00:00:00 → 00:00:05 [เพลง]
00:00:05 → 00:00:09 สวัสดีครับผมวีระพงษ์ทวีศักดิ์และนี่คือ
00:00:09 → 00:00:11 ศัลยกรรมความสุข
00:00:12 → 00:00:39 [เพลง]
00:00:39 → 00:00:43 คุณผู้ฟังครับคือหลังจากที่จัดรายการ
00:00:43 → 00:00:45 ศัลยกรรมความสุขของสักระยะหนึ่งนะครับ
00:00:45 → 00:00:48 แล้วก็เริ่มมีบางตอนผมมีแขกรับเชิญนะครับ
00:00:48 → 00:00:50 วันนี้ก็เป็นอีกครั้งหนึ่งครับที่ผมมีแขก
00:00:50 → 00:00:53 รับเชิญพิเศษนะครับก็คือป้าอ้อยครับ
00:00:54 → 00:00:56 มนุษย์ป้าท้าเปลี่ยนโลกสวัสดีครับป้าอ้อย
00:00:56 → 00:01:00 สวัสดีค่ะอาจารย์สวัสดีค่ะคุณผู้ฟังวัน
00:01:00 → 00:01:02 นี้ผมมีประเด็นน่าสนใจครับ
00:01:02 → 00:01:07 เพราะว่าสิ่งที่ผมอยากจะมาชวนพูดคุยแบ่ง
00:01:07 → 00:01:09 ปันอยากดูให้ฟังก็คือ
00:01:09 → 00:01:13 เป็นเรื่องราวของการสะกดจิต
00:01:13 → 00:01:16 [เพลง]
00:01:16 → 00:01:19 ถ้าพูดถึงสะกดจิตแล้วต้อยนึกถึงอะไรครับ
00:01:19 → 00:01:22 ถ้าพูดคำนี้ก็ต้องนึกถึง
00:01:22 → 00:01:25 ในหนังว่ามันมี
00:01:26 → 00:01:30 คนไม่รู้เรียกอะไรอ่ะที่ต้องมีคนที่เข้า
00:01:30 → 00:01:34 ไปหาเขาแล้วเขาก็จะสะกดจิตแล้วก็พาเข้าไป
00:01:34 → 00:01:38 สู่อดีตนู่นนี่แก้ไขหรืออะไรก็ตามประมาณ
00:01:38 → 00:01:41 นั้นค่ะเหมือนผมเลยเพราะพูดถึงกับว่าสะกด
00:01:41 → 00:01:42 จิตปุ๊บ
00:01:42 → 00:01:46 ผู้ชายคนนึงที่นั่งอยู่แล้วเขาก็ล้วงเข้า
00:01:46 → 00:01:49 ไปหยิบนาฬิกาออกมานาฬิกาแบบกลมๆแล้วมีโซ่
00:01:49 → 00:01:52 นะแล้วเขาก็จะแกว่งลงข้างหน้าใครสักคนนึง
00:01:52 → 00:01:55 แล้วก็ติ๊กต๊อกติ๊กต๊อกมาแล้วก็เขาก็จะ
00:01:55 → 00:01:58 พูดอะไรบางอย่างแล้วคนนึงก็โดนสะกดจิต
00:01:58 → 00:02:01 แต่ในความเป็นจริงนะครับต้อยในยุค
00:02:01 → 00:02:02 ปัจจุบันเนี้ย
00:02:02 → 00:02:06 คนในสมัยนี้โดนสะกดจิตเยอะมาก
00:02:06 → 00:02:10 แล้วทำให้เหมือนกับพอเราโดนสะกิดเนี่ย
00:02:10 → 00:02:13 อาการของคนที่โดนสะกดจิตก็คือเราจะตกอยู่
00:02:13 → 00:02:18 ในภวังค์แล้วเราจะถูกเขาชี้นำชีวิตอ่า
00:02:18 → 00:02:20 ถ้าพูดถึงการที่คนในยุคปัจจุบันนี้สะกด
00:02:20 → 00:02:25 จิตโดนโดนใครอะไรบางอย่างสะกดจิตแล้วก็
00:02:25 → 00:02:28 สิ่งนั้นมาชี้นำชีวิตเราเนี่ยในสมัยนี้
00:02:28 → 00:02:31 ต่อไอ้นี่ถึงอะไรบ้างคนสมัยนี้โดนใครสะกด
00:02:31 → 00:02:35 จิตคือสมัยนี้ถ้า
00:02:35 → 00:02:41 ถ้าเบสิคที่สุดก็คือโฆษณานะคะโฆษณาที่ชี้
00:02:41 → 00:02:45 นำเกี่ยวกับเรื่องสินค้าผลิตภัณฑ์ต่างๆ
00:02:45 → 00:02:50 ของเขานะคะหรือว่าในยุคนี้ก็คือยุคของ
00:02:50 → 00:02:53 โซเชียลมีเดียเนอะเราก็จะมีอะไรที่เห็น
00:02:54 → 00:02:57 ผ่านโซเชียลมีเดียเยอะมากเลยที่เขามาชี้
00:02:57 → 00:03:02 นำค่ะประมาณบ่อยๆเห็นทุกวันหรือเพลงฟัง
00:03:02 → 00:03:05 เพลงฟังบ่อยๆฟังทุกวันมันก็เป็นการสะกด
00:03:05 → 00:03:09 จิตนะแล้วมันทำให้เราเหมือนกับว่าผมนึก
00:03:09 → 00:03:11 ถึงสมัยก่อนตอนที่ผมยังเป็นวัยรุ่นอยู่
00:03:11 → 00:03:14 ฟังเพลงนี้นะมีเพลงอยู่เพลงนึงนะผมฟัง
00:03:14 → 00:03:15 แล้ว
00:03:15 → 00:03:18 เพลงนั้นตอนนั้นเป็นวงนั้นก็ยังไม่ดัง
00:03:18 → 00:03:21 เพิ่งเปิดอัลบั้มชุดแรกเลยแล้วผมฟังเพลง
00:03:21 → 00:03:25 เพลงแรกเพลงอะไรฟังไม่รู้เรื่องเลยเนื้อ
00:03:25 → 00:03:27 หาตลกๆอะไรอย่างนี้นะแต่ใช่ไหมครับว่า
00:03:27 → 00:03:29 หลังจากนั้นสักพักนึงเนี่ย
00:03:30 → 00:03:34 ค่ายเพลงเขาเปิดเพลงของวงเนี้ยบ่อยๆซ้ำๆ
00:03:34 → 00:03:37 ซ้ำๆจนกระทั่งเพราะเลย
00:03:37 → 00:03:39 จนกระทั่งเรารู้สึกว่าเพลงนี้เพราะเพราะ
00:03:39 → 00:03:42 เราโดนสะกดจิตนั่นเองแล้ว
00:03:42 → 00:03:45 อิทธิพลของสื่อก็ทำให้วงนี้กลายเป็นวงที่
00:03:45 → 00:03:49 ดังมากมีชื่อเสียงมากอย่างนี้เป็นต้นงั้น
00:03:49 → 00:03:53 เราโดนสะกดจิตนะแต่ว่าถ้าพูดถึงการโดน
00:03:53 → 00:03:56 สะกดจิตจากอะไรบางอย่างจากใครบางคนแล้วมี
00:03:56 → 00:04:01 ผลในการชี้นำตัวเราเองหรือว่าชักนำบังคับ
00:04:01 → 00:04:03 ควบคุมชีวิตเรา
00:04:03 → 00:04:08 ป้าอ้อยคิดว่าอะไรคือการสะกดจิตที่มี
00:04:08 → 00:04:14 อิทธิพลและมีผลต่อชีวิตเราที่สุด
00:04:14 → 00:04:16 คือถ้าถ้าจะพูดถึง
00:04:17 → 00:04:20 สิ่งที่มันมีอิทธิพลกับชีวิตเราเนี่ยก็
00:04:20 → 00:04:25 อยากขอแบ่งเป็น 2 ส่วนนะคะ 2 ส่วนส่วนแรก
00:04:25 → 00:04:29 เป็นเหมือนการสะกดจิตจากภายนอกคือคนอื่น
00:04:29 → 00:04:32 เนี่ยมาสะกดจิตเราเหมือนที่อาจารย์เกริ่น
00:04:32 → 00:04:35 ไปเมื่อกี้นี้แล้วก็คือพวกปัจจัยภายนอก
00:04:35 → 00:04:37 ว่าเป็นโฆษณา
00:04:37 → 00:04:41 สื่อโซเชียลเพลงต่างๆหรืออะไรอย่างนี้ที่
00:04:41 → 00:04:47 มันทำให้เราติดตาติดหูนะคะและเราก็จะบอก
00:04:47 → 00:04:49 ว่าอะไรอาจจะ
00:04:49 → 00:04:55 สนใจแล้วก็ได้ไปตามคำแนะนำหรือว่าสิ่งที่
00:04:55 → 00:04:55 เขา
00:04:55 → 00:05:00 เรียกว่าอะไรใส่ให้เราอ่ะนะคะชักนำเราไป
00:05:00 → 00:05:05 ซึ่งตรงนี้ก็คืออาจจะแบบเป็นสิ่งที่ดีที่
00:05:05 → 00:05:08 มีประโยชน์หรือมันอาจจะไม่ใช่แต่ว่าใช้
00:05:08 → 00:05:12 อิทธิพลของความเป็นสื่อสะกดจิตเนี่ยมามี
00:05:12 → 00:05:14 อิทธิพลเหนือเราทำให้เราไป
00:05:14 → 00:05:16 ต้องไปตามเขาอะไรอย่างนี้เพราะฉะนั้นตรง
00:05:16 → 00:05:20 นี้มันก็จะเป็นตัวปัจจัยภายนอกที่มาสะกด
00:05:20 → 00:05:24 จิตเราตรงนี้มันก็ต้องทำให้เรามี
00:05:24 → 00:05:29 เขาเรียกว่าอะไรนะมีสติมีวิจารณญาณในการ
00:05:29 → 00:05:32 พิจารณานะคะไม่ใช่อะไรที่มันมีอิทธิพล
00:05:33 → 00:05:36 เข้ามาก็ตายหมดเลยอย่างเงี้ยอันนั้นน่ะก็
00:05:36 → 00:05:41 จะอันตรายแต่ถ้าพูดถึงปัจจัยภายนอกข้อแรก
00:05:41 → 00:05:42 ปัจจัยภายนอก
00:05:42 → 00:05:46 มันไม่ได้เข้ามาสู่ชีวิตเราตลอดเวลาหมาย
00:05:46 → 00:05:49 ถึงเราต้องได้ยินเราต้องได้เห็นมันต้อง
00:05:49 → 00:05:51 เป็นเวลานั้นเวลานี้เพราะฉะนั้นมันไม่ใช่
00:05:51 → 00:05:55 ตลอดเวลาแต่มันมีอีกอันนึงที่เป็นการสะกด
00:05:55 → 00:05:59 จิตที่มันอยู่กับเราตลอดเวลาอยู่ในตัวเรา
00:05:59 → 00:06:00 ตลอดเวลา
00:06:00 → 00:06:05 นั่นคือตัวเราเนี่ยแหละเป็นคนสะกดจิตตัว
00:06:05 → 00:06:08 เองค่ะคุณผู้ฟังครับ
00:06:08 → 00:06:12 มันตอนนี้มันเปิดมันเป็นคำเนี่ยการที่เรา
00:06:12 → 00:06:15 มันอยู่ในตัวเราตลอดเวลาผมคิดอยู่ด้วยคือ
00:06:15 → 00:06:16 อะไร
00:06:16 → 00:06:19 เอ้าก็คือตัวเราเองเราสะกิดสะกดจิตตัวเรา
00:06:19 → 00:06:23 เองแล้วมันตลอดเวลา
00:06:23 → 00:06:26 ตลอดไปด้วยนะตลอดไปด้วยค่ะแล้วมันส่งผล
00:06:26 → 00:06:31 โอ้โหอันนี้น่าจะหนักสุด
00:06:31 → 00:06:32 ตัวเอง
00:06:32 → 00:06:36 ประสบการณ์ตัวเองอย่างยาวนานค่ะทุกวันนี้
00:06:36 → 00:06:41 ก็ก็ใช้วิธีสะกดจิตตัวเองอยู่ให้เป็น
00:06:41 → 00:06:44 ประโยชน์แต่สมัยก่อนเนี่ยแล้วก็จะบอกว่า
00:06:44 → 00:06:48 อันนี้เป็นสิ่งที่มันเป็นธรรมชาติของคน
00:06:48 → 00:06:51 ทุกคนนะคะที่มีสิ่งนี้อยู่ในตัวเองแต่ว่า
00:06:51 → 00:06:56 เราไม่รู้นะคะเราไม่รู้และโดยสัญชาตญาณ
00:06:56 → 00:06:58 ของคน
00:06:58 → 00:07:04 มันมักจะพาเราไปในทางลบนะคะทางกังวลทาง
00:07:05 → 00:07:08 หมกมุ่นกับปัญหาหรืออะไรก็ตามอันนี้มัน
00:07:08 → 00:07:12 เป็นธรรมชาติของมนุษย์ค่ะก็คือถ้าพูดถึง
00:07:12 → 00:07:15 อย่างตัวป้าอ้อยเองนะคะยาวนานมากค่ะ
00:07:15 → 00:07:19 อาจารย์ถ้าเฉลี่ยเฉลี่ยแล้วน่าจะจะกดจิต
00:07:19 → 00:07:23 ตัวเองในทางลบเป็นไปตามสัญชาตญาณของความ
00:07:23 → 00:07:24 เป็นมนุษย์เนี่ย
00:07:24 → 00:07:26 สัก 50 ปี
00:07:26 → 00:07:29 วันนี้อายุ 67 ปี
00:07:29 → 00:07:34 แต่คิดดูสิคะสะกดจิตตัวเองในทางลบมา
00:07:35 → 00:07:39 แสดงว่าพึ่งปรับปรุงแก้ไขตัวเองเนี่ย 10
00:07:39 → 00:07:44 กว่าปีเอง 10 กว่าปีนี้เอง
00:07:44 → 00:07:49 แต่ว่าคุณฟังผมอยากจะบอกมีว่าเมื่อกี้นี้
00:07:49 → 00:07:53 ป้าอ้อยบอกว่าสะกดจิตในทางลบมา 50 ปีแล้ว
00:07:53 → 00:08:04 ก็เพิ่งจะปรับปรุงมาปัจจุบันนี้อายุ 67
00:08:04 → 00:08:07 ถ้าคุณผู้ฟังเห็นภาพแบบที่ผมเห็นตอนนี้นะ
00:08:07 → 00:08:11 แม่อ้อยบอกว่าตัวเองปีนี้อายุ 67 เนี่ย
00:08:11 → 00:08:15 ผมต้องอธิบายให้ฟังว่าภาพที่ผมเห็นน่ะป้า
00:08:15 → 00:08:18 อ้อยที่นั่งคุยกับผมอยู่ตอนนี้
00:08:18 → 00:08:22 ถ้าผมบอกว่าสักประมาณ 40 ปลายๆน่าจะเหมาะ
00:08:22 → 00:08:27 สมกว่าขอบพระคุณค่ะแสดงว่าการเปลี่ยนแปลง
00:08:27 → 00:08:29 การสะกดจิตตัวเองอ่ะ
00:08:29 → 00:08:33 10 กว่าปีที่ผ่านมานี้ทำให้
00:08:33 → 00:08:36 ทุกอย่างในร่างกายเราเปลี่ยนแปลงได้ดี
00:08:36 → 00:08:37 ขนาดนี้เลยนะ
00:08:37 → 00:08:44 ถ้างั้นก่อน 50 เกิดอะไรขึ้นอะไรบ้าง
00:08:44 → 00:08:48 ช่วง 50 ปีแรกของชีวิตเนี่ยมันเป็นไปตาม
00:08:48 → 00:08:51 สัญชาตญาณมนุษย์ยังไม่ได้เรียนรู้อะไรนะ
00:08:51 → 00:08:54 คะกระบวนการสะกดจิตตัวเองเนี่ยทุกคนมีนะ
00:08:54 → 00:08:55 คะ
00:08:55 → 00:08:59 แล้วแล้วสัญชาตญาณมันจะพาเราไปในทางลบ
00:08:59 → 00:09:03 เพราะว่าจะบอกว่าโดยเขาเรียกว่าอะไร
00:09:03 → 00:09:07 ธรรมชาติของมนุษย์มันจะต้องการพาตัวเองไป
00:09:07 → 00:09:09 อยู่ในความปลอดภัย
00:09:09 → 00:09:13 ไม่อันตรายนะคะแล้วก็อยู่ในเหมือน Safe
00:09:13 → 00:09:16 Zone นะคะเพราะฉะนั้นเนี่ยพอจะทำอะไรก็
00:09:16 → 00:09:20 เฮ้ยไม่ได้หรอกไม่เอออย่าทำเลยนู่นนี่
00:09:20 → 00:09:24 อะไรอย่างนี้นะคะแล้วมันก็ติดค่ะมันๆๆ
00:09:24 → 00:09:30 กลายเป็นว่าเราเนี่ยมักจะถูกอ่าเขาเรียก
00:09:30 → 00:09:33 ว่าอะไรเหมือนทักตัวเองหรือบ่นหรือเผลอ
00:09:33 → 00:09:40 พูดซ้ำๆในสิ่งที่ที่จะเอ่อให้ตัวเองปลอด
00:09:40 → 00:09:43 ภัยแต่พอมันลบไปเรื่อยๆเนี่ยบางทีมันจะ
00:09:43 → 00:09:48 เผลอๆตัวเช่นสมมุติว่าเอ่อบอกว่า
00:09:48 → 00:09:51 ได้ยินบ่อยอันนี้เป็นตัวอย่างให้ได้ยิน
00:09:51 → 00:09:52 บ่อยเช่น
00:09:52 → 00:09:54 ผักมีขี้ลืมจัง
00:09:54 → 00:09:58 สงสัยจะเป็นอัลไซเมอร์แล้วแหละอย่างนี้
00:09:58 → 00:10:01 คือไอ้สงสัยจะเป็นอัลไซเมอร์แล้วแหละ
00:10:01 → 00:10:05 เนี่ยคือสิ่งที่แบบมันเหมือนคือความจริง
00:10:05 → 00:10:09 มันคือลืมนะคะลืมแต่คำว่าขี้ลืมเนี่ยอาจ
00:10:09 → 00:10:12 จะแบบเหมือนแบบพูดพูดอ่าเขาเรียกว่าอะไร
00:10:12 → 00:10:17 ติดปากว่าลืมแล้วก็พูดว่าขี้ลืมจริงๆมัน
00:10:17 → 00:10:19 อาจจะลืมอย่าง 2 อย่างนะตอนนั้นแล้วเราก็
00:10:19 → 00:10:23 บอกว่าฉันน่ะขี้ลืมมันๆๆเค้าเรียกว่าอะไร
00:10:23 → 00:10:25 มันมันบวกเข้าไปอีกอ่ะว่าจากลืมไปจริงๆ
00:10:25 → 00:11:23 เออจะขี้ลืมมันบวกไปอีกว่า
00:11:23 → 00:11:28 [เพลง]
00:11:28 → 00:11:34 ฉันสุขภาพไม่ดีฉันเป็นคนความจำไม่ดีเออจำ
00:11:34 → 00:11:36 อะไรก็ไม่ค่อยได้เลยเนี่ยแล้วฉันเป็นคน
00:11:36 → 00:11:40 ตัดสินใจอะไรก็ผิดทุกครั้งเลยนะคะเออฉัน
00:11:40 → 00:11:44 ไม่มีโชคด้วยถ้าจับฉลากทั้งบริษัทฉันต้อง
00:11:44 → 00:11:46 เป็นคนที่ไม่ได้อะไรอย่างเงี้ยคือบอกตัว
00:11:46 → 00:11:49 เองแบบเนี้ยแล้วฉันก็ไม่มั่นใจในตัวเอง
00:11:49 → 00:11:50 เลย
00:11:50 → 00:11:54 3 มาคิดอาจารย์คิดดู 50 ปี
00:11:54 → 00:11:57 เพราะฉะนั้นเนี่ยมันฝังแน่นปึ๊กเลยอยู่ใน
00:11:57 → 00:12:01 จิตของของตัวป้าอ้อยเองมันเป็นแบบนั้น
00:12:01 → 00:12:05 จริงๆแล้วที่ตอนแรกที่เล่าว่าสารพัดของ
00:12:05 → 00:12:10 ขวัญความล้มเหลวไม่ว่าสุขภาพการงานการ
00:12:10 → 00:12:14 เงินครอบครัวและชีสที่เรื่องที่หนักที่
00:12:14 → 00:12:15 สุดก็คือลูก
00:12:15 → 00:12:17 ล้มเหลวหมดเลย
00:12:17 → 00:12:22 เพราะสะกดจิตตัวเองแบบนี้แหละ
00:12:22 → 00:12:25 ก็เลยกลายเป็นว่าพอแล้วพอเราเริ่มวันที่
00:12:25 → 00:12:26 เราเริ่ม
00:12:26 → 00:12:30 จริงๆประเด็นของป้าอ้อยก็คือมนุษย์ป้าท้า
00:12:30 → 00:12:32 เปลี่ยนโลกไงลุกขึ้นมาแล้วเปลี่ยนแปลงตัว
00:12:32 → 00:12:36 เองเนี่ยแล้ววันที่เรามาเริ่มใส่ใจเรื่อง
00:12:36 → 00:12:40 ของของการสะกดจิตตัวเองเนี่ยก็คือเริ่ม
00:12:40 → 00:12:44 สังเกตจากหลายๆเรื่องเลยใช่ไหมคือจริงๆ
00:12:44 → 00:12:49 มันอ่าเริ่มจากทำไปโดยไม่รู้ค่ะคือเรื่อง
00:12:49 → 00:12:53 การที่สะกดจิตตัวเองเช่นมันจะในตัวเองฉัน
00:12:53 → 00:12:55 จำอะไรไม่ได้อะไรอย่างเงี้ยไม่รู้ตัวนะคะ
00:12:55 → 00:12:59 ก็ทำไปเรื่อยๆเรื่อยๆแต่มีสิ่งหนึ่งที่
00:12:59 → 00:13:02 เคยที่เล่าในตอนก่อนหน้าว่าเป็น 20 กว่า
00:13:02 → 00:13:04 ล้าน
00:13:04 → 00:13:07 มันมีความคิดหนึ่ง
00:13:07 → 00:13:10 ขึ้นมาค่ะอันนี้ไม่ได้ตั้งใจแต่ว่า
00:13:10 → 00:13:13 แต่ว่าคิดแบบนี้ก็คือว่า
00:13:13 → 00:13:17 ฉันไม่ได้ใช้เงินนี้แม้แต่บาทเดียว
00:13:17 → 00:13:20 แต่ฉันต้องมาใช้หนี้ 10 กว่าล้าน
00:13:20 → 00:13:24 มันต้องมีใครมาช่วยสิ
00:13:24 → 00:13:28 มันต้องมีใครมาช่วยฉันได้แน่ๆเลย
00:13:28 → 00:13:31 แล้วฉันก็น่าฉันไม่ได้ทำบาปอ่ะเพราะ
00:13:31 → 00:13:34 ฉะนั้นฉันไม่ได้คนกินเลยเอาเงินไปใช้สูตร
00:13:34 → 00:13:37 ลูกสูตรอะไรผิดลูกผิดน่ะจะไม่ได้ฉายเพราะ
00:13:37 → 00:13:40 ฉะนั้นต้องมีขนช่วยฉันแน่ๆเลยแล้วก็คิด
00:13:40 → 00:13:43 ซ้ำๆแบบนี้มาเป็น 10 ปี
00:13:43 → 00:13:47 เพราะว่าอ่าเขาเรียกว่าอะไรอ่ะอายุความนะ
00:13:48 → 00:13:51 คะมันเอ่อฟ้องล้มละลายไง 10 ปี
00:13:51 → 00:13:56 ก็คิดอย่างนี้มาตลอดนะคะตอนที่แบบไม่มีหน
00:13:56 → 00:14:00 ทางอะไรแต่เอ๊ะมันต้องมีคนช่วยฉันโอเคแบบ
00:14:00 → 00:14:03 นี้ถึงวันดีคืนดีมีคนช่วยจริงๆ
00:14:03 → 00:14:07 อันนี้ความคิดสะกดจิตตัวเองว่ามันต้องมี
00:14:07 → 00:14:10 คนช่วยแล้วก็มีคนช่วยจริงๆแล้วแล้วพอมัน
00:14:10 → 00:14:12 ผ่านไปแล้วช่วยแบบ
00:14:12 → 00:14:15 ช่วยแบบช่วยจริงๆค่ะอาจารย์คือเอ่อถูก
00:14:15 → 00:14:18 ฟ้องล้มละลายสิบกว่าล้านเนี่ยโหถ้าไปจ้าง
00:14:18 → 00:14:22 ทนายอ่ะอาจารย์จะขัดจะจ่ายแค่ไหนแล้วถนัด
00:14:22 → 00:14:27 แล้วพี่ทนายคนเนี้ยเขาช่วยไม่คิดเงินแม้
00:14:27 → 00:14:30 แต่สลึงเดียวไม่ต้องบาทหรอกแล้วทุกวันนี้
00:14:30 → 00:14:32 ยังยัง
00:14:32 → 00:14:37 เอาข้าวไปกินอ้อยซื้อนี่มาฝากอะไรแบบพี่
00:14:37 → 00:14:41 โหแบบบุญคุณพี่มันท่วมหัวมากเลยนะกับการ
00:14:41 → 00:14:44 ที่แบบหลุดออกมาจากล้มละลายนะแล้วพี่ยัง
00:14:44 → 00:14:47 จะให้อะไรอ้อยอีกอะไรอย่างนี้ก็ยังเป็นคน
00:14:47 → 00:14:51 แบบเป็นมิตรภาพกันระยะที่รักกันมาจนถึง
00:14:51 → 00:14:55 ทุกวันนี้จากความคิดที่ว่าต้องมีคนช่วย
00:14:55 → 00:15:00 ฉาบแล้วพอพอพอหลุดออกมาปุ๊บเรากลับไปทวน
00:15:00 → 00:15:02 ดูค่ะอาจารย์เฮ้ยเป็นอย่างนี้หรือเปล่า
00:15:02 → 00:15:06 เพราะฉันคิดว่ามีอย่างเงี้ยแล้วพอตอนหลัง
00:15:06 → 00:15:09 อ่ะเราก็ไปเรียนเพิ่มเติมเรื่องจิตใต้
00:15:09 → 00:15:12 สำนึกแล้วมันทฤษฎีกับสิ่งที่เราปฏิบัติมา
00:15:12 → 00:15:17 มันลงตัวกันพอดีมันคลิปเลยค่ะว่าฉันทำมา
00:15:17 → 00:15:22 อย่างเงี้ยมันถูกหลังจากนั้นพอหลังอายุ 50
00:15:22 → 00:15:27 ใช้ไอ้ทฤษฎีเนี่ยไปในทางบวกไปเลยเพื่อ
00:15:27 → 00:15:28 เปลี่ยนชีวิตตัวเอง
00:15:28 → 00:15:32 และมันเปลี่ยนเป็นป้าอ้อยทุกวันนี้ค่ะจาก
00:15:32 → 00:15:35 เรื่องเปลี่ยนจากเรื่องอะไรบ้างนะจากทุก
00:15:36 → 00:15:38 เรื่องทุกเรื่องเลยก็ต้องบอกว่าที่บอกว่า
00:15:38 → 00:15:43 เรื่องครอบครัวนะคะเรื่องครอบครัวเรื่อง
00:15:43 → 00:15:45 การงานเรื่องการเงินเรื่องสุขภาพเรื่อง
00:15:45 → 00:15:50 ลูกนะคะถ้ากลับมาเรื่องเรื่องลูกนะคะซึ่ง
00:15:50 → 00:15:54 เป็นแบบจะบอกว่าเรื่องลูก
00:15:54 → 00:15:57 บ้านอาจจะเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้แล้วอยาก
00:15:57 → 00:16:01 ให้ไม่มีปัญหาในการดำเนินชีวิตนะคะแล้วก็
00:16:01 → 00:16:04 อยากให้ลูกเป็นคนดีประสบความสำเร็จมีความ
00:16:04 → 00:16:08 สุขอะไรอย่างเงี้ยก็คือเอ่อการสะกดจิตตัว
00:16:08 → 00:16:10 เอง
00:16:10 → 00:16:13 สำหรับเรื่องลูกนะคะ
00:16:13 → 00:16:16 ป้าอ้อยก็จะพูดว่าเมื่อก่อนนี้เราไปโฟกัส
00:16:16 → 00:16:20 แต่สิ่งไม่ดีใช่ไหมลูกดื้อลูกเกเรลูกหา
00:16:20 → 00:16:24 ปัญหาเข้ามาใช่ไหมคะตอนนี้เราเปลี่ยนใหม่
00:16:24 → 00:16:29 เรารู้แล้วว่าเราจะต้องไม่ไปโฟกัสกับ
00:16:29 → 00:16:34 ปัญหาความกังวลต่างๆเหมือนเดิมเหมือน
00:16:34 → 00:16:37 อย่างที่สัญชาตญาณมันพาไปเปลี่ยนใหม่
00:16:37 → 00:16:41 เปลี่ยนยังไงเปลี่ยนกลับมาโฟกัสที่เป้า
00:16:41 → 00:16:42 หมายที่อยากได้
00:16:42 → 00:16:49 พลิกเลยค่ะตรงหน้าความจริงคืออะไรไม่สนใจ
00:16:49 → 00:16:53 ตั้งเป้าหมายเลยว่าอยากได้อะไรและ
00:16:53 → 00:16:57 ใช้ประโยคที่เราสร้างขึ้นมา
00:16:57 → 00:17:03 พูดซ้ำๆๆๆให้มากที่สุดให้จิตใต้สำนึกเขา
00:17:03 → 00:17:06 รับ
00:17:06 → 00:17:09 ลูกเนี่ยพูดว่า
00:17:09 → 00:17:16 ลูกจะต้องพูดว่าหนูภูมิใจที่มีแม่เป็นแม่
00:17:16 → 00:17:21 อาจารย์จำได้ในตอนก่อนหน้านี้แม่ซ้ายลูก
00:17:21 → 00:17:25 ขวาแม่ลูกมา 3 เดซิเบลของแม่
00:17:25 → 00:17:29 คือแบบมันไม่ใช่ภาพนี้เลยแต่ว่าป้าอ้อย
00:17:30 → 00:17:33 เนี่ยพอเราเรียนรู้แล้วเนี่ยไม่สนใจค่ะ
00:17:33 → 00:17:37 ว่าแฟ็กซ์เป็นอะไรมันจะดำเนินไปดีหรือมัน
00:17:37 → 00:17:39 จะแย่หรือมันจะดีขึ้นหรืออะไรก็ตามไม่
00:17:39 → 00:17:43 เป็นไรถ้าดีขึ้นนับเป็นสิ่งดีแต่ตอนเนี้ย
00:17:43 → 00:17:47 โฟกัสเป้าหมายจะลูกจะต้องพูดว่า
00:17:47 → 00:17:52 ฉันเอ่อฉันภูมิใจที่หนูภูมิใจที่หมีแม่
00:17:52 → 00:17:56 เป็นแม่แล้วพูดซ้ำพูดซ้ำแต่ไม่คาดหวังเรา
00:17:56 → 00:17:59 พูดซ้ำกับตัวเองกับตัวเองว่าลูกเราจะต้อง
00:17:59 → 00:18:02 พูดว่าเราอยากให้ลูกรู้สึกแล้วก็พูดว่า
00:18:02 → 00:18:05 ภูมิใจที่มีเราเป็นแม่และไม่บอกสิ่งนี้
00:18:05 → 00:18:08 กับลูกอ่า
00:18:08 → 00:18:12 แล้วก็วางพอพูดเสร็จแล้วก็วาง
00:18:12 → 00:18:15 สิ่งนี้มันจะมันจะผิดเพี้ยนไปทันทีถ้าคุณ
00:18:15 → 00:18:16 คาดหวัง
00:18:16 → 00:18:21 เพราะฉะนั้นเนี่ยห้ามคาดหวังคิดแล้วแบบ
00:18:21 → 00:18:25 เหมือนกับโหลูกมาพูดแล้วเรามีความสุขจัง
00:18:25 → 00:18:28 อาจารย์นะคะเชื่อไหมผ่านไป
00:18:28 → 00:18:31 หลายปีอยู่
00:18:31 → 00:18:33 วันแม่
00:18:33 → 00:18:37 แม่ไปไหนป่าวอ๋อไม่ได้ไปค่ะ
00:18:37 → 00:18:40 เออเดี๋ยวเดี๋ยวหนูมานะ
00:18:40 → 00:18:41 หายไป
00:18:41 → 00:18:44 แล้วเธอก็มาพร้อมกะละมังน้ำอุ่น 1
00:18:44 → 00:18:46 กะละมัง
00:18:46 → 00:18:49 แม่เดี๋ยวหนูล้างเท้าให้
00:18:49 → 00:18:53 แล้วก็มาพร้อมพวงมาลัยอีก 1 หัว
00:18:53 → 00:18:56 แล้วก็มากราบแม่แล้วก็ขออโหสิกรรม
00:18:56 → 00:19:00 แล้วก็บอกแม่ว่ารักแม่แล้วก็พูดประโยคนี้
00:19:00 → 00:19:06 แหละแม่หนูภูมิใจที่มีแม่เป็นแม่ถ้าเกิด
00:19:06 → 00:19:09 ว่าวันนี้หนูไม่เป็นลูกแม่เนี่ยหนูไม่รู้
00:19:09 → 00:19:12 เลยว่าชีวิตหนูจะเป็นยังไงแต่หนูรู้ว่า
00:19:12 → 00:19:17 มันไม่เป็นแบบนี้
00:19:17 → 00:19:19 เนี่ยเป็นเรื่องที่
00:19:19 → 00:19:22 เป็นประสบการณ์ตรงและเป็นเรื่องจริงนะ
00:19:22 → 00:19:25 แล้วมันทำให้เราเห็นแล้วเรานึกอยู่ว่าอัน
00:19:25 → 00:19:27 นี้คือเรื่องของการสะกดจิตซึ่งก่อนหน้า
00:19:27 → 00:19:31 นี้เราไม่เราไม่ได้รู้ความลับนี้แต่ว่า
00:19:31 → 00:19:33 เราใช้นะแต่ว่าใช้โดย automatic คือใช้
00:19:33 → 00:19:35 เป็นเรื่องลบหมดเลย
00:19:35 → 00:19:37 แล้วพอเรารู้ความลับนี้แล้วเรามาทดลอง
00:19:37 → 00:19:41 แล้วเราฝึกใช้เป็นเรื่องเชิงบวกปุ๊บเนี่ย
00:19:41 → 00:19:45 โอ้โหมันมีเมื่อกี้นี้ที่สำคัญนะก็คือว่า
00:19:45 → 00:19:49 เราเปลี่ยนเป็นเรานึกถึงเป้าหมายว่าเรา
00:19:49 → 00:19:52 อยากได้อะไรแต่สำคัญที่สุดก็คือเรามีเป้า
00:19:52 → 00:19:53 หมายแต่เราไม่ได้
00:19:53 → 00:19:58 เราไม่ได้เขาเรียกว่าอะไรนะบังคับว่ามัน
00:19:58 → 00:19:59 จะต้องได้
00:19:59 → 00:20:02 และไม่ไปคือเรามีเป้าหมายชัดเจนแต่เราไม่
00:20:02 → 00:20:04 ได้อยากได้เราก็บอกตัวเองด้วยว่าอยากได้
00:20:04 → 00:20:06 อยากได้อะไรอย่างนี้แต่ว่าแต่เป้าหมายชัด
00:20:06 → 00:20:15 เจนเฉยๆแล้วก็วางแล้วก็วางค่ะ
00:20:15 → 00:20:18 ว่าอันนี้สำคัญเลย
00:20:18 → 00:20:21 ว่าเป้าหมายที่เราจะวางเนี่ยประโยคมันจะ
00:20:21 → 00:20:25 เป็นประโยชน์ที่แบบมันจะไม่ได้ยาวอะไร
00:20:25 → 00:20:28 อย่างนี้เพราะว่าเราจะพูดประโยคเนี้ยซ้ำ
00:20:28 → 00:20:32 ซ้ำด้วยประโยคเดิมจิตได้สำนึกถึงจะรับและ
00:20:32 → 00:20:35 ประโยคเนี้ยเคล็ดลับก็คือ 1 มันจะไม่เป็น
00:20:35 → 00:20:38 ประโยชน์เชิงปฏิเสธเช่น
00:20:38 → 00:20:42 ฉันมีสุขภาพดีแม้วันนี้ฉันจะอู้เจ็บออดๆ
00:20:42 → 00:20:46 แท้ๆป่วยแต่ใช้คำว่าฉันมีสุขภาพแข็งแรงก็
00:20:46 → 00:20:49 ได้ฉันมีสุขภาพแข็งแรงตัวเองจะใช้คำว่า
00:20:49 → 00:20:53 ฉันมีสุขภาพแข็งแรงดูแลตัวเองได้จนวินาที
00:20:53 → 00:20:57 สุดท้ายของชีวิตเอางี้เลยปิดปากเลยอะไร
00:20:57 → 00:21:00 ที่มันเข้าปากอ่ะของเราอ่ะใช้อันนั้นแต่
00:21:00 → 00:21:04 ว่าจะไม่ใช้ประโยคที่เป็นเชิงปฏิเสธเช่น
00:21:04 → 00:21:08 ฉันไม่เจ็บป่วยอะไรอย่างนี้หรือว่าอย่าง
00:21:08 → 00:21:11 ที่เราได้ยินบ่อยๆว่าไม่เจ็บไม่จนขอให้
00:21:11 → 00:21:15 ไม่เจ็บไม่จนจิตได้สำนึกไม่รู้คำว่าไม่
00:21:15 → 00:21:16 อ๋อ
00:21:16 → 00:21:21 แปลว่านั่นคือเจ็บและโจรแสดงว่าไอ้คำว่า
00:21:21 → 00:21:24 ไม่เจ็บไม่จนในที่ความหมายมันก็คือสุขภาพ
00:21:24 → 00:21:29 ดีและรวยอ้าแต่ว่ามันเป็นคำลบใช่แสดงว่า
00:21:29 → 00:21:32 เราจะต้องพูดเป็นเรื่องเดียวกันเลยนะทั้ง
00:21:32 → 00:21:34 ๆที่จริงๆคำว่าไม่เจ็บไม่จนนี่มันเป็นคำ
00:21:34 → 00:21:37 มันเป็นคำอวยพรนะถูกเป็นคำมันเป็นเรื่อง
00:21:37 → 00:21:42 ดีแต่หรือว่าคำมันเป็นลบใช่เราจะไม่ใช้
00:21:42 → 00:21:45 ไม่ใช้คำลบนะคะเพราะฉะนั้นไม่ป่วยคือเอา
00:21:45 → 00:21:49 คำลบมาตั้งแล้วเอาอย่าเอาไม้ไม่ได้ไม่ได้
00:21:49 → 00:21:53 ต้องใช้คำเชิงบวกสุขภาพแข็งแรงก็บอก
00:21:53 → 00:21:56 สุขภาพแข็งแรงไปเลยอย่างหรือว่าความจำไม่
00:21:56 → 00:22:01 ดีก็เปลี่ยนเป็นความจำดีจำอะไรที่อยากจำ
00:22:01 → 00:22:04 ได้ทั้งหมดเลยอะไรอย่างนี้ประมาณนั้นนะคะ
00:22:04 → 00:22:08 แล้วก็มันมีเวลาของมันค่ะก็คือ
00:22:08 → 00:22:13 จิตใต้สำนึกเขามีเวลาสื่อสารกับเราด้วยนะ
00:22:13 → 00:22:17 คะมันมีเขาเรียกว่า 2 หลักการใหญ่ๆสำหรับ
00:22:17 → 00:22:21 ในการสื่อสารได้สำนึกก็คือถ้าไม่ไม่จำกัด
00:22:21 → 00:22:25 เรื่องเวลาให้เราใช้คำว่าซ้ำคือบ่อยๆและ
00:22:25 → 00:22:29 ตัวนี้มันเป็นสิ่งที่ดีด้วยก็คืออ่ามันทำ
00:22:30 → 00:22:33 ให้เราอ่ะมีสติหมายความว่าเราบอกว่าถ้า
00:22:33 → 00:22:36 ฉันสุขภาพแข็งแรงดูแลตัวเองได้จนวินาที
00:22:36 → 00:22:38 สุดท้ายของชีวิตเนี่ย
00:22:38 → 00:22:42 เวลาเรานึกเวลาเราว่างๆใจโล่งๆแทนที่จะไป
00:22:42 → 00:22:45 คิดนี่นั่นนู่นนี่นั่นอะไรฟุ้งซ่านอะไรก็
00:22:45 → 00:22:49 ไม่รู้มาคิดอันเนี้ยเพื่อจะตอกย้ำซ้ำลงไป
00:22:49 → 00:22:52 ให้จิตใต้สำนึกเขาได้รับเพราะฉะนั้นความ
00:22:52 → 00:22:55 ฟุ้งซ่านมันมันหายไปเราใช้เวลามีประโยชน์
00:22:55 → 00:22:58 กับชีวิตมาซ้ำตรงนี้
00:22:58 → 00:23:02 เทคนิคที่ 2 ก็คือเวลาของการสื่อสารของ
00:23:02 → 00:23:04 จิตใต้สำนึกกับเราเนี่ยมันจะเป็นเวลาที่
00:23:04 → 00:23:06 เรียกว่าเวลาอะไรนะ
00:23:06 → 00:23:08 เวลา
00:23:08 → 00:23:10 ที่
00:23:10 → 00:23:13 งัวเงียงัวเงีย
00:23:13 → 00:23:16 ในแง่หนึ่งของการสื่อสารซึ่งผมเคยไปเรียน
00:23:16 → 00:23:18 มาเขาเรียกว่าช่วงเวลาที่เรากำลัง
00:23:18 → 00:23:21 สะลึมสะลือสลึมกำลังจะหลับหรือครึ่งหลับ
00:23:21 → 00:23:26 เพิ่งตื่นหรือตื่นใหม่ๆ
00:23:26 → 00:23:29 เพราะฉะนั้นเนี่ยพอตื่นมาปุ๊บฉันสุขภาพ
00:23:29 → 00:23:32 แข็งแรงดูแลตัวเองได้จนวินาทีสุดท้ายของ
00:23:32 → 00:23:35 ชีวิตสมมุติว่าเราจะใช้ประโยคนี้แล้วพอ
00:23:35 → 00:23:36 เรานอน
00:23:36 → 00:23:39 นอนหลับอ่ากำลังจะหลับไปแล้วก็ฉันสุขภาพ
00:23:39 → 00:23:42 ดีดูแลตัวเองได้ช่วงนี้หน้าที่สุดท้ายของ
00:23:42 → 00:23:46 ชีวิตซ้ำซ้ำลงไปและใช้เวลา
00:23:46 → 00:23:49 สรุป
00:23:49 → 00:23:54 แบบเวลาตามนาฬิกานะเขามีทฤษฎีของการสื่อ
00:23:54 → 00:23:56 สารเขาบอกว่าช่วงเวลาทวายไลฟ์สดนะ
00:23:57 → 00:24:00 คือช่วงเวลาครบข้ามกับช่วงเวลารุ่งสาง
00:24:00 → 00:24:03 เอ่ออันนี้เป็นช่วงเวลาแบบตามนาฬิกานะแต่
00:24:03 → 00:24:06 ถ้าเป็นนาฬิกาชีวิตก็คือช่วงเวลาก่อนที่
00:24:06 → 00:24:10 เราจะหลับแล้วก็ก่อนที่เราจะตื่นเงี้ยแบบ
00:24:10 → 00:24:12 ครึ่งหลับครึ่งตื่นเลยนะเนี่ย
00:24:12 → 00:24:16 คุณผู้ฟังครับตอนนี้เป็นตอนที่เราได้ได้
00:24:16 → 00:24:19 เคล็ดลับในเรื่องของการสะกดจิตแต่ว่าผม
00:24:19 → 00:24:22 คิดว่าประโยคอันแรกก็คือคุณผู้ฟังลองนึก
00:24:22 → 00:24:24 ดูสิว่าในชีวิตเราเนี่ยโดยที่เราไม่รู้
00:24:24 → 00:24:27 ตัวเราสะกดจิตตัวเองในเรื่องลบๆไปกี่
00:24:27 → 00:24:30 เรื่องตลอดเวลากี่สิบปีด้วยนานด้วยแล้ว
00:24:30 → 00:24:33 โดยที่เราไม่รู้ตัวไม่เอ๊ะมาก่อนเลย
00:24:33 → 00:24:36 แล้วพอพ่อบอกว่าเอ๊ะเรื่องนี้ปุ๊บเนี่ย
00:24:36 → 00:24:39 เราหลุดมาจากหล่มอีกหล่มนึงเลยเราขึ้นมา
00:24:39 → 00:24:42 จากหล่มเป็นความทุกข์อีกหล่มนึงเลยซึ่ง
00:24:42 → 00:24:44 ไม่ได้เกี่ยวกับใครไม่ได้เกี่ยวกับสื่อ
00:24:45 → 00:24:46 ไม่ได้เกี่ยวกับเพลงไม่ได้เกี่ยวอะไรทั้ง
00:24:46 → 00:24:50 สิ้นอะไรแบบนี้เกี่ยวกับตัวเรานี่แหละเรา
00:24:50 → 00:24:54 สะกิดสะกดจิตตัวเราเองแบบลบๆมาตลอดเวลาใน
00:24:54 → 00:24:55 ชีวิต
00:24:55 → 00:24:59 วันนี้พอเราเริ่มเอ๊ะเรารู้ตัวแล้วลอง
00:24:59 → 00:25:02 สังเกตปึ๊บพอรู้ตัวปุ๊บวันนี้ได้เทคนิค
00:25:02 → 00:25:04 จากแม่อ้อยในเรื่องของการสะกดจิตในเชิง
00:25:04 → 00:25:05 บวก
00:25:05 → 00:25:08 แล้ววันนี้บอกเป็นเคล็ดลับเลยนะว่าต้อง
00:25:08 → 00:25:11 ยังไงนะครับถ้าเราทำแบบนี้ทุกวันตลอดเวลา
00:25:11 → 00:25:14 เนี่ยในตามเวลาที่บอกตามเทคนิคที่บอกนะ
00:25:14 → 00:25:19 อย่าใช้คำลบต้องใช้คำบวกนะฮะแล้วก็พูด
00:25:19 → 00:25:22 บ่อยๆพูดซ้ำๆกับตัวเองเนี่ย
00:25:22 → 00:25:26 ยังไงชีวิตเราก็จะดีขึ้นเพราะว่าเขาบอก
00:25:26 → 00:25:28 อีกอย่างก็คือว่าความคิดเรามันมีพลังงาน
00:25:28 → 00:25:32 สูงมากแล้วมันเป็นเหมือนแม่เหล็กเราคิด
00:25:32 → 00:25:34 เรื่องดีๆเราก็จะดึงดูดเรื่องดีๆ
00:25:34 → 00:25:37 ถ้าใครที่บอกกับตัวเองตลอดเวลาว่าซวยจัง
00:25:37 → 00:25:40 เลยมาแน่ใช่
00:25:41 → 00:25:44 ผมโดยส่วนตัวผมก็จะใช้เรื่องนี้บ่อยนะขับ
00:25:44 → 00:25:47 รถไปที่จอดรถเนี่ยไปห้างผมจะไม่เคยกังวล
00:25:47 → 00:25:49 ว่าจะไม่มีที่จอดรถ
00:25:49 → 00:25:50 ผมจะบอกว่า
00:25:50 → 00:25:53 ผมเป็น vip มีที่จะเสมอ
00:25:53 → 00:25:56 แล้วเราจะเจออย่างนี้ตลอดเวลา
00:25:56 → 00:25:59 เลี้ยวเข้าไปเนี่ย
00:25:59 → 00:26:00 เขาจะออกพอดี
00:26:00 → 00:26:03 เสมอเลยอันนี้ก็พิสูจน์ด้วยตัวเองเหมือน
00:26:03 → 00:26:06 กันนะครับเพราะฉะนั้นคุณผู้ฟังครับรายการ
00:26:06 → 00:26:09 ศัลยกรรมความสุขเป็นรายการที่จะมุ่งเน้น
00:26:09 → 00:26:12 ให้คุณผู้ฟังเนี่ยมีชีวิตที่มีความทุกข์
00:26:12 → 00:26:14 น้อยลงมีความสุขมากขึ้น
00:26:14 → 00:26:17 โดยอาศัยคมความคิดของตัวเราเอง
00:26:17 → 00:26:20 วันนี้หมดเวลาแล้วนะครับต้องขอลาไปก่อนนะ
00:26:20 → 00:26:22 ครับแล้วเราจะได้พบกันในโอกาสต่อๆไปนะ
00:26:22 → 00:26:25 ครับวันนี้ลาไปก่อนครับสวัสดีครับสวัสดี
00:26:25 → 00:26:29 ค่ะ
00:26:29 → 00:26:32 ติดตามรายการทางเว็บไซต์และแอปพลิเคชั่น
00:26:32 → 00:26:38 ของไทย
00:26:38 → 00:26:41 และ YouTube Channel Thai PBS กด
00:26:41 → 00:26:46 beautiful
00:26:46 → 00:26:52 [เพลง]