00:00:00 → 00:00:02มันไม่แฟร์กับตัวเรามากๆเลยเว้ยไม่ควรจะ
00:00:02 → 00:00:04เอาเลเวล 10 ของเราไปเทียบกับเลเวล 100
00:00:04 → 00:00:06ของคนบางคนแล้วก็มาตีตัวเองแค่ว่าเราอยู่
00:00:06 → 00:00:09ในยุคที่เราฟังคนอื่นมากเกินไปมากๆเลยอ่ะ
00:00:09 → 00:00:11คือมันเป็นยุคที่เสียงข้างนอกมันเสียงดัง
00:00:11 → 00:00:13มากๆบรรทัดฐานสังคมเยอะไปหมดแล้วบางทีเรา
00:00:13 → 00:00:15เอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับบรรทัดฐานจำนวน
00:00:15 → 00:00:17มากสมมุติเราคิดเรื่องความสวยเราจะเทียบ
00:00:17 → 00:00:20ตัวเองกับคนนึงคิดเรื่องการออกกำลังกาย
00:00:20 → 00:00:22เราจะเทียบตัวเองอีกคนนึงคิดเรื่องการดู
00:00:22 → 00:00:24แลพ่อแม่ให้ดีเราเทียบกับอีกคนนึงคิด
00:00:24 → 00:00:25เรื่องการทำงานเก่งเป็นหัวหน้าเราเทียบ
00:00:25 → 00:00:27กับอีกคนนึ่งและที่เราบอกว่าไม่แฟร์กับ
00:00:27 → 00:00:29ตัวเองคือไรเราจะทำให้ได้เท่าพอทุกคนเลย
00:00:29 → 00:00:31นะแต่ว่าเขาเป็นแต่ละอย่างที่มันเป็นคนละ
00:00:32 → 00:00:34เรื่องอ่ะสิ่งที่เราน่าจะมีไว้ในใจก็คือ
00:00:34 → 00:00:36ฉันดีกว่าตัวฉันเองเมื่อวานอย่างไรบ้าง
00:00:36 → 00:00:38เรามีความสุขมากขึ้นเราทำบางอย่างได้ดี
00:00:39 → 00:00:41ขึ้นเรากล้าไปทำสิ่งใหม่ๆมากขึ้นแค่ฉัน
00:00:41 → 00:00:42ได้ดูแลตัวเองมากกว่าเมื่อวานอย่างไรฉัน
00:00:42 → 00:00:44รักตัวเองมากกว่าเมื่อวานอย่างไรแค่นี้
00:00:44 → 00:00:46มันก็ถือว่าเป็นโสของเราทุกคนแล้วอะไร
00:00:46 → 00:00:48อย่า
00:00:48 → 00:00:52เงี้ยสวัสดีค่ะลูกเพจเรานิสัยอันตรายแพท
00:00:52 → 00:00:55นะคะแพทวงเคลียร์ค่ะพี่แพทมาเกลาเนี่ยพี่
00:00:55 → 00:00:58แพทคิดว่าการเกลาตัวเองมันสำคัญยังไงคะ
00:00:58 → 00:01:00คิดว่าการเกลาตัวเองไม่มีวันจบอยู่แล้วนะ
00:01:00 → 00:01:02จริงๆแล้วส่วนตัวคิดว่าคิดว่าเออเรื่อง
00:01:02 → 00:01:05นึงที่เราแก้ได้หรือว่าเราดีขึ้นเงี้ยมัน
00:01:05 → 00:01:07ก็จะนำไปสู่บางอย่างที่เราอยากจะทำให้มัน
00:01:07 → 00:01:09ดีขึ้นอีกอะไรเงี้ยมันไม่ใช่คำว่าดีขึ้น
00:01:09 → 00:01:11คำว่าดีขึ้นในที่นี้แไม่ได้หมายถึงการที่
00:01:11 → 00:01:12เรา Drive for perfection หมายถึงว่า
00:01:13 → 00:01:15พุ่งไปสู่ความสมบูรณ์แบบซึ่งมันไม่มีอยู่
00:01:15 → 00:01:19แล้วมันแค่ทำให้เราไปสู่สภาวะในใจที่มัน
00:01:19 → 00:01:20ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขแล้วก็เบาแล้วก็
00:01:21 → 00:01:22สว่างมากขึ้นกว่าเดิมมากกว่าคงไม่ได้คิด
00:01:23 → 00:01:25ว่าคำว่าสมบูรณ์แบบตอนนี้สำหรับแพทเป็นคำ
00:01:25 → 00:01:27ที่ค่อนข้าง Negative ไปแล้วใช่ก็เลยคิด
00:01:27 → 00:01:30ว่าการเกลาเนี่ยมันคือการเกลาให้เราเรามี
00:01:30 → 00:01:32ชีวิตอยู่อย่างมีความสุขและสนุกกับชีวิต
00:01:32 → 00:01:34ทั้งกับตัวเองและกับคนอื่นมากขึ้นเพราะ
00:01:34 → 00:01:35ฉะนั้นทุกครั้งที่เราเจออะไรอย่างนึงเฮ้ย
00:01:35 → 00:01:37มันมีอะไรสักอย่างมาทริกเกอร์เราทำให้เรา
00:01:37 → 00:01:39รู้ว่าอันนี้เป็นเรื่องที่เรายังอยากแก้
00:01:39 → 00:01:41อยู่หรืออยากทำให้มันดีขึ้นอยู่เราก็จะ
00:01:41 → 00:01:43ลองเวิร์คกับเรื่องนั้นดูแล้วพอจบเรื่อง
00:01:43 → 00:01:45นั้นปุ๊บชีวิตก็จะอนุญาตให้เราใช้ชีวิต
00:01:45 → 00:01:47อย่างมีความสุขสักพักนึงมันก็จะมีอีก
00:01:47 → 00:01:48เรื่องนึงเข้ามาที่ทำให้รู้สึกว่าเอ๊มัน
00:01:48 → 00:01:51อันมีอันนี้อีกนิดนึงแต่ว่ารู้สึกว่ามัน
00:01:51 → 00:01:53จะคล้ายๆการปอกหัวหอมที่แบบมันก็ค่อยๆบอก
00:01:53 → 00:01:55เข้าไปปอกเข้าไปจนเชื่อว่าข้างในสุดน่าจะ
00:01:56 → 00:01:57เป็นเหมือนแก้วใสๆอันนึงซึ่งมันก็ยังไม่
00:01:57 → 00:02:00ถึงหรอกเนาะเป็นเลอเลออะไรอย่าเงี้ยพี่
00:02:00 → 00:02:02แพทบอกว่าตอนนี้คำว่าสมบูรณ์แบบเป็น
00:02:02 → 00:02:04Negative ไปแล้วอยากรู้ค่ะว่าคือเมื่อ
00:02:04 → 00:02:05ก่อนเนี่ยเราเคยเป็นคนที่แบบ
00:02:05 → 00:02:08perfectionist ด้วยมยคะเคยแพทเชื่อว่า
00:02:08 → 00:02:10ทุกคนเคยนะแล้วมันก็อาจจะเป็นทั้งสภาพแวด
00:02:10 → 00:02:13ล้อมหรืออาจจะมีครอบครัวที่เขาไม่ได้ตั้ง
00:02:13 → 00:02:15ใจหรอกแต่เขาอยากให้เราได้สิ่งที่ดีที่
00:02:15 → 00:02:17สุดพ่อแม่หรือว่าคนรอบตัวอะไรเงี้ยแล้วก็
00:02:17 → 00:02:21พอโตมาสังคมอีกสิ่งแวดล้อมครูเพื่อนหรือ
00:02:21 → 00:02:23แม้แต่โซเชียลมีเดียหรืออะไรก็ตามอ่ะมัน
00:02:23 → 00:02:26ค่อนข้างจะประโคมบอกให้เรามุ่งสู่ความ
00:02:26 → 00:02:29เป็นที่สุดในทางใดทางหนึ่งซึ่งแพทเองก็
00:02:29 → 00:02:31เป็นคนนึงนั้นที่ก็เป็นอย่างงั้นมาตั้ง
00:02:31 → 00:02:33แต่เด็กๆบางทีเราอาจจะไม่รู้ตัวว่าเราคิด
00:02:33 → 00:02:34ว่าเราจะต้องเก่งเพื่อที่เราจะเป็นที่รัก
00:02:34 → 00:02:37อ่ะไส้ในสุดมันคือทุกคนอยากเป็นที่รักเฉย
00:02:37 → 00:02:39ๆอ่ะแต่พอมันกลายเป็นว่าเฮ้ยฉันต้องเก่ง
00:02:39 → 00:02:41เพื่อที่จะเป็นที่รักซ่อนอยู่ข้างในนะไม่
00:02:41 → 00:02:43รู้ตัวนะฉันต้องเป็นคนดีเพื่อที่จะเป็น
00:02:43 → 00:02:45ที่รักอะไรอย่างเงี้ยซึ่งเราก็เคยซอร์จาก
00:02:45 → 00:02:47ความเป็น perfectionist ซึ่งเราเคยภูมิใจ
00:02:47 → 00:02:49กับมันด้วยตอนที่เราเด็กๆเด็กในที่นี้คือ
00:02:49 → 00:02:52ตั้งแต่ตอนเรียนเลยนะประถมมัธยมมป้า
00:02:52 → 00:02:55มหาลัยจนกระทั่งทำงานก็ยังเชื่อว่าความ
00:02:55 → 00:02:56เป็น perfectionist ของฉันเนี่ยมันทำให้
00:02:57 → 00:02:59ฉันเหมือนทำงานเหมือนเก่งอ่ะอัตรฐานสูง
00:02:59 → 00:03:02อะไรเงี้ยเงี้ยแต่สุดท้ายแล้วก็กลับมารู้
00:03:02 → 00:03:04ตัวว่ามันไม่ดีตรงที่มันทำร้ายทั้ง mental
00:03:04 → 00:03:06แล้วก็ physical wellbeing ของเราอ่ะและ
00:03:07 → 00:03:09ไม่ใช่แค่ของเราอ่ะมันทำร้ายคนอื่นด้วยนะ
00:03:09 → 00:03:11ความ perfectionist ของเราเราก็เลยกลับมา
00:03:11 → 00:03:14คิดว่าแล้วมันมีทางไหนมอ่ะที่จะทำให้เรา
00:03:14 → 00:03:16ทำงานได้ดีที่สุดโดยที่ทุกคนยังมีความสุข
00:03:16 → 00:03:19อยู่มันก็เลยมีคำอีกคำนึงที่แพทเชื่อว่า
00:03:19 → 00:03:20ตอนนี้ในโลกก็เริ่มรู้จักแล้วคือคำว่า
00:03:20 → 00:03:22optimism คือแทนที่จะเป็น perfectionism
00:03:22 → 00:03:24มันเป็น optimal แทนที่จะหา Perfect
00:03:24 → 00:03:27solution ไปหา optimal solution คือทาง
00:03:27 → 00:03:29ที่เหมาะสมและดีที่สุดสำหรับทุกๆฝ่ายก็
00:03:29 → 00:03:31คือ W situation สำหรับทุกคนอะไรเงี้ย
00:03:31 → 00:03:33ค่ะแต่ว่าพอมาเปลี่ยนวิธีการเนี่ยแต่ตัว
00:03:33 → 00:03:36เราเองเคยเป็นคนที่มุ่งไปหาผลลัพธ์มากๆพอ
00:03:36 → 00:03:38เปลี่ยนวิธีการเราเองก็ต้องลดบารของตัว
00:03:38 → 00:03:40เองลงมาเยอะอยู่ใช่มั้ยคะไม่แน่ใจว่าใช้
00:03:40 → 00:03:43คำว่าลดบารได้ไหมเพราะว่าสุดท้ายพอเรา
00:03:43 → 00:03:45เปลี่ยนวิธีแล้วบางทีผลออกมามันอาจจะไม่
00:03:45 → 00:03:48ใช่แบบเดิมที่เราตั้งไว้แต่มันดีกว่าอีก
00:03:48 → 00:03:50อ่ะดีกว่าแล้วมีความสุขกว่าแต่ว่ามันเป็น
00:03:50 → 00:03:53เพราะว่าเรา Open กับคนอื่นๆคือเมื่อก่อน
00:03:53 → 00:03:55ถ้าเราเป็น perfectionist เรามักจะพยายาม
00:03:55 → 00:03:57ประคองทุกอย่างหรือแบบควบคุมทุกอย่างให้
00:03:57 → 00:03:59อยู่ในมือเราใช่ป่ะแต่พอเราทำอย่างงั้น
00:03:59 → 00:04:01มันจะมีความเครียดและความเกร็งอยู่ในนั้น
00:04:01 → 00:04:03ค่อนข้างเยอะผลออกมาเนี่ยมันอาจจะได้ตาม
00:04:03 → 00:04:06เป้าเราแต่พอเรา Open ปุ๊บอ่ะมันกลายเป็น
00:04:06 → 00:04:08ว่ามันมีคนอื่นอีกมากมายที่มาร่วมทางกับ
00:04:08 → 00:04:10เราแล้วก็อาจจะเก่งกว่าเราในหลายๆด้าน
00:04:10 → 00:04:11แล้วผลลัพธ์มันอาจจะเบี้ยวไปอีกทางนึงอ่ะ
00:04:12 → 00:04:13แต่กลายเป็นว่ามัน exceptional ไปเลยคือ
00:04:14 → 00:04:16มันพิเศษมากๆไปเลยอะไรเงี้ยค่ะแล้วก็ข้อ
00:04:16 → 00:04:18สำคัญอีกเรื่องนึงคืออันนี้ก็ความสำเร็จ
00:04:18 → 00:04:21เนี่ยมันจะมีความสุขอยู่ชั่วคราวมากๆเลย
00:04:21 → 00:04:23เวลาที่เราไปถึงจุดนั้นน่ะไม่เกินวันนึง
00:04:23 → 00:04:25หรอกเราจะต้องตั้งหาความสำเร็จใหม่อีก
00:04:25 → 00:04:27แล้วะสมมุติว่าเราพยายามเรื่องใดเรื่อง
00:04:27 → 00:04:29นึงประมาณ 1 ปีแล้วมีความสุขกับเรื่อง
00:04:29 → 00:04:31นั้นอยู่ 1 วันแต่ระหว่างทาง 1 ปีอ่ะทุกๆ
00:04:31 → 00:04:33วันเลยนะพอเครียดแล้วพอจบปุ๊บแล้วก็ต้อง
00:04:33 → 00:04:36หาเป้าหมายใหม่ใช่ป่ะแล้วทีเนี้ยเส้นทาง
00:04:36 → 00:04:38ความสำเร็จแรกอ่ะเราต้องกลับมาถามตัวเอง
00:04:38 → 00:04:41ว่าเรากำลังสร้างอดีตแบบไหนให้กับตัวเรา
00:04:41 → 00:04:43เหรอเราย้อนกลับไปมองเส้นทางความสำเร็จ
00:04:43 → 00:04:45นั้นแล้วเราเห็นอะไรเหรอนั่นคือสาเหตุนึง
00:04:45 → 00:04:47ที่เราเปลี่ยนเพราะว่าเรารู้สึกว่าชีวิต
00:04:47 → 00:04:49มันคือการเดินทางเนาะแล้วมันต้องเป็นการ
00:04:49 → 00:04:51เดินทางที่มีความสุขทุกๆครั้งที่เรากำลัง
00:04:51 → 00:04:53ทำอะไรเรากำลังสร้างอดีตให้กับตัวเองเสมอ
00:04:53 → 00:04:55สร้างความทรงจำให้กับตัวเองเสมอเพราะ
00:04:55 → 00:04:57ฉะนั้นทำไมเราถึงไม่ทำให้ทุกระยะระหว่าง
00:04:57 → 00:04:59การเดินทางมันมีความสุขตลอดทางล่ะมันกิน
00:04:59 → 00:05:01เวลา 1 ปีนะกับ 1 วันที่เรามีความสุขกับ
00:05:01 → 00:05:03ความสำเร็จอะไรเงี้ยเพราะฉะนั้นเรารู้สึก
00:05:03 → 00:05:06ว่ามันเทรดกันไม่ได้แต่ว่าการที่แบบคิด
00:05:06 → 00:05:08ได้แบบนี้แล้วทำแบบนี้หมายความว่าเราต้อง
00:05:08 → 00:05:10ค่อนข้างที่จะตัดบรรทัดฐานหรือว่ามาตรฐาน
00:05:10 → 00:05:13ของสังคมออกไปด้วยใช่มั้ยคะแคว่าเราอยู่
00:05:13 → 00:05:16ในยุคที่เราฟังคนอื่นมากเกินไปมากๆเลยอ่ะ
00:05:16 → 00:05:17คือมันเป็นยุคที่เสียงข้างนอกมันเสียงดัง
00:05:17 → 00:05:20มากๆบรรทัดฐานสังคมเยอะไปหมดแล้วบางทีเรา
00:05:20 → 00:05:22เอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับบรรทัดฐานจำนวน
00:05:22 → 00:05:25มากซึ่งไม่แฟร์กับตัวเองอย่างเช่นสมมุติ
00:05:25 → 00:05:27เราคิดเรื่องความสวยเราจะเทียบตัวเองกับ
00:05:27 → 00:05:29คนนึงคิดเรื่องการออกกำลังกายเราจะเทียบ
00:05:29 → 00:05:31ตัวเอีกคนนึงคิดเรื่องการดูแลพ่อแม่ให้ดี
00:05:31 → 00:05:33เราเทียบกับอีกคนนึงคิดเรื่องการทำงาน
00:05:33 → 00:05:35เก่งเป็นหัวหน้าเราเทียบกับอีกคนนึงและ
00:05:35 → 00:05:37ที่เราบอกว่าไม่แฟร์กับตัวเองคือไรเราจะ
00:05:37 → 00:05:39ทำให้ได้เท่าทอทุกคนเลยนะแต่ว่าเขาเป็น
00:05:39 → 00:05:41แต่ละอย่างที่มันเป็นคนละเรื่องอ่ะเหมือน
00:05:41 → 00:05:43คนนึงเป็นนักวิ่งคนนึงเป็นนักว่ายน้ำคน
00:05:43 → 00:05:44นึงเป็นนักกระโดดไกลแล้วเราบอกว่าฉันจะ
00:05:44 → 00:05:46วิ่งแล้วว่ายน้ำแล้วกระโดดไกลให้ได้ที่ 1
00:05:46 → 00:05:48หมดเลยมันไม่แฟร์กับตัวเรามากๆเลยเว้ยเรา
00:05:48 → 00:05:51ก็เลยคิดว่าคำว่าบรรทัดฐานสังคมหรือคำว่า
00:05:51 → 00:05:53มาตรฐานของคนอื่นน่ะมันควรจะถูกเอาออกไป
00:05:53 → 00:05:55จากกรอบหัวของเราทุกคนได้แล้วอ่ะเพราะว่า
00:05:55 → 00:05:58เราว่าแทนที่มันจะเป็นแรงผลักดันให้เราไป
00:05:58 → 00:06:01ได้ไกลมันจะเป็นแรงดึงให้เราไปได้ช้ามาก
00:06:01 → 00:06:04กว่าสิ่งที่เราน่าจะมีไว้ในใจฉันดีกว่า
00:06:04 → 00:06:06ตัวฉันเองเมื่อวานอย่างไรบ้างด้านใดด้าน
00:06:06 → 00:06:08หนึงก็ได้แบบวิ่งได้เร็วกว่าเดิมหน่อยนึง
00:06:08 → 00:06:11หรือวันนี้ฉันแค่ไปซ้อมวิ่งแล้วก็คือคุณ
00:06:11 → 00:06:13ควรจะภูมิใจกับตัวเองให้มากๆเรามีความสุข
00:06:13 → 00:06:15มากขึ้นเราทำบางอย่างได้ดีขึ้นเรากล้าไป
00:06:15 → 00:06:17ทำสิ่งใหม่ๆมากขึ้นสิ่งเล็กๆน้อยๆที่เรา
00:06:17 → 00:06:19เหมือนฉันดีกว่าตัวฉันเองเมื่อวานอย่างไร
00:06:19 → 00:06:21อ่ะแค่ฉันได้ดูแลตัวเองมากกว่าเมื่อวาน
00:06:21 → 00:06:22อย่างไรฉันรักตัวเองมากกว่าเมื่อวานอย่าง
00:06:22 → 00:06:24ไรแค่นี้มันก็ถือว่าเป็น progress ของเรา
00:06:24 → 00:06:26ทุกคนแล้วอะไรเงี้ยไม่ควรจะเอาเลเวล 10
00:06:26 → 00:06:28ของเราไปเทียบกับเลเวล 100 ของคนบางคน
00:06:28 → 00:06:30แล้วก็มาตีตัวเองอะไรแบบเนี้ยค่ะพี่แพท
00:06:30 → 00:06:33คิดว่าตั้งแต่เด็กๆมาเนาะนิสัยอะไรเป็น
00:06:33 → 00:06:36นิสัยที่ดีที่แบบอยู่ในตัวเราบางทีเราอาจ
00:06:36 → 00:06:38จะหลงลืมมันไปเมื่อเราโตขึ้นแต่จริงๆแล้ว
00:06:38 → 00:06:40มันยังอยู่กับเราเสมอค่ะความชอบผจญภัยมง
00:06:40 → 00:06:43คะซึ่งเคยมีช่วงนึงที่หายไปก็คือช่วงที่
00:06:43 → 00:06:46เราเข้าไปสู่เลนของบรรทัดฐานสังคมเนาะ
00:06:46 → 00:06:49หรือแบบกรอบของความสำเร็จในรูปแบบของ
00:06:49 → 00:06:51สังคมอ่ะที่ทำให้เราลืมความชอบผจญภัยของ
00:06:51 → 00:06:53เราตั้งแต่เด็กๆไปแต่เกๆก็คือเป็นคน
00:06:53 → 00:06:55เหมือนชอบผจนภัยชอบทำนู่นนี่นั่นชอบทำ
00:06:55 → 00:06:57อะไรออกนอกกรอบเยอะๆอะไรเงี้ยค่ะเราก็พอ
00:06:57 → 00:07:00ช่วงนึงที่หายไปแต่ทุกวันเยเรากลับไปหา
00:07:00 → 00:07:02ตัวเราตอนที่เราเป็นเด็กค่อนข้างเยอะตอน
00:07:02 → 00:07:04เด็กๆเราไม่เห็นเคยกลัวทำอะไรผิดเลยอ่ะ
00:07:04 → 00:07:07แบบหรือทำอะไรพลาดทุกอย่างที่พลาดมันเป็น
00:07:07 → 00:07:09ความสนุกที่เราได้ลองอะไรใหม่ๆแต่พอเราโต
00:07:09 → 00:07:10ขึ้นมาแบบทำไมความผิดความพลาดมันใหญ่
00:07:10 → 00:07:13จังวะมันมันถึงมากะเกนเราอะไรเงี้ยแต่ว่า
00:07:13 → 00:07:15มันก็เป็น Survival Mode ของเราคือแพท
00:07:15 → 00:07:17แบบเป็นคนชอบขุดข้างในตัวเองเราก็เลยจะ
00:07:17 → 00:07:19ศึกษาเรื่องจิตวิทยาหรือเรื่องสมองคนหรือ
00:07:19 → 00:07:21เรื่องจิตเยอะอะไรอย่าเงี้ยเราก็จะรู้เลย
00:07:21 → 00:07:23ว่าสมองเรามันมีหลายส่วนแล้วทุกส่วนเนี่ย
00:07:23 → 00:07:25เขาทำงานร่วมกันเพื่อให้เราเติบโตไอ้สมอง
00:07:25 → 00:07:28ส่วน Survival เนี่ยที่เขาจะชอบมาบอกเรา
00:07:28 → 00:07:30เวลาที่เราจะกำลังทำอะไรใหม่ใหม่เขาจะบอก
00:07:30 → 00:07:32ว่ามันไม่ปลอดภัยทั้งทจริงๆคือเขาแค่อยาก
00:07:32 → 00:07:35จะทำให้เราอยู่ในสภาวะปลอดภัยแหละแต่เขา
00:07:35 → 00:07:37บอกว่าอย่าทำอย่าเสี่ยงไม่ได้แต่พอเรา
00:07:37 → 00:07:39เข้าใจว่าสมองตัวนั้นเขากำลังพูดกับเรา
00:07:39 → 00:07:41อยู่อ่ะเราก็จะสามารถที่จะไปจับมือสมอง
00:07:41 → 00:07:44ตัวนั้นแล้วบอกไม่เป็นไรไปได้สนุกดีคือแพ
00:07:44 → 00:07:46ว่าการรู้ทันั้งในใจเราพูดขึ้นมาอย่าง
00:07:46 → 00:07:48เงี้ยมันมาจากอะไรอ่ะมันทำให้เราจัดการ
00:07:49 → 00:07:50เป็นเพื่อนกับตัวเองได้ง่ายขึ้นได้มาก
00:07:50 → 00:07:52ขึ้นอย่าเงี้ยค่ะรู้มว่าพี่แพทอ่ะเมื่อ
00:07:52 → 00:07:55ก่อนเคยเป็นคนที่โกรธทุกอย่างรอบตัวเลย
00:07:55 → 00:07:59ด้วยใช่มั้ยคะโกรธใช่มั้ยใช่ๆทำไมถึงโกรธ
00:07:59 → 00:08:01เพราะว่ามันมีเหตุการณ์ที่เราไม่คาดฝัน
00:08:01 → 00:08:03เกิดขึ้นเนาะตอนนั้นก็คือเรื่องคุณพ่อ
00:08:03 → 00:08:05ซึ่งจริงๆเมื่อกี้บนเครื่องบินเพิ่งอ่าน
00:08:05 → 00:08:07เรื่องนึงมาเลยว่าเวลาที่เรามีชีวิตมา
00:08:07 → 00:08:10ปกติมาตลอดเลยแบบตัวมาในครอบครัวแบบนี้
00:08:10 → 00:08:12เรียนเรื่องนี้ฐานะประมาณนี้เราจะมีภาพ
00:08:12 → 00:08:15ฝันของเราอ่ะว่าชีวิตเราจะต้องปูไปแบบไหน
00:08:15 → 00:08:17ต่อแต่ตอนนี้เป็นต้นไปแล้วพอมันมีเหตุ
00:08:17 → 00:08:18การณ์อะไรบางอย่างที่เกิดขึ้นที่เหมือน
00:08:18 → 00:08:21กับฟ้าผ่าเปรี้ยงงมันจะมี denial ของเรา
00:08:21 → 00:08:23เกิดขึ้นมันจะมีการปฏิเสธของเราเกิดขึ้น
00:08:23 → 00:08:26ว่าชีวิตฉันจะต้องไม่เจอสิ่งนี้สิชีวิต
00:08:26 → 00:08:27ฉันมาแบบเนี้ยมันต้องไม่เจอสิ่งนี้สิซึ่ง
00:08:27 → 00:08:30เนี่ยเป็นสาเหตุที่ทำให้เราหาสิ่งที่จะ
00:08:30 → 00:08:32โทษว่าทำไมมันถึงเกิดขึ้นคือโทษข้างนอก
00:08:32 → 00:08:34ให้หมดแล้วก็โทษตัวเองด้วยคือโทษหมดเลย
00:08:34 → 00:08:36โทษทุกอย่างเพราะว่าความคิดที่ว่าสิ่งไม่
00:08:36 → 00:08:38ดีอาจจะเกิดขึ้นได้กับทุกคนน่ะมันไม่
00:08:38 → 00:08:41register ในตัวเราฉันมาอย่างเงี้ยเดินมา
00:08:41 → 00:08:44แบบเเดินมาดีๆฉันจะตกหลุมได้ไงตกไม่ได้
00:08:44 → 00:08:47ถ้าตกหลุมแปลว่าคนนู้นผิดคนนี้ผิดฟ้าผิด
00:08:47 → 00:08:48แล้วถ้าโทษใครเราโทษไม่ได้เลยสุดท้ายก็จะ
00:08:48 → 00:08:50กลับมาโทษตัวเองว่าฉันผิดก็นั่นก็เป็น
00:08:50 → 00:08:53โมเมนที่ตอนนั้นคุณพ่อแพทเสียมันคืออย่าง
00:08:53 → 00:08:55นี้เลยอ่ะคือชีวิตเดินมาปกติสุขดีมากแล้ว
00:08:55 → 00:08:57ก็แบบมันเหมนมันเปรี้ยงลงมาแล้วเราก็แบบ
00:08:57 → 00:08:59ไม่เข้าใจว่าสิ่งนี้เกิดขึ้นกับเราเราได้
00:08:59 → 00:09:02ยังไงอะไรเงี้ยค่ะแล้วตอนนั้นมันเกิดขึ้น
00:09:02 → 00:09:04แล้วเราก็ต้องยอมรับว่ามันเกิดขึ้นจริงๆ
00:09:04 → 00:09:06ตอนนั้นพี่แพทมีแผนใหม่มั้คะหรือว่าผ่าน
00:09:06 → 00:09:08ช่วงเวลาตรงนั้นมาได้ยังไงผ่านไม่ได้หรอก
00:09:08 → 00:09:10ค่ะตอนนั้นก็คือถึงว่าไม่ได้มีแผนอะไรเลย
00:09:10 → 00:09:12ก็เป็นไปตามสิ่งที่มันควรจะเป็นก็คือเรา
00:09:12 → 00:09:14เจอแล้วเราก็ไม่เข้าใจไม่เข้าใจแล้วเราก็
00:09:14 → 00:09:16โกรธโกรธแล้วเราก็ปฏิเสธหลังๆที่แพทเริ่ม
00:09:16 → 00:09:18มาศึกษาเรื่องการ healing อะไรอย่าเงี้ย
00:09:18 → 00:09:20ค่ะมันทำให้เราเห็นว่าเส้นทางที่เราผ่าน
00:09:20 → 00:09:22มาตอนนั้นเนี่ยมันเป็นไปตามสิ่งที่มันควร
00:09:22 → 00:09:25จะเป็นในการที่เราจะ Recover ตัวเองคือ
00:09:25 → 00:09:27เราจะต้องผ่านช่วงเวลาเหล่านั้นเราจะต้อง
00:09:27 → 00:09:29ผ่านการปฏิเสธผ่านการโกรธผ่านการเสียใจ
00:09:29 → 00:09:31อย่างขั้นสุดแล้วถ้าเราไม่สามารถ Go
00:09:31 → 00:09:33though มันได้อ่ะเส้นทางเยไม่มีทางอื่น
00:09:33 → 00:09:35นอกจากเผชิญหน้ากับมันอย่างเดียวคือไม่มี
00:09:35 → 00:09:37ทางที่คุณจะกลบฝังมันไว้เอามันไปซ่อนที่
00:09:37 → 00:09:40อื่นหรือปิดไว้แล้วชีวิตจะกลับมาแฮปปี้
00:09:40 → 00:09:42ได้อ่ะคือแฮปปี้ได้แค่ภายนอกเท่านั้นแต่
00:09:42 → 00:09:44ข้างในคุณจะไม่มีทางหายแต่ตอนย้อนกลับไป
00:09:44 → 00:09:46ตอนนั้นเราเราหลงทางเลยนะเราไม่รู้เลยว่า
00:09:46 → 00:09:48แผนที่ที่เคยมีอ่ะค่ะมันถูกฉีกเป็นชิ้น
00:09:48 → 00:09:50เล็กชิ้นน้อยหมดเลยแล้วเราไม่รู้แล้วว่า
00:09:50 → 00:09:52สรุปแล้วชีวิตคืออะไรแผนที่ชีวิตเราคือ
00:09:52 → 00:09:54อะไรอะไรอย่าเงี้ยค่ะความโชคดีตอนนั้นน่า
00:09:54 → 00:09:57จะเป็นเพราะว่า 1 มีวงเคลียร์พอดีแพเชื่อ
00:09:57 → 00:09:59ว่ามันเป็น emotional Outlet ที่เตี้มาก
00:09:59 → 00:10:02ๆของเราเพราะว่าไม่งั้นเราไม่มีที่ที่เรา
00:10:02 → 00:10:05จะระบายอารมณ์ด้านลบออกไม่มีที่จะระบาย
00:10:05 → 00:10:07ไม่มีไดอารี่ที่เราจะไวเขียนว่าเรากำลัง
00:10:07 → 00:10:09ไม่เข้าใจเรากำลังสับสนเรากำลังโกรธถ้า
00:10:09 → 00:10:11ทุกคนย้อนกลับไปฟังอัลบั้ม 1 นั่นมันคือ
00:10:11 → 00:10:13ไดอารี่ของช่วงเวลานั้นของเราเลยบันทึก
00:10:13 → 00:10:16ความรู้สึกพลังที่มันแบบพร้อมจะระเบิดมาก
00:10:16 → 00:10:18ๆอยู่ในนั้นแต่ว่านั่นแหละมันก็เป็นหนึ่ง
00:10:18 → 00:10:20ในการรักษาตัวเราในรูปแบบนึงที่เราไม่รู้
00:10:20 → 00:10:23ตัวตอนนั้นเราคิดแค่ว่าดีนะมีวงเคียน
00:10:23 → 00:10:25ระเบิดแม่มเลยแบบระเบิดทุกอย่างลงไปในน้ำ
00:10:25 → 00:10:27นัเลยอะไรเงี้ยไวงเคลียร์เนี่ยถือว่าเป็น
00:10:27 → 00:10:29ที่ยึดที่ดีของเราตอนนั้นโดยที่ไม่ไม่รู้
00:10:29 → 00:10:31ตัวแต่ว่าสิ่งที่เสียจริงๆตอนนั้น 2
00:10:31 → 00:10:33เรื่องคือคุณแม่กับเรื่องความรักคือคุณ
00:10:33 → 00:10:36แม่เนี่ยเสียหายไปเลยเพราะว่าสนิทกับคุณ
00:10:36 → 00:10:38แม่ตั้งแต่เด็กสนิทมากเหมือนเพื่อนสนิท
00:10:38 → 00:10:39แต่พอมีเรื่องคุณพ่อเข้ามามันเหมือนกับ
00:10:39 → 00:10:41บอนบางอย่างมันมันไม่ได้ถูกฉีบกจากกันนะ
00:10:41 → 00:10:43แต่เราเข้าใกล้กันไม่ได้อ่ะมันเปาะบาง
00:10:43 → 00:10:45เกินไปทั้งคู่แตะกันแล้วมันแบบมันแตะกัน
00:10:45 → 00:10:47ไม่ได้เลยกลายเป็นว่าเป็นช่วงที่ห่างกับ
00:10:47 → 00:10:50คุณแม่ไปเลยคือห่างในเชิง bonding ที่มัน
00:10:50 → 00:10:52ลึกนะภายนอกเนี่ยก็คือยังเหมือนเรายัง
00:10:52 → 00:10:54อยู่กับเขาเพราะเราก็คือเราสนิทกันมาตั้ง
00:10:54 → 00:10:56แต่เด็กก็ยังโทรคุยยังคงเจอกันยังคงอะไร
00:10:56 → 00:10:58เงี้ยมันขาดการบอิระดับลึกเพราะว่าเรื่อง
00:10:58 → 00:11:00ที่เป็นปัญหาจริงๆที่มันเปาะบางที่สุดอ่ะ
00:11:00 → 00:11:02เราเลี่ยงที่จะคุยเพราะว่าจริงๆเชื่อว่า
00:11:02 → 00:11:04ต่างคนก็กำลัง Go through emotional
00:11:04 → 00:11:06Pain ของตัวเองอยู่เช่นเดียวกันแต่ว่า
00:11:06 → 00:11:09ตอนนั้นเราไม่รู้ไม่รู้ว่าวิธีทางที่จะ
00:11:09 → 00:11:11หายได้อ่ะคือการเอาสิ่งนั้นแหละที่เรา
00:11:11 → 00:11:13กลัวที่สุดอ่ะหันมาเจอกันแต่ันตอนนั้นเรา
00:11:13 → 00:11:15เลือกที่จะใช้วิธีไม่เจอกันในเรื่องของ
00:11:15 → 00:11:17ความเจ็บปวดนี้แล้วเรื่องความรักก็เลยพัง
00:11:17 → 00:11:19อีกเหมือนกันเพราะว่าย้อนกลับไปเนี่ยน่า
00:11:19 → 00:11:21จะเป็นเพราะว่าเราพยายามจะหาคนมาแทนพ่อ
00:11:22 → 00:11:24แล้วเราก็เควงควางมากจนกระทั่งเราเอาจริง
00:11:24 → 00:11:26ๆมันเหมือนกับมุมนั้นคือใครที่อยู่ตรง
00:11:26 → 00:11:28นั้นในตอนนั้นน่ะเราก็เหมือนขวาไว้เหมือน
00:11:28 → 00:11:31คนจมน้ำอ่ะแล้วแบบมีขอนไม้มาก็เกาไว้ก่อน
00:11:31 → 00:11:33โดยที่ไม่ได้ดูว่าขอนไม้นมันดีหรือมันผุ
00:11:33 → 00:11:35มันเน่าหรือเปล่ามันเป็นอะไรหรือเปล่า
00:11:35 → 00:11:37อะไรเงี้ยก็เลยไม่เข้าใจเป็นช่วงที่พัง
00:11:37 → 00:11:39ทั้งเรื่องในครอบครัวกับคุณแม่แล้วก็พัง
00:11:39 → 00:11:41เรื่องความรักด้วยแต่ณวันนั้นที่มันพัง
00:11:41 → 00:11:43เราก็ยังไม่เข้าใจว่ามันพังเพราะอะไรใช่
00:11:43 → 00:11:45มั้ยคะเข้าใจแล้วช่วงนั้นโทษอะไรหรือ
00:11:45 → 00:11:48เปล่าค่ะโทษโชชะตาโทษๆแบบโทษว่าทำไมโลก
00:11:48 → 00:11:50มันถึงเลวร้ายกับเราขนาดนี้แล้วก็รู้สึก
00:11:50 → 00:11:53ว่าโกรธมากๆว่าเราพยายามทำดีที่สุดของเรา
00:11:53 → 00:11:56มาตลอดแล้วนี่คือสิ่งที่เราได้รับหรอมัน
00:11:56 → 00:11:58ไม่แฟร์แล้วก็มาโทษตัวเองแล้วก็ไม่ชอบ
00:11:58 → 00:12:00นิสัยที่ตัวเองทำกับคุณแม่แล้วก็ไม่ชอบ
00:12:00 → 00:12:02ที่ตัวเอง aggressive ไม่ชอบที่ตัวเอง
00:12:02 → 00:12:04ขึ้นเวทีแล้วเป็นแบบนั้นแต่ก็ไม่เข้าใจ
00:12:04 → 00:12:06ว่าแล้วฉันจะน่ารักกับคนอื่นได้ยังไงฉัน
00:12:06 → 00:12:08จะน่ารักกับโลกได้ยังไงในเมื่อโลกมันร้าย
00:12:08 → 00:12:10กับฉันขนาดนี้นี่คือสิ่งที่เราคิดตอนนั้น
00:12:10 → 00:12:12แต่ก็ไม่ได้ชอบนะสิ่งที่ตัวเองทำอ่ะเห็น
00:12:12 → 00:12:14ตัวเองก็ไม่เคยดูคลิปตัวเองไม่มีความสุข
00:12:14 → 00:12:16ในการขึ้นเวทีด้วยซ้ำแล้วก็รู้ด้วยว่าคน
00:12:16 → 00:12:18อื่นเขาเห็นเราน่ากลัวแล้วก็ไม่ชอบไม่มี
00:12:18 → 00:12:21ความสุขแต่ก็ไม่รู้ว่าจะแก้ไขยังไงแต่ว่า
00:12:21 → 00:12:23พอมองยอะกลับไปก็เลยรู้สึกว่าเออแต่เราก็
00:12:23 → 00:12:25ต้องชมตัวเองในตอนนั้นที่เราเป็นคนที่
00:12:25 → 00:12:29กล้าที่จะลงไปอ่ะลงไปแล้วเห็นจริงๆว่าคน
00:12:29 → 00:12:31เรามันเวลามันลงไปในที่มืดของตัวเองอ่ะ
00:12:31 → 00:12:34มันไปได้ขนาดไหนมันคิดอะไรได้ขนาดไหนคือ
00:12:34 → 00:12:36แพ็คเคยได้เรียนรู้ศาสตร์ของ ifs เนาะ
00:12:36 → 00:12:38Internal Family System โดยที่ไม่รู้
00:12:38 → 00:12:40ตัวแต่เรากลายเป็นว่าย้อนกลับไปขอบคุณ
00:12:40 → 00:12:43เด็กคนนั้นเด็กอายุ 19 20 ตอนนั้นเหมือน
00:12:43 → 00:12:46เราได้กลับไปเหมือนกอดไหลน้องเาแล้วบอก
00:12:46 → 00:12:47ว่าแบบขอให้รู้ว่าตัวเองโคตรกล้าหาญเลย
00:12:47 → 00:12:49อ่ะที่เผชิญหน้ากับความรู้สึกด้านดาร์ค
00:12:49 → 00:12:51ทั้งหมดได้ขนาดนั้นแล้วก็แบบเฮ้ยขอบคุณ
00:12:51 → 00:12:54น้องนะถ้าไม่มีน้องวันนั้นน่ะก็ไม่มีเรา
00:12:54 → 00:12:56วันนี้แล้วเอาจริงถ้าเราไม่ใช่คนที่เจอ
00:12:56 → 00:12:58เรื่องเหล่านั้นมาไม่ว่าจะเป็นเรื่องคุณ
00:12:58 → 00:13:00พ่อหรือเรื่องการผิดหวังเรื่องความรัก
00:13:00 → 00:13:02หรือการเจออารมณ์ด้าน Dark ทั้งหมดของตัว
00:13:02 → 00:13:04เองอ่ะแพคงไม่ใช่คนที่พูดได้เต็มปากเต็ม
00:13:04 → 00:13:06คำวันนี้ว่าแบบเราเข้าใจสิ่งที่ทุกคนเจอ
00:13:06 → 00:13:08อยู่เว้ยถึงแม้วันนี้เราอาจจะเป็นคนที่
00:13:08 → 00:13:10บอกว่าบอกทุกคนว่าแบบเฮ้ยหาแฟนใหม่แบบ
00:13:10 → 00:13:12เลิกร้องไห้หาแฟนเก่าแต่ว่าที่เราพูดได้
00:13:12 → 00:13:14เต็มปากอ่ะเพราะว่าเราผ่านตรงนั้นมาแล้ว
00:13:14 → 00:13:16จริงๆมันก็เลยกลายเป็นว่ามุมนึงมันคือ it
00:13:16 → 00:13:18wasn't a curse อ่ะ it was a
00:13:18 → 00:13:20blessing แต่ว่ามันเป็น a blessing in
00:13:20 → 00:13:22disguise สิ่งเลวร้ายที่เกิดขึ้นกับเรา
00:13:22 → 00:13:25ในอดีตอ่ะมันไม่ใช่คำสาปมันไม่ใช่ความซวย
00:13:25 → 00:13:27อ่ะแต่มันเป็นพรเว้ยจริงๆแล้วมันเป็นพร
00:13:27 → 00:13:29แต่คุณต้องหากุญแจให้เจอ
00:13:29 → 00:13:31ว่ามันเป็นพรให้คุณได้ยังไงมันเป็นของ
00:13:31 → 00:13:34ขวัญจากฟ้าในรูปแบบแห่งความเลวร้ายอ่ะแต่
00:13:34 → 00:13:36จริงๆมันเป็นของขวัญนะถ้าคุณหากุญแจขาย
00:13:36 → 00:13:38เจออ่ะนั่นน่ะคือสิ่งที่คุณจะมาส่งต่อให้
00:13:38 → 00:13:40คนอื่นและเป็นแสงสว่างให้คนอื่นเว้ยแต่น
00:13:40 → 00:13:41นี้ก็เพิ่งเข้าใจนะคือตอนนั้นก็ไม่ได้
00:13:41 → 00:13:44เข้าใจอะไรทั้งนั้นอ่ะวันเวลาผ่านมาจนมา
00:13:44 → 00:13:46เป็นพี่เพชรปัจจุบันเนี้ยมันเห็นได้ชัด
00:13:46 → 00:13:48เลยว่าพี่แพทเปลี่ยนไปเยอะเลยอยากทราบว่า
00:13:48 → 00:13:50แล้วนิสัยอะไรที่เปลี่ยนไปจากเมื่อก่อน
00:13:50 → 00:13:52บ้างคะเวลาที่เกิดสิ่งไม่ดีเกิดขึ้นกับ
00:13:52 → 00:13:55เราอ่ะถ้าเป็นเมื่อก่อนเราจะจมอยู่กับมัน
00:13:55 → 00:13:57เราก็จะรู้สึกว่าเราโชคร้ายแต่วันเนี้ย
00:13:57 → 00:13:59รู้เลยว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่เกิดจริงไม่ดี
00:13:59 → 00:14:01ขึ้นน่ะเราจะถามทันทีว่าสิ่งนี้จะสอนอะไร
00:14:01 → 00:14:04เมาทำไมเมาทำให้เราเป็นเราที่มีความสุข
00:14:04 → 00:14:07ขึ้นมีแบบดีขึ้นกว่าวันเนี้ยต้องหาให้เจอ
00:14:07 → 00:14:09ว่าเากำลังสอนอะไรซึ่งเรารู้สึกว่านี่
00:14:09 → 00:14:11เป็นนิสัยที่โคตรดีใจที่เปลี่ยนได้จาก
00:14:11 → 00:14:13เมื่อก่อนที่เททุกอย่างจิ้มเข้าตัวหมดแต่
00:14:13 → 00:14:15นี่ไม่นี่คือของขวัญนี่คือของขวัญทุก
00:14:15 → 00:14:17อย่างคือของขวัญแม้แต่เวลามีคนมาพูดไม่ดี
00:14:17 → 00:14:19ใส่เราอ่ะถ้าเขาพูดไม่ดีใส่เราแล้วมัน
00:14:19 → 00:14:21ทริกเกอร์อะไรบางอย่างในเราอ่ะต้องขอบคุณ
00:14:21 → 00:14:23เนะเกำลังมาบอกว่าเหลืออะไรในใจที่ต้อง
00:14:23 → 00:14:25เคลียร์บ้างเพราะฉะนั้นทุกครั้งจะกลาย
00:14:25 → 00:14:26เป็นว่าเปลี่ยนหมดเลยอ่ะจากเมาทำร้ายเรา
00:14:26 → 00:14:28เป็นแบบโหขอบคุณมากเลยอ่ะที่บอกที่มา
00:14:28 → 00:14:30ทริกเกอร์เรื่องนี้ทำให้เรารู้ว่าเรื่อง
00:14:30 → 00:14:31นี้เรายังไม่หายนี่หว่าอะไรอย่าเงี้ย
00:14:31 → 00:14:33เพราะว่าถ้าเปลี่ยนมุมมองหรือว่าตรงนี้
00:14:33 → 00:14:35ได้มันจะอันล็อคเนาะเพราะว่าไม่ว่าเราจะ
00:14:35 → 00:14:37เจอสิ่งที่แย่ขนาดไหนเราจะไม่โทษทุกสิ่ง
00:14:37 → 00:14:39แล้วจะไม่ฟูมไฟเหมือนเดิมอีกแล้วแล้วมัน
00:14:39 → 00:14:41กลายเป็นว่าไม่มี Bad Event ใดๆแล้วอ่ะ
00:14:42 → 00:14:43คือไม่มีคนไม่ดีแล้วด้วยซ้ำอ่ะไม่มีคน
00:14:43 → 00:14:46ทำลายไม่มีใครที่ทำลายเราไม่มีเหตุการณ์
00:14:46 → 00:14:48ไหนที่เราซวยอ่ะต้องคิดให้ออกว่าไม่ใช่
00:14:48 → 00:14:50นี่ไม่ใช่การซวยแต่เขากำลังสอนอะไรเราสัก
00:14:51 → 00:14:52อย่างนึงมันก็ไม่ได้ทำได้แน่ทันทีแรกๆ
00:14:52 → 00:14:54เนาะแรกๆก็จะเป็นโอไม่ไหวแล้วทำไมต้องซวย
00:14:54 → 00:14:56อย่างงี้ด้วยแต่มันก็จะมีพี่สติมาคอยตก
00:14:56 → 00:14:58ว่าแบบไม่แกกำลังฝึกเรื่องนี้อยู่ไม่แก
00:14:58 → 00:15:01กำลังกำลังฝึกอยู่อ่ะพอฝึกก็คิดได้ว่าแบบ
00:15:01 → 00:15:03อ่ะคิดให้ออกในความซวยนี้กูได้อะไรวะใน
00:15:03 → 00:15:04ความซวยนี้กูได้อะไรวะอะไรเงี้ยมันจะต้อง
00:15:05 → 00:15:07มีตัวสติใช่มั้ยไม่ใช่ตัวสติหรเฮ้ยแกฝึก
00:15:07 → 00:15:08เรื่องนี้อยู่แกฝึกเรื่องนี้อยู่อ่ะมัน
00:15:08 → 00:15:10ไม่ใช่ว่าเราอยากจะเปลี่ยนนิสัยแล้วมัน
00:15:10 → 00:15:12คิดว่าอยากจะเปลี่ยนปึ๊กอ่ะใช่มันเป็น
00:15:12 → 00:15:14เคทูปอดแรกมันเป็นพลุแรกแต่ว่ามันไม่ได้
00:15:14 → 00:15:16แปลว่าครั้งต่อไปที่มันเกิดเหตุการณ์นี้
00:15:16 → 00:15:18ขึ้นอีกเราจะสามารถทำได้เลยมันเป็นเหมือน
00:15:18 → 00:15:20ร่องน้ำอ่ะค่ะเราเป็นร่องความคิดเดิมเรา
00:15:20 → 00:15:22ที่แบบถ้าเกิดเหตุการณ์นี้เราจะลงไปร่อง
00:15:22 → 00:15:24เยเสมอแล้วพอเราบอกว่าเฮ้ยร่องนี้มันไม่
00:15:25 → 00:15:27ดีว่ะเราอยากทำร่องใหม่อ่ะมันไม่ได้แปล
00:15:27 → 00:15:29ว่าเราขุดร่องใหม่แล้วมันจะลึกเเดิมเลย
00:15:29 → 00:15:31อ่ะน้ำไหลมามันก็ลงร่องเดิมตลอดอยู่แล้ว
00:15:31 → 00:15:32เพราะฉะนั้นร่องความคิดใหม่เนี่ยมันจะ
00:15:33 → 00:15:35ต้องขุดซ้ำแล้วซ้ำอีกซ้ำแล้วซ้ำอีกจนกว่า
00:15:35 → 00:15:37มันจะลึกพอแล้วจนกว่าร่องเดิมมันจะตื้น
00:15:37 → 00:15:39อ่ะที่ทำให้ครั้งต่อไปที่เหตุการณ์เดินมา
00:15:39 → 00:15:41กระทบอ่ะแล้วมันไม่ลงร่องเก่าแล้วมันไปลง
00:15:41 → 00:15:43ร่องใหม่อ่ะซึ่งมันต้องใช้ความต้องใช้
00:15:43 → 00:15:46ความอดทนของเราในการที่จะคอยบอกตัวเองว่า
00:15:46 → 00:15:48ไม่ฉันจะไปลงร่องใหม่ไม่ฉันจะลงร่องใหม่
00:15:48 → 00:15:50ตัวพี่แพทเนี่ยหนูมั่นใจว่าหลายๆคนเห็น
00:15:50 → 00:15:53เนาะต้องเป็นคนที่ sensitive มากๆพี่แพท
00:15:53 → 00:15:54คิดว่าคนที่ sensitive กับคนที่ไม่
00:15:54 → 00:15:56sensitive เนี่ยเขามีข้อดีหรือว่าข้อ
00:15:56 → 00:15:59เสียแตกต่างกันยังไงบ้างคะเรามีนอสังคม
00:15:59 → 00:16:01เกี่ยวกับคำว่า sensitive ที่แพส่วนตัวแพ
00:16:01 → 00:16:04ไม่เห็นด้วยเลยมากๆการที่คน sensitive
00:16:04 → 00:16:07แปลว่าเขามีกำแพงระหว่างตัวเขากับความรู้
00:16:07 → 00:16:09สึกอ่ะมันเล็กแต่กับคนที่ไม่ sensitive
00:16:09 → 00:16:11มันหนาใช่มไม่แสดงความรู้สึกข้างในอะไร
00:16:11 → 00:16:13อย่างเงี้ยแต่ลองลองสังเกตดีๆจริงๆอ่ะ
00:16:13 → 00:16:15ส่วนมากคนที่ sensitive อ่ะจริงๆแล้ว
00:16:15 → 00:16:17สุขภาพจิตดีกว่าคนที่บอกว่าตัวเองไม่
00:16:17 → 00:16:18sensitive นะเพราะว่าเขาคือคนที่เผชิญ
00:16:18 → 00:16:20หน้ากับความรู้สึกตัวเองบ่อยๆเผชิญหน้า
00:16:20 → 00:16:22กับอารมณ์ตัวเองบ่อยๆแล้วนั่นมันเป็นหน
00:16:22 → 00:16:25ทางแห่ง True liberation คือหนทางแห่ง
00:16:25 → 00:16:27การเป็นอิสระอย่างแท้จริงอ่ะมันคือการที่
00:16:27 → 00:16:30คุณรู้ทัน Meditation หรืออะไรก็ตามมัน
00:16:30 → 00:16:32คือการที่เรารู้ว่าเรารู้สึกอะไรอาจจะยัง
00:16:32 → 00:16:34ไม่ได้ไปถึงขั้นที่เราควบคุมได้ก็ได้แต่
00:16:34 → 00:16:36การที่เรารู้ก่อนว่าเรารู้สึกอะไรอมันจะ
00:16:36 → 00:16:38ทำให้เราบริหารจัดการชีวิตและอารมณ์เรา
00:16:38 → 00:16:41ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นกับบางคนที่
00:16:41 → 00:16:43บอกว่าตัวไม่ sensitive อ่ะแต่ถมลงไปหรือ
00:16:43 → 00:16:46กลบมันหรือน้ำมันด้วยสิ่งต่างๆอ่ะเลเยอร์
00:16:47 → 00:16:49มันหนาก็เยอะนะกว่าจะปอกลงไปถึงขั้นที่
00:16:49 → 00:16:52มันจะใสอ่ะมันจะหนามากเพราะว่าถมด้วยแบบ
00:16:52 → 00:16:54ไปเที่ยวกินเหล้าแม้แต่จริงๆดูหนังฟัง
00:16:54 → 00:16:56เพลงเนี่ยก็ถือว่าเป็นการน้ำชั่วคราวมัน
00:16:56 → 00:16:59ไม่ใช่การรักษาที่ต้นจริงๆอ่ะส่วนคนที่เ
00:16:59 → 00:17:01sensitive คือคนที่เขารู้ว่าตัวเองกำลัง
00:17:01 → 00:17:03รู้สึกอะไรอาจจะควบคุมไม่ได้ควบคุมมัน
00:17:03 → 00:17:05เป็นสเต็ปต่อๆไปเนาะแต่แบบเรารู้ว่าเรา
00:17:05 → 00:17:08กำลังโกรธเรารู้ว่าเรากำลังไม่พอใจเรารู้
00:17:08 → 00:17:11ว่าเรากำลังอิจฉาเรารู้ว่าเรากำลังโกรธเ
00:17:11 → 00:17:13เรารู้ว่าเรากำลังโกรธตัวเองซึ่งแพทมอง
00:17:13 → 00:17:15ว่าการที่เป็นคน sensitive มันเป็นแต้ม
00:17:15 → 00:17:17ต่อของการที่เราจะเข้าถึงการตื่นรู้มั้ง
00:17:17 → 00:17:19ไม่รู้จะใช้คำว่าอะไรอ่ะเออเพราะฉะนั้น
00:17:19 → 00:17:21เวลาที่ไปดูคอนเสิร์ตแพทก็จะพูดบิวให้คน
00:17:21 → 00:17:23ร้องไห้ตลอดเพราะว่ามัน Counter attack
00:17:23 → 00:17:26กับสิ่งที่นอมของสังคมพูดก็เลยจะ Build
00:17:26 → 00:17:28คนตลอดจริงๆการร้องให้้คือความกล้าหาญการ
00:17:29 → 00:17:30ที่คุณกล้าเผชิญหน้ากับหัวใจจตัวเองคือ
00:17:30 → 00:17:32ความกล้าหาแบบขอให้คลิกสิ่งที่สังคมบอก
00:17:32 → 00:17:35กับคุณไปเถอะอะไรเงี้อีกในนึงก็คือว่าเรา
00:17:35 → 00:17:37ควรที่จะซื่อสัตย์กับความรู้สึกของตัวเอง
00:17:37 → 00:17:39ให้มันมากๆหนูไม่แน่ใจว่าทุกวันนี้อาจจะ
00:17:39 → 00:17:41เปลี่ยนแล้วหรือเปล่าแต่ว่านมของสังคม
00:17:41 → 00:17:44อย่างที่พี่แพทบอกมันทำให้เรากดเก็บสิ่ง
00:17:44 → 00:17:46ที่เป็นความต้องการจริงๆไว้อ่ะแล้วก็ยอม
00:17:46 → 00:17:48ที่จะทำอะไรก็ได้เพื่อให้เป็นที่ยอมรับ
00:17:48 → 00:17:50ของสังคมแต่ว่าสุดท้ายแล้วคือเราก็
00:17:50 → 00:17:53ซัฟเฟอร์ของตัวเราเองก็คงต้องกลับมาถาม
00:17:53 → 00:17:55มั้งคะว่าเราใช้ชีวิตเพื่อใครกันแน่เรา
00:17:55 → 00:17:57ใช้ชีวิตเพื่อคนอื่นหรออะไรเงี้ยใช้ชีวิต
00:17:57 → 00:17:58เพื่อให้คนอื่นมีความสุขเพราะเราคิดว่า
00:17:58 → 00:18:00ถ้าเามีความสุขแล้วเราจะมีความสุขแต่สุด
00:18:00 → 00:18:02ท้ายถ้ามันไม่ตรงกันข้างนอกข้างในอ่ะมัน
00:18:02 → 00:18:05ไม่อนกันน่ะคุณมีความสุขจริงๆหรอสมมุติ
00:18:05 → 00:18:07คุณกำลังใช้ชีวิตในสิ่งที่ในรูปแบบที่คุณ
00:18:07 → 00:18:09คิดว่าคนเนี้ย approve of คนนี้เห็นด้วย
00:18:09 → 00:18:11คนนี้ว่าดีคนนั้นว่าดีแต่ข้างในคุณไม่ได้
00:18:11 → 00:18:13มีความสุขเลยอ่ะสุดท้ายแล้วคุณใช้ชีวิต
00:18:13 → 00:18:15เพื่อใครกันแน่เราไม่ใช่เพื่อนสนิทที่สุด
00:18:15 → 00:18:17ของตัวเราหรออะไรเงี้ยแล้วเรากำลังทำร้าย
00:18:17 → 00:18:19หัวใจตัวเองแบบนั้นทำไมแบบหัวใจเรามัน
00:18:19 → 00:18:21ต้องการเรานะเว้ยแต่นั่นคือสิ่งที่เราไม่
00:18:21 → 00:18:23ฟังเลยอ่ะเราปิดเขไว้ข้างในแล้วเก็บเข้า
00:18:23 → 00:18:25ไว้ในลินฉักฮัลโลคุณครูเพื่อนสนิทของกัน
00:18:25 → 00:18:27และกันน่ะใช้ชีวิตเพื่อตัวเองกันมยแล้ว
00:18:27 → 00:18:29ถ้าเราเติมหัวใจตัวเองให้เตเต็มอ่ะเราทำ
00:18:29 → 00:18:31ให้คนอื่นโดยที่เราไม่เหนื่อยเลยนะมัน
00:18:31 → 00:18:33เหมือนเทน้ำจากแก้วที่มันมีน้ำอยู่ในนั้น
00:18:33 → 00:18:35น่ะคุณจะเทน้ำจากแก้วที่ว่างเปล่าได้ไงวะ
00:18:35 → 00:18:37ไม่ได้อ่ะก็ต้องรู้จักวิธีที่จะเติมน้ำ
00:18:37 → 00:18:39ให้ตัวเองด้วยจริงๆน่าจะเป็นสิ่งสำคัญที่
00:18:39 → 00:18:42สุดเลยเพราะว่าหลังๆเจอคนที่ดูแลคนอื่นมา
00:18:42 → 00:18:44เยอะแล้วเขาเองก็เติมตนเหนื่อยแล้วเคย
00:18:44 → 00:18:46สังเกตมยเวลาที่เราเหนื่อยหรือเวลาที่เรา
00:18:46 → 00:18:49ดูแลคนอื่นเยอะๆอ่ะเจอสมมุตินะขอโทษนะคะ
00:18:49 → 00:18:50มนุษย์ป้ามนุษย์ลุงอะไรนิดหน่อยหงุดหงิด
00:18:50 → 00:18:53ไปหมดคนนู้นทำไม่ดีคนนู้นพูดไม่ดีเข้าหู
00:18:53 → 00:18:56หงุดหงิดไปหมดเลยหรือบางทีทำให้เขาอยู่
00:18:56 → 00:18:58แต่ดันรู้สึกเป็นบุญเป็นคุณกับเขาทั้งๆ
00:18:58 → 00:19:00ที่จริงๆอ่ะให้มันคือให้ถ้าให้แล้วอยากจะ
00:19:00 → 00:19:02ชมบุญคุณไม่แน่ใจว่านี่คือให้หรือจะเอาอ
00:19:02 → 00:19:05แน่เพราะฉะนั้นการที่เราต้องดูแลตัวเอง
00:19:05 → 00:19:07ให้ดีหรือเติมน้ำตัวเองให้เต็มแก้วมัน
00:19:07 → 00:19:09เป็นการที่เราทำเผื่อคนอื่นอยู่แล้วในที
00:19:09 → 00:19:11นั้นเลยเพราะว่าถ้าเรามีความสุขของเรา
00:19:11 → 00:19:14แฮปปี้ของเราแก้วน้ำเราเต็มเราเทสให้ได้
00:19:14 → 00:19:16หมดเลยนะไม่คิดจะเอาคืนด้วยแล้วใครพูดไม่
00:19:16 → 00:19:18ดีใส่อ่ะไม่เป็นไรเลยนะเพราะว่าเราเต็ม
00:19:18 → 00:19:20อยู่ไงแต่ถ้าวันไหนเราพร่องเราขาดคนพูด
00:19:20 → 00:19:22ไม่ดีนิดเดียวอ่ะก็หงุดหงิดแล้วอ่ะเ้ย
00:19:22 → 00:19:25ทำไมเราถึงไม่หวงเหมือนไม่ห่วงความสงบและ
00:19:25 → 00:19:27ความสุขในใจเราให้มากเมื่อไหร่ที่เรารู้
00:19:27 → 00:19:30สึกว่าเราจะไม่ไหวกำลังจะปริมละขอเวลานอก
00:19:30 → 00:19:33เลยทำไมถึงไม่กล้าทั้งๆที่ในระยะยาวอ่ะ
00:19:33 → 00:19:34คุณกำลังทำสิ่งที่ดีกับตัวเองและคนอื่น
00:19:34 → 00:19:36อยู่ด้วยการขอเวลานอกด้วยการบอกว่าเฮ้ย
00:19:36 → 00:19:38โมเมนต์นี้เราไม่ไหวแล้วอ่ะพูดถึงเรื่อง
00:19:38 → 00:19:40การให้เมื่อกี้ที่เราคอยเติมให้คนอื่นให้
00:19:40 → 00:19:43หรือจะเอาแต่มันจะมีอีกแบบนึงที่อาจจะ
00:19:43 → 00:19:46เป็นการให้ที่ไม่ค่อย Hey คือการหวังดี
00:19:46 → 00:19:49และเป็นห่วงคนอื่นหรือคิดแทนคนอื่น
00:19:49 → 00:19:52อันเนี้ยหวังดีนี่ฉันหวังดีกับเธอนะคิด
00:19:52 → 00:19:54แทนเธอนะตกลงอยากให้เขาได้ดีหรืออยากให้
00:19:54 → 00:19:56เขาเชื่อตัวเองกันแน่ตกลงอันไหนกันแน่ถ้า
00:19:56 → 00:19:58ใครอยากให้เขาได้ดีอ่ะก็แค่พูดแล้วก็ไม่
00:19:58 → 00:20:00ต้องมีอารมณ์ความรู้สึกอะไรป่ะแคบเอ้ยนี่
00:20:00 → 00:20:02คือความเห็นเราเ้าไม่ทำก็ไม่โกรธป่ะแต่
00:20:02 → 00:20:04ถ้าหวังดีแล้วบอกว่าทำไมเธอไม่เชื่อฉัน
00:20:04 → 00:20:07น่ะตกลงอยากให้เขาได้ดีหรืออยากจะถูกกัน
00:20:07 → 00:20:09แน่มันคืออีโก้เต็มๆเลยอันเนี้ยเรารู้สึก
00:20:09 → 00:20:11ว่านี่คือการให้ที่เต็มไปด้วยอีโก้แพไม่
00:20:11 → 00:20:13รู้ถูกหรือเปล่านะคะขออภัยแต่ว่าแพเชื่อ
00:20:13 → 00:20:15ว่ามันเป็นกิเลสอย่างละเอียดมันคือข้าม
00:20:15 → 00:20:17คั้นความคนที่จะทำสิ่งไม่ดีไปละนี่คือ
00:20:17 → 00:20:19พยายามจะทำดีแล้วอยากจะให้ทุกคนในโลก
00:20:19 → 00:20:21เหมือนกับเป็นเป็น World pol อ่ะฉันเป็น
00:20:21 → 00:20:23ตำรวจของความดีเธอต้องทำแบบที่ฉันบอกเท่า
00:20:23 → 00:20:25นั้นแต่เนี่ยคือต้องระวังเพราะเนี่ยมัน
00:20:25 → 00:20:27คือการติดดีแล้วการติดดีมันจะกลายเป็นว่า
00:20:27 → 00:20:29เราไปบงการคนอื่นโดยที่เราไม่รู้ตัวแล้ว
00:20:30 → 00:20:32สุดท้ายเราไม่ได้อย่างใจอีกตัวเองก็สภาพ
00:20:32 → 00:20:34จิตไม่ดีอีกฉะนั้นก็อาจจะแค่รีเช็คตัวเอง
00:20:34 → 00:20:37บ่อยๆมงคะว่าเราเรากำลังให้เพื่อที่จะให้
00:20:37 → 00:20:39หรือเราให้เพื่อที่จะเอาประโยคเแจำติด
00:20:40 → 00:20:43แน่นในใจเลยว่าเออจะมาให้ก็มาให้เออถ้ามา
00:20:43 → 00:20:44ให้แล้วหวังอะไรตอบแทนหรือหวังให้เขา
00:20:45 → 00:20:46เชื่อเราหรือหวังให้เขารักเราอ่ะนั่นเป็น
00:20:46 → 00:20:49การให้เพื่อที่จะเอานะเรายอมไปตอนแรกว่า
00:20:49 → 00:20:52การเกลาอ่ะมันไม่มีวันเกลาแล้วมันจบสิ้น
00:20:52 → 00:20:54น่ะแม้แต่พระหรือที่ท่านบรรลุแล้วอ่ะถ้า
00:20:55 → 00:20:56ยังไม่ได้ไปถึงจุดที่เป็นไม่รู้ว่าแพไม่
00:20:56 → 00:20:58รู้จุดไหนนะอรหันต์หรือนิพานอ่ะก็ยัง
00:20:58 → 00:21:01สามารถที่จะเหมือนหลงอยู่ในกิเลสละเอียด
00:21:01 → 00:21:03ได้เลยอ่ะแล้วมันนับอะไรกับเราอ่ะเราคิด
00:21:03 → 00:21:05ว่าเราเกาเรื่องนี้ได้แล้วอ่ะพอเราผ่าน
00:21:05 → 00:21:07เลเวลเนี้ยผ่านด่านบอสของเลเวลเนี้ยเราก็
00:21:07 → 00:21:09จะต้องขึ้นสู่เลเวลต่อไปซึ่งแภว่าการติด
00:21:09 → 00:21:12ดีอ่ะมันคือการที่คุณน่ะจริงๆอวลแล้วนะ
00:21:12 → 00:21:14คือคุณอยากจะเป็นคนดีแล้วแต่มันคือมันคือ
00:21:14 → 00:21:16บอสของด่านนี้อ่ะอยู่ดีก็ต้องผ่านอันนี้
00:21:16 → 00:21:18ไปให้ได้แล้วพอผ่านได้ก็ขึ้นไปอีกคือแม้
00:21:18 → 00:21:20แต่สายฟิวเจอร์ของโลกแล้วกันเนาะเขายังมี
00:21:20 → 00:21:22อีกเช็คกันอยู่ตลอดเลยอ่ะเพราะว่า
00:21:22 → 00:21:24spiritual Ego ก็เยอะแล้วมันต้องระวัง
00:21:24 → 00:21:26มากเลยกับโกในเรื่องเนี้ยมันมันดีทคยาก
00:21:26 → 00:21:29มากๆพอพูดถึงอีกอ่ะค่ะพี่แพทก็เลยอยากรู้
00:21:29 → 00:21:31ว่าแบบแล้วอีโก้กับความมั่นใจอ่ะมันคือ
00:21:31 → 00:21:34สิ่งเดียวกันมยหรือว่ามันแยกยังไงดีเพราะ
00:21:34 → 00:21:36ว่าบางทีอาจจะมั่นใจแล้วก็เฮ้ยอันนี้คือ
00:21:36 → 00:21:39อีกหรือเปล่าคืออีก้ดั้งเดิมเนี่ยมันก็
00:21:39 → 00:21:41คือสมองส่วนนั้นแหละสมองที่ส่วนให้เรา
00:21:41 → 00:21:43Survival เนาะมันคือสมองส่วนที่ทำให้เรา
00:21:43 → 00:21:45มีความสามารถที่จะทำอะไรสักอย่างนึงได้
00:21:45 → 00:21:47ด้วยตัวเองของเราอะไรเงี้ยแต่ว่าความมั่น
00:21:47 → 00:21:49ใจเนี่ยเรารู้สึกสบายใจในสิ่งที่เราเป็น
00:21:49 → 00:21:51มากกว่ารู้ในขอบเขตความสามารถเราเราทำได้
00:21:51 → 00:21:54ประมาณไหนและอันไหนที่เราคิดว่าเรารู้แบบ
00:21:54 → 00:21:56นี้แต่ไม่ได้แปลว่าเราไม่เคารพผู้อื่น
00:21:56 → 00:21:58เนาะใรู้สึกว่าอีโก้เนี่ยมันคือไปถึงจุด
00:21:58 → 00:22:01ที่มันก้าวข้ามเส้นของคนอื่นหรือว่าเริ่ม
00:22:01 → 00:22:03ไม่เคารพในคนอื่นหรือแม้แต่ในตัวเองด้วย
00:22:03 → 00:22:05ซ้ำอ่ะมันน่าจะมีเส้นบางๆระหว่างความมั่น
00:22:05 → 00:22:08ใจกับอีโก้อีโก้แพรู้สึกว่าพอคุยกันอย่าง
00:22:08 → 00:22:10เงี้ยรู้สึกว่าอีก้มันมีความมีคำว่า
00:22:10 → 00:22:12เปรียบเทียบอยู่ในนั้นคือจะต้องมีฝ่ายใด
00:22:12 → 00:22:14ฝ่ายหนึ่งดีและดีกว่าและด้อยกว่าแต่แพรู้
00:22:14 → 00:22:17สึกว่าคำว่าความมั่นใจมันทุกคนมีได้เท่าๆ
00:22:17 → 00:22:19กันไม่ใช่เท่าๆกันมีได้เหมือนกันหมดทุกคน
00:22:19 → 00:22:21มั่นใจตัวเองได้หมดทุกคนอยู่ร่วมกันแล้ว
00:22:21 → 00:22:24สวยงามมันเหมือนป่าที่มีดอกไม้ลานาชนิด
00:22:24 → 00:22:26ขึ้นมาแล้วทุกคนก็คือมั่นใจมั่นใจมั่นใจ
00:22:26 → 00:22:27มั่นใจแต่มันไม่ใช่ว่าอีโก้เทียบว่าอัน
00:22:27 → 00:22:29นี้ดีกว่าอันนั้นน่ะเรู้สึกว่าอีโกมันจะ
00:22:29 → 00:22:31มีความแบบเปรียบเทียบอยู่ในนั้นค่อนข้าง
00:22:31 → 00:22:33เยอะเวลาทำงานร่วมกับวงเนี่ยวงเคลียร์มี
00:22:33 → 00:22:35พี่แพทเป็นผู้หญิงหนึ่งเดียวเลยซึ่งพี่
00:22:35 → 00:22:38แพทก็เคยพูดพูดมาบ้างเลยว่าเออตอนแรกๆก็
00:22:38 → 00:22:40ปรับตัวเยอะเลยอยากรู้ว่าแล้วนิสัยอะไร
00:22:40 → 00:22:42ที่ทำให้อยู่ร่วมกันได้จนถึงแบบทุกวันนี้
00:22:42 → 00:22:46อ่ะค่ะตามชื่อวงเลยค่ะเคลียร์กันบ่อยๆ
00:22:46 → 00:22:48เคลียร์กันชิบหายเลยเคลียร์แล้วเคลียร์
00:22:48 → 00:22:51อีกจะแตกแล้วแตกอีกตอนแรกๆการเป็นผู้หญิง
00:22:51 → 00:22:53มันดูเหมือนจะเป็น disadvantage เนาะแต่
00:22:53 → 00:22:55ตอนนี้เรากลับมาว่าการเป็นผู้หญิงคือ
00:22:55 → 00:22:57advantage ของวงนี้เพราะว่าเรามีความ
00:22:57 → 00:22:59สามารถที่จะมีลูกรก็ลูกชนบางอย่างเรามี
00:22:59 → 00:23:02ความสามารถที่จะนำโดยไม่นำไม่รู้มีใครเคย
00:23:02 → 00:23:05อ่านเรื่องอ่านหนังสือเรื่อง Y Men Love
00:23:05 → 00:23:07Beach หรือเปล่าเป็นหนังสือเรื่องความ
00:23:07 → 00:23:09สัมพันธ์ชายหญิงแต่ว่าเขาอธิบายเรื่อง
00:23:09 → 00:23:12สมองผู้ชายสมองผู้หญิงไเยอะมากเลย Men
00:23:12 → 00:23:14are from Women are from Venus อ่ะ
00:23:14 → 00:23:16มาอธิบายเรื่องความต่างตรงนี้ไว้เยอะมาก
00:23:16 → 00:23:18แล้วมันทำให้แพทก็ปราบใช้สิ่งเหล่านั้น
00:23:18 → 00:23:20น่ะกับคนในวงแล้วทำให้เราเข้าใจว่าวิธี
00:23:20 → 00:23:23การคิดเวิธีการคิดเรามันต่างกันแล้วจริงๆ
00:23:23 → 00:23:25ผู้หญิงเนี่ยเป็นเพศที่มีความสามารถในการ
00:23:25 → 00:23:28ที่จะทั้ง compromise และ Read ได้ดีมาก
00:23:28 → 00:23:29มากคืออย่างเช่นถ้าสมมุติมีครอบครัว
00:23:29 → 00:23:31ครอบครัวนึงบอกผู้ายเป็นชาเช่าหน้าผู้
00:23:31 → 00:23:33หญิงชาวเ่าหลังใช่มั้ยแต่จริงๆคนที่คุม
00:23:33 → 00:23:35ทุกอย่างอ่ะคือผู้หญิงอยู่ดีนะถูกป่ะแต่
00:23:35 → 00:23:37ว่าทำยังไงให้มันรู้สึกว่าเขาได้รับการ
00:23:37 → 00:23:39resect ในแบบของเขาแล้วเราก็ได้รับการ
00:23:39 → 00:23:41resect ในแบบของเราแล้วเราทำเติมเต็ม
00:23:41 → 00:23:43ซึ่งกันและกันชายหญิงคือแพมองว่าทำวงสุด
00:23:43 → 00:23:45ท้ายแล้วไม่ได้ต่างจากการมีคู่แต่งงานเลย
00:23:45 → 00:23:48กึ่งคู่แต่งงานกึ่งพาร์ทเนอร์บริษัทกัน
00:23:48 → 00:23:50น่ะก็เลยมองว่าพอมันเข้าใจซึ่งกันและกัน
00:23:50 → 00:23:52แล้วปรับแล้วอ่ะมันกลายเป็นว่าเอาข้อดี
00:23:52 → 00:23:54ข้อเสียของการเป็นหญิงชายอ่ะมาทำให้มัน
00:23:54 → 00:23:57แข็งแรงในวันนี้แล้วในช่วงแรกๆอ่ะค่ะที่
00:23:57 → 00:23:59ทำวงเจากที่ที่พี่แพทเล่ามาเมื่อก่อนก็
00:23:59 → 00:24:01เป็นคนดักๆหรืออะไรช่วงนั้นเนี่ยไม่ค่อย
00:24:01 → 00:24:04กล้าสื่อสารกับคนอื่นด้วยแล้วพี่แพทเริ่ม
00:24:04 → 00:24:06พัฒนาทักษะการสื่อสารของตัวเองจนมาเป็น
00:24:06 → 00:24:09ปัจจุบันนี้ได้ยังไงบ้างคะจริงๆตอนนั้น
00:24:09 → 00:24:12สื่อสารนะแต่สื่อสารแบบ aggressive คือ
00:24:12 → 00:24:14หมายถึงว่าวงจะรู้เลยว่าแบบแพทแตะนิด
00:24:14 → 00:24:16แตะหน่อยร้องไห้แตะนิดแตะหน่อยโกรธซึ่ง
00:24:16 → 00:24:18นั่นก็เป็นการสื่อสารในรูปแบบหนึ่งในวัย
00:24:18 → 00:24:20นั้นของเราเป็นการสื่อสารที่ฉันจะไม่เก็บ
00:24:20 → 00:24:22อ่ะคือเป็นคนที่ไม่เก็บหรือเป็นคนที่ถ้า
00:24:22 → 00:24:24รู้สึกอะไรจะต้องบอกอาจจะยิงผิดทิศบ้าง
00:24:24 → 00:24:26อะไรบ้างตอนเด็กๆเพราะว่าเราไม่รู้วิธี
00:24:26 → 00:24:29การสื่อสารที่มัน Healthy เรารู้แค่ฉัน
00:24:29 → 00:24:31ต้องปล่อยออกไปอะไรเงี้ยค่ะแต่ว่าก็อย่าง
00:24:31 → 00:24:34ที่บอกคือเติบโตมากับวงแล้ววงก็เป็นส่วน
00:24:34 → 00:24:36หนึงที่ทำให้เรากูมเราให้มาเป็นวันนี้
00:24:36 → 00:24:38เพราะว่าเขาก็เป็นวงที่ต่อให้เจอเราในรูป
00:24:38 → 00:24:41แบบนั้นน่ะเขาก็ยังอยู่รอบๆเราแล้วก็
00:24:41 → 00:24:43ซัพพอร์ตแล้วคอยประคองเราในวันที่เราเอง
00:24:44 → 00:24:46ก็ไม่ไหวคือวงก็เป็นคนที่เห็นสภาพแพทมา
00:24:46 → 00:24:48แล้วทุกสภาพจริงๆแบบว่าไม่ว่าจะเรื่องคุณ
00:24:48 → 00:24:50พ่อหรือว่าเรื่องความรักเห็นการพังมาแล้ว
00:24:50 → 00:24:54ทุกรูปแบบแบกกันขึ้นไหลแบบช่วยกันนู่นนี่
00:24:54 → 00:24:56นั่นก็ต้องเรียกว่าโตมาด้วยกันหรอกจริงๆ
00:24:56 → 00:24:57น่าจะเป็นหลักเลยแหละเป็นส่วนหลักที่ทำ
00:24:57 → 00:25:00ให้เราสามาสื่อสารนกับเพศตรงข้ามได้อย่าง
00:25:00 → 00:25:03มีประสิทธิภาพเขาก็พยายามบอกว่าแบบแกผู้
00:25:03 → 00:25:05ชายเป็นอย่างนี้และสิ่งที่เขาแสดงให้เรา
00:25:05 → 00:25:07เห็นน่ะมันคือสิ่งที่ผู้ชายปกติไม่แสดง
00:25:07 → 00:25:09ให้เห็นเข้าใจป่ะสมมติเราเดดกับคนคนนึง
00:25:09 → 00:25:10อ่ะเขาไม่แสดงด้านนี้ให้เราเห็นหรอกเว้ย
00:25:10 → 00:25:12แต่เรามาเห็นกับวงแล้วเราบอกว่าเรารับไม่
00:25:12 → 00:25:14ได้พี่วงบอกว่ารับไม่ได้ก็ต้องรับเพราะ
00:25:14 → 00:25:16นี่คือความจริงของผู้ชายเขาแค่ไม่ทำให้แก
00:25:16 → 00:25:18เห็นเฉยๆอันนี้ก็แบบเออมันก็ทำให้เราโลค
00:25:18 → 00:25:21แบบแก่นแทนที่จะโลคสวยหรือโลคที่เอาแต่ใจ
00:25:21 → 00:25:23ตัวเองโลกที่ฉันอยากให้มันเป็นแบบนั้นน่ะ
00:25:23 → 00:25:25กลับมามองว่าแบบเอาใหม่นี่คือความจริง
00:25:25 → 00:25:26แล้วฉันจะมีความสุขกับความจริงนี้อย่างไร
00:25:26 → 00:25:29อะไรเงี้ยแล้วก็ก็ค่อยๆโตมาด้วยกันเราก็
00:25:29 → 00:25:31เลยค่อยๆโอเคเข้าใจและผู้ชายเนี่ยนะเขาจะ
00:25:31 → 00:25:33เป็นคนที่เขาจะไม่คิดซับซ้อนไม่อยากได้
00:25:33 → 00:25:36ใครบอกว่าไม่อยากได้หรือถ้าอยากได้สิ่ง
00:25:36 → 00:25:38นี้อย่าอ้อมเไม่รู้จริงๆเไม่รู้จริงๆ
00:25:38 → 00:25:42สมมุติอยากให้เขาช่วยยกของอย่าแบบยืนเฉยๆ
00:25:42 → 00:25:44หรืองอนว่าทำไมไม่ช่วยยกเขาเป็นพี่หมีที่
00:25:44 → 00:25:46ไม่เข้าใจอะไรเลยจริงๆต้องแบบยกให้หน่อย
00:25:46 → 00:25:49นะแล้วพอเยกให้ขอบคุณนะคือเขาจะเป็นคนที่
00:25:49 → 00:25:51ตรงไปตรงมาแล้วจริงๆแล้วเราจะทำให้เราแบบ
00:25:51 → 00:25:53ใช้ชีวิตง่ายขึ้นมากก็เลยอยากจะบอกผู้
00:25:53 → 00:25:54หญิงทุกคนว่าไม่ใช่แค่กับเพื่อนร่วมงานนะ
00:25:54 → 00:25:56คะยิ่งกับแฟนกับอะไรอย่าเงี้ยย้อนกลับไป
00:25:56 → 00:25:59สมัยมนุษย์ถ้ำนี่คือทำให้เข้าใจเพศหญิง
00:25:59 → 00:26:01เพศชายหน้าที่ของผู้หญิงก็คืออยู่รวมกัน
00:26:01 → 00:26:03เป็นหมู่คณะเลี้ยงลูกลูกเนี่ยถูกเลี้ยง
00:26:03 → 00:26:04โดยคนทั้งหมู่เหล่าผู้ชายเนี่ยเขาจะรวม
00:26:05 → 00:26:06กลุงกันไปออกไปล่าสัตว์เพราะฉะนั้นนี่คือ
00:26:06 → 00:26:09วิธีการที่เราถูกสร้างสมาธิหรือการโฟกัส
00:26:09 → 00:26:11ของเราก็คือผู้ชายเขาจะไปกันเงียบๆห้าม
00:26:11 → 00:26:14เสียงดังเดี๋ยวสัตว์มันตื่นเขาโฟกัสเดียว
00:26:14 → 00:26:17คือกระทิงตัวนั้นเขาวางแผนกันเสร็จปึ๊บ
00:26:17 → 00:26:20เขาแยกย้ายแล้วเนิ่งล่ากระทิงปุ้งเย้
00:26:20 → 00:26:22เสร็จแล้วภารกิจวันนี้กลับบ้านถูกป่ะแต่
00:26:22 → 00:26:25ว่าโฟกัสเขาคือชารโฟกัสเขาไม่สามารถัิ
00:26:25 → 00:26:27tasking ได้อยู่แล้วเขาจะแบบชารโฟกัสผู้
00:26:27 → 00:26:30หญิงต้องทำอะไรูกูก็ต้องแบกเข้าป่าไปเก็บ
00:26:30 → 00:26:31เบอร์รี่กันต้องเมาทกันตลอดเวลาเพราะ
00:26:31 → 00:26:34เดี๋ยวมีสัตว์ป่ามาก็ต้องพูดๆแล้วจะต้อง
00:26:34 → 00:26:36แยกแยะเบอร์รี่ได้ว่าเบอร์รี่สีนี้กินได้
00:26:36 → 00:26:39สีนั้นกินไม่ได้สัตว์เล็กมีอะไรแบบคือราย
00:26:39 → 00:26:40ละเอียดเยอะมากแล้วก็ต้องเสียงดังตลอด
00:26:40 → 00:26:42เวลาต้องเมาท์ตลอดเวลาเพราะว่าเดี๋ยว
00:26:42 → 00:26:44สัตว์ป่ามาเพราะฉะนั้นมือนึงก็ต้องเลี้ยง
00:26:44 → 00:26:46ลูกมือนึงต้องเก็บเบอร์รี่ปากต้องพูด
00:26:46 → 00:26:48เพราะฉะนั้นผู้หญิงมันถูกกูมมาให้เป็น
00:26:48 → 00:26:51multitasking ผู้ชายเขาเป็นวันๆโฟกัส
00:26:51 → 00:26:53เสร็จแล้วปัญหาเหล่านี้มันลากมาถึงทุกวัน
00:26:53 → 00:26:55นี้ยังไงเคยมั้ยที่ผู้ชายทำอะไรอย่างนึง
00:26:55 → 00:26:56แล้วไปชวนเคุยอีกอย่างนึงอ่ะเขาไม่สนใจ
00:26:56 → 00:26:59แล้วทะเลากันเทำไม่ได้ได้เาลากกระทิ้ง
00:26:59 → 00:27:01อยู่มันไม่เหมือนเราที่แบบมือนึงอุ้มหลุ
00:27:01 → 00:27:03มือนึงผัดข้าวแล้วหูคุยโทรศัพท์กับเพื่อน
00:27:03 → 00:27:06มันไม่ใช่เวลาผู้หญิงใช้ผู้ชายสมมุตินะ
00:27:06 → 00:27:08ทิชชู่ยี่ห้อนี้รุ่นนี้เท่านั้นนะเดิน
00:27:08 → 00:27:11เข้าเชลฟไฟอยู่เชลฟที่ 3 งี่ๆนะให้ไปซื้อ
00:27:11 → 00:27:13กลับมาซื้อผิดผู้ชายบอกว่าก็นี่ไงทิชชู่
00:27:13 → 00:27:14ก็แล้วเป็นอย่างเงี้ยทุกบ้านเพราะว่า
00:27:14 → 00:27:17มิชั่นคือลากกระทิงแต่เราบอกเขาว่าเอา
00:27:17 → 00:27:19เบอร์รี่ที่มันสุกกำลังดีลูกไซส์เท่านี้
00:27:19 → 00:27:21เท่านั้นสีเหลืองแต่เขาบอกก็นี่ไง
00:27:21 → 00:27:23เบอร์รี่ผิดเพราะฉะนั้นมันเหมือนกับจริงๆ
00:27:23 → 00:27:25สมองเรามันถูกสร้างมาไม่เหมือนกันน่ะแล้ว
00:27:25 → 00:27:27พอเราเข้าใจเรื่องพวกเนี้ยมันทำให้เราใช้
00:27:27 → 00:27:29ชีวิตอยู่กับสิ่งมีชีวิตอีกดาวนึงได้
00:27:29 → 00:27:32อย่างมีความสุขแล้ววงเคลียร์เป็นวงทำ
00:27:32 → 00:27:34ดนตรีก็จริงแต่ว่าเป็นเหมือนที่ปรึกษาให้
00:27:34 → 00:27:38กับบรรดาน้องๆและชาวเน็ตและแฟนคลับก็คือ
00:27:38 → 00:27:41มีเรื่องเล่ามีเรื่องที่มาปรึกษาพี่แพท
00:27:41 → 00:27:44อยู่เสมอๆอยากรู้ว่าปัญหาอะไรที่เจอบ่อย
00:27:44 → 00:27:46ที่สุดเลยอ่ะค่ะเมื่อก่อนเนี่ยเรื่องความ
00:27:46 → 00:27:48รักเดี๋ยวนี้ก็ยังเป็นเรื่องความรักอยู่
00:27:48 → 00:27:50แต่ว่าที่แถมมาจะเป็นเรื่องครอบครัว
00:27:50 → 00:27:52ครอบครัวบวกกับอีกเรื่องนึงที่เยอะช่วง
00:27:52 → 00:27:55นี้ก็คือเหมือนซึมเศร้าแล้วไม่กล้าบอกใคร
00:27:55 → 00:27:57เงี้ยก็จะมาบอกเราแต่ถ้าสังเกตว่า mindset
00:27:57 → 00:28:00คนหรอเปลี่ยนไปเมื่อก่อนน่ะเวลาที่เขา
00:28:00 → 00:28:03เศร้าเขาจะค่อนข้างจมเศร้าแบบความรักเจะ
00:28:03 → 00:28:05แบบทำยังไงดีทำยังไงดีจมแต่ตอนเมันจะเป็น
00:28:05 → 00:28:07ว่าเขาอยาก Move อนแต่เขาูไม่ได้จริงๆจะ
00:28:07 → 00:28:11แพว่าเิทัศนคติโดยรวมของสังคมอ่ะมันก็โต
00:28:11 → 00:28:13ขึ้นมากแล้วนะจากเมื่อก่อนก็เป็นเรื่อง
00:28:13 → 00:28:15ความรักแต่ว่าจะเป็นเรื่องของชีวิตด้วย
00:28:15 → 00:28:17อ่ะความรักที่อยากจะไปต่อไปไม่ได้จาก
00:28:17 → 00:28:19เมื่อก่อนร้องไห้แล้ววนๆๆตอนนี้มันจะไม่
00:28:20 → 00:28:22ใช่แหละก็คือเขามาหาเราเพื่อที่จะอยากได้
00:28:22 → 00:28:25solution คจากปัญหาเหล่านั้นเนาะใช่แล้ว
00:28:25 → 00:28:28ก็ช่วงที่มีคนมาปรึกษาเยอะเๆเราก็เลยต้อง
00:28:28 → 00:28:30ไปหาคนปรึกษาว่าเราจะรับคำปรึกษาอย่างไร
00:28:30 → 00:28:33ไม่ให้มันพาเไปในที่ที่มันไม่โอเคใช่ป่ะ
00:28:33 → 00:28:35สุดท้ายก็เลยได้เข้ามาทางสายนี้แหละค่ะทำ
00:28:36 → 00:28:38ให้เราเริ่มศึกษาเรื่องการ healing ศึกษา
00:28:38 → 00:28:40เรื่องการเป็นที่ปรึกษารวมถึงคุณยายแม่ชี
00:28:40 → 00:28:43สัญชนีท่านก็เองก็เคยพูดเรื่องการเราต้อง
00:28:43 → 00:28:45ไปเจอกับพลังหนักๆหรือความทุกข์ของคนอ
00:28:46 → 00:28:47เยอะเราต้องเคลียร์ตัวเองยังไงอะไรแบบเย
00:28:47 → 00:28:50ค่ะแล้วก็สุดท้ายทุกคนที่มาปรึกษาเนี่ยคำ
00:28:50 → 00:28:52ตอบที่ดีที่สุดของเราก็คือให้เขารู้ว่า
00:28:52 → 00:28:55เราฟังอยู่ให้เขารู้ว่ามีคนคหนึ่งบนโลก
00:28:55 → 00:28:57ได้ยินในสิ่งที่เขาพูดซึ่งโดยส่วนมาก
00:28:57 → 00:28:59เนี่ยเขารู้คำตอบอยู่แล้วเขาไม่ได้
00:28:59 → 00:29:01ต้องการ solution เวลาคนปรึกษาใครอ่ะไม่
00:29:01 → 00:29:03ได้ต้องการที่อีกคนนึงบอกว่ามึงทำงี้ดิทำ
00:29:03 → 00:29:06งี้ดิทำงี้ดิแต่คือให้เขารู้ว่าเขามีคน
00:29:06 → 00:29:08อยู่ข้างๆแล้วให้ถามเขาว่าเราคิดว่าอยาก
00:29:08 → 00:29:12จะทำยังไงมีอะไรในใจอยู่บ้างแล้วแค่ทำให้
00:29:12 → 00:29:14เขามั่นใจอ่ะว่าสิ่งที่เขาคิดอ่ะถูกแล้ว
00:29:14 → 00:29:16ให้เขากล้าที่จะเดินออกให้เขากล้าที่จะทำ
00:29:16 → 00:29:18มันนั่นคือกลายเป็นที่ปรึกษาที่ดีที่สุด
00:29:18 → 00:29:20คำว่าได้ต้องการทางออกอ่ะเพราะบางทีอ่ะ
00:29:20 → 00:29:22ต้องระวังเลยเวลาที่เราไปชี้ทางออกให้เขา
00:29:22 → 00:29:24อ่ะมันคือการที่เขารู้สึกว่าเราเห็นว่า
00:29:24 → 00:29:27เขาโง่กว่าเราหรอนึกออกป่ะทั้งๆจริงๆอ่ะ
00:29:27 → 00:29:29ทุกคนน่ะรู้อยู่แล้วต้องทำไงเว้ยเวลาที่
00:29:29 → 00:29:32มีใครมาบอกเราว่าเธอทำงี้ดิทำงี้ดิทำงงี้
00:29:32 → 00:29:34ดิเรารู้สึกว่าเราโง่นเว้ยเหมือนมโดนว่า
00:29:34 → 00:29:36อ่ะว่าแบบมึงคิดว่ากูคิดไม่ออก่ะวะจริงๆ
00:29:36 → 00:29:39ไม่ใช่คือทุกคนรู้รู้ทางออกเขาแค่ต้องการ
00:29:39 → 00:29:41คนจับมือเขาอยู่ข้างๆแล้วบอกว่าเฮ้ยลุย
00:29:41 → 00:29:43เลยแกทำได้ใช่แล้วอะไรอย่าเงี้ยจะเรียก
00:29:43 → 00:29:46ว่าเป็น support System ได้ไมมคะก็คงได้
00:29:46 → 00:29:48มั้งคะ 1 เป็น suport System ที่ดีของ
00:29:48 → 00:29:50เขา 2 ก็คือเป็นเบาะนิ่มๆให้เขาคล้มลงมา
00:29:50 → 00:29:53เนาะแลอันที่ 3 อันนี้ขอรีเฟอร์กลับไป
00:29:53 → 00:29:55ขอบคุณดรแพมนะคะก็บอกว่าให้เป็น service
00:29:55 → 00:29:58Dog ที่ดีให้กับเขาหรือแเพื่อนเพื่อ่
00:29:58 → 00:29:59สนิทเราเป็น service ตอกนึกถึงนะนึกถึง
00:29:59 → 00:30:03service ตอกหันไปแล้วมันทำอะไรกดิกหางหู
00:30:03 → 00:30:06ลูแบบรักจังเลยอะไรอย่างเงี้ยเออพูดถึง
00:30:06 → 00:30:09การปรึกษาถ้าคนทั่วไปที่อาจจะไม่ได้แบบ
00:30:09 → 00:30:12ศึกษาวิธีการเหมือนพี่แพทอย่างเงี้ยแต่
00:30:12 → 00:30:14ว่าเขามีหน้าที่เป็นศิราณีหรือว่าเป็นที่
00:30:14 → 00:30:16ปรึกษาให้คนอื่นๆเหมือนกันเราจะเป็นที่
00:30:16 → 00:30:19ปรึกษายังไงให้มันไม่ทำร้ายตัวเราเองอ่ะ
00:30:19 → 00:30:20ค่ะอันดับแรกเป็นหูก่อนเนาะที่ปรึกษา
00:30:21 → 00:30:22เนี่ยแน่ๆเลยคือเป็นหูคำว่าที่ปรึกษาไม่
00:30:23 → 00:30:25ใช่เป็นปากเป็นหูต้องเน้นตรงนี้เลยว่าให้
00:30:25 → 00:30:27หุบปากตัวเองไว้อยากจะพูดอะไรให้หุบไปจน
00:30:27 → 00:30:29กว่าเขาจะถามถตัวเขาจะถามว่าทำยังไงดี
00:30:29 → 00:30:31ค่อยเป็นปากแต่ถ้าเขายังไม่ถามอเป็นหูไป
00:30:31 → 00:30:34ก่อนเสร็จปุ๊บเป็นหูที่เป็นฟองน้ำก็ซับ
00:30:34 → 00:30:36ไว้เสร็จแล้วบีบออกด้วยบีบออกให้หมดเพราะ
00:30:36 → 00:30:38ว่าอะไรไม่ใช่หน้าที่เราแล้วอ่ะคือผลของ
00:30:38 → 00:30:41มันน่ะไม่ใช่ความรับผิดชอบของเราแล้วเรา
00:30:41 → 00:30:43มีแค่หน้าที่แค่ตรงนั้นคือเป็นหูรับฟัง
00:30:43 → 00:30:46เขาให้ความเห็นในตอนที่เขาถามจบจากนั้น
00:30:46 → 00:30:48น่ะผลเป็นยังไงอ่ะไม่ใช่ความรับผิดชอบของ
00:30:48 → 00:30:50เราถ้าคุณเก็บกลับมาเป็นความรับผิดชอบของ
00:30:50 → 00:30:52เราอ่ะนั่นคืออีโก้เรานะนั่นคือคุณกำลัง
00:30:52 → 00:30:55อยากให้ผลเป็นไปอย่างที่คุณพูดแปลว่าคุณ
00:30:55 → 00:30:58ไม่ได้จะให้นะนี่คุณจะเอาจะเอาความดีความ
00:30:58 → 00:31:00ชอบแหละก็คือต้องจบที่การแบบตรงนั้นเออ
00:31:00 → 00:31:03ใครที่ติดตามเพจเานิสาอตราอยู่นะคะพลาด
00:31:03 → 00:31:05ไม่ได้เลยเพราะว่าตอนนี้เาออกหนังสือเล่ม
00:31:06 → 00:31:08แรกแล้วนะคะ How to Grow ชีวิตให้ดี
00:31:08 → 00:31:10กว่าเดิมหนังสือ Self help ที่ไม่ได้มา
00:31:10 → 00:31:12จากการเรียนคอร์สต่างประเทศแล้วมาสอนคน
00:31:12 → 00:31:14ไทยนะคะแต่เกิดจากภูมิปัญญาคนไทยนี่ล่ะ
00:31:14 → 00:31:17ค่ะที่ได้ศึกษาฝึกฝนอบรมตนเองมากว่า 30
00:31:17 → 00:31:20ปีแล้วยังจะเอาไปสอนชาวต่างชาติอีก 200
00:31:20 → 00:31:23ประเทศทั่วโลกด้วยค่ะมันจึงเป็นการรวบรวม
00:31:23 → 00:31:26เคล็ดลับการกราวแบบอินเตอร์เพื่อให้เรา
00:31:26 → 00:31:30เป็น Better เัในแต่ละวันค่ะถ้าสนใจนะคะ
00:31:30 → 00:31:32อยากรู้รายละเอียดเพิ่มเติมก็ไปดูที่คลิป
00:31:32 → 00:31:35ของกรารีวิวได้นะคะหรือว่าถ้าเิดอยากจะ
00:31:35 → 00:31:38กล่าอิแวก็สั่งซื้อได้เลยตามร้านหนังสือ
00:31:38 → 00:31:41ชั้นนำทั่วประเทศ
00:31:41 → 00:31:44ค่ะแล้วพี่แพทเนี่ยคิดยังไงกับ Beauty
00:31:44 → 00:31:46Standard ในทุกวันนี้อ่ะค่ะตอนนี้แพทคิด
00:31:46 → 00:31:49ว่าไม่แน่ใจว่าคุ้นเคยกับคำว่า polarity
00:31:49 → 00:31:51คือเหวี่ยงซ้ายสุดกับขวาสุดก่อนหน้าเยมัน
00:31:51 → 00:31:53มี Beauty Standard อยู่อย่างนึงทุกวัน
00:31:53 → 00:31:55นี้มันเป็นโลกที่กำลัง polarity คือกำลัง
00:31:55 → 00:31:57เหวี่ยงไปอีกข้างนึงกำลังจะตีทุกอย่างจาก
00:31:57 → 00:31:59สิ่งที่เป็นอยู่อ่ะไปอีกข้างนึงที่สุดเรา
00:31:59 → 00:32:01จะเห็นว่าเป็นยุคที่เราเรียกร้องเรื่อง
00:32:01 → 00:32:03ความเท่าเทียมกันทั้งเพศเท่าเทียมกันทุก
00:32:03 → 00:32:07อย่างอายุชี้ผิวฐานะรวมถึงเพศคือ lgbtq
00:32:07 → 00:32:09ก็ดังสุดในยุคนี้มันคือ polarity ของการ
00:32:09 → 00:32:11ที่เราจะตีของเดิมให้แตกแต่เมันคือวิธี
00:32:11 → 00:32:13การที่สังคมพยายามจะ Balance กลับมาตรง
00:32:13 → 00:32:15กลางแคิดว่ายุคเยมันเป็นยุคที่มันกำลัง
00:32:15 → 00:32:17เวี่ยงไปทางนี้ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีแต่ก็
00:32:17 → 00:32:20เป็นเรื่องที่ต้อง aware และต้องมี
00:32:20 → 00:32:22conscious กับมันมากๆสติกับมากๆว่าแล้ว
00:32:22 → 00:32:25จริงๆแล้วอ่ะมันมันคือตรงนี้มันคือการที่
00:32:25 → 00:32:27เราจะเรียกร้อง beuty Standard แบบใดก็
00:32:27 → 00:32:30ตามมันต้อง based on respect ที่เรามี
00:32:30 → 00:32:33ต่อทุกๆคนจริงๆมันไม่ใช่ว่าสิ่งใดเสียง
00:32:33 → 00:32:35ดังในตอนนั้นแล้วเราจะต้อง respect เราจะ
00:32:35 → 00:32:38ต้อง resp ในสิ่งที่เขาไม่มีเสียงด้วยถ้า
00:32:38 → 00:32:40ถามความเห็นส่วนตัวเราที่เข้าใจง่ายกว่า
00:32:40 → 00:32:42เมื่อกี้ก็คือแว่า Beauty Standard มัน
00:32:42 → 00:32:44ขึ้นอยู่กับว่าคุณอยู่ที่ไหนในโลกคุณอยู่
00:32:44 → 00:32:46ในสังคมไหนในโลกอยู่ที่นี่ที่นี่แบบนี้
00:32:46 → 00:32:49สวยที่นู่นแบบนั้นสวยมันก็เลยคิดว่าไม่มี
00:32:49 → 00:32:51อ่ะถ้าสมมุติว่าเราไปเจอ be ที่อยู่นอก
00:32:51 → 00:32:54โลกเราจะเห็นเขาสวยไหมมเจะเห็นเราสวยหรือ
00:32:54 → 00:32:56เปล่าไม่ใช่หน้าตาแบบมนุษย์สมมุติว่ามี 4
00:32:56 → 00:32:58ตาแล้วเราเขียนว่าสวยยเดินสีขาเราเห็นว่า
00:32:58 → 00:33:00สวยหรือเปล่าสมมุตินะมันคือ Beauty
00:33:00 → 00:33:01Standard มันขึ้นอยู่กับว่าคุณอยู่ที่
00:33:02 → 00:33:05ไหนแวดล้อมไปด้วยสิ่งใดแล้วคุณถูกไอเดีย
00:33:05 → 00:33:07ความคิดใส่หัวไว้ mindset คุณแบบสนารคุณ
00:33:07 → 00:33:09เป็นอะไรอย่างเงี้ยมากกว่ามันก็เลยค่อน
00:33:09 → 00:33:11ข้างตอนนี้รู้สึกค่อนข้างแบบไม่สามารถให้
00:33:11 → 00:33:13คำตอบได้อ่ะว่าสำหรับ Beauty Standard
00:33:14 → 00:33:16คืออะไรสำหรับเราคนไหนที่แบบเราเห็นเขา
00:33:16 → 00:33:18แล้วเรารู้สึกว่าเขา affable in their
00:33:18 → 00:33:20own Skin น่ะนั่นคือความสวยสำหรับเรา
00:33:20 → 00:33:22มั่นใจในสิ่งที่เราเป็นเรียกว่ามีความสุข
00:33:22 → 00:33:24ในสิ่งที่เเป็นแล้วกันไม่อยากใช้คำว่า
00:33:24 → 00:33:26มั่นใจด้วยอยรู้สึกว่าเาสบายๆกับสิ่งที่
00:33:26 → 00:33:28เขาเป็นก็คือแบบแบบว่าไม่ไม่ต้อง Proud
00:33:28 → 00:33:30to Present ว่าฉันเป็นอะไรเพราะว่าถ้า
00:33:30 → 00:33:31Proud to Present แปลว่าคุณกำลังรู้
00:33:31 → 00:33:33สึกว่าคุณขาดนะคุณเลยเรียกร้องการที่ใคร
00:33:33 → 00:33:35บางคน scream for Attention น่ะมันคือ
00:33:35 → 00:33:38เขาขาดอะไรบางอย่างกับคนที่เฉยๆแล้วก็แบบ
00:33:38 → 00:33:41ใครจะให้ความสำคัญกับฉันใครจะให้ความสนใจ
00:33:41 → 00:33:43กับฉันหรือไม่ให้อ่ะมีค่าเท่ากันสำหรับ
00:33:43 → 00:33:45ฉันเพราะฉันบับเบิ้ฉันมันเต็มอ่ะก็แพทจะ
00:33:45 → 00:33:47เวลาเจอคนอีกเราจะรู้สึกแโอโหอยากรู้ความ
00:33:47 → 00:33:49ลับเขามากอยากจะไปคุยกับเขาอยากจะรู้ว่า
00:33:49 → 00:33:52เขาทำยังไงมันถึงแบบบับเบิ้ลเขาถึงได้แบบ
00:33:52 → 00:33:54เต็มพอดีแบบนี้อะไรเงี้ยพี่แพรคิดว่าทุก
00:33:54 → 00:33:56วันเนี้ยเรื่องความสวยความหล่อยัง
00:33:56 → 00:33:59สัมพันธ์กับการมีความรักที่ดีอยู่มคะไม่
00:33:59 → 00:34:01เห็นความเกี่ยวโยงของ 2 เรื่องนี้เลยอ่ะ
00:34:01 → 00:34:03ก็ต้องระวังว่าถ้าคนเามองเราที่ความสวย
00:34:03 → 00:34:04หล่อแล้วมันเป็นความรักที่เปลือกหรือ
00:34:04 → 00:34:06เปล่าล่ะกจะเอาอย่างงั้นมยล่ะก็จะเอาก็
00:34:06 → 00:34:08เอาเลยถ้าจะรักกันเพราะความสวยหล่อก็ต้อง
00:34:08 → 00:34:11ยอมรับด้วยว่าสิ่งที่ attract เราอ่ะคือ
00:34:11 → 00:34:12เปลือกนะแล้วคุณก็ต้องอยู่ consequence
00:34:13 → 00:34:15ของการเลือกของคุณคือเราว่ามันก็แล้วแต่
00:34:15 → 00:34:17แต่ว่าการที่เราพยายามจะเปลี่ยนตัวเอง
00:34:17 → 00:34:19เพื่อคนที่เรารักมันเป็นเรื่องที่ควรทำมย
00:34:19 → 00:34:22แล้วลิมิหรือขอบเขตของมันน่ะคือจุดไหนคะ
00:34:22 → 00:34:24แค่คำพูดว่าเปลี่ยนตัวเองเพื่อคนอื่นก็ดู
00:34:24 → 00:34:26unhealthy เต็มที่แล้วค่ะถ้าคุณจะ
00:34:26 → 00:34:27เปลี่ยนตัวเองคุณต้องเปลี่ยนตัวเองเพื่อ
00:34:27 → 00:34:29ตัวตัวเองไม่ต้องเปลี่ยนเพื่อคนอื่นแค่
00:34:29 → 00:34:31เราเริ่มว่าเราจะเปลี่ยนตัวเองเพื่อคน
00:34:31 → 00:34:33อื่นน่ะนี่เตรียมตัววงบุญคุณเรียบร้อย
00:34:33 → 00:34:34แล้วนะฉันเปลี่ยนตัวเองเพื่อเธอนะฉัน
00:34:34 → 00:34:36เปลี่ยนมาขนาดเนี้ยนี่คือแบบตั้งแต่เริ่ม
00:34:36 → 00:34:38อ่ะก็ตั้งเป้าจะทวงบุญคุณเขแหละเพราะ
00:34:38 → 00:34:40ฉะนั้นจริงๆถ้าคิดจะเปลี่ยนอะไรสักอย่าง
00:34:40 → 00:34:42อ่ะก็ต้องแน่ใจว่ามันดีกับตัวเราจริงๆโดย
00:34:42 → 00:34:44ที่ไม่โกหกตัวเองว่าเปลี่ยนเพื่อให้เขค
00:34:44 → 00:34:46ยังอยู่อ่ะมันเหมือนกับเราฟังมุมมองเเรา
00:34:46 → 00:34:48รู้สึกว่าเอ้อมันมันเข้าท่าว่ะอยากทำก็
00:34:48 → 00:34:50ค่อยทำไม่ใช่ฟังเแล้วแบบเยถ้าไม่ทำเดี๋ยว
00:34:50 → 00:34:52เดี๋ยวทะเลาะกันหรือถ้าไม่ทำเดี๋ยวเดี๋ยว
00:34:52 → 00:34:54เขาจะไม่อยู่กับเราอะไรอย่าเงี้ยคือถ้า
00:34:54 → 00:34:55เราเป็นตัวเราเองแล้วเขาจะไม่อยู่กับเรา
00:34:55 → 00:34:57อ่ะเฮ้ยปล่อยเขาไปเหอะคุณจะอยู่กับคนที่
00:34:57 → 00:34:59ที่ทำให้คุณไม่เป็นตัวเองตลอดชีวิตแล้ว
00:34:59 → 00:35:00คุณจะเออย่างงั้นจริงๆหรอคุณจะมีชีวิตแบบ
00:35:00 → 00:35:02นั้นจริงๆหรอแต่พี่เคยเป็นยังเคยแบบใส่
00:35:02 → 00:35:04กระโปรงยาวไม่ใส่เสื้อแขนกรุดไม่ใส่เสื้อ
00:35:04 → 00:35:07เอลอยเพราะแฟนไม่ชอบเพราะขี้เกียจทะเลาะ
00:35:07 → 00:35:08กันก็เลยต้องแต่งตัวแบบนั้นแล้วสุดท้ายก็
00:35:08 → 00:35:11ซอร์ทั้งคู่เพราะว่าไม่เรื่องนี้ก็เรื่อง
00:35:11 → 00:35:13อื่นอยู่ดีที่ทะเลาะกันสุดท้ายมันก็จบ
00:35:13 → 00:35:15อยู่ดีเพราะว่าเราไม่ได้เป็นตัวเองเต็ม
00:35:15 → 00:35:17ที่เขาก็ไม่ได้รักแบบที่เราเป็นอยู่ไปมัน
00:35:17 → 00:35:20ก็งัดกันตลอดเวลาแล้วความรักที่ดีจริงๆ
00:35:20 → 00:35:23แล้วเนี่ยมันหน้าตาเป็นแบบไหนคะโอก็คง
00:35:23 → 00:35:25ต้องตอบเองมั้งของแต่ละคนคงไม่เหมือนกัน
00:35:25 → 00:35:28น่ะออแต่สำหรับเราก็คงเป็นความรักที่ัพ
00:35:28 → 00:35:30กันและกันให้เติบโตไปเป็น Better Version
00:35:30 → 00:35:33of yourself ได้ทุกๆวันการที่เรามีคู่
00:35:33 → 00:35:35ชีวิตหรือว่าการที่เรามาอยู่ร่วมกันน่ะ
00:35:35 → 00:35:37หนูก็จะได้ยินจากหลายๆที่ว่ามันคือสังคม
00:35:37 → 00:35:40ใหม่ที่เราจะต้องปรับตัวการปรับตัวตรงนี้
00:35:40 → 00:35:43มันจะเกิดขึ้นในขอบเขตประมาณไหนอ่ะคะ
00:35:43 → 00:35:45refer ไปคำพูดเมื่อกี้ที่บอกว่าแบบคนที่
00:35:45 → 00:35:46supp กันและกันให้มันเป็น Better
00:35:46 → 00:35:49Version of yourself เสมอใช่มคำว่า
00:35:49 → 00:35:51Better Version เนี่ยมันเป็นคำด้านบวก
00:35:52 → 00:35:54ของคำว่าเปลี่ยนนะมันคือการเปลี่ยนแปลงนะ
00:35:54 → 00:35:56Better เัคือการเปลี่ยนแปลงนะซึ่งถ้าคู่
00:35:56 → 00:35:58ไหนแช up การเปลี่ยนเปลี่ยนแปลงกันไม่ทัน
00:35:58 → 00:36:00ก็เลิกอยู่ดีนะสมมุติคนเนี้ย 2 คนเป็น
00:36:00 → 00:36:02Better เวอร์ชั่นทั้งคู่อ่ะแต่มันดันไม่
00:36:02 → 00:36:04ไม่ได้แช up กันและกันน่ะก็เลิกอยู่ดีนะ
00:36:04 → 00:36:06คะต่อให้ฉันกลายเป็น Better เวอร์ชั่นของ
00:36:06 → 00:36:07ฉันแล้วเธอเติบโเป็น Better เวอร์ชั่นของ
00:36:07 → 00:36:09เธอมองหน้ากันต่อไม่ติด Grow apart ก็
00:36:09 → 00:36:11เลิกอยู่ดีนะเพราะฉะนั้นอีกเรื่องนึงที่
00:36:11 → 00:36:13แพ้ว่าสำคัญที่สุดในความสัมพัธ์คือการ
00:36:13 → 00:36:15สื่อสารคือการแช up กันทุกวันว่าคุณกำลัง
00:36:15 → 00:36:17เฮ้ยฉันไปเจอทางแยกนี้ฉันเลือกทางนี้นะ
00:36:17 → 00:36:20แล้วพอเจอนี้เเจอสังคมใหม่แช up กันตลอด
00:36:20 → 00:36:22เหมือนคนที่แบบชอบเลิกกันตอนเรียนจบจบ
00:36:22 → 00:36:25มหาลัยหรือจบมปลายเข้ามหาลัยชีวิตเปลี่ยน
00:36:25 → 00:36:27มักจะเลือกจุดเนี้ยเข้ามหาลัยทำงานชีวิต
00:36:27 → 00:36:29เปลี่ยนเลิกจุดนี้เปลี่ยนที่ทำงานหรือไป
00:36:29 → 00:36:31เข้าสังคมใหม่ๆเธอไปเจอกลุ่มเพื่อนใหม่ก็
00:36:31 → 00:36:33มักจะเลิกกันตามข้อต่อเนี่ยเพราะว่าเรา
00:36:33 → 00:36:35ไม่แช up กันเราไม่สื่อสารว่าตอนนี้เรา
00:36:35 → 00:36:37อยู่สเตจไหนแล้วก็เลยคิดว่าการสื่อสาร
00:36:37 → 00:36:39สำคัญมากๆแล้วอย่าลืมว่าเพศหญิงกับเพศชาย
00:36:39 → 00:36:41มาจากดาวคนละดวงเพราะฉะนั้นการสื่อสาร
00:36:41 → 00:36:43ต้องเป็นแบบที่เขาเข้าใจไม่ใช่แบบที่เรา
00:36:43 → 00:36:45คิดว่าเราเข้าใจในวันนี้ที่หนูเชื่อว่า
00:36:45 → 00:36:47พี่แพทเป็นคนนึงที่จะใช้คำว่ามีสติในการ
00:36:48 → 00:36:51รักก็อาจจะได้แล้วพี่แพทอยากแบบว่าให้คำ
00:36:51 → 00:36:54แนะนำหรือว่าแชร์บทเรียนอะไรที่จะทำให้คน
00:36:54 → 00:36:56อื่นๆได้เข้าใจว่ารักยังไงให้มีสติอ่ะค่ะ
00:36:56 → 00:36:59รักตัวเองให้มีมีสติก่อนแล้วถึงจะรับคน
00:36:59 → 00:37:01อื่นอย่ามีสติได้จริงๆมันแค่นั้นเลยละมัน
00:37:01 → 00:37:04คงกลับมาที่ตัวเองอยู่ดีกลับมารู้ทัน
00:37:04 → 00:37:07อารมณ์ตัวเองซื่อสัตย์กับอารมณ์ตัวเอง
00:37:07 → 00:37:09เผชิญหน้ากับตัวเองเป็นเพื่อนกับตัวเองลง
00:37:09 → 00:37:11หลุมไปกับตัวเองไปนั่งดูว่าตัวเองรู้สึก
00:37:11 → 00:37:13ยังไงเศร้าแล้วมันเป็นยังไงเจ็บแล้วมัน
00:37:13 → 00:37:15เป็นยังไงแล้วค่อยเริ่มคิดว่าเราจะไปมีคน
00:37:15 → 00:37:18ข้างๆยังไงเพราะว่าในวันที่เราเองยังไม่
00:37:18 → 00:37:20ได้ซื่อสัตย์กับตัวเองมากพออเวลาที่เราไป
00:37:20 → 00:37:22เจอใครอีกคนนึงมันก็จะเป็นความสัมพันธ์
00:37:22 → 00:37:24ที่มันไม่ได้เอาข้างในมาเจอกันจริงๆอ่ะ
00:37:24 → 00:37:27เนาะมันก็จะมีปัญหาอยู่ดีเราไม่มีสติกับ
00:37:27 → 00:37:29ตัวเองยังไงเราก็จะไม่มีสติกับความรักแบบ
00:37:29 → 00:37:30นั้นแหละก็คิดว่าสุดท้ายก็กลับมาที่ความ
00:37:30 → 00:37:32รักตัวเองมันก็เป็นคำพูดคลีเชในยุคนี้มาก
00:37:33 → 00:37:35เลยแต่ว่าก็ยังคิดว่ามันเป็นสิ่งที่สำคัญ
00:37:35 → 00:37:38แล้วคนที่อกหักอ่ะค่ะพี่แพทเราจะอกหักยัง
00:37:38 → 00:37:40ไงให้ชีวิตมันดีขึ้นอกหักแล้วชีวิตไม่แย่
00:37:40 → 00:37:42ลงเงี้ยค่ะคิดให้ออกว่าอกหักครั้งนี้ทำ
00:37:42 → 00:37:44ให้ชีวิตฉันดีขึ้นอย่างไรอย่างน้อยๆคนที่
00:37:44 → 00:37:47ไม่ใช่ก็ออกไปแล้วเนาะถึงแม้ว่าจะเจ็บ
00:37:47 → 00:37:49ขนาดไหนก็ตามแต่ว่าแบบเหมือนที่บอกไปตอน
00:37:49 → 00:37:53แรกๆเลย่ะแพเชื่อว่าทุกอย่างคือ blessing
00:37:53 → 00:37:55ทุกอย่างคือของขวัญขึ้นอยู่กับว่าเราอ่าน
00:37:55 → 00:37:58มันออกหรือเปล่าทฤษฎีเนี่ยมันจะมีเส้น
00:37:58 → 00:38:01กราฟเส้นหนึ่งจำชื่อไม่ได้ละเดี๋ยวไปหามา
00:38:01 → 00:38:04ให้อีกทีว่าคุณจะต้องผ่าน Stage ไหนบ้าง
00:38:04 → 00:38:06Stage of grief ซึ่งขอให้รู้ว่ามันจะ
00:38:06 → 00:38:09มีสจต่างๆที่คุณต้องผ่านแล้วไม่ต้องตกใจ
00:38:09 → 00:38:11แล้วสจเหล่านี้กระโดดข้ามกันไปกันมาได้
00:38:11 → 00:38:14เช่นมันจะมีสจที่คุณโกรธมากๆอยากจะทำลาย
00:38:14 → 00:38:17ข้าของอยากจะไปทำร้ายเ้าอยากจะไปเขียน
00:38:17 → 00:38:19กระดาษด่าบ้านเสจนี้ก็จะเป็น Stage ที่
00:38:19 → 00:38:21คุณควรจะต้องไปทำกิจกรรมแคทีเช่นไปต่อย
00:38:21 → 00:38:24มวยไปทำกิจกรรมที่มันใช้พลังเยอะๆมันจะมี
00:38:24 → 00:38:26สตกที่คุณดิ่งมากๆ deess มากหน้าอยู่กับ
00:38:26 → 00:38:28บ้านกองอยู่กับพืนร้องให้น้ำตาเป็นสาย
00:38:28 → 00:38:30เลือดก็ขอให้รู้ว่ามันเป็น Stage หนึงที่
00:38:30 → 00:38:32มันต้องผ่านมันจะมี Stage denial denial
00:38:32 → 00:38:36คือการปฏิเสธไม่หรอกเดี๋ยวก็กลับมาหรือสจ
00:38:36 → 00:38:38ที่แบบว่าถ้าฉันทำแบบนั้นตอนนั้นตอนนี้คง
00:38:38 → 00:38:41ไม่เลิกกันหรือถ้าตอนนี้ฉันทำแบบนี้เขา
00:38:41 → 00:38:42อาจจะกลับมาอันนี้เป็น Stage deni All
00:38:43 → 00:38:45ทั้งหมดคือแว่าการที่เรารู้ทฤษฎีอ่ะมันทำ
00:38:45 → 00:38:47ให้เราทันว่าสิ่งที่เราเป็นอยู่อ่ะมัน
00:38:47 → 00:38:49เป็นสจหนึของการเจ็บหลังจากเลิกนะเมื่อ
00:38:49 → 00:38:51มันดิ่งลงไปถึงที่สุดอ่ะอย่าได้กลัวการ
00:38:51 → 00:38:54ดิ่งเพราะการดิ่งคือสัญญาณของการยอมรับ
00:38:54 → 00:38:57ความจริงการที่เราเริ่มดิ่งๆๆๆๆลงไปว่า
00:38:57 → 00:38:59แบบมันมันไม่กลับมาแล้วแหละชีวิตจะยังไง
00:38:59 → 00:39:02วะไม่ไหวแน่ๆตายแน่ๆทนไม่ได้แน่ๆอยู่ไม่
00:39:02 → 00:39:04ได้แน่ๆไม่ไหวเลยว่ะเจ็บขอโทษนะเจ็บ
00:39:04 → 00:39:07ฉิบหายนั่นน่ะคือสัญญาณดีด้วยซ้ำว่ากราฟ
00:39:07 → 00:39:10กำลังจะผงบหัวขึ้นแล้วขอให้อยู่กับมัน
00:39:10 → 00:39:12อยู่กับตัวเองแล้วเมื่อมันยอมรับความจริง
00:39:12 → 00:39:14จริงๆว่าแบบใช่ชีวิตนี้มันจะไม่มีเขาอีก
00:39:14 → 00:39:16แล้วเดี๋ยวมันจะขึ้นเองมันจะเริ่มคิดว่า
00:39:16 → 00:39:19แบบโทรหาเพื่อนดีกว่าทำอะไรดีทำไงดีทำ
00:39:19 → 00:39:22กิจกรรมใหม่ๆดีมยเนี่ยมันจะค่อยๆเริ่มงบ
00:39:22 → 00:39:24หัวขึ้นอันนี้คือเป็นทางทฤษฎีที่เรารู้
00:39:24 → 00:39:26สึกว่าพอรู้แล้วมันทำให้เข้าใจสภาพที่เรา
00:39:26 → 00:39:29เป็นอยู่ว่าเป็นยังไงแต่ถ้าพูดง่ายๆก็คือ
00:39:29 → 00:39:31คงอยู่เป็นเพื่อนความรู้สึกตัวเองให้มาก
00:39:31 → 00:39:33มั้งคะคือถ้ามันไม่ไหวแล้วต้องการฉีดยาชา
00:39:33 → 00:39:35จริงๆก็ทำฉีดยาชาคืออย่างเช่นแบบปาร์ตี้
00:39:35 → 00:39:37เอาจริงๆกินเหล้ากับเพื่อนมันก็คือเราไม่
00:39:37 → 00:39:39ได้บอกว่ามันดีแต่เราบอกว่ายุคนี้มันเป็น
00:39:39 → 00:39:41เรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้และเป็นหนึ่งใน
00:39:41 → 00:39:44หนทางที่มันจะน้ำไปได้ไม่กี่ชั่วโมงแล้ว
00:39:44 → 00:39:45เสร็จแล้วมันก็จะกลับมาสู่ความจริงอยู่ดี
00:39:46 → 00:39:47แต่ว่าถ้าไม่ไหวจริงๆไปฉีดยาชาได้แต่พอ
00:39:47 → 00:39:49ฉีดยาชาเสร็จแล้วให้กลับมาอยู่กับความรู้
00:39:49 → 00:39:51สึกตัวเองต่อแต่พอมันเริ่มจะทนไม่ไหวเฉีย
00:39:51 → 00:39:54จะทาอีกก็ได้ฟังเพลงออกไปหาเพื่อนทำ
00:39:54 → 00:39:56กิจกรรมอะไรที่มันแบบถมๆไปก่อนแต่ว่าสิ่ง
00:39:56 → 00:39:59นึงที่เราว่าสำหรับเรามันเป็นมันได้ผลดี
00:39:59 → 00:40:01ที่สุดคือออกกำลังกายอะไรก็ได้ให้เสีย
00:40:01 → 00:40:03เหงื่อเยอะๆทำไงก็ได้ให้ร่างกายมัน
00:40:03 → 00:40:05เหนื่อยมากๆพอร่างกายเหนื่อยมากๆแล้วสมอง
00:40:05 → 00:40:07มันจะไม่เพอเจอเองค่ะจริงๆตอนนั้นตอนที่
00:40:07 → 00:40:10เราอกหักนะเราวิ่งวันละ 7 กวิ่งทุกวัน
00:40:10 → 00:40:12วิ่งเพื่อให้มันร่างกายมันเหนื่อยมากจน
00:40:12 → 00:40:14สมองมันคิดเรื่องอื่นไม่ได้นอกจากความ
00:40:14 → 00:40:16เมื่อยแล้วก็กลับบ้านมาคือแบบเหนื่อยมาก
00:40:16 → 00:40:18วิ่งไปบางทีวิ่งไปร้องไห้ไปวิ่งไปน้ำตาก็
00:40:18 → 00:40:21ไหลไปก็ปล่อยให้มันแบบไหลก็ไหลร้องโกรธก็
00:40:21 → 00:40:24โกรธก็วิ่งๆๆๆๆๆๆแล้วพอกลับบ้านมาแบบอาบ
00:40:24 → 00:40:27น้ำเหนื่อยหลับแทนที่เมื่อก่อนร้องไห้ให้
00:40:27 → 00:40:29จนหลับกลายเป็นว่าแไม่ไหวแล้วร้องไห้กูก็
00:40:29 → 00:40:31ไม่ไหวแล้วคูนอนก่อนอะไรเงี้ยแล้วมันก็
00:40:31 → 00:40:33กลายเป็นว่าพอร่างกายเรามันได้ออกกำลัง
00:40:33 → 00:40:35กายสารดีๆในร่างกายมันก็หลัออกมาแล้ว
00:40:35 → 00:40:38ชีวิตมันจะค่อย่อๆดีขึ้นเองก็ส่วนตัวก็
00:40:38 → 00:40:40ยังคิดว่า physical Change การเปลี่ยน
00:40:40 → 00:40:43แปลงทาง physical อ่ะมันกลับมาช่วยการ
00:40:43 → 00:40:45เปลี่ยนแปลงาว emotional ได้จริงๆในวัน
00:40:45 → 00:40:47ที่เราไม่สามารถใช้สติในการดึงเตนกลับมา
00:40:47 → 00:40:50ได้อ่ะค่ะให้เปลี่ยนกิจกรรมให้เปลี่ยน
00:40:50 → 00:40:52กายภาพพอเปลี่ยนกายภาพปุ๊บจิตใจมันจะ
00:40:52 → 00:40:55เปลี่ยนเองแล้วทุกวันนี้ค่ะพี่แพทมีมุม
00:40:55 → 00:40:58มองต่อเรื่องของการจากลายยังไงบ้างค่ะก็
00:40:58 → 00:41:00ถ้าการจากลมันก็มีจากเป็นกับจากตายเนาะ
00:41:00 → 00:41:03จากตายเราอาจจะเลือกไม่ได้มากนักจากเป็น
00:41:03 → 00:41:05เลือกได้แล้วก็ค่อนข้างระมัดระวังกับการ
00:41:05 → 00:41:07จากเป็นมากๆในทุกวันนี้ก็คือจะพยายาม make
00:41:07 → 00:41:10ชัวว่าเราไม่จากเป็นกับใครในแบบที่เราจะ
00:41:10 → 00:41:12เสียใจทีหลังถ้านี่เป็นครั้งสุดท้ายที่
00:41:12 → 00:41:15เราเจอกันพยายามที่จะกลับไปเคลียร์ทุก
00:41:15 → 00:41:17อย่างที่เราเคยมีความรู้สึกผิดใจไม่ว่า
00:41:17 → 00:41:19เขาจะรู้หรือไม่ก็ตามอ่ะแต่เราจะกลับไป
00:41:19 → 00:41:21เคลียร์กับเขาแล้วก็บอกเขาว่าเรารู้สึก
00:41:21 → 00:41:23แบบนี้ไม่รู้ว่าคุณรู้สึกหรือเปล่าแต่เรา
00:41:23 → 00:41:25รู้สึกเราอยากขอโทษหรือเราอะไรเงี้ก็ตาม
00:41:25 → 00:41:27จะพยายามไม่จากเป็นกับใครแบบที่จะเสียใจ
00:41:27 → 00:41:29ถ้านี่คือครั้งสุดท้ายที่เจอกันอันนี้คือ
00:41:29 → 00:41:31เรื่องหนึส่วนการจากตายเนี่ยพี่แพทใช้คำ
00:41:31 → 00:41:33ว่าอาจจะเลือกไม่ได้มากนักเนี่ยเพราะว่า
00:41:33 → 00:41:35เราอาจจะไม่รู้ว่าเมื่อไหร่แต่จริงๆเรา
00:41:35 → 00:41:37เลือกได้ว่าเราจะจากกันอย่างไรแล้วโดย
00:41:37 → 00:41:39ส่วนตัวก็ค่อนข้างเดินทางใส่จิตวิญญาณมา
00:41:39 → 00:41:41สักพักทำให้เรารู้ว่าโของเราทุกคนอันนี้
00:41:41 → 00:41:43ก็คือแล้วแต่วิจารณญาณทุกท่านนะคะแต่
00:41:43 → 00:41:45สำหรับแพทคือแพทเชื่อแล้วว่าโของเราคือ
00:41:45 → 00:41:47นักเดินทางเรามาอยู่ที่นี่เพื่อเรียนรู้
00:41:48 → 00:41:50ชีวิตในฐานะมนุษย์ 1 ชีวิตแล้วเราเดินทาง
00:41:50 → 00:41:52ต่อเพราะฉะนั้นมันไม่ได้มีการจักกันที่
00:41:52 → 00:41:54แท้จริงอยู่แล้วมันเป็นการจักกันใน
00:41:54 → 00:41:56conscious ของมนุษย์แต่ว่าจริงๆเราก็จะ
00:41:56 → 00:41:58คงจะไปเจอกันอีกทีในสภาวะอื่นหรืออะไรได้
00:41:58 → 00:42:00ก็ตามส่วนตัวก็เลยรู้สึกว่ามันไม่ได้น่า
00:42:00 → 00:42:02กลัวขนาดนั้นมันคือการ depart จากสภาวะ
00:42:02 → 00:42:04หนึ่งไปสู่อีกสภาวะหนึ่งแต่ที่บอกว่ามัน
00:42:04 → 00:42:06เลือกมันเลือกได้ประมาณหนึ่งก็คือเรา
00:42:06 → 00:42:08เตรียมตัวก่อนหน้านั้นได้ไม่ว่าจะเป็น
00:42:08 → 00:42:10เตรียมตัวตัวเราเองหรือเตรียมตัวคนที่เรา
00:42:10 → 00:42:12รักก็ตามเดี๋ยวนี้มันมีคอร์สความตายเกิด
00:42:12 → 00:42:15ขึ้นเยอะแยะมากการที่มันเป็นเรื่องที่แบบ
00:42:15 → 00:42:18สังคมไทยกรอบเดิมของเราอ่ะบอกว่าสิ่งเ
00:42:18 → 00:42:20เป็นเรื่องไม่มงคลเป็นสิ่งที่ไม่ควรพูด
00:42:20 → 00:42:22ถึงเป็นการแช่งกันเวลาที่เราคุยกันใน
00:42:22 → 00:42:24ครอบครัวเรื่องความตายแต่ไอ้ความเชื่อ
00:42:24 → 00:42:26เหล่านั้นน่ะมันทำให้เราเสียหายกันมาเท่า
00:42:26 → 00:42:28ไหร่แล้วอ่ะมันทำให้เราแบบเมื่อมันเกิด
00:42:28 → 00:42:30ขึ้นแล้วมันตั้งรับไม่ทันกันสักฝ่ายมันทำ
00:42:30 → 00:42:33ให้เรามีความเสียใจภายหลังมี reget มาก
00:42:33 → 00:42:35มายมีสิ่งที่เราอยากจะทำอยากจะขอโทษอยาก
00:42:35 → 00:42:37จะอะไรมากมายมันควรจะเปลี่ยนได้แล้วไหม
00:42:37 → 00:42:39ว่าแบบเรามาเตรียมตัวกันเถอะว่าเราจะไม่
00:42:39 → 00:42:42เสียดายถ้าเราจากกันทำให้ดีที่สุดต่อให้
00:42:42 → 00:42:43เราไม่รู้เมื่อไหร่อ่ะมันเตรียมตัวได้เรา
00:42:43 → 00:42:47คุยกันไว้ก่อนได้แล้วก็สจก่อนตายอ่ะมันมี
00:42:47 → 00:42:50หลักการของมันอยู่อยู่แล้วไม่ว่าจะเป็นสา
00:42:50 → 00:42:52ไหนก็ตามตะวันตกหรือว่าตอนออกมันมีอยู่
00:42:52 → 00:42:54แล้วอ่ะอยากให้ทุกคนลองเรียนรู้สิ่งนั้นม
00:42:54 → 00:42:56เราจะได้ไม่กลัวเวลาที่เราจะต้องผ่าน
00:42:56 → 00:42:58จังหวะนั้นจริงๆอแล้วแพ็คก็มีเพื่อนที่
00:42:58 → 00:43:01อยู่ในกลุ่มที่เขาเพิ่งเพิ่งเสียแล้วเขา
00:43:01 → 00:43:03ก็เลือกที่จะเหมือนกับจากโดยการอยู่กับ
00:43:03 → 00:43:05ที่บ้านไม่อยู่กับที่โรงพยาบาลเนาะอยู่
00:43:05 → 00:43:07กับที่บ้านแล้วก็จากไปในอ้อมกอดของพี่สาว
00:43:07 → 00:43:09แต่เขาอ่ะเรียนรู้สเจนี้ไว้อยู่แล้วว่า
00:43:09 → 00:43:11เขาจะต้องผ่านอะไรบ้างแล้วเขาบอกคนทุกคน
00:43:11 → 00:43:13รอบตัวว่าเดี๋ยวมันจะเป็นแบบนี้นะมันจะ
00:43:13 → 00:43:15ผ่านความเจ็บปวดแต่หลังจากความเจ็บปวด
00:43:15 → 00:43:17แล้วเขาจะไม่เจ็บแล้วหลังจากเขาไม่เจ็บ
00:43:17 → 00:43:19แล้วเนี่ยเขาจะย้อนกลับไปเป็นเด็กจะมีวัย
00:43:19 → 00:43:21จะมีความทรงจำเด็กๆมากมายที่สวยงามมาแต่
00:43:21 → 00:43:24ว่าถ้าเรารู้ทั้งตัวเราและคนรอบเราอ่ะสุด
00:43:24 → 00:43:27ท้ายแล้วมันสวยงามมากแพทได้รับมาจากพี่
00:43:27 → 00:43:29สาวของเพื่อนแพทเลยว่าแบบทุกคนแบบโมเมนต์
00:43:29 → 00:43:31สุดท้ายจริงๆมันสวยงามมากเมื่อเราได้อยู่
00:43:31 → 00:43:33ในอ้อมก่อนคนที่เรารักก็เลยรู้สึกว่าการ
00:43:33 → 00:43:36จากลามันจริงๆมันสวยงามนะมันอาจจะเป็น
00:43:36 → 00:43:39ความคิดถึงมันอาจจะมีความทรมานอยู่ในนั้น
00:43:39 → 00:43:41แต่ว่ามันสวยงามในความที่ว่ามันเป็นหลัก
00:43:41 → 00:43:43ถ่ายว่าเรามีชีวิตอยู่ในความรักอย่างแท้
00:43:43 → 00:43:46จริงอย่างไรบ้างอ่ะก็เลยคิดว่ามุมมอง
00:43:46 → 00:43:48สำหรับเราตอนนี้ก็คงไม่ได้บอกว่าพร้อมแต่
00:43:48 → 00:43:51คิดว่ามีมุมมองต่อมันที่ค่อนข้างบวกเรียก
00:43:51 → 00:43:54ว่าอย่างนี้ะกันถ้าคนที่จากเป็นหรือว่า
00:43:54 → 00:43:58เคยมีบาดแผลที่เกิดขึ้นในดีพี่แพทมีคำแนะ
00:43:58 → 00:44:00นำยังไงว่าเราจะสามารถ Move on จากบาด
00:44:00 → 00:44:02แผลเรานั้นได้ยังไงบ้างคะแนะนำหนังสือให้
00:44:03 → 00:44:06เล่มนึงได้มครับแพทอ่านอยู่พอดีเพราะว่า
00:44:06 → 00:44:08แบบรู้สึกว่าจะได้ใช้ในการทำงานของตัวเอง
00:44:08 → 00:44:11ทั้งตอนที่เล่นบนเวทีแล้วก็การเล่น
00:44:11 → 00:44:13คริสตัลโบวแล้วก็การที่จะเดินทางต่อไปมัน
00:44:13 → 00:44:15ชื่อว่า healing is the new High ค่ะ
00:44:15 → 00:44:18เขาพูดถึงเรื่องการ process การผ่าน
00:44:18 → 00:44:20ทราม่าของตัวเองทั้งหมดเลยเป็น Self work
00:44:21 → 00:44:22เป็น Inner work แล้วก็แพว่าเป็นงาน
00:44:22 → 00:44:24ละเอียดที่ควรจะเป็นศาสตร์พื้นฐานที่
00:44:24 → 00:44:26มนุษย์ทุกคนได้รู้อ่ะมันจะกลับไปพูด
00:44:26 → 00:44:28เหมือนเดิมอีกแล้วอ่ะคือตอนที่จริงๆการ
00:44:28 → 00:44:31จากเป็นเนี่ยมันก็ผ่านกราฟเดียวกันก็คือ
00:44:31 → 00:44:33มันต้องเข้าใจสกว่าตัวเองกำลังจะต้องผ่าน
00:44:33 → 00:44:35สิ่งเหล่านี้เพื่อที่ฉันจะหายอ่ะหรือแม้
00:44:35 → 00:44:37แต่เพื่อนที่อยู่ข้างๆอะไเงี้ยค่ะต้อง
00:44:37 → 00:44:38เข้าใจว่าการที่เขากระโดดกลับไปกลับมา
00:44:38 → 00:44:40ระหว่างคิดได้คิดไม่ได้คิดได้คิดไม่ได้
00:44:40 → 00:44:42หรือว่าฉันจะไม่มีทางกลับไปหามันอีกแบ
00:44:42 → 00:44:44เอ๊ะแต่หรือถ้าฉันจะกลับไปงอกเข้าดีอะไร
00:44:44 → 00:44:46เงี้คือขอให้ทุกคนเข้าใจว่ามันเป็นคุณ
00:44:46 → 00:44:49กำลังเริ่มต้นกันเส้นทางของการฮีลแล้วณ
00:44:49 → 00:44:51โมเมนต์ที่คุณรู้ตัวว่าคุณอยากจะหายแบบ
00:44:51 → 00:44:54รู้ตัวว่าแบบอยากดีขึ้นทำไงดีอะไรเงี้ย
00:44:54 → 00:44:55นั่นคือเริ่มแล้วนะคะแต่ไม่ได้แปลว่าเส้น
00:44:55 → 00:44:58ทางนี้มันจะเป็นเส้นทางที่สวยงามมันจะแบบ
00:44:58 → 00:45:00มันจะมีบัมมันจะแบบว่าขุขะมันจะต้อง
00:45:00 → 00:45:02เลี้ยวผิดเลี้ยวถูกคือขอให้รู้ว่าเส้นทาง
00:45:03 → 00:45:05การทวได้เกิดขึ้นแล้วนะตั้งแต่วันที่เรา
00:45:05 → 00:45:08รู้ตัวว่าเราอยากจะดีขึ้นแต่ว่าไม่อยาก
00:45:08 → 00:45:10ต้องไม่คาดหวังว่ามันจะเป็นเส้นทางเรียบ
00:45:10 → 00:45:13หรูสวยงามแล้วถ้าคนที่อยากเพิ่ม Self
00:45:13 → 00:45:15esteem ให้กับตัวเองเนี่ยพี่แพทมีวิธี
00:45:15 → 00:45:18แนะนำมคะว่าทำยังไงดีคือเราเชื่อว่าทุก
00:45:18 → 00:45:20อย่างที่เป็นปัญหาในวันนี้ที่เรารู้สึก
00:45:20 → 00:45:22ว่ามันติดอ่ะมันเกิดมาจากในอดีตสักเรื่อง
00:45:22 → 00:45:24นึงมันถึงมาทริกเกอร์เราในวันนี้ S
00:45:24 → 00:45:26esteem วันเนี้ที่เราไม่มีบางทีอาจจะ
00:45:26 → 00:45:28ต้องไม่อยากให้ทำเองเลยเพราะว่ามันไม่
00:45:28 → 00:45:30ค่อยปลอดภัยเชิงอารมณ์เท่าไหร่อ่ะแต่ส่วน
00:45:30 → 00:45:33ตัวรู้สึกว่าการกลับไปค่อยๆดูว่าที่มาของ
00:45:33 → 00:45:34การไม่มี Self esteem ของเราอ่ะมันเกิด
00:45:35 → 00:45:37ขึ้นเมื่อไหร่มันเป็นการขุดต้นตอที่แบบ
00:45:37 → 00:45:39หายสนิทที่สุดแล้วอ่ะสมมุติแพทมีปัญหา
00:45:39 → 00:45:42เรื่องเมื่อก่อนเคยรู้สึกว่าเแออมแล้วตัว
00:45:42 → 00:45:44ดำแล้วทุกครั้งที่มีคนพูดเรื่องเนี้ยเรา
00:45:44 → 00:45:46จะไม่มั่นใจเสิมตกแต่พอมาย้อนกลับไปคิด
00:45:46 → 00:45:48จริงๆอ่ะว่าตุเริ่มต้นเยมันมาจากเมื่อ
00:45:48 → 00:45:51ไหร่มันมาจากตอนประถมเลยนะแล้วจังหวะนั้น
00:45:51 → 00:45:53เราสมมุติเราเต้นบัลเลย์เรียนบัลเลย์แล้ว
00:45:53 → 00:45:54มีครูคนนึงที่พูดอะไรบางอย่างกับเราที่
00:45:54 → 00:45:57เขาไม่ได้ตั้งใจอ่ะแต่มันสร้างแผเด็กคน
00:45:57 → 00:45:58นั้นแล้วแล้วเด็กคนนั้นน่ะอยู่กับเรา
00:45:58 → 00:46:01เพราะฉะนั้นจริงๆการที่เรากลับไปเข้าใจ
00:46:01 → 00:46:03ว่ามันเกิดขึ้นเมื่อไหร่แล้วไปแพทจะใช้คำ
00:46:04 → 00:46:06ว่าไปเรคิเด็กคนนั้นน่ะคือเอาตัวเราในวัน
00:46:06 → 00:46:08เนี้ยวันนี้แอยู่ 40 ถ้าเจอปุ๊บว่าโห
00:46:08 → 00:46:11ตอนป 2 มีครูคนนึงเคยพูดอย่างงี้กับเรา
00:46:11 → 00:46:13ไว้แล้วเราจำตั้งแต่ตอนนั้นน่ะมันต้องไป
00:46:13 → 00:46:15อันนี้แน่เลยอ่ะที่ทำให้เราเซไตีเรืแล้ว
00:46:15 → 00:46:17ต่ำแก็จะขับรถบัสอายุ 40 เป็นคนขับรถบัส
00:46:17 → 00:46:19กลับไปเรสคิวเด็กคนนั้นไปทำความเข้าใจกับ
00:46:19 → 00:46:22เขาแล้วพอถ้าเราเข้าใจแล้วจริงๆอ่ะมันหาย
00:46:22 → 00:46:24จริงๆนะแต่ว่าเราอ่ะเลยบอกว่าอันนี้มัน
00:46:24 → 00:46:26เป็นการบำบัดขั้นค่อนข้างลึกซึ่งแพไม่แน่
00:46:26 → 00:46:28ใจว่าแบบมันมันทำได้ด้วยตัวเองหรือเปล่า
00:46:28 → 00:46:30มันอาจต้องมีคนช่วยเราในครั้งแรกๆแต่ถ้า
00:46:30 → 00:46:33เพิ่ม Self esteem ในแบบอื่นถ้าจะให้ตอบ
00:46:33 → 00:46:35อ่ะแพทมองว่ามันเป็นการฉีดยาชาหมดเลยแน
00:46:35 → 00:46:37บองว่ามันไม่หายขาดถ้าคุณไม่ได้แก้ที่ต้น
00:46:38 → 00:46:40ต่อมันไม่หายขาดต่อให้คุณรู้สึกว่าคุณไม่
00:46:40 → 00:46:42มั่นใจหน้าตาตัวเองคุณไปทำหน้ามันทำได้
00:46:43 → 00:46:44ที่ภายนอกนะแต่ข้างในมั่นใจจริงๆหรือ
00:46:45 → 00:46:47เปล่ามันหายจริงๆหรือเปล่าแล้วแล้วเมื่อ
00:46:47 → 00:46:48ไหร่จะหายถ้าเกิดว่ามันจะต้องเติมจากข้าง
00:46:48 → 00:46:50นอกไปเรื่อยๆมันจะต้องแก้ไขจากข้างนอกไป
00:46:50 → 00:46:52เรื่อยๆเมื่อไหร่มันจะหายเมื่อไหร่ที่คุณ
00:46:52 → 00:46:55จะหายก็ต่อเมื่อคุณรู้สึก Comfortable in
00:46:55 → 00:46:57Everything that you are จริงๆอยู่ดี
00:46:57 → 00:46:59เพราะว่าเติมหน้าหรือว่าแต่งตัวมันก็หลอก
00:46:59 → 00:47:01คนได้แค่ข้างนอกเอาจริงๆแต่ข้างในมันไม่
00:47:01 → 00:47:04ได้ถูกการดูแลมันก็ไม่หายขาดอ่ะค่ะ
00:47:04 → 00:47:06ปัจจุบันนี้พี่แพทมีวิธีเคลียร์พลังงานลบ
00:47:06 → 00:47:09แล้วก็เพิ่มพลังบวกให้กับตัวเองยังไงบ้าง
00:47:09 → 00:47:13มาค่ะทุกคนเข้าสมาธิค่ะอ้าถามจริงๆใช่ป่ะ
00:47:13 → 00:47:15ถามจริงเราเชื่อว่าทุกอย่างคือพลังงานตาง
00:47:15 → 00:47:18วิทยาศาสตร์ก็เชื่อแบบนั้นแล้วคัมฟิสิกส์
00:47:18 → 00:47:20ก็พูดแบบนั้นว่าในเซลล์ที่เล็กที่สุดของ
00:47:20 → 00:47:22เราอะตอมของเรามันมีแบบนิวเคลียสใช่มย
00:47:22 → 00:47:24แล้วมีอิเล็กตรอนวิ่งใช่มย 90% คืออากาศ
00:47:24 → 00:47:26แล้วถ้างั้นตัวเราคืออะไรอ่ะสุดท้ายมัน
00:47:26 → 00:47:28คืออากาศมาเชื่อมๆๆๆกันสุดท้ายเราคือพลัง
00:47:29 → 00:47:31งานแล้วเราก็เป็นพลังงานที่เป็นฟองน้ำดูด
00:47:31 → 00:47:33ซับทุกอย่างรอบตัวบวกลบบวกลบลับหมดแปลว่า
00:47:33 → 00:47:35จริงๆมันบีบออกได้แต่ลว่ามันเคลียร์ออก
00:47:35 → 00:47:38ได้วิธีการของแพรก็คือมันเป็นการผสมผสาน
00:47:38 → 00:47:40ศาสตร์หลายๆศาสตร์อ่ะค่ะก็คือมีทั้งแบบ
00:47:40 → 00:47:42จีนทิเบสฝรั่งพุทธหมดทุกอย่างเลยก็คือเอา
00:47:42 → 00:47:45จริงๆก็คือทุกครั้งที่ก่อนขึ้นโชว์หรือ
00:47:45 → 00:47:47หลังจากโชว์เสร็จหรือเมื่อไหร่ก็ตามที่
00:47:47 → 00:47:48เรารู้สึกว่าพลังงานไม่บาานคำว่าไม่
00:47:48 → 00:47:51Balance คือเริ่มรู้สึกว่าตัวเองไม่ค่อย
00:47:51 → 00:47:52เบาหรือเริ่มรู้สึกว่าอยู่ดีๆก็หงุดหงิด
00:47:52 → 00:47:54หรืออยู่ดีๆก็หนักอย่างเงี้ยเมื่อไหร่ก็
00:47:54 → 00:47:56ตามที่รู้สึกอย่างงั้นน่ะแพ้จะใช้การ
00:47:56 → 00:47:58เชื่อมโยงฟ้าฟ้าคนดินซึ่งอันนี้ยถ้าเป็น
00:47:58 → 00:47:59ภาษาจีนเนี่ยจะรู้อยู่แล้วคนที่เขาเรียน
00:47:59 → 00:48:01เรื่องปลาเรื่องอะไรอย่างเงี้ยฟ้าคนดิน
00:48:01 → 00:48:03แต่ฝรั่งเขาก็ก็ฟ้าคนดินเหมือนกันแต่เป็น
00:48:03 → 00:48:06สัสัเขาก็คือเอาพลังงานสะอาดมาล้างเรา
00:48:06 → 00:48:08แล้วก็คิดในใจว่าแบบอะไรที่มันส่วนเกิน
00:48:08 → 00:48:10อะไรที่มันลบอะไรที่มันเป็นสีเทาอะไรที่
00:48:10 → 00:48:12มันไม่บาลานซ์อยู่เราขออนุญาตฝากลงดินก็
00:48:12 → 00:48:15คือเอาสว่างมาจากข้างบนล้างแล้วก็เท้า
00:48:15 → 00:48:17เปล่าเหยียบดินได้ก็เหยียบคิดว่ามีลากลง
00:48:17 → 00:48:20ไปเลยก็ได้เสร็จแล้วก็ขอขอเลยขอแบบขอโง่ๆ
00:48:21 → 00:48:22เลยอ่ะคือเราเชื่อว่ามีพลังงานสว่างอยู่
00:48:22 → 00:48:25เราเชื่อว่ามีพลังงานที่ดีงามอยู่พลังงาน
00:48:25 → 00:48:27ระดับสูงอะไรก็ตามล้างให้หน่อยขออย่างงี้
00:48:27 → 00:48:30เลยค่ะล้างแล้วก็บอกว่าฝากลงไปพระแม่ธรณี
00:48:30 → 00:48:33ฝากลงไปไปไปไหนก็ได้ฝากไปล้างข้างล่างก็
00:48:33 → 00:48:35ไม่รู้ว่าจริงไม่จริงยังไงแต่ว่าทุกวัน
00:48:35 → 00:48:37นี้ก็คือไม่ค่อยมีผลกระทบแล้วอ่ะเมื่อ
00:48:37 → 00:48:39ก่อนแทเป็น Post Performance depression
00:48:39 → 00:48:41ทุกครั้งเพราะว่าเราขึ้นเวทีหรือเราขึ้น
00:48:41 → 00:48:42ไปแสดงเสร็จปุ๊บเราเก็บพลังงานกลับมา
00:48:42 → 00:48:45เสร็จแล้วมันเนออกไม่ได้ adar มันฉีด High
00:48:45 → 00:48:46วันรุ่งขึ้นเราจะเกิดอาการ Post
00:48:46 → 00:48:47Performance depression คือเป็น
00:48:48 → 00:48:49depression ชั่วคราวเดี๋ยวนี้ไม่เป็น
00:48:49 → 00:48:52แล้วนะไม่เป็นแบบหายสนิทเลยซึ่งเราก็คิด
00:48:52 → 00:48:54ว่างั้นที่เราทำอยู่มันอาจจะใช่ในเมื่อ
00:48:54 → 00:48:57เราทุกคนคือพลังงานก็ลองดูมันไม่ไม่มีข้อ
00:48:57 → 00:48:59เสียอะไรเลยในสิ่งที่เรารู้สึกว่าต่อให้
00:48:59 → 00:49:00เราไม่สามารถพิสูจน์ได้อ่ะแต่ว่ามันไม่
00:49:00 → 00:49:03ได้มีผลเสียมยการที่เราขอให้พลังงานอันดี
00:49:03 → 00:49:05งามผ่านตัวเราล้างของเราลงไปรพลังงานเสีย
00:49:05 → 00:49:08แล้วฝากไปกับพื้นถ้าจะไปทางพุทธเลยแพก็
00:49:08 → 00:49:10เคยไปถามพระอาจารย์ว่าพระอาจารย์คะเวลา
00:49:10 → 00:49:12ที่มีคนสาพลังงานแบบไม่ดีใส่เราอ่ะทำไง
00:49:12 → 00:49:15อะไรเงี้ยมีคนแบบเรารู้สึกว่าเราโดดอทค
00:49:15 → 00:49:16อย่างเงี้ยพระอาจารย์บอกว่าก็เอาตัวไปรับ
00:49:16 → 00:49:18ใช่มยล่ะเพราะแสดงว่ายังคิดว่ายังมีตัวมี
00:49:18 → 00:49:20ตนอยู่ถ้าไม่มีตัวเราอ่ะแล้วอะไรจะไปรับ
00:49:21 → 00:49:23สมมุติมีคนปาปาขี้ใส่เราเพราะว่าเราเอา
00:49:23 → 00:49:25ตัวเราไปรับเราถือว่ามีตัวเราเราเลยรู้
00:49:25 → 00:49:28สึกว่าเราเลอะแต่ถ้าเราไม่ถือล่ะถือทำไม
00:49:28 → 00:49:30อ่ะหนักก็ไม่มีตัวเราเปามมามันก็ไม่โดน
00:49:30 → 00:49:33เราอันนี้คือทางพุก็คือเป็นเทคนิคหรือ
00:49:33 → 00:49:35เป็นวิธีการที่คล้ายๆกันก็คือเราเป็นสิ่ง
00:49:35 → 00:49:38ผ่านน่ะผ่านไปแล้วก็อะไรที่ลบก็ไม่สามารถ
00:49:38 → 00:49:40ผ่านเราได้เพราะว่าก็เราไม่รับอ่ะไม่ใช่
00:49:40 → 00:49:43ไม่รับด้วยเราไม่มีอยู่ก็ผ่านเราไปเลย
00:49:43 → 00:49:46หรือถ้ามีก็ก็ล้างล้างได้ก็คือเราเชื่อ
00:49:46 → 00:49:47ว่าอย่างคือพลังงานมันล้างได้หมดตอนนี้
00:49:47 → 00:49:49พี่แพทมีอะไรที่กำลังทำเพื่อพัฒนาตัวเอง
00:49:49 → 00:49:52อยู่อีกบ้างมยคะก็กำลังฝึกเรื่องว่าแบบ
00:49:52 → 00:49:54เวลาเจออะไรกระทบใจอ่ะค่ะหรือใครทำอะไร
00:49:54 → 00:49:57พูดอะไรไม่ดีสำหเราเราเจ็บอ่ะก็จะทวสทุก
00:49:57 → 00:50:00ครั้งทวสว่าไม่ไม่ไปโฟกัสที่เขาอ่ะจะมา
00:50:00 → 00:50:02โฟกัสที่ตัวเองถ้าเราเจ็บเรื่องเนี้ยแปล
00:50:02 → 00:50:03ว่าเรามีอะไรติดค้างกับเรื่องนี้อยู่แน่ๆ
00:50:04 → 00:50:05เลยคือบางทีเรื่องเล็กเลยน้อยๆอ่ะอย่าง
00:50:05 → 00:50:07เช่นแบบสมมุติเขาพูดอะไรที่ไม่เกี่ยวกับ
00:50:07 → 00:50:10เราเลยอยู่ๆมันเข้าหูเราแล้วมันปึ้งจี๊ด
00:50:10 → 00:50:12เข้ามาในหัวเราอ่ะก็จะไม่ได้ไปคิดว่าแบบ
00:50:12 → 00:50:14ทำไมเขาเป็นคนแบบนี้หรือทำไมเขาพูดแบบนี้
00:50:14 → 00:50:16แต่มันจะกลับมาทำงาน Inner work ของตัว
00:50:16 → 00:50:18เองแทนว่าแบบทำไมประเด็นนี้ถึงจี๊ดกับเรา
00:50:18 → 00:50:20มันก็มีเรื่องอย่างเงี้ยเข้ามาให้เรา
00:50:20 → 00:50:22เหมือนกับเรียนกับตัวเองทุกวันน่าจะ
00:50:22 → 00:50:24ประมาณนี้มากกว่าที่ที่ทุกวันนี้ทำอยู่
00:50:24 → 00:50:26เพราะว่าเป้าหมายของเราในระยะเรียกว่า 10
00:50:26 → 00:50:28ปีแล้วกันเนาะคือแบบเราเพิ่งพึ่ง 40 ไป
00:50:28 → 00:50:30เมื่อเเดือนเดือนนี้แล้วก็เป้าหมายของเรา
00:50:30 → 00:50:32ใน 10 ปีคือเราอยากจะเป็นคนที่อยู่อย่าง
00:50:32 → 00:50:35มีความสุขอ่ะอยู่อย่างเบาสบายและเป็น
00:50:35 → 00:50:38อิสระในทางใจก็เลยคิดว่าจริงเหลนี้แหละ
00:50:38 → 00:50:40ที่จะก็ต้องฝึกไปทุกวันน่ะเพื่อที่จะไป
00:50:40 → 00:50:42ถึงจุดที่มันอาจจะไม่มีจุดนั้นน่ะจุดที่
00:50:42 → 00:50:44เรื่องที่กระทบมันน้อยลงเรื่อยๆแล้วเรา
00:50:44 → 00:50:46เข้าใจว่ามันกระทบเราในจุดไหนในปมไหนของ
00:50:46 → 00:50:49เราเราก็ค่อยๆค่อยๆเคลียร์ไปไม่ได้รู้สึก
00:50:49 → 00:50:51ว่าใจร้อนอะไรกับตัวเองก็ค่อนข้างใจเย็น
00:50:51 → 00:50:54กับตัวเองอยู่เป็นเพื่อนกับหัวใจตัวเองไป
00:50:54 → 00:50:56แล้วจับมืออยู่ข้างๆกันโอเคเรื่องนี้มัน
00:50:56 → 00:50:58กระทบเราแล้วยังไงดีอะไรเงี้ยเลือกที่จะ
00:50:58 → 00:51:00เวิร์คกับตัวเองมากกว่าเนาะในหลายๆอย่าง
00:51:00 → 00:51:02เพราะว่ารู้สึกว่าการที่เราเวิร์คกับตัว
00:51:02 → 00:51:04เองแล้วมันมันออโต้ไปเวิร์คเรื่องอื่นหมด
00:51:04 → 00:51:06เลยอ่ะมันกลายเป็นว่าทำงานทุกอย่างง่าย
00:51:06 → 00:51:09ขึ้นทำงาน long hour ได้โดยที่ไม่รู้สึก
00:51:09 → 00:51:11เหนื่อยสามารถที่จะแบบทำงานติดๆๆๆกันโดย
00:51:11 → 00:51:13ที่เราไม่มีอารมณ์เสียเลยทั้งหมดทั้งปวง
00:51:13 → 00:51:14นี้มันมาจากการที่เราทำ Inner work
00:51:14 → 00:51:16อย่างเดียวเลยอ่ะเออมันรู้สึกว่าพอข้างใน
00:51:16 → 00:51:18เราเบาข้างในเราสบายประสิทธิภาพในการทำ
00:51:18 → 00:51:20งานก็เยอะขึ้นฉลาดขึ้นหมายถึงว่าตัดสินใจ
00:51:20 → 00:51:23อะไรได้คมมากขึ้นมีเวลาในการทำทุกอย่าง
00:51:23 → 00:51:25ได้อย่างไม่น่าเชื่อออกกำลังกายได้ออก
00:51:25 → 00:51:27กำลังกายได้นั่งสมาธิได้อ่านหนังสือตลอด
00:51:27 → 00:51:30เวลาแล้วได้ทำงานเยอะมากๆแล้วแถมยังได้ทำ
00:51:30 → 00:51:32อะไรใหม่ๆตลอดเวลาถ้าเป็นตอนที่มัวแต่ไป
00:51:32 → 00:51:34เครียดหรือมัวแต่ทำอย่างอื่นน่ะมันไม่ได้
00:51:34 → 00:51:35เลยอ่ะกลายเป็นว่าพอเราเคลียร์ข้างใน
00:51:35 → 00:51:37เคลียร์ข้างในกลายเป็นว่าทุกอย่างชีวิตโว
00:51:37 → 00:51:39มากก็เลยคิดว่าน่าจะสำหรับเราคงจะถูกทาง
00:51:39 → 00:51:41แล้วกับการที่เราทำข้างในตัวเองเราสามารถ
00:51:42 → 00:51:44ที่จะให้คนอื่นได้ได้อย่างไม่เน็ดไม่
00:51:44 → 00:51:46เหนื่อยทั้งๆที่เมื่อก่อนคืออยากจะทำให้
00:51:46 → 00:51:48คนอื่นนะแต่ทำแล้วเหนื่อยจังเลยอะไรอย่า
00:51:48 → 00:51:50เงี้ยตอนนี้มันเหมือนแบบพอเราทำข้างในเรา
00:51:50 → 00:51:52เลยๆแล้วก็แบบทำได้ทำได้ทำได้ทำได้ทำได้
00:51:52 → 00:51:54Flow มากอะไรเงี้ยพี่แพทมีมุมมองต่อ
00:51:54 → 00:51:57เรื่องการมีน้ำใจเพื่อนมันมนุษย์เนี่ยมี
00:51:57 → 00:52:00น้ำำใจต่อกันยังไงบ้างคะจริงๆแล้วในพื้น
00:52:00 → 00:52:02ฐานของมนุษย์ทุกคนน่ะเรารักกันมากนะคะ
00:52:02 → 00:52:05ข้างในเราทุกคนรักกันมากเรารู้ว่าเพื่อน
00:52:06 → 00:52:08มนุษย์ทุกคนน่ะเมื่อเราเห็นเขาเป็นเหมือน
00:52:08 → 00:52:10เราอ่ะเราจะเข้าใจว่าเราอยากให้เขาได้ใน
00:52:10 → 00:52:12สิ่งที่ดีเหมือนกับที่เราอยากได้ให้กับ
00:52:12 → 00:52:14ตัวเองอ่ะคือแว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่เรา
00:52:14 → 00:52:16เมตตากับตัวเองจริงๆอ่ะแล้วเราจะเมตตากับ
00:52:16 → 00:52:19ทุกคนเลยอ่ะคำว่าน้ำใจมันจะมันเป็นโปดัก
00:52:19 → 00:52:21ของมันมันเป็นการทำที่ออโต้เพียงแต่ว่าพอ
00:52:21 → 00:52:24เราเหนื่อยมากๆหรือเรารู้สึกว่าเราเหมือน
00:52:24 → 00:52:26เรารู้สึกว่าโลกทำร้ายเรามากๆอ่ะเรามักจะ
00:52:26 → 00:52:28เผเผตัวเห็นแก่ตัวแล้วมันจะเผลอตัวไม่ได้
00:52:28 → 00:52:29ให้น้ำไม่ได้ให้อะไรกับคนอื่นไม่ได้มีน้ำ
00:52:29 → 00:52:31ใจกับคนอื่นน่ะเพราะฉะนั้นจริงๆส่วนตัว
00:52:32 → 00:52:34แล้วคิดว่าแค่ย้อนกลับไปในส่วนที่ลึกที่
00:52:34 → 00:52:36สุดของจิตใจจทุกคนว่าจริงๆแล้วเราเกิดมา
00:52:36 → 00:52:38จากความรักแล้วเราทุกคนดำรงอยู่ได้ด้วย
00:52:38 → 00:52:40ความรักกันทั้งนั้นแล้วจริงๆลึกๆแล้วอ่ะ
00:52:40 → 00:52:42เมื่อเรารู้จักเขาจริงๆอ่ะเราก็หวังดีกับ
00:52:42 → 00:52:44ทุกคนนะคือแม้แต่คนที่เราทะเลาะด้วยอ่ะ
00:52:44 → 00:52:46ถึงเวลานั่งคุยกันจริงๆจับมือกันจริงๆมอง
00:52:46 → 00:52:48หน้ากันจริงๆอ่ะเราก็รู้ว่าข้างในจริงๆ
00:52:48 → 00:52:50แล้วเราแบบเราอยากให้และรับความรักต่อกัน
00:52:50 → 00:52:51อยู่ดีอะไรเงี้ยเราก็เลยรู้สึกว่าเรายัง
00:52:51 → 00:52:53คงเชื่อในจิตใจเบื้องลึกของมนุษย์ทุกคน
00:52:53 → 00:52:56ว่าแบบเรามีความหวังดีให้กันเป็นพื้นฐาน
00:52:56 → 00:52:59อยู่แล้วก็เลยคิดว่าคำว่าน้ำใจมันเป็นมัน
00:52:59 → 00:53:00ดูเป็นสิ่งเป็นสิ่งที่ควรจะเป็นเรื่อง
00:53:00 → 00:53:02ธรรมดาไม่ไม่ควรจะเป็นสิ่งที่ควรจะต้อง
00:53:02 → 00:53:04เอามายกย่องเชื่อชูกันด้วยซ้ำอะไรเงี้ย
00:53:04 → 00:53:06เหมือนเวลาที่คนพูดว่าการไม่นอกใจแฟนเป็น
00:53:06 → 00:53:08เรื่องที่ต้องเชิดชูคือเราไม่ใช่นั่นคือ
00:53:08 → 00:53:10เรื่องธรรมดานั่นคือสิ่งที่มนุษย์ปกติเขา
00:53:10 → 00:53:12ต้องทำกันอยู่แล้วการมีน้ำใจก็คือการที่
00:53:12 → 00:53:14เราอยากให้คนอื่นเขาอยู่ในความสบายแบบ
00:53:14 → 00:53:16เดียวกับที่เราอยู่ก็ก็แค่นั้นเองมันไม่
00:53:16 → 00:53:19ใช่สิ่งที่แบบโหคนนี้เป็นคนดีมีน้ำใจแล้ว
00:53:19 → 00:53:21สำหรับเรามันไม่ใช่อ่ะเออถ้าฉันอยู่ใน
00:53:21 → 00:53:23สภาวะที่ทำให้เธอได้ฉันก็จะทำแค่นั้นเอง
00:53:23 → 00:53:25แล้วก็ไม่ได้คิดว่ามันเป็นการที่เราเป็น
00:53:25 → 00:53:27คนดีหรืออะไรหรือเวลาที่ใครทำอะไรให้เรา
00:53:27 → 00:53:29เราขอบคุณเให้มากแต่ว่าเวลาที่เราทำอะไร
00:53:29 → 00:53:31ให้คนอื่นมันเราแค่อยากให้เขาได้ในสิ่ง
00:53:31 → 00:53:33ที่มันโอเคอ่ะเหมือนกับที่เราก็อยากได้
00:53:33 → 00:53:34ให้กับตัวเองอะไรอย่างเงี้ยค่ะพี่แพท
00:53:34 → 00:53:37เนี่ยเคยอยากเปลี่ยนใครมคะเมื่อก่อนก็
00:53:37 → 00:53:39ต้องอยากเปลี่ยนทุกคนอยู่แล้วมอ่ะคือ
00:53:39 → 00:53:41เหมือนแบบยิ่งช่วยแรกๆที่เราเริ่มค้นพบ
00:53:41 → 00:53:43เส้นทางเยเราจะแอีโก้ใหญ่มากว่าอยากจะ
00:53:43 → 00:53:44เล่าให้คนอื่นฟังอยากจะอะไรเงี้ยแต่ว่า
00:53:44 → 00:53:46ไอ้ตอนที่อยากจะเปลี่ยนเนี่ยก็ก็มีช่วง
00:53:46 → 00:53:49นึงแต่ทำแล้วทุกข์มากเลยไม่ได้อย่างใจไ
00:53:49 → 00:53:50แล้วก็ต้องมาถามตัวเองว่าทำทำไมนะหมายถึง
00:53:50 → 00:53:52ว่าอยากจะเปลี่ยนคนอื่นเหมือนจะหวังดีกับ
00:53:52 → 00:53:54เขแต่สุดท้ายแล้วทุกข์ทุก์ทั้งเทุกข์ทั้ง
00:53:54 → 00:53:56เราแล้วเราทำอะไรอยู่วะอะไรอย่างเงี้ย
00:53:56 → 00:53:57เหมือนแบบทำไมเราถึงอยากเปลี่ยนเขาย้อน
00:53:58 → 00:53:59กลับไปข้อแรกๆเลยก็คือสุดท้ายเราอยาก
00:53:59 → 00:54:01เปลี่ยนเขาเพราะว่าจะเติมอีโก้ตัวเองใช่
00:54:01 → 00:54:03มั้ยอยากให้เขาเปลี่ยนตามที่เราบอกใช่
00:54:03 → 00:54:04มั้ยแล้วพะมันก็สะท้อนจิ้มมาที่เราอย่าง
00:54:05 → 00:54:07งี้เรารู้สึกเลยว่าตัวเองเป็นจอมวงการน่ะ
00:54:07 → 00:54:09ไม่ใช่คนที่เป็นคนหวังดีกับคนอื่นจริงๆ
00:54:09 → 00:54:11อ่ะมันคือจริงๆเราคือจอมวงการอยากไป
00:54:11 → 00:54:13เปลี่ยนเขาอะไรเงี้ยปัจจุบันนี้ไม่ไม่ได้
00:54:13 → 00:54:15อยากเปลี่ยนใครแล้วใช่มมคะคิดว่าทุกคน
00:54:15 → 00:54:17ต้องทำเองคิดว่าการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง
00:54:17 → 00:54:19ของเขาเป็นเรื่องของเขาเป็นชีวิตของเขา
00:54:19 → 00:54:21แล้วมันเพิ่งมีประโยคก็เป็นอาจารย์คนนึง
00:54:21 → 00:54:23ท่านเขียนไว้เหมือนกันมันอาจจะเป็นคำคนละ
00:54:23 → 00:54:26คำอ่ะันนี้เเป็นเเป็นคำที่เไว้สอน healer
00:54:26 → 00:54:27คือหมาถึงว่าสอนนักบำบัดแต่แพว่ามันก็
00:54:27 → 00:54:29คล้ายๆกันแหละคนที่อยากไปเปลี่ยนแปลงคน
00:54:29 → 00:54:30อื่นก็คือคิดว่าตัวเองจะแบบฉันจะเป็นนัก
00:54:30 → 00:54:32บำบัดฉันจะแบบฉันจะเปลี่ยนชีวิตเธอฉันจะ
00:54:32 → 00:54:34อะไรอย่างเงี้ยเค้าบอกว่าจริงๆหน้าที่ของ
00:54:34 → 00:54:37ีอจริงๆแล้วอ่ะมันคือการที่เราอ่ะแผ่พลัง
00:54:37 → 00:54:40งานของ healed state Heal Ed นะ Heal
00:54:40 → 00:54:43state คือสภาวะของการสบายดีส่งออกไปให้
00:54:43 → 00:54:46ทุกคนแล้วถ้าผู้ดรับคนไหนอ่ะเขารับพลัง
00:54:46 → 00:54:48งานนั้นได้แล้วเรู้สึกว่าโหฉันอยากจะแช
00:54:48 → 00:54:50พลังงานนี้จังหรืออยากจะมีพลังงานแบบนี้
00:54:50 → 00:54:52จังนั่นแหละแค่นั้นเลยคือหน้าที่ของ
00:54:52 → 00:54:55ฮีลเลอร์ส่งพลังงานแบบนี้ออกไปของสภาวะ
00:54:55 → 00:54:57ความสบายดีเสร็จแล้วคนนั้นน่ะเขาจะฮีลตัว
00:54:57 → 00:55:00เขาเองไม่ใช่เราไปจับเขาฮีลเขาจะเป็นคน
00:55:00 → 00:55:03เริ่มต้นถามเราเองว่าต้องทำยังไงหรือเขา
00:55:03 → 00:55:06จะเป็นคนสแสวงหาวิธีการที่จะให้ได้สภาวะ
00:55:06 → 00:55:08Heal สตของเขาเองก็เลยค่อนข้างเชื่อใน
00:55:08 → 00:55:10ศักยภาพของมนุษย์แต่ละคนว่าจริงๆแล้วสุด
00:55:11 → 00:55:12ท้ายการเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นได้เกิดขึ้น
00:55:12 → 00:55:14จากตัวเขาคนเดียวที่ไม่สามารถมีใครไป
00:55:14 → 00:55:16บังคับเขาได้ต่อให้บังคับได้ก็จะไม่ใช่ผล
00:55:16 → 00:55:18ที่ยั่งยืนก็เลยคิดว่าถ้าอยากเปลี่ยนแปลง
00:55:18 → 00:55:21อะไรก็คงอยากจะไปเปลี่ยนใครก็คงต้องทำตัว
00:55:21 → 00:55:24เองให้อยู่ในสภาวะ Heal ตดอ่ะแบบว่าดู
00:55:24 → 00:55:26เป็นคนที่อยู่ในสภาวะสะภายดีแล้วเขาจะ
00:55:26 → 00:55:29อยากมาแมชกับสิ่งนี้เองพี่เพชรว่าคน1ึคน
00:55:29 → 00:55:32น่ะสามารถที่จะทำให้โลกนี้มันดีขึ้นได้
00:55:32 → 00:55:34ยังไงคะถ้าคิดขนาดนั้นมันก็จะดูท้อแท้
00:55:34 → 00:55:36เหมือนกันนะคือแพว่ามันเป็นความคิดที่
00:55:36 → 00:55:38ยิ่งใหญ่ก็จริงแต่ว่าแพว่าการคิดแบบนั้น
00:55:38 → 00:55:40มันจะทำให้คนคิดจะท้อแท้การที่คิดว่าแสง 1
00:55:40 → 00:55:42แสงจะทำให้โลกสว่างมันเป็นไปไม่ได้อยู่
00:55:42 → 00:55:44แล้วอ่ะมันคือเราทุกคนต้องช่วยกันทำให้
00:55:44 → 00:55:47มันสว่างแล้วก็วิธีการเดียวก็คือรักษาแสง
00:55:47 → 00:55:49ของตัวเองไว้เจอใครก็เติมไฟให้กันจุดไฟ
00:55:49 → 00:55:51ให้กันเสร็จแล้วรอบๆตัวเราก็สว่างใช่มย
00:55:51 → 00:55:53แล้วก็ไอ้ก้อนที่สว่างนี้ก็กระจายตัวไป
00:55:53 → 00:55:55แล้วไปจุดที่อื่นสว่างจุดที่อื่นสว่าง
00:55:55 → 00:55:57แล้วสุดท้ายมันคือทุกคนน่ะอยากจะสว่าง
00:55:57 → 00:55:59ด้วยตัวเองคือมันไม่มีใครคนใดนคนนึงที่
00:55:59 → 00:56:01สามารถทำให้โลกทั้งโลกสว่างได้เราคิดว่า
00:56:01 → 00:56:03การคิดอย่างงั้นน่ะดูจะถือตัวเองยิ่งใหญ่
00:56:03 → 00:56:06เกินเหมือนกันนะก็ดูเป็นอีโก้อย่างนึงดู
00:56:06 → 00:56:08เป็นถือตัวถือตนว่าตัวเองเก่งกว่าคนอื่น
00:56:08 → 00:56:10ซึ่งมันไม่ใช่มันเรามีหน้าที่แค่ประคอง
00:56:10 → 00:56:13แสงของเราแล้วถ้าเราได้ไปเจอใครไปแลก
00:56:13 → 00:56:15เปลี่ยนพลังงานกับใครก็แค่ทำให้กันและกัน
00:56:15 → 00:56:17สว่างแล้วเสร็จแล้วเราก็กระจายไปทำให้ที่
00:56:17 → 00:56:19อื่นแบบสว่างอะไรอย่างเงี้ยมันน่าจะเป็น
00:56:19 → 00:56:21แบบนั้นมากกว่าว่าโลกทางโลกมันต้องสว่าง
00:56:21 → 00:56:23ด้วยคนทุกคนที่อยากจะยกระดับทางจิตใจไป
00:56:23 → 00:56:27ด้วยกันอะไรเงี้ยค่ะสวัสดีค่ะแพทวงเคลีย
00:56:27 → 00:56:29นะคะวันนี้แพทอยากจะมาอวยพรปีใหม่นะคะให้
00:56:29 → 00:56:31กับเพื่อนๆในเพจเกลานิสัยอันตรายนะคะที่
00:56:31 → 00:56:34เห็นถืออยู่ในมือนี่คือแต่งเพลงให้ค่ะทุก
00:56:34 → 00:56:36คนเป็นเพลงอวยพรปีใหม่นะคะแต่ว่าแปลงมา
00:56:36 → 00:56:39จากเพลงคำยินดีนะคะจะได้มีคำยินดี
00:56:39 → 00:56:41เวอร์ชั่นที่มันแบบว่าสำหรับอวยพรปีใหม่
00:56:41 → 00:56:43นะคะแต่งสดๆเมื่อกี้เลยนะคะก็หวังว่าจะ
00:56:43 → 00:56:45เป็นปีที่ดีที่สุดแล้วก็ง่ายที่สุดสำหรับ
00:56:45 → 00:56:50ทุกๆคนแล้วกันเนาะขอให้ชีวิตมีแต่ความสด
00:56:50 → 00:56:58ใสไหว่าสิ่งไหนง่ายไปหมดทุกอย่างขอให้
00:56:58 → 00:57:05ชีวิตง่ายและดีไม่มีจืดจางมีรักเียงข้าง
00:57:05 → 00:57:12ไม่มีความทุกข์ใดขอให้ชีวิตดียิ่งกว่าที่
00:57:12 → 00:57:19ฝันข้ามความเปลี่ยนผันเกลานิสัยง่ายรายขอ
00:57:19 → 00:57:26ให้ชีวิตดีที่สุดทั้งใจและกายสองแสงดงาม
00:57:26 → 00:57:31ตลอดไปให้รักคุ้มครองจิตใจไม่รู้
00:57:31 → 00:57:35ใครเยสวัสดีพี่ใหม่นะคะขอให้ชีวิตนั่น
00:57:35 → 00:57:38แหละค่ะง่ายและดีแล้วก็ขอให้จิตใจเบาสบาย
00:57:38 → 00:57:41ตลอดปีค่ะทำไมเราไม่เกลาตัวเองก่อนที่เรา
00:57:41 → 00:57:55จะไปเกลาคน
00:57:55 → 00:57:59อื่นอ