุยต่อในการลงมาใน
00:00:42 → 00:00:47หัวข้อรักตัวเองให้ถูกวิธีนะครับคำว่ารัก
00:00:47 → 00:00:51ตัวเองเนี่ยในการรับรู้ของผมมันเหมือน
00:00:51 → 00:00:55เป็นคำที่ติดตลาดพอสมควรคำนึงนะครับมีคน
00:00:55 → 00:01:00ใช้กันมากใช้แนะนำกันใช้บอกตัวเองแล้วก็
00:01:00 → 00:01:04เท่าที่ผมดูก็คือมีการใช้ในทางที่ผิดคือ
00:01:04 → 00:01:07ยิ่งใช้ยิ่งรู้สึกไม่ชอบตัวเองมากเข้าไป
00:01:07 → 00:01:10ใหญ่นะครับวันนี้เราก็จะมาคุยกันว่าจะรัก
00:01:10 → 00:01:14ตัวเองให้ถูกวิธีเนี่ยควรจะต้องทำยังไงนะ
00:01:14 → 00:01:16ครับก่อนอื่นก็มาดูก่อนว่าคำว่ารักตัวเอง
00:01:16 → 00:01:19เนี่ยหมายถึงยังไงเนี่ยนะครับเวลาที่เรา
00:01:19 → 00:01:21บอกว่าเรารักคนๆ
00:01:21 → 00:01:26หนึ่งเราก็รู้สึกดีกับเค้าเราเห็นคุณค่า
00:01:26 → 00:01:30เค้าเราชื่นชมเค้าเราปฏิบัติกับเค้า
00:01:30 → 00:01:34เพื่อให้เขามีความสุขมีคุณภาพชีวิตที่ดี
00:01:34 → 00:01:38พอบอกว่าเรารักตัวเองก็หมายถึงเราก็รู้
00:01:38 → 00:01:42สึกดีกับตัวเองเราเห็นคุณค่าในตัวเองเรา
00:01:42 → 00:01:46ชื่นชมตัวเองเราปฏิบัติกับตัวเองเพื่อให้
00:01:46 → 00:01:49เรามีคุณภาพชีวิตที่ดีและมีความ
00:01:49 → 00:01:53สุขขยายความได้ด้วยนะครับว่าซึ่งมันก็คือ
00:01:53 → 00:01:56ครอบคลุมเรื่องของการใส่ใจดูแลความ
00:01:56 → 00:01:59ต้องการของตัวเองแต่การจะใส่ใจดูแลความ
00:01:59 → 00:02:01คามต้องการของตัวเองได้ก็ต้องรู้ก่อนว่า
00:02:01 → 00:02:05ตัวเองต้องการอะไรซึ่งหลายคนไม่รู้นะครับ
00:02:05 → 00:02:08จากนั้นก็ต้องมีความสามารถที่จะลากเส้น
00:02:08 → 00:02:11ที่จะไม่ยอมตามคนอื่นมากไปจนเป็นการ
00:02:11 → 00:02:15เบียดเบียนสร้างปัญหาให้กับตัวเองมีวิธี
00:02:15 → 00:02:18การในการมอบสิ่งดีๆให้กับตัวเองที่เหมาะ
00:02:18 → 00:02:22สมตามอัตภาพนะครับซึ่งด้วยแนวคิดนี้เนี่ย
00:02:22 → 00:02:25คำว่ารักตัวเองก็อาจจะถูกแปลงออกมาเป็น
00:02:26 → 00:02:29วิธีปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมได้แตกต่างกัน
00:02:29 → 00:02:32แล้วแต่แต่ละคนนะครับ
00:02:32 → 00:02:35ซึ่งในเวลาที่เราบอกว่าเรารักตัวเองเนี่ย
00:02:35 → 00:02:37ผมอยากจะ
00:02:37 → 00:02:42แบ่งสิ่งที่เราจะดูแลในชีวิตของเราเนี่ย
00:02:42 → 00:02:44ออกเป็นแต่ละด้านนะ
00:02:44 → 00:02:48ครับซึ่งก็มีอยู่ 5 ด้านนะครับในด้านที่ 1
00:02:48 → 00:02:52ก็คือเป็นเรื่องของการดูแลร่างกายของเรา
00:02:53 → 00:02:57นะครับซึ่งเป็นสิ่งที่น่าจะง่ายที่สุดแต่
00:02:57 → 00:03:00ก็ไม่ง่ายทั้งหมดนะครับคือคือเราพยายามจะ
00:03:00 → 00:03:02เลือกสิ่งที่ดีให้กับร่างกายเรานะครับเรา
00:03:02 → 00:03:05กินอาหารดีอยู่ในสิ่งแวดล้อมดีเราออกกำล
00:03:05 → 00:03:08กายเพียงพอเรานอนหลับพักผ่อนเราไม่อยู่
00:03:08 → 00:03:12หน้าจอเล่นโซเชียลนานเกินอาบน้ำดูแลเผ้า
00:03:12 → 00:03:17ผมผิวเล็บฟันดูแลการแต่งกายแล้วเราก็
00:03:17 → 00:03:20เรียนรู้ที่จะรับฟังสัญญาณเตือนภายในร่าง
00:03:20 → 00:03:24กายของเรานะครับเรามีอาการนอนไม่หลับมี
00:03:24 → 00:03:27อาการอาหารไม่ย่อยมีอาการปวดเมื่อยทั้ง
00:03:27 → 00:03:30หมดเป็นข่าวสารของร่างกายที่ส่งเข้ามาเรา
00:03:30 → 00:03:33ฟังร่างกายเรามนะครับนั้นในรายละเอียดของ
00:03:33 → 00:03:37การรักตัวเองด้วยการใส่ใจกับร่างกายของ
00:03:37 → 00:03:40เราเนี่ยมันมีรายละเอียดเยอะมากเลยนะครับ
00:03:40 → 00:03:42แล้วทุกข้อมันก็คล้ายๆกับสิ่งที่เรารู้
00:03:42 → 00:03:45อยู่แล้วว่าเป็นสิ่งดีสำหรับชีวิตเรานะ
00:03:45 → 00:03:47ครับคุณอาจจะเริ่มเห็นปัญหาแล้วนะครับว่า
00:03:47 → 00:03:50จะรักตัวเองให้ได้จริงๆเนี่ยฟังดูมันอาจ
00:03:50 → 00:03:55จะไม่หมูนักนะครับในข้อที่ 2 นะครับถัด
00:03:55 → 00:03:59จากการดูแลร่างกายก็คือการดูแลความนึกคิด
00:03:59 → 00:04:02ของเรานะครับซึ่งในการดูแลความคิดนี้
00:04:02 → 00:04:07เนี่ยเราก็จะฝึกพัฒนาความสามารถในทางความ
00:04:07 → 00:04:12คิดเช่นการฝึกมองโลกแง่ดีเพราะมันมีข้อ
00:04:12 → 00:04:17มูลพบว่ามันช่วยให้เรามีความสุขมากขึ้น
00:04:17 → 00:04:21มันช่วยให้เรามีกำลังใจฝ่าฟันอุปสรรคได้
00:04:21 → 00:04:25ดีขึ้นนะครับเวลาที่เราจะพูดคุยกับตัวเอง
00:04:25 → 00:04:30เราก็พูดจากับตัวเองด้วยความใส่ใส่ใจยอม
00:04:30 → 00:04:33รับไม่ตัดสินตำหนิต่อว่าวิจารณ์ตัวเองและ
00:04:34 → 00:04:36เราก็เรียนรู้ที่จะมองตัวเองด้วยการยอม
00:04:36 → 00:04:41รับข้อจำกัดรู้จักให้อภัยตัวเองรู้จัก
00:04:41 → 00:04:44ชื่นชมให้ความสำคัญกับการพัฒนาตัวเองอัน
00:04:44 → 00:04:49นี้ก็คือการรักตัวเองในทางความคิดนะ
00:04:49 → 00:04:53ครับแล้วก็มีข้อ 3 ครับการรักตัวเองในทาง
00:04:53 → 00:04:56อารมณ์นะครับซึ่งการรักตัวเองในทางอารมณ์
00:04:56 → 00:04:59นี้เนี่ยก็มีหลายข้อเหมือนกันนะครับตั้ง
00:04:59 → 00:05:02แต่เราซื่อสัตย์กับอารมณ์ความรู้สึกของ
00:05:02 → 00:05:06ตัวเราเองมยเราเปิดรับอรมณ์เป็นเพื่อนที่
00:05:06 → 00:05:10ดีกับอารมณ์ทุกชนิดเวลาที่เรามีความโกรธ
00:05:10 → 00:05:12เรายอมรับความโกรธแล้วก็พยายามจะเข้าใจ
00:05:12 → 00:05:15อารมณ์โกรธนั้นมนะครับเหมือนกับเพื่อนเรา
00:05:15 → 00:05:18กำลังมีความโกรธเป็นเพื่อนรักของเราเลย
00:05:19 → 00:05:22ถ้าเขากำลังมีความโกรธเนี่ยเราก็อาจจะพูด
00:05:22 → 00:05:27คุยเพื่อช่วยให้เขาคพักลงผ่อนคลายลงค่อยๆ
00:05:27 → 00:05:30ดูว่าเกิดอะไรขึ้นค่อยๆเข้าใจว่าตัวเอง
00:05:30 → 00:05:34ต้องการอะไรค่อยๆคิดหาทางออกนะครับถ้าเรา
00:05:34 → 00:05:37โกรธขึ้นมาเราทำแบบนั้นกับตัวเองได้ไหม
00:05:37 → 00:05:40ถ้าทำได้ก็แปลว่าโอเคนี่เป็นวิธีการหนึ่ง
00:05:40 → 00:05:44ในการรักตัวเองนะครับงั้นในทางปฏิบัติกับ
00:05:44 → 00:05:46ตัวเองในเรื่องอารมณ์เนี่ยก็จะเป็นเรื่อง
00:05:46 → 00:05:49ของการเปิดรับเป็นเพื่อนที่ดีกับอารมณ์ทำ
00:05:49 → 00:05:53ความเข้าใจในความต้องการดูแลอารมณ์ความ
00:05:53 → 00:05:57รู้สึกจัดเวลาให้เราได้พักใจได้สงบผ่อน
00:05:57 → 00:06:00คลายมีกิจกรรมที่ทำให้เรารู้สึกรู้สึกดี
00:06:00 → 00:06:04มีความสุขแล้วก็ถ้ามีอารมณ์รบที่รบกวนใจ
00:06:04 → 00:06:07ไม่ว่าจะเป็นความกลัวความวิตกกังวลความ
00:06:07 → 00:06:12เศร้าเหงาขุ่นเคืองโกรธหงุดหงิดเนี่ยเรา
00:06:12 → 00:06:15ดูแลความรู้สึกเหล่านั้นด้วยความเข้าใจนะ
00:06:15 → 00:06:22ครับ 3 ข้อจาก 5 ข้อเยอะยครับข้อ 4 ครับ
00:06:22 → 00:06:25อันนี้มาขยับมาที่เรื่องของ
00:06:25 → 00:06:29เอ่อความสัมพันธ์นะครับในความสัมพันธ์
00:06:29 → 00:06:34เนี่ยเวลาที่เรามีคนที่เรารักเพื่อนที่
00:06:34 → 00:06:36เรารักหรือเรามีลูกที่เรารักเนี่ยนะครับ
00:06:36 → 00:06:39เราก็อยากจะให้เค้ามีเพื่อนที่ดีรู้จัก
00:06:39 → 00:06:42เลือกคบคนนะครับเราไม่อยากให้เค้าไปคบคน
00:06:42 → 00:06:45ที่จะนำความเสื่อมเสียเสียหายมาให้กับ
00:06:45 → 00:06:48ชีวิตเราอยากจะให้เค้าไม่ถูกเอาเปรียบเรา
00:06:48 → 00:06:52อยากจะให้เค้ามีน้ำใจเนี่ยนะครับดังนั้น
00:06:52 → 00:06:54เวลาที่เราจะรักตัวเองเนี่ยเราก็ต้องรู้
00:06:54 → 00:06:58จักเลือกคบคนนะครับคำโบราณก็มีว่าอ่า
00:06:58 → 00:07:02เลือกเลือกคบบัณฑิตนะครับอย่าไปคบคนพาลนะ
00:07:02 → 00:07:04ครับแล้วก็ต้องลากเส้นอย่าให้คนมา
00:07:04 → 00:07:07เบียดเบียนเราสามารถแต่ก็ยังใจดีนะครับมี
00:07:07 → 00:07:12เมตตาเกื้อกูลคนได้นะครับเราก็จะดูแลความ
00:07:12 → 00:07:16สัมพันธ์ของในชีวิตของเราโดยรู้ว่ามัน
00:07:16 → 00:07:20เป็นแหล่งความสุขทุกข์ที่สำคัญของเรานี่
00:07:20 → 00:07:22ก็คือการรักตัวเอง 4 เรื่องก่อนนะครับ
00:07:22 → 00:07:25ร่างกายความคิดอารมณ์และความสัมพันธ์มัน
00:07:25 → 00:07:28มีการรักตัวเองอีกเรื่องนึงที่สำคัญมาก
00:07:28 → 00:07:30เช่นกันนะครับเอ่อการรักตัวเองในที่นี้
00:07:30 → 00:07:34เนี่ยก็คือการค้นหาที่ยืนของตัวเองใน
00:07:34 → 00:07:39สังคมนะครับการค้นหาที่ยืนเนี่ยเหมือนกับ
00:07:39 → 00:07:43พ่อแม่รักลูกพ่อแม่ก็จะพยายามสนับสนุนให้
00:07:43 → 00:07:47ลูกได้ค้นเจอตัวเองและการค้นเจอตัวเองนี้
00:07:47 → 00:07:51ก็จะทำให้เขาเลือกวิธีในการเลี้ยงชีพได้
00:07:51 → 00:07:54นะครับเวลาที่คนเราเลี้ยงชีพได้แล้วก็มี
00:07:54 → 00:07:57ความมั่นคงทางการเงินก็มีความภูมิใจในตัว
00:07:57 → 00:08:01เองมีความรู้สึกผ่อนคลายไม่ได้มีความ
00:08:01 → 00:08:04เคร่งเครียดกดดันนะครับซึ่งเรื่องอื่นๆก็
00:08:04 → 00:08:07จะง่ายขึ้นเมื่อเราเจอตัวเองและยืนได้
00:08:07 → 00:08:13ด้วยตัวเองมีงานมีรายได้มีความมั่นคงดัง
00:08:13 → 00:08:15นั้นการรักตัวเองในแง่นี้ก็คือเราเรา
00:08:15 → 00:08:18จำเป็นต้องให้เวลากับการค้นหาตัวเองเพื่อ
00:08:18 → 00:08:22ที่จะในอายุน้อยๆก็คือรู้ว่าเราจะไปทำงาน
00:08:22 → 00:08:26อะไรเราจะเรียนอะไรจะทำงานอะไรนะครับอายุ
00:08:26 → 00:08:28ที่มากขึ้นมาก็คือวางแผนการงานของตัวเอง
00:08:28 → 00:08:30วางแผน
00:08:30 → 00:08:33เกษียณของตัวเองนะครับแล้วในวัยสูงอายุ
00:08:33 → 00:08:36เนี่ยก็ยังต้องค้นเจอตัวเองว่าถ้าไม่มี
00:08:36 → 00:08:40งานทำแม้จะมีเงินเก็บมีเวลาท่องเที่ยวเรา
00:08:40 → 00:08:43จะทำอะไรอีกกับชีวิตของเราให้เรารู้สึก
00:08:43 → 00:08:46ว่าชีวิตเรามันมีจุดมุ่งหมายที่ทรงคุณค่า
00:08:46 → 00:08:49นะครับทั้งหมดนี้ 5 ด้านก็คือการรักตัว
00:08:49 → 00:08:52เองซึ่งถ้าคุณฟังครบ 5 ด้านคุณก็จะเริ่ม
00:08:52 → 00:08:55รู้สึกว่าโอ้โหมันเยอะมากเลยนะแล้วใครจะ
00:08:55 → 00:08:56ทำ
00:08:56 → 00:08:59ไวนั่นแหละครับเป็นปัญหาของคำว่ารักตัว
00:08:59 → 00:09:02เองว่าถ้าคุณตีความว่าการรักตัวเองก็คือ
00:09:02 → 00:09:05ทำทุกอย่างที่รู้ว่าดีให้กับตัวเองนะครับ
00:09:05 → 00:09:08โดยเหตุผลเนี่ยคนเราก็รู้ครับว่าอะไรดีนะ
00:09:08 → 00:09:10ครับดีอะไรดีกับสุขภาพร่างกายอะไรดีกับ
00:09:10 → 00:09:14จิตใจอะไรดีกับความสัมพันธ์อะไรดีกับการ
00:09:14 → 00:09:18เติบโตทางการงานเรารู้เกือบหมดอยากหา
00:09:18 → 00:09:20เพิ่มก็ค้นอินเทอร์เน็ตได้นะครับเดี๋ยว
00:09:20 → 00:09:23นี้ก็ใช้ AI ช่วยหาให้ด้วยแต่ในทาง
00:09:23 → 00:09:26ปฏิบัติปัญหาก็คือเราทำไม่ได้อย่างที่เรา
00:09:26 → 00:09:29รู้ครับดังนั้นเวลาที่เราทำไม่ได้อย่าง
00:09:29 → 00:09:32ที่เรารู้เนี่ยเราก็ชักหงุดหงิดโมโหตัว
00:09:32 → 00:09:37เองกลายเป็นว่าความตั้งใจดีที่จะทำสิ่งดี
00:09:37 → 00:09:41ๆให้ตัวเองกลายเป็นการหงุดหงิดโมโหตัวเอง
00:09:41 → 00:09:45เพราะการรักตัวเองถ้าไม่รู้วิธีเนี่ยมัน
00:09:45 → 00:09:49จะนำมาซึ่งความคาดหวังที่ไม่เป็นจริงแล้ว
00:09:49 → 00:09:52ความคาดหวังนั้นก็จะนำมาสู่ความไม่ชอบตัว
00:09:52 → 00:09:56เองกลายเป็นอยากรักตัวเองแต่กลายเป็นไม่
00:09:56 → 00:10:00ชอบตัวเองนะครับดังนั้นการที่เขาจะไม่ชอบ
00:10:00 → 00:10:02ตัวเองเนี่ยหนึ่งในคำต่อว่าตัวเองที่เขา
00:10:03 → 00:10:06มีก็คือเขาไม่รักตัวเองนะครับซึ่งก็แปล
00:10:06 → 00:10:09ว่าอะไรแปลว่าความรู้เหตุผลและความตั้งใจ
00:10:09 → 00:10:13ดีของเขาเป็นเรื่องหนึ่งแต่การปฏิบัติการ
00:10:13 → 00:10:15จัดการอารมณ์การดำเนินชีวิตจริงเป็นอีก
00:10:15 → 00:10:18เรื่องหนึ่งซึ่งเขายังไม่รู้วิธีจะจัดการ
00:10:18 → 00:10:21ยังไงเสร็จแล้วความรู้และความคาดหวังนั้น
00:10:21 → 00:10:26ก็ถูกนำมาตัดสินตัวเราจนเรารู้สึกแย่เวลา
00:10:26 → 00:10:29ที่ผมคุยกับคนที่มีอาการซึมเศร้าหลายคนนะ
00:10:29 → 00:10:31ครับหลายครั้งเจะด่าขออภัยต้องใช้คำว่า
00:10:31 → 00:10:35ต่อว่าต่อว่าตัวเองว่าฉันไม่รู้จักรักตัว
00:10:35 → 00:10:39เองรักตัวเองไม่ได้มีคนในบ้านพ่อแม่พี่
00:10:39 → 00:10:41น้องก็จะบอกว่าให้รักตัวเองบ้างให้รักตัว
00:10:42 → 00:10:46เองบ้างเค้ารู้โดยเหตุผลแต่เขาไม่สามารถ
00:10:46 → 00:10:49จัดการตัวเองเพื่อทำสิ่งที่รู้ว่าดีให้
00:10:49 → 00:10:52กับตัวเองได้ครับดังนั้นจึงเป็นข้อควร
00:10:52 → 00:10:56ระวังแล้วก็ถ้าเรานิยามความรักตัวเองเป็น
00:10:56 → 00:10:58เช่นนั้นซึ่งก็ไม่ผิดอะไรใช่มั้ยครับ
00:10:58 → 00:11:00เหมือนเรารักก็ใครเราก็อยากให้เขาได้ดี
00:11:00 → 00:11:04เนี่ยแต่มันกลายเป็นความคาดหวังแล้วมัน
00:11:05 → 00:11:09กลายเป็นความทุกข์ที่ขัดแย้งภายในทั้งนี้
00:11:09 → 00:11:13ก็เพราะว่าเราไม่เข้าใจกลไกการทำงานของ
00:11:13 → 00:11:16จิตใจและพฤติกรรมนะครับถ้าเรายังไม่เข้า
00:11:16 → 00:11:19ใจธรรมชาติของการทำงานของจิตใจและ
00:11:19 → 00:11:20พฤติกรรมของเรา
00:11:20 → 00:11:24เองเราจะมีความรู้อะไรมากมายก็ตามความรู้
00:11:24 → 00:11:27เหล่านั้นอาจจะยังไปไม่ถึงขั้นสร้างการ
00:11:27 → 00:11:30เปลี่ยนแปลงที่เราอยากจะได้รับซึ่งก็นำไป
00:11:30 → 00:11:34สู่การรู้สึกไม่ดีกับตัวเองนะครับงั้นใน
00:11:34 → 00:11:37ทางปฏิบัติเราจะทำได้ไงถ้าเราอยากรักตัว
00:11:37 → 00:11:41เองนะครับแน่นอนนะครับมันมีร่างกายความ
00:11:41 → 00:11:43นึกคิดอารมณ์ความรู้สึกสายสัมพันธ์แล้วก็
00:11:43 → 00:11:46เรื่องของการค้นหาเพื่อมีเส้นทางเลี้ยง
00:11:46 → 00:11:50ชีพจนถึงทุกวัยจนถึงวัยเกษียณเนี่ยนะครับ
00:11:50 → 00:11:53ก็มีหลักที่จะเติมเพื่อที่ว่าจะได้ไม่
00:11:53 → 00:11:56ต้องเอาความรู้และเกณฑ์ความคาดหวังมาตัด
00:11:56 → 00:12:00สินเราซึ่งทำให้เรารู้สึกแย่อย่างแรกก็
00:12:00 → 00:12:06คือก็ค่อยๆทำไปนะครับทีละขั้นจากง่ายไป
00:12:06 → 00:12:09ขั้นที่ยากขึ้นหน่อยนึงไปขั้นที่ยากขึ้น
00:12:09 → 00:12:14อีกนิดนึงนะครับสิ่งเหล่านี้ก็จะเป็นการ
00:12:14 → 00:12:17รักตัวเองและเมตตาตัวเองด้วยนะครับคือเรา
00:12:17 → 00:12:20ใจดีกับตัวเองที่เรารู้ดีว่าการเปลี่ยน
00:12:20 → 00:12:23แปลงความเคยชินของเราเนี่ยมันต้องเข้าใจ
00:12:23 → 00:12:27กลไกของจิตใจและพฤติกรรมในรายละเอียดพอสม
00:12:27 → 00:12:30ควรดังนั้นเราก็โดยไม่ต้องต้องพูดถึงกลไก
00:12:30 → 00:12:33ในรายละเอียดนะครับเราก็จะคุยว่าให้เริ่ม
00:12:33 → 00:12:37ต้นจากง่ายๆเช่นการดูแลร่างกายเี่มันเป็น
00:12:37 → 00:12:39รูปธรรมและทำได้ง่ายที่สุดนะครับผมมี
00:12:39 → 00:12:43โอกาสให้สัมภาษณ์กับทีมงานทีมนึงซึ่งเอ่อ
00:12:43 → 00:12:45เป็นการสัมภาษณ์เพื่อเอาไปทำคลิปออกราย
00:12:45 → 00:12:47การช่องอะไรผมก็จำไม่ได้แล้วเนี่ยนะครับ
00:12:47 → 00:12:51เอ่อเค้าก็บอกว่าเค้าคุยกันในทีมงานเวลา
00:12:51 → 00:12:53ที่พูดถึงการรักตัวเองเจะนึกถึงการไปทำ
00:12:53 → 00:12:58เล็บทำผมนะนี้เป็นตัวอย่างของทีมงานทั่วๆ
00:12:58 → 00:13:01ไปที่คิดว่าออรักตัวเองก็คือไปทำเล็บทำผม
00:13:01 → 00:13:04ทำสวยนะครับแต่จริงๆถ้าเราดูนิยามมัน
00:13:04 → 00:13:07กว้างกว่านั้นแต่การทำเล็บทำผมให้เรารู้
00:13:07 → 00:13:11สึกได้กลับมาอยู่กับตัวเองได้เอาขาหรือ
00:13:11 → 00:13:15มือแช่น้ำให้มันสบายๆแล้วก็ได้มีการทำ
00:13:15 → 00:13:18ความสะอาดมันก็เป็นความเพลิดเพลินนะครับ
00:13:18 → 00:13:22ดังนั้นการดูแลที่ง่ายๆก็คือดูแลร่างกาย
00:13:22 → 00:13:25นะครับทำอะไรได้บ้างครับเวลาที่เราจะอาบ
00:13:25 → 00:13:30น้ำเนี่ยให้อาบน้ำด้วยความใส่ใจกับความ
00:13:30 → 00:13:31รู้สึกนะ
00:13:31 → 00:13:34ครับถ้าคุณเคยทดลองนะครับเวลาที่คุณอาบ
00:13:34 → 00:13:37น้ำด้วยความเร่งรีบเช่นตอนเช้าคุณมี
00:13:37 → 00:13:40ภารกิจต้องรีบออกจากบ้านคุณเร่งรีบด้วย
00:13:40 → 00:13:44การอาบน้ำเร็วๆคุณจะพบว่าการอาบน้ำนั้น
00:13:44 → 00:13:46มันไม่ได้สร้างความเพลิดเพลินอะไรมากอาจ
00:13:46 → 00:13:49จะอยู่ที่อุณหภูมิอาจจะมีผลบ้างเท่านั้น
00:13:49 → 00:13:51เองนะครับแต่ถ้าคุณอาบน้ำด้วยความรู้สึก
00:13:51 → 00:13:56นิ่งๆไม่ต้องรีบมากนะครับทำความสะอาดร่าง
00:13:56 → 00:14:00กายขัดสีฉวีวันนะครับมีอุปกรณ์ที่มาช่วย
00:14:00 → 00:14:04ขัดขาขัดบริเวณเนื้อด้านเนี่ยนะครับมันจะ
00:14:05 → 00:14:07ทำให้เราได้กลับมาใจเราเนี่ยกลับมาอยู่
00:14:07 → 00:14:11กับร่างกายจิตใจผ่อนคลายได้พักส่วนร่าง
00:14:11 → 00:14:15กายก็ได้รับการดูแลอาบน้ำเสร็จก็สดชื่น
00:14:15 → 00:14:17อันนี้ก็เป็นกิจกรรมง่ายๆแต่ไม่ใช่ทั้ง
00:14:17 → 00:14:22หมดของการรักตัวเองการจัดเวลาไปท่อง
00:14:22 → 00:14:25เที่ยวได้อยู่กับธรรมชาติหรือให้เวลากับ
00:14:25 → 00:14:29คนที่เรารักคนที่เมื่อเราอยู่ใกล้แล้วมี
00:14:29 → 00:14:34การพูดคุยมีความเข้าใจมีการเติบโตในทาง
00:14:34 → 00:14:37ความคิดและความเข้าใจชีวิตอันนี้ก็คือทำ
00:14:37 → 00:14:40ากง่ายๆแล้วค่อยๆทำแล้วก็ค่อยๆเติมเข้าไป
00:14:40 → 00:14:43ทีละนิดทีละนิดอันนี้ก็คือจะทำให้ความรู้
00:14:44 → 00:14:46ที่เยอะแยะไปหมดว่าเราจะทำอะไรให้ดีกับ
00:14:46 → 00:14:49ชีวิตถึงจะเป็นสิ่งดีกับชีวิตเนี่ยมันทำ
00:14:49 → 00:14:52ได้โดยไม่กดดันเกินไปนะครับในข้อ 2 นะ
00:14:52 → 00:14:57ครับก็คือเวลาที่เราค่อยๆทำไปแล้วเนี่ย
00:14:57 → 00:15:00การจะทำสำเร็จด้วยความเพลิดเพลินได้ด้วย
00:15:00 → 00:15:02ความรู้สึกค่อยๆเติบโตได้เนี่ยมันเป็น
00:15:02 → 00:15:06เรื่องของการบริหารเวลาดังนั้นเราก็ต้อง
00:15:06 → 00:15:09ให้ความสำคัญกับการจัดเวลาให้กับตัวเอง
00:15:09 → 00:15:11การจะจัดเวลามากน้อยแค่ไหนมันก็ต้องขึ้น
00:15:11 → 00:15:14อยู่กับสถานการณ์ในช่วงนั้นนะครับแต่ว่า
00:15:14 → 00:15:18มันมีคำอยู่ 2 คำที่ผมอยากจะชวนมาคิดถึง
00:15:18 → 00:15:22นะครับเอ่อก็คือกิจวัตรยามเช้าว่าตอนเช้า
00:15:22 → 00:15:26นี้คุณจะแบ่งเวลายังไงที่จะใช้เวลากับตัว
00:15:26 → 00:15:29เองนะครับได้ดูแลไม่ใช่ร่างกายอย่างเดียว
00:15:29 → 00:15:34แต่เป็นการได้ทบทวนได้กลับมา
00:15:34 → 00:15:38บริหารนะครับได้กลับมาทบทวนชีวิตทำความ
00:15:38 → 00:15:41เข้าใจในตัวเองนะครับแล้วก็นั่นก็คือ
00:15:41 → 00:15:44กิจวัตรยามเช้าก็อาจจะหมายถึงการตื่นมา
00:15:44 → 00:15:48ยืดยืดเหยียดหายใจนะครับหรือบริหารร่าง
00:15:48 → 00:15:52กายเสร็จแล้วก็มีอีกคำนึงคือหลังงานหรือ
00:15:52 → 00:15:55หลังจากเรียนแล้วก็จะมีพิธิกรรมก่อนเข้า
00:15:55 → 00:15:57นอนนะครับก่อนเข้านอนเราก็จัดเวลาให้ตัว
00:15:57 → 00:16:00เองเหมือนกันนะครับถ้าเรามีเวลาให้กับตัว
00:16:00 → 00:16:02เองแบบนี้เป็นประจำเนี่ยมันเป็นส่วนหนึ่ง
00:16:02 → 00:16:07ของการดูแลตัวเองที่สำคัญและไม่ว่าผล
00:16:07 → 00:16:09ลัพธ์จะเป็นยังไงมันคือช่วงเวลาที่เราได้
00:16:09 → 00:16:12กลับมาอยู่กับตัวเองนะครับในเวลานั้นเรา
00:16:12 → 00:16:15ก็จะพบความต้องการของตัวเรามากชัดเจนขึ้น
00:16:15 → 00:16:18แลเราก็สามารถเลือกได้ว่าเราจะนำมันไปตัด
00:16:18 → 00:16:21สินใจในเรื่องต่างๆอย่างไงทุกอย่างที่
00:16:21 → 00:16:24เกี่ยวข้องกับการรู้จักตัวเองมันเกิดขึ้น
00:16:24 → 00:16:27จากการที่เราจัดเวลาให้กับตัวเองเหมือน
00:16:27 → 00:16:29เรามีนัดกับตัวเองนะครับครับอันนี้ก็เป็น
00:16:29 → 00:16:32เรื่องที่ใส่่เข้าไปให้เป็นกิจวัตรประจำ
00:16:32 → 00:16:36วันในช่วงเช้ากับเย็นในรูปแบบกิจกรรมที่
00:16:36 → 00:16:38แตกต่าง
00:16:38 → 00:16:43กันข้อ 3 ครับมันมีรูปแบบพฤติกรรมดีๆเยอะ
00:16:43 → 00:16:46มากความรู้ปัจจุบันเนี่ยมันเยอะไปหมดนะ
00:16:46 → 00:16:50ครับหลายท่านก็ค้นความรู้นะครับแล้วก็พบ
00:16:50 → 00:16:52ว่าตัวเองทำไม่ได้เพราะว่ามันไม่ง่ายที่
00:16:52 → 00:16:55เราจะเปลี่ยนระบบชีวิตของเราสร้างนิสัยดี
00:16:55 → 00:16:58ๆให้กับชีวิตแต่ถ้าเราค่อยๆทำและเรียนรู้
00:16:58 → 00:17:01วิธีการสร้างรูปแบบพฤติกรรมหรือนิสัยต่าง
00:17:01 → 00:17:07ๆในแต่ละด้านเนี่ยเราก็จะเป็นการมอบสิ่ง
00:17:07 → 00:17:10ดีๆให้กับตัวเองเช่นสร้างนิสัยการนอนการ
00:17:10 → 00:17:14กินการออกกำลังกายหรือการสร้างนิสัยการ
00:17:14 → 00:17:16เรียนรู้เนี่ยนะครับนิสัยเหล่านี้เนี่ย
00:17:17 → 00:17:19มันไม่สามารถเกิดขึ้นได้ในช่วงเวลาข้าม
00:17:19 → 00:17:24คืนนะครับมันเป็นเรื่องของการค่อยๆ
00:17:24 → 00:17:29ทำบางครั้งเราไม่อยากทำแต่เราก็ทำนะครับ
00:17:29 → 00:17:33ทำไปเรื่อยๆวงจรสมองที่เกี่ยวข้องก็จะหนา
00:17:33 → 00:17:36ตัวขึ้นทำงานได้คล่องขึ้นมันใหญ่ขึ้นน่ะ
00:17:36 → 00:17:39นะครับท่านก็จะทำได้ง่ายขึ้นซึ่งตัวนี้
00:17:39 → 00:17:43เนี่ยก็คือตัวแก้ที่สำคัญของการที่เรา
00:17:43 → 00:17:46อยากเปลี่ยนแปลงตัวเองแล้วทำไม่สำเร็จเรา
00:17:46 → 00:17:49ก็ต้องมาค่อยๆทำซ้ำๆไปเรื่อยๆนะครับค่อยๆ
00:17:49 → 00:17:53สร้างสิ่งที่เราเรียกว่าเป็นนิสัยและ
00:17:53 → 00:17:55กิจวัตรเนี่ยขึ้นมาในชีวิตนะครับตัวนี้
00:17:55 → 00:17:59เนี่ยผมคิดว่าหลายคนที่ที่ได้รับความรู้
00:17:59 → 00:18:02และข้อมูลไปเนี่ยเขคสามารถบริหารชีวิต
00:18:02 → 00:18:05เพื่อทำสิ่งเหล่านั้นได้เลยเี่นะครับตัว
00:18:05 → 00:18:07ผมเองก็เป็นหนึ่งในคนที่เวลาได้ความรู้
00:18:07 → 00:18:10แล้วก็ตกผลึกแล้วก็พยายามจะสร้างการ
00:18:10 → 00:18:13เปลี่ยนแปลงในรูปธรรมในชีวิตเช่นทันทีที่
00:18:13 → 00:18:18เรารู้ว่ากินยังไงถึงจะดีเนี่ยซึ่งในเอ่อ
00:18:18 → 00:18:21ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมากับเมื่อ 5 ปีก่อน
00:18:21 → 00:18:23เนี่ยความรู้เรื่องนี้ของผมไม่เหมือนกัน
00:18:23 → 00:18:25ซะทีเดียวนะครับมันยังมีของใหม่ๆมาอยู่
00:18:25 → 00:18:29เรื่อยๆเนี่ยพอเรารู้ของใหม่ปุ๊บเราก็มา
00:18:29 → 00:18:31ปรับทดลองในชีวิตจริงของเราแล้วเราก็
00:18:31 → 00:18:34พยายามจะดูว่าเราจะออกแบบมันยังไงให้เรา
00:18:34 → 00:18:38ทำมันได้ง่ายๆนะครับซึ่งยกตัวอย่างการกิน
00:18:38 → 00:18:42เนี่ยการจะสร้างนิสัยการกินเนี่ยก็คือ
00:18:42 → 00:18:47เอ่อกรณีของผมนะครับผมกินมื้อเช้าเหมือน
00:18:47 → 00:18:52กันทุกมื้อโดยไม่ต้องคิดอะไรเลยนะครับแม่
00:18:52 → 00:18:54บ้านที่เตรียมอาหารให้ก็ไม่ต้องคิดอะไร
00:18:54 → 00:18:56เลยทุกเช้าทำเหมือนกันหมดประกอบไปด้วย
00:18:56 → 00:18:58อาหารที่มีส่วนผสมหลากหลายที่เคยพูดไป
00:18:58 → 00:19:02แล้วนะครับด้วยรูปแบบตัวนี้มันมีข้อดี
00:19:02 → 00:19:07อะไรนะครับมันทำให้เราเอ่อมีนิสัยการกิน
00:19:07 → 00:19:11ตอนเช้าที่ดีได้อาหารครบถ้วนแล้วก็ทำให้
00:19:11 → 00:19:14เรามีความพร้อมในการทำงานปฏิบัติหน้าที่
00:19:14 → 00:19:19ได้ทั้งวันนะครับมันก็เป็นหนึนิสัยที่
00:19:19 → 00:19:24เราค่อยๆสะสมจนกระทั่งมันกลายเป็นกิจวัตร
00:19:24 → 00:19:26แบบที่เราทำแบบอัตโนมัติไม่ต้องคิดนะครับ
00:19:26 → 00:19:29ซึ่งนิสัยเหล่านี้เนี่ยเมื่อเราประกอบกัน
00:19:29 → 00:19:32เข้าหลายๆด้านมันจะเหมือนกับเราไม่ต้อง
00:19:32 → 00:19:35ตั้งใจทำมันแต่มันจะไหลไปของมันนะครับ
00:19:36 → 00:19:38ซึ่งเรื่องนี้เนี่ยถ้าท่านเคยลองและ
00:19:38 → 00:19:41สำเร็จท่านจะรู้ครับว่ามันจะสร้างความ
00:19:41 → 00:19:43มั่นใจในการสร้างการเปลี่ยนแปลงในชีวิต
00:19:43 → 00:19:46ได้ในหลายๆเรื่องหรือเกือบทุกเรื่องใน
00:19:46 → 00:19:49ชีวิตได้เลยนะครับเรื่องที่ 4 ก็คือเป็น
00:19:49 → 00:19:52ตัวที่เป็นนามธรรมหน่อยนึงนะครับคือเรา
00:19:52 → 00:19:55ต้องเข้าใจว่าตัวที่ยากที่สุดเวลาที่เรา
00:19:55 → 00:20:00อยากจะรักตัวเองเนี่ยเราต้องเข้าใจความ
00:20:00 → 00:20:02รู้สึกนึกคิดและจิตใจตัวเองซึ่งเป็นสิ่ง
00:20:02 → 00:20:06ที่จับต้องยากซับซ้อนแล้วก็เรารู้ไม่เท่า
00:20:06 → 00:20:09ทันนะครับมันก็จะเป็นกระบวนการดูแลใจ
00:20:09 → 00:20:12สังเกตความรู้สึกนึกคิดนะครับแล้วก็ราย
00:20:12 → 00:20:15ละเอียดเหล่านี้เนี่ยกระจายอยู่ในไลฟหลาย
00:20:15 → 00:20:17ตอนที่ผมพูดไปนะครับเรียนรู้การจัดการ
00:20:17 → 00:20:21ความคิดเรียนรู้การจัดการอารมณ์นะครับ
00:20:21 → 00:20:23หลักสำคัญในเรื่องนี้นะครับก็คือให้ฝึก
00:20:23 → 00:20:28ความรู้ทันในความรู้สึกนึกคิดแล้วก็ให้
00:20:28 → 00:20:31มองความรู้สึกนึกคิดตัวเองด้วยความเมตตา
00:20:31 → 00:20:34นะครับก็คือด้วยความอย่าเพิ่งตัดสินสิ่ง
00:20:34 → 00:20:37ที่เป็นความนึกคิดหรืออารมณ์ที่เกิดขึ้น
00:20:37 → 00:20:40แต่พยายามจะเข้าใจที่มาที่ไปซึ่งอยู่ลึก
00:20:40 → 00:20:43ลงไปมันมีตัวขับเคลื่อนมาจากจิตใจในส่วน
00:20:43 → 00:20:46ลึกนะครับแล้วก็ตัวสำคัญอีกตัวนึงก็คือ
00:20:46 → 00:20:49ระวังอย่าสู้กับตัวเองนะครับอย่าต่อว่า
00:20:49 → 00:20:52อย่าวิจารณ์เพราะนั่นก็เหมือนกับตอนต้น
00:20:52 → 00:20:55ที่บอกไว้ก็คือเราเริ่มต้นจากการอยากรัก
00:20:55 → 00:20:59ตัวเองแต่เราลงเอยด้วยการไม่ชอบตัวเองาว
00:20:59 → 00:21:02นี้นั่นคือแนวคิดเรื่องของการรักตัวเอง
00:21:02 → 00:21:05ซึ่งเป็นการแปลงมันออกมาให้กลายเป็นรูป
00:21:05 → 00:21:09ธรรมให้ได้มากที่สุดแล้วก็มีข้อที่ควร
00:21:09 → 00:21:13ระวังก็คือความตั้งใจที่จะมอบสิ่งดีๆให้
00:21:13 → 00:21:17ตัวเองอาจจะมากเกินแล้วเผลอมาตัดสินตัว
00:21:17 → 00:21:20เองก็นำมาสู่แนวคิด
00:21:20 → 00:21:24ที่เรียกว่าเมตตาตัวเองนะครับจริงๆคำว่า
00:21:24 → 00:21:28เมตตาตัวเองเนี่ยในประเทศไทยเนี่ยอาจจะ
00:21:28 → 00:21:33ได้ยินบ่อยพอสมควรนะครับแต่ผมจะพบว่าคน
00:21:33 → 00:21:36รุ่นใหม่เนี่ยจะใช้คำว่ารักตัวเองมากกว่า
00:21:36 → 00:21:39นะครับส่วนคนที่จะใช้คำว่าเมตตาตัวเอง
00:21:39 → 00:21:42เนี่ยมักจะเป็นคนที่มีอายุมีประสบการณ์
00:21:42 → 00:21:46ชีวิตมากหน่อยนึงแล้วก็อาจจะไปแตะอยู่ใน
00:21:46 → 00:21:50การปฏิบัติธรรมอยู่บ้างนะครับในต่าง
00:21:50 → 00:21:53ประเทศนะครับคำว่ารักตัวเองเนี่ยเขียน
00:21:53 → 00:21:56อยู่ในหนังสือจีวาที่เป็นแนวแบบไม่มีงาน
00:21:56 → 00:21:59วิจัยสนับสนุนมากนักแต่เรื่องเมตตาตัวเอง
00:21:59 → 00:22:03กรุณาตัวเองเนี่ยมีงานวิจัยเพียบเลยครับ
00:22:03 → 00:22:07ทั้งนี้ก็เป็นความตื่นตัวและปรากฏว่ามีคน
00:22:07 → 00:22:11ถอดความรู้เรื่องของการเมตตาตัวเองสาย
00:22:11 → 00:22:14พุทธนี่นะครับออกมาเป็นงานเขียนแล้วก็ไป
00:22:14 → 00:22:18ทำวิจัยนะครับเอ่อท่านดละก็เป็นท่านนึง
00:22:18 → 00:22:21ที่พูดถึงเรื่องนี้อยู่บ่อยเนี่ยนะครับ
00:22:21 → 00:22:25เอ่อจริงๆท่านใช้คำว่า be kind นะครับ
00:22:25 → 00:22:30เหมือนใจดีนะครับมีเอ่อนักวิชาการที่เคย
00:22:30 → 00:22:35ทำทำงานด้าน HIV ของ Un aids นะครับไม่
00:22:35 → 00:22:38ใช่ไม่ใช่เอ่อไม่ใช่ USA ID นะครับ Un
00:22:38 → 00:22:41aids นะครับเคก็เล่าให้ผมฟังว่าครั้งนึง
00:22:41 → 00:22:45เข้าไปนั่งรอฟังท่านดาะนะครับแล้วก็คน
00:22:45 → 00:22:48เต็มห้องประชุมครับท่านไดลามะก็ป่วยนะ
00:22:48 → 00:22:52ครับก็ยังมาตามนัดแล้วก็ขึ้นไปนั่งอยู่ใน
00:22:52 → 00:22:54ที่นั่งสำหรับการ
00:22:54 → 00:22:59บรรยายแล้วเก็นั่นสักพักนึงเนื่องจากท่าน
00:22:59 → 00:23:01ป่วยท่านพูดอะไรไม่ได้มากท่านก็เลยต้อง
00:23:01 → 00:23:04สกัดคำพูดออกมาให้สั้นที่สุดท่านพูดว่า be
00:23:04 → 00:23:07kind และท่านก็ออกจากห้องประชุมไปเนี่ย
00:23:07 → 00:23:11นะครับทำไม be kind ถึงเป็นหัวใจของสิ่ง
00:23:11 → 00:23:15ที่ท่านราะพูดกับคนในห้องประชุมครับ be
00:23:15 → 00:23:19kind เนี่ยมันมีได้ทั้ง be kind คือใจ
00:23:19 → 00:23:23ดีเมตตากรุณาต่อเพื่อนรอบๆตัวก็ได้หรือ be
00:23:23 → 00:23:26K ในที่นี้หมายถึงเมตตากรุณาต่อตัวเองก็
00:23:26 → 00:23:29ได้เนี่ยนะครับใจดีกับตัวตัวเองนะครับที่
00:23:29 → 00:23:32ผมต้องพูดคู่ระหว่างเมตตากรุณาถ้าท่านรู้
00:23:32 → 00:23:34จักศัพท์ 2 ตัวนี้เนี่ยตัวนึงก็คือ
00:23:34 → 00:23:38ปรารถนาให้เป็นสุขเช่นเมตตาตัวเองก็คือ
00:23:38 → 00:23:41อยากให้เราเป็นสุขเอ่อเรากรุณาตัวเองคือ
00:23:41 → 00:23:44เราอยากให้ตัวเองพ้นทุกข์นะครับซึ่งใน
00:23:44 → 00:23:46ต่างประเทศในวง
00:23:46 → 00:23:51จิตวิทยาสายที่ศึกษาด้านสตินะครับก็จะแตก
00:23:51 → 00:23:55ความรู้เรื่องนี้ละครับออกมาเป็นงานศึกษา
00:23:55 → 00:23:57ที่เป็นระบบมากและเอาความรู้เรื่องนี้
00:23:57 → 00:24:00เป็นส่วนหนึ่งในกระบวนการเยียวยาตัวเองนะ
00:24:00 → 00:24:03ครับดะนั้นคำว่ารักตัวเองกับคำว่าเมตตา
00:24:03 → 00:24:06ตัวเองมันต่างกันตรงนี้ครับต่างกันตรงที่
00:24:06 → 00:24:08ว่าความรักตัวเองถ้าเราเผลอนะครับมันอยู่
00:24:08 → 00:24:13ที่การตีความถ้าเราเผลอใช้ในทางที่เราคาด
00:24:13 → 00:24:15หวังตัวเองตั้งเกณฑ์กะเกณฑ์ตัวเองแล้วมา
00:24:15 → 00:24:20ตัดสินตัวเองคำๆนั้นกลายเป็นการไม่ได้ be
00:24:20 → 00:24:23kind กับตัวเองนะครับไม่ได้ใจดีกับตัว
00:24:23 → 00:24:27เองแต่ถ้าตีความด้วยว่าเมตตาตัวเองหรือ
00:24:27 → 00:24:30รักตัวเองเมตตาตัวเองเนี่ยนะครับก็แปลว่า
00:24:30 → 00:24:33เราต้องใจดีนะเราต้องรู้ว่าเราอยากให้ตัว
00:24:33 → 00:24:35เองเก่งขึ้นเราอยากให้ตัวเองมีความสุข
00:24:35 → 00:24:38ขึ้นเราอยากจะให้ตัวเองไม่ต้องไถดู
00:24:38 → 00:24:41โซเชียลมีเดียมากเหมือนเก่าแต่เราสู้กับ
00:24:41 → 00:24:43มันไม่ได้เพราะว่ามันมีความปั่นป่วนอยู่
00:24:43 → 00:24:46ในจิตใจที่ลึกลงไปกว่านั้นเราก็ใจดีกับ
00:24:46 → 00:24:49ตัวเองแล้วค่อยๆดูว่าเราจะจัดการยังไงกับ
00:24:50 → 00:24:52สิ่งที่เราเข้าไม่ถึงในจิตใจส่วนลึกนั้น
00:24:52 → 00:24:55เพื่อจะได้ใจดีกับตัวเองได้ดีขึ้นก็ปรากฏ
00:24:55 → 00:24:57ว่าเวลาที่เราใจดีกับตัวเองแล้วไม่ตัดสิน
00:24:57 → 00:25:00ตัวเองเนี่ยมันจะเปิดรับให้เราเห็นตัวเอง
00:25:00 → 00:25:02ได้ลึกขึ้นครับซึ่งเรื่องนี้เป็นหัวข้อ
00:25:02 → 00:25:07ใหญ่ในงานสอนของผมด้วยเช่นกันนะครับและ
00:25:07 → 00:25:09เราก็คุยกันแล้วด้วยว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่
00:25:09 → 00:25:12เราเชื่อมกับตัวเองได้ดีเราจะเชื่อมกับคน
00:25:12 → 00:25:15อื่นได้ดีขึ้นเมื่อไหร่ก็ตามที่เรา be
00:25:15 → 00:25:18kind นะครับใจดีกับตัวเองฝึกจนกระทั่ง
00:25:18 → 00:25:22เราเห็นใจเข้าใจและมีเมตตากรุณาต่อตัว
00:25:22 → 00:25:26เองธรรมชาตินี้มันจะทำให้เราเห็นมนุษย์คน
00:25:26 → 00:25:29อื่นซึ่งมีลักษณะคล้ายกับเรานะครับภาษา
00:25:29 → 00:25:32ท่านพุทธาสก็คือเป็นเพื่อนทุกข์เกิดแก่
00:25:32 → 00:25:33เจ็บตายเนี่นะ
00:25:33 → 00:25:37ครับมันก็จะทำให้เรา be kind คือใจดีกับ
00:25:37 → 00:25:39เขาได้ด้วยซึ่งก็จะเอื้อมากกับการอยู่
00:25:39 → 00:25:42ร่วมกันนะครับอันนี้มาลองดูนะครับว่าเวลา
00:25:42 → 00:25:46ที่ทางสายเอ่อจีวิยาตะวันตกพูดถึงเรื่อง
00:25:46 → 00:25:50เมตตาตัวเองซึ่งผมจะใช้คำนี้ครอบคลุมคำ
00:25:50 → 00:25:54ว่ากรุณาตัวเองไปด้วยนะครับก็หมายถึงการ
00:25:54 → 00:25:58ตระหนักในคุณค่าของตัวเองในฐานะที่เกิดเ
00:25:58 → 00:25:59มาเป็นมนุษย์คน
00:25:59 → 00:26:05หนึ่งที่ไม่สมบูรณ์มีข้อบกพร่องและยัง
00:26:05 → 00:26:10ต้องดิ้นรนกับชีวิตนะครับความหมายก็คือ
00:26:10 → 00:26:14เราไม่สมบูรณ์ยังต้องดิ้นรนกระกระสน
00:26:14 → 00:26:18มีข้อบกพร่องแต่เรายังรู้ว่าเรามี
00:26:18 → 00:26:21คุณค่าการเกิดเป็นมนุษย์เป็นสิ่งมีคุณค่า
00:26:21 → 00:26:27โดยตัวมันเองครับและข้อ 2 นะครับตระหนัก
00:26:27 → 00:26:30ว่าเราต่างก็มีความทุกข์เหมือนๆกันกับคน
00:26:30 → 00:26:32อื่นๆนะครับอันนี้คือเพื่อนทุกข์เกิดแก่
00:26:32 → 00:26:35เจ็บตายเลยนะครับซึ่งตอนที่ผมอ่านบทเขียน
00:26:35 → 00:26:38ของท่านพุทธาสเมื่อตอนอายุประมาณ 20 ปลาย
00:26:38 → 00:26:39ๆ
00:26:39 → 00:26:44เนี่ยคำพูดที่ดูได้ยินบ่อยๆเนี่ยมันซาบ
00:26:44 → 00:26:48ซึ้งกินใจมากมันก่อให้เกิดความเชื่อมโยง
00:26:48 → 00:26:51แล้วมันเป็นการบ่มความเมตตากรุณาต่อกันนะ
00:26:51 → 00:26:56ครับฉากนั้นยอมรับตัวเองแม้ว่าตัวเองจะ
00:26:56 → 00:26:59ไม่ได้เป็นตัวเองในแบบที่ดีที่สุด
00:26:59 → 00:27:01และแม้ว่าตัวเองจะไม่ได้มีความสำเร็จใน
00:27:01 → 00:27:04แบบที่ตัวเองอยากได้เราก็ยอมรับตัวเองได้
00:27:04 → 00:27:08นะครับอันนี้ก็คือแนวคิดที่ถ้าฟังดูแล้ว
00:27:08 → 00:27:11จะเริ่มเห็นว่ามันมีความแตกต่างกับคำว่า
00:27:11 → 00:27:14รักตัวเองที่มีเขียนไว้ในทางจีวิทยาตะวัน
00:27:14 → 00:27:16ตกนะครับเพราะว่าที่มาที่ไปมันเป็นคนละ
00:27:16 → 00:27:21สายกันนะครับในสายของการเมตตาตัวเองยัง
00:27:21 → 00:27:26เน้นความรู้ตัวนะครับแล้วก็หนึ่งในกลไก
00:27:26 → 00:27:29ทางจิตที่เราจะได้ยินเสียงตัวเองพูดกับ
00:27:29 → 00:27:32ตัวเองเนี่ยเราก็จะพบว่าเราได้ยินเสียง
00:27:32 → 00:27:36วิจารณ์ตัวเองพูดกับตัวเองซึ่งหลายครั้ง
00:27:36 → 00:27:39มันโหดร้ายกับเราเหมือนกันมีคำด่าต่อว่า
00:27:39 → 00:27:43ตัวเองเนี่ยนะครับให้เข้าใจว่าเสียงต่อ
00:27:43 → 00:27:46ว่าเหล่านั้นเสียงวิจารณ์ในหัวของเรานั้น
00:27:46 → 00:27:50เป็นความตั้งใจดีแต่ว่ามันใช้วิธีการที่
00:27:50 → 00:27:53โหดร้ายคาดหวังและเข้มงวดซึ่งทำให้เรารู้
00:27:53 → 00:27:57สึกแย่เราทำความเข้าใจในความตั้งใจหรือ
00:27:57 → 00:28:00เจตนานั้นแล้วเราปรับวิธีการพูดคุยซึ่ง
00:28:00 → 00:28:03อันนี้มีมันมีวิธีการของมันนะครับให้กลาย
00:28:03 → 00:28:07เป็นการพูดให้กำลังใจชื่นชมแล้วก็ชวนให้
00:28:07 → 00:28:11ค่อยๆสร้างการเปลี่ยนแปลงนะครับเหมือนกับ
00:28:11 → 00:28:13ถ้าคุณอยากรู้ว่าให้กำลังใจยังไงคุณก็ไป
00:28:13 → 00:28:15ดูเพื่อนที่คุณชอบว่าเอคนนี้พูดกับใคร
00:28:15 → 00:28:18แล้วคนอื่นเขาดูมีกำลังใจขึ้นเขาให้กำลัง
00:28:18 → 00:28:21ใจยังไงเทำยังไงเราหยิบวิธีนั้นมาใช้กับ
00:28:21 → 00:28:22ตัว
00:28:22 → 00:28:28เองเราก็จะฝึกมองตัวเองไม่ได้เน้นที่ความ
00:28:28 → 00:28:32ความสำเร็จแต่จะเน้นที่ความพยายามนะครับ
00:28:32 → 00:28:35เน้นที่การฝึกยอมรับแต่ว่าไม่ได้แปลว่าจะ
00:28:35 → 00:28:39ไม่พัฒนานะยอมรับสิ่งต่างๆอย่างที่เป็น
00:28:39 → 00:28:42เรื่องนี้มีหลักคิดที่สำคัญข้อนึงก็คือ
00:28:42 → 00:28:44ถ้าคุณไม่ตระหนักว่าตัวคุณเป็นยังไงมัน
00:28:44 → 00:28:46เป็นเรื่องยากมากที่จะรู้ว่าคุณจะพัฒนา
00:28:46 → 00:28:51ตัวเองต่อในขั้นถัดไปยังไงนะครับนั้นแล้ว
00:28:51 → 00:28:54เวลาที่เราตัดสินตัวเองเนี่ยเราจะยังไม่
00:28:54 → 00:28:57ทันรู้จักตัวเองจริงๆนะครับงั้นการที่เรา
00:28:57 → 00:29:00จะยอมรับตัวเองก่อนจะทำให้เราเห็นตัวเอง
00:29:00 → 00:29:03ได้ชัดขึ้นว่าเราเป็นยังไงนะเพราะมันไม่
00:29:03 → 00:29:06มีตัวตัดสินมาขวางนะครับทันทีที่เรารู้
00:29:06 → 00:29:08จักตัวเองมากขึ้นเราก็จะเห็นจุดที่เรา
00:29:08 → 00:29:11อยากจะเริ่มต้นพัฒนาได้ดีขึ้นการยอมรับ
00:29:11 → 00:29:14ตัวเองจึงไม่ใช่ยอมรับตัวเองจบลงนะครับ
00:29:14 → 00:29:16แต่ยอมรับตัวเองแล้วรู้จักตัวเองมากขึ้น
00:29:16 → 00:29:19จากการยอมรับนั้นนะครับเหมือนการยอมรับทำ
00:29:19 → 00:29:23ให้เรามองละเอียดขึ้นเปิดรับฟังมากขึ้นนะ
00:29:23 → 00:29:26ครับทันทีที่เรายอมรับแล้วเราเข้าใจตัว
00:29:26 → 00:29:29เองมากขึ้นเราก็จะเห็นจุดที่เราอยากจะ
00:29:29 → 00:29:32พัฒนาให้ดีขึ้นซึ่งเรื่องนี้ก็แปลว่าการ
00:29:32 → 00:29:36ยอมรับไม่ได้แปลว่าไม่พัฒนาแต่การยอมรับ
00:29:36 → 00:29:40ทำให้เลยเราเห็นจุดที่อยากพัฒนาชัดขึ้น
00:29:40 → 00:29:42และมันยังนำไปสู่การให้อภัยตัวเองได้ด้วย
00:29:42 → 00:29:45นะครับแต่การให้อภัยไม่ได้แปลว่าสิ่งที่
00:29:45 → 00:29:49เราทำผิดพลาดไปแล้วไม่ต้องรับผิดถ้ามันสม
00:29:49 → 00:29:51ควรรับผิดก็ต้องรับผิดนะครับแต่ถ้าให้
00:29:51 → 00:29:54อภัยได้ก็ให้อภัยแล้วแต่ว่าเรื่องราวนั้น
00:29:54 → 00:29:57เป็นอย่างไรนะครับในบางกรณีเราอาจจะทำผิด
00:29:57 → 00:30:00แล้วเราก็ทำโทษตัวเองหรือเราอาจจะถูกคน
00:30:00 → 00:30:03อื่นทำโทษหรืออาจจะถูกกฎหมายทำโทษเนี่ยนะ
00:30:03 → 00:30:06ครับก็มีบางคนที่ยังไม่ยอมให้อภัยตัวเอง
00:30:06 → 00:30:09นะครับผมก็มักจะถามว่าเออคุณโทษตัวเองมา
00:30:09 → 00:30:12นานพอหรือยังนะครับถ้ายังไม่พอคุณก็มี
00:30:12 → 00:30:14สิทธิ์ที่จะโทษตัวเองต่อไปได้แต่ว่ามันจะ
00:30:14 → 00:30:17เกิดอะไรขึ้นตามมาบ้างคุณต้องการอะไรใน
00:30:17 → 00:30:19ชีวิตอยากให้มันเป็นยังไงจากนั้นก็ทำให้
00:30:19 → 00:30:22เขารู้ว่าการไม่ให้อภัยตัวเองเนี่ยจริงๆ
00:30:22 → 00:30:24มันไม่ได้พาไปสู่ผลลัพธ์ที่จะดีขึ้นเลย
00:30:24 → 00:30:27เพราะว่ามันเป็นการกินพลังงานข้างในตัว
00:30:27 → 00:30:31เองซึ่งทำให้เขาคเติบโตต่อได้ยาก
00:30:31 → 00:30:35ขึ้นคราวนี้ในรวมๆแล้วเนี่ยมันก็เหมือน
00:30:35 → 00:30:39กับว่าการเมตตาตัวเองซึ่งเป็นภาษาที่ต่าง
00:30:39 → 00:30:41กันและมีจุดเน้นที่ต่างกันกับคำว่ารักตัว
00:30:41 → 00:30:43เอง
00:30:43 → 00:30:46เนี่ยมันก็สรุปลงลงที่ว่าเราจะทำยังไงให้
00:30:46 → 00:30:50เรามีความสัมพันธ์ที่ดีกับตัวเองในลักษณะ
00:30:50 → 00:30:54ที่เป็นเพื่อนที่ดีมีความใจดีมีเมตตา
00:30:54 → 00:30:58กรุณาในด้านต่างๆซึ่งแน่นอนครับไปเชื่อม
00:30:58 → 00:31:00กับเรื่องรักตัวเองได้เลยเรื่องร่างกายก็
00:31:00 → 00:31:02ได้เรื่องความนึกคิดเรื่องอารมณ์เรื่อง
00:31:02 → 00:31:05สายสัมพันธ์เรื่องของการค้นเจอตัวเองก็
00:31:05 → 00:31:08เป็นพื้นที่ที่ไม่ต่างกันเลยนะครับต่าง
00:31:08 → 00:31:10กันตรงที่ว่าพอนำแนวคิดเรื่องความเมตตา
00:31:11 → 00:31:13ตัวเองมาเติมมันก็ทำให้เราเห็นอะไรได้รอบ
00:31:13 → 00:31:17ด้านมากขึ้นนะครับเราก็ค่อยๆทำไปทีละขั้น
00:31:17 → 00:31:19ไม่ต้องคาดหวังว่าจะสำเร็จทันทีที่เรา
00:31:19 → 00:31:22เห็นว่าเราควรจะเปลี่ยนแปลงยังไงให้รู้
00:31:22 → 00:31:24ว่าทุกเรื่องที่เราอยากเปลี่ยนให้ดีขึ้น
00:31:24 → 00:31:27เนี่ยมันต้องทำทีละไม่กี่เรื่องแล้วก็
00:31:27 → 00:31:29ต้องให้เวลาตัวเองปรับเข้าที่ก่อนแล้ว
00:31:29 → 00:31:33ค่อยไปเปิดเรื่องใหม่นะครับส่วนที่จะจัด
00:31:33 → 00:31:38การได้ยากก็คือคนจำนวนนึงอาจจะมีสิ่งที่
00:31:38 → 00:31:41ไม่ชอบเกี่ยวกับตัวเองนะครับมีนิสัยบาง
00:31:41 → 00:31:45อย่างที่เราไม่ชอบเช่นไม่สามารถหยุดไถมือ
00:31:45 → 00:31:49ถือได้หรือว่าเอ่อซื้อของออนไลน์ของเกิน
00:31:49 → 00:31:52นะครับของมารกบ้านแล้ว
00:31:52 → 00:31:55ก็อยู่กับสิ่งนั้นแล้วก็รู้สึกว่าจิตใจ
00:31:55 → 00:31:58ไม่ได้สดใสสดชื่นปลอดโปร่งนะครับ
00:31:59 → 00:32:01ปฏิกิริยาเหล่านี้เนี่ยเป็นปฏิกิริยาที่
00:32:01 → 00:32:04เราไม่เข้าใจตัวเองนะครับซึ่งเรายังไม่
00:32:04 → 00:32:07สามารถจัดการมันได้โดยตรงครับเราอาจจะ
00:32:07 → 00:32:09พยายามควบคุมตัวเองได้บ้างนะครับแต่การทำ
00:32:09 → 00:32:12งานเี่ต้องทำงานลึกไปกว่านั้นเราถึงจะ
00:32:12 → 00:32:15เข้าใจว่ามีอะไรมาผลักดันขับเคลื่อนจิตใจ
00:32:15 → 00:32:18เราให้เราต้องตกอยู่ในร่องที่เราไม่ชอบนะ
00:32:18 → 00:32:21ครับซึ่งตัวนี้เนี่ยตัวสำคัญคืออย่าเพิ่ง
00:32:21 → 00:32:24รีบตัดสินเพราะคิดว่าเราอยากรักตัวเอง
00:32:24 → 00:32:28แล้วเราเลยไปตัดสินตัวเองนะครับดังนั้น
00:32:28 → 00:32:32เพื่อนะครับการที่เราจะฝึกเมตตาตัวเองเรา
00:32:32 → 00:32:37ก็อาจจะมองแนวทางของการเมตตาตัวเองตามสาย
00:32:37 → 00:32:40ที่ทำงานด้านนี้ในจีวาตะวันตกซึ่งอย่าง
00:32:40 → 00:32:42ที่บอกนะครับมันมาคนละสายกับคำว่ารักตัว
00:32:42 → 00:32:46เองนะครับสายนี้ก็จะบอกว่า 1 นะสายเมตตา
00:32:46 → 00:32:49กรุณาเนี่ยนะครับ 1 ก็คือสร้างความ
00:32:49 → 00:32:51ตระหนักในความรู้สึกนึกคิดและประสบการณ์
00:32:51 → 00:32:55ในร่างกายเปิดรับประสบการณ์ที่รับรู้ไม่
00:32:55 → 00:32:58กดข่มควบคุมหรือตัดสินนะครับอันนี้เหมือน
00:32:58 → 00:33:00การฝึกสติอย่างนึงเลยนะครับจากนั้นก็คือ
00:33:00 → 00:33:03ทำความเข้าใจกับตัวเองอย่างลึกซึ้งนะครับ
00:33:03 → 00:33:06คือเมื่อท่านเปิดสร้างความตระหนักท่านก็
00:33:06 → 00:33:09จะเข้าใจตัวเองจากการเปิดรับนั้นท่านจะ
00:33:09 → 00:33:12เห็นตัวเองได้ลึกขึ้นนะครับเช่นท่านฟัง
00:33:12 → 00:33:15อย่างลึกซึ้งของความรู้สึกนึกคิดในใจตัว
00:33:15 → 00:33:18เองท่านฟังสัญญาณในร่างกายเปิดรับ
00:33:18 → 00:33:22ประสบการณ์อย่างแท้จริงสิ่งเหล่านี้เมื่อ
00:33:22 → 00:33:25สร้างความตระหนักเปิดรับเราก็จะเริ่มเข้า
00:33:25 → 00:33:29ใจนะครับและในขณะเดียวกันให้มีความข้อ 3
00:33:29 → 00:33:32นะครับอ่อนโยนใจดีกับตัวเองนะครับ be
00:33:32 → 00:33:36kind ที่ท่านดละพูดไว้คือเราไม่ตัดสิน
00:33:36 → 00:33:40แต่เราใส่ใจว่าถ้าเรากำลังมีความทุกข์
00:33:40 → 00:33:42ความเจ็บปวดภายใน
00:33:42 → 00:33:45เนี่ยนั่นเป็นพื้นที่ที่เราใส่ใจดูแลครับ
00:33:45 → 00:33:48มันเหมือนเราเผลอทำมีดบาตตัวเองเนี่ยเรา
00:33:48 → 00:33:53ก็ทำแผลร่างกายก็จะเยียวยาแผลนั้นแต่เวลา
00:33:53 → 00:33:57เราเจ็บปวดใจมีแผลในใจเนี่ยบางครั้งเรา
00:33:57 → 00:34:00เผลอนะครับเราไม่ชอบความเจ็บปวดนั้นเราก็
00:34:00 → 00:34:05ไปกรีดแผลนั้นให้เจ็บมากขึ้นด้วยการต่อ
00:34:05 → 00:34:08บ้าตัวเองนะครับงั้นก็ให้อ่อนโยนและใจดี
00:34:08 → 00:34:12กับตัวเองซึ่งตรงนี้เนี่ยโดยตัวมันเอง
00:34:12 → 00:34:15สำคัญกว่าผลลัพธ์นะครับเหมือนกับเรา
00:34:15 → 00:34:19เลี้ยงเลี้ยงลูลูกด้วยความรักเนี่ยเราไม่
00:34:19 → 00:34:22ได้จะผลักดันให้ลูกเราจะต้องบรรลุผล
00:34:22 → 00:34:25สำเร็จอะไร 1 2 3 แต่เราใช้กระบวนการ
00:34:25 → 00:34:29ปฏิบัติต่อกันด้วยความอ่อนโยนใจดีนะครับ
00:34:29 → 00:34:31ด้วยการสร้างพื้นที่ให้เขาเข้าใจตัวเอง
00:34:31 → 00:34:35เนี่ยมันจะช่วยให้เขาเติบโตขึ้นได้ดีกว่า
00:34:35 → 00:34:37ที่เราจะตั้งเป้าให้เขาต้องบรรลุบรรลุบลุ
00:34:37 → 00:34:41บรรลุบลุนะครับเ่ออันนี้ก็คืออ่อนโยนและ
00:34:41 → 00:34:44ใจดีกับตัวเองนะครับแต่ผมว่าตัวอย่างกับ
00:34:44 → 00:34:48ลูกก็เหมือนกับเรากำลังทำกับคนที่เรารัก
00:34:48 → 00:34:50ข้อสุดท้ายนะครับสำหรับวันนี้ก็
00:34:50 → 00:34:54คือข้อนี้คือคำที่มีผลกับผมมากๆก็คือ
00:34:54 → 00:34:57ตระหนักในความเป็นเพื่อนทุกข์เกิดแก่เจ็บ
00:34:57 → 00:34:59ตาย
00:34:59 → 00:35:01ทุกคนต่างก็มีความทุกข์ความเจ็บปวดของตัว
00:35:01 → 00:35:05เคแต่มันมีลักษณะร่วมระหว่างคนทุกคนนะ
00:35:05 → 00:35:08ครับในแง่นึงก็คือเราก็จะเห็นได้ว่าเรา
00:35:08 → 00:35:12ไม่ได้เป็นทุกข์เพียงลำพังแต่ในอีกแง่นึง
00:35:12 → 00:35:14ก็คืออืมจริงๆมันมีความเหมือนเป็นเพื่อน
00:35:15 → 00:35:18กันถ้าเราเห็นใจกันมันเป็นกำลังใจให้กัน
00:35:18 → 00:35:22ได้ดีกว่าอันนี้ก็คือทั้งหมดในเรื่องของ
00:35:22 → 00:35:25การรักตัวเองให้ถูกวิธีนะครับคุณคงเห็นนะ
00:35:25 → 00:35:29ครับว่ามันมีมิติในการมองที่คุณอาจจะรู้
00:35:29 → 00:35:32สึกว่าอมันเยอะเหมือนกันค่อยๆทำความเข้า
00:35:32 → 00:35:35ใจในชิ้นส่วนข้อมูลที่คุณฟังแล้วมันเม
00:35:35 → 00:35:38Sense หรือเข้าท่าสำหรับคุณนะครับส่วน
00:35:38 → 00:35:41เนื้อหาตรงไหนที่ยังไม่ค่อยอินก็ทิ้งๆมัน
00:35:41 → 00:35:45ไปก็ได้เพราะว่าเราก็อ่อนยนกับตัวเองนะ
00:35:45 → 00:35:47ครับไม่ต้องเข้มงวดกับตัวเองมากก็ได้นะ
00:35:47 → 00:35:50ครับอันนี้คือเนื้อทั้งหมดของวันนี้ครับ
00:35:50 → 00:35:53ตอนนี้