อาหารประเภทไหนที่ควรหลีกเลี่ยงเพื่อไม่ให้น้ำเหลืองเสีย

คำถาม:
อาหารประเภทไหนที่ควรหลีกเลี่ยงเพื่อไม่ให้น้ำเหลืองเสีย?
คำตอบ:
ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีรสจัด เช่น อาหารหมักดอง (เช่น ปลาร้า ผักดอง) เพราะมีความเป็นกรดสูงและอาจมีเศษซากเชื้อโรค อาหารที่มีโซเดียมสูง เช่น ผงปรุงรส ขนมปังที่มีผงฟู รสเผ็ด รสเปรี้ยว และรสหวาน เพราะทำให้เลือดหนืดหรือเพิ่มภาระให้ตับและไต ซึ่งส่งผลต่อการไหลเวียนของน้ำเหลือง

น้ำเหลืองเสีย คืออะไร? | วันใหม่ไกลโรค EP.20

คำบรรยายที่เกี่ยวข้อง
00:17:23ของอาหารที่เราต้องดูแหล่มากๆก็คือมันมี
00:17:27กลุ่มอาหารอยู่กลุ่มนึงอ่ะถ้ามันจะมีผล
00:17:29ต่อน้ำเหลืองแน่นอนเลยก็คือตัวแรกคือ
00:17:32อาหารหมักดองนะฮะก็อย่างเช่นพวกปลาร้านะ
00:17:36ฮะหรือว่าจะเป็นพวกผักดองทั้งหลายเนี่ยก็
00:17:40จะมีผลอย่างเพื่อนพี่บางคนก็ชอบผักน้ำผัก
00:17:43น้ำดองอะไรเงี้ยนะคะพวกนี้เนี่ยอันที่ 1
00:17:46ก็คือพีก็คือเรื่องของความเป็นกรดด่างของ
00:17:49มันมันค่อนข้างจะเป็นกรดพอสมควรเพราะ
00:17:51ฉะนั้นเวลากินเข้าไปเนี่ยมันก็จะมีการ
00:17:54เปลี่ยนแปลงความเป็นกรดด่างในเลือดแล้วก็
00:17:56เอฟเฟคไปถึงน้ำเหลืองด้วยถ้าแผนบันจะบอก
00:17:59ว่ามันไม่น่าจะเอฟเฟคอะไรมากนะเพราะว่า
00:18:02อ่าพี่มันค่อนข้างที่ stable ค่อนข้างคง
00:18:06ที่พอสมควรแต่ว่าทุกครั้งที่มันเปลี่ยน
00:18:09แค่เลขจุดนิดเดียวอ่ะมันก็น่าจะมีผลต่อ
00:18:13การทำงานของเอนไซมหรืออะไรตั้งหลายอย่าง
00:18:15นะคะถึงแม้มันจะไม่มีวิทยาศาสตร์พิสูจน์
00:18:18เนี่ยแต่มันก็มีเรื่องของการดูผลจากอาการ
00:18:22ทางคลินิกได้นะคะก็เท่าที่เราเคยเจอมา
00:18:26แล้วนอกจากเรื่องของกรดด่างแล้วเนี่ยอีก
00:18:29เรื่องนึงคืออาหารหมากดองก็มักจะมีเชื้อ
00:18:31โรคแม้จะไปเอาไปให้ความร้อนแล้วดูดีขึ้น
00:18:35ดูว่ามันไม่ได้มีเชื้อโรคที่เป็นแล้วแต่
00:18:38มันยังมีเศษซากเฉือซึ่งอย่างที่เราบอก
00:18:42ตั้งแต่ต้นน่ะค่ะว่าเศษซากเชื้อพวกเนี้ย
00:18:44มันคือภาระของน้ำเหลืองพอเวลาเข้าไปเนี่ย
00:18:47ยังไงก็ตามเนี่ยน้ำเหลืองมันจะถูกกรองมัน
00:18:51รับภาระทั้งหมดในของเสียที่อยู่ตรงไอ้
00:18:53ช่องว่างระหว่างเสียออกมา
00:18:55>> หมากดองแล้ว 1 แล้วมีกลุ่มไหนอีกคะที่ถ้า
00:18:58เกิดตะหงิดตะงิดควรจะเลี่ยง
00:18:59>> อ่ากลุ่มที่ 2 คือกลุ่มที่โซเดียมสูงนะคะ
00:19:02กลุ่มโซเดียมสูงเนี่ยเราก็เข้าใจว่าเป็น
00:19:04อาหารเข็มแต่จริงๆแล้วเนี่ยพวกไอ้ผงฟูผง
00:19:09อะไรนะที่มันเกี่ยวข้องกับผงปรุงรสทั้ง
00:19:12หลายเนี่ยนะมันก็จะมีโซเดียมอยู่ด้วย
00:19:14>> ขนมปังก็มีผงฟูนะอาจารย์ก็ด้วย
00:19:16>> ใช่ใช่ด้วยค่ะเพราะพวกนี้มันมีโซเดียม
00:19:19อยู่ในรูปของโซเดียมใบขาบนะคะพอเวลาอบ
00:19:23อะไรเสร็จเนี่ยดูเหมือนไอ้
00:19:24คาร์บอนไดออกไซด์มันออกหมดะพวกนั้นน่ะออก
00:19:27แต่โซเดียมยังอยู่มันไม่ได้ไปไหนนะคะมัน
00:19:30ไม่ได้แสดงรสเค็มที่ชัดเจนก็จริงแต่ตัว
00:19:32ปริมาณโซเดียมมันยังอยู่พวกนี้ก็สร้าง
00:19:34ภาระให้กับไตนะฮะเพราะว่าไตเนี่ยมันต้อง
00:19:38แลกเปลี่ยนพวกเกลือแร่พวกนี้อยู่แล้วพอ
00:19:40โซเดียมเยอะเกินไปมันก็ต้องขยันแลก
00:19:43เปลี่ยนเยอะอ่ะแล้วกระบวนการแลกเปลี่ยน
00:19:45ของมันเนี่ยก็ไปทำให้หน้าที่ตรงอื่นของ
00:19:47มันเนี่ยลดลงนะคะก็เป็นการเพิ่มภาระอ
00:19:50>> นอกจากนี้ก็คือพวกรสอาหารรสจัดรสจัดเนี่ย
00:19:55ตัวแรกคือเผ็ดเผ็ดเนี่ยเป็นตัวที่แผน
00:19:59ปัจจุบันก็ไม่มองเหมือนกันแต่จริงๆแล้ว
00:20:01แผนไทยบอกว่าถ้ากินเผ็ดเนี่ยมันจะทำให้ดี
00:20:04มีปัญหาตับมีปัญหานะเพราะฉะนั้นการกิน
00:20:08เผ็ดนี่คือการเพิ่มภาระของตับ
00:20:10>> ค่ะ
00:20:10>> นะฮะตับก็จะร้อนขึ้นแล้วก็ทำให้ไอ้ตัว
00:20:14เมบอลิหรือการเผาผลานทั้งหลายมันก็มีการ
00:20:17เปลี่ยนแปลงไปถ้ามันเพิ่มการเผาผลาญไอ้
00:20:20ตัวอนุมูลอิสระหรือตัวออกมันก็เพิ่มขึ้น
00:20:24พอมันเพิ่มขึ้นนั่นก็คือภาระก็อยู่ที่น้ำ
00:20:26เหลืองอีกละ
00:20:27>> อื
00:20:27>> นะเพราะว่ามันอยู่มันมันเวียนอยู่ในร่าง
00:20:30กายไม่ได้ไปไหนอ่ะเวียนแล้วมันไปที่เซลล์
00:20:32ไปเซลล์เซลล์น้ำเหลืองก็เป็นตัวเก็บกลับ
00:20:34คือส่วนนึงเลือดเก็บกลับส่วนใหญ่เลือด
00:20:37เก็บกลับอย่างที่บอก 17 ลิตรใน 20 ลิตร
00:20:39เนี่ยเก็บกลับแต่ 3 ลิตรเนี่ยยังอยู่ที่
00:20:41ตรงนั้นอยู่นะคะ 3 ลิตรนี่เท่าไหร่ 15%
00:20:45ไม่น้อยนะ
00:20:45>> อื
00:20:46>> นะคะก็พอสมควรทีเดียวเพราะงั้นตัวรสเผ็ด
00:20:49จัดก็ไม่ควรแล้วก็รสเปรี้ยวอันนี้เป็นรส
00:20:53ที่สำคัญเลยแผนไทยจะบอกว่ารสเปรี้ยวเนี่ย
00:20:56เป็นรสที่ทำให้เลือดเนี่ยมันไหลเวียนได้
00:20:59แบบเร็วขึ้นเพราะว่ามันทำให้เลือดเหลวพอ
00:21:02เลือดเหลวเนี่ยพอไหลเวียนเร็วขึ้นการไหล
00:21:04เวียนมันก็วิ่งผ่านเร็วอ่ะมันยิ่งผ่าน
00:21:06เร็วเท่าไหร่การแลกเปลี่ยนก็ยิ่ง
00:21:08น้อยลงนะคะเพราะมันไม่ทันได้แลกเป็ดไป
00:21:11แล้วเลือกเลือดไปแล้ว
00:21:13>> เพราะฉะนั้นมันก็ยังคงของเสียมันก็ยังคง
00:21:15ค้างอยู่มากนะคะ
00:21:16>> อื
00:21:17>> รสเปรี้ยวเนี่ยไม่ได้เอฟเฟคแค่เลือดเหลว
00:21:19อย่างเดียวมันก็เอฟเฟคเรื่องพเช่นเดียว
00:21:22กันเราก็เคยเจอเหมือนกันว่าคนที่เป็นลม
00:21:25พิษเยอะๆแล้วกินเปรี้ยวเนี่ยมันมีปัญหาทำ
00:21:29ให้เห่อมากขึ้น
00:21:30>> อื
00:21:30>> นะซึ่งเราเข้าใจว่าน่าจะเป็นด้วยเรื่อง
00:21:33ของไอ้ความเป็นกรดด่างส่วนนึงก็เป็นอะไร
00:21:36ที่เรายังต้องหาคำอธิบายจ่อนะคะแต่ยังไง
00:21:39ตอนเนี้ยถ้าเราเห็นความสัมพันธ์จ่อเชื่อม
00:21:41กันแล้วก็พยายามงดอันที่ 3 ก็คือรสหวานรส
00:21:45หวานก็เกิดทางตรงกันข้ามกับรสเปรี้ยวก็
00:21:48คือว่าหนืดความหนืดอ่ะเราคิดภาพนะเราเอา
00:21:51น้ำเชื่อมเไปไหลเวียนผ่านน่ะมันหนืดมาก
00:21:53เลยมันไหลช้าก็จริงแต่อัตราแลกเปลี่ยนมัน
00:21:56แลกเปลี่ยนไม่ได้เพราะว่าไอ้น้ำตาลเี่มัน
00:21:58คลองพื้นที่อยู่ในน้ำเลือดหมดละเพราะ
00:22:01ฉะนั้นมันไม่สามารถที่จะถ่ายออกแล้วก็รับ
00:22:04ของเสียเข้ามาและที่สำคัญคือน้ำตาลน่ะ
00:22:08เป็นตัวที่เกิดออกซิเดชัได้เยอะเพราะน้ำ
00:22:10ตาลนี่คือตัวหายนะแหละถ้าเรามีเยอะๆนะ
00:22:14เพราะฉะนั้นคนพวกนี้ก็ไม่ควรกินรสหวานนะ
00:22:18คะ
00:22:20>> หนูหนูเริ่มตกสา
00:22:22>> คือมีเผ็ดมีเค็มหน่อยตรงเกลือเมื่อกี้
00:22:26แล้วก็มีหวานแล้วก็มีเปรี้ยวเกือบได้ทุก
00:22:29รสแล้วกินไม่ได้
00:22:30>> เกทุกรสแล้วก็ก็คือเหมือนกับว่าอ่ะถ้าเรา
00:22:32เริ่มมีอาการเราอาจจะเบาลงหน่อยแล้วกัน
00:22:34เม้นว่าเป็นกลมกล่อมไม่ใช่ว่าจื๊ดจืดแต่
00:22:36ว่าไอ้จัดขนาดนั้นน่ะเราก็เบ้าลงแล้วกัน
00:22:38>> จืดได้ก็ดีค่ะอ่ะไม่ดีจืดได้ก็ดีค่ะนะ
00:22:41เพราะว่าจริงๆมันก็ไม่ได้ค่ะกินมันมากก็
00:22:44ไม่ได้เพราะมันก็ทำให้เลือดหนืดแล้วเอ่อ
00:22:46น้ำเหลืองเนี่ยมันมีภาระของมันคือเป็นตัว
00:22:50แครี่น้ำมันมันเป็นตัวนำพวกเอ่อไขมันทั้ง
00:22:53หลายเนี่ยออกจากกระเพาะอาหารหรือลำไส้เรา
00:22:56อ่ะเข้ามาสู่ตัวเลือดแล้วขณะเดียวกันมัน