00:00:00 → 00:00:03สวัสดีครับถ้าใครที่ตามฟังไลฟ์ของผมอยู่
00:00:03 → 00:00:07เรื่อยๆนะครับผมเคยบอกไว้ว่าแมกนีเซียม
00:00:07 → 00:00:09เนี่ยเป็นสารอาหารตัวนึงซึ่งผมคิดว่าการ
00:00:09 → 00:00:12ที่เรากินเสริมเข้าไปน่าจะได้ประโยชน์มาก
00:00:12 → 00:00:16กว่าโทษนะครับวันนี้ผมก็อยากจะมาขยายความ
00:00:16 → 00:00:19เล่าจนถึงรายละเอียดว่าเหตุใดผมจึงเห็น
00:00:19 → 00:00:22เป็นเช่นนั้นนะครับพบกับผมนะครับนายแพทย์
00:00:22 → 00:00:23ธานีธนียวันเป็นอาจารย์แพทย์อยู่ที่
00:00:24 → 00:00:26ประเทศสหรัฐอเมริกาเชี่ยวชาญโรคปอดการ
00:00:26 → 00:00:29ปลูกถ่ายปอดและวิกฤตบำบัดนะครับเรื่อง
00:00:29 → 00:00:32แมกนีเซียมนั้นมันมีความสำคัญกับร่างกาย
00:00:32 → 00:00:36เป็นอย่างมากนะครับโดยประมาณซัก 60% ของ
00:00:36 → 00:00:39แมกนีเซียมเนี่ยอยู่ในกระดูกของเราอีก
00:00:39 → 00:00:42ประมาณ 20 กว่าเปอร์อยู่ในกล้ามเนื้อและ
00:00:42 → 00:00:44ที่เหลือเนี่ยก็อยู่ตามส่วนต่างๆของร่าง
00:00:44 → 00:00:47กายรวมทั้งในน้ำเลือดด้วยนะครับ
00:00:47 → 00:00:50แมกนีเซียมเนี่ยมันเป็นตัวที่มีความ
00:00:50 → 00:00:54จำเป็นมากๆในการทำงานของเอนไซม์ชนิดต่างๆ
00:00:54 → 00:00:57ในร่างกายถึงประมาณ 300 เอนไซม์เลยที
00:00:57 → 00:01:01เดียวนะครับ 300 เอนไซม์เหล่านี้เนี่ยมี
00:01:01 → 00:01:05ความสำคัญมากต่อร่างกายนะครับในหลากหลาย
00:01:05 → 00:01:08แง่มุมแต่แง่มุมที่สำคัญมากๆยกตัวอย่าง
00:01:08 → 00:01:11เช่นเอนไซม์ซึ่งเกี่ยวข้องกับการสร้าง
00:01:11 → 00:01:15พลังงานให้กับร่างกายนะครับเอนไซม์ซึ่ง
00:01:15 → 00:01:19เกี่ยวข้องกับอ่าการเปลี่ยนแปลงวิตามินดี
00:01:19 → 00:01:22ให้เป็นวิตามินดีที่ทำงานได้ดีมากขึ้นใน
00:01:22 → 00:01:25ร่างกายเราดังนั้นคุณอาจจะพอคิดได้ว่า
00:01:25 → 00:01:29เอ๊ะถ้าวิตามินดีเราทำงานไม่ได้แล้วล่ะก็
00:01:29 → 00:01:32มันก็แปลว่าเราอาจจะมีปัญหาทางด้านของ
00:01:32 → 00:01:34กระดูกพรุนได้หรือว่าปัญหาอย่างอื่นที่
00:01:34 → 00:01:36เกี่ยวข้องกับวิตามินดีก็ได้เช่นกันนะ
00:01:37 → 00:01:40ครับแล้วก็ยังมีอีกหลายๆอย่างเลยนะ
00:01:40 → 00:01:43ฮะเล่าให้ฟังนิดนึงแล้วกันไหนๆเมื่อกี้ผม
00:01:43 → 00:01:48ก็พูดถึงเอนไซม์ 300 กว่าชนิดนะฮะร่างกาย
00:01:48 → 00:01:50คนเราเนี่ยมีเอนไซม์ทั้งหมดประมาณซัก
00:01:50 → 00:01:5575,000 เอนไซม์คร่าวๆนะครับ 300 ชนิดก็
00:01:55 → 00:01:58คิดเป็นประมาณสัก 0.4% ของเอนไซม์ทั้งหมด
00:01:58 → 00:02:01ของร่างกายเราแต่มันเป็น 0.4% ซึ่งจำเป็น
00:02:01 → 00:02:03จะต้องใช้แมกนีเซียมแล้วมันมีความสำคัญ
00:02:03 → 00:02:05อย่างยิ่งยวดนะ
00:02:05 → 00:02:10ฮะทีนี้เมื่อมันมีความสัมพันธ์กับส่วน
00:02:10 → 00:02:12ต่างๆของร่างกายเป็นอย่างยิ่งแล้วเนี่ย
00:02:12 → 00:02:17สิ่งต่อมาซึ่งเราควรจะเข้าใจไว้ว่าเออถ้า
00:02:17 → 00:02:20มันสำคัญขนาดนั้นเนี่ยเราได้รับ
00:02:20 → 00:02:23แมกนีเซียมต่อวันเพียงพอหรือเปล่านะครับ
00:02:23 → 00:02:25ที่อเมริกาเนี่ยมันมีงานวิจัยออกมาแล้ว
00:02:25 → 00:02:28ว่าคนประมาณครึ่งหนึ่งของประเทศเลยได้รับ
00:02:28 → 00:02:33แมกนีเซียมต่อวันไม่เพียงพอครับซึ่งถือ
00:02:33 → 00:02:35ว่าเป็นปริมาณที่เยอะมากเลยนะครับที่คน
00:02:36 → 00:02:39ครึ่งอเมริกาเนี่ยได้แมกนีเซียมไม่เพียง
00:02:39 → 00:02:43พอทีนี้เวลาที่แมกนีเซียมมันไม่เพียงพอ
00:02:43 → 00:02:47แล้วเนี่ยสิ่งต่างๆที่เราเจอได้นะครับก็
00:02:47 → 00:02:50จะเป็นปัญหาที่เกิดจากการที่เอนไซม์พวก
00:02:50 → 00:02:52เนี้ยที่จำเป็นต้องใช้แมกนีเซียมอ่ะมันทำ
00:02:52 → 00:02:56งานไม่ได้สมัยก่อนมีเจ้าพ่อทางด้าน
00:02:56 → 00:02:58แมกนีเซียมหรือไมโครนิวทรินคนนึงนะครับ
00:02:59 → 00:03:04เค้าอธิบายเหตุผลที่เราแก่ตัวลงไว้อย่าง
00:03:04 → 00:03:08หนึ่งซึ่งเรียกว่า triage theory นะครับ
00:03:08 → 00:03:12คือถ้าเรามีแมกนีเซียมเป็นปริมาณจำกัด
00:03:12 → 00:03:15แมกนีเซียมเหล่านั้นจะถูกนำไปใช้กับ
00:03:15 → 00:03:18เอนไซม์ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับการเอา
00:03:18 → 00:03:24ชีวิตรอดในระยะสั้นโดยจะเสียสละสิ่งที่มี
00:03:24 → 00:03:27ผลกับเราในระยะยาวผมพูดอย่างนี้มันหมาย
00:03:27 → 00:03:30ความว่าอะไรสิ่งซึ่งจะทำให้เรามีชีวิต
00:03:30 → 00:03:32อยู่ในตอนเนี้ยก็คือพลังงานถูกมั้ยครับ
00:03:32 → 00:03:35ถ้าเราไม่มีพลังงานเราตายตอนนี้เลยดัง
00:03:35 → 00:03:37นั้นเนี่ยถ้าเราขาดแมกนีเซียมเนี่ย
00:03:37 → 00:03:39แมกนีเซียมในร่างกายเราทั้งหมดที่เหลือ
00:03:39 → 00:03:42อยู่เนี่ยมันจะต้องไปทำงานคู่กับเอนไซม์
00:03:42 → 00:03:46ซึ่งเกี่ยวข้องกับการสร้างพลังงานแต่อะไร
00:03:46 → 00:03:49รู้มั้ยครับเอนไซม์ซึ่งเกี่ยวข้องกับการ
00:03:49 → 00:03:50ซ่อมแซม
00:03:50 → 00:03:54DNA มันอาจจะเป็นตัวที่ไม่มีแมกนีเซียม
00:03:54 → 00:03:58ไปทำงานเพราะว่าไอ้เอนไซมตัวนี้เนี่ยถ้า
00:03:58 → 00:04:01ทำงานผิดปกติมันไม่ได้ทำให้เราตายตอนนี้
00:04:01 → 00:04:04แต่มันจะเป็นการตายผ่อนส่งในอนาคตถ้า
00:04:04 → 00:04:07เอนไซม์ที่ใช้ในการซ่อมแซม DNA มันทำงาน
00:04:07 → 00:04:11ไม่ได้แล้วเราก็สิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือ 1
00:04:11 → 00:04:15เราแก่ครับนะเราแก่อันที่ 2 มันเป็น
00:04:15 → 00:04:19มะเร็งได้อ่าอย่างงี้เลยนะครับดังนั้นมัน
00:04:19 → 00:04:22แปลว่าถ้าเรามีความผิดปกติของ DNA แล้ว
00:04:22 → 00:04:23เราซ่อมมันไม่ได้เนี่ยก็จะเกิดเรื่อง
00:04:23 → 00:04:26เหล่านี้ขึ้นมาแต่ร่างกายเราในขณะที่มัน
00:04:26 → 00:04:28มีแมกนีเซียมไม่เพียงพอมันจะไปสนใจตรงนี้
00:04:28 → 00:04:31ไม่ได้มันต้องต้องเอาตัวเองให้รอดวันนี้
00:04:31 → 00:04:34ก่อนมันไม่ไปห่วงหวังน้ำบ่อหน้ามันต้อง
00:04:34 → 00:04:37เอาให้รอดตอนนี้ในอนาคตมันเป็นยังไงก็ว่า
00:04:37 → 00:04:40กันอีกทีดังนั้นเนี่ยพอเราฟังอย่างนี้
00:04:40 → 00:04:42แล้วเนี่ยการที่เราได้แมกนีเซียมไม่เพียง
00:04:42 → 00:04:46พอเป็นเวลานานๆคุณอาจจะมีปัญหาในด้านของ
00:04:46 → 00:04:49มะเร็งในด้านของอายุที่มันแก่ลงเร็วกว่า
00:04:49 → 00:04:53ปกติก็ได้ครับนี่คือความน่ากลัวแล้วอีก
00:04:53 → 00:04:56อย่างนึงคือเมื่อกี้ผมบอกว่าเอ้ยครึ่งนึง
00:04:56 → 00:04:58ของคนอเมริกันเนี่ยเค้ายังขาดไอ้ตัว
00:04:58 → 00:05:00แมกนีเซียมเลยผมไม่รู้ไม่แน่ใจเหมือนกัน
00:05:00 → 00:05:04ว่าคนไทยเนี่ยจะขาดมากน้อยแค่ไหนนะฮะก่อน
00:05:04 → 00:05:06ที่เราจะไปว่ากันว่าไอ้แมกนีเซียมนมันมี
00:05:06 → 00:05:09ความสำคัญอะไรบ้างต่อระบบต่างๆซึ่งเดี๋ยว
00:05:09 → 00:05:12ผมจะพูดต่อไปนะผมอยากจะให้ทุกคนรู้ก่อน
00:05:12 → 00:05:15ว่าแล้วเราจำเป็นจะต้องได้แมกนีเซียมต่อ
00:05:15 → 00:05:20วันแค่ไหนนะครับรวมทั้งเราจะรู้ได้ยังไง
00:05:20 → 00:05:22ว่าเราได้แมกนีเซียมเพียงพอหรือเปล่าเรา
00:05:22 → 00:05:25มีการขาดแมกนีเซียมหรือยังนะ
00:05:25 → 00:05:29ครับอันแรกผู้หญิงกับผู้ชายไม่เท่ากันนะ
00:05:29 → 00:05:31ครับครับผู้หญิงเนี่ยต้องการแมกนีเซียม
00:05:31 → 00:05:36ประมาณวันละ 320 มกรแต่ถ้าเราตั้งครรภ์ก็
00:05:36 → 00:05:39อาจจะสูงถึงขั้น 360 มกต่อวันก็ได้ถ้า
00:05:39 → 00:05:44เป็นผู้ชายประมาณ 420 มกรต่อวันแต่ถ้า
00:05:44 → 00:05:47เกิดเป็นคนที่ออกกำลังกายเยอะนะครับมีการ
00:05:48 → 00:05:50เสียเหงื่อเยอะอาจจะจำเป็นจะต้องได้มาก
00:05:50 → 00:05:54กว่านั้นอีก 10% นะครับก็ถ้าเป็นผู้หญิง
00:05:54 → 00:05:59ก็บวกไปอีก 32 ก็คือสูงถึงประมาณสัก 350
00:05:59 → 00:06:02ถ้าเป็นเป็นผู้ชายก็อาจจะ 460 โดยประมาณ
00:06:02 → 00:06:04นะครับในคนที่เสียเงอเยอะออกกำลังกายเยอะ
00:06:04 → 00:06:09นะครับนี่คือสิ่งที่สิ่งที่แนะนำต่อวัน
00:06:09 → 00:06:12แมกนีเซียมมันมาจากไหนเออเวลาเรากินอาหาร
00:06:12 → 00:06:14อะไรเราถึงจะได้แมกนีเซียมต้องบอกอย่าง
00:06:14 → 00:06:16นี้ครับแมกนีเซียมเนี่ยเป็นส่วนประกอบ
00:06:16 → 00:06:19หลักของคลอโรฟิลคลอโรฟิลก็คือส่วนที่ทำ
00:06:19 → 00:06:22ให้พืชเนี่ยมันมีสีเขียวดังนั้นพืชอะไรก็
00:06:22 → 00:06:25แล้วแต่ซึ่งมันมีสีเขียวเข้มมากๆเนี่ยก็
00:06:25 → 00:06:27จะมีส่วนที่จะทำให้เราได้แมกนีเซียมเข้า
00:06:27 → 00:06:30ไปนะครับแต่ก็ไม่ใช่เพราะคลอโรฟิลเท่า
00:06:30 → 00:06:31นั้นที่มี
00:06:31 → 00:06:33แมกนีเซียมสิ่งอื่นๆที่มันยังมี
00:06:33 → 00:06:37แมกนีเซียมยกตัวอย่างเช่นถั่วชนิดต่างๆนะ
00:06:37 → 00:06:41ครับในปลาในเนื้อบางอย่างก็มีนะครับแล้ว
00:06:41 → 00:06:45ก็เนื้อไก่ก็มีนะแต่ว่าถ้าปลาพวกผักใบ
00:06:45 → 00:06:48เขียวมากๆกับถั่วเนี่ยจะเยอะที่สุดนะครับ
00:06:48 → 00:06:54อ่าจะเยอะที่สุดทีนี้มันก็มีข้อข้อนิดนึง
00:06:54 → 00:06:57ที่เราอาจจะต้องรู้นะครับนั่นก็คือในพืช
00:06:57 → 00:06:59เนี่ยการที่คลอโรฟิลมันจะจะปล่อยเอา
00:06:59 → 00:07:02แมกนีเซียมออกมาให้เราใช้ได้เนี่ยนะครับ
00:07:02 → 00:07:07มันจะไม่ค่อยได้เต็มที่จนกว่าเราจะไปย่อย
00:07:07 → 00:07:10สารชนิดหนึ่งออกจากพืชนะครับสารชนิดนั้น
00:07:10 → 00:07:13ก็คือสารที่เรียกว่าไฟตไฟตเนี่ยมันจะจับ
00:07:13 → 00:07:15เอาตัวคลอโรฟิลกับแมกนีเซียมไว้ทำให้ร่าง
00:07:15 → 00:07:19กายของเราเนี่ยดูดซึมไปได้ยากขึ้นแต่เรา
00:07:19 → 00:07:22มีวิธีในการย่อยสลายสารไฟเตสออกไปก็คือ
00:07:22 → 00:07:25การเอาผักพวกเนี้ยไปให้ความร้อนไปต้มนะ
00:07:25 → 00:07:29ครับเออมันจะมีเอนไซม์ตัวนึงนะครับไปย่อย
00:07:29 → 00:07:31สารไฟไฟเตตทิ้งนะครับดังนั้นเนี่ยถ้าเรา
00:07:31 → 00:07:33เอาผักใบเขียวที่เขียวปี่ๆเลยเขียวมากๆ
00:07:33 → 00:07:35เนี่ยเราไปต้มนะครับเราจะได้ปริมาณ
00:07:35 → 00:07:38แมกนีเซียมที่สูงกว่าการให้ผักอย่างนั้น
00:07:38 → 00:07:41น่ะเข้าไปสดๆนะฮะนี่ก็เป็นเป็นทริกเล็กๆ
00:07:41 → 00:07:45น้อยๆนะครับที่จะให้ทุกคนทราบไว้นะฮะอ่า
00:07:45 → 00:07:48ทีนี้เราพอรู้แล้วว่าเอ๊ะแมกนีเซียมมันมา
00:07:48 → 00:07:51จากไหนได้บ้างนะครับต่อไปที่เราจะต้องรู้
00:07:51 → 00:07:55ก็คือเอ้อแล้วเราจะมีวิธีในการรู้ได้
00:07:55 → 00:07:59อย่างไรว่าเราขาดแมกนีเซียมแล้วต้องบอก
00:07:59 → 00:08:02อย่างงี้ก่อนแมกนีเซียมในร่างกายของเรา
00:08:02 → 00:08:07เนี่ย 60% อยู่ที่กระดูกนะครับ 20 กว่าเ์
00:08:07 → 00:08:10อยู่ในกล้ามเนื้อและที่เหลือก็อยู่ตาม
00:08:10 → 00:08:14ส่วนประกอบต่างๆของร่างกายแล้วเวลาที่คุณ
00:08:14 → 00:08:16ไปตรวจระดับแมกนีเซียมในร่างกายเนี่ยเค้า
00:08:16 → 00:08:17ตรวจ
00:08:17 → 00:08:20เลือดตรวจเลือดเนี่ยตรวจน้ำเลือดที่เรา
00:08:21 → 00:08:24เรียกว่าพลาสมานะครับก็จะเป็นการแสดงถึง
00:08:24 → 00:08:27ระดับแมกนีเซียมที่อยู่ในพลาสม่าเท่านั้น
00:08:27 → 00:08:29แต่มันไม่สามารถบอกได้เลยว่าระดับ
00:08:29 → 00:08:32แมกนีเซียมโดยรวมของร่างกายของเรามีเท่า
00:08:32 → 00:08:35ไหร่ดังนั้นเนี่ยต่อให้ท่านตรวจในระดับ
00:08:35 → 00:08:38เลือดออกมาเป็นปกติมันก็ไม่ได้หมายความ
00:08:38 → 00:08:41ว่าท่านไม่ขาดแมกนีเซียมครับอ่าฟังตรงนี้
00:08:41 → 00:08:44ดีๆนะไม่ได้หมายความว่าท่านไม่ขาด
00:08:44 → 00:08:46แมกนีเซียมต่อให้ท่านตรวจเลือนออกมาแล้ว
00:08:46 → 00:08:51มันปกติเพราะว่าร่างกายเราเนี่ยมันจะมี
00:08:51 → 00:08:54กลไกบางอย่างในการดึงเอาแมกนีเซียมออกมา
00:08:54 → 00:08:59จากกระดูกเพื่อให้ในเลือดมีแมกนีเซียมคง
00:08:59 → 00:09:02ที่ที่อยู่ตลอดเวลานะครับดังนั้นเนี่ย
00:09:02 → 00:09:06กระดูกเรามันอาจจะขาดแมกซิมไปแล้วแต่ใน
00:09:06 → 00:09:09เลือดของเรามันยังมีแมกนีเซียมอยู่ในนั้น
00:09:09 → 00:09:11นะครับทำให้เราตรวจออกมาแล้วมันดูเหมือน
00:09:11 → 00:09:15ปกติแต่จริงๆไม่ปกตินะครับมันก็มีการตรวจ
00:09:15 → 00:09:17อีกวิธีนึงซึ่งอาจจะช่วยพอบอกได้ว่าเรา
00:09:17 → 00:09:19ขาดแมกนีเซียมได้หรือยังคือการตรวจระดับ
00:09:19 → 00:09:22แมกนีเซียมในเม็ดเลือดแดงซึ่งผมไม่แน่ใจ
00:09:23 → 00:09:25ว่าที่ประเทศไทยทำได้มนะฮะแต่ที่เมืองนอก
00:09:25 → 00:09:30เนี่ยมีนะครับมันก็อาจจะมีความเอ่อ
00:09:30 → 00:09:33ชัดเจนมากกว่าการตรวจในระดับน้ำเลือดนะ
00:09:33 → 00:09:35ครับนี่ตรวจในเม็ดเลือดอาจจะมีความใกล้
00:09:35 → 00:09:37เคียงกับความเป็นจริงนิดนึงเพียงแต่ว่า
00:09:37 → 00:09:39มันก็ยังบอกไม่ได้อยู่ดีว่าทั้งร่างกาย
00:09:39 → 00:09:41ของเราเนี่ยมันมีแมกนีเซียมเพียงพอหรือ
00:09:41 → 00:09:44เปล่าดีที่สุดในการประเมินแมกนีเซียมนะ
00:09:44 → 00:09:47ครับคือการดูอาหารที่เรากินเข้าไปว่ามี
00:09:47 → 00:09:50แมกนีเซียมสูงเพียงพอหรือไม่นะครับตรงนี้
00:09:50 → 00:09:53ต้องไปดูชื่ออาหารต่างๆแล้วก็เทียบตาราง
00:09:53 → 00:09:55แมกนีเซียมเอานะฮะซึ่งโดยทั่วไปคนก็จะใช้
00:09:55 → 00:09:57ในงานวิจัยเพื่อดูว่าอาหารของเราเนี่ยมี
00:09:58 → 00:10:01แมกนีเซียมเพียงคตะวันแล้วหรือยังนะครับ
00:10:01 → 00:10:04ดังนั้นการตรวจเลือดไม่สามารถบอกท่านได้
00:10:04 → 00:10:08นะอ่าแล้วการขาดแมกนีเซียมเนี่ยบางคนก็
00:10:08 → 00:10:11ถามเอ้ยแล้วมันมีอาการอะไรต้องบอกอย่าง
00:10:11 → 00:10:13นี้ครับขาดแมกนีเซียมส่วนใหญ่ไม่มีอาการ
00:10:13 → 00:10:16ใดๆทั้งสิ้นมันจะมีอาการก็ต่อเมื่อคุณขาด
00:10:16 → 00:10:18แมกนีเซียมแบบเยอะมากแล้วจนกระทั่งใน
00:10:18 → 00:10:21เลือดเนี่ยมันต่ำแล้วนะครับเช่นบางคนอาจ
00:10:21 → 00:10:24จะมีอาการกล้ามเนื้อมันเกร็งนะครับมี
00:10:24 → 00:10:28อาการความดันโลหิตสูงนะคลื่นไส้อาเจียน
00:10:28 → 00:10:31อย่างเงี้เป็นต้นบางคนมีการเต้นผิดปกติ
00:10:31 → 00:10:33ของหัวใจก็สามารถที่จะทำให้เกิดภาวะนี้
00:10:33 → 00:10:37ได้นะฮะหรืออาจจะมีปัญหาทางด้านของอารมณ์
00:10:37 → 00:10:40ทางด้านของสมองต่างๆตามมาด้วยซึ่งวันนี้
00:10:40 → 00:10:42เดี๋ยวเราจะได้ลงรายละเอียดว่ามันมีความ
00:10:42 → 00:10:46สำคัญอย่างไรบ้างในแต่ละอวัยวะต่างๆกันนะ
00:10:46 → 00:10:48ครับทีนี้พอเราเข้าใจแล้วว่าเออ
00:10:48 → 00:10:50แมกนีเซียมเนี่ยต่อให้เราไปตรวจเลือดแล้ว
00:10:50 → 00:10:53มันปกติมันไม่ได้หมายความว่าเราไม่ขาด
00:10:53 → 00:10:57แมกนีเซียมนะครับตอนนี้เราก็เข้าใจต่อไป
00:10:57 → 00:10:59ว่าเออแล้วแมกนีเซียมมันมาจากแหล่งไหน
00:10:59 → 00:11:02เมื่อกี้เราบอกไปะนะฮะพวกผักใบเขียวมากๆ
00:11:02 → 00:11:05นะครับถั่วแล้วก็ปลาเป็นหลักเลยนะฮะอาจจะ
00:11:05 → 00:11:07มีพวกเนื้อบ้างหรือว่าเนื้อไก่บ้างนิดๆ
00:11:07 → 00:11:09หน่อยๆแต่ว่ามันก็ไม่ได้เยอะขนาดเท่ากับ 3
00:11:09 → 00:11:11แหล่งแรกนะ
00:11:11 → 00:11:17ฮะต่อมานะครับใครบ้างที่มีโอกาสจะขาด
00:11:17 → 00:11:22แมกนีเซียมมากกว่าคนอื่นๆอันนี้ฟังให้
00:11:22 → 00:11:24เข้าใจแล้วก็สำคัญอย่างนึง
00:11:24 → 00:11:28นะอะไรก็ตามที่ทำให้เราปัสสาวะออกมามากๆ
00:11:28 → 00:11:32เนี่ยจะทำให้เราขาดแมกนีเซียมได้เช่นอะไร
00:11:32 → 00:11:36บ้างคนที่กินแอลกอฮอล์เป็นประจำกินเหล้า
00:11:37 → 00:11:39กินเบียร์ติดแอลกอฮอล์เนี่ยพวกนี้จะเสีย
00:11:39 → 00:11:41แมกนีเซียมได้มากกว่าคนทั่วไปนะ
00:11:41 → 00:11:46ครับคนที่รับประทานยาขับปัสาวะก็เสีย
00:11:46 → 00:11:49แมกนีเซียมมากกว่าคนทั่วไปแ้ว่าท่านจะรับ
00:11:49 → 00:11:51ประทานเพราะว่าเป็นโรคความดันโลหิตสูง
00:11:51 → 00:11:53เป็นโรคหัวใจเป็นโรคน้ำท่วมปอดเป็นโรคไต
00:11:53 → 00:11:56เป็นโรคอะไรก็แล้วแต่ถ้าท่านรับประทานยา
00:11:56 → 00:11:58ขับปัสสาวะจะทำให้ท่านขาดแมกนีเซียมมาก
00:11:59 → 00:12:02กว่าคนทั่วไปคนที่รับประทานยาลดกรดชนิด
00:12:02 → 00:12:04ที่เรียกว่า Proton Pump inhibitor นะ
00:12:04 → 00:12:07ครับเป็นระยะเวลานานๆพวกนี้ก็จะขาด
00:12:07 → 00:12:10แมกนีเซียมเช่นกันยกตัวอย่างของยาโปรตอน
00:12:10 → 00:12:13ปั๊มอินฮิบิเตอร์เช่น omp
00:12:13 → 00:12:17lancol บพาโซนะครับอะไรก็แล้วแต่ที่ลง
00:12:17 → 00:12:21ท้ายด้วยโนะครับพาโซพวกเนี้ยมันก็จะเป็น
00:12:21 → 00:12:25ยาในกลุ่มลดกรดนะครับก็จะทำให้ท่านมี
00:12:25 → 00:12:29โอกาสขาดแมกนีเซียมได้นะฮะแล้วก็ไม่ใช่
00:12:29 → 00:12:33แค่นั้นนะครับคนที่มีโรคเบาหวานเพราะว่า
00:12:33 → 00:12:35เบาหวานโดยเฉพาะถ้าท่านคุมมันไม่ได้ท่าน
00:12:35 → 00:12:38ก็จะมีการปัสสาวะบ่อยไอแมกนีเซียมก็จะออก
00:12:38 → 00:12:41มาด้วยนะครับคนที่อายุมากขึ้นอ่าคนที่
00:12:41 → 00:12:44อายุมากขึ้นเนี่ยการดูดซึมแมกนีเซียมใน
00:12:44 → 00:12:46ร่างกายก็จะลดลงแล้วก็การขับอออกทาง
00:12:46 → 00:12:49ปัสสาวะก็จะเยอะขึ้นนะ
00:12:49 → 00:12:53ฮะคนที่มีภาวะเครียดอฮะตรงนี้หลายคนไม่
00:12:53 → 00:12:58น่าจะทราบจริงๆมันมีการทดลองนะครับถ้าเรา
00:12:58 → 00:13:01มีภาวะเครียดเนี่ยเค้ามีการทดลองเลยก่อน
00:13:01 → 00:13:06สอบกับหลังสอบก่อนสอบเนี่ยนักเรียนก่อน
00:13:06 → 00:13:09สอบจะมีการปัสสาวะเอาแมกนีเซียมออกไปจาก
00:13:09 → 00:13:11ร่างกายค่อนข้างเยอะแต่พอหลังสอบเสร็จ
00:13:11 → 00:13:13ปุ๊บเนี่ยระดับแมกนีเซียมที่ขับออกทาง
00:13:13 → 00:13:18ปัสสาวะมันลดลงนะครับอ่าความเครียดการนอน
00:13:18 → 00:13:20ไม่หลับก็จะมีส่วนทำให้แมกนีเซียมของเรา
00:13:20 → 00:13:24เนี่ยมันต่ำลงแต่อย่างที่บอกท่านไปตรวจ
00:13:24 → 00:13:27ระดับแมกนิในร่างกายจะออกมาปกติครับเพราะ
00:13:27 → 00:13:29ว่าร่างกายมันไม่ยอมให้ตต่ำในเลือดมันจะ
00:13:29 → 00:13:32ต้องดึงเอาจากกระดูกออกมาอยู่ในนั้นให้
00:13:32 → 00:13:35ได้นะครับตรงนี้ดังนั้นบางคนบอกเอ้ยผมบอก
00:13:35 → 00:13:37ว่าเนี่ยมีภาวะแมกนีเซียมต่ำไปตรวจไม่
00:13:37 → 00:13:40เห็นต่ำอะไรหมอเไม่ว่าอะไรนี่แหละครับคือ
00:13:40 → 00:13:42เหตุผลที่การไปตรวจมันบอกอะไรไม่ได้นะ
00:13:42 → 00:13:44ครับว่าแมกนีเซียมมันต่ำไปแล้วนะครับโดย
00:13:44 → 00:13:46รวมของร่างกายนะฮะ
00:13:47 → 00:13:50อ่าดังนั้นน่ะพวกนี้นี่แหละที่จะทำให้มี
00:13:50 → 00:13:53แมกนีเซียมต่ำได้คนที่ออกกำลังกายเป็น
00:13:53 → 00:13:55ประจำก็จะมีการเสียแมกนีเซียมออกไปจาก
00:13:55 → 00:13:59ร่างกายได้มากกว่าคนปกติโดยเฉพาะคนที่ออก
00:13:59 → 00:14:02กำลังกายเป็นเวลานานๆนะครับเช่นอ่าเรา
00:14:02 → 00:14:04เป็นพวกวิ่งเป็นชั่วโมงเลยอย่างเงี้ยไ
00:14:04 → 00:14:06อย่างเงี้ยยิ่งเสียแมกนีเซียมออกไปจาก
00:14:06 → 00:14:08ร่างกายได้มากกว่าคนทั่วไปนะ
00:14:08 → 00:14:11ครับนั้นตรงนี้อยากจะให้ทราบไว้ด้วยว่าคน
00:14:11 → 00:14:15ไหนที่เสี่ยงต่อการขาดแมกนีเซียมนะเรื่อง
00:14:15 → 00:14:17ยาเมื่อตะกี้เราบอกไปแลนะครับแต่มันก็จะ
00:14:17 → 00:14:20มียาบางกลุ่มอีกเหมือนกันเช่นอ่ายากดภูมิ
00:14:20 → 00:14:23ต้านทานชนิดนึงซึ่งเรียกว่าแคลซี
00:14:23 → 00:14:26inhibitor tus เ่า cyclosporin พวกเจะ
00:14:26 → 00:14:29ทำให้เรามีการขับแมกนีเซียมออกจากร่างกาย
00:14:29 → 00:14:31ยาบางตัวก็จะมีผลต่อการเปลี่ยนแปลง
00:14:31 → 00:14:34แมกนีเซียมในร่างกายได้เช่นกันตรงนั้นน่ะ
00:14:34 → 00:14:36อาจจะต้องไปเช็คกับคุณหมอนิดนึงว่ายาที่
00:14:36 → 00:14:39เรากินมันมีผลต่อหรือเปล่านะครับแต่เมื่อ
00:14:39 → 00:14:41กี้ผมก็บอกไปแล้วว่ายาขับปัสสาวะโดยรวมนะ
00:14:41 → 00:14:43ครับทำให้มีปัญหาเรื่องการขาดแมกนีเซียม
00:14:43 → 00:14:47อ่ายาโปรตอนปัมอินฮิบิเตอร์นะครับภาวะที่
00:14:47 → 00:14:50ทำให้เราปัสสาวะบ่อยนะฮะเช่นกินแอลกอฮอล์
00:14:50 → 00:14:53บ่อยๆนะฮะหรือเราเป็นเบาหวานเรามีโรคต่าง
00:14:53 → 00:14:57ๆนานาเยอะแยะไปหมดพวกนี้ก็จะมีส่วนนะครับ
00:14:57 → 00:15:00ทีนี้พอเรารู้แล้วว่าเราเป็นคนที่มีความ
00:15:00 → 00:15:03เสี่ยงต่อการขาดแมกนีเซียมเราอาจจะกินไม่
00:15:03 → 00:15:06พอแล้วเราก็อาจจะมีปัจจัยที่ทำให้เราขับ
00:15:06 → 00:15:09แมกนีเซียมออกมาจากร่างกายมากกว่าปกติเออ
00:15:09 → 00:15:13แล้วพวกนี้มันไม่ดียังไงตอนนี้แหละที่
00:15:13 → 00:15:16ต้องมารู้ผมจะเล่าตั้งแต่หัวจดเท้าเลย
00:15:16 → 00:15:20สมองก่อนมันมีงานวิจัยออกมานะครับว่าคน
00:15:20 → 00:15:22ที่ได้ระดับแมกนีเซียมเพียงพอเนี่ยสมอง
00:15:22 → 00:15:26มันจะไม่ค่อยฝ่อเออแล้วแมกนีเซียมมันไป
00:15:26 → 00:15:28เกี่ยวอะไรกับสมองฝ่อด้วยคุณฟังดีๆดังนี้
00:15:28 → 00:15:33นะครับแมกนีเซียมเนี่ยมันมีความสำคัญกับ
00:15:33 → 00:15:37เอนไซม์ตัวนึงที่จะใช้ในการสร้างสมดุลของ
00:15:37 → 00:15:41สารตัวนึงชื่อว่ากลูตาเมตกับสารกลูตามีน
00:15:41 → 00:15:45กลูตาเมตเนี่ยถ้ามันมีเยอะเกินไปมันจะ
00:15:45 → 00:15:48เกิดภาวะหนึ่งซึ่งเรียกว่า excitatory
00:15:48 → 00:15:51Brain inflammation นะครับคือสาร
00:15:51 → 00:15:53กลูตาเมตถ้ามีมากจนเกินไปเนี่ยสมองจะได้
00:15:54 → 00:15:56รับการกระตุ้นมากจนเกินไปนะฮะแล้วอาจจะมี
00:15:56 → 00:15:58ความเกี่ยวข้องกับความเสื่อมดังนั้นการ
00:15:58 → 00:16:01ควบคุมระหว่างสารกลูตาเมตให้มันเปลี่ยนไป
00:16:01 → 00:16:04เป็นสารกลูตามีนเนี่ยมันจำเป็นจะต้องใช้
00:16:04 → 00:16:07แมกนีเซียมถ้ามีไม่เพียงพอก็อาจจะมีภาวะ
00:16:07 → 00:16:10การอักเสบในสมองเยอะขึ้นตรงนี้ก็อาจจะ
00:16:10 → 00:16:13เป็นความเกี่ยวข้องกับการที่สมองมันมี
00:16:13 → 00:16:16ความฝ่อลงก็ได้นะครับแต่อย่างไรก็ตามต้อง
00:16:16 → 00:16:18บอกไว้ก่อนว่างานวิจัยที่ผมจะพูดมาทั้ง
00:16:18 → 00:16:20หมดวันนี้เนี่ยบังเอิญส่วนใหญ่แล้วมัน
00:16:20 → 00:16:22เป็นงานวิจัยชนิดที่เราเรียกว่า
00:16:22 → 00:16:25observational study observational
00:16:25 → 00:16:29study เนี่ยไม่สามารถบอกได้นะครับว่าแ
00:16:29 → 00:16:32แมกนีเซียมมีความเกี่ยวข้องกับภาวะนั้นๆ
00:16:32 → 00:16:34แต่มันตั้งเป็นข้อสังเกตเท่านั้นว่าเรา
00:16:34 → 00:16:38เจอภาวะนี้ได้มันไม่ได้บอกว่าเป็นสาเหตุ
00:16:38 → 00:16:40ซึ่งกันและกันแต่ผมบอกว่ามันอาจจะมีความ
00:16:40 → 00:16:43เกี่ยวข้องกันนะครับเราฟังเท่านี้ก็แล้ว
00:16:43 → 00:16:46กันนะครับอ่าทั้งหมดเลยนะของวันนี้ที่จะ
00:16:46 → 00:16:48พูดนะครับแต่เดี๋ยวก็จะพูดเป็นอันๆไป
00:16:48 → 00:16:51เรื่องของสมองก่อนนะครับเรื่องของสมองฝ่อ
00:16:51 → 00:16:55นะต่อมาเรื่องของไมเกรนนะฮะเราเจอว่า
00:16:55 → 00:16:59ไมเกรนเนี่ยบางคนจะมีอ่านะครับหมาความว่า
00:16:59 → 00:17:01มีอาการแปลกๆบางทีเห็นภาพเป็นซิกแซกมี
00:17:01 → 00:17:03อาการเวียนัวมีอาการเสียงวิ้งๆก่อนที่จะ
00:17:03 → 00:17:06มีอาการปวดหัวหนักๆซึ่งผมเคยเคยพูดไปแล้ว
00:17:06 → 00:17:09ในคลิปเรื่องของไมเกรนนะครับเหตุผลที่มัน
00:17:09 → 00:17:12จะเกิดแบบนั้นได้เนี่ยเพราะว่ามันมีกระแส
00:17:12 → 00:17:15ประสาทในสมองอันนึงนะครับเราเรียกว่า
00:17:15 → 00:17:18cortical spreading depression ซึ่งพบ
00:17:18 → 00:17:19ว่าการกิน
00:17:19 → 00:17:23แมกนีเซียมเสริมเนี่ยลด cortical
00:17:23 → 00:17:25spreading depression ได้ก็อาจจะเป็น
00:17:25 → 00:17:29อีกหนึ่งวิธีในการป้องกันไมเกรนร่วมไปกับ
00:17:30 → 00:17:33การรักษาด้วยยาชนิดอื่นนะครับนี่ก็เป็น
00:17:33 → 00:17:36อีกอย่างนึมีการศึกษาว่าไมเกรนเอ้อมีการ
00:17:36 → 00:17:38ศึกษาว่าตัวแมกนีเซียมอาจจะเกี่ยวข้องกับ
00:17:38 → 00:17:41ภาวะซึมเศร้าก็ได้นะครับนี่คือเรื่องของ
00:17:41 → 00:17:46ทางสมองทางเรื่องของกล้ามเนื้อทั้งหมด
00:17:46 → 00:17:49กล้ามเนื้อหัวใจกล้ามเนื้อแขนขากล้าม
00:17:49 → 00:17:53เนื้อตามตัวต่างๆก็มีความสำคัญเพราะว่า
00:17:53 → 00:17:56แมกนีเซียมมีความสำคัญกับเอนไซม์ในการ
00:17:56 → 00:17:59สร้างพลังงานให้กับร่างกายทีนี้คุณก็ลอง
00:17:59 → 00:18:01คิดดูสิครับว่าถ้าเราไม่สามารถสร้างพลัง
00:18:01 → 00:18:03งานให้กับร่างกายแล้วมันจะเกิดอะไรขึ้น
00:18:03 → 00:18:07กล้ามเนื้อพวกนี้ก็ทำงานผิดปกตินะครับโดย
00:18:07 → 00:18:09ทั่วไปกล้ามเนื้อของเราเนี่ยเวลาหดกล้าม
00:18:09 → 00:18:12เนื้อเช่นเรายกของหนักอย่างเงี้ยมันไม่
00:18:12 → 00:18:14ต้องใช้พลังงานอะไรเท่าไหร่นะแต่มันจะใช้
00:18:14 → 00:18:18พลังงานตอนที่ต้องคลายกล้ามเนื้อออกคุณ
00:18:18 → 00:18:20ลองคิดเออะถ้าเกิดมันคลายไม่ออกจะเกิด
00:18:20 → 00:18:23อะไรขึ้นล่ะมันต้องใช้พลังงานใช่มั้ย
00:18:23 → 00:18:25แมกนีเซียมเราไม่ไม่มีใช่มั้ยครับมันคลาย
00:18:26 → 00:18:28ไม่ออกเกิดตะคิว
00:18:28 → 00:18:30ก็จะเป็นตะคิวขึ้นมาบ่อยได้นะครับนี่คือ
00:18:30 → 00:18:33ปัญหาเรื่องของกล้ามเนื้อแล้วถ้าในหัวใจ
00:18:33 → 00:18:35ของเรามันสร้างพลังงานได้ไม่ดีล่ะเกิด
00:18:35 → 00:18:39อะไรขึ้นเออมันก็จะเกิดการเต้นผิดปกติของ
00:18:39 → 00:18:41หัวใจขึ้นมาได้เหมือนกันนั่นคือปัญหาของ
00:18:41 → 00:18:45การขาดแมกนีเซียมนะ
00:18:45 → 00:18:47ครับสำหรับเรื่องของกระดูกก็เหมือนกัน
00:18:47 → 00:18:50เพราะว่าเมื่อกี้บอกว่าประมาณสัก 60%
00:18:50 → 00:18:52หรือ 60 กว่าเปอร์เซของแมกนีเซียมเนี่ย
00:18:52 → 00:18:54อยู่ในกระดูกหมายความว่าถ้ามันมี
00:18:54 → 00:18:57แมกนีเซียมไม่เพียงพอในร่างกายแมกนีเซียม
00:18:57 → 00:19:00เหล่านี้ก็จะโดนดึงออกจากกระดูกไปเรื่อยๆ
00:19:00 → 00:19:04นะครับทำให้มีโอกาสกระดูกมันบางลงได้ดัง
00:19:04 → 00:19:07นั้นส่วนเนี้ยก็มีความเกี่ยวข้องจริงๆมี
00:19:07 → 00:19:11การศึกษาในเด็กเลยนะครับถ้าเด็กอายุวัย
00:19:12 → 00:19:13รุ่นเนี่ยได้แมกนีเซียมไม่เพียงพอเนี่ย
00:19:13 → 00:19:16ความหนาแน่นของกระดูกก็จะสู้เด็กที่เขามี
00:19:16 → 00:19:19แมกนีเซียมเพียงพอในร่างกายไม่ได้นะฮะ
00:19:19 → 00:19:22แล้วตรงนี้ก็อาจจะไปออกผลตอนอายุเยอะขึ้น
00:19:22 → 00:19:24ก็ได้นะครับเพราะว่านอกเหนือจากมันเป็น
00:19:24 → 00:19:28ส่วนประกอบหนึ่งของกระดูกแล้วมันยังมีผล
00:19:28 → 00:19:31เป็นอย่างยิ่งเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยน
00:19:31 → 00:19:34แปลงวิตามินดีให้กลายเป็นวิตามินดีที่มี
00:19:34 → 00:19:39ความเสถียรและทำงานได้ในร่างกายวิตามินดี
00:19:39 → 00:19:42ถ้าใครจำไม่ได้นะครับผมเคยเล่าไปแล้วว่า
00:19:42 → 00:19:44มันคืออะไรมีหลักการการทำงานอย่างไรแต่
00:19:44 → 00:19:46เข่าวๆคือวิตามินดีเนี่ยมันช่วยในการดูด
00:19:46 → 00:19:49ซึมแคลเซียมเข้ากับร่างกายทำให้กระดูกของ
00:19:49 → 00:19:52เราเนี่ยมีความแข็งแรงนะครับและถ้าท่านมี
00:19:52 → 00:19:55วตวิตามินดีเนี่ยที่ทำงานไม่
00:19:55 → 00:20:00ได้ปัญหานี้มันก็ยิ่งเกิดขึ้นถูกมั้ยครับ
00:20:00 → 00:20:02คุณอาจจะกินวิตามินดีเข้าไปเพียงพอคุณอาจ
00:20:02 → 00:20:04จะกินแคลเซียมเข้าไปเพียงพอแต่ถ้าคุณมี
00:20:04 → 00:20:07แมกนีเซียมไม่เพียงพอแล้วเราก็วิตามินดี
00:20:07 → 00:20:09เนี่ยมันก็จะทำหน้าที่ของมันได้อย่างไม่
00:20:09 → 00:20:11เต็มที่ก็จะเกิดปัญหาขึ้นมาและหนึ่งใน
00:20:11 → 00:20:13นั้นก็อาจจะเกี่ยวข้องกับการพรุนของ
00:20:13 → 00:20:15กระดูกก็ได้
00:20:16 → 00:20:18ครับดังนั้นถ้าเราคิดอย่างนี้เนี่ยบางคน
00:20:18 → 00:20:23อาจะคิดว่านี่ไงการกินเ่อยารดกรดนานๆน่ะ
00:20:23 → 00:20:26มันเกี่ยวข้องกับแมกนีเซียมแล้วยารดกรด
00:20:26 → 00:20:28พวกเนี้ยเาก็ไปเจอว่ามันมีความเกี่ยวข้อง
00:20:28 → 00:20:31กับการเกิดภาวะกระดูกพรุนเช่นกันนะครับ
00:20:31 → 00:20:33ดังนั้นตรงนี้มันมีความสัมพันธ์กันหมดทุก
00:20:33 → 00:20:38อย่างเลยนะนอกเหนือจากนี้ไม่ใช่แค่เรื่อง
00:20:38 → 00:20:41ของกระดูกกล้ามเนื้อหัวใจนะครับกล้าม
00:20:41 → 00:20:46เนื้อเรียบก็มีปัญหากล้ามเนื้อเรียบมัน
00:20:46 → 00:20:49อยู่ไหนๆที่สำคัญที่สำคัญก็คือกล้ามเนื้อ
00:20:49 → 00:20:52เรียบของหลอดเลือดครับคุณลองคิดดูถ้า
00:20:52 → 00:20:54กล้ามเนื้อรีบของหลอดเลือดมันมีการหด
00:20:54 → 00:20:57เกร็งตัวสิ่งที่เกิดข้นก็คือหลอดเลือดมัน
00:20:57 → 00:21:01เล็กลงนะครับความดันในหลอดเลือดที่มัน
00:21:01 → 00:21:05เล็กลงก็จะสูงขึ้นนะฮะสูงขึ้นการที่เรา
00:21:05 → 00:21:08ได้แมกนีเซียมเข้าไปิพอก็จะคลายกล้าม
00:21:08 → 00:21:10เนื้อเรียบตรงนี้ออกก็จะทำให้ความดัน
00:21:10 → 00:21:15โลหิตมันต่ำลงดังนั้นเนี่ยในทางการแพทย์
00:21:15 → 00:21:19นะครับถ้าคนไหนที่มีภาวะคันเป็นพิษความ
00:21:19 → 00:21:21ดันสูงมากๆเลยนะครับหมอเขาจะฉีด
00:21:21 → 00:21:23แมกนีเซียมเข้าไปในร่างกายเพื่อที่จะลด
00:21:23 → 00:21:26ความดันตรงนั้นลงมาได้นะฮะกล้ามเนื้อ
00:21:26 → 00:21:30เรียบมีตรงไหนอีกหลอดลมครับหลอดลมตั้งแต่
00:21:30 → 00:21:33ตรงคอเนี่ยลงไปจนถึงหลอดลมฝอยดังนั้นในคน
00:21:33 → 00:21:36ไข้ที่มีโรคหอบขืดกำเริบรุนแรงมากกล้าม
00:21:36 → 00:21:38เนื้อเรียบในในทางเดินหายใจมันหดเกร็ง
00:21:38 → 00:21:41อย่างนี้เลยบางครั้งหมอก็จะมีการฉีด
00:21:41 → 00:21:42แมกนีเซียมเข้าไปเพื่อที่จะให้ตรงเนี้ย
00:21:42 → 00:21:46มันคลายตัวออกนะครับมันคลายตัวออกเราก็มี
00:21:46 → 00:21:49การใช้อย่างเงี้ยในการรักษาคนไข้เหล่านี้
00:21:49 → 00:21:53เหมือนกันนะฮะอ่านี่เราเห็นต่อระบบต่างๆ
00:21:53 → 00:21:56ของร่างกายไปะมีอีกอย่างนึงครับซึ่งมัน
00:21:56 → 00:21:59สำคัญมากแล้วอันนี้เนี่ยถ้าใครอยากจะไป
00:21:59 → 00:22:02ค้นเพิ่มเติมเนี่ยผมจะให้คีย์เวิร์ดไปมัน
00:22:02 → 00:22:05ก็คือคำว่า tre arge theory นะครับ tre
00:22:05 → 00:22:11arge theory คือการที่ร่างกายมีไมครนิน
00:22:11 → 00:22:14หรือสารอาหารบางอย่างไม่เพียงพอเนี่ยมัน
00:22:14 → 00:22:18จะทำให้ร่างกายต้องเลือกเอาสารอาหารที่มี
00:22:18 → 00:22:20อยู่อย่างจำกัดในกรณีนี้ก็คือ
00:22:20 → 00:22:24แมกนีเซียมมาทำหน้าที่ในสิ่งที่สำคัญที่
00:22:24 → 00:22:27สุดเพื่อชีวิตรอดในตอนนี้โดยต้องเสียสละ
00:22:27 → 00:22:31สิ่งซึ่งจะทำให้เรามีชีวิตรอดในอนาคตออก
00:22:31 → 00:22:34ไปนะฮะตรงนี้อาจจะฟังแล้วงงนิดนึงแต่ผมขอ
00:22:34 → 00:22:37เล่าให้มันชัดเจนนิดนึงก็คือว่าถ้าในวัน
00:22:37 → 00:22:41เนี้ยเราขาดพลังงานเราตายตอนนี้เลยนะครับ
00:22:42 → 00:22:44แต่ถ้าเราขาดเอนไซม์ตัวอื่นซึ่งมันไม่
00:22:44 → 00:22:46เกี่ยวข้องกับพลังงานเออวันนี้เราไม่ตาย
00:22:46 → 00:22:49หรอกแต่อาจจะทำให้อนาคตของเราสุขภาพไม่ดี
00:22:49 → 00:22:53เช่นอะไรบ้างตรงนี้สำคัญนะแมกนีเซียม
00:22:53 → 00:22:56เนี่ยนอกเหนือจากมันเป็นโคแฟกเตอร์ของ
00:22:56 → 00:22:59เอนไซมซึ่งใช้ในการสร้างพลังงานแล้วแล้ว
00:22:59 → 00:23:03มันยังมีความสำคัญกับเอนไซม์ในการซ่อมแซม
00:23:03 → 00:23:08DNA ของคนเราถ้าเราซ่อมแซม DNA ไม่ได้
00:23:08 → 00:23:11มันไม่ตายตอนนี้ครับมันไปตายเอาในอนาคต
00:23:11 → 00:23:13การที่เราซ่อมแซม DNA ไม่ได้ DNA ของเรา
00:23:14 → 00:23:16มันเสียไปตลอดเวลาจากภาวะการอักเสบในร่าง
00:23:16 → 00:23:18กายจากแสงแดดหรือจากความเครียดจากอะไรก็
00:23:18 → 00:23:22แล้วแต่นะครับสิ่งที่เกิดขึ้นก็คือเซลล์
00:23:22 → 00:23:26ของเราแก่ตัวง่ายขึ้นอันที่
00:23:26 → 00:23:302 มันทำให้เราเป็นมะเร็งได้ง่ายขึ้นดัง
00:23:30 → 00:23:33นั้นถ้าเรามีแมกนีเซียมไม่เพียงพอโอเค
00:23:33 → 00:23:35แมกนีเซียมทั้งหมดที่เรามีอยู่ตอนนี้มัน
00:23:35 → 00:23:37ถูกดึงออกมาในจากกระดูกนะครับเอาไปเพื่อ
00:23:37 → 00:23:40ให้ร่างกายสังเคราะห์พลังงานให้มีชีวิต
00:23:40 → 00:23:44อยู่ในตอนนี้โดยเสียสละเอนไซม์ซึ่งใช้ใน
00:23:44 → 00:23:46การซ่อมแซม DNA ทำให้ในอนาคตอาจจะมีปัญหา
00:23:46 → 00:23:49ได้แล้วก็ในการศึกษาแบบ observational
00:23:49 → 00:23:53study อีกเหมือนกันพบว่ากลุ่มคนที่มี
00:23:53 → 00:23:57มะเร็งตับอ่อนนั้นหลายคนเลยทีเดียวที่มี
00:23:57 → 00:24:00แมกนีเซียมไม่เพียงพอในร่างกายอันนี้มัน
00:24:00 → 00:24:03อาจจะมีความเกี่ยวข้องแมกนีเซียมหรือไม่
00:24:03 → 00:24:04เกี่ยวข้องก็ได้นะครับเพราะว่ามันเป็น
00:24:04 → 00:24:06observational study อย่างที่เมื่อกี้
00:24:06 → 00:24:09ผมบอกมันมีตัวแปรอื่นซึ่งอาจจะเป็นตัวที่
00:24:09 → 00:24:11ทำให้เขามีปัญหาอย่างนั้นได้ปนอยู่ก็ได้
00:24:12 → 00:24:16นะครับเออแต่ยังไงก็แล้วแต่เนื่องจากว่า
00:24:16 → 00:24:18มันมีความเกี่ยวข้องกับเอนไซม์ที่ใช้ใน
00:24:18 → 00:24:22การซ่อมแซม DNA อ่ะก็อาจจะต้องจำเป็นจะ
00:24:22 → 00:24:26ต้องใช้แมกนีเซียมพวกนี้ก็ได้นะครับนอก
00:24:26 → 00:24:29เหนือจากนี้บางคนก็อาจจะบอกว่าอ้าแล้ว
00:24:29 → 00:24:31เค้าเป็น observational study ทำไมเ้า
00:24:31 → 00:24:34ไม่ทำงานวิจัยซึ่งมันแหมบอกชัดเจนได้เลย
00:24:34 → 00:24:37ว่าเกิดอะไรขึ้นมาได้ต้องบอกอย่างนี้ครับ
00:24:37 → 00:24:39การทำงานวิจัยเกี่ยวข้องกับสารอาหารเนี่ย
00:24:39 → 00:24:43มันไม่ง่ายมันไม่ใช่ยานะครับถ้ายาโอเคมัน
00:24:43 → 00:24:45ง่ายแล้วแบ่งคนเป็น 2 กลุ่มนะครับกลุ่ม
00:24:45 → 00:24:46นึงได้ยากลุ่มนึงไม่ได้ยานะครับสุดท้าย
00:24:46 → 00:24:49เราก็จะรู้ว่าเออมันเกิดอะไรขึ้นแต่ถ้า
00:24:49 → 00:24:52เป็นการทดสอบกับไมครนิทนหรือสารเช่น
00:24:52 → 00:24:56แมกนีเซียมแบบเนี้ยตอนแรกสุดอ่ะเราไม่มี
00:24:56 → 00:24:59ทางรู้เลยนะครับว่าคนไหนขาดแมกนีเซียมคน
00:24:59 → 00:25:01ไหนไม่ขาดถ้าเราให้ไปในคนที่เขาไม่ขาด
00:25:01 → 00:25:03แมกนีเซียมอยู่แล้วให้ไปก็อาจจะไม่เกิด
00:25:03 → 00:25:05อะไรขึ้นนะครับถ้าเราให้ไปในคนที่ขาดเกก็
00:25:05 → 00:25:08อาจจะได้ผลแต่ถ้าเราไม่รู้ว่าใครขาดใคร
00:25:08 → 00:25:10ไม่ขาดแลในกลุ่มนี้มันมีปนๆกันแล้วเราให้
00:25:10 → 00:25:12กับไม่ให้มั่วๆไปอย่างเงี้ยนะครับผลออกมา
00:25:12 → 00:25:15ก็อาจจะเออไม่เห็นมันแตกต่างกับคนที่ไม่
00:25:15 → 00:25:18ให้แมกนีเซียมยังไงเลยนี่ได้นะครับนั่นก็
00:25:18 → 00:25:20คือปัญหาดังนั้นเนี่ยเวลาเราจะทำงานวิจัย
00:25:21 → 00:25:23แบบเนี้ยเราต้องมีวิธีในการประเมิน
00:25:23 → 00:25:26แมกนีเซียมให้ชัดเจนนะฮะเมื่อกี้ผมบอกว่า
00:25:26 → 00:25:28การเจาะเลือดก็ไม่ช่วยดังนั้นนั้นต้องมา
00:25:28 → 00:25:31ดูจากอาหารทั้งหมดเลยว่าเค้ากินอะไรแล้ว
00:25:31 → 00:25:33มันมีแมกนีเซียมโดยเฉลี่ยประมาณเท่าไหร่
00:25:33 → 00:25:35แบ่งเป็นกลุ่มคนที่กินเพียงพอกับกลุ่มคน
00:25:35 → 00:25:38ที่กินไม่เพียงพอแล้วแล้วให้กินเสริมกับ
00:25:38 → 00:25:39ไม่ให้กินนเสริมดูซิว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น
00:25:39 → 00:25:43ในอนาคตนะครับส่วนเรื่องการวิจัยว่าแก่
00:25:43 → 00:25:46เร็วแก่ช้าเป็นมะเร็งเร็วมะเร็งช้าเนี่ย
00:25:46 → 00:25:48โอหมันต้องใช้เวลาทำนานมากๆเพราะว่า
00:25:48 → 00:25:50มะเร็งมันไม่ได้เกิดภายในปีเดียวมันอาจจะ
00:25:50 → 00:25:53ต้องใช้เวลาในการดูคนไข้ไปนานๆเป็น 10 ปี
00:25:53 → 00:25:55ดังนั้นกว่าเราจะได้งานวิจัยชิ้นนี้ออกมา
00:25:55 → 00:25:59บางคนก็ไม่อยู่บนโลกนี้แล้วนะครับอ่ะแล้ว
00:25:59 → 00:26:03ทีนี้เออในเมื่อมันสำคัญขนาดนี้การกิน
00:26:03 → 00:26:06เสริมก็อาจจะมีความสำคัญมากนะครับแล้วกิน
00:26:06 → 00:26:09ยังไงนะครับทางอเมริกาเนี่ยมีการกำหนด
00:26:10 → 00:26:13Upper Limit ก็คือปริมาณสูงที่สุดที่จะ
00:26:13 → 00:26:16ไม่เกิดผลข้างเคียงของแมกนีเซียมชนิดกิน
00:26:16 → 00:26:18เสริมไม่ใช่แมกนีเซียมที่มาจากอาหารนะ
00:26:18 → 00:26:21แมกนีเซียมชนิดกินเสริมไว้ที่ 350 มกรต่อ
00:26:21 → 00:26:26วันนะครับแมกนีเซียมชนิดที่กินเสริมตัว
00:26:26 → 00:26:28ที่ดูดซึมได้ดีที่สุดเนี่ยจะเป็น
00:26:28 → 00:26:31แมกนีเซียมที่มันเป็นกลุ่มอ่าออร์แกนิค
00:26:31 → 00:26:33ออร์แกนิคในที่นี่ไม่ได้หมายความว่าโอ
00:26:33 → 00:26:35ฟาร์มออร์แกนิคอะไรอย่างงั้นนะครับ
00:26:35 → 00:26:38ออร์แกนิคในภาษาทางเคมีหมายความว่ามี
00:26:38 → 00:26:42คาร์บอนโมเลกุลนะครับมีพันธะโควาเลนกับ
00:26:42 → 00:26:44อีกตัวนึงอันนี้ถ้าใครฟังไม่เข้าใจช่าง
00:26:44 → 00:26:46มันไม่ต้องสนใจนะครับอ่าแต่ถ้าสายวิทก็คง
00:26:47 → 00:26:48จะเข้าใจว่าเอ covalent Bond คืออะไร
00:26:48 → 00:26:50เป็นออร์แกนิกับออร์แกนิมันต่างกันยังไง
00:26:50 → 00:26:53นะครับถ้าเป็นแมกนีเซียมที่เป็นออร์แกนิ
00:26:53 → 00:26:56ฟร์มเนี่ยจะดูดซึมได้ดียกตัวอย่างเช่น
00:26:56 → 00:26:59แมกนีเซียมไซต
00:26:59 → 00:27:03นะครับแมกนีเซียม tate แมกนีเซียมมาต
00:27:03 → 00:27:07แมกนีเซียมิตนะครับพวกเนี้ยดูดซึมได้ดี
00:27:07 → 00:27:09แล้วก็แมกนีเซียม lactate อีกตัวนึงซึ่ง
00:27:09 → 00:27:13ดูดซึมได้ดีแต่ถ้าเป็นกลุ่ม inorganic
00:27:13 → 00:27:15inorganic salt ของแมกนีเซียมเนี่ยอาจ
00:27:15 → 00:27:18จะดูซึมได้ไม่ดียกตัวอย่างเช่นแมกนีเซียม
00:27:18 → 00:27:21ซัลเฟตแมกนีเซียมคลอไรด์พวกนี้แมกนีเซียม
00:27:21 → 00:27:25ออกไซด์อย่างเงี้ยนะครับเป็นต้นพวกนี้อาจ
00:27:25 → 00:27:28จะดูซึมได้ไม่ค่อยดีเท่าไหร่นะฮะเวลาที่
00:27:28 → 00:27:32เราจะกินเนี่ยก็มีข้อควรระวังอย่างนึงคือ
00:27:32 → 00:27:35ถ้าเกิดว่าคนไหนที่มีความไวต่อแมกนีเซียม
00:27:35 → 00:27:37มากๆเนี่ยกินเข้าไปอาจจะทำให้ท้องเสียได้
00:27:37 → 00:27:40เพราะว่าจริงๆแมกนีเซียมมันก็เป็นยาระบาย
00:27:40 → 00:27:42ตัวนึเช่นแมกนีเซียมซิเตรตแมกนีเซียม
00:27:42 → 00:27:45ออกไซด์นะครับบางทีก็ใช้เป็นยาระบาย
00:27:45 → 00:27:48เหมือนกันแมกนีเซียมไฮดรอกไซด์ก็เป็นยา
00:27:48 → 00:27:51ระบายได้เหมือนกันนะครับก็ต้องดูว่าเออ
00:27:51 → 00:27:54เรามีความไวต่อพวกนี้มากน้อยแค่ไหนนะครับ
00:27:54 → 00:27:58ส่วนอีกตัวนึงซึ่งผมเคยเกริ่นไปก็คือแ
00:27:58 → 00:28:01แมกนีเซียมแอตนะครับโดยอันเนี้ยมันมีงาน
00:28:01 → 00:28:03วิจัยในสัตว์ทดลองว่ามันสามารถนำ
00:28:03 → 00:28:06แมกนีเซียมเข้าไปสู่สมองได้ทำให้อาจจะมี
00:28:06 → 00:28:09ผลต่อการชั่วเรื่องของความจำต่างๆได้นะ
00:28:09 → 00:28:11ครับแต่ตรงเนี้ยข้อมูลยังไม่ค่อยได้ชัด
00:28:11 → 00:28:14เจนเท่าไหร่แล้วแมกนีเซียมเ่า L trate
00:28:14 → 00:28:16มันมีข้อเสียอยู่อย่างหนึ่งก็คือว่า
00:28:16 → 00:28:18ปริมาณแมกนีเซียมจริงๆที่อยู่ใน
00:28:18 → 00:28:21แมกนีเซียมเ่า trate เนี่ยมันสู้ตัวอื่น
00:28:21 → 00:28:24ไม่ค่อยได้นะครับดังนั้นถ้าเกิดว่าเราจะ
00:28:24 → 00:28:26ต้องการให้ได้ระดับแมกนีเซียมในร่างกาย
00:28:26 → 00:28:28สูงเราอาจจะต้องกินตัวเนี้ยเสริมไปกับ
00:28:28 → 00:28:32แมกนีเซียมฟอร์มอื่นเช่นแมกนีเซียมิตมาต
00:28:32 → 00:28:36ทอตแลคเตสไซตอะไรสักตัวนึงเนี่ยนะครับถึง
00:28:36 → 00:28:40จะถือว่าได้มากเพียงพอนะครับแต่ถ้าเราจะ
00:28:40 → 00:28:43กินเพื่อที่จะให้มันสุขภาพของสมองก็อาจจะ
00:28:43 → 00:28:46เลือกตัวแทดไปก่อนก็ได้นะครับแล้วก็
00:28:46 → 00:28:48แมกนีเซียมมันช่วยทำให้เรานอนหลับได้ดี
00:28:48 → 00:28:51ขึ้นสามารถลดการเกิดตะคริวได้ในบางกรณีนะ
00:28:51 → 00:28:54ครับอ่าลดการเกิดได้ในบางกรณีเหตุผลที่
00:28:54 → 00:28:58เป็นเช่นนั้นเพราะว่าบางคนเป็นนาคิวด้วย
00:28:58 → 00:29:00เหตุผลอื่นไม่ได้เกี่ยวอะไรกับแมกนีเซียม
00:29:00 → 00:29:03ก็เป็นได้นะครับอ่านี่คือวิธีในการคิดว่า
00:29:03 → 00:29:05เราควรจะต้องเลือกกินอาหารเสริม
00:29:05 → 00:29:09แมกนีเซียมชนิดไหนนะฮะบางคนก็อาจจะใช้
00:29:09 → 00:29:11เป็นการที่มีแมกนีเซียมหลายๆฟอร์มปนกัน
00:29:11 → 00:29:16อ่ะมีไซเนทนะครับ lactate ิตมาตอะไรหลายๆ
00:29:16 → 00:29:20ปนกันใน 1 แคปซูลก็สามารถจะทำเช่นนั้นได้
00:29:20 → 00:29:23นะครับเอ่อมีข้อควรระวังอีกอย่างนึงคือคน
00:29:23 → 00:29:27ที่เป็นโรคไตโดยเฉพาะโรคไตระยะหลังๆเพราะ
00:29:27 → 00:29:29ว่าไตจะเป็นอวัยวะสำคัญในการขับ
00:29:29 → 00:29:32แมกนีเซียมถ้าเราได้มากจนเกินไปจากการกิน
00:29:32 → 00:29:36อาหารเสริมเข้าไปในคนไข้โรคไตเนี่ยอ่ามี
00:29:36 → 00:29:38แมกนีเซียมเกินในร่างกายซึ่งแมกนีเซียม
00:29:38 → 00:29:39เกินในร่างกายเนี่ยมันจะมีปัญหาหลายอย่าง
00:29:39 → 00:29:44เลยทีเดียวคือกล้ามเนื้ออ่อนแรงความดันตก
00:29:44 → 00:29:47หัวใจอาจจะหยุดเต้นนะครับหายใจไม่ได้นะ
00:29:47 → 00:29:50ครับดังนั้นคนที่มีโรคไตก่อนที่ท่านจะกิน
00:29:50 → 00:29:53แมกนีเซียมต้องปรึกษาคุณหมอโรคไตที่รักษา
00:29:53 → 00:29:56ท่านอยู่เสมอไม่ใช่ว่าอยู่ๆไปกินนะครับ
00:29:56 → 00:29:59ไม่ใช่ว่าผมบอกว่าว่าเออเมื่อตะกี้เห็นผม
00:29:59 → 00:30:01เล่าว่าถ้ากินยาขับปัสสาวะก็แปลว่าจะขาด
00:30:01 → 00:30:05แมกนีเซียมได้ง่ายกว่าคนทั่วไปยกเว้นโรค
00:30:05 → 00:30:07ไตครับถ้าท่านเป็นโรคไตท่านกินยาขับ
00:30:07 → 00:30:10ปัสสาวะท่านปรึกษาคุณหมอที่รักษาก่อนที่
00:30:10 → 00:30:12ท่านจะไปหาแมกนีเซียมมากินนะครับไม่
00:30:12 → 00:30:17ฉะนั้นอาจจะมีปัญหาต่างๆขึ้นมาได้นะฮะอ่า
00:30:17 → 00:30:20ดังนั้นวันนี้เราก็ได้เล่าเกี่ยวข้องกับ
00:30:20 → 00:30:22แมกนีเซียมค่อนข้างที่จะหลากหลายนะครับ
00:30:22 → 00:30:24แมกนีเซียมเนี่ยเป็นสิ่งซึ่งสำคัญต่อ
00:30:24 → 00:30:27เอนไซม์ในร่างกายถึงประมาณ 300 ชนิดเลยที
00:30:27 → 00:30:30เดียวนะครับแล้วก็เอนไซม์พวกเนี้ยเกี่ยว
00:30:30 → 00:30:32ข้องกับทางด้านของการสร้างพลังงานการซ่อม
00:30:32 → 00:30:35แซม DNA ระบบความจำการอักเสบในร่างกาย
00:30:35 → 00:30:38ระบบวิตามินดีระบบกระดูกการเตนของหัวใจ
00:30:38 → 00:30:41ทุกอย่างเลยนะครับถ้าจะกินจากอาหารก็กิน
00:30:41 → 00:30:44จากผักใบเขียวที่เขียวเข้มๆนะครับและถ้า
00:30:44 → 00:30:46เอาไปต้มก็จะทำให้เราสามารถดูซึม
00:30:46 → 00:30:49แมกนีเซียมได้ดีกว่าถ้ากินปลากินถั่วก็จะ
00:30:49 → 00:30:51ได้พวกแมกนีเซียมเข้าไปเพิ่มขึ้นอีกนะ
00:30:51 → 00:30:55ครับถ้าเกิดจะกินเสริมเข้าไปก็เลือกชนิด
00:30:55 → 00:30:58ที่มันดูดซึมได้ง่ายะกันเช่นแแมกนีเซียม
00:30:58 → 00:31:02แลคเตสแมกนีเซียมิตแมกนีเซียมอ่าทอตมาต
00:31:03 → 00:31:05พวกเนี้ยนะครับกลุ่มออร์แกนิคทั้งหลาย
00:31:05 → 00:31:08แหละนะฮะสามารถที่จะไปหาซื้อได้ด้วยตัว
00:31:08 → 00:31:10เองก็เลือกเอายี่ห้อที่ตัวเองชอบแล้วกัน
00:31:10 → 00:31:15นะครับอ่อมีกรณีที่เป็นไมเกรนไมเกรนเนี่ย
00:31:15 → 00:31:18คำแนะนำก็คือกินแมกนีเซียมวันละ 600
00:31:18 → 00:31:20มิลกรัมซึ่งเมื่อกี้ผมบอกว่าลิมิหรือเยอะ
00:31:20 → 00:31:24ที่สุดที่จะทำให้ไม่เกิดปัญหาคือ 350 มกร
00:31:24 → 00:31:26นะครับทีนี้ถ้าเรากิน 600 แล้วเป็นไงอ่ะ
00:31:26 → 00:31:29บางคนท้องเสียครับวิธีก็คือเราแบ่งเป็น
00:31:29 → 00:31:32มื้อๆไปเช่นกิน 200 ตอนเช้า 200 ตอน
00:31:32 → 00:31:34เที่ยงและ 200 ตอนเย็นนะครับแบบนี้ก็จะ
00:31:34 → 00:31:38สามารถลดข้อเสียที่เกิดทำให้ท้องเรามี
00:31:38 → 00:31:40ปัญหาได้นะครับโอเควันนี้ผมก็เล่า
00:31:40 → 00:31:43แมกนีเซียมมาซะเยอะขนาดนี้แล้วกันนะฮะ
00:31:43 → 00:31:46เอ่อก็จะทิ้งไว้แค่นี้นะครับถ้าเกิดคนไหน
00:31:46 → 00:31:48มีข้อสงสัยอะไรก็สอบถามมาแล้วกันนะครับ
00:31:48 → 00:31:51วันนี้เท่านี้นะครับขอบคุณมากครับสวัสดี
00:31:51 → 00:31:54ครับ