00:00:00 → 00:00:05เนื้อสัตว์แปรรูปพวกไส้กรอก แฮม เบคอนจัด เป็นสิ่งที่ก่อมะเร็งคลาส 1 ระดับเดียว
00:00:05 → 00:00:10กับบุหรี่ แต่ทำไมเขาถึงยอมให้ขายได้ล่ะครับ ตลาดอาหารเนื้อแปรรูปยังมีการเติบโต
00:00:10 → 00:00:15อยู่ แล้วก็คาดว่าจะเติบโตอีกปีละ 5% ผมก็ เลยไปเอาไส้กรอกท่อนนึงในตู้เย็นน่ะนะ
00:00:15 → 00:00:21ครับ ไส้กรอก 4 นิ้วเนี่ยมาลองชั่งดูแปลว่า ถ้าไม่อยากให้มีไนไตรท์เกินค่าปลอดภัย
00:00:21 → 00:00:26ผมต้องกินวันนึงได้แค่ 1 ชิ้นครึ่งครับ ส่วนใหญ่ไนโตรซามีนเนี่ยจะเกิดจากตอนที่
00:00:26 → 00:00:31เรากินเข้าไปเรามาดูกันครับว่า จะมีวิธี ยังไงที่ทำให้มันเปลี่ยนเป็นไนโตรซามีน
00:00:31 → 00:00:37น้อยที่สุด ซึ่งกระบวนการพวกนี้สามารถ ยับยั้งได้ครับด้วยวิตามินซีและวิตามิน E
00:00:37 → 00:00:42สวัสดีครับ ขอต้อนรับเข้าสู่หมออ๊อกบอกเล่า คลิปนี้หมอจะคุยเรื่องอาหารแปรรูปที่ใกล้
00:00:42 → 00:00:48ตัวทุกคนกันมากเลยนะครับ ก็คือพวกเนื้อ- สัตว์แปรรูปพวกไส้กรอก แฮม เบคอน กุนเชียง
00:00:48 → 00:00:53อาหารพวกนี้เป็นอาหารที่ทุกคนเจอในชีวิต ประจำวันเลยนะครับ หรือบางคนก็กินอยู่
00:00:53 → 00:00:59ทุกเช้าอยู่แล้ว คลิปนี้เรามาคุยกันครับว่า ของพวกนี้ที่ WHO จัดว่าเป็นของ
00:00:59 → 00:01:04ก่อมะเร็งกลุ่มที่ 1 แปลกใจมั้ยครับว่า ทำไมยังวางขายอยู่ได้ และถ้าเราหลีกเลี่ยง
00:01:04 → 00:01:09ไม่ได้จริงๆเนี่ย เราจำเป็นต้องกิน เช่น สมมุติว่าไปงานสัมมนาแล้วเมนูกลางวันมี
00:01:09 → 00:01:15พวกไส้กรอกแหมอะไรแบบเนี้ย เราจะลดความ- เสี่ยงยังไง คลิปนี้หมอจะพูดโฟกัสในเรื่อง
00:01:15 → 00:01:20ของอาหารกลุ่มนี้นะครับ แล้วก็จะลงลึก นิดนึงในเรื่องของสารก่อมะเร็งตัวที่ชื่อว่า
00:01:20 → 00:01:25ไนโตรซามีน ฟังคลิปนี้จบแล้วทุกคนก็จะ เข้าใจเลยครับว่า สิ่งที่เราสอนกันมาตั้งแต่
00:01:25 → 00:01:31เด็กๆว่าการกินอาหารต้องกินให้หลากหลาย กินให้ครบ 5 หมู่นะ มันมีข้อดีอย่างนี้นี่เอง
00:01:31 → 00:01:38ใครที่ชอบกินพวกนี้บ้างครั บพวกไส้กรอก แฮม เบคอน กุนเชียง กินเยอะแค่ไหนกินบ่อย
00:01:38 → 00:01:43แค่ไหนเขียนมาเล่ากันนะครับ อาหารกลุ่มนี้พวกเนื้อสัตว์แปรรูปพวก
00:01:43 → 00:01:49ไส้กรอก แฮม เบคอน จัดเป็นสิ่งที่ก่อมะเร็ง คลาส 1 ระดับเดียวกับบุหรี่ แต่ทำไมเขาถึง
00:01:49 → 00:01:54ยอมให้ขายได้ล่ะครับ ขายกันทั่วโลกเลยนะครับ อันดับแรกเราต้องทำความเข้าใจกันก่อนว่า
00:01:54 → 00:01:58คลาส 1 ระดับเดียวกับบุหรี่ที่ว่าก็ ไม่ได้ก่อมะเร็งเท่ากันหรือว่าเท่ากับ
00:01:58 → 00:02:05บุหรี่ คนสูบบุหรี่มีโอกาสเกิดมะเร็งปอด หรือว่าตายจากมะเร็งปอด 15-30 เท่าเทียบ
00:02:05 → 00:02:09กับคนที่ไม่สูบเลย และบุหรี่ก็สัมพันธ์กับ การเกิดมะเร็งมากมายนะครับ อาจจะเรียก
00:02:09 → 00:02:16ได้ว่าสัมพันธ์กับการเกิดมะเร็งแทบทุกอวัยวะ ในร่างกายเลย ส่วนการกินอาหารแปรรูปนะครับ
00:02:16 → 00:02:2050 กรัมจะเพิ่มความเสี่ยงของการเป็น มะเร็งลำไส้
00:02:20 → 00:02:2518% การสูบบุหรี่กับอาหารแปรรูปนะครับ คง ไม่สามารถเทียบกันได้แบบมวนต่อมวนหรือว่า
00:02:25 → 00:02:30ชิ้นต่อชิ้น แต่โดยน้ำหนักแล้วบุหรี่ มีความเสี่ยงมากกว่า อีกอย่างนึง
00:02:30 → 00:02:35เชื่อมั้ยครับว่า ทุกคนรู้อยู่แล้วนะครับ ว่าอาหารแปรรูปเนี่ยไม่ดีนะ เสี่ยงกับ
00:02:35 → 00:02:40โรคเรื้อรังนะ เสี่ยงกับมะเร็งนะ แต่ว่าตลาด อาหารเนื้อแปรรูปผมไปดูมานะครับ ยังมีการ
00:02:40 → 00:02:47เติบโตอยู่ แล้วก็คาดว่าจะเติบโตอีกปีละ 5% ทำไมถึงเป็นอย่างี้ ทุกคนพอจะเดาได้มั้ย
00:02:47 → 00:02:52ครับ ก็เพราะว่าความสะดวกและความอร่อยของ พวกอาหารแปรรูป ลองคิดดูนะครับ ถ้าเรา
00:02:52 → 00:02:58ต้องการความรวดเร็ว พวกไส้กรอกแฮมเป็นอะไร ที่ตอบโจทย์มาก กินง่าย ปรุงง่าย เนี่ยแหละครับ
00:02:58 → 00:03:04ทำให้ของพวกเนี้ยยังวางขายได้ ก็เพราะ ว่ามีคนต้องการไงครับ สะดวกแล้วก็อร่อย
00:03:04 → 00:03:09พอมีคนต้องการกินอยู่ แต่เราก็รู้ว่ามันมี ความเสี่ยงของมะเร็ง คราวนี้ก็เป็นหน้าที่
00:03:09 → 00:03:14ของหน่วยงานดูแลสุขภาพของแต่ละประเทศ ที่จะต้องดูแลแล้วล่ะครับ อย่างของไทยก็มี
00:03:14 → 00:03:19อย. หน่วยงานเหล่านี้ก็มีหน้าที่ต้องดูแล ว่าผลิตภัณฑ์ต้องได้มาตรฐานนะ ใส่พวกสาร
00:03:19 → 00:03:25ต่างๆต้องอยู่ในเกณฑ์ที่กำหนด ไม่มากเกินไป เดี๋ยวพอทุกท่านฟังคลิปนี้จบนะครับ ลองเข้า
00:03:25 → 00:03:31ร้านสะดวกซื้อนะ แล้วลองไปดูไส้กรอก แฮม เบคอนที่วางขายอยู่ ลองพลิกดูที่สาร
00:03:31 → 00:03:37กันเสียหรือว่าวัตถุที่เจือปนในอาหาร ลองไปดู นะครับ แล้วเขียนมาบอกกันหน่อยว่าเห็นด้วยมั้ย
00:03:37 → 00:03:43หมอไปดูมาแล้วครับเกือบ 100% หรือบาง Shelf คือ 100% เลยจะมีตัวเลขที่เขียนไว้
00:03:43 → 00:03:49INS250 ตัวนี้ก็คือโซเดียมไนเตรท์ ตัวนี้เขาใส่เพื่อให้เนื้อยังมีสีแดงไม่
00:03:49 → 00:03:55ซีดคล้ำ แล้วก็ยังเป็นสารกันบูดด้วย แต่ ข้อเสียก็คือตัวเนี้ยสามารถทำให้เกิดสารที่
00:03:55 → 00:04:00ชื่อว่าไนโตรซามีน ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง
00:04:00 → 00:04:06จริงๆแล้วตัวไนโตรซามีนเนี่ยก็เป็น สารก่อมะเร็งที่จริงๆแล้วก็อยู่ในไส้กรอก
00:04:06 → 00:04:10หรือว่าเบคอนพวกนี้อยู่แล้วนะครับ อยู่ใน แพ็คเกจตั้งแต่แรกเลย คือเขาไม่ได้ตั้งใจ
00:04:10 → 00:04:17ใส่นะครับ แต่ว่าเกิดจากโซเดียมไนไตร์ ทำปฏิกิริยากับเอมีน เอมีนเดี๋ยวค่อยว่ากัน
00:04:17 → 00:04:22นะครับ แต่ว่าไนโตรซามีนที่พูดมาเนี่ย ที่ อยู่ในแพ็คเกจเนี่ยคือน้อยมากๆ ส่วนใหญ่
00:04:22 → 00:04:28ไนโตรซามีนเนี่ยจะเกิดจากตอนที่เรากิน เข้าไป พอเรากินโซเดียมไนไตรท์เข้าไป
00:04:28 → 00:04:34ภายใต้ภาวะที่เหมาะสมนะครับก็คือ 1 ความเป็นกรดในกระเพาะอาหารและ 2 มี
00:04:34 → 00:04:40เอมีน เอมีนคืออะไร คือเนื้อสัตว์เนี่ยมีโปรตีน หน่วยย่อยที่สุดของโปรตีนคือกรดอะมิโน พอ
00:04:40 → 00:04:46ร่างกายย่อยก็จะได้เป็นกรดอะมิโน และกรด อะมิโนบางตัวก็เปลี่ยนรูปไปเป็นเอมีนได้
00:04:54 → 00:05:00ไนโตรซามีนพวกเนี้ยให้กลายเป็นสารที่จับ กับ DNA ของเราได้ซึ่งตรงเนี้ยครับ
00:05:00 → 00:05:04ตัวนี้ร้ายกาจทีเดียว สารตัวเนี้ยจะเข้าไป เปลี่ยนแปลง DNA
00:05:04 → 00:05:10ของเซลล์ของร่างกายของเรา ปกติร่างกายของ เราก็ฉลาดนะครับ พอ DNA ของเราถูกเปลี่ยน
00:05:10 → 00:05:15ไปปุ๊บ ร่างกายของเราก็จะซ่อม ก็โอเค เรียบร้อยกลับมาเป็นปกติไม่เป็นมะเร็ง แต่
00:05:15 → 00:05:21เมื่อไรก็ตามนะครับที่การซ่อมนั้นทำได้ ไม่ดีหรือว่าทำไม่ไหว หรือว่าซ่อมผิดพลาด
00:05:21 → 00:05:26เช่นคนที่มีความเสี่ยงของการเป็นมะเร็ง อยู่แล้ว คนที่อายุเยอะ หรือว่าคนที่มีความ
00:05:26 → 00:05:32ผิดปกติมากจนซ่อมไม่ไหว DNA อันนั้นก็จะ ผิดปกติไป หรือพูดง่ายๆก็คือกลายเป็น
00:05:32 → 00:05:38มะเร็งนั่นเอง ทบทวนที่พูดมานิดนึงนะครับ คือตัวไนโตรซามีนเนี่ย เกิดได้จากอันที่ 1
00:05:38 → 00:05:43ก็คืออยู่ในแพ็คเกจอยู่แล้ว ตั้งแต่อยู่บน Shelf เลย พวกตัวไนไตรท์อย่างที่ว่า
00:05:43 → 00:05:48สามารถที่จะกลายเป็นไนโตรซามีนได้ แต่ถ้า มีก็มีน้อย แต่บางผลิตภัณฑ์นะครับจะใส่พวก
00:05:48 → 00:05:54วิตามินซีหรือว่าสารอีกตัวนึงที่ช่วยยับยั้ง การเกิดไนโตรซามีนได้ ลองดูแพ็คเกจนะครับ
00:05:54 → 00:06:01ลองมองหาตัวเลข INS 300 กับ INS 316 INS 300 คือวิตามิน C
00:06:01 → 00:06:07Ascorbic acid , INS 316 ก็คือโซเดียม อีรีทรอเบท คือ 2 ตัวนี้จะช่วยยับยั้งการเกิด
00:06:07 → 00:06:13ไนโตรซามีนได้ การเกิดไนโตรซามีนอัน ที่ 2 นะครับ ก็คือพอเรากินเข้าไปก็จะเกิด
00:06:13 → 00:06:18ขึ้นในร่างกายตามที่เล่าไปแล้ว และอีกอัน นึงก็คือเป็นอันที่ 3 ครับ ก็คือเกิดจาก
00:06:18 → 00:06:23การปิ้งย่างด้วยความร้อนสูง ความร้อนสูง เนี่ยจะเร่งปฏิกิริยาทำให้โซเดียมไนเตรท์
00:06:23 → 00:06:28กลายเป็นไนโตรซามีนได้ง่ายขึ้น อันนี้คือ คนละเรื่องกับปิ้งย่างและทำให้เกิดสาร
00:06:28 → 00:06:32กลุ่มไฮโดรคาร์บอนนะครับ ซึ่งเป็นสาร ก่อมะเร็งเหมือนกัน ซึ่งอันเนี้ยมันคนละ
00:06:32 → 00:06:37ประเด็น คลิปนี้จะพูดถึงไนโตรซามีนเป็น หลัก เรื่องของไฮโดรคาร์บอนขอเก็บไว้ก่อน
00:06:37 → 00:06:41ยังไม่พูดในคลิปนี้ครับ
00:06:41 → 00:06:46องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ องค์การอนามัยโลกกำหนดค่าที่ยอมรับได้ต่อ
00:06:46 → 00:06:53วันของไนไตรท์อยู่ที่ 0.07 มก. น้ำหนักตัว 1 กก. สมมุตินะครับถ้าคนนึง
00:06:53 → 00:06:59หนัก 60 กก.นั่นก็คือไนไตรท์ไม่ควร เกิน 4.2 มก.ต่อวัน และในประเทศไทย
00:06:59 → 00:07:04นะครับ กระทรวงสาธารณสุขกำหนดให้ปริมาณ ไนไตรท์ในเนื้อสัตว์แปรรูปไม่เกิน 80 มก.
00:07:04 → 00:07:10ต่ออาหาร 1 กก.เท่าที่ผมไปดูบนเชล มาครับ ผมยังไม่เจอยี่ห้อไหนเลยที่เขียน
00:07:10 → 00:07:15ปริมาณโซเดียมไนไตรท์เริ่มต้นว่าเขาใส่ เท่าไร ใส่กี่เปอร์เซ็นต์หรือใส่น้ำหนักเท่าไร
00:07:15 → 00:07:20ซึ่งสมมุตินะครับ สมมุติว่าเขาใส่ใน ปริมาณสูงสุดที่กำหนดที่ยอมให้ใส่ก็คือ 80
00:07:20 → 00:07:26มก.ต่อน้ำหนักอาหาร 1 กก.แล้วกัน เพราะฉะนั้นถ้าไม่ให้เกิน 4.2 มก.คือกิน
00:07:26 → 00:07:33ได้วันนึง 52.5 กรัม ผมก็เลยไปเอาไส้กรอก ท่อนนึงในตู้เย็นนะครับไส้กรอก 4 นิ้ว
00:07:33 → 00:07:39มาลองชั่งดู ก็ปรากฏว่าหนัก 35.2 กรัม แปลว่าอะไรครับ แปลว่าถ้าไม่อยากให้มี
00:07:39 → 00:07:44ไนไตรท์เกินค่าปลอดภัย ผมต้องกินวันนึงได้ แค่ 1 ชิ้นครึ่งครับ
00:07:44 → 00:07:50ถ้าเราจะลดสารไนโตรซามีนซึ่งเป็นสาร ก่อมะเร็ง ง่ายๆอันดับแรกเลยนะครับ
00:07:50 → 00:07:55หลีกเลี่ยงการปิ้งย่างด้วยความร้อนสูงๆ ตามที่ พูดมาแล้วว่าการปิ้งย่างจะเร่งทำให้เกิด
00:07:55 → 00:08:00ไนโตรซามีนได้มากขึ้น การนึ่งหรือการต้ม อุณหภูมิจะอยู่ที่ประมาณ 100 เซลเซียส
00:08:00 → 00:08:06โอกาสเกิดไนโตรซามีนก็จะน้อยกว่า การปิ้งย่างครับ ต่อมาเรารู้ว่าการกินโซเดียม
00:08:06 → 00:08:10ไนไตรท์เข้าร่างกาย มันจะถูกเปลี่ยนเป็น ไนโตรซามีน เรามาดูกันครับว่าจะมีวิธียังไง
00:08:10 → 00:08:15ที่ทำให้มันเปลี่ยนเป็นไนโตรซามีนน้อย ที่สุด ซึ่งกระบวนการพวกนี้สามารถยับยั้ง
00:08:15 → 00:08:21ได้ครับ ด้วยวิตามินซีและวิตามิน E ตัววิตามิน E เป็นน้ำมันละลายได้ดีในน้ำมัน
00:08:21 → 00:08:26ในขณะที่ตัววิตามินซีเนี่ยละลายได้ดี ในน้ำ เพราะฉะนั้น 2 ตัวนี้ก็จะช่วยกัน
00:08:26 → 00:08:32ครับ วิตามิน E ก็จัดการกับเฟสที่อยู่ใน น้ำมันได้ดี วิตามินซีก็จะจัดการกับเฟสที่
00:08:32 → 00:08:37อยู่ในน้ำได้ดี ก็จะช่วยกัน และข้อดีของการ กินวิตามินซีอีกอย่างนึงที่หลายๆคนยังไม่รู้
00:08:37 → 00:08:43คือการกินวิตามินซีร่วมกับวิตามิน E ตัวแอลฟ่าโทโคเฟอรอล จะทำให้ตัวแอลฟ่า
00:08:43 → 00:08:49โทโคเฟอรอล กลับมาคืนชีพได้คือกลับมา ทำหน้าที่อีกครั้งได้ครับเพราะฉะนั้นการกิน C กับ E
00:08:49 → 00:08:54ร่วมกัน ก็เลยดีกว่าการกินตัวใดตัวนึง เพียงตัวเดียว ที่พูดมาเนี่ยไม่ใช่เรื่อง
00:08:54 → 00:08:59ของแค่สมการเคมีนะครับ ไม่ใช่สมการ กระดาษ แต่มีงานวิจัยทั้งในหลอดทดลองและ
00:08:59 → 00:09:04ในทางคลินิกที่บอกว่าวิตามินซีและ E ช่วยเรื่องนี้ได้ ถึงตรงนี้ทุกคนคงอยากรู้
00:09:04 → 00:09:09ใช่มั้ยครับว่าการกิน C กับ E เท่าไหร่ ถึงจะป้องกันได้ ตรงเนี้ยไม่มีตัวเลข
00:09:09 → 00:09:14ที่แน่นอนครับ หมออ๊อกก็บอกไม่ได้เพราะยังไม่ มีตัวเลขที่ชัดเจน แต่เรารู้อย่างนึงครับว่า
00:09:14 → 00:09:18ยิ่งสูงยิ่งป้องกันได้ดีขึ้น แต่ว่า กิน C กับ E เยอะไม่ดีนะครับ ระวังผลข้างเคียง
00:09:18 → 00:09:23ด้วยอย่ากินเยอะนะครับ จริงๆจะกินพวก วิตามินที่เป็นเม็ดอาหารเสริมก็ได้ แต่ว่า
00:09:23 → 00:09:30กลับมาที่ธรรมชาติดีกว่ามั้ยครับ พวกผัก ผลไม้ที่มีวิตามินซีสูงเช่นฝรั่ง กีวี่ ส้ม
00:09:30 → 00:09:35มะละกอ บร็อกเกอรี่ หรือว่าวิตามินอีสูง เช่นพวกอะโวคาโด้ แอลมอน เมล็ดดอกทานตะวัน
00:09:35 → 00:09:42หรือพวกถั่วต่างๆ กินผักผลไม้พวกเนี้ยเข้า ไปด้วยก็จะลดความเสี่ยงได้ครับ ทีนี้พอเรา
00:09:42 → 00:09:47พยายามป้องกันแล้วแต่ก็มีไนโตรซามีน เกิดขึ้นมาบ้างล่ะ เราจะทำยังไงต่อไปคือ
00:09:47 → 00:09:52หลักฐานเรื่องนี้ยังไม่ชัดเจนนะครับ แต่จาก หลักฐานข้างเคียงอื่นๆทำให้เราเชื่อว่า
00:09:52 → 00:09:57อาหารพวกเส้นใยไฟเบอร์ ข้าวกล้อง ข้าวไม่ ขัดสี หรือพวกข้าวโอ๊ตพวกเนี้ยที่เป็นพวก
00:09:57 → 00:10:02ไฟเบอร์ที่ละลายน้ำพวกเนี้ย จะช่วยชะลอ หรือว่ายับยั้งการดูดซึมของสารพวกนี้เข้า
00:10:02 → 00:10:07ร่างกายได้ เอาล่ะครับ เราพยายามเต็มที่ แล้วก็ยังมีสารพวกนี้ดูดซึมเข้าไปอีก
00:10:07 → 00:10:13เข้าไปในกระแสเลือดอีก เราจะทำยังไงดีล่ะ ถึงตอนนี้ก็ยังมีตัวช่วยนะครับ สารต้าน
00:10:13 → 00:10:19อนุมูลอิสระอย่างเช่น EGCG ในชาเขียวหรือ ว่ามัฉะ หรือว่าองุ่นโดยเฉพาะองุ่นแดงที่
00:10:19 → 00:10:24ชื่อว่า resveratrol และแน่นอนนะครับ วิตามินซีวิตามิน E ที่อยู่ในผัก
00:10:24 → 00:10:30ผลไม้ต่างๆ หรือพวกเบอร์รี่ก็ยังช่วยตรง นี้ได้ครับ ตอนนี้ทุกคนคงเห็นภาพแล้วใช่
00:10:30 → 00:10:35มั้ยครับว่าการกินอาหารให้ครบถ้วนเนี่ย ไม่ว่าจะเป็นการกินอาหารที่ดีต่อสุขภาพ
00:10:35 → 00:10:40เช่นการกินอาหารพวกเส้นใย ข้าวกล้อง ข้าวไม่ขัดสี ผักใบเขียว หรือพวกผักผลไม้ต่างๆ
00:10:40 → 00:10:46มีข้อดียังไง ในธรรมชาตินะครับมีความ สมดุลของเขาอยู่แล้ว ถ้าเราทำตัวเป็นส่วนหนึ่ง
00:10:46 → 00:10:52ของธรรมชาติ กลมกลืนไปกับเค้า เราก็จะ ห่างไกลโรคครับ ลองนำไปปรับใช้ดูนะครับ
00:10:52 → 00:10:57อ้อ หมอต้องบอกก่อนว่าคอนเทนต์ลักษณะนี้ หมอทำให้ดูสนุกๆนะครับเอาความเป็น
00:10:57 → 00:10:58วิทยาศาสตร์มากางเหตุและผล
00:10:58 → 00:11:02ไม่ได้ต้องการให้เกิด ความกลัว ความเครียด หรือว่าวิตกกังวลอะไร
00:11:02 → 00:11:08ใช้ชีวิตให้มีความสุขครับ กินในสิ่งที่ชอบ ทำในสิ่งที่รัก ไม่เบียดเบียนตัวเองและคนอื่น
00:11:08 → 00:11:14แบบนี้คือดีที่สุดแล้วครับ รบกวนช่วย แชร์คลิปนี้ให้กับคนที่ชอบกินพวกไส้กรอก
00:11:14 → 00:11:19แฮมเบคอนด้วยนะครับ หรือแชร์คลิปนี้ให้กับ คนที่รักให้เขารู้ว่าการอยู่กับธรรมชาติ
00:11:19 → 00:11:24หรือการทานอาหารให้สมดุลเนี่ยมีประโยชน์ แค่ไหน อันนี้เป็นตัวอย่างที่ดีเลยครับ
00:11:24 → 00:11:32ใครมีความเห็นยังไงก็เขียนเข้ามาเลยนะ ครับ พบกันใหม่ในคลิปหน้า สวัสดีครับ