โรคอ้วนก่อให้เกิดโรคอะไรบ้าง

ปฐมบท โรคอ้วน 101 by หมอแอมป์ [Dr. Amp Guide👨‍⚕️ & Dr.Amp Podcast] [Sub TH, EN]

จากช่อง : DrAmp Team


ดูคำบรรยาย / View Transcript
00:00:1100:00:13สวัสดีครับ คุณผู้ฟังทุกท่านครับ
00:00:1300:00:16พบกับรายการ Dr.Amp Podcast กับผม
00:00:1600:00:19หมอแอมป์ นายแพทย์ตนุพล วิรุฬหการุญ นะครับ
00:00:1900:00:22วันนี้เนี่ยเราจะมาคุยกันในชื่อตอนที่
00:00:2200:00:25หลายคนอยากฟังตอนนี้มากๆ นะครับ
00:00:2500:00:27โรคอ้วน นะครับ
00:00:2700:00:31วันนี้หมอขอตั้งชื่อตอนว่า ปฐมบทโรคอ้วน นะครับ
00:00:3100:00:36เราจะมาเรียนรู้รากฐานของโรคอ้วนต่างๆ
00:00:3600:00:39โรคอ้วนทั้งหลาย หรือภาวะน้ำหนักเกิน
00:00:3900:00:44หรือภาวะน้ำหนักมาก หรือภาวะ Obesity ที่เรียกว่าโรคอ้วน
00:00:4400:00:48ชักนำไปสู่ภาวะอื่นๆ หรือโรคอื่นๆ อีกมากมายนะครับ
00:00:4800:00:52ไม่ว่าจะเป็นโรคความดัน โรคไขมัน
00:00:5200:00:54โรคหลอดเลือดในสมอง ตีบ แตก ตัน
00:00:5400:00:57หลอดเลือดหัวใจตีบ นะครับ
00:00:5700:01:00โรคปวดข้อต่อ โรคภูมิแพ้ โรคภูมิต้านทานต่ำ
00:01:0000:01:03โรคนอนหลับไม่ดี โรคสมองเสื่อม
00:01:0300:01:06โอ้โห หมอสาธยายได้เป็นวันๆ เลย
00:01:0600:01:11โรคอ้วนเนี่ยก่อให้เกิดโรคอะไรกับร่างกายเราบ้าง นะครับ
00:01:1100:01:14วันนี้เรามาเริ่มตอน 101 ก็คือ ปฐมบท กันว่า
00:01:1400:01:17ก่อนที่เราจะไปถึงจุดที่เราเป็นโรคอ้วนเนี่ย
00:01:1700:01:21เราควรจะมารู้จักร่างกายเรานะครับว่า
00:01:2100:01:23อะไร หรือฮอร์โมนต่างๆ ในร่างกายเรานี้
00:01:2300:01:26ที่ควบคุมกระบวนการเผาผลาญ
00:01:2600:01:32และการทำงานของร่างกายเราที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับโรคอ้วน
00:01:3200:01:35วันนี้หมอจะมาคุยถึงฮอร์โมนหลายตัวทีเดียวนะครับ
00:01:3500:01:39ถ้าใครมีปากกานะครับ คุณผู้ฟังสามารถเอาขึ้นมาจดได้นะครับ
00:01:3900:01:43หมอจะให้ Key word เอาไว้เผื่อเราจะไปเรียนรู้นะครับ
00:01:4300:01:48หรือเราจะไปค้นหาเพิ่มเติมว่าแต่ละตัวเป็นอย่างไร นะครับ
00:01:4800:01:52คุณหมอครับ ถ้าพวกผมรู้แล้วจะดีอย่างไร
00:01:5200:01:54คุณหมอคะ ถ้ารู้แล้วจะใช้ประโยชน์อย่างไร
00:01:5400:01:58อย่างน้อยๆ นะครับ ถ้าเรารู้ว่าอะไรคือสาเหตุ
00:01:5800:02:01เราก็จะสามารถควานหา ช่วยกัน ป้องกัน
00:02:0100:02:05โรคอ้วนได้ตั้งแต่ต้นเหตุไงครับ
00:02:0500:02:09เรามาเริ่มจากส่วนบนสุดก่อนเลย คือ สมอง นะครับ
00:02:0900:02:12คนเรานี่ เวลาเราหิว หรือเราไม่หิว
00:02:1200:02:15เรียกว่า เราหิว หรือเราอิ่ม
00:02:1500:02:19เราจะมีฮอร์โมนอยู่ 2 ตัวนะครับ 2 ฝั่ง ต้องเรียกว่า 2 ฝั่ง นะครับ
00:02:1900:02:23ฝั่งที่หลั่งออกมาปุ๊ป ทำให้เราหิว ทำให้เราอยากกิน
00:02:2300:02:25ทำให้เราอยากอาหาร
00:02:2500:02:27กับอีกฝั่งหนึ่ง คือหลั่งออกมาปุ๊ป ทำให้เราอิ่ม
00:02:2700:02:29ทำให้เราหยุดกิน
00:02:2900:02:32ในสมองคนเราจะมีฮอร์โมนอยู่ตัวหนึ่ง ชื่อว่า
00:02:3200:02:36Neuropeptide Y หรือ NPY นะ
00:02:3600:02:39ตัวนี้หลั่งออกมาจากสมองนะครับ
00:02:3900:02:41ทำให้เราหิว
00:02:4100:02:44เวลาเราอดอาหาร เวลาเราไม่มีอาหารกิน
00:02:4400:02:47เวลามนุษย์เราอดอยาก ก็จะหลั่งฮอร์โมนตัวนี้ออกมา
00:02:4700:02:52เพื่อทำให้เราอยากกิน ต้องกิน เพื่อความอยู่รอด นะครับ
00:02:5200:02:56ฮอร์โมนตัวนี้ เวลาหิวเขาก็หลั่งออกมานะครับ
00:02:5600:03:00เวลาเครียด คิดมาก เขาก็หลั่งออกมา
00:03:0000:03:01แย่เลยใช่ไหมครับ
00:03:0100:03:04เวลาเราเครียด เราคิดมาก ฮอร์โมน NPY
00:03:0400:03:08หรือ Neuropeptide Y ก็หลั่งออกมา ทำให้เรากิน
00:03:0800:03:11แล้วเวลาฮอร์โมนตัวนี้หลั่งออกมาเสร็จ
00:03:1100:03:14หมอเคยเล่าไปหลายตอน เวลาเราหลั่งฮอร์โมนเครียดนี่
00:03:1400:03:16เราจะกินอะไรครับ?
00:03:1600:03:18เราจะกินหวานๆ
00:03:1800:03:19เราจะกินมันๆ
00:03:1900:03:20เราจะกินเค็มๆ
00:03:2000:03:22เราจะกินแป้ง กินน้ำตาลเยอะ
00:03:2200:03:24ประมาณนี้นะครับ
00:03:2400:03:27แสดงว่าเวลาเราเครียดหรือเราอดอาหารนานๆ เนี่ย
00:03:2700:03:31สมองก็จะหลั่งฮอร์โมน Neuropeptide Y หรือ NPY ออกมา
00:03:3100:03:34ทำให้เราอยากกินอาหารไม่ดี อาหารที่อ้วนเกิน
00:03:3400:03:38อาหารที่มันเกิน ทำให้เราเกิดไขมันสะสมนะครับ
00:03:3800:03:40โดยเฉพาะไขมันที่น่ากลัวมากๆ นี่
00:03:4000:03:43เรียกว่า ไขมันในช่องท้อง
00:03:4300:03:47หรือที่เรียกว่า Visceral Fat เป็นไขมันที่น่ากลัวมาก
00:03:4700:03:51V I S C E R A L นะครับ
00:03:5100:03:53Visceral Fat คือไขมันที่เกาะอยู่ข้างในครับ
00:03:5300:03:56อยู่หลังกล้ามเนื้อนะ แสดงว่าเราอยากจะรู้จัก
00:03:5600:03:58Visceral Fat เนี่ยคือ
00:03:5800:04:00เราจับไปเจอไขมันในชั้นผิวหนังนะครับ
00:04:0000:04:03Subcutaneous Fat นะครับ
00:04:0300:04:04แล้วก็จะเจอกล้ามใช่ไหมครับ
00:04:0400:04:09ถ้าเราเอามีดแทงทะลุกล้ามให้เข้าไปในช่องท้องหรือลำไส้
00:04:0900:04:11เราถึงจะเจอกับ Visceral Fat นะครับ
00:04:1100:04:14Visceral Fat คือ ไขมันที่อยู่ข้างใน เกาะอยู่กับลำไส้
00:04:1400:04:17เกาะอยู่กับตับ เกาะอยู่กับตับอ่อน
00:04:1700:04:20ก่อให้เกิดโรคต่างๆ มากมายเพราะเข้าไปในกระแสเลือด
00:04:2000:04:23แล้วก็ไปอุดตรงนั้น ไปอุดตรงนี้ นะครับ
00:04:2300:04:26เพราะฉะนั้น Neuropeptide Y นี้ก็เป็นฮอร์โมนฝั่งฮอร์โมนหิว
00:04:2600:04:29กระตุ้นให้เรากินนะครับ
00:04:2900:04:31การทำให้ฮอรโมนตัวนี้ดีก็คือ
00:04:3100:04:34เวลาบางคนอดอาหารนานๆ นี่ไม่ดีแล้วนะครับ
00:04:3400:04:37ถ้าอดอาหารเกินประมาณ 20 ชั่วโมง 24 ชั่วโมง
00:04:3700:04:40Fasting นานๆ เข้าก็จะไปกระตุ้นฮอร์โมนตัวนี้
00:04:4000:04:43ทำให้เราหิวมากจนเราตบะแตกนะครับ
00:04:4300:04:46เวลาเรากลับมากินนี่เราก็กินเยอะเกินไปนะครับ
00:04:4600:04:49การทำให้ฮอร์โมนตัวนี้ชะลอ ให้ไม่หลั่งเยอะ
00:04:4900:04:51ก็คือการรับประทานโปรตีนนะครับ
00:04:5100:04:53แบ่งจานหนึ่งเลยนะครับ
00:04:5300:04:56ครึ่งหนึ่งควรจะเป็นไฟเบอร์หรือเป็นผักนะครับ
00:04:5600:04:59ถ้าเป็นผักนี่ก็จะช่วยทำให้อิ่มท้อง
00:04:5900:05:02อีก 25% นี่ต้องเป็นโปรตีนนะครับ
00:05:0200:05:04แต่หมออยากจะเน้นให้เป็นโปรตีนที่มีคุณภาพ
00:05:0400:05:07เช่น โปรตีนจากปลา เพราะว่าไม่อ้วนนะครับ
00:05:0700:05:10โปรตีนจากถั่วและธัญพืชแบบนี้
00:05:1000:05:14ก็จะเป็นตัวที่ช่วยให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนได้เหมาะสมนะครับ
00:05:1400:05:16แล้วก็ไม่อดอาหารนานนะครับ
00:05:1600:05:19ฮอร์โมนสมองฝั่งดีบ้าง
00:05:1900:05:21ฝั่งที่หลั่งออกมาแล้วช่วยรักษาโรคอ้วน
00:05:2100:05:23ก็คือทำให้เราอิ่มนะครับ
00:05:2300:05:26ก็จะมีฮอร์โมนชื่อ Cholecystokinin นะครับ
00:05:2600:05:29หรือ CCK จดไว้นะครับ
00:05:2900:05:31Peptide YY หรือว่า PYY
00:05:3100:05:34นี่คือฮอร์โมนในสมอง 2 - 4 ตัว
00:05:3400:05:38จริงๆ มีเยอะนะครับ หมอจะเอาตัวสำคัญมาเล่า
00:05:3800:05:42คราวนี้พอเรารู้จักฮอร์โมนที่เกี่ยวกับหิวเกี่ยวกับอิ่มในสมองแล้ว
00:05:4200:05:44เราก็เลื่อนลงมานะครับ
00:05:4400:05:47คราวนี้เรามาถึงที่อวัยวะภายใน
00:05:4700:05:51ก็คือ ตับ ไต ไส้ พุง ในลำไส้เรา นะครับ
00:05:5100:05:54ตับอ่อนทำหน้าที่หลั่งฮอร์โมนตัวหนึ่งออกมา
00:05:5400:05:55หลายคนรู้จักนะครับ
00:05:5500:05:57อินซูลิน
00:05:5700:06:00อินซูลิน สร้างจากเบต้าเซลล์ในตับอ่อนนะครับ
00:06:0000:06:04ควบคุมการจัดเก็บน้ำตาล ควบคุมการจัดเก็บไขมัน
00:06:0400:06:07เอาไปเก็บเป็นพลังงานให้ร่างกายเอาไว้ใช้
00:06:0700:06:09แต่คนส่วนใหญ่ เป็นอย่างไรครับ
00:06:0900:06:11ทานเกินไปนะครับ
00:06:1100:06:13เขาเก็บแล้วเก็บอีก เก็บอีกเก็บแล้ว
00:06:1300:06:15ก็ไม่มีที่จะเก็บนะ
00:06:1500:06:18เพราะเราเติมไปเยอะมากกว่าที่เราใช้นะครับ
00:06:1800:06:22เมื่ออินซูลินมากขึ้นเป็นอย่างไรครับ ก็ล้นในร่างกาย
00:06:2200:06:24ทำงานเริ่มผิดปกติ
00:06:2400:06:26ก่อให้เกิดภาวะดื้อต่ออินซูลิน
00:06:2600:06:29หรือที่เรียกว่า Insulin Resistance นะครับ
00:06:2900:06:32แสดงว่าตับอ่อนหลั่งอินซูลินออกมา
00:06:3200:06:35อินซูลินกลับดื้อเสียแล้ว หลั่งออกมาเยอะก็ไม่ทำงานเก็บน้ำตาล
00:06:3500:06:37หลั่งมาเยอะก็ไม่ทำงานเก็บพลังงาน
00:06:3700:06:39ทำให้พลังงานล้นนะครับ
00:06:3900:06:41แล้วก็ก่อให้เกิดโรคเบาหวานในที่สุด
00:06:4100:06:45ทำให้เกิดโรค NCDs หรือโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง
00:06:4500:06:47ทำให้เกิดโรค Metabolic Syndrome
00:06:4700:06:48หรือโรคเผาผลาญผิดปกติ
00:06:4800:06:51ก่อให้เกิดโรคอ้วนนั่นแหละครับ
00:06:5100:06:53การรักษาให้อินซูลินหลั่งออกมาดี
00:06:5300:06:56เราต้องระมัดระวังอาหารมากๆ
00:06:5600:06:59อาหารที่ทำให้อินซูลินเสีย ตับอ่อนเสีย
00:06:5900:07:01การทำงานเปลี่ยนไปก็คือ
00:07:0100:07:04อาหารประเภทน้ำตาลเยอะๆ นะครับ
00:07:0400:07:07โดยเฉพาะ High Fructose Corn Syrup นะครับ
00:07:0700:07:10มีอยู่ในขนม นม เนย มีอยู่ในเครื่องดื่มต่างๆ
00:07:1000:07:12ต้องอ่านข้างๆ ฉลากนำครับ ว่า
00:07:1200:07:16ถ้ามี High Fructose Corn Syrup อยู่เนี่ย ต้องระวังมากๆ
00:07:1600:07:21ชื่อย่อเขาจะชื่อว่า HFCS นะครับ
00:07:2100:07:25หรืออีกตัวที่ทำให้อินซูลินหรือภาวะการจัดเก็บน้ำตาลเสียไป
00:07:2500:07:27ก็คือ Trans Fat นะครับ
00:07:2700:07:30ไขมันทรานส์เอย มาการีน นะครับ
00:07:3000:07:33อาหารขยะต่างๆ ต้องระวังมากๆ นะครับ
00:07:3300:07:37เราอาจจะช่วยอินซูลินด้วยการรับประทานอาหารที่เป็นไขมันดี
00:07:3700:07:41เช่น โอเมก้า 3 อยู่ในปลาต่างๆ
00:07:4100:07:42อยู่ในถั่ว อยู่ในธัญพืช
00:07:4200:07:45และออกกำลังกายให้สม่ำเสมอ
00:07:4500:07:46เติมแมกนีเซียมด้วย
00:07:4600:07:49แมกนีเซียมช่วยการทำงานของอินซูลินได้เช่นกัน
00:07:4900:07:53อันนี้คือฮอร์โมนคุมน้ำตาล
00:07:5300:07:57ไปดูอีกฝั่งหนึ่ง ในระบบช่องท้องกันบ้าง ก็คือ
00:07:5700:08:01Glucagon-like peptide-1 หรือ GLP-1 นะครับ
00:08:0100:08:05ตัวนี้สร้างจากแอล-เซลล์ในลำไส้เล็กเอย ในลำไส้ใหญ่เอย
00:08:0500:08:07อันนี้คือถ้าหลั่งเยอะดี
00:08:0700:08:09อินซูลินหลั่งเยอะไม่ดีใช่ไหมครับ
00:08:0900:08:12GLP-1 นี่หลั่งเยอะดี คือทำให้อิ่ม
00:08:1200:08:14คุมระดับน้ำตาลนะครับ
00:08:1400:08:17เมื่อไหร่ที่ GLP-1 เพิ่มขึ้นก็คือเรากินโปรตีนชนิดดี
00:08:1700:08:21เช่นกินปลา เช่นกินโปรตีนจากผัก จากพืชนะครับ
00:08:2100:08:25งดการรับประทานอาหารที่ก่อให้เกิดอาการอักเสบนะครับ
00:08:2500:08:27คนบางคนหรือคนบางกลุ่ม
00:08:2700:08:32จะมีอาหารที่ไม่ถูกจริตกับพันธุกรรมตัวเองนะครับ
00:08:3200:08:35อาจจะต้องปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในการเจาะดูนะครับ
00:08:3500:08:38อย่างหมอเองนี่ หมอไม่ย่อยนมสัตว์นะครับ
00:08:3800:08:41ไม่ย่อยนมวัว นมแพะ นมแกะ นมม้า นมแมว
00:08:4100:08:44หมอกินเข้าไปก็อักเสบ หมอก็ต้องงดกิน
00:08:4400:08:48คนบางคนแพ้กลูเตน หรือว่าความเหนียวที่อยู่ในแป้งฝรั่ง
00:08:4800:08:51ไม่ว่าจะเป็นขนมปัง แป้งพาสต้า แป้งพิซซ่า
00:08:5100:08:52ก็ต้องหยุดอาหารเหล่านั้น
00:08:5200:08:55คนบางคนแพ้ไข่ คนบางคนแพ้เม็ดมะม่วงหิมพานต์
00:08:5500:08:58คนบางคนแพ้เยอะไปหมด
00:08:5800:09:00นั่นก็คืออาหารก่อการอักเสบ
00:09:0000:09:03ถ้าเราอักเสบมากๆ เราก็จะเป็นโรคใช่ไหมครับ
00:09:0300:09:06เราก็จะปวดเนื้อปวดตัว สิวขึ้น นะครับ
00:09:0600:09:11เป็นไมเกรน ปวดประจำเดือน ก็มีหลายสาเหตุ
00:09:1100:09:14หลักการในการช่วยเพิ่ม GLP-1 ก็คือ
00:09:1400:09:15กินพืชผักเยอะๆ นะครับ
00:09:1500:09:17กลับไปเมื่อสักครู่ที่หมอเล่าว่า
00:09:1700:09:21กินทุกอย่างกินทุกมื้อต้องมีผักครึ่งหนึ่งนะครับ
00:09:2100:09:24เมื่อไหร่มีผักครึ่งหนึ่งก็คือมีไฟเบอร์ครึ่งหนึ่ง
00:09:2400:09:27อีก 25% เป็นโปรตีนที่ดี
00:09:2700:09:32อีก 25% เป็นแป้งหรือน้ำตาลได้นะครับ
00:09:3200:09:34ไม่ได้แปลว่าห้ามกินน้ำตาล
00:09:3400:09:38กินเป็นเส้นหมี่ กินเป็นข้าวกล้อง กินเป็นข้าวขาว กินเป็นเส้นเล็ก
00:09:3800:09:41กินเป็นแป้งต่างๆ ไม่เกิน 1 ใน 4 ของจาน
00:09:4100:09:44ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมนะครับ
00:09:4400:09:48อันนี้คือฮอร์โมนที่หลั่งออกมาจากระบบย่อยอาหารเรา
00:09:4800:09:51คราวนี้เราขยับไปสู่จุดที่สำคัญเลยก็คือ
00:09:5100:09:54แล้วเซลล์ไขมันต่างๆ ที่เราเลี้ยงเขาจนโต
00:09:5400:10:00ไม่ว่าจะเป็นแขนโต ขาโต เซลลูไลท์มานี่ เขาทำงานอย่างไร
00:10:0000:10:02ไขมันนี้มี 2 ชนิดนะครับ
00:10:0200:10:08ก็คือ Brown Fat ไขมันสีน้ำตาล และ White Fat ไขมันสีขาว
00:10:0800:10:10ไขมันสีน้ำตาลนี่มีเยอะๆ ตอนเราเด็ก
00:10:1000:10:12เป็นไขมันชนิดดีนะครับ
00:10:1200:10:15สีเขาออกน้ำตาล เพราะชื่อจริงๆ แล้ว คือ
00:10:1500:10:17Iron-rich mitochondria
00:10:1700:10:22ก็คือใน Brown Fat มีตัวเผาที่มีธาตุเหล็กเป็นส่วนประกอบเยอะ
00:10:2200:10:24ตัว Brown Fat ดีอย่างไร
00:10:2400:10:27ก็คือเป็นไขมันที่มีเม็ดเล็กๆ เยอะๆ อยู่ในเซลล์
00:10:2700:10:28แล้วก็มีตัวเผาเยอะๆ
00:10:2800:10:33ถ้ามีไขมันดีตัวนี้มาก ก็จะช่วยเผาไขมันได้มาก
00:10:3300:10:35ช่วยเพิ่มการเผาผลาญ
00:10:3500:10:37ช่วยเพิ่มการควบคุมอุณหภูมิในร่างกาย
00:10:3700:10:42เรามีเยอะตอนเด็กแล้วค่อยๆ น้อยลงตามการวิจัยนะครับ
00:10:4200:10:44มาถึง White Fat หรือไขมันขาว
00:10:4400:10:47ที่เรามีกันอยู่เยอะเลยครับ กำลังประสบปัญหาอยู่ทั่วโลก
00:10:4700:10:50ก็คือ โรคอ้วน ที่โจมตีมนุษย์นะครับ
00:10:5000:10:53ใน White Fat หรือไขมันขาว ก็จะมีไมโทคอนเดรียน้อย
00:10:5300:10:56หรือว่ามีโรงงานเผาน้อย นะครับ
00:10:5600:10:59เป็นเม็ดไขมันก้อนใหญ่ๆ อยู่ในเซลล์นะครับ
00:10:5900:11:03และพบโปรตีนตัวหนึ่งอยู่ในนั้น ก็คือ เลปติน
00:11:0300:11:06เดี๋ยวหมอจะมาบอกต่อ เป็นฮอร์โมนตัวหนึ่งนะครับ
00:11:0600:11:10ตัวไขมันขาวชอบเก็บแคลอรี่ส่วนเกินที่เรากินเข้าไป
00:11:1000:11:12แล้วก็สะสมอยู่ในร่างกาย
00:11:1200:11:14ก็มีทั้งข้อดีและข้อเสียนะครับ
00:11:1400:11:18ข้อเสียก็อย่างที่เรารู้แหละครับ ไขมันมากก็ก่อให้เกิดโรคอ้วน
00:11:1800:11:19โรคความดัน โรคไขมัน
00:11:1900:11:21โรคหลอดเลือดตีบ โรคหลอดเลือดแตก
00:11:2100:11:23ข้อดีคือเอาไว้กันกระแทกนะครับ
00:11:2300:11:27ใครไม่มีก้นเลย ไม่มีไขมันเลย เวลาล้มก็เจ็บ
00:11:2700:11:29ใครมีปุ๊ปก็ช่วยกันกระแทกนะครับ
00:11:2900:11:33จริงๆ มนุษย์เราถูกสร้างมาให้มีไขมันพอสมควรนะครับ
00:11:3300:11:36มีประมาณหนึ่งกำลังดีก็ช่วยเผาผลาญ
00:11:3600:11:38ช่วยสร้างความอบอุ่นให้ร่างกาย
00:11:3800:11:42ช่วยคุมนั่นนี่ให้ดี ช่วยป้องกันกระแทก
00:11:4200:11:47แต่ปัจจุบันเราออกกำลังกายน้อย กินเยอะ กินผิด
00:11:4700:11:49ก็เลยมีมากเกินไปนะครับ
00:11:4900:11:54ตัวไขมันขาวก็เลยหลั่งฮอร์โมนเจ้าปัญหาออกมา
00:11:5400:11:56มาถึงพระเอกของวันนี้นะครับ
00:11:5600:12:03เซลล์ไขมันหลั่งฮอร์โมนหลักๆ ออกมาสำคัญๆ อยู่ 3-4 ตัว
00:12:0300:12:06มีหลายตัวมากนะ เขาวิจัยกันเยอะ วันนี้หมอจะสรุปให้ฟัง
00:12:0600:12:10สัก 3-4 ตัว วันนี้เราจะได้การบ้านไปนะครับ
00:12:1000:12:13ไปนั่งอ่าน ไปนั่งค้น ไปนั่งดู
00:12:1300:12:15เราจะได้เข้าใจร่างกายเรา
00:12:1500:12:18ใครที่ไม่อ้วนก็จะได้ศึกษาไว้เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวเองอ้วน
00:12:1800:12:23ถ้าใครอ้วนแล้วก็จะได้รู้ว่าเขาอยู่ในร่างกายเรา
00:12:2300:12:28เราจะได้ช่วยในการจัดการกับเขาได้อย่างมีประสิทธิภาพนะครับ
00:12:2800:12:30ฮอร์โมนตัวที่ 1 ชื่อว่า เลปติน นะครับ
00:12:3000:12:33เลปติน เป็นฮอร์โมนที่หลั่งมากจากเซลล์ไขมัน
00:12:3300:12:36ค้นพบในปี ค.ศ. 1994 นะครับ
00:12:3600:12:40เป็นกรดอะมิโนรวมกัน 167 ตัว
00:12:4000:12:42ตัวนี้หลั่งออกมาจากเซลล์ไขมัน
00:12:4200:12:45ส่งสัญญาณไปที่ไฮโปทาลามัสในสมอง
00:12:4500:12:50แล้วบอกเขาว่าเราอิ่มแล้ว
00:12:5000:12:52บางคนเรียกฮอร์โมนตัวนี้ว่าฮอร์โมนอิ่ม
00:12:5200:12:57แต่ความเข้าใจนี้ยังต้องค่อยๆ เรียนรู้นะครับ
00:12:5700:13:00ของบางอย่างไม่ได้ตรงมาแปลว่าเยอะดี น้อยดี
00:13:0000:13:03บางตัวใช่ บางตัวไม่ใช่นะครับ
00:13:0300:13:07ตัวเลปตินนี้ เวลาเรามีเซลล์ไขมันเยอะๆ เขาจะหลั่งฮอร์โมนตัวนี้ออกมา
00:13:0700:13:10เพื่อบอกสมองว่ามีไขมันอยู่เท่าไหร่
00:13:1000:13:16แสดงว่าคนที่อ้วนมาก ไขมันเยอะ จะหลั่งฮอร์โมนเลปตินเยอะ
00:13:1600:13:21คนที่ผอมๆ ไม่มีไขมันเลย ก็จะหลั่งฮอร์โมนเลปตินน้อย
00:13:2100:13:25ฉะนั้นฮอร์โมนตัวนี้ทำหน้าที่ควบคุมเรื่องพลังงาน
00:13:2500:13:27เรื่องแคลอรี่ที่เรากินนะครับ
00:13:2700:13:29ถ้าเราอ้วนมากเลปตินก็จะเยอะ
00:13:2900:13:32ถ้าเราไม่อ้วนเลปตินก็จะน้อยนะครับ
00:13:3200:13:35เพราะฉะนั้นเวลาคนเรามีเซลล์ไขมันเยอะ
00:13:3500:13:37หลั่งฮอร์โมนเลปตินออกมาเยอะ
00:13:3700:13:39สัญญาณเลปตินขึ้นไปถึงสมองปุ๊ป
00:13:3900:13:42สมองก็จะรู้ว่า ต้องอิ่มได้แล้ว
00:13:4200:13:45สมองก็จะสั่งการให้เราทานน้อยลง
00:13:4500:13:48และเผาเยอะขึ้นเพื่อไม่ให้ไขมันเยอะเกินไป
00:13:4800:13:52กลับกันสำหรับคนที่ไม่อ้วน เลปตินก็ไม่เยอะนะครับ
00:13:5200:13:57พอเลปตินน้อยลงไปมากๆ ร่างกายก็จะสั่งให้ทานมากขึ้น
00:13:5700:14:00แล้วก็อย่าไปเผาเขาเยอะนะ ร่างกายก็จะเป็นแบบนี้
00:14:0000:14:02เขาเรียกว่า Negative feedback
00:14:0200:14:06คือ ตัวไหนเยอะ ตัวนั้นก็ปรับน้อย ตัวไหนน้อย ก็ปรับเยอะ
00:14:0600:14:10แต่ในคนที่เป็นโรคอ้วนนี่เกิดอาการคล้ายๆ กับอินซูลินครับ
00:14:1000:14:13คือเลปตินหลั่งออกมาเตือนบ่อยๆ ว่าอิ่มได้แล้ว
00:14:1300:14:16ติดต่อกันเป็นเวลานาน และเซลล์ไขมันก็เยอะ
00:14:1600:14:19ก็เกิดภาวะดื้อต่อเลปตินนะครับ
00:14:1900:14:22ก็คือเลปตินมาเตือนว่าให้หยุดกิน
00:14:2200:14:26แต่เป็นนานครับ เตือนไปก็เริ่มไม่ฟัง
00:14:2600:14:31ถึงจุดหนึ่งก็เกิดภาวะ Leptin resistance หรือภาวะดื้อเลปติน
00:14:3100:14:34เมื่อเขาเตือนแล้วเราไม่หยุด หรือเราไม่อิ่ม เราทำอย่างไรครับ
00:14:3400:14:38เราก็ยิ่งหิวกว่าเดิม กินเยอะกว่าเดิม เผาผลาญน้อยกว่าเดิม
00:14:3800:14:41การอยากออกกำลังก็น้อยกว่าเดิมนะครับ
00:14:4100:14:42คราวนี้คิดภาพตาม
00:14:4200:14:46คนที่ไขมันเยอะๆ น้ำหนักเยอะ
00:14:4600:14:49แล้วเราลดน้ำหนักอย่างรวดเร็ว
00:14:4900:14:52พอเราลดน้ำหนักเสร็จปุ๊ป ไขมันก็ต้องน้อยลงใช่ไหมครับ
00:14:5200:14:56พอน้อยลง ตัวเลปตินก็ตกตามไปด้วย
00:14:5600:14:59พอตกลงไปปั๊ป ก็ส่งสัญญาณไปที่สมองว่า
00:14:5900:15:02ให้กินเยอะขึ้นอีก นี่คือที่มาของโยโย่เอฟเฟกต์
00:15:0200:15:05เพราะฉะนั้นเวลาลดน้ำหนักเร็วเกินไปไม่ดีนะครับ
00:15:0500:15:08ต้องค่อยๆ ลงอย่างมีคุณภาพ
00:15:0800:15:13ให้มั่นใจว่าสิ่งที่ลดลงไปเป็นไขมัน ไม่ใช่น้ำ ไม่ใช่ปัสสาวะ
00:15:1300:15:15ไม่ใช่กล้ามเนื้อ ไม่ใช่มวลกระดูก
00:15:1500:15:18เพราะฉะนั้นการลดเร็วเกินไปเป็นเอฟเฟกต์
00:15:1800:15:21ให้เกิดโยโย่จากฮอร์โมนเลปตินนี่แหละครับ
00:15:2100:15:25พอเราเกิดภาวะ Leptin resistance หรือดื้อต่อเลปติน
00:15:2500:15:27ก็จะก่อให้เกิดโรคเพียบเลยนะครับ
00:15:2700:15:30ไม่ว่าจะเป็นการอักเสบในร่างกายก็จะเยอะขึ้น
00:15:3000:15:33เพราะเซลล์ไขมันหลั่งการอักเสบออกมานะครับ
00:15:3300:15:37เซลล์ไขมันต่างๆ ไหลไปในเลือด ไปเกาะอยู่ตามผนังไขมัน
00:15:3700:15:40ไปเกาะอยู่ตามตับ ไปเกาะแทรกอยู่ในลำไส้
00:15:4000:15:42ไปแทรกแทรกอยู่ในตับอ่อนนะครับ
00:15:4200:15:46คนที่อ้วนๆ ยุบๆ บ่อยๆ นี่ไม่ดีมากๆ
00:15:4600:15:48จะคุมน้ำหนักหรือลดได้ยากยิ่งกว่าเดิมนะครับ
00:15:4800:15:51เพราะฉะนั้นถ้าตัดสินใจจะคุมน้ำหนักแล้ว
00:15:5100:15:52ลดลงไปจนหุ่นดีได้แล้ว
00:15:5200:15:56จงรักษาความดีนั้นไว้ให้นานๆ นะครับ
00:15:5600:16:00แล้วก็เรื่องของอาหารที่แพ้ โดยเฉพาะกลุ่ม IgG4
00:16:0000:16:02Food Intolerance หรืออาหารที่แพ้
00:16:0200:16:05เพราะทานเยอะเกินไปแล้วย่อยไม่ดี ร่างกายไม่ดี
00:16:0500:16:10คนแพ้อาหารประเภทต่างๆ กินเข้าไปยิ่งอักเสบ ยิ่งแพ้
00:16:1000:16:13ยิ่งก่อให้เกิดโรคอ้วน
00:16:1300:16:14ฉะนั้นทฤษฎีในการลดเลปติน
00:16:1400:16:19หรือทำให้เลปตินเราออกฤทธิ์มีประสิทธิภาพ
00:16:1900:16:22ไม่เรียกว่าลดดีกว่านะ เพราะว่าน้อยเกินก็ไม่ดี มากเกินก็ไม่ดี
00:16:2200:16:24ต้องทำงานเหมาะสมก็คือ
00:16:2400:16:281. ต้องลดรอบเอว ต้องหลีกเลี่ยงอาหารที่ไม่ดี
00:16:2800:16:31โดยเฉพาะ High Fructose Corn Syrup
00:16:3100:16:34โดยเฉพาะ Trans Fat และก็ไขมันอิ่มตัวต่างๆ
00:16:3400:16:37โดยเฉพาะไขมันจากสัตว์ ต้องระวังมากๆ
00:16:3700:16:39จากเนื้อมัน จากนมมัน จากไข่มัน
00:16:3900:16:42ต้องทานแต่พอดี ทานแต่น้อยนะครับ
00:16:4200:16:44แล้วทานโปรตีนจากพืชให้เยอะ
00:16:4400:16:46ทานโปรตีนจากปลาให้มากนะครับ
00:16:4600:16:51แล้วที่สำคัญที่สุดครับ การนอนนะครับ
00:16:5100:16:55ใครฟังในตอนที่แล้วนี่ หมอจะพูดเรื่องการนอนกับเลปตินนะครับ
00:16:5500:16:58เวลาคนเรานอนดึก
00:16:5800:17:03เมื่อเรานอนดึกปุ๊บ ฮอร์โมนเลปตินจะลดลง
00:17:0300:17:06พอลดลงปุ๊บก็แสดงว่าจะทำให้เราหิวนะครับ
00:17:0600:17:10ถ้าฮอร์โมนเลปตินมีระดับที่เหมาะสมก็จะอิ่มปกติ
00:17:1000:17:14แต่พอเรานอนน้อยปุ๊บ วันรุ่งขึ้นเลปตินหลั่งน้อย
00:17:1400:17:17เราก็จะอยากทานมากขึ้น
00:17:1700:17:20แสดงว่าการนอนน้อยในการวิจัยที่หมอบอก
00:17:2000:17:23นอนไม่ถึง 5-6 ชั่วโมงติดต่อกัน 5 วัน
00:17:2300:17:27จะอยากกินแคลอรี่มากขึ้นวันละ 300 แคลอรี่
00:17:2700:17:30โอ้โห อาทิตย์หนึ่งก็ขึ้นเยอะเลยแหละครับ
00:17:3000:17:34อันนี้คือฮอร์โมนเลปติน หรือที่มีชื่อย่อว่าฮอร์โมนอิ่ม
00:17:3400:17:38แต่จริงๆ แล้วไม่ได้ตรงไปตรงมาแบบนั้นนะครับ
00:17:3800:17:41ไปดูอีกตัวหนึ่งที่ถือว่าเป็นฮอร์โมนจากไขมันเหมือนกัน
00:17:4100:17:43แต่เป็นฮอร์โมนดีนะครับ
00:17:4300:17:46ตัวนี้ชื่อว่า Adiponectin นะครับ
00:17:4600:17:51A-D-I-P-O-N-E-C-T-I-N นะครับ
00:17:5100:17:54Adiponectin ค้นพบหลังจากเลปตินหนึ่งปี
00:17:5400:17:57ปี ค.ศ. 1995 นะครับ
00:17:5700:18:01เป็นกรดอะมิโน หรือโปรตีนต่อกัน 244 ตัว
00:18:0100:18:02พบมากในไหนครับฮอร์โมนดี
00:18:0200:18:05ในตับและกล้ามเนื้อนะครับ
00:18:0500:18:10แสดงว่าตับและกล้ามเนื้อทำหน้าที่เผาผลาญไขมันนั่นเอง
00:18:1000:18:13Adiponectin receptor 1 ตัวรับอยู่ที่กล้ามเนื้อ
00:18:1300:18:17Adiponectin receptor 1 ตัวรับอยู่ที่ตับนะครับ
00:18:1700:18:22ถ้าไขมันเยอะๆ เป็นโรคอ้วน Adiponectin ก็จะน้อย
00:18:2200:18:26ถ้าแข็งแรงหุ่นดี Adiponectin ก็จะเยอะนะครับ
00:18:2600:18:30ตัวนี้ตรงไปตรงมา เยอะคือดี น้อยคือไม่ดี
00:18:3000:18:31ไม่เหมือนเลปติน ไม่เหมือนอินซูลิน
00:18:3100:18:36ที่น้อยเกินก็ไม่ใช่ว่าจะดี เยอะเกินก็ใช่ว่าจะดี
00:18:3600:18:41อยู่ในระดับที่เหมาะสมถึงจะสร้างสมดุลให้ร่างกายได้นะครับ
00:18:4100:18:44ถ้า Adiponectin เยอะ ก็จะเพิ่มการเผาผลาญไขมัน
00:18:4400:18:48โดยเฉพาะในตับในกล้ามเนื้อ ก็จะเผากันเหมือนโรงงานเผา
00:18:4800:18:50เผาไขมันออกจากร่างกายนะครับ
00:18:5000:18:53ถ้า Adiponectin น้อยปุ๊บก็จะทำให้อินซูลินทำงานไม่ดี
00:18:5300:18:56ทำให้เกิดภาวะโรคอ้วน ทำให้เกิดภาวะเบาหวาน
00:18:5600:18:59ทำให้เกิดภาวะไขมันพอกตับนะครับ
00:18:5900:19:03หรือจะเกิดจากเหล้าก็ดี เกิดจากไม่ใช่แอลกอฮอล์ก็ดี
00:19:0300:19:08NAFLD ก็คือไขมันพอตับที่ไม่ได้เกิดจากสุรานะครับ
00:19:0800:19:12ชื่อเต็มๆ ว่า Non-Alcoholic Fatty Liver Disease
00:19:1200:19:16ก็คือไขมันพอกตับที่เกิดมาจากกินชานมไข่มุกเยอะเกิน
00:19:1600:19:19กินขนม นม เนย เยอะเกิน กินขาหมู
00:19:1900:19:24กินมันหมู กินเนื้อวากิว เยอะแยะมากมาย
00:19:2400:19:29ซีฟู้ด หัวกุ้ง ไข่ปู หอยนางรม เยอะไม่ได้นะครับ
00:19:2900:19:30เยอะเป็นพิษนะครับ
00:19:3000:19:33น้อยไปก็ตึงเกินเดี๋ยวจะเครียดอีกนะครับ
00:19:3300:19:36ถ้าเมื่อไหร่ Adiponectin น้อยก็จะเกิดการอักเสบครับ
00:19:3600:19:41โดยเฉพาะสาร CRP หรือการอักเสบนี่ก็จะเพิ่มขึ้นในร่างกาย
00:19:4100:19:43วันนี้เรารู้จักหลายตัวเลยนะครับ
00:19:4300:19:46อีกตัวหนึ่งแถมท้ายไว้หน่อย คือ Resistin นะครับ
00:19:4600:19:49Resistin ค้นพบปี ค.ศ. 2001 นะครับ
00:19:4900:19:52เป็นฮอร์โมนที่หลั่งออกมาจากไขมันเหมือนกัน ตัวนี้เยอะไม่ดี
00:19:5200:19:56คนเป็นโรคอ้วนเยอะๆ ก็จะมี Resistin เยอะๆ
00:19:5600:19:58มีการอักเสบเยอะนะครับ
00:19:5800:20:01ตัวสุดท้ายก่อนจบวันนี้ชื่อว่า Ghrelin นะครับ
00:20:0100:20:07Ghrelin นี้หลั่งจากกระเพาะอาหาร เรียกชื่อเล่นว่า ฮอร์โมนหิว
00:20:0700:20:11เวลาก่อนกินเราจะหลั่ง Ghrelin ออกมาเยอะเพราะเราหิว
00:20:1100:20:14พอเราทานเสร็จปุ๊บ Ghrelin ก็จะหยุดหลั่ง
00:20:1400:20:16เราก็หยุดกินนะครับ
00:20:1600:20:21ฉะนั้นก่อนกินจะเพิ่มสูง แล้วพอทานเสร็จก็จะลดลง
00:20:2100:20:22แต่คนอ้วนเป็นอย่างไรครับ
00:20:2200:20:25คนอ้วนกินเยอะบ่อยๆ
00:20:2500:20:30ก่อนกิน Ghrelin สูง พอหยุดกินปุ๊บ Ghrelin ไม่ลดนะครับ
00:20:3000:20:32พอไม่ลดปุ๊บก็ไม่หยุดกินสิครับ
00:20:3200:20:35ก็ทานต่อ ทานต่อ
00:20:3500:20:39เพราะฉะนั้นอาหารที่ทำให้ Ghrelin ทำงานผิดปกติก็คือ
00:20:3900:20:43พวกน้ำอัดลม อะไรที่น้ำตาลเยอะๆ นะครับ
00:20:4300:20:45ผสม High Fructose Corn Syrup เข้าไป
00:20:4500:20:48หรือน้ำตาล HFCS เนี่ย
00:20:4800:20:53เราอ่านในฉลากจะมีอยู่ว่าเป็นน้ำตาลที่มนุษย์ผลิตขึ้นมานะครับ
00:20:5300:20:57ทำให้หวานกว่าปกติ ทำให้อุตสาหกรรมอาหารประหยัดไปได้
00:20:5700:21:00แต่ทำให้กินอย่างไรก็ไม่อิ่มสักที กินไปเรื่อย
00:21:0000:21:03ก็ก่อให้เกิดภาวะโรคอ้วนนะครับ
00:21:0300:21:06วันนี้ก็พอสมควรแก่เวลา
00:21:0600:21:08ในตอนปฐมบทของโรคอ้วน
00:21:0800:21:12หมอมาเล่าให้หลายๆ ท่าน ไม่จำเป็นต้องเป็นหมอ
00:21:1200:21:14ไม่จำเป็นต้องเป็นแพทย์
00:21:1400:21:19เราก็สามารถที่จะเรียนรู้ทุกอย่างที่เกิดขึ้นในร่างกายเราได้
00:21:1900:21:21เพราะทุกท่านมีสิทธิ์ที่จะรู้
00:21:2100:21:25เพราะนี่คือสิ่งที่มนุษย์วิจัยลงไปลึกเพื่อบอกให้ทุกคนฟังว่า
00:21:2500:21:28ร่างกายเราทำงานอย่างไร
00:21:2800:21:31ถ้าเราเข้าใจเขา เราจะไม่ยั่วยุเขา
00:21:3100:21:33เราจะไม่ประมาทเรื่องนี้
00:21:3300:21:38และเราจะมีชีวิตที่ยืนยาวอย่างมีคุณภาพนะครับ
00:21:3800:21:42ลดโอกาสการนอนบนเตียง ลดโอกาสการนั่งรถเข็น
00:21:4200:21:45ไม่ต้องให้ลูกหลานมาลำบาก นั่งดูแลเรา
00:21:4500:21:46ไม่เป็นภาระใคร
00:21:4600:21:48อายุยืนยาวแบบมีคุณภาพ
00:21:4800:21:52ล้างก้นได้ เดินได้ ทานอาหารได้
00:21:5200:21:54ไปเที่ยวกับเพื่อนๆ ได้
00:21:5400:21:56จำลูกจำหลานได้
00:21:5600:21:59นี่คือความปรารถนาสูงสุดของหมอ
00:21:5900:22:05อยากให้ทุกคนที่ได้ฟัง สุขภาพดี อายุยืนยาว แบบมีคุณภาพ
00:22:0500:22:08วันนี้ก็ขออนุญาตจบตอนนี้ไว้เท่านี้
00:22:0800:22:10แล้วเดี๋ยวตอนหน้าเรามาคุยกันต่อ
00:22:1000:22:13เรื่องโรคอ้วนนี่เราต้องคุยกันยาวทีเดียวนะครับ
00:22:1300:22:15วันนี้ก็ขอกราบสวัสดีทุกท่าน
00:22:1500:22:16ขอบคุณครับ

ปฐมบท โรคอ้วน 101 by หมอแอมป์ [Dr. Amp Guide👨‍⚕️ & Dr.Amp Podcast] [Sub TH, EN]

จากช่อง : DrAmp Team


ดูคำบรรยาย / View Transcript
00:00:1100:00:13สวัสดีครับ คุณผู้ฟังทุกท่านครับ
00:00:1300:00:16พบกับรายการ Dr.Amp Podcast กับผม
00:00:1600:00:19หมอแอมป์ นายแพทย์ตนุพล วิรุฬหการุญ นะครับ
00:00:1900:00:22วันนี้เนี่ยเราจะมาคุยกันในชื่อตอนที่
00:00:2200:00:25หลายคนอยากฟังตอนนี้มากๆ นะครับ
00:00:2500:00:27โรคอ้วน นะครับ
00:00:2700:00:31วันนี้หมอขอตั้งชื่อตอนว่า ปฐมบทโรคอ้วน นะครับ
00:00:3100:00:36เราจะมาเรียนรู้รากฐานของโรคอ้วนต่างๆ
00:00:3600:00:39โรคอ้วนทั้งหลาย หรือภาวะน้ำหนักเกิน
00:00:3900:00:44หรือภาวะน้ำหนักมาก หรือภาวะ Obesity ที่เรียกว่าโรคอ้วน
00:00:4400:00:48ชักนำไปสู่ภาวะอื่นๆ หรือโรคอื่นๆ อีกมากมายนะครับ
00:00:4800:00:52ไม่ว่าจะเป็นโรคความดัน โรคไขมัน
00:00:5200:00:54โรคหลอดเลือดในสมอง ตีบ แตก ตัน
00:00:5400:00:57หลอดเลือดหัวใจตีบ นะครับ
00:00:5700:01:00โรคปวดข้อต่อ โรคภูมิแพ้ โรคภูมิต้านทานต่ำ
00:01:0000:01:03โรคนอนหลับไม่ดี โรคสมองเสื่อม
00:01:0300:01:06โอ้โห หมอสาธยายได้เป็นวันๆ เลย
00:01:0600:01:11โรคอ้วนเนี่ยก่อให้เกิดโรคอะไรกับร่างกายเราบ้าง นะครับ
00:01:1100:01:14วันนี้เรามาเริ่มตอน 101 ก็คือ ปฐมบท กันว่า
00:01:1400:01:17ก่อนที่เราจะไปถึงจุดที่เราเป็นโรคอ้วนเนี่ย
00:01:1700:01:21เราควรจะมารู้จักร่างกายเรานะครับว่า
00:01:2100:01:23อะไร หรือฮอร์โมนต่างๆ ในร่างกายเรานี้
00:01:2300:01:26ที่ควบคุมกระบวนการเผาผลาญ
00:01:2600:01:32และการทำงานของร่างกายเราที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับโรคอ้วน
00:01:3200:01:35วันนี้หมอจะมาคุยถึงฮอร์โมนหลายตัวทีเดียวนะครับ
00:01:3500:01:39ถ้าใครมีปากกานะครับ คุณผู้ฟังสามารถเอาขึ้นมาจดได้นะครับ
00:01:3900:01:43หมอจะให้ Key word เอาไว้เผื่อเราจะไปเรียนรู้นะครับ
00:01:4300:01:48หรือเราจะไปค้นหาเพิ่มเติมว่าแต่ละตัวเป็นอย่างไร นะครับ
00:01:4800:01:52คุณหมอครับ ถ้าพวกผมรู้แล้วจะดีอย่างไร
00:01:5200:01:54คุณหมอคะ ถ้ารู้แล้วจะใช้ประโยชน์อย่างไร
00:01:5400:01:58อย่างน้อยๆ นะครับ ถ้าเรารู้ว่าอะไรคือสาเหตุ
00:01:5800:02:01เราก็จะสามารถควานหา ช่วยกัน ป้องกัน
00:02:0100:02:05โรคอ้วนได้ตั้งแต่ต้นเหตุไงครับ
00:02:0500:02:09เรามาเริ่มจากส่วนบนสุดก่อนเลย คือ สมอง นะครับ
00:02:0900:02:12คนเรานี่ เวลาเราหิว หรือเราไม่หิว
00:02:1200:02:15เรียกว่า เราหิว หรือเราอิ่ม
00:02:1500:02:19เราจะมีฮอร์โมนอยู่ 2 ตัวนะครับ 2 ฝั่ง ต้องเรียกว่า 2 ฝั่ง นะครับ
00:02:1900:02:23ฝั่งที่หลั่งออกมาปุ๊ป ทำให้เราหิว ทำให้เราอยากกิน
00:02:2300:02:25ทำให้เราอยากอาหาร
00:02:2500:02:27กับอีกฝั่งหนึ่ง คือหลั่งออกมาปุ๊ป ทำให้เราอิ่ม
00:02:2700:02:29ทำให้เราหยุดกิน
00:02:2900:02:32ในสมองคนเราจะมีฮอร์โมนอยู่ตัวหนึ่ง ชื่อว่า
00:02:3200:02:36Neuropeptide Y หรือ NPY นะ
00:02:3600:02:39ตัวนี้หลั่งออกมาจากสมองนะครับ
00:02:3900:02:41ทำให้เราหิว
00:02:4100:02:44เวลาเราอดอาหาร เวลาเราไม่มีอาหารกิน
00:02:4400:02:47เวลามนุษย์เราอดอยาก ก็จะหลั่งฮอร์โมนตัวนี้ออกมา
00:02:4700:02:52เพื่อทำให้เราอยากกิน ต้องกิน เพื่อความอยู่รอด นะครับ
00:02:5200:02:56ฮอร์โมนตัวนี้ เวลาหิวเขาก็หลั่งออกมานะครับ
00:02:5600:03:00เวลาเครียด คิดมาก เขาก็หลั่งออกมา
00:03:0000:03:01แย่เลยใช่ไหมครับ
00:03:0100:03:04เวลาเราเครียด เราคิดมาก ฮอร์โมน NPY
00:03:0400:03:08หรือ Neuropeptide Y ก็หลั่งออกมา ทำให้เรากิน
00:03:0800:03:11แล้วเวลาฮอร์โมนตัวนี้หลั่งออกมาเสร็จ
00:03:1100:03:14หมอเคยเล่าไปหลายตอน เวลาเราหลั่งฮอร์โมนเครียดนี่
00:03:1400:03:16เราจะกินอะไรครับ?
00:03:1600:03:18เราจะกินหวานๆ
00:03:1800:03:19เราจะกินมันๆ
00:03:1900:03:20เราจะกินเค็มๆ
00:03:2000:03:22เราจะกินแป้ง กินน้ำตาลเยอะ
00:03:2200:03:24ประมาณนี้นะครับ
00:03:2400:03:27แสดงว่าเวลาเราเครียดหรือเราอดอาหารนานๆ เนี่ย
00:03:2700:03:31สมองก็จะหลั่งฮอร์โมน Neuropeptide Y หรือ NPY ออกมา
00:03:3100:03:34ทำให้เราอยากกินอาหารไม่ดี อาหารที่อ้วนเกิน
00:03:3400:03:38อาหารที่มันเกิน ทำให้เราเกิดไขมันสะสมนะครับ
00:03:3800:03:40โดยเฉพาะไขมันที่น่ากลัวมากๆ นี่
00:03:4000:03:43เรียกว่า ไขมันในช่องท้อง
00:03:4300:03:47หรือที่เรียกว่า Visceral Fat เป็นไขมันที่น่ากลัวมาก
00:03:4700:03:51V I S C E R A L นะครับ
00:03:5100:03:53Visceral Fat คือไขมันที่เกาะอยู่ข้างในครับ
00:03:5300:03:56อยู่หลังกล้ามเนื้อนะ แสดงว่าเราอยากจะรู้จัก
00:03:5600:03:58Visceral Fat เนี่ยคือ
00:03:5800:04:00เราจับไปเจอไขมันในชั้นผิวหนังนะครับ
00:04:0000:04:03Subcutaneous Fat นะครับ
00:04:0300:04:04แล้วก็จะเจอกล้ามใช่ไหมครับ
00:04:0400:04:09ถ้าเราเอามีดแทงทะลุกล้ามให้เข้าไปในช่องท้องหรือลำไส้
00:04:0900:04:11เราถึงจะเจอกับ Visceral Fat นะครับ
00:04:1100:04:14Visceral Fat คือ ไขมันที่อยู่ข้างใน เกาะอยู่กับลำไส้
00:04:1400:04:17เกาะอยู่กับตับ เกาะอยู่กับตับอ่อน
00:04:1700:04:20ก่อให้เกิดโรคต่างๆ มากมายเพราะเข้าไปในกระแสเลือด
00:04:2000:04:23แล้วก็ไปอุดตรงนั้น ไปอุดตรงนี้ นะครับ
00:04:2300:04:26เพราะฉะนั้น Neuropeptide Y นี้ก็เป็นฮอร์โมนฝั่งฮอร์โมนหิว
00:04:2600:04:29กระตุ้นให้เรากินนะครับ
00:04:2900:04:31การทำให้ฮอรโมนตัวนี้ดีก็คือ
00:04:3100:04:34เวลาบางคนอดอาหารนานๆ นี่ไม่ดีแล้วนะครับ
00:04:3400:04:37ถ้าอดอาหารเกินประมาณ 20 ชั่วโมง 24 ชั่วโมง
00:04:3700:04:40Fasting นานๆ เข้าก็จะไปกระตุ้นฮอร์โมนตัวนี้
00:04:4000:04:43ทำให้เราหิวมากจนเราตบะแตกนะครับ
00:04:4300:04:46เวลาเรากลับมากินนี่เราก็กินเยอะเกินไปนะครับ
00:04:4600:04:49การทำให้ฮอร์โมนตัวนี้ชะลอ ให้ไม่หลั่งเยอะ
00:04:4900:04:51ก็คือการรับประทานโปรตีนนะครับ
00:04:5100:04:53แบ่งจานหนึ่งเลยนะครับ
00:04:5300:04:56ครึ่งหนึ่งควรจะเป็นไฟเบอร์หรือเป็นผักนะครับ
00:04:5600:04:59ถ้าเป็นผักนี่ก็จะช่วยทำให้อิ่มท้อง
00:04:5900:05:02อีก 25% นี่ต้องเป็นโปรตีนนะครับ
00:05:0200:05:04แต่หมออยากจะเน้นให้เป็นโปรตีนที่มีคุณภาพ
00:05:0400:05:07เช่น โปรตีนจากปลา เพราะว่าไม่อ้วนนะครับ
00:05:0700:05:10โปรตีนจากถั่วและธัญพืชแบบนี้
00:05:1000:05:14ก็จะเป็นตัวที่ช่วยให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนได้เหมาะสมนะครับ
00:05:1400:05:16แล้วก็ไม่อดอาหารนานนะครับ
00:05:1600:05:19ฮอร์โมนสมองฝั่งดีบ้าง
00:05:1900:05:21ฝั่งที่หลั่งออกมาแล้วช่วยรักษาโรคอ้วน
00:05:2100:05:23ก็คือทำให้เราอิ่มนะครับ
00:05:2300:05:26ก็จะมีฮอร์โมนชื่อ Cholecystokinin นะครับ
00:05:2600:05:29หรือ CCK จดไว้นะครับ
00:05:2900:05:31Peptide YY หรือว่า PYY
00:05:3100:05:34นี่คือฮอร์โมนในสมอง 2 - 4 ตัว
00:05:3400:05:38จริงๆ มีเยอะนะครับ หมอจะเอาตัวสำคัญมาเล่า
00:05:3800:05:42คราวนี้พอเรารู้จักฮอร์โมนที่เกี่ยวกับหิวเกี่ยวกับอิ่มในสมองแล้ว
00:05:4200:05:44เราก็เลื่อนลงมานะครับ
00:05:4400:05:47คราวนี้เรามาถึงที่อวัยวะภายใน
00:05:4700:05:51ก็คือ ตับ ไต ไส้ พุง ในลำไส้เรา นะครับ
00:05:5100:05:54ตับอ่อนทำหน้าที่หลั่งฮอร์โมนตัวหนึ่งออกมา
00:05:5400:05:55หลายคนรู้จักนะครับ
00:05:5500:05:57อินซูลิน
00:05:5700:06:00อินซูลิน สร้างจากเบต้าเซลล์ในตับอ่อนนะครับ
00:06:0000:06:04ควบคุมการจัดเก็บน้ำตาล ควบคุมการจัดเก็บไขมัน
00:06:0400:06:07เอาไปเก็บเป็นพลังงานให้ร่างกายเอาไว้ใช้
00:06:0700:06:09แต่คนส่วนใหญ่ เป็นอย่างไรครับ
00:06:0900:06:11ทานเกินไปนะครับ
00:06:1100:06:13เขาเก็บแล้วเก็บอีก เก็บอีกเก็บแล้ว
00:06:1300:06:15ก็ไม่มีที่จะเก็บนะ
00:06:1500:06:18เพราะเราเติมไปเยอะมากกว่าที่เราใช้นะครับ
00:06:1800:06:22เมื่ออินซูลินมากขึ้นเป็นอย่างไรครับ ก็ล้นในร่างกาย
00:06:2200:06:24ทำงานเริ่มผิดปกติ
00:06:2400:06:26ก่อให้เกิดภาวะดื้อต่ออินซูลิน
00:06:2600:06:29หรือที่เรียกว่า Insulin Resistance นะครับ
00:06:2900:06:32แสดงว่าตับอ่อนหลั่งอินซูลินออกมา
00:06:3200:06:35อินซูลินกลับดื้อเสียแล้ว หลั่งออกมาเยอะก็ไม่ทำงานเก็บน้ำตาล
00:06:3500:06:37หลั่งมาเยอะก็ไม่ทำงานเก็บพลังงาน
00:06:3700:06:39ทำให้พลังงานล้นนะครับ
00:06:3900:06:41แล้วก็ก่อให้เกิดโรคเบาหวานในที่สุด
00:06:4100:06:45ทำให้เกิดโรค NCDs หรือโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง
00:06:4500:06:47ทำให้เกิดโรค Metabolic Syndrome
00:06:4700:06:48หรือโรคเผาผลาญผิดปกติ
00:06:4800:06:51ก่อให้เกิดโรคอ้วนนั่นแหละครับ
00:06:5100:06:53การรักษาให้อินซูลินหลั่งออกมาดี
00:06:5300:06:56เราต้องระมัดระวังอาหารมากๆ
00:06:5600:06:59อาหารที่ทำให้อินซูลินเสีย ตับอ่อนเสีย
00:06:5900:07:01การทำงานเปลี่ยนไปก็คือ
00:07:0100:07:04อาหารประเภทน้ำตาลเยอะๆ นะครับ
00:07:0400:07:07โดยเฉพาะ High Fructose Corn Syrup นะครับ
00:07:0700:07:10มีอยู่ในขนม นม เนย มีอยู่ในเครื่องดื่มต่างๆ
00:07:1000:07:12ต้องอ่านข้างๆ ฉลากนำครับ ว่า
00:07:1200:07:16ถ้ามี High Fructose Corn Syrup อยู่เนี่ย ต้องระวังมากๆ
00:07:1600:07:21ชื่อย่อเขาจะชื่อว่า HFCS นะครับ
00:07:2100:07:25หรืออีกตัวที่ทำให้อินซูลินหรือภาวะการจัดเก็บน้ำตาลเสียไป
00:07:2500:07:27ก็คือ Trans Fat นะครับ
00:07:2700:07:30ไขมันทรานส์เอย มาการีน นะครับ
00:07:3000:07:33อาหารขยะต่างๆ ต้องระวังมากๆ นะครับ
00:07:3300:07:37เราอาจจะช่วยอินซูลินด้วยการรับประทานอาหารที่เป็นไขมันดี
00:07:3700:07:41เช่น โอเมก้า 3 อยู่ในปลาต่างๆ
00:07:4100:07:42อยู่ในถั่ว อยู่ในธัญพืช
00:07:4200:07:45และออกกำลังกายให้สม่ำเสมอ
00:07:4500:07:46เติมแมกนีเซียมด้วย
00:07:4600:07:49แมกนีเซียมช่วยการทำงานของอินซูลินได้เช่นกัน
00:07:4900:07:53อันนี้คือฮอร์โมนคุมน้ำตาล
00:07:5300:07:57ไปดูอีกฝั่งหนึ่ง ในระบบช่องท้องกันบ้าง ก็คือ
00:07:5700:08:01Glucagon-like peptide-1 หรือ GLP-1 นะครับ
00:08:0100:08:05ตัวนี้สร้างจากแอล-เซลล์ในลำไส้เล็กเอย ในลำไส้ใหญ่เอย
00:08:0500:08:07อันนี้คือถ้าหลั่งเยอะดี
00:08:0700:08:09อินซูลินหลั่งเยอะไม่ดีใช่ไหมครับ
00:08:0900:08:12GLP-1 นี่หลั่งเยอะดี คือทำให้อิ่ม
00:08:1200:08:14คุมระดับน้ำตาลนะครับ
00:08:1400:08:17เมื่อไหร่ที่ GLP-1 เพิ่มขึ้นก็คือเรากินโปรตีนชนิดดี
00:08:1700:08:21เช่นกินปลา เช่นกินโปรตีนจากผัก จากพืชนะครับ
00:08:2100:08:25งดการรับประทานอาหารที่ก่อให้เกิดอาการอักเสบนะครับ
00:08:2500:08:27คนบางคนหรือคนบางกลุ่ม
00:08:2700:08:32จะมีอาหารที่ไม่ถูกจริตกับพันธุกรรมตัวเองนะครับ
00:08:3200:08:35อาจจะต้องปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในการเจาะดูนะครับ
00:08:3500:08:38อย่างหมอเองนี่ หมอไม่ย่อยนมสัตว์นะครับ
00:08:3800:08:41ไม่ย่อยนมวัว นมแพะ นมแกะ นมม้า นมแมว
00:08:4100:08:44หมอกินเข้าไปก็อักเสบ หมอก็ต้องงดกิน
00:08:4400:08:48คนบางคนแพ้กลูเตน หรือว่าความเหนียวที่อยู่ในแป้งฝรั่ง
00:08:4800:08:51ไม่ว่าจะเป็นขนมปัง แป้งพาสต้า แป้งพิซซ่า
00:08:5100:08:52ก็ต้องหยุดอาหารเหล่านั้น
00:08:5200:08:55คนบางคนแพ้ไข่ คนบางคนแพ้เม็ดมะม่วงหิมพานต์
00:08:5500:08:58คนบางคนแพ้เยอะไปหมด
00:08:5800:09:00นั่นก็คืออาหารก่อการอักเสบ
00:09:0000:09:03ถ้าเราอักเสบมากๆ เราก็จะเป็นโรคใช่ไหมครับ
00:09:0300:09:06เราก็จะปวดเนื้อปวดตัว สิวขึ้น นะครับ
00:09:0600:09:11เป็นไมเกรน ปวดประจำเดือน ก็มีหลายสาเหตุ
00:09:1100:09:14หลักการในการช่วยเพิ่ม GLP-1 ก็คือ
00:09:1400:09:15กินพืชผักเยอะๆ นะครับ
00:09:1500:09:17กลับไปเมื่อสักครู่ที่หมอเล่าว่า
00:09:1700:09:21กินทุกอย่างกินทุกมื้อต้องมีผักครึ่งหนึ่งนะครับ
00:09:2100:09:24เมื่อไหร่มีผักครึ่งหนึ่งก็คือมีไฟเบอร์ครึ่งหนึ่ง
00:09:2400:09:27อีก 25% เป็นโปรตีนที่ดี
00:09:2700:09:32อีก 25% เป็นแป้งหรือน้ำตาลได้นะครับ
00:09:3200:09:34ไม่ได้แปลว่าห้ามกินน้ำตาล
00:09:3400:09:38กินเป็นเส้นหมี่ กินเป็นข้าวกล้อง กินเป็นข้าวขาว กินเป็นเส้นเล็ก
00:09:3800:09:41กินเป็นแป้งต่างๆ ไม่เกิน 1 ใน 4 ของจาน
00:09:4100:09:44ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมนะครับ
00:09:4400:09:48อันนี้คือฮอร์โมนที่หลั่งออกมาจากระบบย่อยอาหารเรา
00:09:4800:09:51คราวนี้เราขยับไปสู่จุดที่สำคัญเลยก็คือ
00:09:5100:09:54แล้วเซลล์ไขมันต่างๆ ที่เราเลี้ยงเขาจนโต
00:09:5400:10:00ไม่ว่าจะเป็นแขนโต ขาโต เซลลูไลท์มานี่ เขาทำงานอย่างไร
00:10:0000:10:02ไขมันนี้มี 2 ชนิดนะครับ
00:10:0200:10:08ก็คือ Brown Fat ไขมันสีน้ำตาล และ White Fat ไขมันสีขาว
00:10:0800:10:10ไขมันสีน้ำตาลนี่มีเยอะๆ ตอนเราเด็ก
00:10:1000:10:12เป็นไขมันชนิดดีนะครับ
00:10:1200:10:15สีเขาออกน้ำตาล เพราะชื่อจริงๆ แล้ว คือ
00:10:1500:10:17Iron-rich mitochondria
00:10:1700:10:22ก็คือใน Brown Fat มีตัวเผาที่มีธาตุเหล็กเป็นส่วนประกอบเยอะ
00:10:2200:10:24ตัว Brown Fat ดีอย่างไร
00:10:2400:10:27ก็คือเป็นไขมันที่มีเม็ดเล็กๆ เยอะๆ อยู่ในเซลล์
00:10:2700:10:28แล้วก็มีตัวเผาเยอะๆ
00:10:2800:10:33ถ้ามีไขมันดีตัวนี้มาก ก็จะช่วยเผาไขมันได้มาก
00:10:3300:10:35ช่วยเพิ่มการเผาผลาญ
00:10:3500:10:37ช่วยเพิ่มการควบคุมอุณหภูมิในร่างกาย
00:10:3700:10:42เรามีเยอะตอนเด็กแล้วค่อยๆ น้อยลงตามการวิจัยนะครับ
00:10:4200:10:44มาถึง White Fat หรือไขมันขาว
00:10:4400:10:47ที่เรามีกันอยู่เยอะเลยครับ กำลังประสบปัญหาอยู่ทั่วโลก
00:10:4700:10:50ก็คือ โรคอ้วน ที่โจมตีมนุษย์นะครับ
00:10:5000:10:53ใน White Fat หรือไขมันขาว ก็จะมีไมโทคอนเดรียน้อย
00:10:5300:10:56หรือว่ามีโรงงานเผาน้อย นะครับ
00:10:5600:10:59เป็นเม็ดไขมันก้อนใหญ่ๆ อยู่ในเซลล์นะครับ
00:10:5900:11:03และพบโปรตีนตัวหนึ่งอยู่ในนั้น ก็คือ เลปติน
00:11:0300:11:06เดี๋ยวหมอจะมาบอกต่อ เป็นฮอร์โมนตัวหนึ่งนะครับ
00:11:0600:11:10ตัวไขมันขาวชอบเก็บแคลอรี่ส่วนเกินที่เรากินเข้าไป
00:11:1000:11:12แล้วก็สะสมอยู่ในร่างกาย
00:11:1200:11:14ก็มีทั้งข้อดีและข้อเสียนะครับ
00:11:1400:11:18ข้อเสียก็อย่างที่เรารู้แหละครับ ไขมันมากก็ก่อให้เกิดโรคอ้วน
00:11:1800:11:19โรคความดัน โรคไขมัน
00:11:1900:11:21โรคหลอดเลือดตีบ โรคหลอดเลือดแตก
00:11:2100:11:23ข้อดีคือเอาไว้กันกระแทกนะครับ
00:11:2300:11:27ใครไม่มีก้นเลย ไม่มีไขมันเลย เวลาล้มก็เจ็บ
00:11:2700:11:29ใครมีปุ๊ปก็ช่วยกันกระแทกนะครับ
00:11:2900:11:33จริงๆ มนุษย์เราถูกสร้างมาให้มีไขมันพอสมควรนะครับ
00:11:3300:11:36มีประมาณหนึ่งกำลังดีก็ช่วยเผาผลาญ
00:11:3600:11:38ช่วยสร้างความอบอุ่นให้ร่างกาย
00:11:3800:11:42ช่วยคุมนั่นนี่ให้ดี ช่วยป้องกันกระแทก
00:11:4200:11:47แต่ปัจจุบันเราออกกำลังกายน้อย กินเยอะ กินผิด
00:11:4700:11:49ก็เลยมีมากเกินไปนะครับ
00:11:4900:11:54ตัวไขมันขาวก็เลยหลั่งฮอร์โมนเจ้าปัญหาออกมา
00:11:5400:11:56มาถึงพระเอกของวันนี้นะครับ
00:11:5600:12:03เซลล์ไขมันหลั่งฮอร์โมนหลักๆ ออกมาสำคัญๆ อยู่ 3-4 ตัว
00:12:0300:12:06มีหลายตัวมากนะ เขาวิจัยกันเยอะ วันนี้หมอจะสรุปให้ฟัง
00:12:0600:12:10สัก 3-4 ตัว วันนี้เราจะได้การบ้านไปนะครับ
00:12:1000:12:13ไปนั่งอ่าน ไปนั่งค้น ไปนั่งดู
00:12:1300:12:15เราจะได้เข้าใจร่างกายเรา
00:12:1500:12:18ใครที่ไม่อ้วนก็จะได้ศึกษาไว้เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวเองอ้วน
00:12:1800:12:23ถ้าใครอ้วนแล้วก็จะได้รู้ว่าเขาอยู่ในร่างกายเรา
00:12:2300:12:28เราจะได้ช่วยในการจัดการกับเขาได้อย่างมีประสิทธิภาพนะครับ
00:12:2800:12:30ฮอร์โมนตัวที่ 1 ชื่อว่า เลปติน นะครับ
00:12:3000:12:33เลปติน เป็นฮอร์โมนที่หลั่งมากจากเซลล์ไขมัน
00:12:3300:12:36ค้นพบในปี ค.ศ. 1994 นะครับ
00:12:3600:12:40เป็นกรดอะมิโนรวมกัน 167 ตัว
00:12:4000:12:42ตัวนี้หลั่งออกมาจากเซลล์ไขมัน
00:12:4200:12:45ส่งสัญญาณไปที่ไฮโปทาลามัสในสมอง
00:12:4500:12:50แล้วบอกเขาว่าเราอิ่มแล้ว
00:12:5000:12:52บางคนเรียกฮอร์โมนตัวนี้ว่าฮอร์โมนอิ่ม
00:12:5200:12:57แต่ความเข้าใจนี้ยังต้องค่อยๆ เรียนรู้นะครับ
00:12:5700:13:00ของบางอย่างไม่ได้ตรงมาแปลว่าเยอะดี น้อยดี
00:13:0000:13:03บางตัวใช่ บางตัวไม่ใช่นะครับ
00:13:0300:13:07ตัวเลปตินนี้ เวลาเรามีเซลล์ไขมันเยอะๆ เขาจะหลั่งฮอร์โมนตัวนี้ออกมา
00:13:0700:13:10เพื่อบอกสมองว่ามีไขมันอยู่เท่าไหร่
00:13:1000:13:16แสดงว่าคนที่อ้วนมาก ไขมันเยอะ จะหลั่งฮอร์โมนเลปตินเยอะ
00:13:1600:13:21คนที่ผอมๆ ไม่มีไขมันเลย ก็จะหลั่งฮอร์โมนเลปตินน้อย
00:13:2100:13:25ฉะนั้นฮอร์โมนตัวนี้ทำหน้าที่ควบคุมเรื่องพลังงาน
00:13:2500:13:27เรื่องแคลอรี่ที่เรากินนะครับ
00:13:2700:13:29ถ้าเราอ้วนมากเลปตินก็จะเยอะ
00:13:2900:13:32ถ้าเราไม่อ้วนเลปตินก็จะน้อยนะครับ
00:13:3200:13:35เพราะฉะนั้นเวลาคนเรามีเซลล์ไขมันเยอะ
00:13:3500:13:37หลั่งฮอร์โมนเลปตินออกมาเยอะ
00:13:3700:13:39สัญญาณเลปตินขึ้นไปถึงสมองปุ๊ป
00:13:3900:13:42สมองก็จะรู้ว่า ต้องอิ่มได้แล้ว
00:13:4200:13:45สมองก็จะสั่งการให้เราทานน้อยลง
00:13:4500:13:48และเผาเยอะขึ้นเพื่อไม่ให้ไขมันเยอะเกินไป
00:13:4800:13:52กลับกันสำหรับคนที่ไม่อ้วน เลปตินก็ไม่เยอะนะครับ
00:13:5200:13:57พอเลปตินน้อยลงไปมากๆ ร่างกายก็จะสั่งให้ทานมากขึ้น
00:13:5700:14:00แล้วก็อย่าไปเผาเขาเยอะนะ ร่างกายก็จะเป็นแบบนี้
00:14:0000:14:02เขาเรียกว่า Negative feedback
00:14:0200:14:06คือ ตัวไหนเยอะ ตัวนั้นก็ปรับน้อย ตัวไหนน้อย ก็ปรับเยอะ
00:14:0600:14:10แต่ในคนที่เป็นโรคอ้วนนี่เกิดอาการคล้ายๆ กับอินซูลินครับ
00:14:1000:14:13คือเลปตินหลั่งออกมาเตือนบ่อยๆ ว่าอิ่มได้แล้ว
00:14:1300:14:16ติดต่อกันเป็นเวลานาน และเซลล์ไขมันก็เยอะ
00:14:1600:14:19ก็เกิดภาวะดื้อต่อเลปตินนะครับ
00:14:1900:14:22ก็คือเลปตินมาเตือนว่าให้หยุดกิน
00:14:2200:14:26แต่เป็นนานครับ เตือนไปก็เริ่มไม่ฟัง
00:14:2600:14:31ถึงจุดหนึ่งก็เกิดภาวะ Leptin resistance หรือภาวะดื้อเลปติน
00:14:3100:14:34เมื่อเขาเตือนแล้วเราไม่หยุด หรือเราไม่อิ่ม เราทำอย่างไรครับ
00:14:3400:14:38เราก็ยิ่งหิวกว่าเดิม กินเยอะกว่าเดิม เผาผลาญน้อยกว่าเดิม
00:14:3800:14:41การอยากออกกำลังก็น้อยกว่าเดิมนะครับ
00:14:4100:14:42คราวนี้คิดภาพตาม
00:14:4200:14:46คนที่ไขมันเยอะๆ น้ำหนักเยอะ
00:14:4600:14:49แล้วเราลดน้ำหนักอย่างรวดเร็ว
00:14:4900:14:52พอเราลดน้ำหนักเสร็จปุ๊ป ไขมันก็ต้องน้อยลงใช่ไหมครับ
00:14:5200:14:56พอน้อยลง ตัวเลปตินก็ตกตามไปด้วย
00:14:5600:14:59พอตกลงไปปั๊ป ก็ส่งสัญญาณไปที่สมองว่า
00:14:5900:15:02ให้กินเยอะขึ้นอีก นี่คือที่มาของโยโย่เอฟเฟกต์
00:15:0200:15:05เพราะฉะนั้นเวลาลดน้ำหนักเร็วเกินไปไม่ดีนะครับ
00:15:0500:15:08ต้องค่อยๆ ลงอย่างมีคุณภาพ
00:15:0800:15:13ให้มั่นใจว่าสิ่งที่ลดลงไปเป็นไขมัน ไม่ใช่น้ำ ไม่ใช่ปัสสาวะ
00:15:1300:15:15ไม่ใช่กล้ามเนื้อ ไม่ใช่มวลกระดูก
00:15:1500:15:18เพราะฉะนั้นการลดเร็วเกินไปเป็นเอฟเฟกต์
00:15:1800:15:21ให้เกิดโยโย่จากฮอร์โมนเลปตินนี่แหละครับ
00:15:2100:15:25พอเราเกิดภาวะ Leptin resistance หรือดื้อต่อเลปติน
00:15:2500:15:27ก็จะก่อให้เกิดโรคเพียบเลยนะครับ
00:15:2700:15:30ไม่ว่าจะเป็นการอักเสบในร่างกายก็จะเยอะขึ้น
00:15:3000:15:33เพราะเซลล์ไขมันหลั่งการอักเสบออกมานะครับ
00:15:3300:15:37เซลล์ไขมันต่างๆ ไหลไปในเลือด ไปเกาะอยู่ตามผนังไขมัน
00:15:3700:15:40ไปเกาะอยู่ตามตับ ไปเกาะแทรกอยู่ในลำไส้
00:15:4000:15:42ไปแทรกแทรกอยู่ในตับอ่อนนะครับ
00:15:4200:15:46คนที่อ้วนๆ ยุบๆ บ่อยๆ นี่ไม่ดีมากๆ
00:15:4600:15:48จะคุมน้ำหนักหรือลดได้ยากยิ่งกว่าเดิมนะครับ
00:15:4800:15:51เพราะฉะนั้นถ้าตัดสินใจจะคุมน้ำหนักแล้ว
00:15:5100:15:52ลดลงไปจนหุ่นดีได้แล้ว
00:15:5200:15:56จงรักษาความดีนั้นไว้ให้นานๆ นะครับ
00:15:5600:16:00แล้วก็เรื่องของอาหารที่แพ้ โดยเฉพาะกลุ่ม IgG4
00:16:0000:16:02Food Intolerance หรืออาหารที่แพ้
00:16:0200:16:05เพราะทานเยอะเกินไปแล้วย่อยไม่ดี ร่างกายไม่ดี
00:16:0500:16:10คนแพ้อาหารประเภทต่างๆ กินเข้าไปยิ่งอักเสบ ยิ่งแพ้
00:16:1000:16:13ยิ่งก่อให้เกิดโรคอ้วน
00:16:1300:16:14ฉะนั้นทฤษฎีในการลดเลปติน
00:16:1400:16:19หรือทำให้เลปตินเราออกฤทธิ์มีประสิทธิภาพ
00:16:1900:16:22ไม่เรียกว่าลดดีกว่านะ เพราะว่าน้อยเกินก็ไม่ดี มากเกินก็ไม่ดี
00:16:2200:16:24ต้องทำงานเหมาะสมก็คือ
00:16:2400:16:281. ต้องลดรอบเอว ต้องหลีกเลี่ยงอาหารที่ไม่ดี
00:16:2800:16:31โดยเฉพาะ High Fructose Corn Syrup
00:16:3100:16:34โดยเฉพาะ Trans Fat และก็ไขมันอิ่มตัวต่างๆ
00:16:3400:16:37โดยเฉพาะไขมันจากสัตว์ ต้องระวังมากๆ
00:16:3700:16:39จากเนื้อมัน จากนมมัน จากไข่มัน
00:16:3900:16:42ต้องทานแต่พอดี ทานแต่น้อยนะครับ
00:16:4200:16:44แล้วทานโปรตีนจากพืชให้เยอะ
00:16:4400:16:46ทานโปรตีนจากปลาให้มากนะครับ
00:16:4600:16:51แล้วที่สำคัญที่สุดครับ การนอนนะครับ
00:16:5100:16:55ใครฟังในตอนที่แล้วนี่ หมอจะพูดเรื่องการนอนกับเลปตินนะครับ
00:16:5500:16:58เวลาคนเรานอนดึก
00:16:5800:17:03เมื่อเรานอนดึกปุ๊บ ฮอร์โมนเลปตินจะลดลง
00:17:0300:17:06พอลดลงปุ๊บก็แสดงว่าจะทำให้เราหิวนะครับ
00:17:0600:17:10ถ้าฮอร์โมนเลปตินมีระดับที่เหมาะสมก็จะอิ่มปกติ
00:17:1000:17:14แต่พอเรานอนน้อยปุ๊บ วันรุ่งขึ้นเลปตินหลั่งน้อย
00:17:1400:17:17เราก็จะอยากทานมากขึ้น
00:17:1700:17:20แสดงว่าการนอนน้อยในการวิจัยที่หมอบอก
00:17:2000:17:23นอนไม่ถึง 5-6 ชั่วโมงติดต่อกัน 5 วัน
00:17:2300:17:27จะอยากกินแคลอรี่มากขึ้นวันละ 300 แคลอรี่
00:17:2700:17:30โอ้โห อาทิตย์หนึ่งก็ขึ้นเยอะเลยแหละครับ
00:17:3000:17:34อันนี้คือฮอร์โมนเลปติน หรือที่มีชื่อย่อว่าฮอร์โมนอิ่ม
00:17:3400:17:38แต่จริงๆ แล้วไม่ได้ตรงไปตรงมาแบบนั้นนะครับ
00:17:3800:17:41ไปดูอีกตัวหนึ่งที่ถือว่าเป็นฮอร์โมนจากไขมันเหมือนกัน
00:17:4100:17:43แต่เป็นฮอร์โมนดีนะครับ
00:17:4300:17:46ตัวนี้ชื่อว่า Adiponectin นะครับ
00:17:4600:17:51A-D-I-P-O-N-E-C-T-I-N นะครับ
00:17:5100:17:54Adiponectin ค้นพบหลังจากเลปตินหนึ่งปี
00:17:5400:17:57ปี ค.ศ. 1995 นะครับ
00:17:5700:18:01เป็นกรดอะมิโน หรือโปรตีนต่อกัน 244 ตัว
00:18:0100:18:02พบมากในไหนครับฮอร์โมนดี
00:18:0200:18:05ในตับและกล้ามเนื้อนะครับ
00:18:0500:18:10แสดงว่าตับและกล้ามเนื้อทำหน้าที่เผาผลาญไขมันนั่นเอง
00:18:1000:18:13Adiponectin receptor 1 ตัวรับอยู่ที่กล้ามเนื้อ
00:18:1300:18:17Adiponectin receptor 1 ตัวรับอยู่ที่ตับนะครับ
00:18:1700:18:22ถ้าไขมันเยอะๆ เป็นโรคอ้วน Adiponectin ก็จะน้อย
00:18:2200:18:26ถ้าแข็งแรงหุ่นดี Adiponectin ก็จะเยอะนะครับ
00:18:2600:18:30ตัวนี้ตรงไปตรงมา เยอะคือดี น้อยคือไม่ดี
00:18:3000:18:31ไม่เหมือนเลปติน ไม่เหมือนอินซูลิน
00:18:3100:18:36ที่น้อยเกินก็ไม่ใช่ว่าจะดี เยอะเกินก็ใช่ว่าจะดี
00:18:3600:18:41อยู่ในระดับที่เหมาะสมถึงจะสร้างสมดุลให้ร่างกายได้นะครับ
00:18:4100:18:44ถ้า Adiponectin เยอะ ก็จะเพิ่มการเผาผลาญไขมัน
00:18:4400:18:48โดยเฉพาะในตับในกล้ามเนื้อ ก็จะเผากันเหมือนโรงงานเผา
00:18:4800:18:50เผาไขมันออกจากร่างกายนะครับ
00:18:5000:18:53ถ้า Adiponectin น้อยปุ๊บก็จะทำให้อินซูลินทำงานไม่ดี
00:18:5300:18:56ทำให้เกิดภาวะโรคอ้วน ทำให้เกิดภาวะเบาหวาน
00:18:5600:18:59ทำให้เกิดภาวะไขมันพอกตับนะครับ
00:18:5900:19:03หรือจะเกิดจากเหล้าก็ดี เกิดจากไม่ใช่แอลกอฮอล์ก็ดี
00:19:0300:19:08NAFLD ก็คือไขมันพอตับที่ไม่ได้เกิดจากสุรานะครับ
00:19:0800:19:12ชื่อเต็มๆ ว่า Non-Alcoholic Fatty Liver Disease
00:19:1200:19:16ก็คือไขมันพอกตับที่เกิดมาจากกินชานมไข่มุกเยอะเกิน
00:19:1600:19:19กินขนม นม เนย เยอะเกิน กินขาหมู
00:19:1900:19:24กินมันหมู กินเนื้อวากิว เยอะแยะมากมาย
00:19:2400:19:29ซีฟู้ด หัวกุ้ง ไข่ปู หอยนางรม เยอะไม่ได้นะครับ
00:19:2900:19:30เยอะเป็นพิษนะครับ
00:19:3000:19:33น้อยไปก็ตึงเกินเดี๋ยวจะเครียดอีกนะครับ
00:19:3300:19:36ถ้าเมื่อไหร่ Adiponectin น้อยก็จะเกิดการอักเสบครับ
00:19:3600:19:41โดยเฉพาะสาร CRP หรือการอักเสบนี่ก็จะเพิ่มขึ้นในร่างกาย
00:19:4100:19:43วันนี้เรารู้จักหลายตัวเลยนะครับ
00:19:4300:19:46อีกตัวหนึ่งแถมท้ายไว้หน่อย คือ Resistin นะครับ
00:19:4600:19:49Resistin ค้นพบปี ค.ศ. 2001 นะครับ
00:19:4900:19:52เป็นฮอร์โมนที่หลั่งออกมาจากไขมันเหมือนกัน ตัวนี้เยอะไม่ดี
00:19:5200:19:56คนเป็นโรคอ้วนเยอะๆ ก็จะมี Resistin เยอะๆ
00:19:5600:19:58มีการอักเสบเยอะนะครับ
00:19:5800:20:01ตัวสุดท้ายก่อนจบวันนี้ชื่อว่า Ghrelin นะครับ
00:20:0100:20:07Ghrelin นี้หลั่งจากกระเพาะอาหาร เรียกชื่อเล่นว่า ฮอร์โมนหิว
00:20:0700:20:11เวลาก่อนกินเราจะหลั่ง Ghrelin ออกมาเยอะเพราะเราหิว
00:20:1100:20:14พอเราทานเสร็จปุ๊บ Ghrelin ก็จะหยุดหลั่ง
00:20:1400:20:16เราก็หยุดกินนะครับ
00:20:1600:20:21ฉะนั้นก่อนกินจะเพิ่มสูง แล้วพอทานเสร็จก็จะลดลง
00:20:2100:20:22แต่คนอ้วนเป็นอย่างไรครับ
00:20:2200:20:25คนอ้วนกินเยอะบ่อยๆ
00:20:2500:20:30ก่อนกิน Ghrelin สูง พอหยุดกินปุ๊บ Ghrelin ไม่ลดนะครับ
00:20:3000:20:32พอไม่ลดปุ๊บก็ไม่หยุดกินสิครับ
00:20:3200:20:35ก็ทานต่อ ทานต่อ
00:20:3500:20:39เพราะฉะนั้นอาหารที่ทำให้ Ghrelin ทำงานผิดปกติก็คือ
00:20:3900:20:43พวกน้ำอัดลม อะไรที่น้ำตาลเยอะๆ นะครับ
00:20:4300:20:45ผสม High Fructose Corn Syrup เข้าไป
00:20:4500:20:48หรือน้ำตาล HFCS เนี่ย
00:20:4800:20:53เราอ่านในฉลากจะมีอยู่ว่าเป็นน้ำตาลที่มนุษย์ผลิตขึ้นมานะครับ
00:20:5300:20:57ทำให้หวานกว่าปกติ ทำให้อุตสาหกรรมอาหารประหยัดไปได้
00:20:5700:21:00แต่ทำให้กินอย่างไรก็ไม่อิ่มสักที กินไปเรื่อย
00:21:0000:21:03ก็ก่อให้เกิดภาวะโรคอ้วนนะครับ
00:21:0300:21:06วันนี้ก็พอสมควรแก่เวลา
00:21:0600:21:08ในตอนปฐมบทของโรคอ้วน
00:21:0800:21:12หมอมาเล่าให้หลายๆ ท่าน ไม่จำเป็นต้องเป็นหมอ
00:21:1200:21:14ไม่จำเป็นต้องเป็นแพทย์
00:21:1400:21:19เราก็สามารถที่จะเรียนรู้ทุกอย่างที่เกิดขึ้นในร่างกายเราได้
00:21:1900:21:21เพราะทุกท่านมีสิทธิ์ที่จะรู้
00:21:2100:21:25เพราะนี่คือสิ่งที่มนุษย์วิจัยลงไปลึกเพื่อบอกให้ทุกคนฟังว่า
00:21:2500:21:28ร่างกายเราทำงานอย่างไร
00:21:2800:21:31ถ้าเราเข้าใจเขา เราจะไม่ยั่วยุเขา
00:21:3100:21:33เราจะไม่ประมาทเรื่องนี้
00:21:3300:21:38และเราจะมีชีวิตที่ยืนยาวอย่างมีคุณภาพนะครับ
00:21:3800:21:42ลดโอกาสการนอนบนเตียง ลดโอกาสการนั่งรถเข็น
00:21:4200:21:45ไม่ต้องให้ลูกหลานมาลำบาก นั่งดูแลเรา
00:21:4500:21:46ไม่เป็นภาระใคร
00:21:4600:21:48อายุยืนยาวแบบมีคุณภาพ
00:21:4800:21:52ล้างก้นได้ เดินได้ ทานอาหารได้
00:21:5200:21:54ไปเที่ยวกับเพื่อนๆ ได้
00:21:5400:21:56จำลูกจำหลานได้
00:21:5600:21:59นี่คือความปรารถนาสูงสุดของหมอ
00:21:5900:22:05อยากให้ทุกคนที่ได้ฟัง สุขภาพดี อายุยืนยาว แบบมีคุณภาพ
00:22:0500:22:08วันนี้ก็ขออนุญาตจบตอนนี้ไว้เท่านี้
00:22:0800:22:10แล้วเดี๋ยวตอนหน้าเรามาคุยกันต่อ
00:22:1000:22:13เรื่องโรคอ้วนนี่เราต้องคุยกันยาวทีเดียวนะครับ
00:22:1300:22:15วันนี้ก็ขอกราบสวัสดีทุกท่าน
00:22:1500:22:16ขอบคุณครับ