00:00:00 → 00:00:03ขอต้อนรับสู่หมอพัทรพcast Talk ความรู้
00:00:03 → 00:00:06สุขภาพลึกและฟรีมีที่นี่
00:00:06 → 00:00:10>> สวัสดีครับเคยสงสัยกันมครับว่าเออถ้าเรา
00:00:10 → 00:00:14ทานคีโตหรือคาร์นิวอร์มานานๆแบบเป็นปีเลย
00:00:14 → 00:00:17แล้วจู่ๆวันนึงไปเจอเค้กวันเกิดเพื่อน
00:00:17 → 00:00:20หรืองานเลี้ยงใหญ่ๆที่มีแต่ของอร่อยๆที่
00:00:20 → 00:00:22แบบคาร์โบไฮเดรตทั้งนั้นเลยร่างกายเรามัน
00:00:22 → 00:00:25จะตอบสนองยังไงวันนี้เราจะมาเจาะลึก
00:00:25 → 00:00:28เรื่องนี้กันครับจากข้อมูลที่เราได้รวบ
00:00:28 → 00:00:31รวมมาเราจะมาดูกันว่าภาวะที่มันคล้ายๆการ
00:00:31 → 00:00:34ดื้ออินซูลินเนี่ยในคนที่ทานlowฟนานๆมัน
00:00:34 → 00:00:37คืออะไรแล้วก็ไอ้การทำคฟไซคลิเนี่ยมัน
00:00:37 → 00:00:40จำเป็นจริงๆมั้ยหรือว่ามันเหมาะกับใครกัน
00:00:40 → 00:00:41แน่
00:00:41 → 00:00:44>> ค่ะประเด็นเรื่องการตอบสนองต่อาฟหลังทาน
00:00:44 → 00:00:47โลคาฟนานๆนี่เป็นอะไรที่น่าสนใจมากๆเลยนะ
00:00:47 → 00:00:50คะคือจากแหล่งข้อมูลที่เรามีเนี่ยมันชี้
00:00:50 → 00:00:52ให้เห็นความแตกต่างที่สำคัญมากๆของคำว่า
00:00:52 → 00:00:55ดื้ออินซูลินซึ่งจริงๆแล้วมีถึง 2 แบบ
00:00:55 → 00:00:56หลักๆเลยค่ะ
00:00:56 → 00:00:59>> โอ้โหมีมากกว่า 1 แบบหรอครับเนี่ยปกติเรา
00:00:59 → 00:01:02จะได้ยินแต่คำว่าดื้ออินซูลินในแง่หลบซะ
00:01:02 → 00:01:04ส่วนใหญ่เอ่อช่วยขยายความตรงนี้หน่อยได้
00:01:05 → 00:01:05ไหมครับ
00:01:05 → 00:01:08>> ได้ค่ะคือแบบแรกนะคะเป็นการดื้ออินซูลิน
00:01:08 → 00:01:10เชิงพญาธิสภาพ
00:01:10 → 00:01:14หรือ pathological insulin resistance
00:01:14 → 00:01:16อันนี้แหละค่ะคือแบบที่เรามักจะได้ยินกัน
00:01:16 → 00:01:20บ่อยๆพบในคนที่มีภาวะน้ำหนักเกินหรือเอ่อ
00:01:20 → 00:01:23ผู้ป่วยเบาหวานซึ่งเซลล์ในร่างกายเนี่ย
00:01:23 → 00:01:26ตอบสนองต่ออินซูลินได้ไม่ค่อยดีทำให้การ
00:01:26 → 00:01:29จัดการน้ำตาลในเลือดมันแย่ลงครับอันนี้
00:01:29 → 00:01:31คือแบบที่น่ากังวล
00:01:31 → 00:01:34>> ใช่ค่ะแต่แบบที่ 2 เนี่ยคือการดื้อ
00:01:34 → 00:01:37อินซูลินเชิงสรีรวิทยาหรือ physiological
00:01:37 → 00:01:40insulin resistance บางทีก็เรียกว่า
00:01:40 → 00:01:43adaptive glucose sparing นะคะอันนี้
00:01:43 → 00:01:46จะเกิดขึ้นในคนที่ทานคาร์โบไฮเดรตต่ำมากๆ
00:01:46 → 00:01:49มาเป็นเวลานานๆค่ะร่างกายเรามันปรับตัว
00:01:49 → 00:01:53โดยลดการสร้างสารตั้งต้นของอินซูลินหรือ
00:01:53 → 00:01:57โปรซูลินลงไปทีนี้พอกลับไปเจอกับคราบใน
00:01:57 → 00:01:59ปริมาณสูงสูงปุ๊บเนี่ยการตอบสนองของ
00:02:00 → 00:02:03อินซูลินมันอาจจะไม่ทันทีทันใดทำให้ระดับ
00:02:03 → 00:02:05น้ำตาลในเลือดสูงขึ้นชั่วคราวได้ค่ะ
00:02:05 → 00:02:08>> อ๋อเข้าใจแล้วครับคือแบบหลังนี่มันเป็น
00:02:08 → 00:02:10การปรับตัวของร่างกายไม่ใช่ตัวโรคใช่มั้
00:02:10 → 00:02:13ครับแล้วแบบนี้มันจะกลับมาเป็นปกติมั้
00:02:13 → 00:02:13ครับ
00:02:13 → 00:02:17>> ใช่เลยค่ะเป็นการปรับตัวไม่ใช่โรคและข้อ
00:02:17 → 00:02:19มูลก็ระบุชัดเจนนะคะว่าระดับน้ำตาลใน
00:02:19 → 00:02:22เลือดเนี่ยจะกลับมาสู่ภาวะปกติได้เองภาย
00:02:22 → 00:02:25ในประมาณ 1-2 วันหรือบางทีอาจจะเร็วกว่า
00:02:25 → 00:02:28นั้นด้วยซ้ำการเข้าใจความแตกต่างตรงเนี้ย
00:02:28 → 00:02:31เอ่อมันสำคัญมากๆเลยนะคะเพราะมันช่วยลด
00:02:31 → 00:02:34ความกังวลไปได้เยอะเลยว่าเอ๊ะเรากำลังจะ
00:02:34 → 00:02:36เป็นเบาหวานหรือเปล่าทั้งที่จริงๆแล้วมัน
00:02:36 → 00:02:39อาจจะเป็นแค่การปรับตัวของร่างกายเรา
00:02:39 → 00:02:42>> เคลียร์เลยครับงั้นถ้ามันเป็นการปรับตัว
00:02:42 → 00:02:46ชั่วคราวแบบนี้ไอ้การทำ cub cycling
00:02:46 → 00:02:48หรือการที่เราจงใจเติมคาฟเข้าไปเป็นรอบๆ
00:02:48 → 00:02:51เนี่ยมันยังจำเป็นสำหรับทุกคนที่ทานคีโต
00:02:51 → 00:02:53หรือคาร์นิวอร์อยู่หรือเปล่าครับ
00:02:53 → 00:02:56>> จากข้อมูลที่เราดูกันมานะคะคำตอบก็คือไม่
00:02:56 → 00:03:00จำเป็นสำหรับทุกคนค่ะอืมมันขึ้นอยู่กับ
00:03:00 → 00:03:02เป้าหมายของแต่ละคนไลฟ์สไตล์แล้วก็การตอบ
00:03:02 → 00:03:05สนองของร่างกายแต่ละคนจริงๆซึ่งมันต่าง
00:03:05 → 00:03:06กันมากๆ
00:03:06 → 00:03:09>> น่าสนใจครับแล้วพ่อจะบอกได้มั้ครับว่าใคร
00:03:09 → 00:03:12ล่ะครับที่อาจจะได้ประโยชน์จากการทำcไคลิ
00:03:12 → 00:03:12แบบนี้
00:03:12 → 00:03:15>> ก็มีหลายกลุ่มเหมือนกันนะคะกลุ่มแรกเลยก็
00:03:15 → 00:03:20คือคนที่อาจจะมีหลุดบ้างคือแบบนานๆทีอาจ
00:03:20 → 00:03:24จะไปทานอาหารที่มีคาฟสูงๆการทำไซคลิเป็น
00:03:24 → 00:03:26ครั้งคราวอาจจะช่วยให้ร่างกายรับมือกับ
00:03:26 → 00:03:29สถาสถานการณ์แบบนั้นได้ดีขึ้นนิดหน่อยอีก
00:03:30 → 00:03:32กลุ่มที่ค่อนข้างชัดเจนเลยคือนักกีฬาหรือ
00:03:32 → 00:03:35คนที่ออกกำลังกายหนักๆค่ะที่เขาต้องการ
00:03:35 → 00:03:38ให้กล้ามเนื้อมีไกลโคเจนเต็มที่เพื่อให้
00:03:38 → 00:03:42ดูฟูขึ้นหรือต้องการพลังงานแบบระเบิดเร็ว
00:03:42 → 00:03:45ๆแรงๆซึ่งกลูโคสเนี่ยมันให้พลังงานได้
00:03:45 → 00:03:47เร็วกว่าไขมันในสถานการณ์แบบนั้น
00:03:47 → 00:03:51>> อ๋อเข้าใจครับพวกเวทtrainingนingหนักหรือ
00:03:51 → 00:03:52วิ่งสปริintอะไรแบบนี้
00:03:52 → 00:03:56>> ใช่ค่ะประมาณนั้นเลยนอกจากนี้คนที่วิถี
00:03:56 → 00:03:58ชีวิตประจำประจำวันอาจจะทำให้ต้องเข้าๆ
00:03:58 → 00:04:01ออกๆภาวะคีโตซิสอยู่แล้วแบบไม่แน่นอนการ
00:04:01 → 00:04:03ทำไซคลิ่งอย่างมีแบบแผนไปเลยก็อาจจะเหมาะ
00:04:03 → 00:04:06สมกว่าการที่ร่างกายต้องสวิงไปมาแบบคาด
00:04:06 → 00:04:07เดาไม่ได้ค่ะ
00:04:07 → 00:04:10>> ผมเห็นในข้อมูลมีคำแนะนำด้วยนะครับว่าถ้า
00:04:10 → 00:04:13สมมุติว่าหลุดไปทานขาบสูงๆจริงๆเนี่ยควร
00:04:13 → 00:04:16จะจัดการลำดับการทานนิดหน่อยคือให้ทานพวก
00:04:16 → 00:04:20ใยอาหารโปรตีนไขมันก่อนแล้วค่อยตามด้วย
00:04:20 → 00:04:23ขาบแล้วก็อาจจะลดปริมาณไขมันในมือนั้นๆลง
00:04:23 → 00:04:26หน่อยอันนี้ก็น่าสนใจดีแต่ทีนี้สำหรับคน
00:04:26 → 00:04:29ที่ไม่ค่อยหลุดเลยล่ะครับแบบว่าทานเคร่ง
00:04:29 → 00:04:31ครัดมานานเป็นปิดเลย
00:04:31 → 00:04:34>> ค่ะสำหรับกลุ่มที่ทานคีโตหรือคารนวแบบ
00:04:34 → 00:04:37เคร่งครัดจริงๆนะคะคือเน็ตขาบอาจจะต่ำ
00:04:37 → 00:04:41กว่า 50 กรัมต่อวันมานานมากๆแล้วก็นานๆ
00:04:41 → 00:04:44นานๆทีเลยถึงจะมีเหตุให้ต้องเจอขาบสูงๆ
00:04:44 → 00:04:46อย่างเช่นไปเที่ยวต่างประเทศหรือไปงาน
00:04:46 → 00:04:49เลี้ยงสำคัญๆคัญอะไรแบบนี้แหล่งข้อมูลก็
00:04:49 → 00:04:52ชี้ว่าอาจจะไม่จำเป็นต้องทำคไซyclingเป็น
00:04:52 → 00:04:55ประจำก็ได้ค่ะคืออาจจะเตรียมตัวล่วงหน้า
00:04:55 → 00:04:57สักวัน 2 วันด้วยการทานขาบเชิงซ้อนเล็ก
00:04:57 → 00:05:00น้อยหรือดื่มนมหรือบางทีก็อาจจะเลือกที่
00:05:01 → 00:05:03จะเลี่ยงขาบในงานนั้นไปเลยก็ได้
00:05:03 → 00:05:03>> ครับ
00:05:03 → 00:05:05>> ปัจจัยสำคัญอีกอย่างที่ต้องพิจารณาคือ
00:05:05 → 00:05:08พฤติกรรมส่วนตัวด้วยนะคะคือบางคนเนี่ยทาน
00:05:08 → 00:05:11ของหวานแล้วหยุดได้แต่บางคนทานแล้วอาจจะ
00:05:11 → 00:05:14แบบว่าติดลมยาวไปเลยถ้าเป็นแบบหลังเนี่ย
00:05:14 → 00:05:16การเลี่ยงไปเลยอาจจะเป็นทางเลือกที่ดี
00:05:16 → 00:05:18กว่าค่ะเดียว
00:05:18 → 00:05:21>> แหล่งข้อมูลก็ย้ำนะครับว่าอย่างเช่นไข่
00:05:21 → 00:05:24ตับหรือว่าหอยหรือผลิตภัณฑ์นมบางชนิด
00:05:24 → 00:05:27เนี่ยก็มีคาบอยู่บ้างเหมือนกันแค่มันไม่
00:05:27 → 00:05:28ใช่ฟรุกโตส
00:05:28 → 00:05:31>> ถูกต้องเป๊ะเลยค่ะและนี่คือจุดที่น่าสนใจ
00:05:31 → 00:05:34มากๆเลยนะคะเพราะมันเปิดโอกาสให้เรา
00:05:34 → 00:05:37สามารถปรับหรือเพิ่มขาบอย่างมีกลยุทธ์จาก
00:05:37 → 00:05:40แหล่งอาหารสัตว์เหล่านี้ได้เองโดยที่ไม่
00:05:40 → 00:05:43ต้องหันไปหาขาบจากพืชหรือน้ำตาลเลยก็ได้
00:05:43 → 00:05:45ตัวอย่างที่ข้อมูลยาบ
00:05:46 → 00:05:48จากแหล่งเหล่านี้เพื่อสนับสนุนรอบเดือน
00:05:48 → 00:05:51ของผู้หญิงหรืออาจจะแค่เพิ่มพลังงานเล็ก
00:05:51 → 00:05:54น้อยตามความจำเป็นของร่างกายในบางช่วงค่ะ
00:05:54 → 00:05:57>> มีข้อควรระวังอื่นๆที่แหล่งข้อมูลพูดถึง
00:05:57 → 00:05:58เพิ่มเติมมั้ครับ
00:05:58 → 00:06:01>> มีค่ะมีประเด็นเรื่องไขมันสูงนิดหน่อยคือ
00:06:01 → 00:06:05หากใครที่ทานแนวโลคาบไฮATมาสักพักแล้ว
00:06:05 → 00:06:08ประมาณ 2-3 เดือนแล้วไปตรวจเลือดแล้วพบ
00:06:08 → 00:06:11ว่าค่าอินซูลินตอนอดอาหารหรือ fasting
00:06:11 → 00:06:14อินซูลินกับค่าไตรกรซไลด์ TG เนี่ยมันยัง
00:06:14 → 00:06:18คงสูงอยู่กรณีแบบนี้ข้อมูลก็แนะนำว่าอาจ
00:06:18 → 00:06:20จะต้องลองปรับมาเป็น low fฟatชั่วคราว
00:06:20 → 00:06:23ก่อนซึ่งลักษณะนี้อาจจะพบได้ในกลุ่มคนที่
00:06:23 → 00:06:26เรียกว่า skinny fat นะค่ะคือคนที่ดูภาย
00:06:26 → 00:06:29นอกผอมแต่จริงๆมีไขมันสะสมในร่างกายค่อน
00:06:29 → 00:06:30ข้างสูง
00:06:30 → 00:06:32>> อ๋อครับ
00:06:32 → 00:06:34>> นอกจากนี้ก็มีการพูดถึงเรื่องพลักษะของ
00:06:34 → 00:06:38ตับในการสร้างน้ำตาลเองหรือกลูโทนesis
00:06:38 → 00:06:41อยู่บ้างแต่ก็เอ่อยังไม่มีข้อสรุปที่ชัด
00:06:42 → 00:06:44เจนเรื่องผลกระทบในระยะยาวมากนักค่ะโดย
00:06:44 → 00:06:46เฉพาะเมื่อเทียบกับความเสี่ยงที่ชัดเจน
00:06:46 → 00:06:49กว่ามากๆของภาวะไขมันพอกตับจากการบริโภค
00:06:49 → 00:06:50น้ำตาลสูงๆ
00:06:50 → 00:06:53>> โอเคครับฟังดูแล้วพอจะเห็นภาพรวมชัดเจน
00:06:53 → 00:06:56ขึ้นเยอะเลยครับดูเหมือนว่ากุญแจสำคัญ
00:06:56 → 00:06:59จริงๆเนี่ยคือการต้องเข้าใจร่างกายตัวเอง
00:06:59 → 00:07:03ก่อนว่าการตอบสนองต่อขาบของเราถ้ามันมี
00:07:04 → 00:07:06ขึ้นมาเนี่ยมันเป็นแบบไหนแล้วค่อยมาดูว่า
00:07:06 → 00:07:08เป้าหมายส่วนตัวของเราไลฟ์สไตล์การออก
00:07:08 → 00:07:11กำลังกายเราเป็นยังไงเพื่อที่เราจะตัดสิน
00:07:11 → 00:07:13ใจได้ว่าจะเลือกแนวทางไหนไม่ว่าจะเป็นการ
00:07:13 → 00:07:16ทำcไซคลิแบบจริงๆจังๆหรืออาจจะแค่ปรับ
00:07:16 → 00:07:19เปลี่ยนเล็กๆน้อยๆหรืออาจจะไม่ทำเลยก็ได้
00:07:19 → 00:07:23>> ใช่เลยค่ะหัวใจสำคัญคือการสังเกตตัวเองทด
00:07:23 → 00:07:24ลอง
00:07:24 → 00:07:27แล้วก็ปรับไปเรื่อยๆจนเจอจุดที่มันลงตัว
00:07:27 → 00:07:30ที่สุดสำหรับเราแต่ละคนเพราะมันไม่มีสูตร
00:07:30 → 00:07:33สำเร็จตายตัวจริงๆแหล่งข้อมูลต่างๆก็เน้น
00:07:33 → 00:07:35ย้ำเรื่องความเป็นปัดเจกบุคคลตรงนี้มาก
00:07:35 → 00:07:36ค่ะ
00:07:36 → 00:07:39>> ประเด็นทิ้งท้ายที่น่าสนใจจากข้อมูลชุด
00:07:39 → 00:07:42นี้ให้ลองไปคิดกันต่อครับในเมื่ออาหารใน
00:07:42 → 00:07:46วิถีคานีวเองอย่างที่บอกไปมันก็มี
00:07:46 → 00:07:48คาร์โบไฮเดรตที่ปราศจากฟรุกโตสอยู่แล้ว
00:07:48 → 00:07:52เช่นจากไข่ตับหรือผลิตภัณฑ์นมมันจะเป็นไป
00:07:52 → 00:07:55ได้ไหมครับที่เราจะใช้ประโยชน์จากคาฟ
00:07:55 → 00:07:57เหล่านี้อย่างชานฉลาดเพื่อสร้างความยืด
00:07:57 → 00:08:01หยุ่นในการใช้พลังงานให้กับร่างกายเราโดย
00:08:01 → 00:08:03ที่ไม่จำเป็นต้องหันไปพึ่งขาบไซคลิ่งใน
00:08:03 → 00:08:06แบบดั้งเดิมที่ต้องไปใช้ธัญพืชหรือน้ำตาล
00:08:06 → 00:08:09เลยอืมเป็นแนวคิดที่น่าลองไปสำรวจต่อดูนะ
00:08:09 → 00:08:13ครับ
00:08:13 → 00:08:28[เพลง]