00:00:00 → 00:00:01ตอนพี่ปาร์ตี้หนัก ๆ
00:00:01 → 00:00:03หนักที่สุดของพี่คือเบอร์ไหน
00:00:03 → 00:00:05เพื่อนสนิทเป็นชาวต่างชาติหมดเลย
00:00:05 → 00:00:08พอเรียนจบก็ชอบมาอยู่ที่เมืองไทย 2 เดือน
00:00:08 → 00:00:09ก็คือประมาณ 60 วัน
00:00:09 → 00:00:10เราก็ตกลงกันว่า
00:00:10 → 00:00:1260 วัน 60 คืน
00:00:12 → 00:00:13ต้องปาร์ตี้ทุกคืน
00:00:13 → 00:00:15เราเที่ยวถึง 6 โมงเช้า
00:00:15 → 00:00:16นอนน้อย
00:00:16 → 00:00:17ก็คือเละ
00:00:18 → 00:00:21IF ก่อนหน้านี้พี่ก็ไม่เอา
00:00:21 → 00:00:22พี่ทำไม่ได้หรอก
00:00:22 → 00:00:23พี่ต้องประชุม
00:00:23 → 00:00:23พี่ต้องคิดงาน
00:00:23 → 00:00:24พี่อดข้าวไม่ได้
00:00:24 → 00:00:25พี่ต้องการน้ำตาล อะไรอย่างนี้
00:00:25 → 00:00:26แต่อยู่ ๆ ก็
00:00:27 → 00:00:29ไม่ว่าจะทำอะไรในโลกนี้
00:00:29 → 00:00:31มันต้องเริ่มด้วย “Why” ทำไมต้องทำ
00:00:32 → 00:00:33ทำไมต้อง IF
00:00:33 → 00:00:34Autophagy คืออะไร
00:00:34 → 00:00:35แล้วก็จะเข้าใจ
00:00:35 → 00:00:37พอเข้าใจแล้วอยากทำ
00:00:37 → 00:00:39ที่บอกอาหารครบ 5 หมู่
00:00:39 → 00:00:40ส่วนตัวไม่เชื่อ
00:00:41 → 00:00:43ว่าคนเราต้องกินอาหารครบ 5 หมู่
00:00:44 → 00:00:44แต่...
00:00:45 → 00:00:47- ออกอากาศไปแล้วเดี๋ยวโดนหมอด่า - เดี๋ยวเขาตัดตรงนี้แหละ
00:00:47 → 00:00:49เขาตัดตรงนี้แหละไปโปรโมต
00:00:49 → 00:00:50เอาอีกไหม
00:00:50 → 00:00:52เอาอีก ยาสแตตินอย่างนี้
00:00:52 → 00:00:53คอเลสเตอรอลสูง
00:00:54 → 00:00:55เดี๋ยวโดนหมอเล่นอีก
00:00:55 → 00:00:57มาแน่ ๆ ทัวร์มาแน่ ๆ ปะป๊า
00:00:57 → 00:00:58ทัวร์ลงแน่นอน
00:00:58 → 00:01:00ถึงได้บอกว่าอย่าให้พูด เพราะถ้าพูด พูดหมด
00:01:00 → 00:01:02อย่างเมื่อก่อน ไม่กินผัก
00:01:02 → 00:01:05เดี๋ยวนี้น่าจะกินผักเยอะที่สุดในบ้าน ถูกไหม
00:01:06 → 00:01:06ไม่จริง
00:01:07 → 00:01:08เรากินผักเยอะกว่า
00:01:09 → 00:01:11ไม่นับแบบซอง ไม่นับแบบซอง
00:01:11 → 00:01:12- ไม่มี ๆ - เอาแบบเป็นใบ ๆ
00:01:12 → 00:01:13พี่ไม่กินซอง
00:01:13 → 00:01:14คนเราก็เหมือนไก่
00:01:15 → 00:01:17เวลาสุกในไมโครเวฟหรือเตาอบ
00:01:17 → 00:01:20สุกก็คือตัวสีน้ำตาล
00:01:20 → 00:01:22มันก็จะเห็นได้ว่าทำไมคนเราพออายุมากขึ้น
00:01:22 → 00:01:23ผิวมันคล้ำขึ้น
00:01:23 → 00:01:24หนุ่ม ๆ ขาวยังไง
00:01:24 → 00:01:27พออายุมากขึ้น ก็จะเริ่มคล้ำขึ้น
00:01:27 → 00:01:28ในที่สุดก็คือเราสุก
00:01:28 → 00:01:31ข้างในสุกก็คือ หมดอายุขัย
00:01:32 → 00:01:34น็อต วิศรุต รังษีสิงห์พิพัฒน์
00:01:34 → 00:01:38Daddy แห่งชาติ ที่ทั้งหล่อ เฟิร์ม และสุขภาพดี
00:01:38 → 00:01:39จนใคร ๆ อยากรู้เคล็ดลับ
00:01:39 → 00:01:43วันนี้คุณน็อตจะมาแชร์วิธีดูแลตัวเองครบจบทุกมิติ
00:01:43 → 00:01:44ที่ไม่เคยเล่าที่ไหน
00:01:44 → 00:01:46On The Way with CHOM เป็นที่แรก
00:01:56 → 00:01:57ตลกเหมือนกันนะ นั่งคุยกันแบบนี้
00:01:58 → 00:01:59ปกติคุยที่บ้าน
00:02:00 → 00:02:02ต้องมาคุยให้คนอื่นดู
00:02:02 → 00:02:03ก็คิดว่าคุยอยู่บ้านไง
00:02:03 → 00:02:04แล้วผมต้องนั่งยังไง
00:02:04 → 00:02:05กัดจริง อะไรจริง
00:02:05 → 00:02:07ตามสบายเลย เอาที่คุณน็อตสบายเลย
00:02:08 → 00:02:10ไฟดีนะเนี่ย หน้าใสกิ๊งเลย
00:02:11 → 00:02:12เคยดูไหมคะ รายการ On The Way with CHOM
00:02:12 → 00:02:12ดู
00:02:13 → 00:02:13ไม่จริง
00:02:14 → 00:02:14จริง
00:02:14 → 00:02:15ดูตอนไหนคะ
00:02:15 → 00:02:16ดูหมอคนนั้น
00:02:16 → 00:02:17อันนี้ถ่ายหรือยัง
00:02:17 → 00:02:18ถ่ายแล้วค่ะ
00:02:18 → 00:02:18อ๋อเหรอ
00:02:18 → 00:02:18ค่ะ
00:02:18 → 00:02:20เคยดูจริง
00:02:21 → 00:02:21ตอนไหนคะ
00:02:21 → 00:02:23คุณหมอคนนั้นที่หุ่นบึกบึน
00:02:23 → 00:02:25หมอแทน (นพ. ธนีย์ ธนียวัน)
00:02:25 → 00:02:25ใช่
00:02:26 → 00:02:27ก็นั่งดูอยู่
00:02:27 → 00:02:28ดูตอนเดียว
00:02:29 → 00:02:31ก็ดูผ่าน ๆ หลายตอน
00:02:32 → 00:02:34ก็ถ้าเกี่ยวกับสุขภาพก็นั่งฟังอยู่แล้ว
00:02:36 → 00:02:40วันนี้ที่ได้มารายการ ก็เพราะว่าเป็นคนที่ใส่ใจเรื่องสุขภาพ
00:02:41 → 00:02:42เป็นเกียรติอย่างยิ่ง
00:02:45 → 00:02:46นี่ถ้าตามสคริปต์เลยเขาบอกว่า
00:02:47 → 00:02:49ช่วงนี้ฮอต ไปไหนมาไหนมีแต่คนชม
00:02:49 → 00:02:52นับวันยิ่งหล่อ ออร่ากระจาย หน้าเด็ก
00:02:52 → 00:02:57ทั้งหมดนี้เป็นผลมาจากการดูแลตัวเองอย่างดีมาตลอด 10 ปีที่ผ่านมา
00:02:57 → 00:02:58ถามกันมาเยอะมาก
00:02:58 → 00:03:00อยากรู้เคล็ดลับการดูแลตัวเองของคุณน็อต
00:03:00 → 00:03:02อันนี้ตามสคริปต์ค่ะ
00:03:02 → 00:03:02โอเค
00:03:03 → 00:03:04มีคำถามหรือยัง
00:03:05 → 00:03:08เป็นยังไงคะ ช่วงนี้คนชมไหมคะว่า...
00:03:08 → 00:03:11จริง ๆ ก็ได้ยินมาบ้าง
00:03:11 → 00:03:13ได้ยินมาบ้าง
00:03:13 → 00:03:16ไม่รู้ว่าชมจริงหรือเปล่า เพราะว่าคนรอบตัว
00:03:16 → 00:03:18เป็นคนของเรา
00:03:18 → 00:03:20ก็เลยไม่รู้ว่าเรื่องจริงหรือเปล่า
00:03:21 → 00:03:22แล้วพี่รู้สึกไหมล่ะว่า
00:03:23 → 00:03:25พอมาดูแลตัวเอง มันแบบว่า...
00:03:25 → 00:03:28จริง ๆ เริ่มจากเราไม่ได้มองเรื่องของ...
00:03:28 → 00:03:31ไม่ได้คิดว่าผลลัพธ์จะเป็นยังไง รู้แต่ว่าเราต้องการมีสุขภาพที่ดีขึ้น
00:03:32 → 00:03:34ไม่ได้คิดเรื่องความสวยงามเลย
00:03:34 → 00:03:35ไม่ได้คิดเรื่องความสวยงาม
00:03:36 → 00:03:38คิดแค่ว่าต้องการสุขภาพดีขึ้น
00:03:38 → 00:03:39เท่านั้นเอง
00:03:39 → 00:03:40เรามีลูกเล็ก
00:03:41 → 00:03:43เราอยากจะมีสุขภาพแข็งแรง
00:03:43 → 00:03:44ก็คืออ่านเยอะ ฟังเยอะ
00:03:44 → 00:03:46แล้วก็รู้สึกว่าเราอยากจะอุ้มลูก
00:03:47 → 00:03:50แบบทะมัดทะแมงจนอายุ 50-60 ปี
00:03:51 → 00:03:53ถ้าลูกเรา 7 ขวบ เราจะอายุ 50 ปี
00:03:54 → 00:03:558 ขวบ เราจะอายุ 50 ปี
00:03:55 → 00:03:59เราจะยังมีแรงที่จะอุ้มเขาหรือแบกเขา
00:03:59 → 00:04:04หรือพาเขาไปทำกิจกรรมที่ลุยได้
00:04:04 → 00:04:06ฉะนั้นเราต้องมีสุขภาพที่ดีก่อน
00:04:07 → 00:04:08แล้วพี่คิดว่า...
00:04:08 → 00:04:10เออ เรียกพี่...คุยกันเหมือนอยู่บ้านเนอะ
00:04:10 → 00:04:11พี่คิดว่า
00:04:12 → 00:04:15จุดที่ตัวเองมาเอาจริงเอาจังจริง ๆ คือตอนไหน
00:04:16 → 00:04:19จริง ๆ ถ้าเท้าความกลับไปเลยตั้งแต่สมัยเด็ก ๆ
00:04:19 → 00:04:20จนกระทั่งไปเรียนต่างประเทศ
00:04:20 → 00:04:22จริง ๆ เป็นคนชอบเล่นกีฬาอยู่แล้ว
00:04:23 → 00:04:26แต่ว่าเมื่อก่อนอาจจะไม่มีความเข้าใจ
00:04:26 → 00:04:28รู้แต่ว่าเป็นคนชอบเล่นกีฬา
00:04:28 → 00:04:31ก็อยากจะมีร่างกายที่แข็งแรงเพื่อจะแข่งขัน
00:04:31 → 00:04:34ยิ่งไปต่างประเทศ ชาวต่างชาติก็จะตัวใหญ่กว่าเรา
00:04:34 → 00:04:37เพราะฉะนั้นจริง ๆ ตั้งแต่เรียน High school
00:04:38 → 00:04:40เขาสอนให้เข้าฟิตเนส
00:04:40 → 00:04:44ตั้งแต่อายุ 14-15 ปี
00:04:44 → 00:04:47เขามีคลาสสอนเล่นฟิตเนสแล้วที่ต่างประเทศ
00:04:47 → 00:04:49อยู่ที่ออสเตรเลีย
00:04:49 → 00:04:50จะค่อนข้างเป็นเมือง
00:04:51 → 00:04:53Melbourne เป็นเมืองคนรักสุขภาพ
00:04:53 → 00:04:55รักการออกกำลังกาย
00:04:55 → 00:04:58โรงเรียนที่นู่นก็จะมีกิจกรรมหลังเลิกเรียน
00:04:58 → 00:05:00ที่เกี่ยวกับออกกำลังกายทุกวัน
00:05:00 → 00:05:03ไปซ้อมกีฬาทุกเย็น
00:05:03 → 00:05:06เสาร์-อาทิตย์มีการแข่งขันระหว่างโรงเรียนทุก ๆ อาทิตย์
00:05:07 → 00:05:11ช่วงที่ปิดเทอมเท่านั้นที่จะห่างจากกิจกรรมกีฬาไป
00:05:12 → 00:05:12แค่นั้นเอง
00:05:12 → 00:05:14เพราะฉะนั้นถามว่าจุดไหน
00:05:14 → 00:05:17ต้องถามว่ามันมีช่วงที่เจ๊ง
00:05:18 → 00:05:20อยู่บางช่วงเท่านั้นเอง
00:05:20 → 00:05:22แล้วก็เอาตัวกลับมาให้ได้
00:05:23 → 00:05:24คิดว่าเจ๊งอยู่นานไหม
00:05:24 → 00:05:28จริง ๆ กลับมาอยู่เมืองไทยอายุ 22-23 ปี ก็...
00:05:28 → 00:05:30ช่วงนั้นก็จะเจ๊งอยู่จนเกือบอายุ 30 ปี
00:05:31 → 00:05:33ประมาณ 6-7 ปี
00:05:33 → 00:05:37ตอนมาเรียนต่อปริญญาโทที่สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์ฯ
00:05:37 → 00:05:40ก็จะเริ่มรู้สึกว่าสนุกกับชีวิต
00:05:40 → 00:05:41ตอนพี่เจอชม อายุเท่าไหร่
00:05:41 → 00:05:44ตอนนั้นพี่อายุ 30 ปี 2009
00:05:44 → 00:05:45ก็คือเจ๊งมาพักหนึ่งแล้ว
00:05:46 → 00:05:46เจ๊งมา ใช่
00:05:47 → 00:05:49ปี 2009 ตอนนั้นก็เท่าไหร่
00:05:50 → 00:05:52- 2009 - อายุ 33 ปี
00:05:53 → 00:05:54นั่นแหละ
00:05:54 → 00:05:55เพราะว่าเรียน
00:05:55 → 00:05:57เรียนปริญญาโทที่สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์ฯ อายุ 30 ปี
00:05:58 → 00:06:00ก็จบประมาณอายุ 32 แล้วก็มาเจอชม
00:06:02 → 00:06:04ก็คือว่าเหมือนจากไลฟ์สไตล์ที่ Melbourne
00:06:04 → 00:06:06ที่เคยค่อนข้างจะไปทางสุขภาพดี
00:06:07 → 00:06:08จนถึงอายุ 22 ปี
00:06:08 → 00:06:12อยู่ต่างประเทศเรียนหนังสือ เข้าฟิตเนส เล่นกีฬา
00:06:12 → 00:06:13เสาร์-อาทิตย์แข่งฟุตบอล
00:06:14 → 00:06:15จนจบมหาวิทยาลัย
00:06:16 → 00:06:18แต่พอกลับมาเมืองไทยมันไม่มี
00:06:18 → 00:06:21คือตอนกลับมา หายิมก็ยากนะสมัยก่อน
00:06:21 → 00:06:23มียิมน้อยมาก
00:06:23 → 00:06:26แล้วยิมก็ไม่ได้ทันสมัยเท่าทุกวันนี้
00:06:26 → 00:06:30แล้วก็กิจกรรมส่วนใหญ่ เพื่อนก็จะเน้น...
00:06:30 → 00:06:30เตะบอล
00:06:30 → 00:06:31ปาร์ตี้
00:06:32 → 00:06:35อาทิตย์หนึ่งได้เตะบอล ก็คือวันเสาร์
00:06:35 → 00:06:37ก็คือจะไม่รู้หรอกว่าร่างกายระหว่างอาทิตย์
00:06:37 → 00:06:40มันไม่ได้มีการดูแลรักษาร่างกาย
00:06:40 → 00:06:44แล้วเมื่อก่อนก็ไม่มีความเข้าใจเรื่องอาหารเท่าไหร่
00:06:45 → 00:06:46ตอนที่ชมเจอพี่ตอนอายุ 33 ปี
00:06:47 → 00:06:50ก็เหมือนพี่ก็ไม่รู้ตัวนะว่าตอนนั้นพี่เจ๊ง
00:06:50 → 00:06:51ก็ไม่ได้คิด
00:06:52 → 00:06:54ก็ไม่ได้คิดเรื่องพวกนี้เท่าไหร่
00:06:55 → 00:06:57จะมาคิดอีกทีหนึ่งก็ตอนที่ป๊าป่วย
00:06:58 → 00:07:01แล้วก็อยู่โรงพยาบาลเกือบปี
00:07:01 → 00:07:05ช่วงนั้นก็จะเป็นช่วงที่ป๊าอยู่ ICU
00:07:05 → 00:07:07ทุกวัน เช้าก่อนไปทำงานก็จะแวะเยี่ยม
00:07:08 → 00:07:09เย็นทำงานเสร็จก็จะแวะเยี่ยม
00:07:10 → 00:07:13นั่ง ICU ทุกวันก็อยู่ประมาณเจ็ดเดือนได้
00:07:14 → 00:07:19ก็จะเห็นคนข้างเตียง เปลี่ยนทุก 3-5 วัน
00:07:19 → 00:07:20- ก็คือพูดง่าย ๆ - ก็คือจะมีคนเสียชีวิต
00:07:20 → 00:07:21ใช่
00:07:22 → 00:07:23ก็จะมีคนเสียชีวิตตลอด
00:07:23 → 00:07:25แล้วตอนนั้นไปโรงพยาบาล
00:07:25 → 00:07:28ก็จะเห็นแต่เรื่องสุขภาพที่ไม่ดีเป็นยังไง
00:07:28 → 00:07:30ถ้าเราไม่ดูแลสุขภาพวันนี้
00:07:31 → 00:07:34ธรรมชาติก็จะบังคับให้เราดูแลสุขภาพแบบที่เราไม่ชอบ
00:07:35 → 00:07:38ก็เลยคิดว่านี่เป็นจุดฮึดที่ว่า
00:07:38 → 00:07:42เริ่มมาจริงจังกับการปรับไลฟ์สไตล์
00:07:42 → 00:07:45ต้องออกกำลังกาย ต้องดูอาหาร
00:07:46 → 00:07:49เดี๋ยวขอย้อนไปตอนที่ปาร์ตี้หนัก ๆ
00:07:50 → 00:07:53ปะป๊าว่าหนักที่สุดของพี่คือเบอร์ไหน
00:07:54 → 00:07:55ชมอยู่ในช่วงเวลานั้นไหม
00:07:55 → 00:07:56หนักที่สุดเบอร์ไหนเหรอ?
00:07:57 → 00:07:58ชมมาตอนปลายแล้ว
00:07:59 → 00:07:59จริงเหรอ
00:07:59 → 00:08:02ตอนหนักคืออายุ 20 ต้น ๆ
00:08:03 → 00:08:07คือจบมหาวิทยาลัย เพื่อนสนิทเป็นชาวต่างชาติหมดเลย
00:08:07 → 00:08:10พอเรียนจบก็ชอบมาอยู่ที่เมืองไทยกัน
00:08:10 → 00:08:12เราก็สัญญากันว่า เพื่อนอยู่เมืองไทย
00:08:14 → 00:08:162 เดือนก็คือประมาณ 60 วัน
00:08:16 → 00:08:21เราก็ตกลงกันว่า 60 วัน 60 คืนต้องปาร์ตี้ทุกคืน
00:08:22 → 00:08:23ต้องทำให้สำเร็จ
00:08:23 → 00:08:27ทุกวันนี้เจอกันตอนรวมรุ่น เพื่อนคนนี้
00:08:27 → 00:08:30เขาทำงานอยู่ฮ่องกงแต่เขาเป็นต่างชาตินะ
00:08:30 → 00:08:34ก็ยังคุยกันเรื่อง 60 วัน 60 คืนอยู่
00:08:34 → 00:08:35ตอนที่เจ๊ง ๆ พี่หนักเท่าไหร่
00:08:36 → 00:08:38ช่วงนั้นไม่ได้ชั่งบ่อยนะ
00:08:38 → 00:08:40เคยชั่งก็อาจจะ 80 กิโลกรัม
00:08:41 → 00:08:42ก็หนักเลย
00:08:43 → 00:08:44แล้วก็ไม่มีกล้ามเนื้อ
00:08:45 → 00:08:46ก็คือไม่เคยเล่นเวท
00:08:46 → 00:08:51จากคนที่เคยอยู่มหาวิทยาลัย 4 ปี เล่นเวททุกอาทิตย์
00:08:51 → 00:08:52เตะฟุตบอลวันหยุดสุดสัปดาห์
00:08:52 → 00:08:56กลับมาเมืองไทยก็คือพยายามหา พอมันไม่มีเราก็ปล่อย
00:08:56 → 00:08:57ก็กลายเป็นเลยเถิด
00:08:58 → 00:08:59ไม่มีกล้ามเนื้อ
00:08:59 → 00:09:01กินทุกอย่าง กินดึกเที่ยวก็กิน
00:09:02 → 00:09:04ดึกกี่โมง ตีหนึ่ง ตีสองก็กิน
00:09:04 → 00:09:07แต่ตอนนั้นไม่รู้สึกหรอก เพราะเราเที่ยวถึง 6 โมงเช้า
00:09:07 → 00:09:099 โมงมีแข่งฟุตบอล วันเสาร์เราก็ตื่นไป
00:09:09 → 00:09:10นอนน้อย
00:09:11 → 00:09:12ก็คือเละ
00:09:12 → 00:09:13นอนก็ไม่นอน
00:09:14 → 00:09:15กินก็ไม่ดี
00:09:16 → 00:09:18เวทก็ไม่เล่น กล้ามเนื้อหาย
00:09:19 → 00:09:20ไม่รู้มันวกกลับมาได้ยังไงนะ
00:09:23 → 00:09:24อาจจะเพราะมีลูก
00:09:24 → 00:09:26อาจจะเพราะมีครอบครัว
00:09:26 → 00:09:29มีเมียมีลูก ก็เลยวนกลับมาทำ
00:09:30 → 00:09:31เมื่อกี้ที่พี่บอกว่า
00:09:32 → 00:09:36จุดที่มันกระตุ้นให้เรารู้สึกว่าต้องหันมาดูแลสุขภาพ
00:09:36 → 00:09:38ของชมก็เหมือนกัน ก็คือตอนที่...
00:09:39 → 00:09:41เห็นคุณพ่อป่วย
00:09:41 → 00:09:46เราก็จะตั้งคำถามว่า ทำไม?
00:09:48 → 00:09:53แต่ว่าจุดที่รู้สึกว่าเราเปลี่ยนแปลงตัวเองตอนนั้นของชม
00:09:53 → 00:09:56มันก็ยังไม่ได้เปลี่ยนเท่าทุกวันนี้นะ
00:09:56 → 00:10:00อย่างของพี่ตอนนั้น ชมก็เห็นว่าพอป๊าป่วย
00:10:00 → 00:10:03พี่ก็จะไปทำการบ้าน...
00:10:03 → 00:10:05อะไรนะ ตอนนั้นจะมีเรื่องอะไร
00:10:05 → 00:10:07Cottage Cheese
00:10:07 → 00:10:09เมล็ดแฟลกซ์
00:10:09 → 00:10:11เริ่มหาข้อมูลช่วงนั้น ก็พยายามจะ...
00:10:12 → 00:10:13หาความรู้เกี่ยวกับมะเร็ง
00:10:14 → 00:10:15มันก็คือเริ่ม...
00:10:15 → 00:10:18นั่นแหละเป็นจุดเริ่มที่พอว่างก็จะหาความรู้
00:10:18 → 00:10:20บางคนก็บอกว่ามะเร็งเป็นกรรมพันธุ์
00:10:21 → 00:10:23แล้วป๊าป่วยตั้งแต่อายุ 66 ปี
00:10:24 → 00:10:27เขาอยู่ประมาณ 4 ปีแต่ว่า 6-7 เดือนสุดท้ายอยู่ ICU ตลอด
00:10:28 → 00:10:29ก็ระหว่างที่เขาป่วย
00:10:29 → 00:10:34เราก็จะเริ่มศึกษาเรื่องเกี่ยวกับสุขภาพ เกี่ยวกับอาหาร
00:10:34 → 00:10:38ทำไม? มันมีอาหารอะไร รักษาโดยวิธีธรรมชาติได้หรือเปล่า
00:10:39 → 00:10:41ต้องมีไลฟ์สไตล์ยังไงเพื่อจะป้องกัน
00:10:41 → 00:10:43มันก็เริ่มมาจากตรงนี้
00:10:43 → 00:10:44แต่ชมก็รู้สึกว่า
00:10:44 → 00:10:46ณ วันนั้น ถ้าเทียบวันนั้นกับวันนี้
00:10:46 → 00:10:50สิ่งที่เรารู้วันนี้คือมันเทียบไม่ได้กับวันนั้นเลย
00:10:50 → 00:10:51มันผ่านมาประมาณ 10 ปี
00:10:51 → 00:10:5311 ปีที่แล้ว
00:10:53 → 00:10:56จริง ๆ ข้อมูลมันก็ยังไม่ชัดเจน
00:10:58 → 00:10:59ความรู้เรามาจากหมอ
00:11:00 → 00:11:01ความรู้มาจากหมอ
00:11:01 → 00:11:03ก็คุยกับหมอเท่านั้น
00:11:03 → 00:11:06การที่จะเข้าถึงข้อมูลที่เกี่ยวกับสุขภาพทุกวันนี้มัน...
00:11:06 → 00:11:10สมัยนั้นอินสตาแกรมก็ยังไม่ได้เยอะ ยูทูบก็ยังไม่ได้มีคอนเทนต์เยอะ
00:11:11 → 00:11:13ดังนั้นข้อมูลเราค่อนข้างจะจำกัด
00:11:14 → 00:11:16มันก็คงต้องใช้เวลาแหละ
00:11:16 → 00:11:21แต่สิ่งที่รู้กลับมาก็คือ ต้องกลับมาปรับไลฟ์สไตล์ใหม่
00:11:22 → 00:11:23ตอนนั้นพี่คิดว่าพี่เปลี่ยนอะไร
00:11:24 → 00:11:26ตอนที่ว่ารู้ว่าป๊าป่วย
00:11:26 → 00:11:29- สำหรับตัวเอง ตอนนั้นพี่ว่าพี่เปลี่ยนอะไร - คือมันต้อง 2 อย่าง
00:11:29 → 00:11:32รู้ แล้วทำได้หรือเปล่า
00:11:32 → 00:11:34เพราะว่าเราทำมาใช้เวลา
00:11:34 → 00:11:35รู้กับทำ มันคนละเรื่องกัน
00:11:35 → 00:11:39บางคนบอกว่ากินเยอะอ้วน รู้ แต่ว่าห้ามปากได้ไหม
00:11:40 → 00:11:43รู้ว่ากินอันนี้ไม่ดี กินน้ำตาลไม่ดี
00:11:43 → 00:11:46ไม่ดีต่อร่างกายแล้วห้ามได้ไหม
00:11:46 → 00:11:50รู้ว่าตัวเองน้ำหนักเยอะต้องไปออกกำลังกาย
00:11:50 → 00:11:51แล้วไปหรือเปล่า
00:11:51 → 00:11:54เพราะฉะนั้น รู้กับทำ มันคนละเรื่องกัน
00:11:55 → 00:12:00มันคงต้องใช้เวลาสักพักหนึ่งกว่าจะหาความรู้
00:12:00 → 00:12:01รู้แล้วทำยังไง
00:12:02 → 00:12:04ให้เอาร่างกายไปทำ ทำให้เห็น
00:12:04 → 00:12:08แล้วทำให้เห็นยังไงให้มันสม่ำเสมอเพื่อให้มันเกิดผล
00:12:09 → 00:12:13ก็คือต้องมีวินัย มีความสม่ำเสมอมันถึงจะเป็นนิสัย
00:12:14 → 00:12:15ทำจนทุกวันนี้ 10 ปี
00:12:15 → 00:12:19มันกลายเป็นนิสัย เป็นไลฟ์สไตล์ไปแล้ว อันนี้ถึงจะทำได้
00:12:19 → 00:12:21พี่ว่า 10 ปีเหรอของพี่
00:12:21 → 00:12:24ไม่ ๆ ก็จากวันที่เริ่มจนวันนี้ 10 ปี
00:12:24 → 00:12:28แต่ถามว่าเห็นผลไหม ก็คงเริ่มค่อย ๆ เห็นผลแหละ
00:12:28 → 00:12:33แต่ชมรู้สึกว่าพี่มาเปลี่ยนแบบที่เห็นจริง ๆ
00:12:34 → 00:12:36ก็คือตอนช่วงที่ชมท้องน้องเกล
00:12:37 → 00:12:40แล้วก็อาจจะโควิดที่ตอนนั้นพี่...
00:12:40 → 00:12:43ฟัง David Sinclair หนักมาก
00:12:43 → 00:12:48แล้วก็ฟังคนโน้นคนนี้ เริ่มรู้สึกว่าเริ่มเห็นเป็นพฤติกรรม
00:12:48 → 00:12:53ก็คือฟังเสร็จ ตื่นเช้ามาก็คือพี่ก็จะมาพ่น ๆ
00:12:53 → 00:12:54พี่จะพูดเรื่องอาหารเสริมตัวนั้นตัวนี้
00:12:54 → 00:12:55เทคโนโลยีอันนั้นอันนี้
00:12:55 → 00:12:59แต่ว่าตอนนั้นชมก็ท้อง ตามมาด้วยให้นมก็คือ
00:12:59 → 00:13:00ตามไม่ได้
00:13:01 → 00:13:04แต่ที่ชมรู้สึกว่าเปลี่ยนจริง ๆ ก็คือ
00:13:04 → 00:13:06ณ ตอนนั้น อย่างเช่น IF
00:13:06 → 00:13:08ก่อนหน้านี้พี่ก็ไม่เอา
00:13:09 → 00:13:10พี่ทำไม่ได้หรอก พี่ทำไม่ได้หรอก
00:13:10 → 00:13:12พี่ต้องประชุม พี่ต้องคิดงาน พี่อดข้าวไม่ได้
00:13:13 → 00:13:14พี่ต้องการน้ำตาล
00:13:15 → 00:13:16แต่อยู่ ๆ ก็...
00:13:17 → 00:13:17ก็อย่างที่บอกแหละ
00:13:17 → 00:13:19รู้กับทำ มันคนละอย่างกัน
00:13:19 → 00:13:23พอเรารู้แล้ว เราก็ต้องพยายามปรับไลฟ์สไตล์
00:13:23 → 00:13:24ให้มันทำให้ได้
00:13:25 → 00:13:26ถึงได้บอก ทุกอย่างมันใช้เวลา
00:13:26 → 00:13:29ไม่ใช่ว่ารู้ปุ๊บวันนี้ พรุ่งนี้ทำได้เลย
00:13:30 → 00:13:31ไม่รู้นะคนอื่นอาจจะทำได้
00:13:31 → 00:13:34แต่พี่ก็เข้าใจตัวเองว่าทุกอย่างมันใช้เวลา
00:13:34 → 00:13:36มันต้องค่อย ๆ ทำทีละอย่าง
00:13:36 → 00:13:39ไม่ใช่วันนี้รู้ 10 อย่างทำได้ 10 อย่าง
00:13:39 → 00:13:44มันก็ต้องค่อย ๆ ปรับเริ่มจากออกกำลังกาย อาหาร
00:13:44 → 00:13:47แล้วก็ทำทุกอย่างให้มันเป็นไลฟ์สไตล์
00:13:49 → 00:13:51เชื่อ David Sinclair ไง
00:13:52 → 00:13:53มันไม่ใช่ David Sinclair คนเดียว
00:13:53 → 00:13:57คือตอนแรกรู้ว่าต้องทำ แต่ไม่รู้ว่าทำแล้วมันดียังไงต่อร่างกาย
00:13:57 → 00:13:59ในที่สุดมันก็คือความรู้
00:13:59 → 00:14:03เราเข้าใจว่ากลไกร่างกายของคนเราทำไม IF มันถึงได้ผล
00:14:03 → 00:14:08มาบอกว่าสอบยังไงให้ได้เกรด 4 อย่างเดียว
00:14:10 → 00:14:10จะเรียกว่าอะไร
00:14:10 → 00:14:13เมื่อเราเข้าใจไปลึก ๆ มากขึ้นว่า
00:14:13 → 00:14:16ทำยังไง แล้วทำแล้วได้เกรด 4 ไปทำอะไร
00:14:18 → 00:14:20ไปหางานง่ายขึ้นหรืออะไร
00:14:20 → 00:14:23มันก็เหมือนกันว่าเราทำ IF แล้วเราได้อะไร
00:14:23 → 00:14:27เรามีกล้ามเนื้อ กล้ามเนื้อมันไปเชื่อมโยงยังไงกับการทำ IF
00:14:27 → 00:14:29เขาบอกว่าร่างกายคนเรา
00:14:30 → 00:14:34ควบคุมระดับน้ำตาล คนที่เป็นเบาหวานกับคนปกติ
00:14:34 → 00:14:38น้ำตาลในเลือด ต่างกันแค่ 1 ช้อนชา
00:14:38 → 00:14:41ทำยังไงให้ร่างกายสามารถควบคุม 1 ช้อนชานั้นได้
00:14:42 → 00:14:43ก็คือต้องมีกล้ามเนื้อ
00:14:43 → 00:14:44ภาวะดื้อต่ออินซูลิน
00:14:44 → 00:14:47ถ้าเมื่อไหร่ที่เราอยู่ในภาวะดื้ออินซูลิน
00:14:47 → 00:14:51ร่างกายไม่สามารถที่จะควบคุมน้ำตาลแค่หนึ่งช้อนชาได้
00:14:51 → 00:14:55แล้วอะไรล่ะ ก็คือทำ IF กับการมีกล้ามเนื้อ
00:14:55 → 00:14:56แค่นั้นเอง
00:14:57 → 00:14:58พอเราเข้าใจกลไกของมันแล้ว
00:14:59 → 00:15:01มันก็จะอยากทำโดยปริยาย
00:15:02 → 00:15:02ก็เหมือนกัน
00:15:02 → 00:15:04อันนี้อาจจะฟังดูไม่เกี่ยวกันแต่ว่า
00:15:05 → 00:15:07เมื่อก่อนชอบโดนัทอันหนึ่งมาก
00:15:07 → 00:15:09กินตอนช่วงที่ให้นมน้องเกล
00:15:10 → 00:15:14พอตั้งแต่หย่านมวันแรก
00:15:14 → 00:15:17ก็กินอาหารเสริมที่อยากจะกิน
00:15:17 → 00:15:20แล้วก็ทำ IF ออกกำลังกาย คุมอาหาร
00:15:20 → 00:15:22แล้วก็วันดีคืนดีก็นึกว่าวันนี้...
00:15:23 → 00:15:28ให้รางวัลตัวเองหน่อยแล้วกัน ก็ซื้อมาฝากคนในกองถ่ายด้วย
00:15:28 → 00:15:28สั่งมาเต็มเลย
00:15:29 → 00:15:31แล้วพอมาถึง เห็นว่ามันเป็น...
00:15:32 → 00:15:33แป้งที่ทอดในน้ำมัน
00:15:33 → 00:15:34ถูก
00:15:34 → 00:15:36ก็คือโดนัท มีครบทุกอย่าง
00:15:36 → 00:15:38- มันกินไม่ลงแล้ว - มีแป้ง มีน้ำมัน
00:15:38 → 00:15:40แล้วน้ำมัน คือแน่นอนมันต้องเป็นน้ำมันเลว
00:15:40 → 00:15:41แน่นอน
00:15:41 → 00:15:42แป้ง น้ำมัน น้ำตาล
00:15:42 → 00:15:44โดนัท คืออาหารที่...
00:15:44 → 00:15:45หนักที่สุด
00:15:45 → 00:15:47แต่ถามว่าทุกวันนี้พี่ยังกินอยู่ไหม
00:15:47 → 00:15:48ก็มีบ้าง
00:15:48 → 00:15:51แต่ชมกินไม่ได้แล้ว
00:15:51 → 00:15:53อย่างเมื่อก่อน ไม่กินผัก
00:15:53 → 00:15:54เดี๋ยวนี้น่าจะกินผักเยอะที่สุดในบ้าน
00:15:56 → 00:15:56ถูกไหม
00:15:57 → 00:15:58ไม่จริง
00:15:59 → 00:16:00เรากินผักเยอะกว่า
00:16:00 → 00:16:01ไม่แน่ใจ
00:16:02 → 00:16:04คือถ้านับเป็นจำนวนใบ พี่อาจจะเยอะ
00:16:04 → 00:16:07แต่ว่าถ้าความหลากหลาย ชมว่าชมชนะ
00:16:07 → 00:16:09ความหลากหลายก็อาจจะเป็นไปได้ แต่ว่า...
00:16:09 → 00:16:11- มันก็ไม่จำเป็น - ไม่นับแบบซอง ไม่นับแบบซอง
00:16:11 → 00:16:13- ไม่มี ๆ พี่ไม่กินซอง - เอาแบบเป็นใบ ๆ
00:16:13 → 00:16:14ก็คือทุกมื้อ...
00:16:14 → 00:16:15พี่กินโพรไบโอติกไง
00:16:15 → 00:16:18โพรไบโอติก มันเกี่ยวกับจุลินทรีย์ในลำไส้
00:16:18 → 00:16:20ไม่เกี่ยวกับเรื่องผัก ไฟเบอร์
00:16:21 → 00:16:22คนละเรื่องกัน
00:16:22 → 00:16:24ถ้าอย่างนั้น อธิบายไลฟ์สไตล์หน่อยค่ะตอนนี้
00:16:25 → 00:16:28เริ่มที่การรับประทานอาหารก่อนก็แล้วกัน
00:16:28 → 00:16:30อาหารก็อย่างที่รู้ ทำ IF
00:16:30 → 00:16:35จริง ๆ วันนี้ต้องออกตัวก่อนว่าไม่ได้เป็นหมอ และไม่ได้เป็นผู้รู้
00:16:35 → 00:16:36ก็ถือว่ามาแชร์ประสบการณ์
00:16:37 → 00:16:39วิธีการที่จะทำให้ได้
00:16:39 → 00:16:42ไม่ว่าจะทำอะไรในโลกนี้ มันต้องเริ่มต้นด้วย “Why”
00:16:42 → 00:16:43ทำไมต้องทำ
00:16:44 → 00:16:49คนเราอยากทำให้สำเร็จ มันต้องให้ตัวเองเชื่อก่อนว่าทำไม
00:16:49 → 00:16:51ทำไมต้อง IF
00:16:51 → 00:16:52Autophagy คืออะไร
00:16:54 → 00:16:56แล้วก็จะเข้าใจ พอเข้าใจแล้วจะอยากทำ
00:16:56 → 00:16:59พอเราเข้าใจว่าทำไม เราก็อยากทำ
00:16:59 → 00:17:00มันก็ต้องเริ่มทีละอย่าง
00:17:01 → 00:17:03พอพี่พูดเรื่อง ทำไม
00:17:03 → 00:17:07คือตอนนี้ถ้าฝั่งอเมริกา ยุโรปเขาก็เริ่มสนใจ
00:17:07 → 00:17:10เรื่องสุขภาพ เรื่องวิทยาศาสตร์
00:17:10 → 00:17:13ชมว่าก็คือนำมาก่อนเราแหละ แต่ว่าเมืองไทยตอนนี้เราก็เริ่ม...
00:17:14 → 00:17:16เริ่มมีคนสนใจมากขึ้น
00:17:16 → 00:17:23พี่รู้สึกว่าข้อมูลมันเยอะเกินไปจนสับสนไหม
00:17:23 → 00:17:28แล้วพี่เลือกยังไง พี่ย่อยยังไงเพราะว่า
00:17:28 → 00:17:29อย่างตอนนี้รายการเรา
00:17:29 → 00:17:32พอเราทำไปสักพักหนึ่งมันก็เริ่มจะมีแล้วว่า
00:17:33 → 00:17:36ข้อมูลบางอย่างที่คนที่มานั่งตรงนี้มาพูด
00:17:36 → 00:17:38อาจจะเป็นคุณหมอหรือนักวิชาการ
00:17:38 → 00:17:39อาจจะเป็นดารา คนมีชื่อเสียง
00:17:39 → 00:17:42มันก็จะมีคนที่ไม่ได้เห็นด้วย ซึ่ง...
00:17:42 → 00:17:44ชมรู้สึกว่ามันก็เป็นเรื่องปกติแหละ
00:17:44 → 00:17:45เพราะว่าแต่ละคนก็มี...
00:17:46 → 00:17:49มีทฤษฎี หรือว่ามีประสบการณ์หรือว่ามีอาจารย์
00:17:49 → 00:17:50หรือว่ามีอะไรของตัวเอง
00:17:51 → 00:17:52หรือว่าเขาอาจจะมีประสบการณ์ตรง
00:17:52 → 00:17:54แล้วเขาทำอันนี้แล้วมันได้ผลกับเขา
00:17:55 → 00:17:57ในฐานะที่พี่บอกว่าพี่ก็ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญอะไร
00:17:57 → 00:18:00ก็คือเป็นแค่คน ๆ หนึ่งที่สนใจรักสุขภาพ
00:18:01 → 00:18:04ในอินเทอร์เน็ตที่มันมีข้อมูลอะไรเยอะแยะไปหมดเลย
00:18:04 → 00:18:06มีทั้งแบบสมเหตุสมผล และ ไม่สมเหตุสมผล
00:18:06 → 00:18:10หรือมีวิจัยเยอะ หรือยังไม่ค่อยมีวิจัย
00:18:10 → 00:18:11พี่เลือกยังไง
00:18:12 → 00:18:15ก็ต้องอ่านด้วยวิจารณญาณส่วนตัว
00:18:16 → 00:18:19อย่างที่บอกก็คือ วันนี้มาสัมภาษณ์ก็...
00:18:20 → 00:18:23ต้องออกตัวก่อนเลยว่าไม่ได้จบหมอ ไม่เคยเรียนหมอ
00:18:24 → 00:18:25ไม่มีเพื่อนสนิทเป็นหมอ
00:18:25 → 00:18:27แต่ว่าช่วงนี้ไปหาหมอบ่อย
00:18:27 → 00:18:30จบวิศวะแต่ว่าเป็นคนชอบอ่านข้อมูล
00:18:31 → 00:18:32เป็นคนชอบฟัง
00:18:32 → 00:18:36ยิ่งทุกวันนี้ก็คือฟัง อยากรู้อะไร ข้อมูลมีอยู่เต็มอินเทอร์เน็ต
00:18:37 → 00:18:39แต่ก็ต้องใช้วิจารณญาณในการฟังแล้วก็...
00:18:40 → 00:18:44พยายามอ่านลึก ๆ แล้วก็อะไรที่เราคิดว่ามันใช่
00:18:45 → 00:18:47ก็เริ่มมาทดลองกับตัวเอง
00:18:47 → 00:18:50คือทุกอย่าง สิ่งนี้อาจจะได้ผลกับคน ๆ นี้
00:18:50 → 00:18:52เพราะเรายังเชื่อใน DNA
00:18:52 → 00:18:55แล้วก็เชื่อในความที่ทุกคนไม่ได้เกิดมาเท่ากัน
00:18:56 → 00:18:59อะไรที่มันได้ผลกับเรา ไม่ได้แปลว่าจะได้ผลกับคนอื่น
00:19:00 → 00:19:03แต่ว่าแน่นอน ตัวแกนหลักมันมีอยู่
00:19:03 → 00:19:05ก็คือ มีทั้งดีและไม่ดี
00:19:05 → 00:19:07บางอย่างลอง เราว่าได้ผลเราก็ใช้ต่อ
00:19:08 → 00:19:10แต่ทำอะไรทุกอย่าง
00:19:10 → 00:19:12มันต้องมีตัวชี้วัด
00:19:12 → 00:19:14ทำงานต้องมี KPI
00:19:14 → 00:19:18ถ้าเราจะดูแลสุขภาพ เราก็ต้องมีตัวชี้วัด
00:19:18 → 00:19:20ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ผลเลือด
00:19:20 → 00:19:23ไม่ว่าจะเป็น เรื่องสารอาหาร หรืออะไรก็แล้วแต่
00:19:23 → 00:19:25มันจะมีวิธีวัดอยู่
00:19:25 → 00:19:29เพราะฉะนั้นถามว่า เชื่ออะไร ไม่เชื่ออะไร
00:19:29 → 00:19:31พี่ก็ลอง ชมก็เห็นพี่ก็ลอง
00:19:31 → 00:19:32ลองหมด
00:19:32 → 00:19:34แล้วพี่ฟังคนที่...
00:19:34 → 00:19:36สมมติว่าสองค่ายที่...
00:19:36 → 00:19:37- ฟังหมด - ก็ฟังหมด
00:19:37 → 00:19:39ฟังหมดแต่ว่าก็มาทดลอง
00:19:39 → 00:19:41แต่ว่าก็มีความเชื่อ
00:19:41 → 00:19:43คือฟังไปเรื่อย ๆ
00:19:44 → 00:19:46คือแน่นอน มันไม่มีอะไรสุดโต่ง
00:19:47 → 00:19:50บางคนบอก Carnivore Diet กินเนื้ออย่างเดียว
00:19:50 → 00:19:52บางคนบอกมังสวิรัติ กินผักอย่างเดียว
00:19:52 → 00:19:55ยังไงก็ยังเชื่อว่าทุกอย่างมันต้องมีทางสายกลาง
00:19:56 → 00:19:57แต่สายกลางแต่ละคนก็ไม่เท่ากัน
00:19:57 → 00:19:58ไม่เท่ากัน
00:19:58 → 00:20:01เพราะฉะนั้น ทางสายกลางแต่ละคน ก็ขึ้นอยู่ว่าอะไรที่มันได้ผล
00:20:01 → 00:20:02แต่มันไม่มีอะไรสุดโต่ง
00:20:03 → 00:20:07แต่ว่าข้อมูลที่ผ่านการตรวจสอบและรับรองมาแล้ว มันมี
00:20:07 → 00:20:09แต่ในขณะเดียวกัน เวลาฟัง
00:20:10 → 00:20:14ก็ต้องมีวิจารณญาณ เพราะว่าหลาย ๆ อย่างมันเป็นเรื่องของธุรกิจ
00:20:15 → 00:20:17ธุรกิจยา ธุรกิจอาหารเสริม
00:20:18 → 00:20:22ธุรกิจการดูแลสุขภาพ ตลาดมันใหญ่มาก
00:20:22 → 00:20:24บางทีฟังแล้วเราต้อง
00:20:24 → 00:20:26มีวิจารณญาณว่ามันมีเรื่องของ
00:20:26 → 00:20:28- ธุรกิจ - วาระซ่อนเร้นหรือเปล่า
00:20:28 → 00:20:30ทฤษฎีสมคบคิดหรือเปล่า
00:20:30 → 00:20:34เพราะว่าธุรกิจยาต้องการ ธุรกิจวัคซีนต้องการ
00:20:34 → 00:20:36อันนี้เราก็ต้องเก็บหมด
00:20:36 → 00:20:37ถ้าถามว่าพี่ใช้อะไร
00:20:37 → 00:20:38เราเชื่อ เราก็ทำ
00:20:38 → 00:20:41แต่เราไม่ได้ไปบอกคนอื่นว่าต้องทำเหมือนเรา
00:20:42 → 00:20:42แค่นั้นเอง
00:20:43 → 00:20:45ใช่ เราก็ไม่ได้บอกคนอื่นว่าต้องทำตาม
00:20:45 → 00:20:46เราแค่นำเสนอ
00:20:46 → 00:20:47ก็อย่างที่บอก วันนี้มาแชร์
00:20:47 → 00:20:49ก็คือมาแชร์ว่าพี่ทำอะไร
00:20:50 → 00:20:51ถ้าคิดว่าทำดี
00:20:51 → 00:20:54ถ้าคิดว่าทำแล้วดี อันนี้ก็คือสิ่งที่เราทำ
00:20:55 → 00:20:56เริ่มที่ IF
00:20:56 → 00:20:58กลับมาต่อที่ว่าเราทำอะไร
00:20:58 → 00:20:59ทำ IF
00:20:59 → 00:21:0016-8
00:21:00 → 00:21:0116-8 พอแล้ว
00:21:03 → 00:21:04แต่ถ้าเกิดจะให้ดี รู้ว่าดี
00:21:04 → 00:21:06อย่างที่พี่บอกว่า รู้ว่าดี
00:21:06 → 00:21:08ที่เขาให้ทำ 36 ชั่วโมงปีละ 2 ครั้ง
00:21:09 → 00:21:12รู้ว่าดีไหม ดี ถามว่าทำได้ไหม ทำไม่ได้
00:21:13 → 00:21:14ฉะนั้น ถึงได้บอกว่า
00:21:15 → 00:21:17รู้กับทำได้ คนละเรื่องกัน
00:21:17 → 00:21:20ทำไม 10 ปี รู้ตั้งแต่วันแรก
00:21:20 → 00:21:22แต่ทำได้ ทยอยทำ
00:21:23 → 00:21:27แต่ว่าดีกว่าเมื่อวานไปเรื่อย ๆ
00:21:27 → 00:21:30แต่ชมว่าพี่ทำได้ แต่ว่า IF 36 ชั่วโมง มันต้องวางแผน
00:21:30 → 00:21:33- ใช่ไง แต่ว่าด้วยไลฟ์สไตล์ทุกวันนี้ ชอบออกกำลังกาย - มันต้องวางแผน
00:21:33 → 00:21:3436 ชั่วโมง มันไม่ไหว
00:21:34 → 00:21:35ถ้างั้นมาเจาะที่อาหารค่ะ
00:21:37 → 00:21:37ก็เปลี่ยนไปเยอะนะ
00:21:37 → 00:21:38อาหารเปลี่ยนเยอะมาก
00:21:38 → 00:21:41ถ้าอาหารจริง ๆ
00:21:41 → 00:21:45คอนเซ็ปต์ ก็คือคนเราต้องกินโปรตีนให้พอ
00:21:45 → 00:21:46อันนี้ความเห็นส่วนตัวนะ
00:21:47 → 00:21:48ที่บอกอาหารครบ 5 หมู่
00:21:48 → 00:21:49ส่วนตัวไม่เชื่อ
00:21:50 → 00:21:52ว่าคนเราต้องกินอาหารครบ 5 หมู่
00:21:53 → 00:21:55- ออกอากาศไปแล้ว เดี๋ยวโดนหมอด่า - เขาตัดตรงนี้แหละ
00:21:55 → 00:21:56เขาตัดตรงนี้แหละไปโปรโมต
00:21:56 → 00:21:58- ออกอากาศไป เดี๋ยวโดนหมอด่า - ใช่
00:21:58 → 00:22:00ก็คือว่าไม่เชื่อ
00:22:00 → 00:22:02เพราะจริง ๆ ร่างกายเราไม่ต้องการ
00:22:02 → 00:22:03มันมีหมวดน้ำตาลใช่ไหม
00:22:03 → 00:22:06น้ำตาลกับแป้งร่างกายไม่ได้ต้องการเท่าที่ควร
00:22:07 → 00:22:08ก็ต้องการนิดหนึ่ง
00:22:08 → 00:22:08นิดหนึ่ง
00:22:09 → 00:22:10จริง ๆ น้ำตาล
00:22:11 → 00:22:12บางสายบอกเป็นยาพิษ
00:22:13 → 00:22:17จริง ๆ ส่วนตัวที่เชื่อ อาจจะผิด
00:22:18 → 00:22:21คอเลสเตอรอลสูง ไม่ได้เกิดจากไขมัน
00:22:21 → 00:22:23เกิดจากน้ำตาลกับแป้ง
00:22:24 → 00:22:25แล้วก็ทดลองมากับตัวเองแล้ว
00:22:26 → 00:22:29เอาอีกไหม พูดแล้วเดี๋ยวโดนทัวร์ลง
00:22:29 → 00:22:30เอาอีก
00:22:30 → 00:22:32ยาสแตตินอย่างนี้ คอเลสเตอรอลสูง
00:22:33 → 00:22:34เดี๋ยวโดนหมอเล่น
00:22:34 → 00:22:35มาแน่ ๆ ทัวร์มาแน่ ๆ ปะป๊า
00:22:36 → 00:22:36ทัวร์ลงแน่นอน
00:22:37 → 00:22:39ถึงได้บอกว่าอย่าให้พูด เพราะถ้าพูด พูดหมด
00:22:40 → 00:22:42แต่ว่าปกติไม่ได้ออกรายการก็ไม่ได้พูด
00:22:42 → 00:22:44แต่ว่านี่คือความเชื่อส่วนตัว
00:22:47 → 00:22:49คนเราอาหารครบ 5 หมู่ไม่จำเป็น
00:22:49 → 00:22:53“อาหารเช้าคือมื้อที่สำคัญที่สุดของวัน” ก็ไม่เชื่อ
00:22:54 → 00:22:55แต่ไม่ได้แปลว่าพี่ถูกนะ
00:22:56 → 00:22:59แต่ถามว่าพี่ทำอะไรแล้วพี่เชื่ออะไร นี่คือความเห็นส่วนตัว
00:23:00 → 00:23:02เพราะฉะนั้นอาหารเช้าไม่จำเป็น
00:23:02 → 00:23:04ทุกวันนี้ตื่นเช้าไม่กินอะไรเลย
00:23:04 → 00:23:06กินกาแฟดำแล้วไปยกเวท
00:23:08 → 00:23:09จะ 5 ปีแล้วไม่กินอาหารเช้า
00:23:09 → 00:23:11แต่ว่าตอนนี้มันก็มีอีกกระแสหนึ่ง
00:23:13 → 00:23:14อันนี้เป็นของผู้หญิง
00:23:14 → 00:23:16- ปะป๊าก็รู้ว่า... - เกี่ยวกับฮอร์โมน
00:23:16 → 00:23:19ปะป๊าก็รู้ว่าชม ก่อนหน้านี้ก็จะเชื่อมั่นมาก
00:23:19 → 00:23:21Dr. Mindy Pelz
00:23:22 → 00:23:26เขาเป็นคนที่ให้ข้อมูลเรื่องของการทำ IF
00:23:26 → 00:23:30ค่อนข้างเข้าใจง่าย ละเอียด เขียนหนังสือแล้วดัง
00:23:30 → 00:23:35ตอนนี้มีตัวละครใหม่ก็คือ Dr. Stacy Sims ที่ชมก็ส่งให้พี่
00:23:35 → 00:23:37เราก็จะชอบส่ง Reel กันไปมานะ
00:23:38 → 00:23:40อยู่ห่างกันแค่นี้แต่ก็ส่ง Reel กัน
00:23:40 → 00:23:42เรื่องที่ส่งก็คือจะประมาณนี้
00:23:42 → 00:23:44ตอนนี้ก็คือจะมีอีกกระแสหนึ่งที่บอกว่า
00:23:44 → 00:23:47ผู้หญิงจะมีความอดทนตรงนี้ต่ำกว่าผู้ชาย
00:23:48 → 00:23:53ถ้าจะไปออกกำลังกายหนัก ๆ โดยเฉพาะการไปเข้ายิม ยกเวท
00:23:53 → 00:23:57เหมือนประมาณว่าเราจะโดนดึงกล้ามเนื้อไปใช้
00:23:57 → 00:23:59ซึ่งถ้าเรางกกล้าม
00:23:59 → 00:24:01ในประเด็นที่หนึ่งคือถ้าเรางกกล้าม
00:24:01 → 00:24:03ก็น่าคิด เหมือนที่เรายกมา
00:24:03 → 00:24:06ถ้าเราอดข้าวแล้วเราไปยกเวท เราก็จะไม่ได้เท่าที่ควรหรือเปล่า
00:24:07 → 00:24:09กับอีกประเด็นหนึ่งก็คือในเรื่องของผู้หญิง
00:24:09 → 00:24:11ที่ทำอะไรเยอะมาก
00:24:12 → 00:24:13เช่นเราเป็นต้น
00:24:13 → 00:24:15ก็คอร์ติซอล (ฮอร์โมนความเครียด) เยอะอยู่แล้ว
00:24:15 → 00:24:17แล้วก็อดข้าว แล้วก็ยังไปออกกำลังกายหนัก ๆ
00:24:17 → 00:24:18แต่ก็ไม่รู้
00:24:20 → 00:24:23มันก็เป็นอีกกระแสหนึ่งที่มันมา
00:24:23 → 00:24:26มันเป็นเรื่องที่ถกเถียงกับสาย IF
00:24:27 → 00:24:28ซึ่งก็คือต้องลอง
00:24:28 → 00:24:31เวลาเราศึกษามา เราก็ต้องมาลองใช้กับตัวเอง
00:24:32 → 00:24:33ว่ามันดีหรือมันไม่ดีอย่างไร
00:24:33 → 00:24:35อย่างตัวชี้วัดของพี่ก็คือตัวผลเลือด
00:24:36 → 00:24:39แล้วก็สมรรถภาพในการเล่นกีฬาหรือว่า
00:24:39 → 00:24:43ฟิตเนสในการยกเวท อันนี้มันจะเป็นตัววัด
00:24:43 → 00:24:45คือทุกคนมันมีความพิเศษเฉพาะตัว
00:24:45 → 00:24:48จะบอกว่าทำทุกอย่างเหมือนกัน 100 คน
00:24:48 → 00:24:49แล้วจะได้ผลลัพธ์เท่ากัน 100 คน
00:24:49 → 00:24:50มันก็ไม่ใช่
00:24:50 → 00:24:55อย่างช่วงไหนอยากจะลีน ก็คือรู้ว่าแป้งไม่ดี น้ำตาลไม่ดี
00:24:56 → 00:24:59เราลดแป้ง ลดน้ำตาล ตรวจเลือดทุก 3-4 เดือน
00:24:59 → 00:25:01ก็จะเห็นเลยคอเลสเตอรอลลดลง
00:25:01 → 00:25:03ค่าน้ำตาลลง
00:25:03 → 00:25:06แต่ว่าเรารู้สึกว่าพอเราไปเล่นเวท
00:25:06 → 00:25:07การที่เราไม่กินแป้ง
00:25:07 → 00:25:08เรายกได้น้อยลง
00:25:09 → 00:25:10- ใช่ - เพราะไม่มีแรง
00:25:10 → 00:25:10อันนี้ชมก็รู้สึก
00:25:11 → 00:25:13ก็คือพอ Dr. Stacy Sims มาใช่ไหม
00:25:13 → 00:25:16ซึ่งตอนนี้ก็ฟังทั้งสองบ้านเลย
00:25:17 → 00:25:19ก็ลองดู คือเขาก็จะแนะนำว่า
00:25:19 → 00:25:21ผู้หญิงให้กินนิดหนึ่งไม่ต้องเยอะมาก
00:25:21 → 00:25:25เหมือนให้มันเริ่มรู้สึกว่า คุณได้เผาผลาญน้ำตาล
00:25:25 → 00:25:28แล้วโปรตีนประมาณ 15 กรัม
00:25:28 → 00:25:31ชมก็กินแค่ 15 กรัมแล้วก็ไปยกเวท
00:25:31 → 00:25:34ชมก็รู้สึกว่าเวลาเล่น มันมีแรงมากขึ้น
00:25:34 → 00:25:38แล้วหลังจากนั้น มันก็ไม่ค่อยเหนื่อย
00:25:38 → 00:25:40แต่กินมากไปก็ไม่ได้
00:25:40 → 00:25:42หมายถึงว่าจะกินจน...
00:25:42 → 00:25:44เอาอิ่มก็ยกไม่ได้เหมือนกัน
00:25:44 → 00:25:47ปะป๊าก็คือที่เห็นชัด ๆ ตั้งแต่เปลี่ยนมา
00:25:48 → 00:25:51ที่มันสำเร็จ แล้วก็เห็นเป็นภาพ
00:25:51 → 00:25:52พี่ค่อนข้างจะทำเป็นกิจวัตร
00:25:52 → 00:25:55ข้าว ส่วนมากก็กินข้าวบ้าน
00:25:56 → 00:25:57เราก็จะรู้
00:25:58 → 00:26:00แหล่งที่มาของอาหารทั้งหมด
00:26:00 → 00:26:02น้ำมันที่ใช้
00:26:02 → 00:26:04ตอนนี้ที่บ้านเราก็จะเน้นเรื่องน้ำมันมาก
00:26:04 → 00:26:05พี่ใช้น้ำมันอะไรบ้าง
00:26:06 → 00:26:08น้ำมันก็ Extra virgin olive oil
00:26:08 → 00:26:13ใช้เนยกี เป็น Grass-Fed Ghee ถ้าจะทำอาหาร
00:26:13 → 00:26:20น้ำสลัด ส่วนใหญ่ก็เป็น Olive oil, Coconut oil แค่นั้นถ้าจะทำ
00:26:20 → 00:26:22ต้องลงรายละเอียดไหมว่าทำไม
00:26:22 → 00:26:25แต่ผมไม่ได้เป็นหมอ เดี๋ยวผมไปบอก เดี๋ยวโดนหมอทัวร์ลงอีก
00:26:25 → 00:26:28แค่บอกว่าไม่เอาสแตตินทัวร์ก็ลงแล้วปะป๊า
00:26:28 → 00:26:31ไม่เอาสแตติน น้ำมันพืชไม่กิน
00:26:32 → 00:26:34บางคนก็ไม่เชื่อ ก็คือน้ำมันพืชจริง ๆ
00:26:34 → 00:26:39ชมว่าเรื่องน้ำมันพืช มันก็ไม่เป็นเรื่องที่ถกเถียงแล้วนะตอนนี้
00:26:39 → 00:26:41ชมว่ามันก็ค่อนข้างจะรู้กันแล้ว
00:26:41 → 00:26:43แต่จริง ๆ เรารู้
00:26:43 → 00:26:46แต่ว่าบางทีส่วนใหญ่เขาก็ยังกินน้ำมันพืชอยู่
00:26:46 → 00:26:48คนส่วนใหญ่ก็ยังมีความเข้าใจว่า
00:26:48 → 00:26:50น้ำมันพืชคือน้ำมันที่เอามาทำอาหารดีที่สุด
00:26:50 → 00:26:53แต่จริง ๆ มันก่อให้เกิดการอักเสบในร่างกาย
00:26:53 → 00:26:57เขาบอกว่าการแก่ มันเป็นโรค
00:26:57 → 00:27:00คนเราแก่เพราะว่าเรา...
00:27:01 → 00:27:02ถ้าฟัง David Sinclair เขาจะบอกว่า
00:27:02 → 00:27:05มันเหมือนแผ่นดิสก์ที่ถูกสแครช
00:27:06 → 00:27:11เวลาไปเปิดแผ่นดิสก์ ซีดี เวลามันโดนข่วนโดนขูด
00:27:11 → 00:27:15มันก็จะทำให้เกิดการอักเสบ เราไปเปิดเพลง เพลงก็สะดุด
00:27:15 → 00:27:19ถ้าใหม่ ๆ เลยก็คือเพลงนุ่มฟังเพราะ
00:27:19 → 00:27:23แต่พอมีรอยขีดข่วนเยอะ มันก็ทำให้เราแก่
00:27:23 → 00:27:27พอเราแก่ ในที่สุด เราก็เสียชีวิต
00:27:28 → 00:27:30จริง ๆ ถ้าฟังอีกสายหนึ่งเขาบอกว่า
00:27:30 → 00:27:31ไกลเคชั่น (Glycation)
00:27:32 → 00:27:34ไกลเคชั่นคืออะไร ก็คือน้ำตาล
00:27:35 → 00:27:37เขาบอกว่าทุกครั้ง
00:27:37 → 00:27:38Dr. Mindy ใช่ไหมที่บอกว่า
00:27:39 → 00:27:40- ไก่เวลามันสุก - ไม่ใช่ ๆ
00:27:40 → 00:27:41ไม่ใช่
00:27:41 → 00:27:42- Glucose Goddess - ใช่
00:27:43 → 00:27:43Glucose Goddess
00:27:44 → 00:27:48คนนี้ เขาจะบอกว่าคนเราก็เหมือนไก่
00:27:48 → 00:27:53เวลาสุกในไมโครเวฟหรือเตาอบ สุกก็คือตัวสีน้ำตาล
00:27:53 → 00:27:55ก็จะเห็นได้ว่าทำไมคนเราพออายุมากขึ้น
00:27:56 → 00:27:57ผิวมันคล้ำขึ้น
00:27:57 → 00:28:01อย่างคนจีน ต่อให้สมัยหนุ่ม ๆ ขาวยังไง
00:28:01 → 00:28:04พออายุมากขึ้นก็จะเริ่มคล้ำขึ้น
00:28:04 → 00:28:06ในที่สุดก็คือเราสุก สุกข้างใน
00:28:06 → 00:28:08สุกก็คือหมดอายุขัย
00:28:09 → 00:28:11ทุกครั้งที่ Insulin Spike
00:28:13 → 00:28:16มันก็เหมือนเราโดนเอาเข้าไปย่างทีละหน่อย ๆ
00:28:17 → 00:28:19ทำไมถึงต้องควบคุมน้ำตาล
00:28:20 → 00:28:21เรื่องของอินซูลิน
00:28:22 → 00:28:24เมนูที่กินประจำเป็นอะไรคะปะป๊า
00:28:24 → 00:28:25ก็ถ้าแตะเรื่องอินซูลิน
00:28:25 → 00:28:28การกิน ลำดับในการกินก็สำคัญ
00:28:28 → 00:28:30ทำไมคนโบราณบอกว่าให้กินสลัดก่อน
00:28:31 → 00:28:33แล้วก็ค่อยกินมื้อหลักที่เป็นเนื้อโปรตีน
00:28:34 → 00:28:35แล้วค่อยกินหวาน
00:28:35 → 00:28:37จริง ๆ หวาน อย่างที่พี่บอก
00:28:37 → 00:28:39อาหาร 5 หมู่ น้ำตาลไม่ได้จำเป็น
00:28:39 → 00:28:41แต่ถามว่าเป็นคนกินน้ำตาลไหม กิน
00:28:41 → 00:28:44กินของหวานตอนจบทุกมื้อ
00:28:45 → 00:28:46กินคาวต้องกินหวาน
00:28:48 → 00:28:51ถามว่ากินแล้วมันได้ประโยชน์อะไรต่อร่างกายไหม
00:28:51 → 00:28:52ร่างกายไม่ได้จำเป็นต้องมี
00:28:52 → 00:28:53แต่ว่ามันเป็นความอยาก
00:28:54 → 00:28:56ก็อาจจะช่วยเรื่องของบริหารอารมณ์ได้
00:28:56 → 00:28:58แต่ลำดับในการกินก็คือกินผักก่อน
00:28:59 → 00:29:00ทุกวันนี้ก็กินบรอกโคลี
00:29:01 → 00:29:02กินหน่อไม้ฝรั่ง
00:29:03 → 00:29:04กินซูกินี
00:29:05 → 00:29:08แล้วก็กินมะเขือเทศ
00:29:08 → 00:29:10กินจานพูน ๆ เลย
00:29:10 → 00:29:13เวลาทำมาก็จะราดด้วย Extra virgin olive oil
00:29:14 → 00:29:15หลังจากนั้นก็จะกินโปรตีนแล้ว
00:29:15 → 00:29:16ไข่
00:29:17 → 00:29:18บางสายบอกว่าห้ามกินไข่
00:29:19 → 00:29:20พี่กินวันละ 6 ฟอง
00:29:20 → 00:29:22ใช่ ตอนนี้มันมีคนที่ออกมาพูดว่า
00:29:22 → 00:29:25ไข่มันจะไปฟรีซพวกความเจ็บป่วยต่าง ๆ
00:29:25 → 00:29:26ก็แล้วแต่คิด
00:29:28 → 00:29:29ก็กินไข่วันละ 6 ฟอง
00:29:29 → 00:29:32กลางวันอย่างน้อยก็ต้อง 2-3 ฟอง เย็นก็อีก 2-3 ฟอง
00:29:32 → 00:29:35แล้วก็โปรตีน โปรตีนเราก็ต้องการ
00:29:35 → 00:29:37อย่างทุกวันนี้พี่หนัก 75 กิโลกรัม
00:29:37 → 00:29:39ไขมันประมาณ 19 เปอร์เซ็นต์
00:29:39 → 00:29:42กล้ามเนื้อต้องการ
00:29:43 → 00:29:46ถ้าจะเลี้ยงไว้ประมาณนี้เราต้องการ 150 กรัมโปรตีน
00:29:47 → 00:29:49โปรตีน 150 กรัมได้มาจากอะไร
00:29:49 → 00:29:53ถ้าเป็นอกไก่ ก็มีอยู่ประมาณ 25 เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักที่กิน
00:29:54 → 00:29:56ถ้าเรากินไก่ 100 กรัมได้โปรตีน 25 กรัม
00:29:57 → 00:30:01มื้อกลางวันพี่จะกินเนื้อ 250-300 กรัม
00:30:02 → 00:30:04เย็นก็จะกินประมาณ 300 กรัม
00:30:05 → 00:30:05ก็ 600 กรัม
00:30:05 → 00:30:08เราเฉลี่ยได้ประมาณ 25 เปอร์เซ็นต์ของ 600 กรัม
00:30:09 → 00:30:10ก็ประมาณนี้
00:30:10 → 00:30:12150 กรัมโปรตีน
00:30:12 → 00:30:13แล้วกินไข่
00:30:14 → 00:30:17บางทีก็คิดเอาเองว่าโปรตีนที่เรากินไปทั้งหมด
00:30:17 → 00:30:21มันอาจจะดูดซึมได้ไม่ครบก็ต้องกินเผื่ออีก เพื่อรักษากล้ามเนื้อ
00:30:21 → 00:30:26เพราะกล้ามเนื้อเป็นอวัยวะที่มีผลแปรผันกับอายุเรา
00:30:26 → 00:30:28พออายุ 30 ปี ก็จะเสียกล้ามเนื้อปีละ 1 เปอร์เซ็นต์
00:30:28 → 00:30:29มันมีข้อมูล
00:30:30 → 00:30:32อย่างที่บอกว่าเราศึกษาว่าทำไมก่อน
00:30:33 → 00:30:35พอเราทำไม เราเข้าใจแล้วเราไม่ลืม
00:30:36 → 00:30:40พอเราไม่ลืม เรารู้แล้วว่าเราควรมีไลฟ์สไตล์ยังไง
00:30:42 → 00:30:44จริง ๆ วัตถุดิบเราเหมือนกัน
00:30:44 → 00:30:46เนื้อ ไก่ ปลา
00:30:47 → 00:30:50แต่เวลากินก็แค่บอกแม่บ้าน
00:30:50 → 00:30:53แต่พี่น็อตก็จะค่อนข้างกินอาหารซ้ำ ๆ
00:30:53 → 00:30:53ใช่
00:30:54 → 00:30:57ไม่ค่อยจะหลากหลายมากก็คือว่า
00:30:58 → 00:31:00แซลมอนก็คือจี่ ๆ
00:31:01 → 00:31:02จริง ๆ มันคือ Whole food (อาหารธรรมชาติ)
00:31:02 → 00:31:02ก็คือเกลือ
00:31:02 → 00:31:05ก็คือทุกอย่าง เนื้อ ไก่ ผมก็แค่ย่างอย่างเดียว
00:31:05 → 00:31:08จะไม่ค่อยมีพวกเครื่องปรุงเยอะ
00:31:08 → 00:31:11เครื่องปรุงของผมแค่เกลือนิดหนึ่ง พริกไทย
00:31:12 → 00:31:13แล้วก็ Olive oil
00:31:14 → 00:31:17แล้วก็ไม่ผัดกระเทียม ก็ผัดกะเพรา
00:31:18 → 00:31:21โดยที่ใช้น้ำมันของเราน้อยนิด
00:31:22 → 00:31:24ก็จะวน ๆ อยู่แค่นี้
00:31:25 → 00:31:28โปรตีนก็มีไก่ มีเนื้อ มีแซลมอน
00:31:29 → 00:31:30ไข่
00:31:31 → 00:31:34แต่ของชมก็จะ... ชมว่าของชมก็ยังถือว่าเป็นอาหารธรรมชาติ
00:31:35 → 00:31:37เพราะว่าอาหาร
00:31:37 → 00:31:40คืออาจจะไม่ได้ถึงขั้น Paleo diet
00:31:41 → 00:31:42ดิบขนาดนั้น
00:31:42 → 00:31:43- แต่ว่า... - ต้องเท้าความไปก่อน
00:31:43 → 00:31:45เรื่องอาหารแปรรูป กับ อาหารธรรมชาติไม่เหมือนกัน
00:31:45 → 00:31:48เราก็พยายามกินอาหารธรรมชาติ เพราะอะไร
00:31:48 → 00:31:50แต่อาหารแปรรูปก็แทบจะไม่กิน
00:31:50 → 00:31:54เพียงแต่ว่าวิธีปรุง คือชมอาจจะขี้เบื่อกว่าคุณน็อต
00:31:54 → 00:31:57จะมีแกงอันนู้น แกงอันนี้
00:31:57 → 00:32:00ผัดแบบนี้ น้ำพริกอันนี้
00:32:00 → 00:32:03แต่ว่าอาหารของพี่น็อตค่อนข้างจะน่าเบื่อ
00:32:03 → 00:32:0690 เปอร์เซ็นต์ผมแค่เจอความร้อนก็กินแล้ว
00:32:07 → 00:32:08ผักเจอความร้อน
00:32:08 → 00:32:11เนื้ออะไรก็ตามเจอความร้อน
00:32:11 → 00:32:15แล้วก็กินกับกระเทียม Olive oil แค่นั้นเอง
00:32:15 → 00:32:16อะโวคาโด
00:32:16 → 00:32:17อะโวคาโด Olive oil
00:32:18 → 00:32:21ผักก็บรอกโคลี ซูกินีโดนความร้อนนิดหน่อย
00:32:24 → 00:32:27พอเข้าเรื่องออกกำลังกาย ก็ต้องเข้าเรื่องมีฟิตเนส
00:32:29 → 00:32:32Tie-in หน่อยว่ามี The Cubic Fitness นะครับ
00:32:36 → 00:32:37แต่ชมก็รู้สึกนะว่า
00:32:38 → 00:32:40ก็ตั้งแต่มี The Cubic Fitness
00:32:40 → 00:32:43ที่เก่า ก่อนโควิดเนอะ
00:32:43 → 00:32:45ก็ยังไม่ได้สม่ำเสมอขนาดนี้
00:32:45 → 00:32:48คือจริง ๆ ต้องดูที่มา The Cubic Fitness ก่อน
00:32:48 → 00:32:49มันเริ่มจากที่เรามีเทรนเนอร์
00:32:50 → 00:32:50ใช่
00:32:51 → 00:32:52เขาก็จะมาหาเราที่บ้านตอนเช้า
00:32:53 → 00:32:568 โมงเช้า มาเทรนพี่ เทรนชม
00:32:57 → 00:32:58จนกระทั่งรู้สึกว่า
00:32:59 → 00:33:02จะทำยังไงให้มันกลายเป็นไลฟ์สไตล์
00:33:02 → 00:33:04The Cubic Fitness เริ่มมาจากทำยังไงให้เป็นไลฟ์สไตล์
00:33:05 → 00:33:10เพราะฉะนั้นก็คิดว่าเราอยากออกกำลังกายจนแก่จนเฒ่า ทำยังไงดี
00:33:10 → 00:33:14แล้วก็เทรนเนอร์คนนี้ที่เขาเริ่มมากับเรา
00:33:14 → 00:33:17เขาค่อนข้างจะเป็นคนมี passion
00:33:17 → 00:33:20ไม่ทำอะไรเลย สนใจแต่เรื่องออกกำลังกายกับ
00:33:20 → 00:33:22การสร้างกล้ามเนื้ออย่างเดียว
00:33:22 → 00:33:26ซึ่งเราก็มองว่าเขาเป็น Strategic partner ที่เราอยากจะมีเขา
00:33:27 → 00:33:30แล้วก็มีคนแบบนี้ในชีวิตตลอดไป
00:33:31 → 00:33:34ก็เลยคุยกัน จนกระทั่งเรามีความเห็นตรงกัน
00:33:34 → 00:33:36ก็เลยมาลงทุนเปิดฟิตเนส
00:33:36 → 00:33:38เริ่มจากความหลงใหลก่อน
00:33:38 → 00:33:40ทุกเช้าเราต้องการออกกำลังกาย
00:33:40 → 00:33:43ช่วงนั้นเปิดปุ๊บ แล้วมันก็โควิดเลย
00:33:44 → 00:33:47ทำให้ที่เก่าเราแทบไม่ได้ใช้
00:33:47 → 00:33:48เพราะมันปิด
00:33:48 → 00:33:51ที่เก่าเราทำสัญญาพื้นที่ไว้ 3 ปี
00:33:51 → 00:33:53แต่ว่าโควิดปิดไป 2 ปีกว่า
00:33:54 → 00:33:57เพราะฉะนั้น มันเปิดแป๊บเดียวก็โควิด
00:33:57 → 00:33:59พอโควิดจบแป๊บเดียวก็หมดสัญญา
00:33:59 → 00:34:01เรารู้สึกว่าเราต้องการขยาย
00:34:02 → 00:34:03ก็เลยมาอยู่ที่ใหม่
00:34:03 → 00:34:07เราก็เพิ่งจะเริ่มเห็นชัด ตรงที่มาอยู่ใต้สำนักงานที่เราทำงานอยู่
00:34:08 → 00:34:12ทุกเช้าเราก็สามารถที่จะไปออกกำลังกายได้ทุกวัน
00:34:12 → 00:34:14แล้วก็เปลี่ยนชุด แล้วขึ้นไปทำงานได้
00:34:14 → 00:34:18ถ้ายิมอยู่ใต้ที่ทำงานเราหรือใกล้ที่ทำงานเรา
00:34:18 → 00:34:20เราก็สามารถทำให้มันเป็นไลฟ์สไตล์ได้
00:34:21 → 00:34:23เพราะฉะนั้นเมื่อเราทำเป็นประจำ
00:34:24 → 00:34:26ก็กลายเป็นไลฟ์สไตล์หรือเป็นนิสัยได้
00:34:26 → 00:34:27แล้วมันก็จะเกิดผล
00:34:28 → 00:34:317 วันปะป๊าแบ่งการออกกำลังกายเป็นอะไรบ้างคะ
00:34:32 → 00:34:34ต้องไปโรงงาน อย่่างน้อยอาทิตย์ละ 2 วัน
00:34:35 → 00:34:36มันก็จะรีบหน่อย
00:34:36 → 00:34:39เพราะฉะนั้นโอกาสที่จะได้ยกเวทเช้าวันที่ออกกำลังกาย
00:34:39 → 00:34:41เช้าวันที่เข้าโรงงาน
00:34:41 → 00:34:42ไม่มี
00:34:43 → 00:34:43วันที่อยู่ออฟฟิศ
00:34:44 → 00:34:46อาทิตย์ละ 3 วันก็ออกกำลังกายทุกเช้า
00:34:47 → 00:34:50ช่วงนี้จริง ๆ ก็จะไม่รับนัดก่อนเที่ยงเลย
00:34:50 → 00:34:54เพราะเช้า ๆ อยากช้า ๆ หน่อย
00:34:54 → 00:34:56มีเวลาอยู่ยิมอย่างน้อย 2 ชั่วโมง
00:34:57 → 00:34:59มีเวลากินอาหาร
00:34:59 → 00:35:01ถ้าอยู่ออฟฟิศพี่ก็จะวน
00:35:01 → 00:35:03ขึ้นรถวนกลับมากินข้าวเที่ยงที่บ้าน
00:35:04 → 00:35:07จนกว่าจุ๊บแจง (ผู้ช่วย) จะสร้างครัวที่ทำงาน
00:35:08 → 00:35:12ถ้าที่โรงงานมีครัว ก็คือจะมีแม่บ้านทำได้เหมือนอยู่บ้าน
00:35:12 → 00:35:13ทั้งมื้อกลางวันและเย็น
00:35:14 → 00:35:17ส่วนวันไหนถ้าไปโรงงาน ที่โรงงานมีสนามฟุตบอล
00:35:18 → 00:35:19เราก็จะเตะบอลกันช่วงเย็น
00:35:20 → 00:35:23วันที่พี่เข้าโรงงานอย่างที่รู้
00:35:23 → 00:35:26เพราะฉะนั้นเตะบอลเสร็จก็จะมีแม่บ้านทำให้กินเลย
00:35:26 → 00:35:28กลางวัน-เย็น 2 มื้อ
00:35:28 → 00:35:33ถ้าไม่มีนัดกินข้าวเรื่องธุรกิจคุยงาน ก็กินข้าวที่บ้านทุกวัน
00:35:34 → 00:35:38อาทิตย์หนึ่งถ้าเลี่ยงการกินข้างนอกได้ ก็พยายามเลี่ยง
00:35:38 → 00:35:40เสาร์-อาทิตย์ก็กินข้าวที่บ้านเกือบทุกมื้อ
00:35:41 → 00:35:42เหมือนวันพิเศษ
00:35:43 → 00:35:44- วันวาเลนไทน์ วันครบรอบ - ก็อยากกินข้าวที่บ้าน
00:35:44 → 00:35:49มานั่งคุยกันกินอะไรดี คือขี้เกียจออกไปกินข้างนอก
00:35:49 → 00:35:53- ทุกวันนี้เราไปต่างประเทศเราก็แทบจะทำกิน - ใช่ เดี๋ยวนี้พี่ก็ไม่จองร้านอาหารเลย
00:35:53 → 00:35:55ไปเมืองนอกก็คือกินในบ้าน ทำกิน
00:35:55 → 00:35:57นอกจากมันเป็นร้านที่เขาบอกต้องไปลองดู
00:35:57 → 00:36:00ทั้งเรื่องของตกแต่งหรือเรื่องของเมนู
00:36:01 → 00:36:03- แต่ถ้าเป็นไปได้ก็เลือกที่จะ... - กินที่บ้าน
00:36:03 → 00:36:04ใช่
00:36:04 → 00:36:05กินอาหารที่บ้านเกือบทุกมื้อ
00:36:06 → 00:36:0790 เปอร์เซ็นต์กินข้าวที่บ้าน
00:36:07 → 00:36:10เมื่อกี้พี่พูดถึงเรื่องเวลาออกไปกิน
00:36:11 → 00:36:15เหมือนไปคุยงานหรือว่าต้องไปกินเอาสังคม
00:36:15 → 00:36:16กินกับเพื่อน
00:36:17 → 00:36:20เรื่องงานที่เชิญมากินที่บ้านไม่ได้
00:36:22 → 00:36:24อันนี้มีข้อสงสัยอันหนึ่งคือ
00:36:25 → 00:36:28เมื่อก่อน ถ้าพี่ถือเหล้าในมือ
00:36:29 → 00:36:30พี่จะกระดกทั้งคืนเลย
00:36:30 → 00:36:31ใช่
00:36:31 → 00:36:33เหมือนไม่รู้ตัวหรือว่าอะไร
00:36:33 → 00:36:35ก็คืออย่าให้ได้เริ่ม
00:36:35 → 00:36:36แต่ว่าตอนนี้
00:36:36 → 00:36:38สำหรับคนที่คิดว่ามันเป็นไปไม่ได้
00:36:39 → 00:36:39แต่ว่าตอนนี้
00:36:40 → 00:36:40กลัวเหล้า
00:36:40 → 00:36:42คือพี่ไม่กิน...
00:36:42 → 00:36:43- แทบจะไม่แตะเลย - ใช่
00:36:44 → 00:36:47หรือว่าถ้ามีแก้วหนึ่งก็คือพี่ก็สามารถถือได้ทั้งคืน
00:36:47 → 00:36:49จะใช้คำว่าดื่มเพื่อเข้าสังคมก็อาจจะเยอะไปด้วย
00:36:49 → 00:36:50เพราะจริง ๆ ก็ไม่ได้...
00:36:50 → 00:36:53คือทุกวันนี้ใครถามว่าดื่มอะไร
00:36:53 → 00:36:55ก็จะบอกว่าวอดก้า เพราะมันใส
00:36:56 → 00:36:57แต่จริง ๆ ไม่ใช่ มันคือน้ำเปล่า
00:36:58 → 00:36:59เป็นคนดื่ม Sparkling
00:37:00 → 00:37:02ออกไปข้างนอกก็กินโซดาทั้งคืน
00:37:03 → 00:37:06ไวน์แดงก็กินตามสังคม
00:37:06 → 00:37:08บางทีเขามี Food pairing
00:37:08 → 00:37:11ก็จะดื่ม แต่ว่าก็จะน้อยมาก
00:37:12 → 00:37:13น้อยมาก ๆ
00:37:14 → 00:37:18ทั้งคืน 1 เซนติเมตร ความหนาของเหล้าที่อยู่ในแก้วไวน์
00:37:19 → 00:37:21แล้วมันเกิดขึ้นได้ยังไงคะ
00:37:21 → 00:37:22เกิดขึ้นได้ยังไง
00:37:22 → 00:37:24ก็อย่างที่บอกว่า รู้กับทำ นั่นแหละ
00:37:25 → 00:37:26มันใช้เวลา
00:37:26 → 00:37:29ทำยังไงให้มันกลายเป็นไลฟ์สไตล์ รู้ว่าเหล้าไม่ดี
00:37:30 → 00:37:31แล้วทำได้ไหมล่ะ
00:37:31 → 00:37:32คนที่กินก็รู้ทั้งนั้น
00:37:32 → 00:37:37ทุกคนรู้ กินเหล้าไม่ดีหรอก กินแล้วก็ความดันขึ้น
00:37:37 → 00:37:40กินแล้วน้ำตาลขึ้น เพราะไวน์ก็คือน้ำตาล
00:37:40 → 00:37:43เขาบอกว่า ร่างกายคนเราไม่รู้หรอกว่าน้ำตาลมาจากไวน์
00:37:43 → 00:37:48น้ำตาลมาจากผลไม้หรือน้ำตาลมาจากขนม
00:37:48 → 00:37:50สำหรับร่างกายเรามันก็คือน้ำตาล
00:37:50 → 00:37:53เรารู้แล้วว่าดื่มไวน์ น้ำตาลเยอะ
00:37:54 → 00:38:00ดื่มเหล้า แอลกอฮอล์ ร่างกายมองว่าเหล้าเป็นพิษ
00:38:00 → 00:38:04เพราะฉะนั้นมันต้องใช้ตับในการที่จะขับออก
00:38:05 → 00:38:07เวลากินเหล้าเข้าไป ตับก็จะจัดการกับเหล้าก่อน
00:38:08 → 00:38:11ของเสียอย่างอื่นก็อาจจะติดค้างอยู่ด้วย
00:38:12 → 00:38:13แต่ไม่รู้นะ
00:38:13 → 00:38:14ไม่ใช่หมอนะครับ
00:38:14 → 00:38:18แต่ว่าศึกษามาแล้วเชื่อ เป็นความเชื่อส่วนตัว
00:38:18 → 00:38:19เรื่องนอนบ้าง
00:38:19 → 00:38:20นอนก็พยายาม...
00:38:21 → 00:38:22นอนให้ได้ 8 ชั่วโมง
00:38:22 → 00:38:25เพราะฉะนั้นต้องอยู่บนเตียงให้ได้ 8-9 ชั่วโมง
00:38:25 → 00:38:30ถ้าคนศึกษาเรื่องนอน มันจะมี REM Sleep
00:38:31 → 00:38:32แล้วก็มี Deep Sleep
00:38:33 → 00:38:342 อย่างถูกไหม
00:38:34 → 00:38:38Deep Sleep ก็คือ...อันนี้เป็นความเข้าใจส่วนตัวนะ
00:38:38 → 00:38:39Deep Sleep คือร่างกาย
00:38:39 → 00:38:40เหมือนเรายกเวท
00:38:40 → 00:38:44ยกเวทคืออะไร คือการทำลายให้กล้ามเนื้อมีแผลเล็ก ๆ
00:38:45 → 00:38:49แล้วก็กินโปรตีนเข้าไปเสริมสร้างช่วงที่เรา Deep Sleep
00:38:50 → 00:38:52REM Sleep จะเป็นเรื่องของสมอง
00:38:52 → 00:38:55เราประชุม เราคิด ใช้ความคิด
00:38:55 → 00:38:57REM Sleep ก็คือช่วงฟื้นฟูของสมอง
00:38:57 → 00:39:00Deep Sleep คือช่วงฟื้นฟูของร่างกาย
00:39:00 → 00:39:05ทุกวันนี้ก็คือ Deep Sleep ให้ได้ 2 ขึ้นไปก็โอเค
00:39:05 → 00:39:07REM Sleep ให้ได้ 2 ขึ้นไปก็โอเค
00:39:08 → 00:39:10จริง ๆ ก็คือถ้าเรา Deep Sleep กับ REM Sleep ให้ได้ 2
00:39:11 → 00:39:13เราก็ฟื้นฟูค่อนข้างโอเค
00:39:13 → 00:39:15แล้วเรื่องเวลาเข้านอน
00:39:15 → 00:39:17ก็พยายามเข้านอนเวลาเดิม
00:39:17 → 00:39:18พี่ก็จะนอนหลังชมเยอะ
00:39:18 → 00:39:23เพราะที่บ้าน 1 ทุ่มครึ่งก็ดึกสงัดหมดแล้ว
00:39:23 → 00:39:25สองทุ่มก็คืออยู่บนเตียงหมดแล้ว
00:39:25 → 00:39:25ใช่
00:39:25 → 00:39:28คุณก็อยู่บนเตียงหมด แต่พี่ก็จะนั่งทำงานเซ็นเอกสาร
00:39:29 → 00:39:30ก็อาจจะนอนดึกหน่อย 5 ทุ่ม
00:39:31 → 00:39:32พยายาม
00:39:32 → 00:39:36ทุกวันนี้ ตั้งเวลา 4 ทุ่มครึ่งจะต้องอาบน้ำอยู่ในชุดนอน
00:39:37 → 00:39:41แล้ว 5 ทุ่มก็จะต้องขึ้นเตียงให้ได้อย่างที่เห็น
00:39:41 → 00:39:42แค่นั้นเอง
00:39:42 → 00:39:44แล้วก็พยายามอยู่บนเตียงให้ได้สัก 8 ชั่วโมงเป็นอย่างน้อย
00:39:45 → 00:39:48แล้วก็จะเช็ก REM Sleep และ Deep Sleep เราว่ามันได้
00:39:48 → 00:39:51ถ้ามันไม่ได้แสดงว่ามันต้องมีอะไร
00:39:52 → 00:39:55เช่น อาจจะกินเยอะ กินหนัก
00:39:55 → 00:39:56กินใกล้เวลานอนเกินไป
00:39:57 → 00:39:59หรือบางทีร่างกายเพลียเกินไป
00:39:59 → 00:40:01ความเครียดเราเกินขีดจำกัด
00:40:02 → 00:40:03มันก็จะไม่ได้
00:40:05 → 00:40:07ทุกวันนี้กลัวคนชวนออกไปข้างนอก
00:40:08 → 00:40:09กลัวคนชวนออกไปดื่ม
00:40:10 → 00:40:12พี่บอกไปเลย เวลามีเพื่อนส่งข้อความมา
00:40:13 → 00:40:15พี่บอกไปเลย
00:40:15 → 00:40:18แต่เมื่อก่อน ปะป๊าคือไม่ยอมเข้าโรงพยาบาลเลย
00:40:18 → 00:40:21แต่เดี๋ยวนี้ก็คือคันตาก็ไปหาหมอแล้ว
00:40:21 → 00:40:22นิดเดียวก็ไม่ได้แล้ว
00:40:23 → 00:40:25สมัยก่อนไม่เข้าใจนะ พวกที่นิดเดียวก็ไปหาหมอ
00:40:26 → 00:40:27เดี๋ยวนี้นิดเดียวก็ไป
00:40:27 → 00:40:30ไอก็นอยด์ จามก็ไปหาหมอแล้ว
00:40:31 → 00:40:33มีอะไรที่ยังอยากจะปรับปรุง
00:40:33 → 00:40:37หรือว่ามีอะไรที่ทำไม่สำเร็จสักทีไหมคะในเรื่องสุขภาพ
00:40:37 → 00:40:38ก็กินน้ำตาล
00:40:38 → 00:40:40กินขนม กินช็อกโกแลต
00:40:40 → 00:40:41เป็นคนติดช็อกโกแลต
00:40:41 → 00:40:45แล้วกลับมา ชมก็ซื้อของมาเต็มตู้เลย
00:40:46 → 00:40:49นั่งประเมินอยู่ว่า ซื้อมาเยอะขนาดนี้
00:40:50 → 00:40:53แล้วต้องกินให้หมดภายใน 3 เดือน เท่ากับกินน้ำตาลไปกี่กรัม
00:40:53 → 00:40:54ไม่ได้ว่าต้องกินให้หมด
00:40:54 → 00:40:58ยาปฏิชีวนะ อย่างเมื่อก่อนก็จะต้องมีเก็บไว้ในกล่อง
00:40:58 → 00:40:59ตอนนี้ก็คือไม่เก็บไว้เลย
00:40:59 → 00:41:01ไม่ แต่พี่ก็เก็บ แต่ไม่กิน หมดอายุก็ทิ้ง
00:41:01 → 00:41:03- แต่ชมไม่เก็บ - แต่ต้องมี
00:41:03 → 00:41:04และแม้แต่ลูกทุกวันนี้
00:41:04 → 00:41:07เป็นหวัดอะไรนิด ๆ หน่อย ๆ ชมก็แทบจะไม่ให้กินยา
00:41:07 → 00:41:09จนบางทีพ่อบอกว่าให้มันกินไปเถอะ
00:41:09 → 00:41:10ใช่ คือผม...
00:41:11 → 00:41:11นี่เป็นคนสุดโต่ง
00:41:11 → 00:41:14ผมจะกลาง ๆ แต่ชมสุดโต่ง
00:41:14 → 00:41:17แต่ผมเป็นคนเปิดใจกับทุกอย่างก่อน
00:41:18 → 00:41:21- ลองผิด ลองถูก - ไม่จริง เป็นคนไม่เปิดใจก่อน
00:41:24 → 00:41:25นี่รายการอะไรเนี่ย