- คำถาม:
- อะไรคือตัวการที่แท้จริงที่ทำลายไตในระยะยาว?
- คำตอบ:
- ตัวการหลักที่ทำลายไตในระยะยาวคือภาวะน้ำตาลในเลือดสูงเรื้อรัง ซึ่งทำให้เกิดปฏิกิริยาไกลเคชั่น (Glycation) ที่ทำลายโปรตีนในเนื้อเยื่อไตและหลอดเลือด รวมถึงภาวะดื้อต่ออินซูลินและอ้วนลงพุงที่เกิดจากคาร์โบไฮเดรตแปรรูปและน้ำตาลมากเกินไป
หมอภทร Podcast Talk ตอน โปรตีนกับภาวะสุขภาพของไต ความเข้าใจในองค์ความรู้จากนักวิจัยยุคปัจจุบัน
จากช่อง:Advanced LCHF longevity
คำบรรยายที่เกี่ยวข้อง
00:21:50การทำให้เกิดปฏิกิริยาที่เรียกว่าไกลชั
00:21:53นี่แหละค่ะ
00:21:54>> มาถึงเรื่องไกลเคชันี่ก็เป็นอีกจุดที่ผม
00:21:57ว่าคนเข้าใจผิดกันเยอะเลยครับเคยได้ยิน
00:21:59บางคนกังวลว่าการกินโปรเตนเยอะๆเนี่ยจะทำ
00:22:03ให้โปรตีนจากอาหารที่เรากินเข้าไปนั่น
00:22:05แหละไปทำปฏิกิริยาไกลเคชักับน้ำตาลในร่าง
00:22:08กายแล้วก็กลายเป็นสารพิษทำลายไตมันใช่แบบ
00:22:11นั้นมั้ครับ
00:22:11>> โออันนั้นเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนไป
00:22:14ไกลเลยค่ะต้องทำความเข้าใจใหม่นะคะว่า
00:22:17ภาวะไกลเคชัที่อันตรายต่อไตและหลอดเลือด
00:22:20จริงๆเนี่ยมันเกิดจากระดับน้ำตาลในเลือด
00:22:23ที่สูงเกินไปเป็นตัวการหลักเลยค่ะเมื่อมี
00:22:26น้ำตาลกลูโคสล่องลอยอยู่ในกระแสเลือดมาก
00:22:28เกินไปโมเลกุลน้ำตาลเหล่านี่แหละค่ะที่จะ
00:22:31เข้าไปทำปฏิกิริยาเกาะติดกับโมเลกุล
00:22:34โปรตีนต่างๆที่เป็นส่วนประกอบภายในเซลล์
00:22:36และเนื้อเยื่อของร่างกายเราเองโดยที่ไม่
00:22:38ได้ใช้เอนไซม์ช่วยนะคะ non enซation
00:22:43เช่นไปเกาะกับโปรตีนคอลลาเจนในผนังหลอด
00:22:45เลือดหรือโปรตีนในหน่วยกรองของไต GL
00:22:48Basement MBนอะไรแบบนี้
00:22:50>> อ๋อ
00:22:52คือน้ำตาลในเลือดที่สูงมันไปแปะติดกับ
00:22:56โปรตีนที่เป็นโครงสร้างของร่างกายเราเอง
00:22:58ไม่ใช่โปรตีนที่เราเพิ่งกินเข้าไปเมื่อ
00:23:00กี้
00:23:01>> ถูกต้องค่ะการที่น้ำตาลเข้าไปเกาะติดแบบ
00:23:04ผิดปกตินี้จะทำให้โครงสร้างและการทำงาน
00:23:07ของโปรตีนเหล่านั้นมันผิดเพี้ยนไปเสื่อม
00:23:10สภาพเร็วขึ้นเกิดการอักเสบแล้วก็นำไปสู่
00:23:13ความเสียหายของอวัยอวัยวะต่างๆรวมถึงไตใน
00:23:16ระยะยาวนี่คือปัญหาหลักของไกเคชัที่เกิด
00:23:19จากน้ำตาลสูงไม่ใช่โปรตีนในอาหารโดยตรง
00:23:23ค่ะอย่างไรก็ตามอาจจะมีกรณีของสารที่
00:23:26เรียกว่า Advance Gcation and Products
00:23:29หรือ AG East ซึ่งเป็นผลผลิตขั้นสุดท้าย
00:23:32ของปฏิกิริยาไลเคชสาร AG พวกนี้สามารถ
00:23:36เกิดขึ้นได้ทั้งในร่างกายเราเองจากภาวะ
00:23:38น้ำตาลสูงแล้วก็เกิดขึ้นในอาหารได้ด้วย
00:23:41โดยเฉพาะอาหารที่ผ่านการปรุงด้วยความร้อน
00:23:44สูงๆร่วมกับน้ำตาลและโปรตีนเช่นพวกเนื้อ
00:23:47ย่างกริมหรืออาหารแปรรูปที่มีสีน้ำตาล
00:23:50เข้มๆอ่ะค่ะการบริโภคอาหารที่มี AGA สูงๆ
00:23:53เข้าไปก็อาจจะส่งผลเสียต่อร่างกายและไต
00:23:56ได้เหมือนกันแต่นี่เป็นคนละกลไกหลักกับ
00:23:59ไกเคชัที่เกิดจากน้ำตาลในเลือดสูงนะคะ
00:24:01>> ชัดเจนขึ้นเยอะเลยครับสรุปว่าตัวร้ายหลัก
00:24:05จริงๆของไกลเคชัที่ทำลายไตคือน้ำตาลใน
00:24:09เลือดสูงไม่ใช่การกินโปรตีนสูงโดยตรงมี
00:24:12อีกความเชื่อนึงครับที่เกี่ยวเนื่องกัน
00:24:14ที่ว่าพอเรากินโปรตีนเกินความจำเป็นร่าง
00:24:17กายจะฉลาดพอที่จะเอาโปรตีนส่วนเกินนั้นไป
00:24:20เปลี่ยนเป็นน้ำตาลกลูโคสผ่านกระบวนการที่
00:24:23เรียกว่ากลูโคนิogenesis
00:24:25แล้วน้ำตาลที่ได้มาก็จะถูกเปลี่ยนต่อไป
00:24:28เป็นไขมันสะสมทำให้เราอ้วนง่ายขึ้นถ้ากิน
00:24:31โปรตีนเยอะๆอันนี้จริงนะครับ
00:24:33>> เรื่องนี้ก็เป็นอีกตำนานที่เล่าต่อๆกันมา
00:24:36จนดูเหมือนเป็นเรื่องจริงจังมากเลยนะคะ
00:24:39กระบวนการเปลี่ยนโปรตีนเป็นกลูโคสหรือ
00:24:41กลูโคน Genesis เนี่ยมีอยู่จริงค่ะเกิด
00:24:45ขึ้นที่ตับเป็นหลักแต่ประเด็นคือมันเป็น
00:24:48กระบวนการที่ค่อนข้างไม่มีประสิทธิภาพเอา
00:24:51ซะเลยแล้วก็เกิดขึ้นตามความต้องการของ
00:24:54ร่างกาย Demand Driven ไม่ใช่เกิดขึ้น
00:24:57ตามปริมาณโปรตีนที่กินเข้าไป Supply
00:25:00Driven ค่ะ
00:25:01>> หมายความว่ายังไงครับ Demand Driven กับ
00:25:04Supply Driven ช่วยขยายความนิดนึงครับ
00:25:06>> หมายความว่าร่างกายจะสร้างกลูโคสจาก
00:25:09โปรตีนหรือไขมันก็ต่อเมื่อร่างกายจำเป็น
00:25:12ต้องใช้กลูโคสจริงๆแต่มีไม่พอเท่านั้นค่ะ
00:25:16เช่นในภาวะอดอาหารนานๆหรือกิน
00:25:19คาร์โบไฮเดรตต่ำมากๆจนระดับน้ำตาลในเลือด
00:25:22เริ่มต่ำร่างกายถึงจะเริ่มกระบวนการนี้
00:25:25เพื่อรักษาระดับน้ำตาลให้คงที่ไม่ใช่ว่า
00:25:28พอกินโปรตีนเข้าไปเยอะๆแล้วร่างกายจะบอก
00:25:31ว่าโอ้โปรตีนเหลือเยอะจังเอาไปเปลี่ยน
00:25:34เป็นน้ำตาลเก็บไว้เล่นๆดีกว่าแบบนั้นไม่
00:25:36ใช่เลยค่ะประสิทธิภาพการเปลี่ยนก็น้อยมาก
00:25:39นะคะประมาณกันว่ากรดอะมิโนจากโปรตีน 100
00:25:42กรัมเนี่ยอาจจะเปลี่ยนเป็นกลูโคสได้แค่
00:25:45ราวๆ 50-60 กรัมเองแล้วก็ไม่ใช่กรดอะมิโน
00:25:48ทุกชนิดที่เปลี่ยนได้ด้วยแล้วการเปลี่ยน
00:25:51จากกลูโคสที่ได้มาสมมุติว่าเปลี่ยนมาได้
00:25:53จริงๆไปเป็นไขมันล่ะครับยิ่งยากเข้าไปอีก
00:25:57ไหม
00:25:57>> ยากและซับซ้อนขึ้นไปอีกค่ะกระบวนการ
00:26:00เปลี่ยนกลูโคสส่วนเกินไปเป็นไขมันหรือ
00:26:05DNL ในมนุษย์เราเนี่ยมีประสิทธิภาพต่ำ
00:26:09มากๆเลยค่ะเกิดขึ้นน้อยมากในสภาวะปกติยก
00:26:12เว้นในกรณีที่กินคาร์โบไฮเดรตโดยเฉพาะน้ำ
00:26:15ตาลฟรุกโตสในปริมาณมหาศาลจริงๆและอยู่ใน
00:26:18ภาวะพลังงานเกินดุลมากๆเท่านั้นการที่
00:26:21โปรตีนจะต้องถูกเปลี่ยนเป็นกลูโคสแล้ว
00:26:23กลูโคสนั้นต้องถูกเปลี่ยนต่อไปเป็นไขมัน
00:26:26สะสมอีกทอดนึงเนี่ยถือว่าเป็นไปได้น้อย
00:26:28มากๆมากๆในทางสรีรวิทยาเลยค่ะเหมือนต้อง
00:26:32ปีนเขา 3 ลูกกว่าจะไปถึงจุดนั้นได้ร่าง
00:26:35กายมักจะเลือกทางที่ง่ายกว่าคือเอาโปรตีน
00:26:38ไปใช้ส้มแซมสร้างเนื้อเยื่อหรือเผาผลาน
00:26:40เป็นพลังงานโดยตรงมากกว่าเยอะค่ะ
00:26:43>> สรุปได้ว่าความกังวลที่ว่ากินโปรตีนเยอะ
00:26:46แล้วจะกลายเป็นไขมันพอกตามตัวโดยตรงนี่
00:26:48แทบจะเป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติหรือเกิด
00:26:51ขึ้นน้อยมากๆจนไม่มีนัยยะสำคัญทางคลินิก
00:26:54เลย
00:26:54>> ใช่ค่ะปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดไขมันสะสม
00:26:57ยังคงเป็นเรื่องของสมดุลพลังงานโดยรวมคือ
00:27:00รับพลังงานหรือแคลอรี่เข้ามามากกว่าที่
00:27:03ใช้ไประยะยาวไม่ว่าพลังงานนั้นจะมาจาก
00:27:05โปรตีนคาร์โบไฮเดรตหรือไขมันก็ตามแต่การ
00:27:09เปลี่ยนโปรตีนเป็นไขมันโดยตรงนั้นแทบแทบ
00:27:11ไม่มีบทบาทสำคัญอะไรเลยค่ะ
00:27:13>> โอ้โหวันนี้เราได้เจาะลึกกันหลายแง่มุม
00:27:16มากเลยนะครับเกี่ยวกับโปรตีนกับไตเนี่ย
00:27:19ตั้งแต่ต้นตอความเชื่อไปจนถึงกลไกต่างๆ
00:27:23แล้วก็ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยๆสรุปแล้ว
00:27:26ความเชื่อที่ว่าการกินโปรตีนสูงเป็น
00:27:29อันตรายต่อไตที่ปกติของคนทั่วไปนั้นส่วน
00:27:32ใหญ่เกิดจากความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนไม่
00:27:35ว่าจะเป็นการสับสนเรื่องโปรตีนในปัสสาวะ
00:27:37การตีความเรื่องhyperปอฟ filtration ชั่ว
00:27:39คราวเกิมจริงไปแล้วก็อิทธิพลจากงานวิจัย
00:27:42เก่าๆด้วย
00:27:43>> ถูกต้องเลยค่ะหัวใจสำคัญที่เราได้คุยกัน
00:27:46วันนี้คือกลุ่มที่ต้องระมัดระวังและอาจจะ
00:27:49ต้องจำกัดโปรตีนจริงๆก็คือผู้ป่วยโรคไต
00:27:52เรื้อรังในระยะที่การทำงานของไตลดลงไปมาก
00:27:55แล้วเท่านั้นนะคะสำหรับคนทั่วไปที่มี
00:27:58สุขภาพไตแข็งแรงการบริตีนให้เพียงพอซึ่ง
00:28:01อาจจะสูงกว่าค่า RDA สำหรับคนที่แคtive
00:28:04หรือออกกำลังกายเนี่ยไม่เพียงแต่ไม่เป็น
00:28:06อันตรายนะคะแต่ยังเป็นสิ่งจำเป็นต่อการ
00:28:08รักษาสุขภาพโดยรวมโดยเฉพาะการรักษามวล
00:28:11กล้ามเนื้อซึ่งน่าประหลาดใจที่อาจจะส่งผล
00:28:14ดีต่อสุขภาพไตในระยะยาวทางอ้อมด้วยซ้ำ
00:28:16ผ่านการช่วยควบคุมระดับน้ำตาลและส่งเสริม
00:28:18สุขภาพเมาบอลิสที่ดีอย่างที่เราคุยกันถ้า
00:28:21จะให้กังวลจริงๆนะคะสำหรับสุขภาพไตของคน
00:28:24ส่วนใหญ่ในยุคนี้สิ่งที่น่ากังวลมากกว่า
00:28:27อาจจะเป็นการบริโภคน้ำตาลน้ำหวานแล้วก็
00:28:29คาร์โบไฮเดรตแปรรูปที่มันมากเกินพอดีซึ่ง
00:28:32นำไปสู่ภาวะอ้วนลงพุงดื้อต่ออินซูลินและ
00:28:34น้ำตาลในเลือดสูงเรื้อรังปัจจัยเหล่านี้
00:28:37ต่างหากค่ะที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่า
00:28:39เป็นตัวการสำคัญที่ทำลายไตโดยตรงผ่านกลไก
00:28:42ต่างๆรวมทั้งไกลเคชัที่เราคุยกันไป
00:28:44>> ครับผมชัดเจนมากครับและในตอนท้ายนี้ก็ขอ
00:28:48ฝากคำถามชวนคิดไว้นิดนึงสำหรับผู้ฟังทุก