00:00:02 → 00:00:13[เพลง]
00:00:14 → 00:00:17สำหรับวันนี้นะคะเราจะมารู้จักโรคนิ่วใน
00:00:17 → 00:00:20ถุงน้ำดีกันหลายคนค่ะอาจจะไม่ได้สนใจว่า
00:00:20 → 00:00:22โรคนี้มีความเกี่ยวข้องกับตัวเองอย่างไร
00:00:22 → 00:00:25แต่เชื่อไหคะว่าการที่คุณผู้ชมค่ะมีท้อง
00:00:25 → 00:00:28อืดท้องเฟ้อนะคะหรือว่าเวลาที่รับประทาน
00:00:28 → 00:00:31อาหารไขมันแล้วรู้สึกท้องคุณอาจจะมี
00:00:31 → 00:00:34เรื่องของโรคนิ่วในถุงน้ำดีได้ไปติดตาม
00:00:34 → 00:00:37พร้อมๆกันค่ะความเสี่ยงโรคนิ่วในถุงน้ำดี
00:00:37 → 00:00:40มักจะมาพร้อมกับไขมันและความอ้วนโรคนิ่ว
00:00:40 → 00:00:43ในถุงน้ำดีเคยพบได้มากในผู้ที่อายุมาก
00:00:43 → 00:00:46กว่า 40 ปีขึ้นไปแต่ปัจจุบันมีแนวโน้มพบ
00:00:46 → 00:00:49ได้มากขึ้นตั้งแต่อายุน้อยๆโดยพบในผู้
00:00:49 → 00:00:52หญิงมากกว่าผู้ชายถึง 2 เท่าปัจจัยเสี่ยง
00:00:52 → 00:00:55สำคัญของโรคนี้เกิดจากความอ้วนและ
00:00:55 → 00:00:58พฤติกรรมการรับประทานอาหารที่มีไขมันและ
00:00:58 → 00:01:01คอเลสเตอรอลสูงทำให้น้ำดีไม่สามารถช่วย
00:01:01 → 00:01:03ย่อยอาหารกลุ่มไขมันและโคเลสเตอรอลที่สูง
00:01:03 → 00:01:06เหล่านี้ได้หมดจึงเกิดการสะสมกลายเป็น
00:01:06 → 00:01:09นิ่วขึ้นมาได้ดังนั้นพฤติกรรมชอบรับ
00:01:09 → 00:01:12ประทานอาหารไขมันสูงเป็นประจำโดยเฉพาะของ
00:01:12 → 00:01:16ทอดของปิ้งย่างเช่นหมูกระทะชาบูอาจส่งผล
00:01:16 → 00:01:19ให้ความสมดุลของน้ำดีเสียไปเกิดก้อนผลึก
00:01:19 → 00:01:22ขึ้นในถุงน้ำดีเกิดเป็นนิ่วในถุงน้ำดี
00:01:22 → 00:01:25ขึ้นได้โรคนิ่วในถุงน้ำดีเป็นโรคในระบบ
00:01:25 → 00:01:28ทางเดินน้ำดีที่พบได้บ่อยที่สุดโดยลักษณะ
00:01:28 → 00:01:32นิ่วมี 3 ประประได้แก่่นิจากคอเลสเตอรอล
00:01:32 → 00:01:35อาจเป็นสีเหลืองขาวเขียวเกิดจากการตก
00:01:35 → 00:01:38ตะกอนไขมันเนื่องจากโคเลสเตอรอลเพิ่มมาก
00:01:38 → 00:01:42ขึ้นในถุงน้ำดีนิ่วจากเม็ดสีอาจเป็นสี
00:01:42 → 00:01:45คล้ำดำเกิดจากความผิดปกติของเลือดโลหิต
00:01:45 → 00:01:50จ้างตับแข็งนิ้วโคลนเป็นลักษณะคล้ายโคลน
00:01:50 → 00:01:53เหนียวหนืดเกิดจากการติดเชื้อใกล้ตับท่อ
00:01:53 → 00:01:57น้ำดีตับอ่อนแล้วมีพฤติกรรมอะไรบ้างที่ทำ
00:01:57 → 00:02:00ให้เสี่ยงการเป็นโรคนิ่วในุเหมือนดีคนที่
00:02:01 → 00:02:03ชอบรับประทานอาหารที่มีไขมันอาหาร
00:02:03 → 00:02:06คอเลสเตอรอลสูงพฤติกรรมรับประทานอาหาร
00:02:06 → 00:02:10ประเภทกากใหญ่ไม่เพียงพอกินผักผลไม้น้อย
00:02:10 → 00:02:13ผู้หญิงที่รับประทานยาคุมกำเนิดเป็นประจำ
00:02:13 → 00:02:16จะเสี่ยงต่อการมีนิ่้วในถุงน้ำดีเนื่อง
00:02:16 → 00:02:19จากฮอร์โมนเพชรหญิงที่ได้รับเพิ่มจากยา
00:02:19 → 00:02:20อาจกระตุ้นการเพิ่มคล้องปริมาณ
00:02:20 → 00:02:24คอเลสเตอรอลในน้ำดีส่งผลให้เกิดการตกตะกอ
00:02:24 → 00:02:28กลายเป็นก้อนนิ่วได้ง่ายการรับประทานยาลด
00:02:28 → 00:02:31ไขมันบางชนิดคนที่เร่งลดน้ำหนักเพราะจะทำ
00:02:31 → 00:02:35ให้ตับมีการหลั่งของคอเลสเตอรอลออกมามาก
00:02:35 → 00:02:38ขึ้นส่วนถุงน้ำดีก็จะบีบตัวน้อยลงดังนั้น
00:02:38 → 00:02:41จึงมีน้ำดีค้างอยู่ในถุงน้ำดีมากขึ้นและ
00:02:41 → 00:02:45นานขึ้นมีโอกาสตกตะกอนจับตัวกันมากขึ้น
00:02:45 → 00:02:48ตามไปด้วยโดยพฤติกรรมเหล่านี้อาจไปเพิ่ม
00:02:48 → 00:02:50ปริมาณของโคเลสเตอรอลหรือบิลี่รูบินในน้ำ
00:02:50 → 00:02:54ดีทำให้มีสัดส่วนที่สูงกว่าปกติและปัจจัย
00:02:54 → 00:02:56บางส่วนก็ทำให้ถุงน้ำดีบีบขับน้ำดีได้
00:02:56 → 00:02:59น้อยลงทำให้น้ำดีค้างค้างและจับเป็นเป็น
00:02:59 → 00:03:03ผลึกนิ่วใครคือกลุ่มเสี่ยงเป็นโรคนิ่วใน
00:03:03 → 00:03:05ถุงน้ำดีนอกจากพฤติกรรมที่เพิ่มความ
00:03:06 → 00:03:08เสี่ยงให้เกิดนิ่วในถุงน้ำดีแล้วยังมี
00:03:08 → 00:03:10ปัจจัยเสี่ยงอื่นๆดังต่อไปนี้ที่อาจ
00:03:10 → 00:03:13เสี่ยงต่อการมีนิ่วในถุงน้ำดีเพิ่มขึ้น
00:03:13 → 00:03:17ได้เช่นผู้ที่มีน้ำหนักตัวมากผู้ที่มี
00:03:17 → 00:03:20อายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไปหลายคนอาจสงสัย
00:03:20 → 00:03:24ว่าทำไมนิ่วในถุงน้ำดีพบมากในผู้หญิงโดย
00:03:24 → 00:03:27เฉพาะผู้หญิงวัย 40 ปีนั่นเป็นเพราะ
00:03:27 → 00:03:30ฮอร์โมนเอสโตรเจนมีส่วนทำให้โคเลสเตอรอล
00:03:30 → 00:03:34ในน้ำดีสูงขึ้นเพศหญิงมีโอกาสเป็นมากกว่า
00:03:34 → 00:03:36เพศชายเนื่องจากฮอร์โมนเอสโตรเจนและการ
00:03:36 → 00:03:39ตั้งครรภ์มีผลต่อการเพิ่มปริมาณ
00:03:39 → 00:03:41คอเลสเตอรอลและลดการเคลื่อนตัวของถุงน้ำ
00:03:41 → 00:03:44ดีทำให้เป็นนิ่วได้ง่ายขึ้นผู้ป่วยโรค
00:03:44 → 00:03:47เลือดบางชนิดที่มีการแตกตัวของเมลแดงเร็ว
00:03:47 → 00:03:51กว่าปกติเช่นโรคซีเมียผู้ป่วยโรคเบาหวาน
00:03:51 → 00:03:54เพราะถุงน้ำดีจะมีการบีบตัวน้อยลงในผู้
00:03:54 → 00:03:58ที่มีน้ำตาลในเลือดสูงกรพันธ์โดยเฉพาะผู้
00:03:58 → 00:04:00ที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคนิ่วใน
00:04:00 → 00:04:04ถุงน้ำดีมาก่อนอาการของโรคนิ่วในถุงน้ำดี
00:04:04 → 00:04:07สังเกตได้ดังนี้อาการในช่วงแรกถ้ายังไม่
00:04:07 → 00:04:11รุนแรงมากมักจะเกิดขึ้นเป็นระยะๆะโดย
00:04:11 → 00:04:14เฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่รับประทานอาหาร
00:04:14 → 00:04:16ที่มีไขมันสูงเข้าไปซึ่งจะไปกระตุ้นให้
00:04:16 → 00:04:20เกิดอาการบวมตึงในถุงเพราะการคั่งของของ
00:04:20 → 00:04:24เหลวมีลักษณะอาการที่สังเกตได้ดังนี้ท้อง
00:04:24 → 00:04:28อืดท้องเฟ้อเหมือนมีลมอยู่ข้างในข้อ
00:04:28 → 00:04:31สังเกตคือมักจะมีอาการหลังรับประทานอาหาร
00:04:31 → 00:04:34มันๆหรือช่วงเวลากลางคืนและมักจะเป็นอยู่
00:04:34 → 00:04:371-2 ชั่วโมงก็หายและขณะมีอาการผู้ป่วยจะ
00:04:37 → 00:04:41ยังพอขยับตัวได้แน่นท้องหลังรับประทาน
00:04:41 → 00:04:43อาหารโดยเฉพาะหลังรับประทานอาหารที่มีไข
00:04:43 → 00:04:47มันมากปวดท้องข้างขวาหรือใต้ชายโครงขวา
00:04:47 → 00:04:51เป็นครั้งเป็นคราวปวดท้องข้างขวาอย่าง
00:04:51 → 00:04:54รุนแรงและมักจะปวดร้าวไปถึงสะบักด้านขวา
00:04:54 → 00:04:58ร่วมด้วยมีไข้สูงเฉียบพลันในกรณีที่มีการ
00:04:58 → 00:05:02อักเสบของถุงน้ำดีอย่างเฉียบพลันคลื่นไส้
00:05:02 → 00:05:06อาเจียนตัวเหลืองตาเหลืองปัสสาวะมีสีเข้ม
00:05:06 → 00:05:10อุจจาระมีสีซีดลงเนื่องจากลำไส้ขาดน้ำดี
00:05:10 → 00:05:12อย่างไรก็ตามคนที่มีนิ่วในถุงน้ำดีอาจไม่
00:05:13 → 00:05:15มีอาการแสดงข้างต้นเพราะอาจมีก้อนนิ่ที่
00:05:15 → 00:05:18เล็กหรือฝังตัวอยู่ลึกในก้นถูกน้ำดีก็
00:05:18 → 00:05:21เป็นได้ค่ะแต่หากก้นนิ่วออกมาอุดกั้น
00:05:21 → 00:05:25บริเวณท่อน้ำดีอาการแสดงจะค่อนข้างชัด
00:05:25 → 00:05:28เช่นมีอาการปวดท้องเฉียบพลันและรุนแรงปวด
00:05:28 → 00:05:31ท้องในลักษณะปวดปดบิดเกรงโดยแต่ละครั้งจะ
00:05:31 → 00:05:35มีอาการปวดนานประมาณ 15-30 นาทีหรือนาน
00:05:35 → 00:05:39กว่า 2-6 ชมเลยก็ได้แต่อาการปวดท้อง
00:05:39 → 00:05:42เนื่องจากนิ่วในถุงน้ำดีจะเป็นๆหายๆมัก
00:05:42 → 00:05:45ไม่ใช่อาการปวดท้องทุกวันจะตรวจพบว่ามี
00:05:45 → 00:05:48นิ่วก็ต่อเมื่ออันซาวทั้งนี้ก้อนนิ่้วที่
00:05:48 → 00:05:51ตกตะกอนอาจมีขนาดเล็กเท่าเมดทรายหรือใหญ่
00:05:51 → 00:05:54เท่าลูกกอล์ฟจำนวนมีได้ตั้งแต่ 1 ก้อนไป
00:05:54 → 00:05:57จนถึงหลายร้อยก้อนก็ได้หากมีขนาดใหญ่อาจ
00:05:57 → 00:06:01เป็นปัจจัยเสี่ยงให้เกิดม็เรงถุงน้ำดีได้
00:06:01 → 00:06:04ทั้งนี้ค่ะหลายคนอาจจะเคยได้ยินเสียงข่าว
00:06:04 → 00:06:08ลืมอค่ะว่าการรับประทานชานมไขมุก 2-3
00:06:08 → 00:06:11แก้วต่อวันต่อเนื่องกันจะทำให้เสี่ยงเป็น
00:06:11 → 00:06:14โรคนิ่วในถุงน้ำดีซึ่งตรงนี้ค่ะกระทรวง
00:06:14 → 00:06:18สาธารณสุขค่ะได้มีข้อความออกมาแถลงโดยที่
00:06:18 → 00:06:22บอกว่าข้อมูลนี้มีความบิดเบือนค่ะกรณีที่
00:06:22 → 00:06:25มีการส่งต่อข้อมูลว่าการรับประทานชานมไข่
00:06:25 → 00:06:29มุกวันละ 2-3 แก้วเป็นระยะเวลานานทำให้
00:06:29 → 00:06:31เป็นนิ้วในถุงน้ำดีนั้นทางกรมอนามัย
00:06:31 → 00:06:35กระทรวงสาธารณสุขได้ตรวจสอบข้อมูลและชี้
00:06:35 → 00:06:38แจงว่าชานมไข่มุกและน้ำหวานอาจไม่ได้เป็น
00:06:38 → 00:06:42สาเหตุโดยตรงเพราะว่าโรคนิ่วนั้นมาจาก
00:06:42 → 00:06:45หลายสาเหตุซึ่งอาหารและเครื่องดื่มจะเป็น
00:06:45 → 00:06:48ส่วนหนึ่งหรือเป็นปัจจัยเสี่ยงที่อาจทำ
00:06:48 → 00:06:51ให้เกิดโรคได้มากขึ้นโดยเฉพาะอาหารทอด
00:06:51 → 00:06:55อาหารมันอาหารหวานจำพวกที่มีไขมันสูงซึ่ง
00:06:55 → 00:06:58อาหารจำพวกนี้มีส่วนประกอบที่ทำให้เกิด
00:06:58 → 00:07:00ภาวะน้ำหนักเก
00:07:00 → 00:07:03หรือโรคอ้วนโดยคนอ้วนจะมีโอกาสเกิดนิ่้ว
00:07:03 → 00:07:05จากคอเลสเตอรอลได้มากขึ้นเนื่องจาก
00:07:05 → 00:07:08คอเลสเตอรอลเพิ่มมากขึ้นในถุงน้ำดีแต่การ
00:07:08 → 00:07:13บีบตัวของถุงน้ำดีลดลงขอบคุณนะคะสำหรับ
00:07:13 → 00:07:16การรับชมรายการ TNN Health ค่ะและอย่า
00:07:16 → 00:07:19ลืมค่ะกด Subscribe กดดไลคกดแชร์ในทุก
00:07:19 → 00:07:23ช่องทางออนไลน์์ของ TNN ช่อง 16 ค่ะเพื่อ
00:07:23 → 00:07:26ที่จะไม่พลาดการรับชมรายการสดคลิปวดีโอ
00:07:26 → 00:07:32ที่น่าสนใจของทาง TNN นะคะ y