00:00:06 → 00:00:09ผงชูรสเป็นโซเดียมอย่างหนึ่งแล้วเดี๋ยว
00:00:09 → 00:00:11นี้ก็จะแปรรูปเป็นซุปก้อนครึ่งก้อนจะเป็น
00:00:11 → 00:00:14เกลือครึ่งก้อนจะเป็นผงชูรสโซเดียมที่
00:00:14 → 00:00:16เข้าไปเนี่ยมันสะสมในร่างกายโดยเฉพาะคน
00:00:16 → 00:00:21ที่อายุมากหรือคนที่มีโรคประจำตัวเช่นหัว
00:00:21 → 00:00:24ใจโรคไตโรคอัมพฤกษ์อัมพาตหรือว่าโรคความ
00:00:24 → 00:00:26ดันโลหิตสูงพอกินสักระยะหนึ่งจะสังเกต
00:00:26 → 00:00:29หรือความดันขึ้นบางคนเห็นขาบวมตาบวมโดย
00:00:29 → 00:00:31เฉพาะถ้าคนไม่มีโรคไตนี้เห็นชัดเลยหน้า
00:00:31 → 00:00:34บวมกลมมาเชียร์พวกนี้มันสะสมมันกว่าจะ
00:00:34 → 00:00:36เกิดโรคอีก 5 ปี 10 ปีข้างหน้า
00:00:36 → 00:00:38[เพลง]
00:00:38 → 00:00:41ฟังทุกเรื่องสุขภาพอัพเดททุกโรคภัยฟังราย
00:00:41 → 00:00:47การโรงหมอดิฉันสุรีพรวงสถิตย์พรค่ะ
00:00:47 → 00:00:50สวัสดีค่ะคุณผู้ฟังค่ะขอต้อนรับเข้าสู่
00:00:50 → 00:00:53รายการโรงหมอทาง ThaiPBS podcast วันนี้
00:00:53 → 00:00:56เรามาพบกันค่ะคุยกันเรื่องของการกินน้ำ
00:00:56 → 00:00:59ซุปเนี่ยเสี่ยงไตวายได้ขนาดนั้นเลยหรอนะ
00:00:59 → 00:01:01คะเดี๋ยวคุยกับรองศาสตราจารย์นายแพทย์
00:01:01 → 00:01:04สุรศักดิ์กันตะชุเวชศิริอาจารย์ประจำ
00:01:04 → 00:01:06หน่วยโรคไตภาควิชาอายุรศาสตร์คณะ
00:01:06 → 00:01:08แพทย์ศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี
00:01:08 → 00:01:11มหาวิทยาลัยมหิดลค่ะสวัสดีค่ะคุณหมอขา
00:01:11 → 00:01:14สวัสดีครับท่านผู้ฟังด้วยครับคุณหมอคะ
00:01:14 → 00:01:17เนี่ยเรื่องของการกินน้ำซุปก็เรียกว่าเคย
00:01:17 → 00:01:20คุยกับคุณหมอเรื่องของการกินเค็มเนาะ
00:01:20 → 00:01:24รสเค็มลดโรคนั่นเองนะคะทีนี้มันมีอีกอัน
00:01:24 → 00:01:27นึงที่เราก็คาดไม่ถึงว่าในน้ำซุปเนี่ยมัน
00:01:27 → 00:01:30มีโซเดียมเยอะด้วยเพราะว่าเป็นคนที่ชอบ
00:01:30 → 00:01:33กินน้ำซุปมากเลยไม่รู้สึกว่ามันแบบจะมี
00:01:33 → 00:01:36โซเดียมเยอะแล้วก็รู้สึกเอร็ดอร่อยในน้ำ
00:01:36 → 00:01:38ซุปนี้โซเดียมเยอะจริงๆหรอคะคุณหมอคะ
00:01:38 → 00:01:41มันมีเกลือโซเดียมที่เค็มแล้วก็โซเดียม
00:01:41 → 00:01:42ที่ไม่เค็มนะ
00:01:42 → 00:01:46ใช่มั้ยมันผสมอยู่โซเดียมที่เค็มเลยถ้า
00:01:46 → 00:01:49เรานิยมก็คือเกลือน้ำปลาซีอิ๊ว
00:01:49 → 00:01:53ซอสปรุงรสแล้วก็ถ้าเป็นน้ำส่วนที่ไม่เค็ม
00:01:53 → 00:01:56เนี่ยบางทีมันเกลือแฝงเราไม่รู้ตัวเช่นผง
00:01:56 → 00:01:59ชูรสเป็นโซเดียมอย่างหนึ่งแล้วเดี๋ยวนี้
00:01:59 → 00:02:02ก็จะแปรรูปเป็นซุปก้อน
00:02:02 → 00:02:04ซุปก้อนนี้ก็ครึ่งก้อนก็เป็นเกลือครึ่ง
00:02:04 → 00:02:07ก้อนก็เป็นผงชูรสประมาณนี้นะครับแล้วก็
00:02:07 → 00:02:10ตอนนี้ก็มาเป็นผงปรุง
00:02:10 → 00:02:14ใช่ไหมครับผมปรุงผงปรุงรสไม่ว่าจะเป็นผง
00:02:14 → 00:02:17ผัดผงใส่น้ำซุปก็ตามหรือแม้กระทั่งเป็น
00:02:17 → 00:02:21เป็นหัวเชื้อหรือหัวเชื้อละลายน้ำปั๊บทำ
00:02:21 → 00:02:25จัดการได้เลยก็เป็นน้ำซุปสำเร็จรูปนะครับ
00:02:25 → 00:02:28อันนั้นก็จะมีเครื่องปรุงที่อย่างที่เรา
00:02:28 → 00:02:30ได้กล่าวไปแล้วมีน้ำเกลือที่เค็มแล้วก็
00:02:30 → 00:02:31ไม่เค็มแล้วก็
00:02:31 → 00:02:34เวลาที่ทำซุปเนี่ยทำให้เจือจางเนี่ยมันก็
00:02:34 → 00:02:37ต้องต้องมีเครื่องปรุงแบบนี้
00:02:37 → 00:02:41อันนี้ถ้ารสชาติกลางๆก็ตามแต่ถ้าเราคือ
00:02:41 → 00:02:43ปกติเวลากินข้าวเนี่ยเราก็ต้องมีอะไร
00:02:43 → 00:02:47คล่องคอใช่ไหมสนามซุบอะไรเงี้ยแต่พอพอถ้า
00:02:47 → 00:02:49เกิดน้ำซุปเนี่ยปริมาณมากเนี่ยมันจะกลับ
00:02:49 → 00:02:52เป็นว่าได้เกลือเยอะเลยได้เกลือเข้าไปใน
00:02:52 → 00:02:55ร่างกายเยอะเพราะว่าถึงแม้มันจะมันจะเจือ
00:02:55 → 00:02:58จางแต่มันทั่วใหญ่เพราะฉะนั้นก็จะกินเยอะ
00:02:58 → 00:03:01กินเยอะก็ทำให้อันตรายเหมือนกันเพราะว่า
00:03:01 → 00:03:04โซเดียมที่เข้าไปเนี่ยมันสะสมในร่างกาย
00:03:04 → 00:03:08โดยเฉพาะคนที่อายุมากอายุคนที่มีโรคประจำ
00:03:08 → 00:03:12ตัวเช่นหัวใจโรคไตโรคอัมพฤกษ์อัมพาตหรือ
00:03:12 → 00:03:15ว่าโรคความดันโลหิตสูงพอกินสักระยะหนึ่ง
00:03:15 → 00:03:17จะสังเกตและความดันขึ้นถ้ามีเครื่องวัด
00:03:18 → 00:03:19ความดันที่บ้านนะ 3,7 วันเห็นเลยครับเห็น
00:03:19 → 00:03:24ผลหรือบางคนเห็นขาบวมตาบวมโดยเฉพาะถ้าคน
00:03:24 → 00:03:27ไข้มีโรคไตนี้เห็นชัดเลยหน้าบวมกลมมา
00:03:27 → 00:03:30เชียร์เพราะนั้นก็ต้องระมัดระวังนิดนึง
00:03:30 → 00:03:33แต่คนหนุ่มสาวก็ยังไม่ใช่ว่าจะปลอดภัยนะ
00:03:33 → 00:03:36เพราะว่าพวกนี้มันสะสมมันกว่าจะเกิดโรค
00:03:36 → 00:03:39อีก 5 ปี 10 ปีข้างหน้าขนาดระยะสั้นคือ
00:03:39 → 00:03:42เวลากินน้ำซุปถ้ามีรสชาติจัดหน่อยจะยิ่ง
00:03:42 → 00:03:54หิวน้ำนะครับ
00:03:54 → 00:04:00[เพลง]
00:04:00 → 00:04:05เป็นคู่กันหวานกับเค็มอ๋อขายกันแบบทั้ง
00:04:05 → 00:04:07ใหญ่ๆน้ำแก้วใหญ่ๆเขาต้องการให้กินเยอะ
00:04:07 → 00:04:10เพราะฉะนั้นโลกสมัยนี้โลกของโลกาภิวัฒน์
00:04:10 → 00:04:14เนี่ยคนจะได้กินจัมโบ้ไซส์จัมโบ้แล้วก็
00:04:14 → 00:04:18ตัวเขาก็จะใหญ่ขึ้นใหญ่ขึ้นรบกวนก็จะมา
00:04:18 → 00:04:22เราก็คิดว่ามันคุ้มไงคะคุณหมอบอกว่าเออใน
00:04:22 → 00:04:24จ่ายเงินขนาดนี้มันได้เพิ่มไซส์เพิ่มขนาด
00:04:24 → 00:04:27บางทีไปถามร้านอ่าอาหาร Fast Food เงี้ย
00:04:27 → 00:04:30ค่ะคุณหมอเขาก็จะถามว่ารับไซส์ใหญ่เพิ่ม
00:04:30 → 00:04:34ไหมน้ำเพิ่มแก้วใหญ่ไหมเพิ่มอีกแค่ 5 บาท
00:04:34 → 00:04:36เองอะไรอย่างเงี้ยอ๋อมันเป็นกลยุทธ์เขา
00:04:36 → 00:04:41เป็นกลยุทธ์แล้วก็มันก็ดูในแง่ของการตลาด
00:04:41 → 00:04:44เนาะแต่ในแง่ของสุขภาพผมว่าต้องระมัด
00:04:44 → 00:04:47ระวังนะเพราะว่าตอนนี้อัพไซส์อัพไซส์ตัว
00:04:47 → 00:04:49เราก็อัพไซด์ด้วย
00:04:49 → 00:04:52คนทางยุโรปคนแพงบริการ
00:04:52 → 00:04:55ต่างประเทศที่กิน Fast Food บ่อยๆนะตัว
00:04:55 → 00:04:58ใหญ่มากนะฮะโรคอ้วนนี่เป็นปัญหาใหญ่ของ
00:04:58 → 00:05:02สหรัฐอเมริกาเลยนะครับเพราะทุกคนก็กิน
00:05:02 → 00:05:04ใหญ่ขึ้นใหญ่ขึ้นแล้วก็กินเค็มขึ้นเพราะ
00:05:04 → 00:05:07กินเค็มขึ้นก็กินหวานขึ้นเพราะหวานมัน
00:05:07 → 00:05:10เค็มเนี่ยมันคู่กันมันจะรสชาติมันจะตัด
00:05:10 → 00:05:13กันแล้วก็กลมกล่อมหรือว่านัวภาษาไทยเรียก
00:05:13 → 00:05:16ว่านัวน่าจะได้ได้ทั้งความหวานความเค็ม
00:05:16 → 00:05:20ซึ่งมีผลต่อสุขภาพผมคิดว่าที่จะคนไทยถ้า
00:05:20 → 00:05:23อยากจะทานรสจัดนะแนะนำกินเปรี้ยวกินเผ็ด
00:05:24 → 00:05:27อันนี้ปลอดภัยกว่าเพราะว่ารสจัดผมเคยกิน
00:05:27 → 00:05:31ร้านบางร้านทำยำอาหารเนี่ยก็เค้าใส่
00:05:31 → 00:05:34เปรี้ยวใส่เผ็ดนำนะแล้วก็หวานเค็มมันก็ลด
00:05:34 → 00:05:37ลงรสชาติดีมากเลยแล้วก็ดีต่อสุขภาพด้วย
00:05:37 → 00:05:40ใส่มะนาวมากหน่อยแล้วก็ใส่พริกรวมทั้งอาจ
00:05:40 → 00:05:44จะใส่ขิงข่าตะไคร้หอมกระเทียมหอมหัวใหญ่
00:05:44 → 00:05:48ต่างๆพวกนี้มันจะคิดว่ากลิ่นอารมณ์มากจะ
00:05:48 → 00:05:51ทำให้ทดแทนความเค็มได้แล้วก็ดีต่อสุขภาพ
00:05:51 → 00:05:54ด้วยนะครับถ้าจะทานยำเมื่อนำใส่ทำเปรี้ยว
00:05:54 → 00:05:56กับเผ็ดแล้วก็ใส่เครื่องเทศมากหน่อยครับ
00:05:56 → 00:05:59อันนี้เพราะว่าคือเอาจริงๆเพิ่งไปทานยำมา
00:05:59 → 00:06:03เมื่อไม่นานมานี้ก็ถ้ามันไม่ได้รสจัดจ้าน
00:06:03 → 00:06:06มันจะรู้สึกไม่อร่อยนะคะแล้วก็เขาจะมี
00:06:06 → 00:06:10มะนาวมาให้ด้วยมีหอมแดงเยอะหน่อยอะไร
00:06:10 → 00:06:12อย่างนี้ค่ะอ๋อมันคือมันกินเพื่อที่จะแบบ
00:06:12 → 00:06:15ไม่ให้มันมีความเค็มในร่างกายเกินเหมือน
00:06:15 → 00:06:18อาหารมันมันเขาเรียกอะไรบางอย่างมาช่วย
00:06:18 → 00:06:24ต้านบางอย่างอะไรแบบนี้ด้วยใช่ไหมคะ
00:06:24 → 00:06:27ถ้าเรากินหวานกินเค็มเนี่ยแต่กินผักผลไม้
00:06:27 → 00:06:31เข้าไปเนี่ยมันจะขับเกลือออกไปจากร่างกาย
00:06:31 → 00:06:36แต่คนไทยชอบกินหวานนะ
00:06:36 → 00:06:39ครับผมว่าทุกอย่างไม่ใช่ปรับในวันเดียว
00:06:39 → 00:06:42ต้องค่อยๆปรับทีละน้อยทีละน้อยไม่หักดิบ
00:06:42 → 00:06:46หักดิบนี่ชีวิตไม่อร่อยกินไม่ได้เลยผมก็
00:06:46 → 00:06:49มีมีญาติพี่น้องก็สังเกตดูแต่ก่อนก็กิน
00:06:49 → 00:06:52กาแฟใส่นมหรือใส่น้ำตาลเนี่ย 2 ช้อน
00:06:52 → 00:06:56เดี๋ยวนี้เขาบอกว่าค่อยๆลดลงช้อนครึ่งตอน
00:06:56 → 00:06:58นี้เหลือช้อนเดียวแล้วอีกไม่นานก็คงจะ
00:06:58 → 00:07:01เหลือครึ่งช้อนคือค่อยๆลดมาลิ้นมันจะค่อย
00:07:01 → 00:07:04ๆไวขึ้นบางคนกินกาแฟดำนะฮะกินไฟดำอยู่นาน
00:07:04 → 00:07:10ๆพอไปกินกาแฟใส่น้ำตาลบอกกินไม่ได้เลย
00:07:10 → 00:07:12คนนี้มันต้องค่อยๆปรับแล้วความเคยชิน
00:07:12 → 00:07:14เนี่ยมันมันโปรแกรมใหม่ได้นะครับแล้วก็
00:07:15 → 00:07:18กาแฟบางคนบอกว่าใส่แต่นมใส่นมข้นก็ได้
00:07:18 → 00:07:21กลิ่นเฉพาะนมข้นกับรสของนมหวานนะฮะไม่ได้
00:07:21 → 00:07:27กลิ่นของกาแฟเกือบหมดเกือบหมดนะ
00:07:27 → 00:07:31ที่ผ่านมารณรงค์เรื่องของการลดความหวานลง
00:07:31 → 00:07:33ไปหรืออะไรอย่างนี้แต่รู้สึกว่าคนไทยกิน
00:07:33 → 00:07:37เค็มเยอะขนาดนั้นเลยหรอคะคุณหมอที่เรา
00:07:37 → 00:07:40สำรวจมาเมื่อ 2 ปีที่แล้วนะฮะก็ทั่ว
00:07:40 → 00:07:43ประเทศเนี่ยกินเค็มเกือบ 2 เท่าของความ
00:07:43 → 00:07:46ต้องการความต้องการสมมุติเรากินโซเดียม
00:07:46 → 00:07:49แล้วกัน 2 กรัม 2,000 มิลลิกรัมคนไทยกิน
00:07:49 → 00:07:523,600 เกือบๆ 2,000 เกือบๆ 2 เท่าเกินไป
00:07:52 → 00:07:53เยอะ
00:07:53 → 00:07:57พักไหนกินเค็มที่สุดคุณรู้ไหม
00:07:57 → 00:08:03เออเดาว่าอีสานไหมอ่ะ
00:08:03 → 00:08:04ภาคเหนือ
00:08:05 → 00:08:07เป็นภาคใต้นะครับ
00:08:07 → 00:08:12[เพลง]
00:08:12 → 00:08:20ประมาณ 15%
00:08:20 → 00:08:23ถ้าปลาทะเลกับปลาน้ำจืดเนี่ยเนื้อปลาทะเล
00:08:23 → 00:08:25เฉพาะวัตถุดิบเนี่ยเนื้อปลาทะเลก็มีเกลือ
00:08:25 → 00:08:28อยู่แล้วมันจะเค็มปลาทูจะเค็มกว่าปลาน้ำ
00:08:28 → 00:08:32จืดถูกไหม
00:08:32 → 00:08:35เวลาที่เค้าสมัยอดีตเค้าได้ปลามาเค้าทำ
00:08:35 → 00:08:38ยังไงเขาก็ต้องเก็บถนอมอาหารใช้หมักเกลือ
00:08:38 → 00:08:39ถูกไหม
00:08:39 → 00:08:43แล้วก็ถ้าเป็นกุ้งก็หมักเป็นเคยเป็นกะปิ
00:08:43 → 00:08:45ต่อไปก็เป็นวัฒนธรรมการกินก็ใส่กะปิใส่
00:08:45 → 00:08:49น้ำพริกแล้วคนใต้ชอบกินเผ็ด
00:08:49 → 00:08:53หรือเป็นธรรมชาติวัฒนธรรมก็กินเผ็ดเนี่ย
00:08:53 → 00:08:55บางทีต้องมีต้องมีเค็มด้วยแพ็คเกจเฉยๆมัน
00:08:55 → 00:08:57จะรสชาติมันจะไม่กลมกล่อมเพราะฉะนั้นมัน
00:08:57 → 00:09:01จะมีเค็มกับเผ็ดอาหารเมนูของอาหารใต้จะ
00:09:01 → 00:09:05เค็มกว่าเมนูทั่วๆไปประมาณ 10-15% งั้น
00:09:05 → 00:09:08แสดงว่าความเค็มมันทำให้อาหารมันอร่อย
00:09:08 → 00:09:12ขึ้นมีความแบบ
00:09:12 → 00:09:16ลิ้นเราจะถูกรถมันจัดนะเราต้องทานอะไรทาน
00:09:16 → 00:09:19ข้าวมากหน่อยทานเนื้อสัตว์มากหน่อยเพื่อ
00:09:19 → 00:09:21จะไปลดความเค็มแล้วก็ดื่มน้ำมากหน่อย
00:09:21 → 00:09:25สังเกตคนที่กินเค็มน่ะน้ำหนักจะเกิน
00:09:25 → 00:09:27อันนี้อันนี้เป็นข้อมูลจริงเพราะว่าเรา
00:09:27 → 00:09:30สำรวจแล้วคนที่น้ำหนักปกติคนน้ำหนักเกิน
00:09:30 → 00:09:32หรือน้ำหนักคนอ้วนเนี่ยคนอ้วนจะกินเค็ม
00:09:32 → 00:09:33กว่าคนผอม
00:09:33 → 00:09:38เพราะว่ากินเค็มแล้วมันรสชาติดีกินได้
00:09:38 → 00:09:40เยอะสังเกตดูถ้าเราทำอาหารรสชาติอ่อนๆนะ
00:09:40 → 00:09:47แม่ค้าเจ้าน่าจะขายไม่ค่อยดี
00:09:47 → 00:09:51ร้านค้าข้างนอกจะค่อนข้างเค็มแล้วก็ก็
00:09:51 → 00:09:53เรียกลูกก็แข่งกันไปก็ลูกค้าก็จะเข้านะ
00:09:53 → 00:09:56ครับแต่คนที่กินเนี่ยแล้วไม่รู้ตัวแล้วก็
00:09:56 → 00:09:58จะกินได้เยอะพอกินได้เยอะก็น้ำหนักเยอะ
00:09:58 → 00:10:00สังเกตคนที่ไปกินบุฟเฟ่ต์หมูกะทะหรือไป
00:10:00 → 00:10:02กินชาบูเนี่ย
00:10:02 → 00:10:06น้ำหนักขึ้นน้ำหนักขึ้นแน่นอนเพราะกิน
00:10:06 → 00:10:09เค็มด้วยแล้วก็เอ่อหิวน้ำด้วยแล้วก็กิน
00:10:09 → 00:10:11อาหารเยอะด้วยสังเกตดูคนที่
00:10:11 → 00:10:14คนที่กินเค็มนะ
00:10:14 → 00:10:16วัยรุ่นนะถ้าไม่อยากถ้าอยากจะสวยนะไม่
00:10:16 → 00:10:20อยากให้หน้ากลมไม่อยากให้ขาบวมนะเค็ม
00:10:20 → 00:10:23เพราะว่าผมรู้จักดาราบางคนนะก่อนจะขึ้น
00:10:23 → 00:10:27กล้องถ่ายใครละครเนี่ยนะเขาจะงดเค็ม 2
00:10:27 → 00:10:28วัน
00:10:28 → 00:10:31เฮ้ย 2 วันเองหรอคะมันได้หรอคะได้อย่าง
00:10:31 → 00:10:32น้อย 2-3 วันเพราะว่าอะไรเพราะว่าถ้าทาน
00:10:33 → 00:10:35เค็มเนี่ย 2-3 วันน่ากลมแล้วออกทีวีหน้า
00:10:35 → 00:10:37ไม่สวย
00:10:37 → 00:10:41แล้วก็ขาก็จะบวมตึงๆๆขากลมผู้หญิงก็ไม่
00:10:41 → 00:10:43สวยผู้หญิงก็ไม่ชอบเพราะงั้นเราก็ต้องดู
00:10:43 → 00:10:46แลสุขภาพก็กินเค็มน้อยอ่ะร่างกายจะดีด้วย
00:10:46 → 00:10:48แล้วก็สวยด้วยครับ
00:10:48 → 00:10:50นี่ขนาดว่าตัวเองเป็นคนไม่กินเค็มอยู่
00:10:50 → 00:10:52แล้วนะคะแต่ว่าเออถ้าเจอน้ำทรงน้ำซุปหรือ
00:10:52 → 00:10:55ว่าของอร่อยเมื่อไหร่นี่แบบว่าโดยเฉพาะ
00:10:55 → 00:10:57ก๋วยเตี๋ยวเรือค่ะ
00:10:57 → 00:11:01เกลี้ยงไม่ต้องเอาไปล้างเลยนะจ๊ะชอบมากก็
00:11:01 → 00:11:05บอกว่าก็ทานก๋วยเตี๋ยวหรือทานได้ครับ
00:11:05 → 00:11:07ทานเนื้อ
00:11:07 → 00:11:11แล้วก็ทานน้ำซุปน้อยลงนิดนึงแทนที่ทานหมด
00:11:11 → 00:11:15ถ้วยก็พอก็พอรสชาติก็รสชาติอร่อยแล้วเรา
00:11:15 → 00:11:19ก็เราก็หยุดเตือนตัวเองหยุดนิดนึง
00:11:19 → 00:11:23พอเวลาอร่อยเนาะมันก็จะเตือนตัวเองยากนิด
00:11:23 → 00:11:26นึงเป็นเรื่องปกตินะคะแต่ว่าพอคุณหมอบอก
00:11:26 → 00:11:30ว่าเฮ้ยเค็มเนี่ยมันทำให้หน้าบวมหน้ากลม
00:11:30 → 00:11:32คุณหมอไม่ได้บอกหน้าบวมนะคุณหมอบอกหน้า
00:11:32 → 00:11:36กลมขาก็จะใหญ่ขึ้นเออแสดงว่าเราไม่ได้
00:11:36 → 00:11:38อ้วนเพราะว่ากินอาหารแต่มันอาจจะเป็นจาก
00:11:39 → 00:11:41ความเค็มที่เรากินเยอะเกินแล้วเราก็ไม่
00:11:41 → 00:11:44รู้ว่าบางทีอาหารที่เรากินไปเนี่ยไม่ค่อย
00:11:45 → 00:11:48มีใครได้แบบมานั่งอ่านฉลากโภชนาการอะไร
00:11:48 → 00:11:50เท่าไหร่ด้วยใช่ไหมคุณหมอแล้วก็เวลาที่
00:11:50 → 00:11:52เราไปกินร้านอาหารพวกเนี้ยมันไม่มีฉลาก
00:11:52 → 00:11:54โภชนาการให้เราวางอยู่ข้างชามก๋วยเตี๋ยว
00:11:54 → 00:11:58ข้างน้ำซุปแน่นอนว่ามีความเค็มโซเดียม
00:11:58 → 00:12:00เท่าไหร่หรืออะไรเขาไม่ได้มีประเมินอะไร
00:12:00 → 00:12:01ขนาดนั้น
00:12:01 → 00:12:03อย่างนี้ก็คือแบบเราต้องเตือนตัวเองระวัง
00:12:03 → 00:12:06ตัวเองอย่างเดียวเลยใช่ไหมคะถ้ากินอาหาร
00:12:06 → 00:12:09นอกบ้านโดยเฉพาะไปกินร้านอาหารริมทางหรือ
00:12:09 → 00:12:12ว่าร้านอาหารในห้างก็ตาม
00:12:12 → 00:12:15ก็แนะนำว่าให้กินอาหารตามสั่ง
00:12:15 → 00:12:19จะดีการนำแสงและบอกเขาได้เมื่อกี้ผมก็บอก
00:12:19 → 00:12:22กินข้าวกลางวันผมบอกว่าเอาเค็มน้อยไม่ใส่
00:12:22 → 00:12:25ผงชูรสเราจะลดโซเดียมที่ไม่เค็มโซเดียม
00:12:25 → 00:12:28ที่แอบแฝงมาเนี่ยผมคิดว่าไปแล้ว
00:12:28 → 00:12:29ก็
00:12:29 → 00:12:33ครึ่งให้เค็มน้อยลงไปหน่อยเพราะว่าเรากิน
00:12:33 → 00:12:35เค็มเกิน 2 เท่าใช่ไหมแล้วบอกเคลมรถสัก 1
00:12:35 → 00:12:39ใน 3 หรือ 1 ใน 2 1 ใน 4 อย่างนี้ถ้าแบบ
00:12:39 → 00:12:41นั้นก็บอกเค็มน้อยแม่ค้าก็จะลดลดปริมาณ
00:12:41 → 00:12:46น้ำปลาซีอิ๊วซอสต่างๆลดลงนะครับแล้วเราก็
00:12:46 → 00:12:50ก็ทานทานได้ค่อนข้างปกติหรือว่าอีกอันนึง
00:12:50 → 00:12:54ก็คือถ้าหลีกเลี่ยงอาหารที่เป็นน้ำๆเพราะ
00:12:54 → 00:12:58ว่าคนไทยชอบกินแกงแกงเผ็ดแกงเขียวหวานแกง
00:12:58 → 00:14:02ไตปลาแกงเทโพอะไรต่างๆเหล่าเนี้ยต้มยำ
00:14:02 → 00:14:05คุณหมอความเค็มของแต่ละคนไม่เท่ากันดึง
00:14:05 → 00:14:08ตัวเองเป็นคนแตะนิดนึงเฮ้ยเค็มแต่อีกคน
00:14:08 → 00:14:12นึงกินไม่เห็นเค็มเลยแล้วคนที่เขาเขากิน
00:14:12 → 00:14:14ไปแล้วเขาไม่ได้รู้สึกเค็มเนี่ยค่ะอันนี้
00:14:15 → 00:14:18บีกำลังมองว่ามันน่าจะอันตรายกว่าไหม
00:14:18 → 00:14:20เพราะเขาไม่ได้รู้สึกเค็มแล้วก็เลยกิน
00:14:20 → 00:14:23เยอะก็เป็นความเคยชินนะลิ้นเรานี่
00:14:23 → 00:14:25มหัศจรรย์ที่สุดเลยถ้ากินเค็มอยู่นานลิ้น
00:14:25 → 00:14:29มันจะชินมันก็จะชากับรสชาติขนาดนี้เราก็
00:14:29 → 00:14:32บอกแล้วคนอื่นบอกว่าเค็มแต่ลิ้นเราเนี่ย
00:14:32 → 00:14:34มันชินแล้วบอกไม่เค็มมันก็ทำให้เรากิน
00:14:34 → 00:14:36เค็มโดยไม่รู้ตัว
00:14:36 → 00:14:38ก็สังเกตดูคนไข้ที่เป็นความดันโลหิตสูง
00:14:38 → 00:14:41ถามว่ากินเค็มไหมทุกคนปฏิเสธหมดแต่ญาติ
00:14:41 → 00:14:44อยู่ข้างล่างบอกแอบกินเค็มอยู่หาญาติที่
00:14:44 → 00:14:47ลูกลูกสาวจะบอกแต่ที่จริงมันก็คือเขาไม่
00:14:47 → 00:14:50ได้โกหกแต่เค้าชินอย่างนั้นก็ๆเราก็
00:14:50 → 00:14:53พยายามเป็นไปได้ก็คือคนทำอาหารนั่นแหละ
00:14:53 → 00:14:56ครับเป็นคนที่บอกถ้าทำเองที่บ้านได้จะดี
00:14:56 → 00:14:58เพราะเรารู้ว่าเราใส่แค่ไหนเราใส่อะไร
00:14:58 → 00:15:02บ้างใช่ไหมครับก็คนทำก็ลดลดเคลมลงสัก 10%
00:15:02 → 00:15:06แอบๆรถคนกินจะไม่รู้ถ้าลด 10% อย่างเช่น
00:15:06 → 00:15:08ใส่น้ำปลาช้อนนึงเดี๋ยวค่อนช้อนเนี่ยเขา
00:15:08 → 00:15:11ไม่รู้หรอกว่ารสชาติมันอ่อนลงในอีกเดือน
00:15:11 → 00:15:15นึงลดอีก 10% เหลือแค่ 3-4 ช้อนอีกเดือน
00:15:15 → 00:15:18นึงก็ 2 ใน 3 ช้อนค่อยๆลดไปอย่างเงี้ย 3
00:15:18 → 00:15:21เดือนเราได้ 30% โดยที่รินเขาไม่รู้เพราะ
00:15:21 → 00:15:22ฤทธิ์มันจะค่อยๆไวขึ้นไวขึ้นเขาเรียกว่า
00:15:22 → 00:15:26เอ่อ
00:15:26 → 00:15:29จะดีขึ้นนะครับอันนี้ก็เป็นการวิธีการ
00:15:29 → 00:15:31ช่วยหรือถ้าไปกินนอกบ้าน
00:15:31 → 00:15:35ต้องใจแข็งใจกล้านิดนึงบอกแม่ค้าแม่ค้า
00:15:35 → 00:15:38ครับไม่ใส่ผงชูรสนะครับอย่าเค็มอย่าเค็ม
00:15:38 → 00:15:40นะครับต้องกล้าหน่อย
00:15:40 → 00:15:43โดยเฉพาะโดยเฉพาะแม่ค้าส้มตำ
00:15:43 → 00:15:48เคยเห็นบางคลิปตักตวงนี้แบบโอ้ยตกลงนี้
00:15:48 → 00:15:51เราจะยังไงดีสงสัยต้องไปหาหมอโรคไตแล้ว
00:15:51 → 00:15:54แหละอะไรใส่หนักมากนะคะแต่บางอาหารบาง
00:15:54 → 00:15:56อย่างถ้ามันไม่จัดจ้านมันก็ไม่อร่อยจริงๆ
00:15:56 → 00:16:00แหละคุณหมอที่นี่อย่างแบบในความเค็มอะไร
00:16:00 → 00:16:03ต่างๆอย่างเงี้ยค่ะหมอมัน
00:16:03 → 00:16:07มันค่อยๆต้องค่อยๆเราไม่สามารถที่จะตัดไป
00:16:07 → 00:16:10เลยแบบอุ๊ยไม่เค็มเลยขนาดนั้นมันก็เป็นไป
00:16:10 → 00:16:14ไม่ได้ใช่ไหมคะ
00:16:14 → 00:16:18กินๆบ้านต้องกินบ้างเพราะมันคือเป็นสิ่ง
00:16:18 → 00:16:21ที่จำเป็นเวลาที่ไม่สบายเราก็มองให้น้ำ
00:16:21 → 00:16:24เกลือใช่ไหมมันเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อการ
00:16:24 → 00:16:27คือน้ำเกลือมันจะเป็นตัวที่พาเลือดเข้าไป
00:16:27 → 00:16:29เลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกายเลือดมันปกติ
00:16:30 → 00:16:32หัวใจบีบตัวปั๊บเลือดมันจะไปเลี้ยงตาย
00:16:32 → 00:16:34เลี้ยงตับเลี้ยงหัวใจมันต้องมีน้ำเกลือพา
00:16:34 → 00:16:36ไปเพราะนั้นเป็นสิ่งที่จำเป็นในปัจจุบัน
00:16:36 → 00:16:38มันใส่น้ำเกลือมากเกินไปกินข้าวไปน้ำ
00:16:38 → 00:16:41เกลือปริมาณเยอะปริมาตรเยอะเลยว่าแรงดัน
00:16:41 → 00:16:43ในหลอดเลือดสูงเรียกว่าความดันโลหิตสูง
00:16:43 → 00:16:47อันนี้ก็เป็นปัญหาที่ที่นำไปสู่โรคไตโรค
00:16:47 → 00:16:49หัวใจเพราะไตทำงานหนักหัวใจทำงานหนักสมอง
00:16:49 → 00:16:51เส้นเลือดสมองแตกมันก็เป็นเพราะว่ากิน
00:16:51 → 00:16:54เกลือมากเกินไปต้องค่อยๆลดและลดเกลือ
00:16:54 → 00:16:58อย่างเดียวมันอาจจะยากนิดนึงต้องลดทั้ง
00:16:58 → 00:17:01หวานและเค็มด้วยพร้อมกันเพราะอะไรครับ
00:17:01 → 00:17:04เพราะว่าเวลาที่เรารสเค็มอย่างเดียวรส
00:17:04 → 00:17:06ชาติในอาหารในน้ำแกงความหวานมันจะโดดขึ้น
00:17:06 → 00:17:08มา
00:17:08 → 00:17:11เพราะเราผมเคยบอกแม่ค้าบอกว่าบอกแม่ครัว
00:17:11 → 00:17:14ที่บ้านให้รถความเค็มในพะโล้
00:17:14 → 00:17:17เขาก็ลดน้ำปลาไปครึ่งนึงพอเราชิมบอกเอ๊ะ
00:17:17 → 00:17:19ทำไมวันนี้พะโล้หวาน
00:17:19 → 00:17:22ปรากฏว่าไม่ได้หวานเขาเขาไม่รสเค็มแต่น้ำ
00:17:22 → 00:17:26ตาลเขาไม่ได้ลดอ่าความหวานเลยโดดขึ้นมา
00:17:26 → 00:17:28เพราะฉะนั้นเวลาถ้าลดให้รสชาติกลมกล่อม
00:17:28 → 00:17:30มันเดินควรจะลดทั้งหวานทั้งเค็มด้วยแต่
00:17:30 → 00:17:33พร้อมกันอ๋อทั้งหวานทั้งเค็มมากเนี่ยมัน
00:17:33 → 00:17:36ปรากฏว่ากินอร่อยมากจะอ้วนมาก
00:17:36 → 00:17:39ถ้านอกจากลดน้ำหนักนะฮะรถเข็นรถหวานจะไป
00:17:39 → 00:17:42พร้อมกันจะดีนะฮะดีต่อสุขภาพแน่นอนแล้วก็
00:17:42 → 00:17:45ถ้ากินอาหารนอกบ้านแล้วก็พยายามเลือกเมนู
00:17:45 → 00:17:48หน่อยตามเมนูเราก็รู้อยู่แล้วถ้ากิน
00:17:48 → 00:17:50ก๋วยเตี๋ยวก็กินน้ำใสถ้ากินน้ำดำหรือน้ำ
00:17:50 → 00:17:52ต้มยำเนี่ย
00:17:52 → 00:17:56น้ำใสจะจืดกว่าน้ำต้มยำแน่นอนหรือว่าน้ำ
00:17:56 → 00:17:58ดำแน่นอนเพราะน้ำดำพวกนี้ก็ใส่เครื่อง
00:17:58 → 00:18:01ปรุงมาแล้วปรุงมาเยอะแต่น้ำดำนี่คือตอน
00:18:01 → 00:18:04แรกกินไปมันหวานนะคะคุณหมอเสร็จแล้วแต่พอ
00:18:04 → 00:18:05มันเริ่มแบบ
00:18:05 → 00:18:09ท้ายๆแล้วอ่ะยิ่งง้วนๆน้ำงวดๆเฮ้ยมันเค็ม
00:18:09 → 00:18:12มากเลยค่ะจริงๆมันมีทั้งหวานมันเค็มอยู่
00:18:12 → 00:18:14ด้วยกันนั่นแหละครับเพียงแต่ว่ามันกลบกัน
00:18:14 → 00:18:18ไปกลบกันมาสังเกตกินก๋วยเตี๋ยวบางคนเติม
00:18:18 → 00:18:20น้ำตาลโอ้ยหวานไปเติมเค็มไปก่อนสังเกตุดู
00:18:20 → 00:18:23มันจะกลบกันอยู่เพราะฉะนั้นก็ต้องลดทั้ง
00:18:23 → 00:18:26สองรสชาตินะครับหวานก็กินถ้าจะกินรสจัด
00:18:26 → 00:18:29เปรี้ยวกับกินเผ็ดมะนาวกับพริกนี่ดีนะ
00:18:29 → 00:18:32ครับก็ใส่ใส่สมุนไพรเยอะหน่อยก็ผมก็คิด
00:18:32 → 00:18:32ว่า
00:18:32 → 00:18:35ค่อยๆลดนะสังคมไทยนะฮะเพราะฉะนั้นผมกินยำ
00:18:35 → 00:19:15เนี่ยยำ
00:19:15 → 00:19:20แฝงอยู่เยอะมากๆแล้วอย่างนี้คือถ้าเราลด
00:19:20 → 00:19:23โซเดียมลงได้ค่อยๆลดอย่างนี้ค่ะมันจะส่ง
00:19:23 → 00:19:26ผลดีต่อร่างกายของเรายังไงได้บ้างคะอ๋อคน
00:19:26 → 00:19:28ที่กินเค็มน้อยโอกาสจะเป็นความดันโลหิต
00:19:28 → 00:19:31สูงโรคหัวใจโรคไตจะน้อยลงเยอะโรค
00:19:31 → 00:19:33แพ็กเกจจังเลย
00:19:33 → 00:20:11จะลดลงเยอะนะครับ
00:20:11 → 00:20:13เป็นมาตรฐานใหม่ซึ่งพยายามเซ็ตกันมาผมว่า
00:20:13 → 00:20:16ถ้าเราช่วยๆกันหมายถึงว่าเราก็กินเค็ม
00:20:16 → 00:20:19น้อยบอกแม่ค้าทำเค็มน้อยนะเขาก็จะรู้ว่า
00:20:19 → 00:20:21มาตรฐานใหม่ของคนไทยเนี่ยตอนนี้อยากกิน
00:20:21 → 00:20:23อย่าทำเค็มมากนะเพราะคนไทยเริ่มไม่ยอมรับ
00:20:23 → 00:20:26รวมทั้งอุตสาหกรรมด้วยอุตสาหกรรมอาหารถ้า
00:20:26 → 00:20:28เกิดบอกทำเค็มมากเราก็ยี่ห้อนี้เค็มจัด
00:20:28 → 00:20:31เราก็จะไม่ซื้อเขาขายไม่ขายเขาขายไม่ดี
00:20:31 → 00:20:34เขาก็จะค่อยๆลดความเค็มลงเองก็เคยช่วยๆ
00:20:34 → 00:20:37กันทั้งคนกินคนทำคนขาย
00:20:37 → 00:20:40บางทีคนคนทำเขาชิมแล้วเขารู้สึกว่าอร่อย
00:20:41 → 00:20:44เขาชินกับการกินอะไรอย่างนี้แต่แบบบางที
00:20:44 → 00:20:47เราต้องสั่งต้องบอกต้องบอกเพราะว่าคนคน
00:20:47 → 00:20:50กินส่วนใหญ่เขาคนคนทำอ่ะนะแม่ครัวส่วน
00:20:50 → 00:20:53ใหญ่เขาบอกเขาทำให้เค็มหรอกคนไม่ควรทุกคน
00:20:53 → 00:20:55จะบอกยังไงเพราะลิ้นเขาชินแบบนั้น
00:20:55 → 00:20:58แล้วมันมีสัญญาณอะไรบอกไหมคะว่าเอาแล้ว
00:20:58 → 00:21:01วันนี้ร่างกายของเราได้รับโซเดียมเกินไป
00:21:01 → 00:21:05และเราต้องหยุดละวันนี้พอแล้วหรือว่าเรา
00:21:05 → 00:21:09เฉลี่ยๆไปวันอื่นคือเอาง่ายๆถ้าดู
00:21:09 → 00:21:11พฤติกรรมถ้าคุณมันโตคุณบุญเติมเครื่อง
00:21:11 → 00:21:12ปรุงเมื่อไหร่
00:21:12 → 00:21:16เพราะว่าปกติเวลาโซเดียมที่พอเหมาะคือ
00:21:16 → 00:21:18โซเดียมที่เขาปรุงมาจากในครัวแล้วพอแล้ว
00:21:18 → 00:21:20ไม่ต้องเติมอะไรเลย
00:21:20 → 00:21:23หรือว่าคุณกินน้ำซุปเพิ่มคุณกินข้าวผัด
00:21:23 → 00:21:25เนี่ยแล้วคุณกินพริกน้ำปลาแล้วคุณกินน้ำ
00:21:25 → 00:21:27แกงถ้วยนึงอ่ะเกินโซเดียมเกินมื้อนั้น
00:21:27 → 00:21:29เกินแล้ววันที่ 1 ก็รู้จักพฤติกรรมตัวเอง
00:21:29 → 00:21:32แต่มีเครื่องปรุงมันโต๊ะคือน้ำซุปมันโต๊ะ
00:21:32 → 00:21:34มื้อนั้นเกิดอันที่ 2 คือเวลาที่กินเค็ม
00:21:34 → 00:21:37เนี่ยเราจะรู้สึกกระหายน้ำ
00:21:37 → 00:21:39อันนี้ชัดเจนผิวน้ำเลยพอออกจากร้านนี่หิว
00:21:39 → 00:21:41น้ำแต่มันก็ใส่โซเดียมเยอะไม่ว่าจะเป็น
00:21:41 → 00:21:43โซเดียมจากเกลือหรือโซเดียมจากผงชูรสก็
00:21:43 → 00:21:46ตามเอามาหิวน้ำแล้ว
00:21:46 → 00:21:50ต่อไปเรากินจืดหน่อยเพื่อจะให้มันได้พัก
00:21:50 → 00:21:51หน่อย
00:21:51 → 00:21:54เบาๆหน่อยก็คือแบบมันๆมื้อกลางวันกินหนัก
00:21:54 → 00:21:58และมื้อเย็นเอาเบาๆกินผลไม้กินกับข้าวนิด
00:21:58 → 00:22:01หน่อยแล้วก็กินข้าวน้อยๆกินกับน้อยๆนะ
00:22:01 → 00:22:04ครับเค็มๆน้อยๆก็จะช่วยหรือบางคนถ้า
00:22:04 → 00:22:08สังเกตดูบางคนจะขาบวมสัก 2-3 วันได้กิน
00:22:08 → 00:22:11เค็มขาบวมมันก็จะรู้แล้วเรากินเค็มมาก
00:22:11 → 00:22:14เกินไปเราก็ต้องลดลงหน่อยก็แค่ผมมาถามว่า
00:22:14 → 00:22:17ทำไมกินทำไมวันนี้ขาบวมก็เหมือนเมื่อคืน
00:22:17 → 00:22:18คุณกินเค็มคุณไปกินบุฟเฟ่ต์มาหรือเปล่า
00:22:18 → 00:22:22โอ๊ยรู้เลยหลอกคุณหมอไม่ได้นะ
00:22:22 → 00:22:25ไม่ได้กินอะไรไม่ได้นะคุณหมอรู้จักความ
00:22:25 → 00:22:29บวมแล้วบางคนบอกว่าไปกินอาหารฝรั่งมาฝาก
00:22:29 → 00:22:31อาหารฝรั่งเข้าไปกินเข้าไปยุโรปมาเนี่ยคน
00:22:31 → 00:22:34ไข้กลับมาอาทิตย์นึงความดันขึ้นถ้ารู้เลย
00:22:34 → 00:22:36เพราะว่าอาหารยุโรปส่วนใหญ่ก็จะเน้นเกลือ
00:22:36 → 00:22:39มันเกลือขวดเกลือวางอยู่บนโต๊ะแต่เห็น
00:22:39 → 00:22:40เค้าเวลาเค้าลอยเค้าลอยนิดเดียวเองนะคะ
00:22:40 → 00:22:43หยิบนิ้วเดียว
00:22:43 → 00:22:46ฝีมือของพ่อครัวแล้วก็คนเติมด้วยเพราะมัน
00:22:46 → 00:22:48ตัวอาหารก็มีเครื่องปรุงให้เติมด้วยนะ
00:22:48 → 00:22:49ครับ
00:22:49 → 00:22:51แล้วขึ้นอยู่กับหลายๆอย่างนะความเคยชินนะ
00:22:51 → 00:22:54แต่ว่าหันยุโรปจะค่อนข้างค่อนข้างเค็มโดย
00:22:54 → 00:22:56เฉพาะอเมริกาในค่อนข้างเค็ม
00:22:56 → 00:22:59นะครับเพราะฉะนั้นพฤติกรรมในการที่วัน
00:22:59 → 00:24:02นั้นเราเติม
00:24:02 → 00:24:07ปกติเนี่ยเค้าจะมีซองเล็กกินคนเดียวก็
00:24:07 → 00:24:10ค่อนข้างเค็มอยู่แล้วนะประมาณ 200 200
00:24:10 → 00:24:14250 mg แต่บางคนก็ทำเป็นซองใหญ่แล้วบอก
00:24:14 → 00:24:17ให้กิน 3 คนแต่กินคนเดียวเออกินคนเดียว
00:24:17 → 00:24:28มันได้เกลือเข้าไป 3 เท่า
00:24:28 → 00:24:35[เพลง]
00:24:35 → 00:24:38เป็นอย่างนี้ไปแล้วค่ะพออายุเริ่มมากขึ้น
00:24:38 → 00:24:40อย่างนี้นะคะแล้วคุณหมอเขาถามอีกนิดนึง
00:24:40 → 00:24:42ว่าอย่างเวลาที่เราหิวน้ำมากๆที่เรากิน
00:24:42 → 00:24:45เค็มไปเยอะเราดื่มน้ำไปเนี่ยมันช่วยอะไร
00:24:45 → 00:24:46ไหมคะ
00:24:46 → 00:24:49ก็คือมันก็เหมือนกับไป
00:24:49 → 00:24:52ล้างเกลือออกจากร่างกายเอาท่าปัสสาวะ
00:24:52 → 00:24:56เพราะเกลือ 90% เนี่ยจะออกทางปัสสาวะมัน
00:24:56 → 00:24:59ต้องมีน้ำพาไปธรรมชาติสร้างมาเวลากินเค็ม
00:24:59 → 00:25:02ต้องหิวน้ำช่วยตัวเองดื่มน้ำมากๆมันก็
00:25:02 → 00:25:05ปัสสาวะเยอะก็เกลือก็อยู่ในตัวไม่นานอาจ
00:25:05 → 00:25:07จะอยู่แทนแทนที่อยู่ 2 วัน 3 วันอาจจะ
00:25:07 → 00:25:08อยู่แค่วันเดียว
00:25:09 → 00:25:11แต่ว่าไตก็ยังทำงานหนักอยู่ดีเพราะมัน
00:25:11 → 00:25:14ต้องผ่านทางผ่านทางไกลทางปัสสาวะถูกไหมก็
00:25:14 → 00:25:17ๆพอหนักเป็นเบาเลยแต่มันก็ไม่ได้ไม่ได้
00:25:17 → 00:25:20ช่วยเท่าไหร่เพราะว่าอาจจะลดความลดความ
00:25:20 → 00:25:22เค็มลงเราก็ลดโซเดียมในร่างกายลงสัก 10
00:25:22 → 00:25:2615% แต่ถ้าเกิดเรากินเค็มน้อยเนี่ยมันดี
00:25:27 → 00:25:29กว่าไปไม่ต้องทำงานแบบไม่ต้องขับออกทาง
00:25:29 → 00:25:31ปัสสาวะอันนี้จะปลอดภัยกว่า
00:25:31 → 00:25:34แต่ก็ยังดีกว่าไม่กินน้ำคนที่ไม่กินน้ำ
00:25:34 → 00:25:37เลยแล้วกินเค็มเนี่ยความดันจะขึ้นอยู่นาน
00:25:37 → 00:25:403 วัน 4 วันเพราะว่ามันเกลือมันคั่งค้าง
00:25:40 → 00:25:41อยู่ในตัว
00:25:41 → 00:25:44อีกอันนึงที่แนะนำก็คือไปออกกำลังกายก็จะ
00:25:44 → 00:25:48ช่วยบ้านช่วยบ้างช่วยบ้างเพราะว่ามันก็
00:25:48 → 00:25:49ออกทางเหงื่อเกลือออกทางเหงื่อแทนที่ออก
00:25:49 → 00:25:53ทางไตไตก็เบาทำงานเบาลงนะครับก็เดินสัก
00:25:54 → 00:25:5740-30 40 นาทีต่อวันสักอาทิตย์นึง 5
00:25:57 → 00:26:02วันมันก็จะทำให้สุขภาพดีลดความเค็มลงความ
00:26:02 → 00:26:05ดันโลหิตลดลงหัวใจทำงานดีขึ้นลดน้ำหนัก
00:26:05 → 00:26:09ด้วยอะไรต่างๆจิตใจแจ่มใสคนที่ออกกำลัง
00:26:09 → 00:26:12กายจะมันจะมีฮอร์โมนที่ทำให้รู้สึกสดชื่น
00:26:12 → 00:26:16แล้วก็ลดความเครียดลงอันนี้ก็ช่วยมากครับ
00:26:16 → 00:26:19อันนี้เป็นแนวทางที่คุณหมอแนะนำแล้วนะคือ
00:26:19 → 00:26:22คุณหมอไม่ได้บอกว่าให้ไม่ให้กินเค็มเลย
00:26:22 → 00:26:26คือมันจำเป็นอยู่แต่ว่าอย่ามากนะคะก็ไม่
00:26:26 → 00:26:29ต้องไปเสี่ยงกับแพคเกจโรคที่มันมาต่างๆ
00:26:29 → 00:26:33มากมายไม่คุ้มกันนะคะเอาแหละนี่ก็เป็นแนว
00:26:33 → 00:26:37ทางไว้นะคะเตือนใจตัวเองลดน้ำซุปลงค่ะวัน
00:26:37 → 00:26:39นี้ต้องขอขอบคุณคุณหมอสุรศักดิ์ด้วยนะคะ
00:26:39 → 00:26:41ที่มาร่วมพูดคุยในรายการค้าขอบคุณค่ะ
00:26:41 → 00:26:46สวัสดีค่ะสวัสดี
00:26:46 → 00:26:50ค่ะเราจะกลับมาพบกันใหม่ครั้งหน้านะคะวัน
00:26:50 → 00:26:56นี้ขอบคุณที่ติดตามรับฟังสวัสดีค่ะ
00:26:56 → 00:27:00ส่งผลต่อตับและสมองได้ในอนาคตแต่อย่าลืม
00:27:00 → 00:27:02ว่ายังส่งผลต่อกระดูกด้วยดร.นายแพทย์
00:27:02 → 00:27:05จตุพลคงถาวรสกุล 50 กล้ามเนื้อกระดูกและ
00:27:05 → 00:27:09ข้อมาบอกให้รู้ครับคนส่วนใหญ่เนี่ยก็จะ
00:27:09 → 00:27:11คิดว่าเอ๊ะการดื่มแอลกอฮอล์เนี่ยหรือการ
00:27:11 → 00:27:14ดื่มเหล้านี่แหละเหล้าเบียร์ไวน์พวกนี้
00:27:14 → 00:27:18มันจะมีผลอะไรกับสุขภาพร่างกายโดยทั่วๆไป
00:27:18 → 00:27:20เราไหมคือคนส่วนใหญ่ก็จะคิดถึงตับใช่ไหม
00:27:20 → 00:27:25กลัวตับแข็งกลัวตับมีปัญหานะแล้วก็อาจจะ
00:27:25 → 00:27:28เกี่ยวข้องกับการสมองใช่ไหมฮะคือถ้าไม่
00:27:28 → 00:27:31ดื่มแล้วคือสมมุติเราดื่มในระยะเวลานานๆ
00:27:31 → 00:27:34แล้วไม่ดื่มแล้วปุ๊บเนี่ยก็จะเกิดสภาวะ
00:27:34 → 00:27:37ที่เขาเรียกว่าแอลกอฮอล์ิดดอร์ก็คือขาด
00:27:37 → 00:27:41แอลกอฮอล์แล้วก็ทำให้เกิดอาการทางสมองแต่
00:27:41 → 00:27:44คนน่ะส่วนใหญ่ไม่ได้คิดถึงว่าเอ๊มันมี
00:27:44 → 00:27:45ปัญหากับกระดูกหรือเปล่า
00:27:45 → 00:27:49ซึ่งจริงๆแล้วเนี่ยมันมีปัญหาโดยรวมกับ
00:27:49 → 00:27:52กระดูกได้อันนี้ก็มีงานวิจัยออกมาบอกว่า
00:27:52 → 00:27:55พอกินเหล้าปุ๊บปรากฏว่า
00:27:55 → 00:27:59ทำให้กระดูกไม่บางนะแล้วกระดูกไม่พรุน
00:27:59 → 00:28:04หรือพรุนช้าลงอันนี้เล่าหรือนม
00:28:04 → 00:28:07อ่าใช่มั้ยฮะคือคนก็จะงงเว้ยเฮ้ยหรือว่า
00:28:07 → 00:28:10อย่างงั้นไม่ต้องลื่อๆและนมต่อไปนี้ดื่ม
00:28:10 → 00:28:14เหล้าไปเลยเออแต่มันก็มีงานวิจัยอีกหลายๆ
00:28:14 → 00:28:17งานวิจัยที่ขัดแย้งมันมีงานวิจัยหนึ่งนะ
00:28:17 → 00:28:21ที่บอกว่าการดื่มไร้ drink จะทำให้เกิด
00:28:21 → 00:28:26โอกาสการเป็นกระดูกพรุน 1.3 เท่าของคนที่
00:28:26 → 00:28:29ไม่ดื่มนั่นหมายความว่าต่อให้คุณจะกินไร
00:28:29 → 00:28:32drink เนี่ยนะก็ยังมีปัญหาใช่คุณอยู่ดี
00:28:32 → 00:28:35ในขณะที่ moderate drink ก็คือปานกลาง
00:28:35 → 00:28:37ต่อให้เรากิน 2 drink ต่อวันปริมาณ
00:28:37 → 00:28:41ประมาณ 1.3 เท่าที่เป็นกระดูกพรุนอีก
00:28:41 → 00:28:44เหมือนกันในขณะที่พอบริโภคเป็นแบบ Heavy
00:28:44 → 00:28:493-5 แก้วขึ้นไปกลุ่มนี้เราพบว่ามีโอกาส
00:28:49 → 00:28:52เกิดกระดูกพรุนเนี่ย 1.6 เท่าซึ่งแปลว่า
00:28:52 → 00:28:56ไม่ดีแล้วเพราะฉะนั้นจากข้อสรุปของงาน
00:28:56 → 00:29:00วิจัยที่ยังไม่ได้ข้อสรุปเนี่ยผมว่าการ
00:29:00 → 00:29:03ดื่มมากกว่า 3 แก้วยังไงก็ไม่ดีแต่ 1
00:29:03 → 00:29:07แก้วเนี่ยหรือ 1 เป๊กเนี่ยก็ยังถือว่าพอ
00:29:07 → 00:29:10ได้เพราะเวลาเราดื่มแอลกอฮอล์เข้าไปเนี่ย
00:29:10 → 00:29:14นะมันจะมีผลอะไรบ้างอยู่ 3 อย่าง 1 ผล
00:29:14 → 00:29:15เกี่ยวกับเรื่องของการล้ม
00:29:15 → 00:29:18เดินแอลกอฮอล์ไปเนี่ยมันทำให้เราสูญเสีย
00:29:18 → 00:29:22การทรงตัวทำให้ล้มไง 2 การดื่มแอลกอฮอล์
00:29:22 → 00:29:24เข้าไปจะทำให้การดูดซึมแคลเซียมกับ
00:29:24 → 00:29:27วิตามินเนี่ยมันแย่ลงปัจจัยที่ 3 เนี่ย
00:29:27 → 00:29:30นอกจากการดูดซึมที่มันแย่ลงนอกจากโอกาส
00:29:30 → 00:29:33การล้มที่มันสูงขึ้นแล้วเนี่ยอีกอันนึง
00:29:33 → 00:29:36คือปัจจัยเรื่องของฮอร์โมนฮอร์โมนในร่าง
00:29:36 → 00:29:39กายเราเนี่ยนะฮะมันจะมีความสัมพันธ์กับ
00:29:39 → 00:29:41แอลกอฮอล์
00:29:41 → 00:29:44โดยการที่เมื่อเราดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณ
00:29:44 → 00:29:48ที่มากเนี่ยปรากฏว่ามันจะไปทำให้ฮอร์โมน
00:29:48 → 00:29:59เพศของชายและหญิงเนี่ยมันลดลง
00:29:59 → 00:30:02ติดตามรายการทางเว็บไซต์และแอปพลิเคชั่น
00:30:02 → 00:30:05ของไทย pdascot Class spotify Sound
00:30:05 → 00:30:16Google
00:30:16 → 00:30:22[เพลง]