00:00:00 → 00:00:03คุณหมอคะโดยรวมเนี่ยค่ะสถานการณ์โรคของ
00:00:03 → 00:00:05ความดันโลหิตสูงของไทยตอนนี้เป็นยังไง
00:00:05 → 00:00:07บ้างคะ
00:00:07 → 00:00:10สำหรับโรคความดันโลหิตสูงในไทยก็ถ้าเรา
00:00:10 → 00:00:13อ้างอิงจากตัวเลขของกรมการแพทย์นะครับล่า
00:00:13 → 00:00:15สุดก็คือของปี
00:00:15 → 00:00:182565 ครับปีที่ผ่านมาเพราะว่าคนไข้ที่
00:00:18 → 00:00:20เป็นเนี่ยมีปริมาณอยู่ที่ประมาณ 14 ล้าน
00:00:21 → 00:00:23คนด้วยกันนะครับเยอะอยู่เหมือนกันนะคะ 14
00:00:23 → 00:00:26ล้านคน
00:00:26 → 00:00:29น่าจะเป็นตัวเลขในช่วงเวลาที่ก่อนหน้านี้
00:00:29 → 00:00:32มากกว่านะครับคือถ้าเราดูย้อนกลับไปใน
00:00:32 → 00:00:34ช่วงช่วงหลายๆปีที่ผ่านมาพบว่าปริมาณ
00:00:34 → 00:00:37เนี่ยมีความเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆนะครับ
00:00:37 → 00:00:40ประมาณช่วง 5 ปีที่ผ่านมาเราพบว่าสัตว์
00:00:40 → 00:00:42ส่วนเปอร์เซ็นต์ที่เพิ่มขึ้นเพิ่มถึง 30%
00:00:42 → 00:00:46ซึ่งเขาก็คาดการณ์กันไว้ว่ามันน่าจะพบได้
00:00:46 → 00:00:48บ่อยมากขึ้นทำให้เรารู้สึกว่าโรคความดัน
00:00:48 → 00:00:50เนี่ยเหมือนเป็นโรคที่มันค่อนข้างครบได้
00:00:50 → 00:00:57บ่อยแล้วมันจะพบได้บ่อยขึ้นไปอีกนะครับ
00:00:57 → 00:01:01มันทำไมมันถึงมันมีปัจจัยอะไรที่ทำให้แนว
00:01:01 → 00:01:03โน้มของคนป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูงมัน
00:01:03 → 00:01:06เพิ่มขึ้นได้เยอะขนาดนี้ค่ะคุณหมอจริงๆ
00:01:06 → 00:01:09แล้วปัจจัยในการเกิดโรคความดันเนี่ยก็อาจ
00:01:09 → 00:01:12จะมีหลายๆสาเหตุด้วยกันครับแต่ว่าสิ่งที่
00:01:12 → 00:01:14ทำให้ตัวเลขเนี่ยมันเพิ่มมากขึ้นขนาดนี้
00:01:14 → 00:01:16เนี่ยหลักๆก็เขาเชื่อว่าน่าจะเป็นเรื่อง
00:01:16 → 00:01:20ของไลฟ์สไตล์ของของคนในยุคปัจจุบันที่
00:01:20 → 00:01:23ความเสี่ยงของโรคอื่นๆที่เพิ่มมากขึ้น
00:01:23 → 00:01:27เช่นโรคอ้วนหรือการใช้บุหรี่จุฬาสารเสพ
00:01:27 → 00:01:30ติดแบบนี้ครับก็เพิ่มความเสี่ยงในการที่
00:01:30 → 00:01:34จะเกิดโรคความดันมากขึ้นครับผม
00:01:34 → 00:01:38ก็มันมีก็คือปัจจัยในเรื่องของสิ่งที่ทำ
00:01:38 → 00:01:41ให้สุขภาพมันเสื่อมโทรมนั่นแหละ
00:01:41 → 00:01:45ก็หลักๆเลยแต่มันจะมีอะไรที่เป็นตัวนำไหม
00:01:45 → 00:01:49ครับอันนี้แหละที่จะเป็นตัวที่ควรจะควรจะ
00:01:49 → 00:01:52หลีกเลี่ยงหรือว่าเป็นพอเข้าไปอยู่ยุ่ง
00:01:52 → 00:01:54เกี่ยวกับพวกนี้แล้วเนี่ยโอกาสที่จะเป็น
00:01:54 → 00:01:57เรื่องของโรคความดันโลหิตสูงได้ง่าย
00:01:57 → 00:02:01ก็เช่นเดิมครับถ้าเป็นปัจจัยในแง่ของ
00:02:01 → 00:02:05ปัจจัยทางสิ่งแวดล้อมหลักๆก็จะมีอาจจะผู้
00:02:05 → 00:02:07ป่วยที่เป็นโรคอ้วนอยู่เดิมกลุ่มนี้ก็มี
00:02:07 → 00:02:09ความเสี่ยงที่เกิดความแตกง่ายขึ้นผู้ป่วย
00:02:09 → 00:02:11ที่ปัจจุบันที่เป็นเยอะขึ้นเรื่อยๆก็คือ
00:02:11 → 00:02:14กลุ่มโรคที่มีทางเดินหายใจอุดกั้นขนาด
00:02:14 → 00:02:16หลับครับกลุ่มนี้ก็เพิ่มความเสี่ยงในการ
00:02:16 → 00:02:17เป็นโรคความดันเช่นเดียวกันพวกนี้บางที
00:02:18 → 00:02:21เราเห็นคนเดินทั่วๆไปเราๆอาจจะเราดูไม่
00:02:21 → 00:02:24ออกเลยนะครับหรือบางทีเราเป็นเนี่ยเราก็
00:02:24 → 00:02:25ไม่รู้ตัวเช่นเดียวกันกลุ่มนี้ก็เพิ่ม
00:02:25 → 00:02:28ความเสี่ยงในความดันมากขึ้นไลฟ์สไตล์ที่
00:02:28 → 00:02:32เราอาจจะไม่ค่อยได้ออกกำลังกายอย่างพอนะ
00:02:32 → 00:02:35ครับการทำงานหัวใจการเส้นเลือดแย่ลงพวก
00:02:35 → 00:02:37นี้ก็เพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคความดัน
00:02:37 → 00:02:39เช่นเดียวกันแล้วก็สุดท้ายนี้ก็อยู่แล้ว
00:02:39 → 00:02:43นะครับพวกกลุ่มสุราบุหรี่ติดพวกนี้ก็ทำ
00:02:43 → 00:02:45ให้เกิดโรคความดันต่ำมาได้เช่นเดียวกัน
00:02:45 → 00:02:47ครับคุณหมอคะที่ผ่านมาเหมือนเคยได้ยินว่า
00:02:47 → 00:02:51แบบเคยเพื่อนบ่นว่าเอ้าอายุแค่นี้เป็น
00:02:51 → 00:02:53ความดันแล้วหรออีกคนนึงก็จะแบบว่าเออน่า
00:02:53 → 00:02:55จะเกิดจากกรรมพันธุ์แหละที่บ้านก็เป็นกัน
00:02:55 → 00:02:57อะไรอย่างเงี้ยพ่อก็เป็นแม่ก็เป็นมัน
00:02:57 → 00:03:00เกี่ยวกับกรรมพันธุ์มั้ยคะคุณหมอถูกต้อง
00:03:00 → 00:03:02ครับคือปัจจัยที่ทำให้เกิดความดันเนี่ย
00:03:02 → 00:03:04เราแบ่งง่ายๆเป็น 2 ปัจจัยหลักๆก็คือ
00:03:04 → 00:03:08ปัจจัยทางด้านอ่ากรรมพันธุ์เองกับอย่าง
00:03:08 → 00:03:10ที่ 2 คือปัจจัยมานั่งเขียนว่าล้อมผมไม่
00:03:10 → 00:03:13ได้กล่าวถึงตรงปัจจัยทางสิ่งแวดล้อมแต่ละ
00:03:13 → 00:03:15ก็ดีกว่าไปนะครับส่วนอย่างที่ 2 ก็คือ
00:03:15 → 00:03:18ปัจจัยทางกรรมพันธุ์เราก็จะพบว่าคนไข้
00:03:18 → 00:03:21เนี่ยผู้ป่วยเนี่ยที่อ่ามีญาติฝ่ายตรงคุณ
00:03:21 → 00:03:24พ่อคุณแม่ที่เป็นความลับเนี่ยเขาก็จะ
00:03:24 → 00:03:26เพิ่มความเสี่ยงในการที่ตัวเขาเองเนี่ยจะ
00:03:26 → 00:03:29ไปเกิดโรคความดันเนี่ยได้ง่ายมากขึ้นครับ
00:03:29 → 00:03:30ผม
00:03:30 → 00:03:35กรรมพันธุ์มีส่วนอ่อมีส่วนครับเป็นโต๊ะ
00:03:35 → 00:03:38คือจำเป็นไหมครับว่าครอบครัวนี้เป็นความ
00:03:38 → 00:03:41ดันโลหิตสูงแล้วต้องเป็นหมดหรือว่ามันมี
00:03:41 → 00:03:43โอกาสแบบเปอร์เซ็นต์ขนาดไหน
00:03:43 → 00:03:46ลักษณะการถ่ายทอดเนี่ยมันไม่ใช่การถ่าย
00:03:46 → 00:03:49ทอดแบบที่เป็นแบบโรคกรรมพันธุ์แบบคลาสสิค
00:03:49 → 00:03:51ดีเราจะเห็นว่าเป็นกันในครอบครัวทั้งหมด
00:03:51 → 00:03:55อันนี้มันจะมีการเราเชื่อว่ามันมีการแสดง
00:03:55 → 00:03:59ออกได้หลากหลายหมายความว่าคุณเคาะทั้ง
00:03:59 → 00:04:01ครอบครัวมีความดันเราอาจจะไม่เป็นก็ได้
00:04:01 → 00:04:04หรือทั้งครอบครัวไม่มีใครเป็นเลยเราอาจจะ
00:04:04 → 00:04:06เป็นยีนที่แสดงขึ้นมาใหม่แล้วเพิ่มความ
00:04:06 → 00:04:08เสี่ยงในการเป็นความดันแบบนี้ก็ได้
00:04:08 → 00:04:10เปอร์เซ็นต์ที่แท้จริงตอนเนี้ยยังไม่
00:04:10 → 00:04:14สามารถบอกได้ครับผมแต่ว่าในบุคคลที่มี
00:04:14 → 00:04:16บุคคลในครอบครัวมีความดันเนี่ยอย่างนี้
00:04:16 → 00:04:18เราอาจจะต้องระมัดระวังตัวเองไว้เป็น
00:04:18 → 00:04:20พิเศษกับผมและมัดระวังในในด้านไหนครับใน
00:04:21 → 00:04:26ด้านของการการกินการเอ่อใช้สุขกับใช้
00:04:26 → 00:04:29ชีวิตหรือว่าการการทำงานหรือว่าการอะไรฮะ
00:04:29 → 00:04:30คุณหมอ
00:04:30 → 00:04:33ในการระมัดระวังเนี่ยหลักๆก็คือเราก็ต้อง
00:04:33 → 00:04:35ระมัดระวังเรื่องปัจจัยทางสิ่งแวดล้อมที่
00:04:35 → 00:04:37ผมบอกเนี่ยมากกว่าคนทั่วไปเราอาจจะต้องดู
00:04:37 → 00:04:39แลตัวเองเป็นพิเศษออกกำลังกายเยอะหน่อย
00:04:39 → 00:04:42ปล่อยตัวเองให้อ้วนไม่ได้ต้องคอยตรวจวัด
00:04:42 → 00:04:44ความดันตัวเองตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ
00:04:44 → 00:04:47ประมาณนี้ครับผมถ้าโอนไปแล้วคุณหมอ
00:04:47 → 00:04:52ไม่ทันแล้วค่ะคุณหมอทำยังไงดีคะลดได้ครับ
00:04:52 → 00:04:54รถได้
00:04:54 → 00:04:57ความเสี่ยงเกิดขึ้นแล้วเพราะว่าเราอ้วนจะ
00:04:57 → 00:05:01สังเกตยังไงคือคือสมมุติคนที่แบบยัง
00:05:01 → 00:05:03สมมุติยังคิดตัวเองเข้าข้างตัวเองอยู่
00:05:03 → 00:05:07เว้ยยังไม่อ้วนยังทานได้กินได้ปกติไม่
00:05:07 → 00:05:08เป็นหรอกโอกาสไม่เป็นหรอกความดงความดัน
00:05:08 → 00:05:11ครอบครัวก็ไม่เห็นเป็นหรือเป็นแค่ตอนแก่
00:05:11 → 00:05:12แล้วอายุเยอะแล้ว
00:05:12 → 00:05:15จริงๆแล้วมันควรจะต้องระวังหรือสังเกต
00:05:15 → 00:05:17อาการของตัวเองยังไงบ้าง
00:05:17 → 00:05:21แต่ตัวความดันที่เป็นโรคที่ค่อนข้างน่าสน
00:05:21 → 00:05:24ใจพอสมควรครับตัวอาการแสดงของตัวโรคเอง
00:05:24 → 00:05:26เนี่ยมันไม่ได้มีอาการแสดงที่จะออกเจาะจง
00:05:26 → 00:05:29อะไรครับเพราะอาจจะไม่มีอาการอะไรที่บอก
00:05:29 → 00:05:32ได้เลยว่าคุณมีอาการแบบนี้แล้วคุณเป็นโรค
00:05:32 → 00:05:34ความดันนะอาการที่เจอส่วนใหญ่เนี่ยก็อาจ
00:05:34 → 00:05:36จะเป็นอาการที่ไม่ค่อยจำเพาะครับเช่นแบบ
00:05:36 → 00:05:39ปวดหัวเรื้อรังประมาณนี้ครับเพราะฉะนั้น
00:05:39 → 00:05:43เนี่ยการที่เราจะรู้ตัวได้ดีที่สุดเนี่ย
00:05:43 → 00:05:46ก็คงจะเป็นเรื่องของการที่เราต้องวัดความ
00:05:46 → 00:05:48ดันอย่างสม่ำเสมอครับอย่างน้อยที่สุด
00:05:48 → 00:05:51เนี่ยก็ควรจะมีการตรวจสุขภาพประจำปีโดย
00:05:51 → 00:05:54การวัดความดันไว้ด้วยครับ
00:05:54 → 00:05:57คุณหมอแต่วันก็จะมีกลุ่มคนที่เป็นโดยที่
00:05:57 → 00:06:07ไม่รู้ตัวอันนี้มีมากน้อยขนาดไหนอ่ะคะ
00:06:07 → 00:06:10ก็จะมีอยู่ที่เพิ่มไปอีกจากนั้นเนี่ย
00:06:10 → 00:06:12ประมาณอีก 7 ล้านคนครับผม
00:06:12 → 00:06:19[เพลง]
00:06:20 → 00:06:23เป็นแล้วเนี่ยจุดไหนที่จะปรากฏอาการได้
00:06:23 → 00:06:27ง่ายที่สุดนะครับวัยสังเกตได้ไวที่สุดจุด
00:06:27 → 00:06:29ที่สังเกตได้ไวขึ้นโดยทั่วไปแล้วตัวความ
00:06:29 → 00:06:32ดันเองมันความความอันตรายของมันดีกว่า
00:06:32 → 00:06:34ความอันตรายของมันเนี่ยคือการที่มัน
00:06:34 → 00:06:37สามารถมีผลกับอวัยวะภายในของเราได้ทำให้
00:06:37 → 00:06:40ภาวะภายในเนี่ยทำงานล้มเหลวนะครับ
00:06:40 → 00:06:43ก็จะมีประมาณ 3 อย่างครับคือเรื่องของโรค
00:06:43 → 00:06:45หัวใจใช่ไหมฮะทำให้เกิดผลได้ขาดเลือด
00:06:45 → 00:06:48เพิ่มโอกาสเสียชีวิตได้ 2 คือโรคเส้น
00:06:48 → 00:06:50เลือดสมองใช่ไหมครับทำให้เกิดเรื่องของ
00:06:50 → 00:06:52เส้นเลือดสมองตีบได้คนไข้อาจจะวันนี้ดีๆ
00:06:52 → 00:06:56พรุ่งนี้เขาอัมพาขึ้นมาเลย 3 คือเรื่อง
00:06:56 → 00:06:59ของไตวายนะครับถ้าไตวายถึงท่านต้องฟอกไต
00:06:59 → 00:07:01แล้วเนี่ยอันนี้ก็จะพบกับการใช้ชีวิตมากๆ
00:07:01 → 00:07:05เราพบว่าย้อนกลับไปไม่ว่าจะเป็นหัวใจก็ดี
00:07:05 → 00:07:08เส้นเลือดสมองตีบหรือว่าโรคไตโรคไตวาย
00:07:08 → 00:07:10เนี่ยครับเราย้อนกลับไปพบว่าจริงๆแล้วเขา
00:07:10 → 00:07:13อ่ะกลุ่มในประชากรส่วนใหญ่ของกลุ่มนี้เลย
00:07:13 → 00:07:16อ่ะเขามีความดันที่เป็นเรื้อรังมานานละ
00:07:16 → 00:07:19แต่ว่ามันจะไม่ได้รักษาทำให้อวัยวะมันแย่
00:07:19 → 00:07:21ลงเรื่อยๆเพราะวันที่มันแสดงอาการแล้ว
00:07:21 → 00:07:25เนี่ยอันนี้ก็การรักษาอาจจะช้าไปนะครับ
00:07:25 → 00:07:31หมายความว่าอย่าอย่าอย่าไว้ใจสุขภาพตัว
00:07:31 → 00:07:34เองมากนักควรจะมีการวงรอบในการตรวจสุขภาพ
00:07:34 → 00:07:37ให้เป็นประจำอยู่เสมออย่างน้อยก็คือ
00:07:37 → 00:07:40เหมือนได้รับรู้สัญญาณเตือนตั้งแต่เนิ่นๆ
00:07:40 → 00:07:44ก่อนจะได้ปรับร่างกายทันถูกต้องครับอ่า
00:07:45 → 00:07:50ความดันเขาบอกว่าผมผมคิดว่าการการรักษา
00:07:50 → 00:07:52ให้ดีที่สุดเนี่ยคือการป้องกันเราจะรอให้
00:07:52 → 00:07:55มันเกิดเรื่องไปแล้วเนี่ยตอนนั้นคนไข้อาจ
00:07:55 → 00:07:58จะเสียโอกาสในชีวิตหลายๆอย่างนะครับเป็น
00:07:58 → 00:08:02การแบบออกไปใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพทำงานหา
00:08:02 → 00:08:04เงินอะไรอย่างเงี้ยครับเขาจะเสียโอกาสตรง
00:08:04 → 00:08:06นั้นไปละถ้าเรารีบรักษาตั้งแต่ก่อนหน้า
00:08:06 → 00:08:09นี้ช่วงที่เขายังเป็นความดันอยู่เฉยๆ
00:08:09 → 00:08:12เนี่ยก็ตรงนั้นจะดีแต่ว่าบางคนก็รู้สึก
00:08:12 → 00:08:15ว่าเฮ้ยเป็นแค่ความเร็วสูงเองไม่น่ากลัว
00:08:15 → 00:08:18หรอกหรือว่ามันยุ่งยากอย่างเงี้ยครับจริง
00:08:18 → 00:08:21ๆผมว่ารอตอนมีปัญหาแล้วเนี่ยมันมันยุ่ง
00:08:21 → 00:08:23ยากกว่าเยอะเลยครับ
00:08:23 → 00:08:27จุดอย่างที่คุณหมอบอก 3 จุดหลักๆที่จะส่ง
00:08:27 → 00:08:31ผลนะจากเจ้าเอ่อจากโรคความดันสูงจากโรค
00:08:31 → 00:08:32ความดันแล้ว
00:08:32 → 00:08:36ใช่ไหมหัวใจ
00:08:36 → 00:08:40แบบไหนที่ที่อันตรายมันจะเกิดพร้อมกัน
00:08:40 → 00:08:43แล้วหรือมันจะเกิดจุดไหนก่อน
00:08:43 → 00:08:45ภาวะไหนก่อน
00:08:45 → 00:08:49อันนี้อันนี้ผมคิดว่าไม่สามารถตอบได้
00:08:49 → 00:08:52เพราะว่าโดยความดันเนี่ยมันจะมีผลกับตัว
00:08:52 → 00:08:54เส้นเลือดส่วนปลายครับซึ่งเส้นเลือดก็คือ
00:08:54 → 00:09:01พวกเส้นเลือดฝอยเล็กๆอ่ะครับ
00:09:01 → 00:09:05จะไปมีผลได้ทั้ง 3 อย่างเลยเพราะว่าเรา
00:09:05 → 00:09:07ไม่สามารถบอกได้ว่าอะไรมันจะแจ็คพอตมา
00:09:07 → 00:09:11ก่อนกันนะครับแต่ว่าก็ถือว่ามีแค่คนไข้
00:09:11 → 00:09:13ที่เป็นความดันแล้วเนี่ยเขาก็มีความ
00:09:13 → 00:09:15เสี่ยงต่อทั้ง 3 เหตุการณ์ดังกล่าวข้าง
00:09:15 → 00:09:19ต้นเลยครับส่วนใหญ่เราจะเริ่มพบได้อายุ
00:09:19 → 00:09:20สักประมาณช่วงเท่าไหร่อ่ะคะคุณหมอที่จะ
00:09:20 → 00:09:23เริ่มมีภาวะความดันนะคะ
00:09:23 → 00:09:29ผมสมัยที่ผมเรียนน่าจะนานแล้ว
00:09:29 → 00:09:40ค่ะอยากทราบเหมือนกัน
00:09:40 → 00:09:43ไม่ต้องไปสืบค้นมากก็ได้ผมก็เลยว่าทุกคน
00:09:43 → 00:09:47ก็น่าจะเข้าใจคล้ายๆกันแบบนี้นะครับแต่พอ
00:09:47 → 00:09:50เริ่มทำงานแล้วเนี่ยเราพบว่าความดันเนี่ย
00:09:50 → 00:09:53ยิ่งเริ่มมีการเก็บข้อมูลที่ทันสมัยมาก
00:09:53 → 00:09:55ขึ้นเนี่ยแต่ว่าความดันเนี่ยเราพบได้ใน
00:09:55 → 00:09:58กลุ่มคนไข้อายุที่น้อยลงมาเรื่อยๆครับ
00:09:58 → 00:10:01ปัจจุบันเนี่ยน้อยกว่า 45 ปีเนี่ยก็มีสัด
00:10:01 → 00:10:03ส่วนของเป็นความดันเนี่ยในเปอร์เซ็นต์ที่
00:10:03 → 00:10:05สูงเหมือนกันแต่ว่าโดยทั่วไปแล้วเราจะที่
00:10:05 → 00:10:08อายุ 45 ปีครับคือถ้าเกิน 45 ปีเนี่ยถือ
00:10:08 → 00:10:11ว่ามีโอกาสเสี่ยงที่จะเกิดโรคความดันได้
00:10:11 → 00:10:14ค่อนข้างสูงอันเนี้ยควรตรวจสุขภาพเป็น
00:10:14 → 00:10:17จริงจากละแต่ถ้าน้อยกว่า 45 ปีเนี่ยก็ยัง
00:10:17 → 00:10:20ถือว่าไม่ได้ไม่ได้ไม่ได้ Common นะไม่
00:10:20 → 00:10:22ได้ไม่ได้ไม่ได้เยอะมากที่จะเกิดแต่ก็ยัง
00:10:22 → 00:10:25มีโอกาสที่จะเกิดได้แล้วก็เปอร์เซ็นต์สัด
00:10:25 → 00:10:27ส่วนผมคิดว่ามันกำลังเพิ่มขึ้นครับผมด้วย
00:10:27 → 00:10:30ด้วยลักษณะของพฤติกรรมการกินเป็นหลักไหม
00:10:30 → 00:10:32ครับเห็นผม
00:10:32 → 00:10:36ยุคสมัยเนี้ยของกินเต็มไปหมดเลยยิงๆเพิ่ม
00:10:36 → 00:10:39ในเรื่องของความอาหารที่เค็มๆเนี่ยผมว่า
00:10:39 → 00:10:42มันเยอะมันเกี่ยวข้องกันของหวานของทอดมัน
00:10:42 → 00:10:43เกี่ยวข้อง
00:10:43 → 00:10:47คือคือถ้าเราจะอนุมานตามนั้นก็ก็มี
00:10:47 → 00:10:50อีกมากมายครับพี่เชื่อว่าไลฟ์สไตล์ที่
00:10:50 → 00:10:52เปลี่ยนไปของคนในยุคสมัยใหม่เนี่ยเพิ่ม
00:10:52 → 00:10:58โอกาสที่จะเกิดโรคความดันมากขึ้นนะครับ
00:10:58 → 00:11:01เอาง่ายๆจบรายการคุณหมอไปเนี่ยเดี๋ยวเรา
00:11:01 → 00:11:04สองคนก็ต้องไปสไลด์หน้าจอมือถือแล้วก็
00:11:04 → 00:11:06เดี๋ยวก็ไปเห็นอะไรรีวิวอีกแล้ว
00:11:06 → 00:11:08มันอดไม่ไหว
00:11:09 → 00:11:23อันนี้ก็เป็นตัวอย่างที่ค่อนข้างชัด
00:11:23 → 00:11:26แล้วก็ความดัน 3 โลกนี้ก็เป็น 3 ครับที่
00:11:26 → 00:11:29ทำให้เกิดพวกโรคสมองโรคหัวใจโรคไตอยู่ที่
00:11:29 → 00:11:31ว่าไปนะครับซึ่งลักษณะการกินที่เรา
00:11:31 → 00:11:34เปลี่ยนไปไม่ว่าจะเป็นอาหารเค็มอาหารหวาน
00:11:34 → 00:11:36หรือว่าอาหารมันในๆปริมาณที่มันมากขึ้น
00:11:36 → 00:11:39แบบเนี้ยยิ่งทำให้ปัจจัยเสี่ยงในการเกิด
00:11:39 → 00:11:41โรคพวกเนี้ยมากขึ้นทั้งนั้นถ้าเราย้อน
00:11:41 → 00:11:43กลับไปดูคือไม่ใช่แค่โลกความดันครับทั้ง
00:11:43 → 00:11:46เบาหวานเงื่อนไขมันเนี่ยสัดส่วนคนไข้ที่
00:11:46 → 00:11:49เป็นเยอะขึ้นอายุที่เกิดเนี่ยก็น้อยลง
00:11:49 → 00:11:52เรื่อยๆนะครับเขาไม่ได้ลง MOU กันใช่มั้ย
00:11:52 → 00:11:553 โลกนี้ว่ามาแล้ว
00:11:55 → 00:11:59กันนะ
00:11:59 → 00:12:02โอกาสที่จะรักษาให้หายขาดเนี่ยมันสามารถ
00:12:02 → 00:12:07ไหมคะสำหรับโรคความดันโลหิตสูง
00:12:07 → 00:12:10ต้องเรียนไว้ก่อนเลยว่าตัวโรคนี้เนี่ย
00:12:10 → 00:12:14ส่วนใหญ่ถ้าเป็นแล้วเนี่ยมักจะเป็นเลยไม่
00:12:14 → 00:12:17โอกาสที่จะรักษาให้หายจนสามารถหยุดยาได้
00:12:17 → 00:12:21เนี่ยจริงๆเนี่ยครับมีมีผู้ป่วยที่ตามดู
00:12:21 → 00:12:24แล้วความดันเขากลับมาดีขึ้นสามารถหยุดยา
00:12:24 → 00:12:26ได้แต่ว่าต้องร่วมกับปัจจัยหลายๆอย่างที่
00:12:26 → 00:12:29เขามีการเปลี่ยนแปลงไลฟ์สไตล์ด้วยเขาต้อง
00:12:29 → 00:12:32ออกกำลังกายอย่างมีคุณภาพอยู่บุหรี่อย่าง
00:12:32 → 00:12:35เงี้ยครับความดันกลับมาเป็นที่น่าพอใจเรา
00:12:35 → 00:12:37ก็ดูแล้วน่าจะพอหยุดยาได้ก็อาจจะหยุดยา
00:12:37 → 00:12:39ได้แต่ว่าสัดส่วนนี้จริงๆมีไม่ได้เยอะ
00:12:39 → 00:12:40ครับ
00:12:40 → 00:12:41อืม
00:12:41 → 00:12:47อ่าเรื่องของพูดถึงอุ๊ยตอนๆที่เอ่อหลายๆ
00:12:47 → 00:12:50คนอาจจะตั้งคำถามผมอาจจะเป็นอีกคนหนึ่ง
00:12:50 → 00:12:53ที่ตั้งครับคำถามนี้ด้วยเอ่อเวลาที่เอ่อ
00:12:53 → 00:12:58สมมติเขามีอาการปรากฏขึ้นมามีลักษณะของ
00:12:58 → 00:13:01บ่งบอกว่าเป็นความดันขึ้นมาอย่างไม่รู้
00:13:01 → 00:13:04แหละอาจจะอะไรล่ะมันอาจจะมีอาการอะไรบ้าง
00:13:04 → 00:13:06หมอจะแนะนำให้ให้ด้วยก็ได้ไม่จำกัดปรากฎ
00:13:06 → 00:13:10อะไรมาก็ตามแต่คนไข้ที่ส่วนใหญ่ที่ยัง
00:13:10 → 00:13:13อาการเบามากแล้วมันจะมาหาผมบ่อยๆคือคนไข้
00:13:13 → 00:13:15มักจะบอกว่าชอบปวดหัวเป็นไงฮะเหมือน
00:13:15 → 00:13:19ไมเกรนหรอฮะ
00:13:19 → 00:13:25แบบนี้
00:13:25 → 00:13:30เราก็เจอคนไข้ตอนที่สุด
00:13:30 → 00:13:34หัวใจตีบมาแล้วเราพอเรามาคนไข้แอดมิดเข้า
00:13:34 → 00:13:37มารักษาเรื่องเส้นเลือดหัวใจตีบคนไข้มี
00:13:37 → 00:13:40ปัญหาเรื่องความดันสูงตลอดเลยของโดยไม่
00:13:40 → 00:13:42ค่อยได้รักษาเท่าไหร่แบบนี้ครับก็จะเป็น
00:13:42 → 00:13:45ลักษณะแบบนี้มันจะมีแบบวูบเหมือนหน้ามืด
00:13:45 → 00:13:55หรือว่ามองตาพลาดอะไรงี้ด้วยไหมฮะ
00:13:55 → 00:13:57ก็มีโอกาสที่จะเกิดขึ้นได้ครับผมถ้า
00:13:57 → 00:14:00สมมุติตอนนั้นน่ะครับเขาไม่รู้ตัวเหมือน
00:14:00 → 00:14:02กันว่าเป็นความดันแล้วก็ไม่ได้บอกด้วยเรา
00:14:02 → 00:14:04อยู่ในเหตุการณ์นั้นพอดีเกิดเหตุการณ์ที่
00:14:04 → 00:14:07แบบเฮ้ยมันมีอาการบ่งบอกกับคนที่จะต้องดู
00:14:07 → 00:14:10แลหรือว่าคนที่จะต้องปฐมพยาบาลมันๆมันจะ
00:14:10 → 00:14:12มีวิธีในการดูแลเบื้องต้นนะครับ
00:14:12 → 00:14:16อ่าถ้าสมมุติว่าในการปฐมพยาบาลเบื้องต้น
00:14:16 → 00:14:21เนี่ยขั้นแรกก็คือเราเราถ้าคนไข้มีโรคไหน
00:14:21 → 00:14:25ที่ดูเร่งด่วนก่อนเช่นตอนนั้นเขามีเรื่อง
00:14:25 → 00:14:27หัวใจขาดเลือดมีเส้นเลือดสมองตีบอะไร
00:14:27 → 00:14:29เงี้ยครับส่วนใหญ่กลุ่มนี้เนี่ยมักจะทำ
00:14:29 → 00:14:32อะไรไม่ค่อยได้ทางที่ดีที่สุดนำส่งโรง
00:14:32 → 00:14:36พยาบาลให้เร็วที่สุดนะครับส่วนตัวโรคความ
00:14:36 → 00:14:38ดันเนี่ยหลักๆก็จะอยู่ที่การรักษาซึ่งการ
00:14:38 → 00:14:41รักษาความดันไปรักษาที่ต้องบอกว่าเป็น
00:14:41 → 00:14:44เป็นระยะยาวนะครับวินัยของคนไข้เนี่ยจะ
00:14:44 → 00:14:47เป็นสิ่งสำคัญที่สุดหลายๆครั้งที่คนไข้
00:14:47 → 00:14:49ที่มีผู้ดูแลบอกว่าบุคคลใกล้ชิดเนี่ยแล้ว
00:14:49 → 00:14:53เขาช่วย entrate กันคือช่วยเชียร์ครับให้
00:14:53 → 00:14:58ออกกำลังกายด้วยกันนะกินยาให้เยอะๆนะ
00:14:58 → 00:15:01ที่มีลูกหลานดูแลดีมากอย่างเงี้ยกลุ่มนี้
00:15:01 → 00:15:04เนี่ยมักจะคุมความดันได้ดีและสุดท้าย
00:15:04 → 00:15:07โอกาสที่จะเกิดตัวโรคผลกระทบที่มันตามมา
00:15:07 → 00:15:11เนี่ยก็จะน้อยลงด้วยครับคุณหมอมีบางกรณี
00:15:11 → 00:15:13อย่างคนใกล้ตัวที่บ้านอย่างนี้ค่ะคือปกติ
00:15:13 → 00:15:17เนาะเป็นความดันเนี่ยก็คือหมอจะนัดไปไป
00:15:17 → 00:15:19โรงพยาบาลไปรับยาอะไรเงี้ยแต่ว่าเขาขี้
00:15:19 → 00:15:22เกียจรอคิวนานก็จะชอบไปซื้อยากินเองอ่ะ
00:15:22 → 00:15:24คุณหมอมันจะอันตรายมั้ยอย่างเงี้ยเพราะ
00:15:24 → 00:15:26ว่าจริงๆการไม่ไปพบคุณหมอบางทีเราก็ไม่
00:15:26 → 00:15:28รู้นะว่าความดันของเรามันดีขึ้นหรือมัน
00:15:28 → 00:15:31ทรงตัวหรือมันคนลดยาเพิ่มยาอะไรอย่างนี้
00:15:31 → 00:15:33ไหมคะมันมัน sensitive ขนาดนั้นมั้ยคะ
00:15:33 → 00:15:36หรือว่าซื้อกินได้ตามปกติ
00:15:36 → 00:15:39การที่เรานัดคนไข้ที่เป็นโรคความดันให้มา
00:15:39 → 00:15:42พบแพทย์หลักๆแล้วเรามีเหตุผลอยู่ 2 อย่าง
00:15:42 → 00:15:45ครับอย่างแรกเนี่ยเราต้องการจะดูว่าคนไข้
00:15:45 → 00:15:48ที่มาพบเราแล้วเนี่ยเขาคุมความดันได้ดี
00:15:48 → 00:15:50หรือเปล่านะครับเพราะฉะนั้นเช่นของเดิม
00:15:50 → 00:15:54160 เลยนะพอเรามาแล้ว 140 120 อย่าง
00:15:54 → 00:15:56เงี้ยเราจะได้ดูว่ายาที่เราให้ไปเนี่ยมัน
00:15:56 → 00:15:59ได้ผลหรือเปล่าเราต้องเพิ่มยาไหมหรือคน
00:15:59 → 00:16:02ไข้คอนโทรลได้ดีมีคุมอาการได้ดีมากๆแล้ว
00:16:02 → 00:16:05เราสามารถลดยาได้หรือเปล่านะครับเหตุผล
00:16:05 → 00:16:08ข้อที่ 2 ครับคือเราต้องการจะดูเรื่องของ
00:16:08 → 00:16:11อ่าการเปลี่ยนแปลงของผลเลือดหรือว่าอาการ
00:16:12 → 00:16:14อวัยวะภายในคนไข้ว่าทุกอย่างยังดีอยู่
00:16:14 → 00:16:17หรือเปล่าเราต้องมีการตามค่าไฟใหญ่สม่ำ
00:16:17 → 00:16:20เสมอเอ้ยอย่างที่ว่าไปใช่ไหมครับบางทีโรค
00:16:20 → 00:16:22ความดันเป็นยังไงเนี่ยค่าไตเปลี่ยนได้อาจ
00:16:22 → 00:16:25จะแย่ลงหรือเปล่าต้องคอยทำคลื่นไฟฟ้าหัว
00:16:25 → 00:16:27ใจดูว่ามีปัญหาเรื่องหัวใจไหมรวมถึงอาจจะ
00:16:27 → 00:16:31เจาะเลือดดูเหมือนว่ายาบางตัวมีผลในการทำ
00:16:31 → 00:16:33งานของไตหรือยาบางตัวมีผลต่อการทำงานของ
00:16:33 → 00:16:35สัตว์อาจจะต้องคอยตามดู
00:16:35 → 00:16:37เพราะฉะนั้นก็ผมคิดว่าการมาพบแพทย์เนี่ย
00:16:37 → 00:16:40น่าจะให้ประโยชน์กับคนไข้ได้มากกว่าครับ
00:16:40 → 00:16:43อืมก็ไม่ไม่ควรไปซื้อทานเองเนาะถ้าอย่าง
00:16:43 → 00:16:46นั้นเออสรุปได้เดี๋ยวผมบอกว่าจริงๆแล้ว
00:16:46 → 00:16:50เอ่อการที่จะรอให้อาการปรากฏอันนี้ไม่ไม่
00:16:50 → 00:16:55ควรควรจะต้องเอ่อเช็คร่างกายก่อนแต่เนิ่น
00:16:55 → 00:16:58ๆอย่าให้อาการปรากฏแล้วก็ค่อยไปหาหมอเนาะ
00:16:58 → 00:17:01ถูกต้องครับเดี๋ยวนี้มันมีการรักษาแบบไหน
00:17:01 → 00:17:05บ้างคุณหมอมันมีผมที่ที่ประสบพบเจอทั้งใน
00:17:05 → 00:17:08ครอบครัวทั้งคนรอบข้างก็เห็นว่ามีเรื่อง
00:17:08 → 00:17:11ของการรับประทานยาเพียงเพียงอย่างเดียว
00:17:11 → 00:17:13แล้วก็การดูแลสุขภาพเรื่องอาหารอาหารการ
00:17:13 → 00:17:15กินเป็นหลักเดี๋ยวนี้มันมีวิธีการใหม่
00:17:15 → 00:17:18เพิ่มเติมขึ้นมาไหมฮะหรือว่ามันต้องไล่
00:17:18 → 00:17:20สเต็ปยังไงก่อน
00:17:20 → 00:17:23การรักษาความดันเนี่ยโดยทั่วไปแล้วเราจะ
00:17:23 → 00:17:25ต้องรู้ไปถึงสาเหตุของโรคความดันก่อนครับ
00:17:25 → 00:17:28แล้วความดันโดยทั่วไปแล้วจะแบ่งเป็น 2
00:17:28 → 00:17:30กลุ่มใหญ่ๆคือความดันแบบที่ไม่มีสาเหตุ
00:17:30 → 00:17:33เลยซึ่งประมาณ 70-80% ของเราทั้งหมดอ่ะ
00:17:33 → 00:17:35ส่วนใหญ่ไม่ได้มีสาเหตุอะไรหมายถึงว่าไม่
00:17:35 → 00:17:37ได้มีตัวโรคอะไรที่ทำให้เกิดความดันได้
00:17:37 → 00:17:38ชัดเจน
00:17:38 → 00:17:42กลุ่มที่ 2 คือความดันที่เป็นเหตุมาจาก
00:17:42 → 00:17:45โลกอื่นๆครับเช่นอาจจะเป็นภาวะต่อมหมวกไต
00:17:45 → 00:17:48ทำงานผิดปกติหลังฮอร์โมนที่ทำให้เกิดความ
00:17:48 → 00:17:51ดันโลหิตสูงหรือโรคไทรอยด์กลุ่มนี้ก็ทำ
00:17:51 → 00:17:54ให้ความดันโลหิตเนี่ยสูงขึ้นได้ในส่วนที่
00:17:54 → 00:17:57ความดันที่ไม่มีสาเหตุเนี่ยส่วนใหญ่การ
00:17:57 → 00:18:00รักษาหลักๆจะเป็นการใช้ยานะครับเราก็ให้
00:18:00 → 00:18:03ยาเพื่อด้วยกลไกอะไรของยาก็แล้วแต่มียา
00:18:03 → 00:18:05หลากหลายแบบนะครับก็สามารถช่วยลดความดัน
00:18:06 → 00:18:08ได้ทำให้ความเป็นคนไข้เนี่ยลงมาเป็นอยู่
00:18:08 → 00:18:11ในเกณฑ์ปกติได้นะครับส่วนกลุ่มที่ 2
00:18:11 → 00:18:14เนี่ยถ้าสมมุติว่าเราหาสาเหตุของโรคความ
00:18:14 → 00:18:17ดันเจอเช่นเราเจาะฮอร์โมนไทรอยด์เราพบว่า
00:18:17 → 00:18:19ไทรอยด์สูงหรือว่าเราเจาะฮอร์โมนของต่อม
00:18:19 → 00:18:21หมวกไตแล้วมันผิดปกติกลุ่มนี้อาจจะต้องมี
00:18:21 → 00:18:24การรักษาที่เป็นการรักษาจำเพาะครับเช่น
00:18:24 → 00:18:27การผ่าตัดต่อมหมวกไตหรือว่าการรักษา
00:18:27 → 00:18:30เรื่องไทรอยด์คือแร่ผ่าตัดแบบนี้ครับช่วย
00:18:30 → 00:18:33ให้ความดันคนไข้เนี่ยลดลงมาได้เพราะ
00:18:33 → 00:18:35ฉะนั้นก็จะขึ้นอยู่กับว่าสาเหตุที่คนไข้
00:18:35 → 00:18:38มีความดันน่ะเกิดจากอะไรกันแน่ครับผม
00:18:38 → 00:18:42ต้องดูก่อนว่าสินค้าอะไรต้นทางเกิดจาก
00:18:42 → 00:18:44อะไรครับ
00:18:44 → 00:18:47สาเหตุอะไรเพราะงั้นเราก็จะพบเจอว่าส่วน
00:18:48 → 00:18:49ใหญ่เนี่ยเราก็จะรักษาได้อย่างเป็นหลัก
00:18:49 → 00:18:50ครับ
00:18:50 → 00:18:55คุณหมอหลังๆเนี่ยก็เขาเริ่มเข้าเรียนนะดู
00:18:55 → 00:18:58แลตัวเองกันมากขึ้นเนาะแล้วก็บางคนก็จะ
00:18:58 → 00:19:00ซื้อเครื่องวัดความดันมาใช้เองที่บ้านคุณ
00:19:00 → 00:19:04หมอพอจะมีคำแนะนำไหมคะว่าควรใช้ยังไงแบบ
00:19:04 → 00:19:08ไหนถึงจะถูกต้องถูกวิธีเงี้ยค่ะโอเคครับ
00:19:08 → 00:19:10วันนี้ผมคิดว่าเป็นคำถามที่น่าสนใจมาก
00:19:10 → 00:19:13เพราะว่าจะถูกคนไข้ถามแทบทุกครั้งที่ออก
00:19:13 → 00:19:14ตรวจ
00:19:14 → 00:19:20ก็ในส่วนของเครื่องวัดความดันนะครับ
00:19:20 → 00:19:24ทั่วๆไปคือเยอะมากน่าจะเป็นร้านขายยาจาก
00:19:24 → 00:19:27โน่นนี่นั่นมีหลายแบบเลยทั้งเครื่องวัด
00:19:27 → 00:19:30ความดันแบบอัตโนมัติโดยแบบที่วัดตลอดก็ดี
00:19:30 → 00:19:34นะครับแต่ว่าถ้าเราย้อนกลับไปดูการศึกษา
00:19:34 → 00:19:37คือการยอมเปิดเพราะว่าเครื่องวัดความดัน
00:19:37 → 00:19:39ที่ได้มาตรฐานที่สุดที่เขาแนะนำไว้เป็น
00:19:39 → 00:19:41เบอร์ 1 เลยเนี่ยคือเครื่องวัดความดันแบบ
00:19:41 → 00:19:45ตลอดเหมือนกันอ่าคุณหมอเราใช้ในโรงพยาบาล
00:19:45 → 00:19:48แบบสมัยก่อนเครื่องเก่าๆเลยก็ย้อนกลับไป
00:19:48 → 00:19:52สมัยที่ผมเป็นนักเรียนก็แบบนั้นนะครับก็
00:19:52 → 00:19:54เป็นเครื่องแบบตลอดแต่ว่าทีนี้ปัจจุบัน
00:19:54 → 00:19:56เราไม่ค่อยได้ใช้เครื่องแบบนี้กันละส่วน
00:19:56 → 00:19:58ใหญ่ก็จะเป็นลักษณะที่เป็นเครื่องวัด
00:19:58 → 00:20:01ออโต้มากกว่าใช่ไหมครับที่เราเอามือสอด
00:20:01 → 00:20:04เข้าไปแล้วกดปุ่มมันก็จะวัดแบบออโต้ทีนี้
00:20:04 → 00:20:06ก็จะเป็นที่ถกเถียงกันนะครับว่าเครื่อง
00:20:06 → 00:20:10วัดออโต้แบบไหนล่ะที่มันดีหรือว่าเครื่อง
00:20:10 → 00:20:12วัดแบบไหนที่มันไม่ดีเราซื้อจากร้านขายยา
00:20:12 → 00:20:16มาแบบนี้จะดีไหมจริงๆแล้วเนี่ยมันด้วย
00:20:16 → 00:20:19ด้วยความที่มันออกมาในเวอร์ชั่นใหม่ที่
00:20:19 → 00:20:22มันรวดเร็วมากครับทำให้แบบว่าเราไม่
00:20:22 → 00:20:24สามารถไปตามเช็คคุณภาพได้หมดแต่ว่ามันก็
00:20:24 → 00:20:27มีเขาเรียกว่าเป็นเหมือนกับรีเจนซี่คือ
00:20:27 → 00:20:32อ่าองค์กรที่เขารวบรวมเครื่องวัดความดัน
00:20:32 → 00:20:34ไว้แล้วเค้าเอามาเทสว่าเครื่องเนี้ยได้
00:20:34 → 00:20:37มาตรฐานนะให้เท่าๆกับเครื่องวัดถ้าเทียบ
00:20:37 → 00:20:39เท่ากับไอ้ตัวตลอดเลยวัดความดันได้แล้ว
00:20:39 → 00:20:41มันไม่ค่อยต่างกันแบบเนี้ยเค้าจะมารวบรวม
00:20:41 → 00:20:43ไว้แล้วเค้าก็ List แบบว่าอันนี้ได้
00:20:43 → 00:20:45มาตรฐานอันนี้ไม่ได้มาตรฐานอ่าถ้า
00:20:45 → 00:20:47รีเจนซี่ใหญ่ที่สุดปัจจุบันเนี่ยมันชื่อ
00:20:47 → 00:20:52ว่า medical ครับเป็น e
00:20:52 → 00:20:55เขาแนะนำว่าเวลาเราดูเพิ่มความดันตามร้าน
00:20:55 → 00:20:58ขายยาครับเราดูยี่ห้อมันใช่ไหมครับเราก็
00:20:58 → 00:21:01ใช้มือถือครับเปิด Google พิมพ์ยี่ห้อของ
00:21:01 → 00:21:04เราเว้นวรรค 1 ครั้งแล้วตามด้วย
00:21:04 → 00:21:06Restaurant ครับถ้าสมมุติว่าชื่อของ
00:21:06 → 00:21:09เครื่องวัดความดันนั้นน่ะปรากฏขึ้นมาใน
00:21:09 → 00:21:13เว็บนะครับ
00:21:13 → 00:21:16ไม่เป็นไรครับขอแค่มันขึ้นมาในเว็บก็พอ
00:21:16 → 00:21:19อันนั้นก็คือวันนั้นน่ะ Group แล้วก็เป็น
00:21:19 → 00:21:21เครื่องวัดที่ถือว่าได้มาตรฐานสามารถเอา
00:21:21 → 00:21:25มาใช้ได้ครับ
00:21:25 → 00:21:27ก็ถือว่ามันมีก็มีอุปกรณ์ที่เฉพาะจะช่วย
00:21:27 → 00:21:30ได้อย่างเอ่อพวก Smart Smart Watch
00:21:30 → 00:21:33อุปกรณ์ของอะไรแบบเนี้ยครับพอที่จะเป็น
00:21:33 → 00:21:38ตัวที่ใช้ในการเช็คเช็คเบื้องต้นได้ไหม
00:21:38 → 00:21:42ถ้าเช็คเบื้องต้นเนี่ยผมคิดว่ายังพอได้
00:21:42 → 00:21:44คือถ้าเหมือนเดิมครับถ้าเราพูดถึงการ
00:21:44 → 00:21:46ศึกษาจริงๆอันนี้เนี่ยมันยังไม่ค่อยชัด
00:21:46 → 00:21:48เจนเท่าไหร่หมายความว่ามันยังไม่ได้เป็น
00:21:48 → 00:21:51มาตรฐานมากถ้าอุปกรณ์ที่เราใช้ไม่ว่าจะ
00:21:51 → 00:21:53เป็นอะไรก็แล้วแต่
00:21:53 → 00:21:56มันบอกว่าเรามีความระลึกอยู่เนี่ย
00:21:56 → 00:21:59อันเนี้ยเราอาจจะต้องระวังตัวเองแต่อาจจะ
00:21:59 → 00:22:03ยังไม่ได้เชื่อ 100% นะครับให้เราไปใกล้
00:22:03 → 00:22:06บ้านหรือสถานพยาบาลเนี่ยครับก็ลองวัดความ
00:22:06 → 00:22:10ดันดูจริงๆสักทีนึงว่ามันสูงจริงหรือ
00:22:10 → 00:22:12เปล่าถ้ามันสูงจริงแบบนี้ค่อยวินิจฉัยตัว
00:22:12 → 00:22:14เองได้ว่าเราน่าจะเป็นความดันโลหิตสูง
00:22:14 → 00:22:18จริงๆครับอะไรที่ไม่ควรทำฮะถ้าแบบอยู่ดีๆ
00:22:18 → 00:22:22แล้วโอ๊ยมีอาการขึ้นมาหรือว่าไม่อยากรู้
00:22:22 → 00:22:24ตัวเองว่าเป็นความดันหรือเปล่า
00:22:24 → 00:22:27แต่แต่ไม่ควรทำแบบนี้ในการเช็คตัวเองหรือ
00:22:27 → 00:22:30ว่าดูแลตัวเองครับ
00:22:30 → 00:22:32ถ้าเป็นการดูแลตัวเองเนี่ยอะไรที่ไม่ควร
00:22:33 → 00:22:35ทำเลยเนี่ยก็จะตรงข้ามกับการเปลี่ยนแปลง
00:22:35 → 00:22:39ไลฟ์สไตล์ที่ผมว่าไปทั้งหมดเลยนะครับไม่
00:22:39 → 00:22:41ว่าจะเป็นการกินเยอะปล่อยตัวเองให้อ้วน
00:22:41 → 00:22:47ไม่ค่อยออกกำลังกายกินเค็มใช้บุหรี่จุฬาฯ
00:22:47 → 00:22:49แบบเนี้ยครับพวกนี้เนี่ยก็จะเพิ่มความ
00:22:49 → 00:22:51เสี่ยงในการเป็นโรคความดันกับอีกอย่างนึง
00:22:51 → 00:22:55ก็คือเอ่อการเอ่อเค้าเรียกว่ามีวินัยใน
00:22:55 → 00:22:57การกินยานะครับถ้าเราได้รับยากินเข้ามา
00:22:57 → 00:22:59แล้วเรากินยาอย่างสม่ำเสมอเนี่ยก็จะช่วย
00:22:59 → 00:23:02ลดเรื่องของโรคความดันลงไปได้เยอะพอสมควร
00:23:02 → 00:23:03เลยครับ
00:23:03 → 00:23:07คุณหมออย่างภาวะเครียดหรือว่าพักผ่อนน้อย
00:23:07 → 00:23:10นี่มันจะยิ่งเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดโรค
00:23:10 → 00:23:11ความดันด้วยไหมคะ
00:23:11 → 00:23:14สามารถกระตุ้นได้ครับแต่ว่าส่วนใหญ่พวก
00:23:14 → 00:23:17นี้เนี่ยมักจะเป็นชั่วคราวเหมือนกับความ
00:23:17 → 00:23:19ดันอันนี้ก็จะเป็นสาเหตุตามมาจากตัว
00:23:19 → 00:23:21เรื่องความเครียดหรือนอนไม่หลับที่เรา
00:23:21 → 00:23:24เป็นพวกนี้เนี่ยถ้าในภาวะชั่วคราวเนี่ยก็
00:23:24 → 00:23:26ทำให้ดูความดันสูงขึ้นได้ถ้าคนไข้เริ่ม
00:23:26 → 00:23:29กลับมาเปลี่ยนตัวเองช่วงนี้เริ่มเครียด
00:23:29 → 00:23:31น้อยลงความดันก็จะลงไปในกลุ่มนี้อาจจะไม่
00:23:31 → 00:23:34ต้องใช้ยาก็ได้แต่ต้องระวังครับถ้าสมมุติ
00:23:34 → 00:23:37ว่าเป็นไปนานๆเข้าเนี่ยพวกนี้เส้นเลือด
00:23:37 → 00:23:40เนี่ยพอมันเริ่มรับแรงดันเยอะๆเนี่ยมันมี
00:23:40 → 00:23:42การเปลี่ยนแปลงครับเหมือนสปริงนะครับมัน
00:23:42 → 00:23:45ไม่สามารถคืนรูปได้มันเสียไปแล้วเนี่ย
00:23:45 → 00:23:47คราวนี้คนไข้ก็จะกลายเป็นความดันโลหิตสูง
00:23:47 → 00:23:49แบบจริงๆแบบเรื้อรังถึงแม้จะหายเครียดไป
00:23:49 → 00:23:52แล้วเนี่ยความดันอาจจะไม่ลงก็ได้ครับผม
00:23:52 → 00:23:55กลายเป็นโรคเรื้อรังไปเลยนะคะถ้าไม่ปรับ
00:23:55 → 00:23:58พฤติกรรมตัวเองเนาะมันมีไหมครับที่เด็ก
00:23:58 → 00:24:03เล็กๆเนี่ยวัยเด็กประถมมัธยมเป็น
00:24:03 → 00:24:05โรคนี้ได้
00:24:05 → 00:24:09แต่ในกลุ่มเด็กเล็กเลยหมายถึงว่าเด็กเด็ก
00:24:09 → 00:24:12ที่อายุค่อนข้างน้อยเลยก็น้อยกว่า 30
00:24:12 → 00:24:14ลิตรอาจจะน้อยกว่า 20 จริงๆแล้วเจอน้อย
00:24:14 → 00:24:17จริงๆเจอน้อยมากและส่วนใหญ่เนี่ยมักจะมี
00:24:17 → 00:24:21โรคที่เป็นโรคร่วงของความดันอยู่แล้วที่
00:24:21 → 00:24:23เราเจอบ่อยก็อาจจะเป็นเรื่องของทางเดิน
00:24:23 → 00:24:26หายใจอุดตันขณะหลับเด็กเค้าอาจจะมีเรื่อง
00:24:26 → 00:24:28ของโรคนี้อยู่แล้วอาจจะไม่รู้ตัวหรือบาง
00:24:28 → 00:24:31คนก็อาจจะมีอย่างที่ผมว่าเป็นฮอร์โมน
00:24:31 → 00:24:33บริเวณต่อมหมวกไตทำงานมากเกินไปแบบนี้เรา
00:24:33 → 00:24:36ก็พบได้เช่นเดียวกันครับ
00:24:36 → 00:24:40เป็นเรื่องของของมีจากสาเหตุของการอื่น
00:24:40 → 00:24:43โลกร่วมครับผมมาช่วยกระตุ้นแล้วเวลาที่
00:24:43 → 00:24:46เราตรวจวัดความดันเองมันต้องอยู่ในระดับ
00:24:46 → 00:24:49ไหนคะที่ควรจะต้องแบบนี้ต้องไปหาคุณหมอ
00:24:49 → 00:24:51แล้วเนี่ยค่ะ
00:24:51 → 00:24:54ปกติแล้วเวลาที่เราวัดความดันเองที่บ้าน
00:24:54 → 00:24:56เนี่ยเราจะมีข้อแนะนำก็คืออยากจะให้วัด
00:24:56 → 00:24:59อย่างน้อยที่สุดเนี่ยประมาณวันละ 2 ครั้ง
00:24:59 → 00:25:01ครับถ้าเวลาผมแนะนำคนไข้ผมก็จะแนะนำเป็น
00:25:01 → 00:25:04ช่วงเช้ากับช่วงเย็นช่วงเช้าหลังจากเรา
00:25:04 → 00:25:07ตื่นเช้ามายังไม่ได้ทำกิจกรรมอะไรก็นั่ง
00:25:07 → 00:25:10พักสงบสงบสัก 5 นาทีครับแล้วก็ทำการวัด
00:25:10 → 00:25:13ความดันช่วงเย็นก็เหมือนกันครับก็ก่อนตอน
00:25:13 → 00:25:16เย็นๆกินข้าวอิ่มอิ่มสบายๆแล้วอาจจะใกล้
00:25:16 → 00:25:18นอนหลับเนี่ยเราก็นั่งพักสัก 5 นาที
00:25:18 → 00:25:20เหมือนกันให้เราอยู่ในภาวะผ่อนคลายหลัง
00:25:20 → 00:25:23จากนั้นก็วัดความดันนะครับดูทั่วไปผมแนะ
00:25:23 → 00:25:26นำให้วัดค่าเฉลี่ยประมาณ 5-7 วันแล้วเอา
00:25:26 → 00:25:29ความดันพรุ่งนี้มาเฉลี่ยกันความร้อนที่
00:25:29 → 00:25:31ได้เนี่ยก็จะเป็นความดันที่เป็นความดัน
00:25:31 → 00:25:34จริงๆที่น่าเชื่อถือของคนไข้เนี่ยนะครับ
00:25:34 → 00:25:36โดยทั่วไปถ้าเป็นความดันที่บ้านเนี่ยปกติ
00:25:36 → 00:25:38เราก็จะอยู่ที่ตัวเลขประมาณ
00:25:38 → 00:25:49135 กับ 85 mm ตลอดนะครับ
00:25:49 → 00:25:53แล้วก็ได้ได้ความที่อาจจะอาจจะใกล้เคียง
00:25:53 → 00:25:57กับกับข้อมูลที่ต้องการมากที่สุดใช่ครับ
00:25:57 → 00:25:59เพราะว่าความดันเรามันมีความเปลี่ยนแปลง
00:25:59 → 00:26:03ไปวัยรุ่นระหว่างวันได้แค่อาจจะมากที่อาจ
00:26:03 → 00:26:05จะวัดช่วงที่อาจจะมีเรื่องเครียดมีอะไร
00:26:05 → 00:26:08ปฏิบัติเยอะหน่อยบางวันสบายจริงๆก็น้อย
00:26:08 → 00:26:12หน่อยครับ
00:26:12 → 00:26:14ใกล้ความเป็นความดันจริงๆของเรามากขึ้น
00:26:15 → 00:26:17ครับอย่างอย่างจบรายการของทางนี้ไปวัดได้
00:26:17 → 00:26:23ไหมคุณผู้ฟังอยู่นะ
00:26:23 → 00:26:26สบายๆนะครับ
00:26:26 → 00:26:30สามารถวัดความดันได้เลยครับผมก็โยงเข้า
00:26:30 → 00:26:31รายการ
00:26:31 → 00:26:34คุณหมอถ้าแบบมีอาการปวดหัวตรงบริเวณท้าย
00:26:34 → 00:26:43ทอยบ่อยนี่จะเกี่ยวกับความดันไหมคะ
00:26:43 → 00:26:47อาการปวดหัวเนี่ยสามารถอธิบายด้วยโรคอื่น
00:26:47 → 00:26:50ๆได้หรือเปล่าเกณฑ์การวินิจฉัยของกลุ่ม
00:26:50 → 00:26:52ไมเกรนหรือว่ากลุ่มการปวดหัวในรูปแบบอื่น
00:26:52 → 00:26:55ๆหรือเปล่านะครับถ้าสมมุติว่าเข้าเกณฑ์
00:26:55 → 00:26:59เนี่ยการรักษาในโรคปวดหัวในรูปแบบนั้นๆ
00:26:59 → 00:27:01เนี่ยร่วมกับการดูความดันอย่างใกล้ชิด
00:27:01 → 00:27:04เนี่ยก็อาจจะทำให้ถ้าเราปวดหัวหายไปแล้ว
00:27:04 → 00:27:07ความดันลงกลับมาดีเนี่ยเราก็อาจจะไม่ได้
00:27:07 → 00:27:10มีความจำเป็นต้องกินยาความดันก็ได้ครับ
00:27:10 → 00:27:14ก็เป็นอีกหนึ่งโรคที่จริงๆคุณหมอไม่อยาก
00:27:14 → 00:27:18ให้ใครเป็นนะโรคนี้เป็นกันเยอะมากเลยนะ 14
00:27:18 → 00:27:19ล้านคน
00:27:19 → 00:27:21เราจะเป็นหนึ่งใน 7 ล้านที่ไม่รู้ตัวหรือ
00:27:21 → 00:27:31เปล่า
00:27:31 → 00:27:40เนี่ยเป็นความดันโลหิตสูงครับ
00:27:40 → 00:27:43ทวีปชาติเชื้อชาติสัญชาติอะไรอย่างนี้
00:27:43 → 00:27:44เกี่ยวข้องครับ
00:27:44 → 00:27:51อย่างเอเชียยุโรปอเมริกามีผลไหม
00:27:51 → 00:27:56ครับ
00:27:56 → 00:27:59แต่ว่าเขาพบว่าในกลุ่มที่เป็นอเมริกาหรือ
00:27:59 → 00:28:02ว่ากลุ่มที่เป็นคนดังด้วยเนี่ยครับก็จะมี
00:28:02 → 00:28:05โอกาสที่เกิดความดันเนี่ยสูงกว่าครับผม
00:28:05 → 00:28:09เพราะว่าเรื่องของอาหารการกินเอ่อเรื่อง
00:28:09 → 00:28:45หลายอย่าง
00:28:45 → 00:28:50มันพอจะช่วยได้เยอะไหมแล้วก็มันมีอาหาร
00:28:50 → 00:28:53อะไรที่ต้องห้ามหรือเปล่า
00:28:53 → 00:28:57สำหรับตัวโรคความดันหลักๆอาหารที่เราจะ
00:28:57 → 00:28:58ให้ระมัดระวังเป็นพิเศษก็คืออาหารเค็ม
00:28:59 → 00:29:03เพราะว่าตัวครับมันสามารถเพิ่ม volume ใน
00:29:03 → 00:29:06ร่างกายได้เยอะทำให้คนไข้เนี่ยความมันก็
00:29:06 → 00:29:09จะกระตุ้นให้คนไข้เนี่ยมีความดันที่สูง
00:29:09 → 00:29:12ได้เพราะฉะนั้นตัวอาหารเค็มก็จะเป็นเป็น
00:29:12 → 00:29:15ตัวหลักที่ต้องระวังแต่ว่าเวลาผมแนะนำ
00:29:15 → 00:29:17เนี่ยส่วนใหญ่ผมจะแนะนำรวมไปหมดเลยเพราะ
00:29:17 → 00:29:19ว่าความดันเนี่ยส่วนใหญ่สักพักนึงเดี๋ยว
00:29:19 → 00:29:22เบาหวานเดี๋ยวมันก็อาจจะมาด้วยเพราะ
00:29:22 → 00:29:25ฉะนั้นทำให้ผมจะแนะนำให้หมดเลยก็คืออาหาร
00:29:25 → 00:29:28เค็มอาหารหวานอาหารมันทั้ง 3 อย่างเนี่ย
00:29:28 → 00:29:31ควรจะต้องลดนะครับคือเราอาจจะคุยกันก่อน
00:29:31 → 00:29:35คือลดให้อยู่ในระดับที่คนไข้มีความสุข
00:29:35 → 00:29:39ไม่งั้นผมคิดว่าชีวิตเขาก็น่าจะเปลี่ยน
00:29:39 → 00:29:41ชื่อเกิน
00:29:41 → 00:29:44อาจจะให้อาจจะให้ต้องอยู่ในระดับที่เขา
00:29:44 → 00:29:48คิดว่าอันนี้เป็นเค้าคุมที่ได้ดีที่สุดละ
00:29:48 → 00:29:50ได้ประมาณนี้เอาให้กินบ้างให้มีความสุข
00:29:50 → 00:29:52บ้างหลังจากนั้นส่วนที่เหลือเนี่ยถ้ายัง
00:29:52 → 00:29:57ไม่ดีอ่ะจุดนั้นแหละครับเราจะใช้ยาช่วย
00:29:57 → 00:30:01เปลี่ยนพฤติกรรมก่อนนะคะ
00:30:01 → 00:30:05ไม่ใช่ว่าแบบใช้ชีวิตเหมือนเดิม
00:30:05 → 00:30:08สุดๆเลยเค้าชีวิตเค้าไม่มีความสุขเลยแต่
00:30:08 → 00:30:09ว่าเขาไม่ต้องกินยาอย่างนี้ผมรู้สึกว่า
00:30:09 → 00:30:12สู้กินยามันหน่อย
00:30:12 → 00:30:17ได้กินอะไรที่ต้องการบ้าง
00:30:17 → 00:30:20อีกประเภทอาหารที่ผมสงสัยอยู่แล้วก็คุณ
00:30:20 → 00:30:25ผู้ฟังก็สงสัยบ่อยๆด้วยเรื่องของน้ำดื่ม
00:30:25 → 00:30:28น้ำอัดลมและการที่เป็นประเภทที่ไร้น้ำตาล
00:30:28 → 00:30:30คุณหมอ
00:30:30 → 00:30:36มันมันดีจริงหรือว่ามันไม่ใช่จริงๆอาจจะ
00:30:36 → 00:30:40ถามผิดมันจะส่งผลมาถ้าเลือกคือบางคนไม่
00:30:40 → 00:30:44อยากกินกินแบบปกติออริจินอลที่มันมีน้ำ
00:30:44 → 00:30:47ตาลเลือกกินแบบไม่มีน้ำตาลแต่ข้างกระป๋อง
00:30:47 → 00:30:49มันบ่งบอกว่ามีโซเดียมค่อนข้างที่จะสูง
00:30:49 → 00:30:53กว่าตกกว่ารูปแบบเดิมอันเนี้ยๆๆผมจะให้คำ
00:30:53 → 00:30:56แนะนำยังไงดีอันนี้ก็เป็นผมคิดว่าเป็น
00:30:56 → 00:30:59ประเด็นที่มีการถกเถียงกันเยอะมากๆนะครับ
00:31:00 → 00:31:02ว่าตกลงแล้วเนี่ยมันมีหรือมันไม่ดีกันแน่
00:31:02 → 00:31:06ก็ถ้าในแง่ของโรคความดันเองเนี่ยโดยตัว
00:31:06 → 00:31:09น้ำอัดลมเนี่ยไม่ว่าจะเป็นแบบมีน้ำตาล
00:31:09 → 00:31:12หรือว่าแบบไร้น้ำตาลเนี่ยถือว่าไม่ได้ส่ง
00:31:12 → 00:31:14ผลดีต่อโรคความดันคือคู่
00:31:14 → 00:31:17ก็มีมีเป็น
00:31:17 → 00:31:19อีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดความดันโลหิต
00:31:19 → 00:31:22สูงได้ส่วนอีกแง่หนึ่งก็คือเราๆจะใช้ใน
00:31:22 → 00:31:25แง่ของเรื่องของความหวานเนี่ยก็คือเราไม่
00:31:25 → 00:31:27ต้องการให้คนไข้เนี่ยกินน้ำตาลได้หรือได้
00:31:27 → 00:31:30พลังงานจากน้ำตาลเนี่ยที่มันมากเกินไปเรา
00:31:30 → 00:31:32ก็จะใช้สารอื่นๆที่ให้ความหวานแทนน้ำตาล
00:31:32 → 00:31:36หรืออาจจะช่วยในการลดพลังงานลงหน่อยนะ
00:31:36 → 00:31:40ครับแต่ว่าในจากการศึกษาวิจัยเนี่ยเพราะ
00:31:40 → 00:31:42ว่าในถ้าเป็นระยะสั้นๆเนี่ยอาจจะกลุ่ม
00:31:42 → 00:31:45เนี้ยกลุ่มที่กินสั่งให้หอนแทนน้ำตาล
00:31:45 → 00:31:47เนี่ยอาจจะมีการคอนโทรลน้ำหนักที่ดีขึ้น
00:31:47 → 00:31:50นะครับซึ่งการคอนโทรลน้ำหนักที่ดีขึ้น
00:31:50 → 00:31:55เนี่ยก็จะทำให้กลุ่มโรคพวกเนี้ยเบาลง
00:31:55 → 00:31:59แต่ๆๆพอเราตามไปเป็นระยะเวลานานๆเนี่ยเรา
00:31:59 → 00:32:01พบว่าผลแล้วผลลัพธ์สุดท้ายเนี่ยมันไม่
00:32:01 → 00:32:04ค่อยแตกต่างกันเท่าไหร่ในกลุ่มที่กินแบบ
00:32:04 → 00:32:06มีน้ำตาลหรือว่าแบบกลุ่มให้ความหวานใช้
00:32:06 → 00:32:09น้ำตาลครับเพราะว่าหลักๆเลยคือเราต้องการ
00:32:09 → 00:32:13จะให้ผู้ป่วยของเราเนี่ยเค้าๆไม่ผิดหวัง
00:32:13 → 00:32:18ถึงแม้เขาจะไม่กินน้ำตาลจากน้ำอัดลมเนี่ย
00:32:18 → 00:32:20แต่สุดท้ายแล้วเมื่อเขาได้ยินจากให้
00:32:20 → 00:32:23ประวัติไปคนไข้ก็ยังจะรู้สึกผิดหวังอยู่
00:32:23 → 00:32:26เขาก็จะส่วนใหญ่เนี่ยคนไข้ก็จะได้น้ำตาล
00:32:26 → 00:32:29จากทางอื่นอยู่ดีอาจจะเป็นเบเกอรี่อาจจะ
00:32:29 → 00:32:32เป็นวิธีอาจจะเป็นอะไรก็แล้วแต่ว่าเรา
00:32:32 → 00:32:35อยู่ดีที่สุดแล้วอ่ะครับก็คือกินแบบที่
00:32:35 → 00:32:38ไม่หวานเลยแบบเนี้ยจะดีที่สุดครับ
00:32:38 → 00:32:40[เพลง]
00:32:40 → 00:32:45ก็เป็นอะไรที่ใกล้ตัวนะผมว่าโรคนี้โอกาส
00:32:45 → 00:32:49เป็นเป็นกันได้ง่ายสูงมีต้นเหตุที่ง่าย
00:32:49 → 00:32:51มากก็คือเรื่องของการกินการใช้ชีวิตมัน
00:32:51 → 00:32:54เป็นโรคสามัญนะคะเจอไปบ้านไหนก็มีแต่คน
00:32:54 → 00:32:55เป็น
00:32:55 → 00:32:59ไขมันความดันนะ
00:32:59 → 00:33:01[เสียงหัวเราะ]
00:33:01 → 00:33:03ขอบคุณคุณหมอครับวันนี้ที่มาความรู้
00:33:03 → 00:33:06เกี่ยวกับเรื่องของความดันโลหิตสูงนะครับ
00:33:06 → 00:33:09ได้ครับมีโอกาสอาจจะได้พูดคุยกันเพิ่ม
00:33:09 → 00:33:11เติมเพราะว่าโรคนี้ผมก็เชื่อว่าคุณผู้ฟัง
00:33:11 → 00:33:14ก็อยากจะได้ทำแนะนำดีๆจากคุณหมอเพิ่มเติม
00:33:14 → 00:33:19ยามเมื่อกี้ครับ
00:33:19 → 00:33:22สวัสดีครับ