00:00:00 → 00:00:03ขอต้อนรับสู่หมอพัทรพcast Talk ความรู้
00:00:03 → 00:00:06สุขภาพลึกและฟรีมีที่นี่
00:00:06 → 00:00:09>> สวัสดีครับเคยสังเกตมั้คะว่าบางทีอาหาร
00:00:09 → 00:00:12ที่เรากินเข้าไปเนี่ยมันส่งผลต่อความรู้
00:00:12 → 00:00:14สึกและอารมณ์ของเราได้มากกว่าที่คิดเยอะ
00:00:14 → 00:00:17เลยวันนี้เราจะมาเจาะลึกความเชื่อมโยงที่
00:00:17 → 00:00:21หน้าทึ่งนี้กันครับผมว่าหลายคนต้องเคยเจอ
00:00:21 → 00:00:24ประสบการณ์แบบนี้แน่ๆคือตั้งใจเลือกกิน
00:00:24 → 00:00:27ของดีๆมีประโยชน์นะแต่เอ๊ะทำไมอารมณ์มัน
00:00:27 → 00:00:30กลับไม่ดีขึ้นตามไปด้วยเลยล่ะ
00:00:30 → 00:00:32คำถามนี้แหละครับคือจุดเริ่มต้นของเรื่อง
00:00:32 → 00:00:35ราวทั้งหมดที่เราจะมาขายคำตอบกันในวันนี้
00:00:35 → 00:00:38เอาล่ะครับมาเริ่มกันเลยตัวละครเอกใน
00:00:39 → 00:00:41เรื่องนี้ก็คือสารเคมีในสมองที่หลายๆคน
00:00:42 → 00:00:45อาจจะคุ้นหูกันในชื่อสารเคมีแห่งความสุข
00:00:45 → 00:00:48หรือชื่อจริงๆของมันก็คือเซโรโทนินซึ่ง
00:00:48 → 00:00:51เป็นกุญแจสำคัญมากๆเลยนะครับในการควบคุม
00:00:51 → 00:00:54อารมณ์ของเราถ้าจะให้อธิบายง่ายๆนะครับ
00:00:55 → 00:00:57เซโรธานินเนี่ยก็ทำหน้าที่เหมือนเป็นผู้
00:00:57 → 00:00:59ส่งสารในสมองคอยช่วยให้เซลล์สมองของสื่อ
00:00:59 → 00:01:02สารกันได้อย่างราบรื่นและมีบทบาทสำคัญสุด
00:01:02 → 00:01:04ๆเลยในการทำให้อารมณ์ของเราสมดุลไม่สวิง
00:01:05 → 00:01:07ไปมาซึ่งภาวะซึมเศร้าเนี่ยก็มักจะถูก
00:01:07 → 00:01:09เชื่อมโยงกับการที่ร่างกายมีสารตัวนี้
00:01:09 → 00:01:12น้อยเกินไปนั่นเองครับแล้วเราจะรู้ได้ยัง
00:01:12 → 00:01:16ไงล่ะว่าระดับเซโรโทนินของเราอาจจะน้อยไป
00:01:16 → 00:01:20อืมมันก็มีสัญญาณบางอย่างที่พบได้บ่อยๆนะ
00:01:20 → 00:01:23ครับอย่างเช่นอยู่ๆก็อยากกินของหวานหรือ
00:01:23 → 00:01:26พวกแป้งมากกว่าปกติมีปัญหาเรื่องการนอน
00:01:26 → 00:01:29นอนไม่ค่อยหลับหรือแม้กระทั่งมีอาการอาร
00:01:29 → 00:01:32ลำไส้แปรปรวนบ่อยๆซึ่งอาการเหล่านี้ก็อาจ
00:01:32 → 00:01:35จะเป็นตัวบ่งชี้ได้เหมือนกันครับโอเคพอ
00:01:36 → 00:01:39เรารู้แล้วว่าเซโรโทนินมันสำคัญขนาดนี้คำ
00:01:39 → 00:01:42ถามต่อมาก็คือแล้วสมองของเราจะสร้างสาร
00:01:42 → 00:01:45แห่งความสุขนี้ขึ้นมาได้ยังไงล่ะแน่นอน
00:01:45 → 00:01:48ว่ามันต้องมีวัตถุดิบตั้งต้นก่อนจริงมั้
00:01:48 → 00:01:51ครับและวัตถุดิบที่ว่านั้นก็คือทริปโตเฟน
00:01:51 → 00:01:55นี่เองครับมันคือกรดอะมิโนจำเป็นซึ่งคำ
00:01:55 → 00:01:57ว่าจำเป็นในที่นี้ก็หมายความว่าร่างกาย
00:01:57 → 00:02:00เราสร้างเองไม่ได้เลยนะครับต้องได้รับจาก
00:02:00 → 00:02:03การกินอาหารเข้าไปเท่านั้นและที่สำคัญที่
00:02:03 → 00:02:06สุดเลยก็คือมันเป็นสารตั้งต้นเพียงอย่าง
00:02:06 → 00:02:09เดียวเลยนะครับที่ร่างกายจะเอาไปใช้สร้าง
00:02:09 → 00:02:13เซโรโทนินได้ทีนี้พอมาดูแหล่งอาหารที่
00:02:13 → 00:02:16อุดมไปด้วยทริปโตแฟนก็จะเห็นว่าเป็นพวก
00:02:16 → 00:02:18โปรตีนที่เราคุ้นเคยกันดีทั้งนั้นเลยไม่
00:02:18 → 00:02:22ว่าจะเป็นอกไก่เนื้อวัวเนื้อหมูเต้าหู้
00:02:22 → 00:02:25หรือปลาแซลมอนโอ้โหดูจากตัวแลก
00:02:25 → 00:02:28เปอร์เซ็นต์สิครับเกินร้อยทั้งนั้นเลยดู
00:02:28 → 00:02:31เผินๆเหมือนจะง่ายเลยใช่มั้ครับแค่กิน
00:02:31 → 00:02:34อาหารพวกนี้เข้าไปเยอะๆก็น่าจะพอแล้วแต่
00:02:34 → 00:02:37เรื่องมันไม่ได้ง่ายขนาดนั้นน่ะสิครับการ
00:02:37 → 00:02:39กินโปรตีนเยอะๆอย่างเดียวอาจจะไม่ใช่คำ
00:02:40 → 00:02:42ตอบทั้งหมดเพราะมันมีอุปสรรคที่เราคาดไม่
00:02:42 → 00:02:45ถึงซ่อนอยู่ซึ่งเราเปรียบเทียบได้กับ
00:02:45 → 00:02:47ปัญหารถติดอย่างหนักหน่วงตรงหน้าด่านทาง
00:02:48 → 00:02:51เข้าสมองเลยครับคำถามนี้สำคัญมากเลยนะ
00:02:51 → 00:02:53ครับเพราะมันจะนำเราไปสู่ความเข้าใจที่
00:02:53 → 00:02:56ลึกซึ้งขึ้นเกี่ยวกับกลไกของสมองและเป็น
00:02:56 → 00:02:59ตัวเฉลยเลยว่าทำไมบางครั้งเนี่ยเรากินอก
00:03:00 → 00:03:02ไก่ไปตั้งเยอะแต่ทำไมอารมณ์ก็ยังไม่เห็น
00:03:02 → 00:03:06จะดีขึ้นเลยต้นตอของปัญหาทั้งหมดเนหรอ
00:03:06 → 00:03:10ครับมันคือการแข่งขันนั่นเองทริปโตแฟนไม่
00:03:10 → 00:03:12ได้เดินทางเข้าสู่สมองแบบชิลๆคนเดียวนะ
00:03:12 → 00:03:15ครับมันมีคู่แข่งอีกเพียบเลยเพื่อให้เห็น
00:03:15 → 00:03:19ภาพชัดขึ้นนะลองนึกภาพตามผมนะครับให้กรด
00:03:19 → 00:03:22อะมิโนทุกชนิดเนี่ยเป็นเหมือนรถยนต์แล้ว
00:03:22 → 00:03:25ก็มีด่านกั้นระหว่างเลือดกับสมองที่
00:03:25 → 00:03:28เปรียบเหมือนกับประตูเข้าเมืองซึ่งมีช่อง
00:03:28 → 00:03:31ทางจำกัดมากๆทริปโตฟนก็เป็นแค่รถยนต์คัน
00:03:31 → 00:03:34หนึ่งในขบวนรถทั้งหมดที่กำลังจะเข้าเมือง
00:03:34 → 00:03:38ครับปัญหามันอยู่ตรงนี้ครับในอาหารโปรตีน
00:03:38 → 00:03:41สูงๆเนี่ยมันไม่ได้มีแค่ทริปโตแฟนหรือรส
00:03:41 → 00:03:44ของเราแค่คันเดียวแต่มันมีกรดอะมิโนชนิด
00:03:44 → 00:03:47อื่นๆหรือรสคันอื่นๆอีกเพียบเลยซึ่งมักจะ
00:03:47 → 00:03:50มีจำนวนเยอะกว่าด้วยซ้ำผลก็คือเกิดการ
00:03:50 → 00:03:53แย่งกันเข้าประตูเมืองครับเกิดภาวะรถติด
00:03:53 → 00:03:55อย่างหนักและท้ายที่สุดทริปโตแฟนที่
00:03:55 → 00:03:58เหมือนเป็นรถคันเล็กเล็กก็มักจะถูกเบียด
00:03:58 → 00:04:01จนไม่สามารถผ่านประตูเข้าไปได้นั่นเอง
00:04:01 → 00:04:04แล้วทีนี้จะแก้ปัญหารถติดนี้ได้ยังไงล่ะ
00:04:04 → 00:04:06ใครจะมาช่วยเคลียร์ทางให้ทริปโตเฟนของเรา
00:04:06 → 00:04:09ได้คำตอบอาจจะน่าประหลาดใจสำหรับหลายๆคน
00:04:09 → 00:04:11เลยนะครับเพราะพระเอกที่คาดไม่ถึงใน
00:04:11 → 00:04:14เรื่องนี้ก็คือคาร์โบไฮเดรตครับใช่แล้ว
00:04:14 → 00:04:17ครับฟังไม่ผิดหรอกครับคาร์โบไฮเดรตที่บาง
00:04:17 → 00:04:20ทีเราอาจจะมองว่าเป็นตัวร้ายของการลดน้ำ
00:04:20 → 00:04:23หนักเนี่ยกลับกลายเป็นตัวช่วยสำคัญที่ทำ
00:04:23 → 00:04:25หน้าที่เหมือนตำรวจจราจรเลยครับคอยออกมา
00:04:25 → 00:04:29โบกรถคันอื่นๆให้หลีกทางไปก่อนกลไกของมัน
00:04:29 → 00:04:32เป็นอย่างนี้นะครับพอเรากินอาหารจำพวก
00:04:32 → 00:04:35แป้งหรือคาร์โบไฮเดรตเข้าไปปุ๊บร่างกายจะ
00:04:35 → 00:04:38หลั่งฮอร์โมนที่ชื่อว่าอินซูลินออกมาเจ้า
00:04:38 → 00:04:41อินซูลินนี่แหละครับจะไปสั่งให้กรดอะมิโน
00:04:41 → 00:04:44ตัวอื่นๆส่วนใหญ่เลยนะแยกทันออกจากกระแส
00:04:44 → 00:04:48เลื่อนแล้วเข้าไปเก็บในกล้ามเนื้อแทนแต่
00:04:48 → 00:04:50มันจะปล่อยให้ทริปโตเฟนยังคงลอยอยู่ใน
00:04:50 → 00:04:55กระแสเลือดต่อไปผลก็คือตอนนี้ถนนสู่สมอง
00:04:55 → 00:04:59โล่งแล้วครับการจราจรไม่ติดขัดทริปโตเฟน
00:04:59 → 00:05:02จึงสามารถผ่านเข้าไปได้อย่างสะดวกสบายเลย
00:05:02 → 00:05:06พอเราเข้าใจหลักการทั้งหมดแล้วทีนี้ก็ถึง
00:05:06 → 00:05:08เวลาเอาความรู้นี้มาปรับใช้กับการจัดจาน
00:05:08 → 00:05:11อาหารในชีวิตประจำวันของเรากันแล้วครับ
00:05:11 → 00:05:14เพื่อช่วยสนับสนุนการสร้างเซโรโทนินให้
00:05:14 → 00:05:18ได้เต็มที่ที่สุดสรุปให้เห็นภาพชัดๆเลยนะ
00:05:18 → 00:05:21ครับถ้าเรากินแต่โปรตีนอย่างเดียวก็
00:05:21 → 00:05:24เหมือนมีรสหลายคันแย่งกันเข้าประตูเมือง
00:05:24 → 00:05:27ทริปโตเฟนก็จะเข้าไปได้ยากแต่ถ้าเราเพิ่ม
00:05:27 → 00:05:29คาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนเข้าไปด้วยมันจะ
00:05:29 → 00:05:32เหมือนกับการเคลียร์ถนนให้โล่งทำให้
00:05:32 → 00:05:35ทริปโตเฟนของเราได้สิทธิ์ VI เข้าไปใน
00:05:35 → 00:05:37สมองได้ก่อนใครเพื่อนผลลัพธ์ก็คือการ
00:05:37 → 00:05:40สร้างเซโรทนินที่มีประสิทธิภาพสูงสุดนั่น
00:05:40 → 00:05:44เองลองดูตัวอย่างเมนูง่ายๆที่ใช้หลักการ
00:05:44 → 00:05:47นี้กันครับอย่างเช่นเนื้อไก่คู่กับข้าว
00:05:47 → 00:05:51กล้องปลาแซลมอนกินกับมันหวานเต้าหู้กับ
00:05:51 → 00:05:55ควยัวหรือเมนูง่ายๆอย่างไข่กับขนมปังโฮวี
00:05:55 → 00:05:58เห็นมั้ครับว่ามันคือการจับคู่ระหว่าง
00:05:58 → 00:06:01แหล่งโปรตีนที่ดีกับคาร์โบไฮเดรตเชิงซอ
00:06:01 → 00:06:05นั่นเองแต่ก่อนจะจบเรื่องราวในวันนี้มีคำ
00:06:05 → 00:06:08เตือนที่สำคัญมากๆที่ต้องเน้นย้ำกันเป็น
00:06:08 → 00:06:11พิเศษเลยนะครับโดยเฉพาะสำหรับใครก็ตามที่
00:06:11 → 00:06:14กำลังรับการรักษาภาวะซึมเศร้าอยู่เรื่อง
00:06:14 → 00:06:18นี้สำคัญจริงๆครับข้อความนี้สำคัญมากนะ
00:06:18 → 00:06:20ครับการกินอาหารที่มีทริปโตเฟนตาม
00:06:20 → 00:06:23ธรรมชาติน่ะปลอดภัยแต่การไปหาซื้ออาหาร
00:06:23 → 00:06:27เสริมทริปโตแบบเม็ดมากินในปริมาณสูงๆร่วม
00:06:27 → 00:06:29กับยาต้านเศร้าบางชนิดเนี่ยอาจจะทำให้
00:06:29 → 00:06:32ระดับเซโรโทนีนในร่างกายสูงเกินไปจนเกิด
00:06:32 → 00:06:35ภาวะที่เรียกว่าเซโรทonนินsyนrมซึ่งเป็น
00:06:35 → 00:06:37อันตรายถึงชีวิตได้เลยนะครับดังนั้นควร
00:06:38 → 00:06:41ปรึกษาแพทย์ก่อนเสมอเอาล่ะครับตอนนี้
00:06:41 → 00:06:43เมื่อเราเข้าใจความเชื่อมโยงที่น่าทึ่ง
00:06:43 → 00:06:46ระหว่างอาหารกับอารมณ์กันมากขึ้นแล้วลอง
00:06:46 → 00:06:49เอาความรู้นี้ไปวางแผนสำหรับมื้อต่อไปดู
00:06:49 → 00:06:52สิครับว่าจะจับคู่โปรตีนอะไรกับ
00:06:52 → 00:06:54คาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนอะไรดีเพื่อสร้าง
00:06:54 → 00:06:56สรรค์มื้ออาหารที่อร่อยและยังช่วยให้
00:06:57 → 00:07:01อารมณ์ดีจากข้างในได้อย่างแท้จริง
00:07:01 → 00:07:04สวัสดีครับวันนี้เราจะมาคุยกันเรื่องที่
00:07:04 → 00:07:06น่าสนใจมากเลยนะครับคือความเชื่อมโยง
00:07:06 → 00:07:09ระหว่างสิ่งที่เรากินกับเอ่อสภาวะอารมณ์
00:07:09 → 00:07:10ของเรา
00:07:10 → 00:07:13>> ค่ะเป็นเรื่องที่ซับซ้อนนะคะแต่ก็น่าค้น
00:07:13 → 00:07:14หามากๆ
00:07:14 → 00:07:16>> โดยเฉพาะถ้าพูดถึงภาวะซึมเศร้ากับสารเคมี
00:07:16 → 00:07:19ในสมองที่ชื่อเซโรโทนิน
00:07:19 → 00:07:21>> อืมใช่ค่ะตัวนี้สำคัญเลย
00:07:21 → 00:07:23>> ซึ่งการคุยของเราวันนี้เนี่ยก็จะอิงจาก
00:07:23 → 00:07:26เนื้อหาบทความที่เขาศึกษามาว่าอาหารบาง
00:07:26 → 00:07:29ชนิดเนี่ยอาจจะมีบทบาทช่วยบรรเทาอาการซึม
00:07:29 → 00:07:29เศร้าได้
00:07:29 → 00:07:32>> ค่ะโดยเฉพาะการไปโฟกัสที่สารอาหารตัวนึง
00:07:33 → 00:07:34ที่ชื่อว่าทริปโตเฟน
00:07:35 → 00:07:37>> ครับผมทริปโตเฟนงั้นเป้าหมายเราวันนี้ก็
00:07:37 → 00:07:40คือมาทำความเข้าใจความเชื่อมโยงระหว่าง
00:07:40 → 00:07:44อาหารทริปโตเฟนเซิโรโทนินแล้วก็ภาวะซึม
00:07:44 → 00:07:44เศร้านี่แหละครับ
00:07:44 → 00:07:47>> ค่ะดูว่ามันเกี่ยวข้องกันยังไงตามข้อมูล
00:07:47 → 00:07:49ที่เราดูกันอยู่เนี่ยแหละค่ะ
00:07:49 → 00:07:52>> แล้วมีจุดนึงที่ผมว่าแบบว่าน่าสนใจมากคือ
00:07:52 → 00:07:55มีกรดอะมิโนชนิดนึงที่ร่างกายเราสร้างเอง
00:07:55 → 00:07:56ไม่ได้เลยนะครับ
00:07:56 → 00:07:58>> อ๋อเหรอคะสร้างเองไม่ได้
00:07:58 → 00:08:01>> ครับต้องได้จากอาหารเท่านั้นแต่ว่ามัน
00:08:01 → 00:08:04กลับเป็นวัตถุดิบสำคัญเลยนะในการสร้าง
00:08:04 → 00:08:06สิ่งที่บางคนเขาเรียกว่าฮอร์โมนแห่งความ
00:08:06 → 00:08:07สุขนะครับในสมองเราเนี่ย
00:08:07 → 00:08:10>> โหจบหมีน่าสนใจมากค่ะกระตุ้นความอยากรู้
00:08:11 → 00:08:13เลยงั้นเรามาเริ่มกันเลยดีกว่าค่ะ
00:08:13 → 00:08:16>> ได้เลยครับงั้นก่อนอื่นเรามาดูภาพรวมของ
00:08:16 → 00:08:19ภาวะซึมเศร้ากันก่อนตามที่ข้อมูลนี้เขา
00:08:19 → 00:08:22อธิบายไว้นะครับอาการก็อย่างเช่นรู้สึก
00:08:22 → 00:08:24จิตจิตใจหดหู่ต่อเนื่อง
00:08:24 → 00:08:26>> ค่ะรู้สึกเดาๆไม่อยากทำอะไร
00:08:26 → 00:08:29>> ใช่ครับไม่อยากทำอะไรที่เคยชอบหรือบางที
00:08:29 → 00:08:33ก็หงุดหงิดง่ายกระวนกระวายมีปัญหาเรื่อง
00:08:33 → 00:08:34นอนไม่หลับอะไรแบบนี้
00:08:34 → 00:08:37>> อืซึ่งทางการแพทย์เขาก็มักจะเชื่อมโยงกับ
00:08:37 → 00:08:41ความไม่สมดุลของสารเคมีในสมองใช่มั้คะ
00:08:42 → 00:08:44>> ใช่ครับโดยเฉพาะตัวเซรโทนินเนี่ยแหละที่
00:08:44 → 00:08:45อาจจะมีไม่พอ
00:08:45 → 00:08:48>> ค่ะคือเซรโทนินเนี่ยเขาเป็นสารสื่อประสาท
00:08:48 → 00:08:52ชนิดนึงหน้าที่สำคัญเลยก็คือสื่อสารกัน
00:08:52 → 00:08:53ระหว่างเซลล์ประสาท
00:08:53 → 00:08:54>> อื
00:08:54 → 00:08:57>> ทีนี้การรักษาภาวะซึมเศร้าด้วยยาหลายๆตัว
00:08:57 → 00:09:00ก็เลยมุ่งไปที่การเพิ่มปริมาณหรือว่า
00:09:00 → 00:09:03เพิ่มประสิทธิภาพของเซโรโทนินตรงจุด
00:09:03 → 00:09:05เชื่อมต่อระหว่างเซลล์ประสาทนี่แหละค่ะ
00:09:05 → 00:09:07>> อ๋อเข้าไปจัดการตรงนั้น
00:09:07 → 00:09:10>> ใช่ค่ะกลไกก็มีหลายแบบเช่นไปยับยั้ง
00:09:10 → 00:09:13เอนไซม์ที่มันทำหน้าที่สลายเซรโทนินหรือ
00:09:13 → 00:09:16ว่าลดการดูดเซโรโทนินกลับเข้าเซลล์เดิม
00:09:16 → 00:09:17>> เพื่อให้มันอยู่ตรงนั้นนานขึ้น
00:09:17 → 00:09:20>> ถูกต้องค่ะให้มันอยู่ในบริเวณนั้นทำงาน
00:09:20 → 00:09:22ส่งสัญญาณได้นานขึ้น
00:09:22 → 00:09:25>> ฟังดูเป็นการแก้ปัญหาที่ตรงจุดเลยนะครับ
00:09:25 → 00:09:28>> ก็เป็นกลไกที่มีประสิทธิภาพนะคะแต่ว่าก็
00:09:28 → 00:09:31มีข้อสังเกตสำคัญที่ข้อมูลนี้เขาชี้ให้
00:09:31 → 00:09:34เห็นเหมือนกันคือถ้าปริมาณเซโรโทนินตั้ง
00:09:34 → 00:09:37ต้นในสมองโดยรวมเนี่ยมันมีน้อยอยู่แล้ว
00:09:37 → 00:09:38>> อืมคือของเดิมมันน้อย
00:09:38 → 00:09:42>> ใช่ค่ะการใช้ยาที่ไปจัดการเรื่องการสลาย
00:09:42 → 00:09:44หรือการดูดกลับเนี่ยอาจจะไม่ได้ผลเต็มที่
00:09:44 → 00:09:45เท่าที่ควร
00:09:45 → 00:09:46>> อ้าวทำไมล่ะครับ
00:09:46 → 00:09:49>> ก็เพราะว่ามันเหมือนกับว่าเราพยายามจะยืด
00:09:49 → 00:09:52เวลาทำงานของสารสื่อประสาทที่มีอยู่น้อย
00:09:52 → 00:09:54นิดให้มันอยู่นานขึ้นแต่จริงๆแล้ววัตถุ
00:09:54 → 00:09:57ดิบพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับการสื่อสารดีๆ
00:09:57 → 00:09:58เนี่ยมันยังขาดอยู่
00:09:58 → 00:10:01>> อ๋อเข้าใจแล้วครับเหมือนมีคนทำงานน้อยแต่
00:10:01 → 00:10:03พยายามให้ทำงานนานขึ้นแต่ก็ยังขาดคนอยู่
00:10:03 → 00:10:03ดี
00:10:03 → 00:10:06>> ประมาณนั้นเลยค่ะมันขาดวัตถุดิบตั้งต้น
00:10:06 → 00:10:09>> เป็นประเด็นที่น่าคิดมากครับแสดงว่าถึงมี
00:10:09 → 00:10:12ยาช่วยแต่ถ้าวัตถุดิบในสมองมันน้อยแต่แรก
00:10:12 → 00:10:14ผลก็อาจจะไม่เต็มที่แล้วเรื่องวัตถุดิบ
00:10:14 → 00:10:17ตั้งต้นนี้ข้อมูลที่เราดูกันชี้ไปที่ตัว
00:10:17 → 00:10:19ไหนเป็นพิเศษครับ
00:10:19 → 00:10:21>> ข้อมูลนี้ชี้ไปที่สารตัวนึงค่ะชื่อว่า
00:10:21 → 00:10:22ทริปโตฟน
00:10:22 → 00:10:23>> ิปโตเฟน
00:10:23 → 00:10:24>> ค่ะ
00:10:24 → 00:10:27>> เขาบอกว่าเป็นสารตั้งต้นหรือ precursor
00:10:27 → 00:10:30ที่สำคัญเลยของซิโรทoninทริปโตเฟนมันคือ
00:10:30 → 00:10:32อะไรหรอครับพอจะอธิบายเพิ่มได้มั้ยคะ
00:10:32 → 00:10:36>> ทริปโตเฟนจริงๆแล้วมันคือกรดอะมิโนชนิด
00:10:36 → 00:10:36หนึ่งค่ะ
00:10:36 → 00:10:38>> อ๋อกรดอะมิโน
00:10:38 → 00:10:42>> ค่ะและที่สำคัญคือมันเป็นกรดอะมิโนจำเป็น
00:10:42 → 00:10:44essential อะมิโนacซิด
00:10:44 → 00:10:45>> จำเป็นหมายความว่า
00:10:45 → 00:10:48>> หมายความว่าร่างกายเราสังเคราะห์หรือ
00:10:48 → 00:10:50สร้างมันขึ้นมาเองไม่ได้เลยค่ะ
00:10:50 → 00:10:51>> เอ้าเหรอครับ
00:10:51 → 00:10:54>> ค่ะต้องได้รับจากการกินอาหารเข้าไปเท่า
00:10:54 → 00:10:54นั้นเลย
00:10:54 → 00:10:56>> โหสำคัญนะเนี่ย
00:10:56 → 00:10:59>> ใช่ค่ะแล้วบทบาทสำคัญของมันตามข้อมูลที่
00:10:59 → 00:11:02เรากำลังดูก็คือเป็นวัตถุดิบหลักที่ร่าง
00:11:02 → 00:11:04กายจะเอาไปใช้สร้างเซรโทนินในสมองนี่แหละ
00:11:04 → 00:11:05ครับ
00:11:05 → 00:11:08>> อ๋อแสดงว่าแนวคิดก็คือถ้าเรากินอาหารที่
00:11:08 → 00:11:11มีทริปโตแฟนเข้าไปเยอะๆหน่อยก็อาจจะช่วย
00:11:11 → 00:11:13ให้สมองมีวัตถุดิบพอสำหรับสร้าง
00:11:13 → 00:11:14เซิโรโทนินได้ไม่ขึ้น
00:11:14 → 00:11:17>> ใช่ค่ะแนวคิดเป็นแบบนั้นเลย
00:11:17 → 00:11:20>> ฟังดูดีเลยนะครับแล้วการจะหาทริปตเฟนจาก
00:11:20 → 00:11:22อาหารจริงๆนี่มันยากมั้ครับหรือว่ามีอยู่
00:11:22 → 00:11:24ในอาหารทั่วไปข้อมูลเขาก็ระบุกลุ่มอาหาร
00:11:24 → 00:11:28หลักๆไว้นะคะที่มีทริปโตเฟนเยอะก็คือพวก
00:11:28 → 00:11:32เนื้อสัตว์ต่างๆปลาถั่วนมไข่แล้วก็
00:11:32 → 00:11:33เต้าหู้ค่ะ
00:11:33 → 00:11:36>> อ๋อก็เป็นอาหารที่คุ้นเคยกันดี
00:11:36 → 00:11:39>> ใช่ค่ะแล้วก็มีให้รายละเอียดชนิดอาหารที่
00:11:39 → 00:11:40น่าสนใจไว้ด้วยนะคะ
00:11:40 → 00:11:42>> มีอะไรบ้างครับพอจะหยกในตัวอย่างได้มั้ย
00:11:43 → 00:11:45>> ได้ค่ะถ้าดูจากข้อมูลตัวอย่างนะคะกลุ่ม
00:11:45 → 00:11:49ที่ให้ทริปโตฟนสูงมากๆเลยก็จะเป็นพวก
00:11:49 → 00:11:52เนื้อสัตว์ปีกอย่างอกไก่หรือไก่งวง
00:11:52 → 00:11:54>> ครับไก่ไก่งวง
00:11:54 → 00:11:57>> ค่ะเนื้อแดนต่างๆพวกเนื้อวัวเนื้อหมูแล้ว
00:11:57 → 00:12:01ก็มีเต้าหู้แข็งกับปลาบางชนิดอย่างปลา
00:12:01 → 00:12:04แซลมอนพวกนี้ถือเป็นแหล่งชั้นดีเลยค่ะ
00:12:04 → 00:12:07>> อือืเนื้อสัตว์เต้าหู้ปลา
00:12:08 → 00:12:11>> ใช่ค่ะส่วนกลุ่มรองลงมาที่ก็ช่วยเสริมได้
00:12:11 → 00:12:14ดีก็มีพวกถั่วญี่ปุ่นหรืออิดามาเม
00:12:14 → 00:12:15>> อ๋ออิดามาเมก็มี
00:12:15 → 00:12:19>> ค่ะมีค่ะแล้วก็นมหรือถ้ามองไปที่พืชก็จะ
00:12:19 → 00:12:23มีเมล็ดฟักทองเมล็ดสquวอชข้าวโอดหรือว่า
00:12:23 → 00:12:25ไข่ไก่ซึ่งก็มีส่วนช่วยเติมได้
00:12:25 → 00:12:26>> ไข่ไก่ก็มีด้วย
00:12:26 → 00:12:29>> มีค่ะนอกจากนี้เนี่ยยังมีแหล่งอื่นๆที่
00:12:29 → 00:12:32เขาพูดถึงอีกเช่นเทมเป้โยเกิร์ตชีส
00:12:32 → 00:12:33>> ครับ
00:12:33 → 00:12:36>> อาหารทะเลอย่างกุ้งหอยปลาหมึกก็มีนะคะ
00:12:36 → 00:12:40แล้วก็งาเมล็ดทานตะวันถั่วลิสง์ถั่วดาว
00:12:40 → 00:12:43อินคาถั่วลูกไก่ผงโกโก้ดิบหรือแม้แต่
00:12:44 → 00:12:46สาหร่ายสปรูลิน่าก็มีค่ะ
00:12:46 → 00:12:49>> โอ้โหจริงๆก็มีตัวเลือกเยอะมากเลยนะครับ
00:12:49 → 00:12:51เนี่ยไม่ได้จำกัดอยู่แค่เนื้อๆอย่างเดียว
00:12:51 → 00:12:54>> ถูกต้องเลยค่ะมีหลากหลายมากสิ่งสำคัญที่
00:12:54 → 00:12:57ข้อมูลนี้เน้นก็คือความหลากหลายในการกิน
00:12:57 → 00:12:58อาหารกลุ่มโปรตีนพวกนี้
00:12:59 → 00:13:01>> ครับคือต้องไปจำเป๊ะว่าตัวไหนเท่าไหร่แต่
00:13:01 → 00:13:03ให้รู้ว่ามีหลายอย่างให้เลือกกิน
00:13:03 → 00:13:06>> ใช่ค่ะแล้วก็มีประเด็นน่าสนใจคือถ้าเรา
00:13:06 → 00:13:09ได้รับโปรตีนจากแหล่งเหล่านี้ไม่พอติดต่อ
00:13:09 → 00:13:12กันนานๆก็อาจจะส่งผลให้ร่างกายขาด
00:13:12 → 00:13:14ทริปโตแฟนซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญตัวนี้ได้
00:13:14 → 00:13:15เหมือนกัน
00:13:15 → 00:13:18>> เข้าใจครับทีนี้มาถึงประเด็นที่ผมคิดว่า
00:13:18 → 00:13:22น่าจะทำให้หลายคนเอ๊ะเลยคือข้อมูลที่บอก
00:13:22 → 00:13:24ว่าแค่เราเน้นกินโปรตีนที่มีทริปโตเฟน
00:13:24 → 00:13:26เยอะๆอย่างเดียวเนี่ยอาจจะไม่พอ
00:13:26 → 00:13:28>> อื
00:13:28 → 00:13:31>> มันเหมือนมีกุญแจอีกดอกซ่อนอยู่ที่จะช่วย
00:13:31 → 00:13:34ให้ทริปแฟนมันทำงานได้เต็มที่เรื่องนี้
00:13:34 → 00:13:34มันยังไงครับ
00:13:34 → 00:13:37>> เป็นจุดที่น่าสนใจมากๆค่ะคือความท้าทาย
00:13:37 → 00:13:40มันอยู่ที่การเดินทางของทริปโตแฟนจาก
00:13:40 → 00:13:42เลือดเราเข้าสู่สมองนะคะ
00:13:42 → 00:13:45>> ครับการเดินทางเข้าสมอง
00:13:45 → 00:13:48>> ใช่ค่ะมันไม่ได้เข้ากันง่ายๆนะคะเพราะว่า
00:13:48 → 00:13:51มันต้องไปแข่งขันกับกรดอะมิโนชนิดอื่นๆ
00:13:51 → 00:13:54อีกหลายตัวเลยที่บริเวณที่เรียกว่ากำแพง
00:13:54 → 00:13:57กั้นระหว่างเลือดกับสมองหรือblน barrier
00:13:57 → 00:13:58น่ะค่ะ
00:13:58 → 00:13:59>> อ๋อไอ้ตัวกั้นนั่น
00:13:59 → 00:14:02>> ค่ะตัวนั้นทำหน้าที่เหมือนดั่นคัดกรองสาร
00:14:02 → 00:14:05เข้าสมองพอมีกรดอะมิโนหลายตัวแย่งกันจะ
00:14:05 → 00:14:07เข้าเนี่ยทริปโตแฟนซึ่งปริมาณมันอาจจะ
00:14:07 → 00:14:10น้อยกว่าตัวอื่นอยู่แล้วก็มีโอกาสผ่าน
00:14:10 → 00:14:12เข้าไปได้น้อยลงตามไปด้วย
00:14:12 → 00:14:14>> ถึงแม้ว่าในเลือดจะมีอยู่
00:14:14 → 00:14:16>> ใช่ค่ะถึงแม้ในเลือดจะมีอยู่แต่พอไปถึง
00:14:16 → 00:14:19หน้าด่านแล้วเจอคู่แข็งเยอะก็อาจจะเข้า
00:14:19 → 00:14:20ได้น้อย
00:14:20 → 00:14:22>> เหมือนต้องแย่งกันเข้าประตูแล้ว
00:14:22 → 00:14:24ทริปโตเฟรนอาจจะตัวเล็กกว่าสู้แรงคนอื่น
00:14:24 → 00:14:25ไม่ไหวอะไรแบบนั้น
00:14:25 → 00:14:27>> ประมาณนั้นเลยค่ะแล้วทางออกคืออะไรล่ะคะ
00:14:27 → 00:14:28ทีนี้
00:14:28 → 00:14:31>> นั่นสิครับแล้วจะทำยังไงให้ทริปโตเฟนเข้า
00:14:31 → 00:14:31นี่ดีขึ้น
00:14:31 → 00:14:34>> จุดพลิกผันที่ข้อมูลนี้เขาเจอก็คือบทบาท
00:14:34 → 00:14:36ของคาร์โบไฮเดรตค่ะ
00:14:36 → 00:14:38>> คาร์โบไฮเดรตพวกแป้งน้ำตาลเนี่ยหรอครับ
00:14:38 → 00:14:40>> ใช่ค่ะพวกแป้งและน้ำตาลโดยเฉพาะอย่างยิ่ง
00:14:40 → 00:14:43ที่เขาเน้นคือคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน
00:14:43 → 00:14:44>> complex คาร์โบไฮเดรต
00:14:44 → 00:14:44>> ค่ะ
00:14:44 → 00:14:48>> อ่อพวกไม่ขัดขาวค่ะพวกข้าวกล้องขนมปัง
00:14:48 → 00:14:52โฮวีทธัญพืชเต็มเมล็ดหรือเพื่อนหัวต่างๆ
00:14:52 → 00:14:55พวกนี้จะต่างจากน้ำตาลหรือแป้งขาวที่ดูด
00:14:55 → 00:14:56ซึมเร็วนะคะ
00:14:56 → 00:14:59>> ครับแล้วมันมาช่วยทริปโตเฟนได้ยังไงครับ
00:14:59 → 00:15:02>> กลไกที่เขาอธิบายไว้คือพอเรากิน
00:15:02 → 00:15:04คาร์โบไฮเดรตเข้าไปเนี่ยร่างกายจะหลั่ง
00:15:04 → 00:15:06ฮอร์โมนอินซูลินออกมา
00:15:06 → 00:15:08>> ครับอินซูลิน
00:15:08 → 00:15:11>> ค่ะแล้วอินซูลินเนี่ยจะไปช่วยนำพากรด
00:15:11 → 00:15:14อะมิโนตัวอื่นๆที่เป็นคู่แข่งของ
00:15:14 → 00:15:15ทริปโตเฟนเมื่อกี้ค่ะ
00:15:15 → 00:15:18>> อ๋ออ๋อพาคู่แข่งไปที่อื่น
00:15:18 → 00:15:21>> ใช่ค่ะพาออกจากกระแสเลือดเข้าไปเก็บใน
00:15:21 → 00:15:22กล้ามเนื้อแทน
00:15:22 → 00:15:26>> อ๋อพอคู่แข่งโดนพาไปที่อื่นทางก็โล่ง
00:15:26 → 00:15:30>> ถูกต้องค่ะพอคู่แข่งในเลือดลดลงทริปโตเฟน
00:15:30 → 00:15:32ก็เลยมีโอกาสผ่านกำแพงกั้นระหว่างเลือด
00:15:32 → 00:15:34กับสมองเข้าไปได้ง่ายขึ้นมาก
00:15:34 → 00:15:35>> อ๋อ
00:15:35 → 00:15:38>> เหมือนกับว่าคาร์โบไฮเดรตช่วยเคลียร์ทาง
00:15:38 → 00:15:41ให้เปิดช่องทางพิเศษให้ทริปโตเฟนเข้าสมอง
00:15:41 → 00:15:42ได้สะดวกขึ้นนั่นเองค่ะ
00:15:42 → 00:15:45>> เป็นกลไกที่ซับซ้อนแต่ก็น่าทึ่งมากนะครับ
00:15:45 → 00:15:48ที่คาร์โบไฮเดรตเข้ามามีบทบาทแบบนี้ได้
00:15:48 → 00:15:49>> ใช่ค่ะไม่น่าเชื่อเลย
00:15:49 → 00:15:51>> แล้วมันเชื่อมโยงกับคำแนะนำในทางปฏิบัติ
00:15:51 → 00:15:52ยังไงบ้างครับ
00:15:52 → 00:15:56>> ข้อมูลนี้ก็เลยให้ข้อเสนอแนะว่าสำหรับคน
00:15:56 → 00:15:59ที่ต้องการสนับสนุนการสร้างเซโรโทนินหรือ
00:15:59 → 00:16:01อาจจะมีภาวะซึมเศร้าอยู่เนี่ยการกิน
00:16:01 → 00:16:04คาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนร่วมกับอาหารโปรตีน
00:16:04 → 00:16:06อาจจะเป็นประโยชน์นะคะ
00:16:06 → 00:16:07>> กินคู่กันไปเลย
00:16:07 → 00:16:09>> ใช่ค่ะโดยเฉพาะอย่างยิ่งเขาแนะนำในมื้อ
00:16:09 → 00:16:10เย็นค่ะ
00:16:10 → 00:16:11>> มื้อเย็น
00:16:11 → 00:16:11>> ใช่
00:16:11 → 00:16:12>> ทำไมต้องมื้อเย็นครับ
00:16:12 → 00:16:15>> เพื่อช่วยให้ทริปโตแฟนที่เรากินเข้าไปจาก
00:16:15 → 00:16:17อาหารโปรตีนเนี่ยสามารถเดินทางเข้าสมอง
00:16:17 → 00:16:20ได้ดีขึ้นในช่วงก่อนนอนซึ่งก็อาจจะส่งผล
00:16:20 → 00:16:23ดีต่อการนอนหลับแล้วก็อารมณ์ได้ด้วยค่ะ
00:16:23 → 00:16:26>> อ๋อเข้าใจแล้วครับช่วยเรื่องนอนด้วยแล้ว
00:16:26 → 00:16:29ก็มีอีกประเด็นที่เชื่อมกันที่ข้อมูลนี้
00:16:29 → 00:16:32พูดถึงคือเรื่องคนที่ลดน้ำหนักแบบเข้มงวด
00:16:32 → 00:16:32มากๆ
00:16:32 → 00:16:33>> อืมใช่ค่ะ
00:16:33 → 00:16:36>> ที่แบบตัดแป้งตัดน้ำตาลทุกชนิดออกไปเลย
00:16:36 → 00:16:39เนี่ยบางทีอาจจะพบว่ามีอาการซึมเศร้า
00:16:39 → 00:16:41กำเริบหรือรุนแรงขึ้น
00:16:41 → 00:16:43>> ใช่ค่ะมีรายงานแบบนั้น
00:16:43 → 00:16:45>> ซึ่งก็น่าจะอธิบายได้ด้วยกลไกนี้นี่เอง
00:16:45 → 00:16:47ใช่มั้ยครับเพราะว่าขาดตัวช่วยพา
00:16:47 → 00:16:49ทริปโตเฟนเข้าสมอง
00:16:49 → 00:16:51>> ถูกต้องเลยค่ะมันขาดคาร์โบไฮเดรตมาช่วย
00:16:51 → 00:16:53เคลียร์ทางให้ทริปโตแฟน
00:16:53 → 00:16:55>> น่าสนใจมากครับแล้วนอกจากเรื่อง
00:16:55 → 00:16:58เซโรทonนินแล้วทริปโตเฟนมีบทบาทอื่นๆอีก
00:16:58 → 00:16:58มั้ยครับ
00:16:58 → 00:17:02>> มีค่ะน่าสนใจว่านอกจากจะเป็นตัวตั้งต้น
00:17:02 → 00:17:04ให้เซโรโทนินแล้วข้อมูลนี้ยังบอกอีกว่า
00:17:05 → 00:17:07ทริปโตแฟนยังเป็นสารตั้งต้นในการสร้าง
00:17:07 → 00:17:08เมลาโทนินด้วยค่ะ
00:17:08 → 00:17:11>> อ้าวเมลาโทนินที่ช่วยเรื่องนอนหลับน่ะ
00:17:11 → 00:17:12เหรอครับ
00:17:12 → 00:17:15>> ใช่เลยค่ะฮอร์โมนที่เรารู้จักกันดีว่า
00:17:15 → 00:17:17เกี่ยวข้องกับการควบคุมวงจรการนอนหลับของ
00:17:17 → 00:17:18เรา
00:17:18 → 00:17:21>> โหแสดงว่าทริปโตแฟนตัวเดียวเนี่ยเกี่ยว
00:17:21 → 00:17:24ทั้งเรื่องอารมณ์ทั้งเรื่องการนอนเลย
00:17:24 → 00:17:26>> ใช่ค่ะเชื่อมโยงกันและยังไม่หมดแค่นั้นนะ
00:17:26 → 00:17:29คะทริปโตแฟนยังสามารถเปลี่ยนเป็นนายซิน
00:17:29 → 00:17:31หรือวิตามิน B3 ได้ด้วย
00:17:31 → 00:17:32>> วิตามิน B3
00:17:32 → 00:17:35>> ค่ะซึ่งก็จำเป็นต่อกระบวนการเผาผลานพลัง
00:17:35 → 00:17:38งานในร่างกายแต่ว่าไอ้กระบวนการเปลี่ยน
00:17:38 → 00:17:40ทริปโตแฟนไปเป็นเซโรโทนินเนี่ยมันก็ไม่
00:17:40 → 00:17:42ได้ทำได้เองนะคะต้องมีตัวช่วยอื่นด้วย
00:17:42 → 00:17:44>> อ๋อไม่ใช่แค่ทริปทริปโตแฟนอย่างเดียว
00:17:44 → 00:17:48>> ค่ะข้อมูลระบุว่าวิตามิน B6 วิตามิน B3
00:17:48 → 00:17:51นายาซินที่ทริปโตแฟนก็สร้างได้เองส่วนนึง
00:17:51 → 00:17:54นะคะแล้วก็แร่ธาตุแมกนีเซียมพวกนี้มีส่วน
00:17:54 → 00:17:56สำคัญในกระบวนการสังเคราะห์เซโรโทนีนด้วย
00:17:56 → 00:17:56ค่ะ
00:17:57 → 00:17:59>> เหมือนเป็นทีมวิร์คเลยนะครับต้องมีหลาย
00:17:59 → 00:18:00ตัวช่วยกัน
00:18:00 → 00:18:03>> ประมาณนั้นเลยค่ะแล้วก็ประโยชน์อื่นๆที่
00:18:03 → 00:18:06เชื่อมโยงกับทริปทนที่ข้อมูลพูดถึงก็
00:18:06 → 00:18:09อย่างที่บอกไปช่วยเรื่องการนอนหลับลดความ
00:18:09 → 00:18:12ถี่หรือความรุนแรงของไมเกรนได้ช่วยผ่อน
00:18:12 → 00:18:14คลายความเครียด
00:18:14 → 00:18:14>> ครับ
00:18:14 → 00:18:17>> แล้วก็มีบทบาทของเซโรโทนินในการช่วยควบ
00:18:17 → 00:18:20คุมการบีบตัวของลำไส้ด้วยค่ะ
00:18:20 → 00:18:23>> อ๋อประโยชน์หลากหลายจริงๆครับแล้วปริมาณ
00:18:24 → 00:18:27ที่ควรได้รับต่อวันล่ะครับมีคำแนะนำมย
00:18:27 → 00:18:29แล้วเรื่องอาหารเสริมล่ะครับตัวทริปโตแฟน
00:18:29 → 00:18:31แบบเม็ดเนี่ยควรกินมย
00:18:31 → 00:18:34>> ข้อมูลให้แนวทางไว้นะคะว่าโดยทั่วไปร่าง
00:18:35 → 00:18:38กายต้องการทริปทนประมาณ 4 มกรัต่อน้ำหนัก
00:18:38 → 00:18:41ตัวที่เหมาะสม 1 กกัต่อวัน
00:18:41 → 00:18:43>> 4 มกรัต่อน้ำหนักตัว 1 ก.
00:18:44 → 00:18:47>> ค่ะหรือถ้ามองอีกมุมนึงคือการกินโปรตีน
00:18:47 → 00:18:49ให้เพียงพอในแต่ละวันซึ่งปกติก็จะแนะนำ
00:18:49 → 00:18:52กันที่ประมาณ 1-2 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1
00:18:52 → 00:18:53กกั
00:18:53 → 00:18:54>> ครับ
00:18:54 → 00:18:56>> การกินโปรตีนให้พอแบบนี้ส่วนใหญ่ก็จะทำ
00:18:56 → 00:18:59ให้เราได้รับทริปทเฟนเพียงพอไปด้วยโดย
00:18:59 → 00:19:00อัตโนมัติแล้วค่ะ
00:19:00 → 00:19:04>> อ๋อคือถ้ากินโปรตีนถึงก็มักจะได้ทริปตเฟน
00:19:04 → 00:19:05พอแล้ว
00:19:05 → 00:19:08>> ใช่ค่ะส่วนเรื่องอาหารเสริมเนี่ยข้อมูลมี
00:19:08 → 00:19:11การพูดถึงความเป็นไปได้ในการใช้บ้างใน
00:19:11 → 00:19:14ขนาดประมาณ 50 ถึง 100 มลกรัต่อวันกิน
00:19:14 → 00:19:16ก่อนอาหาร
00:19:16 → 00:19:16>> ครับ
00:19:16 → 00:19:19>> อาจจะพิจารณาเสริมชั่วคราวในบางกรณีเช่น
00:19:19 → 00:19:22มีปัญหาซึมเศร้านอนไม่หลับหรืออยู่ในช่วง
00:19:22 → 00:19:25ลดน้ำหนักที่จำกัดอาหารมากๆแล้วก็แนะนำ
00:19:25 → 00:19:29ว่าถ้าจะเสริมควรกินร่วมกับวิตามินบีรวม
00:19:29 → 00:19:31และแร่ธาตุอื่นๆด้วยเพื่อประสิทธิภาพที่
00:19:31 → 00:19:32ดีที่สุดค่ะ
00:19:32 → 00:19:36>> แต่ว่ามีคำเตือนสำคัญมากๆที่เราต้องขี่
00:19:36 → 00:19:38เส้นใต้เน้นย้ำกันดังๆเลยนะครับ
00:19:38 → 00:19:40>> ใช่ค่ะอันนี้สำคัญมาก
00:19:40 → 00:19:42>> ข้อมูลนี้เตือนไว้อย่างชัดเจนเป็นเข้มงวด
00:19:42 → 00:19:46เลยว่าห้ามเด็ดขาดนะครับในการกินทริปตแฟน
00:19:46 → 00:19:49ในรูปแบบอาหารเสริมร่วมกับยาในกลุ่มแก้
00:19:49 → 00:19:52ซึมเศร้าหรือ antidepressence
00:19:52 → 00:19:55>> ค่ะโดยเฉพาะกลุ่มที่ออกฤทธิ์กับเซโรโทนิน
00:19:55 → 00:19:57>> ทำไมถึงห้ามเด็ดขาดขนาดนั้นครับ
00:19:57 → 00:20:00>> เพราะมันมีความเสี่ยงสูงมากเลยค่ะที่จะทำ
00:20:00 → 00:20:03ให้เกิดภาวะที่เรียกว่าเซโรทonin syndrome
00:20:03 → 00:20:06>> เซโรทonin syndrome คืออะไรครับ
00:20:06 → 00:20:09>> มันคือภาวะที่ร่างกายมีเซโรโทนินมากเกิน
00:20:09 → 00:20:10ไปจนเป็นพิษน่ะค่ะ
00:20:10 → 00:20:12>> โหอันตรายมครับ
00:20:12 → 00:20:15>> ไปจนถึงอาการที่รุนแรงกว่านั้นและอาจเป็น
00:20:15 → 00:20:17อันตรายถึงชีวิตได้เลยนะคะ
00:20:17 → 00:20:22>> โหน่ากลัวมากงั้นย้ำอีกทีนะครับห้ามกิน
00:20:22 → 00:20:25ทริปโตแฟนเสริมถ้ากินยาแก้ซึมเศร้าอยู่
00:20:25 → 00:20:26เด็ดขาดเลย
00:20:26 → 00:20:30>> ถูกต้องค่ะนี่เป็นข้อควรระวังที่สำคัญที่
00:20:30 → 00:20:33สุดเลยแล้วข้อมูลก็สรุปในทำนองว่าโดยทั่ว
00:20:33 → 00:20:36ไปแล้วเนี่ยการเน้นกินอาหารที่มีโปรตีน
00:20:36 → 00:20:39เพียงพอหลากหลายในแต่ละวันก็น่าจะทำให้
00:20:39 → 00:20:41ร่างกายได้รับทริปเตอแฟนพอแล้ว
00:20:41 → 00:20:42>> ครับ
00:20:42 → 00:20:45>> การใช้อาหารเสริมควรพิจารณาอย่างรอบคอบ
00:20:45 → 00:20:48มากๆแล้วก็ควรอยู่ภายใต้คำแนะงนำของผู้
00:20:48 → 00:20:49เชี่ยวชาญเท่านั้นค่ะ
00:20:49 → 00:20:52>> ชัดเจนเลยครับเอาล่ะครับเราก็เดินทางมา
00:20:52 → 00:20:54ถึงช่วงท้ายของการคุยเรื่องนี้กันแล้วนะ
00:20:54 → 00:20:57ครับสรุปประเด็นสำคัญที่เราได้คุยกันไป
00:20:57 → 00:20:58>> ค่ะ
00:20:58 → 00:21:01>> ก็คือภาวะซึมเศร้าเนี่ยมันมีความเชื่อม
00:21:01 → 00:21:04โยงกับระดับเซโรโทนินในสมองที่อาจจะต่ำไป
00:21:04 → 00:21:05>> ค่ะ
00:21:05 → 00:21:08>> แล้วทริปโทแฟนซึ่งเป็นกรดอะมิโนจำเป็นที่
00:21:08 → 00:21:11ได้จากอาหารกลุ่มโปรตีนเป็นวัตถุวัตถุดิบ
00:21:11 → 00:21:12หลักในการสร้างเซโรโทนิน
00:21:12 → 00:21:13>> ใช่ค่ะ
00:21:13 → 00:21:17>> และที่น่าสนใจมากๆก็คือคาร์โบไฮเดรตโดย
00:21:17 → 00:21:20เฉพาะพวกเชิงซ้อนมีบทบาทสำคัญในการช่วย
00:21:20 → 00:21:23ให้ทริปโตแฟนเนี่ยเดินทางเข้าสู่สมองได้
00:21:23 → 00:21:24ดีขึ้น
00:21:24 → 00:21:28>> ถูกต้องค่ะทำให้ภาพรวมมันดูเหมือนว่าการ
00:21:28 → 00:21:31กินอาหารที่สมดุลมีโปรตีนเพียงพอจากแหล่ง
00:21:31 → 00:21:35ที่หลากหลายอย่างเนื้อสัตว์ปลาเต้าหู้ไข่
00:21:35 → 00:21:36นมถั่วต่างๆ
00:21:36 → 00:21:37>> ครับ
00:21:37 → 00:21:39>> รวมกับการกินคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนอย่าง
00:21:39 → 00:21:41เหมาะสมน่าก็จะเป็นแนวทางนึงที่ช่วย
00:21:41 → 00:21:44สนับสนุนการทำงานของสมองแลก็สภาวะทาง
00:21:44 → 00:21:47อารมณ์ที่ดีได้ตามข้อมูลที่เราได้ดูกันมา
00:21:47 → 00:21:48นี่แหละค่ะ
00:21:48 → 00:21:50>> อย่างไรก็ตามนะครับสิ่งสำคัญที่เราต้อง
00:21:50 → 00:21:53ย้ำเตือนกันเสมอเลยก็คือข้อมูลที่เราเอา
00:21:53 → 00:21:55มาคุยกันวันนี้เนี่ยมันเน้นไปที่แง่มุม
00:21:55 → 00:21:57ทางโภชนาการ
00:21:57 → 00:21:57>> ใช่ค่ะ
00:21:58 → 00:22:00>> ตามที่ปรากฏในเอกสารที่เราอ้างอิงเท่า
00:22:00 → 00:22:03นั้นนะครับไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์
00:22:03 → 00:22:06>> ถูกต้องเลยค่ะการวินิจฉัยการรักษาภาวะซึม
00:22:06 → 00:22:09เศร้าอย่างถูกต้องปลอดภัยเนี่ยจำเป็น
00:22:09 → 00:22:11อย่างยิ่งเลยนะคะที่จะต้องปรึกษาแพทย์
00:22:11 → 00:22:13หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตโดยตรงเสมอ
00:22:13 → 00:22:14>> แน่นอนครับ
00:22:14 → 00:22:17>> ข้อมูลด้านโภชนาการเหล่านี้เป็นแค่ปัจจัย
00:22:17 → 00:22:20สนับสนุนหนึ่งเท่านั้นค่ะไม่สามารถใช้ทด
00:22:20 → 00:22:23แทนคำแนะนำหรือการรักษาทางการแพทย์ได้เลย
00:22:23 → 00:22:24ได้เลยค่ะ
00:22:24 → 00:22:26>> คือข้อมูลชุดนี้เนี่ยเน้นไปที่บทบาทของ
00:22:26 → 00:22:29ทริปโตแฟนกับคาร์โบไฮเดรตต่อการสร้าง
00:22:29 → 00:22:32เซิรโทนินเป็นหลักเลยก็น่าคิดต่อนะครับ
00:22:32 → 00:22:34ว่ามันยังมีปัจจัยทางอาหารหรือวิถีชีวิต
00:22:34 → 00:22:37อื่นๆอีกไหมที่อาจจะมีปฏิสัมพันธ์กับ
00:22:37 → 00:22:39กระบวนการพวกนี้แล้วก็ส่งผลต่ออารมณ์ของ
00:22:39 → 00:22:42เราได้แต่ว่าไม่ได้ถูกลงรายละเอียดในข้อ
00:22:42 → 00:22:43มูลชุดนี้
00:22:43 → 00:22:45>> อืมน่าคิดค่ะเช่นอะไรบ้างคะ
00:22:45 → 00:22:48>> เช่นเอ่อสุขภาพของจุลินทรีย์ในลำไส้หรือ
00:22:48 → 00:22:51กัสไมโครไบโอมที่เดี๋ยวนี้เขาศึกษากัน
00:22:51 → 00:22:53เยอะมากว่ามันเชื่อมโยงกับสมองหรือว่าสาร
00:22:53 → 00:22:55อาหารรองอื่นๆนอกเหนือวิตามินบี
00:22:55 → 00:22:58แมกนีเซียมที่เราพูดถึงไปหรือแม้แต่ผลของ
00:22:58 → 00:23:01การออกกำลังกายต่อสารเคมีในสมองเอง
00:23:01 → 00:23:04>> อ๋อค่ะๆปัจจัยพวกนี้ก็น่าจะเกี่ยวข้อง
00:23:04 → 00:23:04ด้วย
00:23:04 → 00:23:06>> ใช่ครับปัจจัยเหล่านี้ก็น่าจะเข้ามา
00:23:06 → 00:23:08เกี่ยวข้องกับภาพรวมของอาหารและอารมณ์ที่
00:23:08 → 00:23:11เราคุยกันวันนี้ได้ไม่มากก็น้อยเลยแหละ
00:23:11 → 00:23:16ครับก็ฝากไว้ให้ไปคิดต่อกันดูนะครับ