00:00:01 → 00:00:03ปวดศีรษะคลื่นไส้อาเจียนเมื่อเที่ยวภวเขา
00:00:03 → 00:00:05อาจมีภาวะแพ้ที่
00:00:05 → 00:00:09สูงรับมือเมื่อมีภาวะแพ้ที่สูงท่องเที่ยว
00:00:09 → 00:00:11ปลอดภัยลดความเสี่ยงเสีย
00:00:11 → 00:00:16ชีวิตช่วงฟิตเต็มร้อยกับ bufc พาไปรู้จัก
00:00:16 → 00:00:18วิธีการเลือกรับประทานเวโปรตีนให้เหมาะ
00:00:18 → 00:00:21กับร่างกายติดตามเรื่องราวทั้งหมดได้ใน
00:00:21 → 00:00:24รายการ TE Health วัน
00:00:24 → 00:00:27[เพลง]
00:00:27 → 00:00:31นี้สวัสดีค่ะขอต้อนรับเข้าสู่รายการ T
00:00:31 → 00:00:34and Health เข้าถึงทุกสาระสุขภาพเสริม
00:00:34 → 00:00:36ภูมิคุ้มกันรู้ทันโลคกับ tn and Health
00:00:36 → 00:00:40ค่ะและดิฉันแพย์หญิงชัดดาวจังวังกรแพย์
00:00:40 → 00:00:43เฉพาะทางสาขาเวชศาสตร์ครอบครัวพร้อมที่จะ
00:00:43 → 00:00:45รับหน้าที่เป็นผู้ดำเนินรายการพาคุณผู้ชม
00:00:45 → 00:00:50มาเข้าถึงสาระสุขภาพดีๆกันค่ะ
00:00:50 → 00:01:01[เพลง]
00:01:01 → 00:01:04สำหรับสัปดาห์นี้นะคะเราจะพาคุณผู้ชมมา
00:01:04 → 00:01:07รู้จักโรคที่เกิดขึ้นจากการท่องเที่ยวแน่
00:01:07 → 00:01:10นอนนะคะช่วงปลายปีหลายท่านค่ะอาจจะไป
00:01:10 → 00:01:12เที่ยวต่างประเทศหรือแม้กระทั่งต่าง
00:01:12 → 00:01:15จังหวัดแต่ที่ที่เราไปเนี่ยอาจจะเป็นที่
00:01:15 → 00:01:17ที่อยู่สูงค่ะและเมื่ออยู่สูงนั้นอาจจะทำ
00:01:18 → 00:01:20ให้เกิดโรคแพ้ที่สูงหรือ altitude
00:01:20 → 00:01:23sickness เกิดขึ้นเป็นอย่างไรไปดูพร้อมๆ
00:01:23 → 00:01:27กันค่ะการเดินทางไปยังพื้นที่ที่มีความ
00:01:27 → 00:01:30สูงมากกว่า 2,500 เมตเหนือระดับน้ำทะเล
00:01:30 → 00:01:33ขึ้นไปอาจจะทำให้เกิดภาวะแพ้ที่สูงหรือ
00:01:33 → 00:01:36altitude sickness เนื่องจากบริเวณที่
00:01:36 → 00:01:39สูงจะมีความดันบรรยากาศและออกซิเจนลดลง
00:01:39 → 00:01:42หากร่างกายไม่สามารถปรับตัวให้ทนกับภาวะ
00:01:42 → 00:01:45ออกซิเจนต่ำได้จะทำให้มีอาการต่างๆเกิด
00:01:45 → 00:01:49ขึ้นโดยแต่ละคนสามารถปรับตัวให้เข้ากับ
00:01:49 → 00:01:52สภาวะที่มีออกซิเจนลดน้อยลงได้ดีและเร็ว
00:01:52 → 00:01:55ช้าต่างกันดังนั้นณระดับความสูงของพื้น
00:01:55 → 00:01:59ที่ที่เท่ากันบางคนจึงไม่มีอาการบางคนมี
00:01:59 → 00:02:02อาการผิดเล็กน้อยแต่บางคนมีอาการรุนแรงจน
00:02:02 → 00:02:07ถึงขั้นเสียชีวิตกลุ่มอาการของภาวะแพ้ที่
00:02:07 → 00:02:11สูง alti sickness แบ่งได้ดังนี้ค่ะ
00:02:11 → 00:02:14ams หรือ acute Mountain sickness
00:02:14 → 00:02:17เป็นอาการที่พบได้บ่อยที่สุดมักจะไม่รุน
00:02:17 → 00:02:20แรงมีอาการปวดศีรษะเป็นอาการเด่นอาจอ่อน
00:02:20 → 00:02:24เพลียคลื่นไส้หรืออาเจียนร่วมด้วยได้มัก
00:02:24 → 00:02:26เกิดขึ้นในคืนแรกที่ขึ้นไปยังบริเวณที่
00:02:26 → 00:02:30สูงโดยร่างกายสามารถปรับตัวเองได้ภายใน
00:02:30 → 00:02:341-2 วันคนเราจะไม่เสียชีวิตด้วยอาการ ams
00:02:34 → 00:02:37แต่จะป่วยหรือเสียชีวิตจากอาการแพ้ความ
00:02:37 → 00:02:41สูงในข้อที่ 2 และข้อที่ 3 ก็คือ H High
00:02:41 → 00:02:45altitude cerebral edema เป็นภาวะสมอง
00:02:45 → 00:02:49บวมที่เกิดต่อเนื่องจากภาวะ ams ปวดศีรษะ
00:02:49 → 00:02:53รุนแรงขึ้นคลื่นไส้อาเจียนเดินเซเห็นภาพ
00:02:53 → 00:02:56ซ้อนมีพฤติกรรมเปลี่ยนอาการคล้ายคนเมา
00:02:56 → 00:03:01เล่าหากรุนแรงจะชักและหมวดสติเสียชีวิตใน
00:03:01 → 00:03:06ที่สุด He หรือ High altitude pulmonary
00:03:06 → 00:03:09edema คือภาวะปอดบวมน้ำอาจเกิดขึ้น
00:03:09 → 00:03:15เดี่ยวๆหรือเกิดร่วมกับภาวะ hace ได้โดย
00:03:15 → 00:03:19ผู้ป่วยจะมีอาการเหนื่อยมากขึ้นแม้ขณะพัก
00:03:19 → 00:03:23หายใจลำบากไอแห้งเมื่อรุนแรงขึ้นจะไอเป็น
00:03:23 → 00:03:26ฟองและรุนแรงจนนำไปสู่การเสียชีวิตได้
00:03:26 → 00:03:30เช่นกันดังนั้นหากมีอาการโดยเฉพาะควรได้
00:03:30 → 00:03:33รับการรักษาและลงจากที่สูงโดยเร็วที่สุด
00:03:33 → 00:03:36ทั้งนี้นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ที่เดินทาง
00:03:36 → 00:03:38ไปพื้นที่สูงโดยทั่วไปเช่นที่ประเทศ
00:03:38 → 00:03:42โบลีเวียและทิเบตส่วนใหญ่จะมีอาการ ams
00:03:42 → 00:03:45เท่านั้นถ้าได้มีการพักและร่างกายปรับตัว
00:03:45 → 00:03:51ได้ดีมักจะไม่เกิดภาวะเสและเปอย่างไรก็
00:03:51 → 00:03:53ตามต้องหมั่นสังเกตอาการของตนเองและ
00:03:53 → 00:03:56เพื่อนร่วมทางเสมอว่าเกิดอาการผิดปกติ
00:03:56 → 00:04:00ขึ้นหรือไม่โดยเฉพาะในช่วง 1-3 วันแรก
00:04:00 → 00:04:02หลังจากขึ้นไปที่สูงเพื่อป้องกันไม่ให้
00:04:02 → 00:04:06เกิดอาการที่รุนแรงตามมาตัวอย่างสถานที่
00:04:06 → 00:04:10ท่องเที่ยวที่จัดว่าอยู่ในที่สูงมีดังต่อ
00:04:10 → 00:04:13ไปนี้ค่ะเมืองลี่เจียงประเทศจีนความสูง
00:04:13 → 00:04:18เหนือระดับน้ำทะเล 2,400 เมตหรือ
00:04:18 → 00:04:227874 ฟุตยอดดอยอินทนนท์จังหวัดเชียงใหม่
00:04:22 → 00:04:25ความสูงเหนือระดับน้ำทะเล
00:04:25 → 00:04:282565 เมตหรือ
00:04:28 → 00:04:348415 ฟุตเมืองลาซาเขตปกครองตนเองที่เบส
00:04:34 → 00:04:40ความสูงเหนือระดับน้ำทะเล 3,490 เมตหรือ
00:04:40 → 00:04:441,450 ฟุตเมืองเล่ห์ประเทศอินเดียความ
00:04:44 → 00:04:46สูงเหนือระดับน้ำทะเล
00:04:46 → 00:04:563524 เมตหรือ
00:04:56 → 00:05:0111,500 เมตหรือ 17, 100 ฟุตและอะไรคือ
00:05:01 → 00:05:05ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดภาวะแพ้ที่สูงคน
00:05:05 → 00:05:08บางกลุ่มสามารถอาศัยอยู่บนพื้นที่ที่มี
00:05:08 → 00:05:11ความสูงโดยไม่มีอาการป่วยเช่นคนที่เบตที่
00:05:11 → 00:05:14มีการตั้งถิ่นฐานที่อยู่อาศัยบนพื้นที่มี
00:05:14 → 00:05:17ความสูงกว่า 3,000 - 4,000 เมตจากระดับ
00:05:18 → 00:05:20น้ำทะเลเนื่องจากคนกลุ่มนี้อาจมีการปรับ
00:05:20 → 00:05:24ตัวมาอย่างยาวนานหลายปีความแข็งแรงของ
00:05:24 → 00:05:26ร่างกายไม่ได้เป็นตัวบ่งบอกว่าเราจะป่วย
00:05:26 → 00:05:29หรือไม่ป่วยเปรียบเสมือนคนที่วิ่งเร็ว
00:05:29 → 00:05:32กว่าถึงเส้นชัยก่อนแต่ไม่ได้การันตีว่าจะ
00:05:32 → 00:05:35ถึงเส้นชัยอย่างปลอดภัยนะคะโดยพบว่าคนที่
00:05:35 → 00:05:38เคยป่วยเมื่อไปที่สูงมาแล้วมีโอกาสป่วย
00:05:38 → 00:05:41ได้อีกเมื่อไปที่ที่ความสูงเปลี่ยนแปลง
00:05:41 → 00:05:44อย่างรวดเร็วภายในระยะเวลาสั้นๆหรือ
00:05:44 → 00:05:47เปลี่ยนแปลงมากเกินไปต่อวันซึ่งปกติแล้ว
00:05:47 → 00:05:49ไม่ควรเปลี่ยนแปลงความสูงเกิน 500 มตต่อ
00:05:49 → 00:05:52วันค่ะการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์นั้นจะ
00:05:52 → 00:05:56ทำให้ร่างกายต้องการออกซิเจนมากกว่าปกติ
00:05:56 → 00:05:59ผลจากแอลกอฮอล์อาจทำให้เกิดความสับสนได้
00:05:59 → 00:06:01และปัจจัยเสี่ยงสุดท้ายก็คือคนที่มี
00:06:01 → 00:06:04ประวัติการป่วยหรือมีโรคประจำตัวค่ะและใน
00:06:04 → 00:06:08ช่วงนี้นะคะเรายังอยู่กันในภาวะแพ้ที่สูง
00:06:08 → 00:06:11และแน่นอนค่ะเราจะไปพูดคุยกับอาจารย์
00:06:11 → 00:06:14แพทย์ผู้เชี่ยวชาญในเรื่องนี้
00:06:14 → 00:06:17กันสวัสดีค่ะอาจารย์ขอเริ่มที่คำถามแรก
00:06:17 → 00:06:18เลยนะ
00:06:18 → 00:06:26[เพลง]
00:06:26 → 00:06:31คะภาวะแพ้ที่สูงหรือเอา sickness คืออะไร
00:06:31 → 00:06:34คะภาวะแพทย์ที่สูงหรือว่า High altitude
00:06:34 → 00:06:36sickness นะคะมันก็คือการเจ็บป่วยไม่
00:06:36 → 00:06:38สบายของร่างกายที่เกิดขึ้นเมื่อเราขึ้นไป
00:06:38 → 00:06:41ที่สูงๆค่ะโดยเฉพาะเวลาที่เราขึ้นที่สูง
00:06:42 → 00:06:44เกิน 2,500 เมตจากระดับน้ำทะเลก็อย่าง
00:06:44 → 00:06:47เช่นแบบที่ที่เราไปคนไทยไปกันบ่อยๆเนาะ
00:06:47 → 00:06:52อย่างเช่นแบบหวงหลงอ่าที่เป็นแบบราซา
00:06:52 → 00:06:54ทิเบศอะไรเงี้ยค่ะหรือว่าเลลาดักของ
00:06:54 → 00:06:57อินเดียหรือว่า Everest Bas Camp อะไร
00:06:57 → 00:06:59เงี้ยที่เรารู้อยู่แล้วว่าพวกนี้มันสูง
00:06:59 → 00:07:02มากๆหรือกระทั่งในประเทศไทยเนี่ยก็มีนะคะ
00:07:02 → 00:07:05ที่สูงเกิน 2,500 เมตรจากระดับน้ำทะเล
00:07:05 → 00:07:07เช่นยอดดอยอินทนนท์ซึ่งเป็นยอดเขาที่สูง
00:07:07 → 00:07:10ที่สุดในประเทศไทยค่ะภ้าว่าแพ้ที่สูงไม่
00:07:10 → 00:07:14ใช่ว่าแบบอุ๊ยกลัวความสูงไม่ใช่ค่ะแต่ว่า
00:07:14 → 00:07:17เป็นการไม่สบายของร่างกายซึ่งแบบเวลาที่
00:07:17 → 00:07:19เราขึ้นไปที่สูงๆอ่ะค่ะตามหลักฟิสิกส์
00:07:19 → 00:07:21แล้วอ่ะพอเราขึ้นที่สูงปุ๊บความดัน
00:07:21 → 00:07:24บรรยากาศก็จะลดลงปริมาณของออกซิเจนอ่าใน
00:07:24 → 00:07:27อากาศเนี่ยก็จะลดลงโดยเฉพาะถ้าเกิดว่าที่
00:07:27 → 00:07:30สูงเกิน 3,000 เมตเงี้ยค่ะและแล้วสาเหตุ
00:07:30 → 00:07:33ของภาวะแพ้ที่สูงหรือ altitude sickness
00:07:33 → 00:07:36นั้นคืออะไรคะอาจารย์ก็คือเกิดจากตัว
00:07:36 → 00:07:38ออกซิเจนในเลือดที่ต่ำเนี่ยแหละค่ะพอ
00:07:38 → 00:07:40ออกซิเจนในเลือดต่ำปุ๊บเนี่ยร่างกายก็
00:07:40 → 00:07:44พยายามที่จะแบบหายใจให้เร็วขึ้นหัวใจก็
00:07:44 → 00:07:46พยายามที่จะเต้นให้แรงแล้วก็เร็วขึ้นกว่า
00:07:47 → 00:07:50ปกตินะคะแล้วก็พวกหลอดเลือดส่วนปลายมันก็
00:07:50 → 00:07:53จะหดตัวเนาะเพราะฉะนั้นเนี่ยเราก็จะมีการ
00:07:53 → 00:07:56แบบความดันขึ้นมีปวดศีรษะได้อะไรอย่าง
00:07:56 → 00:07:59เงี้ยค่ะมีแบบนอนไม่หลับท้องอืดอาหารไม่
00:07:59 → 00:08:02ย่อยพวกนี้ได้ก็เกิดจากตัวความดัน
00:08:02 → 00:08:05บรรยากาศแล้วก็ตัวออกซิเจนที่ต่ำลงกว่า
00:08:05 → 00:08:08ปกตินี่เลยค่ะใครคะคือกลุ่มเสี่ยงที่จะ
00:08:08 → 00:08:11เกิดภาวะแพ้ที่สูงหรือ altitude sickness
00:08:11 → 00:08:14ค่ะเพราะคนที่แข็งแรงเนี่ยก็เป็นได้ใช่
00:08:14 → 00:08:17ไมั้ยคะอาจารย์ใช่ค่ะประเด็นของภาวะแพ้
00:08:17 → 00:08:19ที่สูงก็คือมันไม่ได้ขึ้นอยู่กับเพศไม่
00:08:19 → 00:08:22ได้ขึ้นอยู่กับอายุหรือว่าน้ำหนักตัวความ
00:08:22 → 00:08:25ฟิตของร่างกายก็ไม่เกี่ยวนักกีฬาก็มี
00:08:25 → 00:08:27โอกาสที่จะเกิดภาวะนี้ได้เช่นเดียวกับคน
00:08:27 → 00:08:31ปกติเหมือนกันเอ่อเนื่องจากว่ามันคาดเดา
00:08:31 → 00:08:32ไม่ได้เพราะงั้นเราก็เลยต้องแบบเตรียมตัว
00:08:32 → 00:08:36ให้พร้อมแล้วก็ป้องกันอยู่เสมอแต่ว่าในคน
00:08:36 → 00:08:39คในคนบางกลุ่มเช่นคนที่เคยแพ้ที่สูงมา
00:08:39 → 00:08:41ก่อนหรือว่ามีประวัติครอบครัวกลุ่มนี้ก็
00:08:41 → 00:08:44อาจจะมีโอกาสที่จะเสี่ยงที่จะเกิดภาวะแพ้
00:08:44 → 00:08:47ที่สูงได้มากขึ้นหรือว่าคนที่มีโรคประจำ
00:08:47 → 00:08:50ตัวบางอย่างเช่นแบบโรคปอดเรื้อรางโรคหัว
00:08:50 → 00:08:54ใจหรือว่าคนไข้ที่ซีดมากมีภาวะหยุดหายใจจ
00:08:54 → 00:08:57ขณะนอนนอนหลับอย่างรุนแรงพวกนี้ก็มีโอกาส
00:08:57 → 00:09:00ที่จะมีภาวะแพ้ที่สูงมากขึ้นหรือว่ารุน
00:09:00 → 00:09:04แรงกว่าคนปกติได้อาการของภาวะแพ้ที่สูง
00:09:04 → 00:09:07หรือ altitude sickness เป็นอย่างไรบ้าง
00:09:07 → 00:09:11คะอาจารย์ก็จริงๆแล้วภาวะแพ้ที่สูงอ่ะค่ะ
00:09:11 → 00:09:13มันมีกลุ่มอาการที่เราแบ่งออกเป็นตามความ
00:09:13 → 00:09:17รุนแรงแล้วก็อ่าอวัยวะที่มันแสดงอาการออก
00:09:17 → 00:09:20มานะคะส่วนใหญ่แล้วเนี่ยภาวะแพ้ที่สูง
00:09:20 → 00:09:22เริ่มต้นเนี่ยถ้าอาการไม่รุนแรงเราก็
00:09:22 → 00:09:25เรียกว่าเป็น acute Mountain sickness
00:09:25 → 00:09:27นะคะหรือว่าเป็นภาวะแพ้ที่สูงระยะเริ่ม
00:09:27 → 00:09:29ต้นพวกเนี้ยอาการจะไม่รุนแรง
00:09:29 → 00:09:32แต่ถ้าเกิดว่าเราปล่อยไปให้แบบอ่าไม่ได้
00:09:32 → 00:09:35รับการรักษาหรือว่าไม่ได้แบบเอ่อรับการ
00:09:36 → 00:09:38แบบเคลื่อนย้ายลงสู่พื้นที่ที่ต่ำลงมาอีก
00:09:38 → 00:09:41อะไรเงี้ยอาการก็อาจจะเป็นมากขึ้นพออาการ
00:09:41 → 00:09:45เป็นมากขึ้นแล้วอ่ะก็จะมีอยู่ทั้งหมด 2
00:09:45 → 00:09:48กลุ่มอาการหลังจากนี้ก็คือภาวะที่เรียก
00:09:48 → 00:09:50ว่า H หรือว่า High altitude CBR
00:09:50 → 00:09:54cerebral edema ก็คือภาวะสมองบวมค่ะจาก
00:09:54 → 00:09:57การที่เราขึ้นที่สูงกับภาวะอีกภาวะนึงก็
00:09:57 → 00:10:01คือเหรือหรว่า High altitude pal edema
00:10:01 → 00:10:03คือภาวะปอดบวมน้ำเนี่ยแหละค่ะจากการที่
00:10:03 → 00:10:07เราขึ้นที่สูงเหมือนกันซึ่งถ้าเกิดว่าเรา
00:10:07 → 00:10:10ฟังมาเมื่อกี้เนี่ยภาวะเสกับ heave เนี่ย
00:10:10 → 00:10:13มันจะเกิดหลังจากที่เราเกิดภาวะ acute
00:10:13 → 00:10:16Mountain sickness แล้วมันแย่ลงใช่ไหมม
00:10:16 → 00:10:19คะเพราะงั้นเนี่ยเกับ H ก็คือจะเกิดหลัง
00:10:19 → 00:10:21จากที่เราขึ้นที่สูงไปแล้วประมาณ 2-5 วัน
00:10:21 → 00:10:24ในขณะที่ภาวะ acc Mountain sickness
00:10:24 → 00:10:26เนี่ยมักจะเกิดภายในวันแรกหรือว่าคืนแรก
00:10:26 → 00:10:29ของการขึ้นที่สูงเลยอาจารย์คะและในเมื่อ
00:10:29 → 00:10:32ถ้า altitude sickness เนี่ยเขาแบ่งออก
00:10:32 → 00:10:35เป็น 3 กลุ่มอาการแล้วเขามีความแตกต่าง
00:10:35 → 00:10:38กันมีระดับความรุนแรงอย่างไรบ้างคะภาวะ
00:10:38 → 00:10:41ams หรือว่า acute Mountain sickness
00:10:41 → 00:10:43เนี่ยค่ะมันก็คือเกิดจากการที่ร่างกาย
00:10:43 → 00:10:46เนี่ยยังปรับตัวไม่ได้เมื่อขึ้นไปสู่ที่
00:10:46 → 00:10:49สูงในช่วงแรกใช่มั้ยคะเพราะงั้นอาการ
00:10:49 → 00:10:52เริ่มแรกที่เขาจะมาที่ที่ที่ร่างกายเราจะ
00:10:52 → 00:10:56แบบมีอาการแสดงออกมาก็คืออาการปวดหัวนะคะ
00:10:56 → 00:10:59ก็เพราะฉะนั้นการวินิจฉัยภาวะ ams ก็คือ
00:10:59 → 00:11:02มีอาการปวดหัวร่วมกับอาการอื่นเช่นเบื่อ
00:11:03 → 00:11:06อาหารคลื่นไส้อาเจียนท้องอืดเงี้ยค่ะ
00:11:06 → 00:11:09อาหารไม่ย่อยบางคนก็จะรู้สึกโอ๊อ่อน
00:11:09 → 00:11:12เปรี้ยเพียแรงจังเลยอะไรเงี้ยค่ะบางคนก็
00:11:12 → 00:11:15จะมีแบบนอนไม่หลับพวกเนี้ยก็เป็น ams
00:11:15 → 00:11:17ขึ้นอยู่กับว่าความสามารถในการปรับตัวของ
00:11:17 → 00:11:20เราต่อภาวะขาดออกซิเจนเป็นยังไง High
00:11:20 → 00:11:22altitude cerebral edema ใช่่มั้ยคะ
00:11:22 → 00:11:26คือการที่สมองบวมซึ่งพอเวลาที่เราแบบเป็น
00:11:26 → 00:11:29อ่า AC Mountain sickness หรือว่า am S
00:11:29 → 00:11:32ไปมากขึ้นนานขึ้นโดยที่เราไม่ได้รับการ
00:11:32 → 00:11:35รักษาหรือว่าเรายังคงขึ้นที่สูงต่อไปโดย
00:11:35 → 00:11:38ที่ไม่ได้หยุดพักพวกนี้เนี่ยก็จะเริ่มมี
00:11:38 → 00:11:41เค้าเรียกว่าอะไรสมองตัวเอ่อน้ำแล้วก็
00:11:41 → 00:11:44เกลือแร่ของแบบตัวสมองหรือว่าเส้นเลือดใน
00:11:44 → 00:11:48สมองมันเสียสมดุลก็จะทำให้สมองบวมพอสมอง
00:11:48 → 00:11:51บวมมากๆเนี่ยความดันในสมองก็จะสูงขึ้นสุด
00:11:51 → 00:11:55ท้ายคนไข้ก็แบบจะมีภาวะที่แบบรุนแรงแล้ว
00:11:55 → 00:11:57ก็เสียชีวิตได้ส่วนใหญ่เ้าก็จะเริ่มต้น
00:11:57 → 00:12:00ด้วยการปวดศีรษะก่อนนะจะแบบอุ๊ยปวดศีรษะ
00:12:00 → 00:12:03รุนแรงกว่าวันแรกทำไมปวดมากขึ้นเรื่อยๆ
00:12:03 → 00:12:06ไม่หายบางคนก็จะแบบต่อมาก็จะเริ่มมีเดิน
00:12:06 → 00:12:09เซเดินแล้วจะล้มเหมือนคนเมาอย่าเงี้ยค่ะ
00:12:09 → 00:12:12พูดจาแบบสับสนหรือว่าพูดไม่ออกอาจะมีเห็น
00:12:12 → 00:12:16ภาพซ้อนร่วมด้วยถ้าเป็นเยอะๆก็คือแบบชัก
00:12:16 → 00:12:20ได้ซึมได้แล้วก็เสียชีวิตได้ซึ่งภาวะเอ่อ
00:12:20 → 00:12:22สมองบวมจาก High altitude พวกนี้เนี่ย
00:12:22 → 00:12:25เสียชีวิตได้ภายใน 24 ช่วโมงเลยค่ะแต่ว่า
00:12:25 → 00:12:28เฟก็คือ High altitude Palm edema ค่ะ
00:12:28 → 00:12:31ก็คือภาวะปอดบมน้ำจากการที่เราแบบขึ้นที่
00:12:31 → 00:12:34สูงเนื่องจากว่าแบบพอขึ้นที่สูงอย่างที่
00:12:34 → 00:12:36บอกก็คือตัวออกซิเจนมันก็จะต่ำลงใช่มั้ย
00:12:36 → 00:12:38คะเพราะงั้นเนี่ยการแลกเปลี่ยนระหว่างแบบ
00:12:38 → 00:12:42ออกซิเจนในเลือดมันก็จะแบบเปลี่ยนไปนะคะ
00:12:42 → 00:12:46การที่แบบมีแบบมันก็จะมีน้ำรั่วออกมาจาก
00:12:46 → 00:12:49ตัวหลอดเลือดในปอดก็จะทำให้ปอดเนี่ยบวม
00:12:49 → 00:12:52ได้พอเขาเริ่มมีภาวะนี้แล้วมันรุนแรงมาก
00:12:52 → 00:12:54ขึ้นปุ๊บพวกเนี้ยเสียชีวิตได้ภายใน 12
00:12:54 → 00:12:57ช่วโมงเลยถ้ารักษาไม่ทันคนไข้ก็จะยิ่งขาด
00:12:57 → 00:13:00ออกซิเจนมากขึ้นอาการก็จะแย่ลงเรื่อยๆพวก
00:13:00 → 00:13:04นี้เนี่ยเป็นสาเหตุการตายที่พบบ่อยที่สุด
00:13:04 → 00:13:07ในคนไข้ที่เป็น High altitude แล้วถ้า
00:13:07 → 00:13:11เกิดอาการภาวะแพ้ที่สูงหรือว่า altitude
00:13:11 → 00:13:14sickness ค่ะจะมีวิธีการปฐมพยาบาลเบื้อง
00:13:14 → 00:13:17ต้นอย่างไรบ้างคะก็คือว่าโดยส่วนส่วนใหญ่
00:13:17 → 00:13:20แล้วอ่ะค่ะตัว ams หรือว่า acute
00:13:20 → 00:13:22Mountain sickness ซึ่งมันเป็นอาการไม่
00:13:22 → 00:13:25รุนแรงร่างกายอ่ะจะใช้เวลาปรับตัวได้เอง
00:13:25 → 00:13:27ประมาณ 1-3 วันเพราะฉะนั้นถ้าเกิดว่ามี
00:13:27 → 00:13:31อาการ ams ยังไม่จำเป็นต้องลงก็ได้แต่ว่า
00:13:31 → 00:13:34ให้พักอยู่ตรงณจุดๆนั้นแล้วสังเกตอาการ
00:13:34 → 00:13:38ตัวเองลองกินยาแก้ปวดดูลองแบบนอนพักมากๆ
00:13:38 → 00:13:41ดื่มน้ำมากๆดูถ้าเกิดว่าพักไปแล้วแบบสัก
00:13:41 → 00:13:45วันนึงอะไรเงี้ยยังไม่ดีขึ้นหรือว่าอาการ
00:13:45 → 00:13:48มันแย่ลงเรื่อยๆอันนั้นน่ะจะต้องรีบลงมา
00:13:48 → 00:13:50ข้างล่างซึ่งการลงมาข้างล่างไม่ใช่แบบ
00:13:50 → 00:13:52อุ๊ยลงบันไดจากชั้น 2 มาชั้น 1 นะคะแต่
00:13:52 → 00:13:55ว่าหมายถึงว่าการลงมาพักที่เมืองที่แบบ
00:13:55 → 00:13:57ต่ำกว่าเดิมประมาณ 300 -1000 เมตจาก
00:13:57 → 00:14:01ระดับนังทะเลภาวะแพ้ที่สูงหรือ altitude
00:14:01 → 00:14:04sickness ค่ะป้องกันได้อย่างไรคะก็คือ
00:14:04 → 00:14:08จริงๆแล้วอ่ะการป้องกันภาวะ ams อ่ะก็คือ
00:14:08 → 00:14:11การทำยังไงก็ได้ให้ร่างกายอ่ะสามารถที่จะ
00:14:11 → 00:14:14ปรับตัวกับภาวะที่สูงได้อย่างรวดเร็วแล้ว
00:14:14 → 00:14:17ก็สามารถที่จะปรับตัวได้ดีขึ้นเราต้องรู้
00:14:17 → 00:14:19ว่าอ่ะเราจะไปที่ไหนความสูงของที่ที่เรา
00:14:19 → 00:14:21จะไปเท่าไหร่อย่างเช่นแบบสมมุติเราจะไป
00:14:21 → 00:14:24หญ่าติ่งเงี้ยค่ะญ่าติ่งแชงกีล่าอุ้ยเรา
00:14:24 → 00:14:28หืความสูงประมาณ 3,500 เมตเนาะ 3,500 -
00:14:28 → 00:14:314,000 นะถ้าเราบินไปลงแบบหญ้าติ่งเลยทัน
00:14:31 → 00:14:34ทีแล้วแบบเดินเลยทันทีเงี้ยเราอ่ะก็มี
00:14:34 → 00:14:37โอกาสที่จะเกิดภาวะแพ้ที่สูงได้เพราะ
00:14:37 → 00:14:39ฉะนั้นเนี่ยโดยทั่วๆไปเขาก็จะแนะนำว่าให้
00:14:39 → 00:14:42ลงที่แบบเมืองที่แบบความสูงต่ำกว่านั้น
00:14:42 → 00:14:44ก่อนเช่นไปลงที่แบบลี่เจียงหรือว่าคุณ
00:14:44 → 00:14:48หมิงก่อนนะแล้วค่อยแบบไต่ขึ้นที่สูงไปที่
00:14:48 → 00:14:50แบบแชงการีล่าหรือว่าหญ้าติ่งนะอันเนี้ย
00:14:50 → 00:14:53เขาเรียกว่าเป็นอ่าการค่อยๆไต่ระดับความ
00:14:53 → 00:14:56สูงหรือว่า acclimatization ค่ะเพื่อไม่
00:14:56 → 00:15:00ให้เราขึ้นที่สูงที่แบบเร็วแล้วก็สูงเกิน
00:15:00 → 00:15:03ไปในทันทีแล้วก็การเตรียมตัวอย่างอื่นนอก
00:15:04 → 00:15:06จากการวางแผนการเดินทางที่ดีแล้วก็คือการ
00:15:06 → 00:15:09แบบปฏิบัติตัวอย่างเช่นการพักผ่อนมากๆโดย
00:15:10 → 00:15:13เฉพาะในคืนก่อนเดินทางแล้วก็คืนวันแรกที่
00:15:13 → 00:15:16เราไปถึงดื่มน้ำบ่อยๆค่ะเพราะว่าอันนี้
00:15:16 → 00:15:18ต้องเน้นมากเรื่องดื่มน้ำเนื่องจากว่าพอ
00:15:18 → 00:15:20เวลาเราเดินทางเนาะเราก็ไม่อยากกินน้ำ
00:15:20 → 00:15:23เพราะเราไม่อยากไปเข้าห้องน้ำบ่อยแต่ว่า
00:15:23 → 00:15:25การที่เราดื่มน้ำน้อยพวกเก็ยิ่งทำให้
00:15:25 → 00:15:28อาการของภาวะแพทที่สูงมันแย่ลงแล้วก็อาจ
00:15:28 → 00:15:32จะเจอมากขึ้นนอกจากนี้เ่าอาหารบางอย่าง
00:15:32 → 00:15:35เช่นแบบอาหารที่มีโปแตสเซียมสูงเช่นแบบ
00:15:35 → 00:15:39กล้วยมะเขือเทศอะโวคาโดอะไรเงี้ยค่ะหรือ
00:15:39 → 00:15:41ว่าพวกช็อกโกแลตผลไม้แห้งต่างๆพวกนี้
00:15:41 → 00:15:45เนี่ยก็ช่วยป้องกันภาวะ ams ได้เหมือนกัน
00:15:45 → 00:15:49นะคะพวกเอ่อคอมเพลกคาร์โบไฮเดรตก็มีส่วน
00:15:49 → 00:15:51ช่วยที่จะช่วยป้องกันภาวะนี้ได้อย่างเช่น
00:15:51 → 00:15:55แบบพวกแบบธัญญพืชขนมปังโฮเกนข้าวไม่ขัดสี
00:15:55 → 00:15:59หรือว่าผักผลไม้ต่างๆแล้วก็แนะนำว่าให้
00:15:59 → 00:16:02เอ่อเลี้ยงพวกยานอนหลับหรือว่าแอลกอฮอล์
00:16:02 → 00:16:05อะไรเงี้ยค่ะการกินเหล้าแต่ว่าชากาแฟ
00:16:05 → 00:16:08เนี่ยดื่มได้ปกตินะคะสำหรับคนแบบติดกาแฟ
00:16:08 → 00:16:11ส่วนอย่างอื่นก็คือการแบบพักผ่อนเนาะออก
00:16:11 → 00:16:14กำลังกายเบาๆไม่ต้องไปแบบหูฟิตหนักบนภู
00:16:14 → 00:16:16เขาอะไรอย่างเงี้ยเพราะว่ามันก็จะทำให้
00:16:16 → 00:16:20แบบร่างกายใช้ออกซิเจนมากขึ้นการเกิด ams
00:16:20 → 00:16:24ก็จะรุนแรงมากขึ้นมียาที่สามารถรับประทาน
00:16:24 → 00:16:27ก่อนเพื่อที่จะป้องกันภาวะแพ้ที่สูงหรือ
00:16:27 → 00:16:29ว่า altitude sickness ได้ได้หรือเปล่า
00:16:29 → 00:16:32คะอาจารย์หรือว่าต้องรอให้มีอาการก่อนถึง
00:16:32 → 00:16:35จะรับประทานได้คะก็คือยาที่ป้องกันใช่
00:16:35 → 00:16:38มั้ยคะจริงๆยาที่ป้องกันก็มีหลายตัวค่ะ
00:16:38 → 00:16:41แต่ว่าส่วนใหญ่ก็คือที่เรารู้จักหรือว่า
00:16:42 → 00:16:45ได้ยินชื่อกันบ่อยๆก็คือ diam หรือว่าซล
00:16:45 → 00:16:49เนาะซึ่งแบบยาตัวนี้เนี่ยอ่านอกจากใช้
00:16:49 → 00:16:52ช่วยป้องกันภาวะ ams แล้วก็ยังช่วยป้อง
00:16:52 → 00:16:56กันภาวะสมองบวมได้ด้วยนะคะเพียงแต่ว่าการ
00:16:57 → 00:17:00ใช้ยาก็ควรจะต้องต้องปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ
00:17:00 → 00:17:02หรือว่าปรึกษาแพทย์ก่อนเนื่องจากว่ามันก็
00:17:02 → 00:17:06เป็นยาเนาะยาก็มีทั้งแบบข้อดีข้อเสียยา
00:17:06 → 00:17:09ตัวกลุ่มนี้อาลมมันเป็นยากลุ่มซันฟาเพราะ
00:17:09 → 00:17:13ฉะนั้นสิ่งที่สำคัญเลยก็คือห้ามใช้ในคน
00:17:13 → 00:17:17ไข้ที่แพ้ซันฟาหรือว่าแพ้พวกแบคทริมนะคะ
00:17:17 → 00:17:20เอ่อยาเนี่ยกลไกการออกฤทธิ์ก็คือมัน
00:17:20 → 00:17:22พยายามทำให้ร่างกายเนี่ยเวลาที่เรากินไป
00:17:23 → 00:17:25แล้วมันพยายามจะทำให้ร่างกายหายใจเร็ว
00:17:25 → 00:17:29ขึ้นนะคะด้วยแบบกลไกหลายกลไกเลยซึ่งซึ่ง
00:17:29 → 00:17:32พอเราหายใจเร็วขึ้นเนี่ยเ่อมันก็จะทำให้
00:17:32 → 00:17:34เรามีออกซิเจนเข้าไปในสู่ร่างกายมากขึ้น
00:17:34 → 00:17:37เพราะฉะนั้นมันก็เลยช่วยลดภาวะขาด
00:17:37 → 00:17:40ออกซิเจนได้มันก็เลยช่วยป้องกันการแพ้ที่
00:17:40 → 00:17:43สูงได้แต่ว่าประเด็นก็คือมันจะช่วยป้อง
00:17:43 → 00:17:48กันได้ดีถ้าเรากินมันล่วงหน้า 24-48 ชมง
00:17:48 → 00:17:53นะคะถามว่าถ้าเกิดว่าอุ๊ยเราลืมกินมันจะ
00:17:53 → 00:17:56มีประสิทธิภาพดีมยอะไรอย่างเงี้ยนะคะก็
00:17:56 → 00:17:59ถ้าเกิดว่าเราลืมกินเนี่ยประสิทธิภาพภาพ
00:17:59 → 00:18:01ในการป้องกันก็อาจจะไม่ค่อยดีเท่าไหร่นะ
00:18:01 → 00:18:05คะแต่ว่าข้อดีของตัว aet ก็คือนอกจากมัน
00:18:05 → 00:18:08ช่วยป้องกันมันยังช่วยรักษาด้วยรักษาภาวะ
00:18:08 → 00:18:12ms หรือว่ารักษาภาวะอ่าเสได้ด้วยขอบพระ
00:18:12 → 00:18:15คุณอาจารย์ที่มาให้ความรู้ความเข้าใจใน
00:18:15 → 00:18:18เรื่องของภาวะแพ้ที่สูงหรือว่า altitude
00:18:18 → 00:18:21sickness นะคะและในช่วงนี้เราไปฟิตเต็ม
00:18:21 → 00:18:24ร้อยกับ bufc กันโดยที่มารู้กันค่ะว่าจะ
00:18:24 → 00:18:27รับประทานเวโปรตีนอย่างไรเพื่อที่จะบูส
00:18:27 → 00:18:29ร่างกายให้เต็มร้อย
00:18:29 → 00:18:33[เพลง]
00:18:33 → 00:18:33[ปรบมือ]
00:18:33 → 00:18:38[เพลง]
00:18:38 → 00:18:40[ปรบมือ]
00:18:40 → 00:18:44[เพลง]
00:18:44 → 00:18:47ค่ะสวัสดีครับเอ่อผมแจ็คนะครับวัชรชัย
00:18:47 → 00:18:50ราชแพทยาคมครับก็เป็นฟิตเนสโค้ชนะครับของ
00:18:50 → 00:18:52สโมสร True Bangkok United ครับสำหรับ
00:18:52 → 00:18:54ท่านผู้ชมนะครับที่มีข้อสงสัยว่าเวโปรตีน
00:18:54 → 00:18:57เนี่ยใช้ยังไงนะครับคืออะไรแล้วก็เอ่อมี
00:18:57 → 00:18:59ประโยชน์กับร่างกายยังไงไงนะครับวันนี้
00:18:59 → 00:19:01เดี๋ยวเรามีคำตอบมาให้นะครับว่าควรจะใช้
00:19:01 → 00:19:04เวโปรตีนยังไงนะครับแล้วก็ควรที่จะเลือก
00:19:04 → 00:19:12ชนิดต่างๆยังไงนะครับเดี๋ยวไปลองดูกัน
00:19:12 → 00:19:15ครับสำหรับกลุ่มนักกีฬาเองอ่ะนะครับก็
00:19:15 → 00:19:18เอ่อจะต้องคำนึงถึง 3 ส่วนไปด้วยกันนะ
00:19:18 → 00:19:19ครับก็ส่วนแรกนะครับเป็นเรื่องของ
00:19:19 → 00:19:22คาร์โบไฮเดรตนะครับก็คือส่วนที่เป็นเอ่อ
00:19:22 → 00:19:24แป้งหรือพลังงานนะครับที่จะเติมเรื่องของ
00:19:24 → 00:19:26พลังงานให้กับร่างกายนะครับเหมือนกับเอ่อ
00:19:26 → 00:19:28ถังน้ำมันที่สามารถที่จะทำให้ร่างกายรง
00:19:28 → 00:19:30กายเนี่ยขับเคลื่อนไปได้นะครับก็จะต้อง
00:19:30 → 00:19:32โฟกัสที่อาหารกลุ่มที่เป็นคาร์โบไฮเดรต
00:19:32 → 00:19:35ค่อนข้างสูงนะครับส่วนต่อไปที่สำคัญนะ
00:19:35 → 00:19:37ครับก็เป็นส่วนที่เรียกว่าโปรตีนนะครับ
00:19:37 → 00:19:39หรือส่วนที่ใช้ในการซ่อมแซมนะครับส่วนที่
00:19:39 → 00:19:42สึกหลอนั่นเองนะครับซึ่งโปรตีนเนี่ยก็มี
00:19:42 → 00:19:45ส่วนสำคัญนะครับในการช่วยในการสร้างเอ่อ
00:19:45 → 00:19:46กล้ามเนื้อขึ้นมาใหม่นะครับหรือว่าซ่อม
00:19:46 → 00:19:49แซมส่วนที่บาดเจ็บไปนะครับแล้วก็ส่วนสุด
00:19:49 → 00:19:51ท้ายนะครับที่มีความสำคัญก็คือเรื่องของ
00:19:51 → 00:19:53ไขมันในร่างกายนะครับก็จำเป็นที่จะต้อง
00:19:53 → 00:19:56ควบคุมให้ไม่มีปริมาณที่มากเกินไปนะครับ
00:19:56 → 00:19:58ซึ่งไขมันเนี่ยก็แนะนำให้แทนในปริมาณที่
00:19:58 → 00:20:01ที่มีเอ่อปริมาณค่อนข้างน้อยนะครับในส่วน
00:20:01 → 00:20:06ของนักกีฬา
00:20:06 → 00:20:08[เพลง]
00:20:08 → 00:20:11ครับส่วนของเวโปรตีนนนะครับก็เข้าใจง่ายๆ
00:20:12 → 00:20:14ว่าเป็นส่วนที่ถูกแยกออกมาจากเอ่อนมที่
00:20:14 → 00:20:17เป็นนมจากวัวนะครับซึ่งเราก็จะนำมาทำการ
00:20:17 → 00:20:20แยกส่วนประกอบต่างๆของนมออกนะครับซึ่งคัด
00:20:20 → 00:20:23เฉพาะส่วนที่เป็นเอ่อโปรตีนโดยเฉพาะนะ
00:20:23 → 00:20:25ครับแยกออกมาทำในส่วนของเโปรตีนซึ่งเอ่อเ
00:20:25 → 00:20:27โปรตีนเองเนี่ยก็จะถูกแยกออกเป็น 2
00:20:27 → 00:20:30ประเภทด้วยกันนะครับซึ่งก็จะแยกเป็นตาม
00:20:30 → 00:20:32ความเข้มข้นหรือว่าความบริสุทธิ์ของ
00:20:32 → 00:20:34โปรตีนที่ผสมอยู่นภายในผลิตภัณฑ์ต่างๆนะ
00:20:35 → 00:20:36ครับซึ่งความ concentrate ตรงเนี้ยนะครับ
00:20:36 → 00:20:39ก็จะถูกแยกเป็น 2 ชนิดแล้วกันก็คือเป็น
00:20:39 → 00:20:41ส่วนที่เป็น concentrate เโปรตีนนะครับ
00:20:41 → 00:20:43แล้วก็อีกส่วนนึงก็จะเป็นส่วนของ isolate
00:20:43 → 00:20:46เโปรตีนครับซึ่งก็จะมีค่าความเอ่อเพียว
00:20:47 → 00:20:48หรือความบริสุทธิ์ของโปรตีนสูงกว่านั่น
00:20:48 → 00:20:55เอง
00:20:55 → 00:20:58ครับส่วนของเวโปรตีนอ่ะนะครับแน่นอนว่า
00:20:58 → 00:21:00อย่างที่ที่ได้เกริ่นไปในตอนต้นน่ะนะครับ
00:21:00 → 00:21:02ว่าส่วนของโปรตีนเองเนี่ยเป็นส่วนสำคัญใน
00:21:02 → 00:21:05การที่จะแยกสายของอะมิโนแอซิดออกมานะครับ
00:21:05 → 00:21:08ซึ่งตรงเนี้ยใช้ในการที่จะเติมในส่วนของ
00:21:08 → 00:21:10การสร้างกล้ามเนื้อนะครับให้กับนักกีฬา
00:21:10 → 00:21:12ซึ่งเอ่อนักกีฬาเองเนี่ยจำเป็นที่จะต้อง
00:21:12 → 00:21:14มีการฝึกซ้อมที่ค่อนข้างเข้มข้นแล้วก็อาจ
00:21:14 → 00:21:16จะมีการแข่งขันที่ค่อนข้างจะถี่อนะครับ
00:21:16 → 00:21:19ซึ่งทำให้ตรงเนี้ยเอ่ออาจจะมีการบาดเจ็บ
00:21:19 → 00:21:21ของร่างกายอาจจะมีการฉีกขาดเล็กๆของเอ่อ
00:21:21 → 00:21:23เส้นใยกล้ามเนื้อนะครับซึ่งส่วนของเวท
00:21:23 → 00:21:26โปรตีนเนี่ยแน่นอนว่าจะสามารถช่วยในการ
00:21:26 → 00:21:28ที่จะฟอร์มตัวกล้ามเนื้อเส้นใยกล้ามเนื้อ
00:21:28 → 00:21:31ให้กลับมาเอ่อมีขนาดที่ใหญ่ขึ้นได้นะครับ
00:21:31 → 00:21:33หรือว่าสามารถที่จะเอ่อทำให้กลับมาแข็ง
00:21:33 → 00:21:35แรงดังเดิมได้นะครับเพราะฉะนั้นส่วนของเ
00:21:35 → 00:21:37โปรตีนจึงเป็นส่วนที่ค่อนข้างมีความสำคัญ
00:21:37 → 00:21:44นะครับในกลุ่มของนักกีฬาด้วย
00:21:44 → 00:21:45[เพลง]
00:21:45 → 00:21:49ครับครับผมก็อย่างที่ได้เกริ่นไปในตอนต้น
00:21:49 → 00:21:52นครับว่าจริงๆแล้วชนิดของเวโปรตีนเนี่ย
00:21:52 → 00:21:54ค่อนข้างที่จะมีหลากหลายประเภทพอสมควรนะ
00:21:55 → 00:21:57ครับหลากหลายรสชาติด้วยนะครับก็สามารถ
00:21:57 → 00:21:59เลือกได้ตามความชื่นชอบเลยนะครับใครที่
00:21:59 → 00:22:01ชอบรสชาติแบบไหนก็สามารถเลือกใช้ได้แต่ที
00:22:01 → 00:22:04นี้เนี่ยส่วนของเวทโปรตีนเนี่ยที่ถูกแยก
00:22:04 → 00:22:05ออกเป็น 2 ส่วนนั่นก็คือส่วนของที่เป็น
00:22:06 → 00:22:08isolate เโปรตีนเนี่ยก็จะมีความเข้มข้น
00:22:08 → 00:22:10ของโปรตีนค่อนข้างสูงกว่านะครับโดยที่จะ
00:22:11 → 00:22:13มีส่วนประกอบอื่นๆเช่นน้ำตาลนะครับหรือ
00:22:13 → 00:22:15ว่าไขมันเนี่ยในปริมาณที่น้อยนะครับเพราะ
00:22:15 → 00:22:18ฉะนั้น isolate เโปรตีนเนี่ยก็จะค่อนข้าง
00:22:18 → 00:22:20เหมาะสำหรับกลุ่มคนที่ต้องการที่จะควบคุม
00:22:20 → 00:22:23น้ำหนักนะครับแล้วก็เอ่อไม่อยากให้มีไข
00:22:23 → 00:22:25มันในร่างกายสูงเกินไปนะครับเพราะฉะนั้น
00:22:26 → 00:22:28ส่วนเนี้ยสามารถที่จะใช้ในการสร้างกล้าม
00:22:28 → 00:22:30เนื้อได้ดีดีกว่านะครับส่วนอีกประเภทนึง
00:22:30 → 00:22:32นะครับส่วนที่เป็น concentrate เโปรตีน
00:22:32 → 00:22:35เนี่ยก็จะมีส่วนประกอบที่ผสมในส่วนของ
00:22:35 → 00:22:37เอ่อปริมาณของคาร์โบไฮเดรตเพิ่มขึ้นไป
00:22:37 → 00:22:39ด้วยนะครับส่วนของน้ำตาลอาจจะมากขึ้นด้วย
00:22:39 → 00:22:41นะครับเพราะฉะนั้นเนี่ยส่วนเนี้ยก็อาจจะ
00:22:41 → 00:22:43เหมาะสำหรับคนที่มีน้ำหนักค่อนข้างน้อยนะ
00:22:43 → 00:22:46ครับหรือว่ามีร่างกายที่ค่อนข้างที่จะผอม
00:22:46 → 00:22:48นะครับแล้วอยากที่จะมีกล้ามเนื้อที่ใหญ่
00:22:48 → 00:22:50ขึ้นหรือทำน้ำหนักให้มากขึ้นนะครับสำหรับ
00:22:50 → 00:22:53ตรงเนี้ยก็จะเหมาะสำหรับคนที่ต้องการที่
00:22:53 → 00:22:55จะทำกล้ามเนื้อทำน้ำหนักมากขึ้นนะครับ
00:22:55 → 00:22:57เพราะฉะนั้นส่วนเนี้ยก็จะเหมาะสมกว่านั่น
00:22:57 → 00:23:00เองครับ
00:23:00 → 00:23:01[เพลง]
00:23:01 → 00:23:02[ปรบมือ]
00:23:02 → 00:23:06[เพลง]
00:23:06 → 00:23:08[ปรบมือ]
00:23:08 → 00:23:12[เพลง]
00:23:12 → 00:23:15เป็นอย่างไรกันบ้างคะกับสาระสุขภาพดีๆที่
00:23:15 → 00:23:19TNN Health นำมาฝากคุณผู้ชมกันในวันนี้
00:23:19 → 00:23:21หวังเป็นอย่างยิ่งว่าคุณผู้ชมจะสามารถนำ
00:23:21 → 00:23:24สาระสุขภาพดีๆที่ได้ไปดูแลตัวเองและ
00:23:24 → 00:23:27ครอบครัวให้มีความสุขสุขภาพแข็งแรงนะคะ
00:23:27 → 00:23:31และขอบคุณคุณผู้ชมที่ติดตามรับชมรายการ
00:23:31 → 00:23:33TNN Health มาโดยตลอดทั้งรายการค่ะคุณ
00:23:33 → 00:23:36ผู้ชมสามารถติดตามรับชมรายการ TNN Health
00:23:36 → 00:23:41ได้นะคะเป็นประจำทุกวันเสาร์เวลาดี 15 น-
00:23:41 → 00:23:4515:30 นที่นี่ TNN ช่อง 16 ค่ะและต้อง
00:23:45 → 00:23:48ไม่ลืมค่ะกดไลค์กดแชร์กด Subscribe กด
00:23:48 → 00:23:51กระดิ่งกิ๊งๆเพื่อที่จะติดตามแล้วก็เป็น
00:23:51 → 00:23:54กำลังใจให้หมอดาวและทีมงาน TNN นะคะเพื่อ
00:23:54 → 00:23:57ที่เราจะเข้าถึงทุกสาระสุขภาพเสริมภูมิ
00:23:57 → 00:24:00คุ้มกันรู้ทันโรคไปด้วยกันแล้ววันนี้ค่ะ
00:24:00 → 00:24:03หมอดาวและทีมงาน tn Health ต้องขอตัวลา
00:24:03 → 00:24:06คุณผู้ชมไปก่อนสำหรับวันนี้สวัสดี
00:24:06 → 00:24:27[เพลง]
00:24:27 → 00:24:31ค่ะแ