00:00:00 → 00:00:03[เสียงดนตรี]
00:00:03 → 00:00:06You're listening to Mahidol Channel Podcast.
00:00:06 → 00:00:08Listen for a better life.
00:00:08 → 00:00:11ฟังเพื่อชีวิตที่ดีกว่า
00:00:11 → 00:00:14และนี่คือรายการพอดแคสต์ของช่อง Mahidol Channel
00:00:14 → 00:00:16โดย มหาวิทยาลัยมหิดล
00:00:16 → 00:00:20[เสียงดนตรี]
00:00:20 → 00:00:22วันนี้คุณกินอะไร
00:00:22 → 00:00:26อาหารที่คุณกินจะส่งผลดี ส่งผลเสีย กับสุขภาพของคุณอย่างไร
00:00:27 → 00:00:29วันนี้หมอจะชวนทุกคนมาพูดคุย
00:00:29 → 00:00:33เกี่ยวกับรูปแบบของการกินอาหาร ที่ปลอดภัยกับสุขภาพของเรา
00:00:33 → 00:00:37กับรายการ Food Choice กินดี สุขภาพดี เลือกได้ กับหมอเอ๋
00:00:38 → 00:00:39แพทย์หญิงดรุณีวัลย์ วโรดมวิจิตร
00:00:40 → 00:00:44คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล
00:00:44 → 00:00:47[เสียงดนตรี]
00:00:47 → 00:00:53สำหรับวันนี้นะคะเราก็จะมาคุยกันในเรื่องของ อาหารสำหรับโรคความดันโลหิตสูง
00:00:53 → 00:00:56ความดันโลหิตสูงคืออะไร เราต้องรู้ก่อน
00:00:56 → 00:01:00อันแรกคือความดันโลหิตที่เป็นปกติคืออะไร
00:01:00 → 00:01:03คนปกติ เราจะบอกว่า ความดันโลหิตมันจะมี 2 ตัว
00:01:03 → 00:01:04ตัวบนกับตัวล่าง
00:01:04 → 00:01:09ตัวบนหรือตัวเลขเยอะที่เราเห็น เราจะเรียกว่าความดันโลหิต Systolic
00:01:09 → 00:01:13แล้วก็ความดันตัวล่าง เราจะเรียกว่า ความดันโลหิตที่จะเป็น Diastolic
00:01:13 → 00:01:17ตัวบนคือแรงดันเลือดเมื่อมีการบีบตัว
00:01:17 → 00:01:21ตัวล่างเป็นแรงดันเลือดเมื่อหัวใจคลายตัว เอาแค่นี้ก่อน
00:01:21 → 00:01:23ที่แน่ ๆ คือเราจะมีตัวเลขอยู่ 2 ตัวนะคะ
00:01:23 → 00:01:29ค่าปกติจะอยู่ประมาณ 120/80 นะคะ อันนี้คือค่าปกติ
00:01:29 → 00:01:31ทีนี้ถ้าสมมุติว่าตัวเลขมันสูงไปกว่านี้
00:01:31 → 00:01:35เราจะวินิจฉัยเมื่อไหร่ว่าจะเป็น ความดันโลหิตสูง
00:01:35 → 00:01:39ก็คือถ้าตัวบนนะคะ Systolic มากกว่า 140
00:01:39 → 00:01:41หรือว่าตัวล่างมากกว่า 90
00:01:41 → 00:01:45อันนี้เราจะเรียกว่าความดันโลหิตสูงนะคะ
00:01:45 → 00:01:47ทีนี้เวลาที่เราไปวัดความดันมาแล้วนี่
00:01:47 → 00:01:51ต้องบอกนิดนึงก่อนว่าหลายคนเวลาเดินมา โรงพยาบาลปั๊บ แล้ววัดเลยนี่
00:01:51 → 00:01:55โอ้โฮ ตื่นเต้น ตกใจ รีบวิ่งมา คุณหมอเรียกแล้ว
00:01:55 → 00:01:58จอดรถไกล กลัวไม่มีที่จอด
00:01:58 → 00:02:00ไม่รู้แหละ ตื่นเต้นตกใจ ความดันสูงตลอด
00:02:00 → 00:02:05อันนี้นี่ หลาย ๆ ราย เราจะแนะนำว่าให้เขาพักก่อน
00:02:05 → 00:02:08ประมาณ 3-5 นาที แล้วเราก็มาวัดความดันซ้ำอีกทีหนึ่ง
00:02:08 → 00:02:11หรือหลาย ๆ คน เราจะบอกว่า ถ้ามีเครื่องวัดความดันที่บ้านนี่
00:02:11 → 00:02:13ให้วัดที่บ้าน แล้วจดมา
00:02:13 → 00:02:15แล้วเอามาให้คุณหมอดู
00:02:15 → 00:02:17อันนี้จะบอกได้ชัดเจนมากกว่าว่า
00:02:17 → 00:02:21คน ๆ นี้มีปัญหาเรื่องของ ความดันโลหิตสูงแล้วหรือยังนะคะ
00:02:22 → 00:02:24ทีนี้ถ้าสมมุติว่าเราดูแน่นอนแล้วล่ะ
00:02:24 → 00:02:27ว่าคน ๆ นี้ นั่งพักก็แล้ว จดที่บ้านก็แล้ว
00:02:27 → 00:02:30มีปัญหาเรื่องของความดันโลหิตสูงแน่ ๆ นะคะ
00:02:30 → 00:02:33เราก็จะมาดูนิดนึงว่าเราจะให้การดูแลอย่างไร
00:02:33 → 00:02:34ยกตัวอย่างเช่น
00:02:34 → 00:02:39ถ้าเกิดอยู่ในประมาณ 120 ตัวบนนะคะต่ำกว่า 120
00:02:39 → 00:02:40ตัวล่างต่ำกว่า 80
00:02:40 → 00:02:41อันนี้ถือว่าปกติ
00:02:41 → 00:02:43เพราะฉะนั้นให้ใช้ชีวิตตามปกติ
00:02:43 → 00:02:45ก็คือดูแลเรื่องน้ำหนักนะคะ
00:02:45 → 00:02:49รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ออกกำลังกายให้สม่ำเสมอ
00:02:49 → 00:02:51แล้วก็อาจจะมีการวัดความดันเป็นระยะ ๆ
00:02:51 → 00:02:54ความดันโลหิตสูงมีความสำคัญอย่างไร
00:02:54 → 00:02:58ปกติเวลาหัวใจบีบเลือด แล้ววิ่งไปตามเส้นเลือดนี่
00:02:59 → 00:03:03หลอดเลือดเราจะขยายได้ เพื่อจะทำให้ความดันมันลดลง
00:03:03 → 00:03:06แต่ถ้าเมื่อไหร่ก็ตามที่หลอดเลือดมันแข็ง
00:03:06 → 00:03:10หรือมีอะไรอุดตันอยู่ในเส้นเลือดเรานะคะ
00:03:10 → 00:03:13แล้วทำให้ช่องทาง หรือว่ารูในเส้นเลือดมันเล็กลง
00:03:13 → 00:03:16แรงดันอันนี้มันจะสูงขึ้นทันที
00:03:16 → 00:03:20อันนี้ก็เลยจะทำให้มีความดันโลหิตสูงนะคะ
00:03:20 → 00:03:24ดังนั้นภาวะความดันโลหิตสูงในที่นี้ มันจะเป็นผลที่บอกเราว่า
00:03:24 → 00:03:26เส้นเลือดเราแข็งแล้วนะคะ
00:03:26 → 00:03:30การที่เส้นเลือดแข็ง ส่วนใหญ่จะเจอในผู้สูงอายุ
00:03:30 → 00:03:33ทีนี้ถ้าเจอในคนที่อายุในน้อย ๆ นี่ ก็คงต้องดูนิดนึงว่า
00:03:33 → 00:03:36เอ๊ะ มีปัญหาอะไรหรือเปล่านะคะ
00:03:36 → 00:03:40การที่จะตัดสินใจว่า โอเค คนนี้มีความดันโลหิตสูง
00:03:40 → 00:03:42ก็คงอยู่ที่ตัวเลขก่อน เวลาวัดความดัน
00:03:42 → 00:03:47คือตัวบนมากกว่า 140 หรือว่าตัวล่างมากกว่า 90
00:03:47 → 00:03:50ปกติคือเวลาเราตื่นเต้นตกใจนี่ ความดันมันสูงได้
00:03:50 → 00:03:52บางทีเวลาคนทุกคนหลายคนนี่แบบ...
00:03:52 → 00:03:54ไปโรงพยาบาลทีไรแล้วสูงทุกที
00:03:54 → 00:03:56กลับมาบ้าน ไม่เป็นไร
00:03:56 → 00:03:58อันนี้อาจจะยังไม่ต้องให้การรักษา
00:03:58 → 00:04:02แต่ถ้าสมมุติว่าไปโรงพยาบาลก็สูง กลับมาบ้านก็สูง
00:04:02 → 00:04:04ไม่มีความตื่นเต้นตกใจ
00:04:04 → 00:04:06นั่งพักแล้วยังสูงอยู่
00:04:06 → 00:04:10อันนี้เราถึงจะบอกว่า คน ๆ นี้มีเรื่องของความดันโลหิตสูง
00:04:10 → 00:04:14ส่วนใหญ่ถ้าเกิดใครที่เจอความดันโลหิตสูง ต่ำกว่าอายุ 35 ปีนะคะ
00:04:14 → 00:04:16ควรจะหาสาเหตุ
00:04:16 → 00:04:18อาจจะไม่ใช่เรื่องของเส้นเลือดแข็งธรรมดา
00:04:18 → 00:04:20แต่อาจจะมีเรื่องของฮอร์โมนผิดปกติ
00:04:20 → 00:04:23อาจจะมีเรื่องของยา หรือว่าเรื่องของอะไรก็แล้วแต่
00:04:23 → 00:04:25เพราะฉะนั้นอันนี้ควรจะต้องไปพบแพทย์
00:04:25 → 00:04:29ทีนี้ถ้าเรามีความดันโลหิตสูง ถามว่าเราจะมีอาการอะไรไหม
00:04:29 → 00:04:3390% ของคนไข้ที่มีความดันโลหิตสูง ไม่มีอาการค่ะ
00:04:33 → 00:04:35จะมารอให้ปวดหัว ไม่ใช่แล้ว
00:04:35 → 00:04:37ส่วนใหญ่เลยนี่ จะไม่มีอาการอะไรเลย
00:04:37 → 00:04:40ไปตรวจเจอโดยบังเอิญนะคะ
00:04:40 → 00:04:43แต่ถ้าความดันโลหิตสูง มันสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
00:04:43 → 00:04:49บางทีอาจจะมีอาการเรื่องของตาพร่า ปวดหัว อันนี้เจอได้นะคะ
00:04:49 → 00:04:53หรือบางคนนี่ มาอีกทีนึงคือ เส้นเลือดในสมองแตกไปเรียบร้อยนะคะ
00:04:53 → 00:04:55หรือว่าน้ำท่วมปอดไปเรียบร้อย
00:04:55 → 00:04:58หัวใจล้มเหลวไปเรียบร้อย
00:04:58 → 00:05:00เพราะว่ามีความดันโลหิตสูง โดยที่ไม่เคยรู้ตัวมาก่อน
00:05:00 → 00:05:03บางรายก็อาจจะมาด้วยเรื่องของ ไตเสื่อมไปเลยก็ได้
00:05:04 → 00:05:07เพราะฉะนั้นเวลาที่มีความดันโลหิตสูง อาจจะไม่มีอาการเลย
00:05:07 → 00:05:09อันตรายคืออะไร
00:05:09 → 00:05:13ก็คือเวลาแรงดันเลือดนี่ มันจะไปยังอวัยวะส่วนปลายถูกไหมคะ
00:05:13 → 00:05:16เพราะฉะนั้น ถ้ามันมีแรงดันสูงไปเรื่อย ๆ
00:05:16 → 00:05:20อวัยวะที่ต้องรองรับแรงดันอันนั้น มันพังไปเรื่อย ๆ
00:05:20 → 00:05:24สมองก็จะมีเรื่องของ หลอดเลือดตีบ หลอดเลือดแตก
00:05:24 → 00:05:27ถ้าไปที่หัวใจก็จะทำให้หัวใจโตได้
00:05:28 → 00:05:32แล้วก็ทำงานหนักขึ้น ก็อาจจะทำให้เกิดภาวะหัวใจล้มเหลว
00:05:32 → 00:05:34น้ำท่วมปอดได้นะคะ
00:05:34 → 00:05:40หรือว่าที่ไต แรงดันสูงมาก ๆ ไตก็จะเสื่อม แล้วก็มีไตวายได้นะคะ
00:05:40 → 00:05:44ที่ตาค่ะ ก็จะทำให้มันมีเลือดออกที่ตาได้นะคะ
00:05:44 → 00:05:51ซึ่งอันนี้จะเป็นภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้น ในกรณีที่เรามีภาวะความดันโลหิตสูงเรื้อรัง
00:05:51 → 00:05:54ซึ่งแน่นอนค่ะ มันเป็นภัยเงียบ เพราะว่าจะไม่มีอาการอะไรเลยก็ได้
00:05:54 → 00:05:59เพราะฉะนั้น ไม่ได้เจ็บตัว ไม่ได้เสียตังค์ ก็แค่วัดความดันกันดูบ่อย ๆ
00:05:59 → 00:06:05[เสียงดนตรี]
00:06:05 → 00:06:08ทีนี้ถ้าเกิดความดันสูงแล้วทำอย่างไร
00:06:08 → 00:06:10เราต้องดูก่อนว่า ข้อแรก
00:06:10 → 00:06:14มันสูงเพราะว่ามันมีสาเหตุอื่น ๆ หรือเปล่า เช่นเหมือนที่บอกเมื่อกี้ค่ะ
00:06:14 → 00:06:18ในเด็กหรือว่าคนที่อายุน้อย ไม่ควรจะมีความดันสูง
00:06:18 → 00:06:20ถ้าเมื่อไหร่มีความดันสูง ให้ไปหาสาเหตุก่อน
00:06:20 → 00:06:24ถ้าเจอสาเหตุ เราจะได้ไปรักษานะคะ
00:06:24 → 00:06:27เช่น มีเนื้องอกบางอย่าง เช่น ฮอร์โมนบางอย่างผิดปกติอย่างนี้
00:06:27 → 00:06:30เรารักษาแล้ว จะได้หายนะคะ
00:06:30 → 00:06:33หรือว่าสอง จะมีอีกอันหนึ่งที่เราเจอกันบ่อย ๆ ก็คือ
00:06:33 → 00:06:35คนอ้วนใช่ไหมคะ
00:06:35 → 00:06:38คนอ้วนไม่จำเป็นนะคะที่จะต้องมีความดันสูง
00:06:38 → 00:06:42แต่ถ้าคนอ้วนมีความดันสูง ให้ถามต่อเลย นอนกรนหรือเปล่า
00:06:42 → 00:06:46นอนกรน นอนหลับไม่สนิท ตอนเช้าตื่นมาไม่สดชื่น
00:06:46 → 00:06:48บ่าย ๆ เริ่มง่วงนอน
00:06:48 → 00:06:49อันนี้ให้ระวังค่ะ
00:06:49 → 00:06:52เขาจะเรียกว่ามีภาวะที่เรียกว่า หยุดหายใจขณะหลับ
00:06:52 → 00:06:55อันนี้ก็ควรจะไปพบแพทย์นะคะ ไปตรวจ
00:06:55 → 00:06:57เพราะว่าบางรายอาจจะจำเป็นต้องใช้ เครื่องช่วยหายใจ
00:06:58 → 00:07:01รักษาแล้ว ความดันจะได้ดีขึ้นนะคะ
00:07:01 → 00:07:04ถ้าสมมุติว่าไม่มีอะไรเลย อันนี้เราก็จะต้องมาดูแล้ว
00:07:04 → 00:07:06ว่าจะรักษาความดันนี่
00:07:06 → 00:07:09อันแรกจากการใช้ยา อันนี้ตรงไปตรงมา
00:07:09 → 00:07:11ถ้าไม่อยากใช้ยา ทำอย่างไรได้บ้าง
00:07:11 → 00:07:14ดูซิว่าอะไรที่ทำให้ความดันสูง แล้วเราไปลดกัน
00:07:14 → 00:07:17พฤติกรรมค่ะ การสูบบุหรี่ การดื่มเหล้า นอนไม่หลับ เครียด
00:07:18 → 00:07:20อันนี้ควรจะต้องไปจัดการ
00:07:20 → 00:07:26การออกกำลังกายก็จะไปทำให้ความดัน หรือว่าเส้นเลือดเราขยายตัวได้ดีขึ้น
00:07:26 → 00:07:29ยืดหยุ่นดีขึ้น ก็จะทำให้ความดันลดลง
00:07:29 → 00:07:31สุดท้ายเราก็จะมาคุยกันที่เรื่องของอาหารว่า
00:07:31 → 00:07:34มันจะมีอาหารอะไรไหมนะ ที่จะทำให้ความดันลดลง
00:07:34 → 00:07:37หรืออาหารอะไรที่ทำให้ความดันสูงขึ้น แล้วเราควรจะหลีกเลี่ยง
00:07:37 → 00:07:42ถ้าเกิดสมมุติว่าใครที่จะไปอ่าน ก็จะได้ยินคำว่า DASH Diet นะคะ
00:07:42 → 00:07:47ตัว DASH Diet
00:07:47 → 00:07:49DASH Diet ย่อมาจากอะไร
00:07:49 → 00:07:52ย่อมาจากคำว่า Dietary Approaches to Stop Hypertension
00:07:52 → 00:07:57พูดง่าย ๆ ก็คือว่า มันจะเป็นกลุ่มของอาหาร ที่จะไปทำให้ความดันสูง มันลดลง
00:07:57 → 00:08:00หรือว่าไปยับยั้งการเกิดความดันสูง
00:08:00 → 00:08:04ในแนวทางของ DASH Diet นะคะ เราก็รวบรวมมาเป็นประมาณ 8 ข้อ
00:08:04 → 00:08:07แล้วเดี๋ยวเราจะไล่ไปทีละข้อ เพื่อจะให้เข้าใจว่า
00:08:07 → 00:08:10Concept หรือว่าวิธีการในการที่จะเลือกอาหาร
00:08:10 → 00:08:14ที่เป็นลักษณะที่เราเรียกว่า เป็นแนวของ DASH Diet คืออะไร
00:08:14 → 00:08:17อันแรกเลยก็จะเน้นพวกของผักและผลไม้
00:08:17 → 00:08:19โดยทั่วไป เวลาที่เราจัดอาหารนี่
00:08:19 → 00:08:23เราจะบอกว่าส่วนที่มันเป็นข้าวแป้ง จะเป็นส่วนที่เป็นส่วนหลักและสำคัญ
00:08:23 → 00:08:26แต่ถ้าเกิดว่าเป็นกลุ่มของ DASH นี่
00:08:26 → 00:08:29จะเป็นกลุ่มที่เป็นพวกผักและผลไม้มาก่อน
00:08:29 → 00:08:31ในที่นี้ผักต้องมากกว่าผลไม้หน่อยนึง
00:08:31 → 00:08:34ไม่งั้นเดี๋ยวก็จะมีน้ำตาลเยอะไปอีกเนอะ
00:08:34 → 00:08:36ในส่วนของผักและผลไม้
00:08:36 → 00:08:40ความสำคัญก็คือ เขาจะมีพวกของแร่ธาตุ โดยเฉพาะโพแทสเซียมนะคะ
00:08:40 → 00:08:41แมกนีเซียม แล้วก็พวกวิตามิน
00:08:41 → 00:08:44ซึ่งอันนี้จะไปช่วยในเรื่องของการลดความดัน
00:08:44 → 00:08:47ถามว่าปริมาณเท่าไหร่ โดยทั่วไปประมาณ 4-5 ส่วน
00:08:47 → 00:08:504-5 ส่วน ในที่นี้คืออะไร
00:08:50 → 00:08:51ถ้าเป็นผักนะคะ
00:08:51 → 00:08:55ก็จะเป็นขนาดเท่ากำปั้น เราจะเอากำปั้นเราเป็นหลักนะคะ
00:08:55 → 00:08:59ในกรณีของผัก ถ้าเป็นผักที่เป็นหัว ก็ประมาณเท่ากำปั้น
00:08:59 → 00:09:03ถ้าเป็นผักสุก ก็จะประมาณเท่ากำปั้น
00:09:03 → 00:09:06แต่ถ้าเป็นผักสด อาจจะต้องใช้ 2 กำปั้น
00:09:06 → 00:09:08นึกภาพออกไหมคะ พอผักสดนี่
00:09:08 → 00:09:11เวลาที่กว่ามันจะสุกนี่ มันก็จะเหี่ยวลง มันก็จะต้องลดลง
00:09:11 → 00:09:14เพราะฉะนั้น ถ้าวันหนึ่ง จะต้องกิน 4-5 ส่วนนี่
00:09:14 → 00:09:17มันจะต้องใช้ผักค่อนข้างเยอะนะคะ
00:09:17 → 00:09:21ในกรณีของ DASH Diet ก็จะเน้นว่า จะต้องมีผักเยอะนิดนึงนะคะ
00:09:21 → 00:09:24แล้วก็อันที่สองค่ะ ในส่วนของพวกข้าวแป้งนี่
00:09:24 → 00:09:28เราก็จะเน้นว่า ก็จะต้องมีพวกที่มันมีไฟเบอร์ หรือว่ามีใยอาหารเยอะ
00:09:29 → 00:09:33ก็จะเปลี่ยนจากกลุ่มของข้าวแป้ง ที่จะเป็นพวกของข้าวขัดสี
00:09:33 → 00:09:36ให้กลายเป็นพวกธัญพืชหรือว่าข้าวไม่ขัดสี
00:09:36 → 00:09:41เช่น เป็นโฮลเกรน เป็นพวกถั่ว เป็นพวกถั่วเมล็ดแห้งอย่างนี้นะคะ
00:09:41 → 00:09:46พวกนี้ก็จะยังมีไฟเบอร์ แล้วก็มีพวกของวิตามินบางอย่างปนอยู่นะคะ
00:09:46 → 00:09:50อันที่สาม ถามว่า เอ๊ะ ถ้าอย่างนั้นนี่ ถ้าผัก ต้องการกินเยอะ ๆ อย่างนี้
00:09:50 → 00:09:55ต้องการ แล้วกินไม่ไหว เคี้ยวไม่ไหว จะเป็นน้ำผักน้ำผลไม้ได้บ้างไหม
00:09:55 → 00:09:58อันนี้ก็พอได้นะคะ แต่ว่าคำแนะนำคืออย่างนี้ค่ะ
00:09:58 → 00:10:02ถ้าจะใช้เป็นน้ำผักนี่ แนะนำเป็นพวกผักใบ ไม่ใช่ผักหัว
00:10:02 → 00:10:05แล้วเวลาเราปั่นนี่ เราต้องปั่นแบบไม่ได้แยกกาก
00:10:05 → 00:10:07คือเอากากมันปนลงไปด้วย
00:10:07 → 00:10:09อันนี้ก็จะพอได้นะคะ
00:10:09 → 00:10:16แต่ถ้าเป็นไปได้เราก็อยากจะให้เป็นพวกของ ผักที่เป็นวัตถุดิบที่เป็นผักจริง ๆ ร่วมด้วย
00:10:16 → 00:10:20ส่วนที่ถ้าเกิดยังไม่พอ แล้วอยากจะเสริม ก็อาจจะเป็นกลุ่มของตัวที่มันเป็นน้ำผัก
00:10:20 → 00:10:21พอได้ด้วยนะคะ
00:10:21 → 00:10:23ที่สำคัญ ไม่เติมน้ำตาลนะคะ
00:10:24 → 00:10:27ถ้าเกิดจะไม่เติมน้ำตาล แล้วจะให้ช่วย ทำอย่างไร
00:10:27 → 00:10:30เราอาจจะเลือกผักกับผลไม้ ที่เอามารวมกัน
00:10:30 → 00:10:34เพื่อจะได้น้ำตาลจากผลไม้ เวลาปั่น รสชาติจะได้ดีขึ้นนะคะ
00:10:34 → 00:10:35ทีนี้เวลาที่เราจะทำ DASH Diet
00:10:35 → 00:10:38ถามว่าเราทำไม่ได้ทุกวัน เพราะว่าอาหารส่วนใหญ่นี่
00:10:38 → 00:10:42มันอาจจะต้องเตรียมเอง ไปซื้อมาจะลำบากนิดนึง อะไรอย่างนี้นะคะ
00:10:42 → 00:10:44เราก็อาจจะค่อย ๆ ทำค่ะ
00:10:44 → 00:10:46เราจะเริ่มจากวันนี้แบบ...
00:10:46 → 00:10:50อาทิตย์นึงเราจะเริ่มสัก 1 หรือ 2 วัน ที่เราทำได้ แล้วเราก็ค่อย ๆ เพิ่มขึ้นนะคะ
00:10:50 → 00:10:56เพื่อจะทำให้เราสามารถที่จะปฏิบัติ ในส่วนของ DASH Diet ได้มากขึ้นเรื่อย ๆ นะคะ
00:10:56 → 00:10:58แล้วก็ถ้าในส่วนของเนื้อสัตว์
00:10:58 → 00:11:00เราก็จะเน้นเนื้อสัตว์ที่ไม่ติดมันนะคะ
00:11:00 → 00:11:04แล้วก็จะเน้นเป็นพวกของสัตว์ปีก หรือว่าพวกของซีฟู้ด อาหารทะเล
00:11:04 → 00:11:06ปลา อะไรอย่างนี้นะคะ
00:11:06 → 00:11:09ก็จะไม่เน้นในพวกของเนื้อแดง หรือว่าอาหารแปรรูปนะคะ
00:11:09 → 00:11:12พวกนี้นี่นอกเหนือจากว่า จะมีพวกของไขมันอิ่มตัวแล้วนี่
00:11:12 → 00:11:15มันก็จะยังมีโซเดียมเยอะด้วยนะคะ
00:11:15 → 00:11:19แล้วก็น้ำมันที่จะใช้ ก็ให้หลีกเลี่ยงพวกที่เป็นน้ำมันทรานส์
00:11:19 → 00:11:23ก็จะเป็นพวกไขมันที่วางเอาไว้เป็นไขเป็นก้อน อันนี้เลี่ยงนะคะ
00:11:23 → 00:11:26เลือกเฉพาะกลุ่มที่มันเป็นน้ำมัน ที่มันเป็นของเหลว
00:11:26 → 00:11:28น้ำมันมะกอกเนอะ
00:11:28 → 00:11:32น้ำมันรำข้าว คาโนลา น้ำมันถั่วเหลืองอะไรอย่างนี้ ได้หมด
00:11:32 → 00:11:36แล้วก็หลีกเลี่ยงพวกที่เป็นพวกเบเกอรี ของทอด ครีม
00:11:36 → 00:11:40พวกที่มีเนย มีวัตถุดิบที่จะเป็นพวกของไขมันทรานส์
00:11:40 → 00:11:42นอกเหนือจากในส่วน ที่จะเป็นน้ำมันที่ใช้แล้วนี่
00:11:42 → 00:11:45พวกอาหารที่มีของพวกนี้เยอะ ๆ ก็ให้เลี่ยงด้วย
00:11:45 → 00:11:49สุดท้ายค่ะ ก็คือจะต้องลดปริมาณของโซเดียม
00:11:49 → 00:11:51โซเดียมในที่นี้ก็คือ ถ้าเป็นพวกของเกลือ
00:11:51 → 00:11:53ก็คือกินไม่เกินวันละ 1 ช้อนชา
00:11:54 → 00:11:56ถ้าเป็นพวกซีอิ๊ว น้ำปลา ไม่เกิน 3 ช้อนชา
00:11:56 → 00:12:00แล้วก็ควรจะต้องระวังเรื่องของ โซเดียมแฝงในอาหารนะคะ
00:12:00 → 00:12:03หมายถึงอาหารที่อาจจะไม่ได้เค็มแต่มีโซเดียม
00:12:03 → 00:12:08เช่น เป็นพวกของอาหารหมักดอง อาหารแปรรูปนะคะ
00:12:08 → 00:12:12พวกของซีอิ๊ว น้ำจิ้ม พวกของเครื่องปรุงรสทั้งหลาย
00:12:12 → 00:12:15แล้วก็พวกของเครื่องปรุงแต่ง
00:12:15 → 00:12:19หรือว่าสารปรุงแต่ง ที่มันจะทำให้พวกอาหารขึ้นฟู
00:12:19 → 00:12:22อาหารเก็บอยู่ได้นาน สารกันบูดอะไรพวกนี้
00:12:22 → 00:12:26ดังนั้น พวกที่มันเป็นอาหารสำเร็จรูปทั้งหลาย ควรจะต้องระมัดระวังด้วยนะคะ
00:12:26 → 00:12:32[เสียงดนตรี]
00:12:32 → 00:12:35ในส่วนของข้อดีเรื่องของ DASH Diet นะคะ
00:12:35 → 00:12:39นอกเหนือจากที่เราจะสามารถช่วยลด เรื่องของความดันโลหิตสูงได้แล้วนี่
00:12:39 → 00:12:42มันยังมีข้อดีกับคนไข้ที่เป็นเบาหวานนะคะ
00:12:42 → 00:12:46แล้วก็ยังมีข้อดีสำหรับคนไข้ที่มีปัญหา เรื่องของหลอดเลือดสมอง
00:12:46 → 00:12:49หรือว่าคนที่มีปัญหาเรื่องของหัวใจ แล้วก็หลอดเลือด
00:12:49 → 00:12:52มีข้อมูลค่ะว่า DASH Diet นี่
00:12:52 → 00:12:54สามารถที่จะป้องกันเรื่องของเบาหวานได้
00:12:54 → 00:12:58แล้วก็ป้องกันเรื่องของหลอดเลือดสมอง แล้วก็หลอดเลือดหัวใจได้ด้วยค่ะ
00:12:58 → 00:13:00เพราะฉะนั้นนี่ ถามว่ามันเป็นอาหารที่ดีไหม
00:13:00 → 00:13:03ตอบว่าเป็นอาหารที่ดีกับสุขภาพนะคะ
00:13:03 → 00:13:08ในภาพรวมของอาหารที่เป็น DASH Diet หลัก ๆ ก็คือมีผักผลไม้เยอะนะคะ
00:13:08 → 00:13:11เป็นอาหารที่มีไขมันต่ำ คอเลสเตอรอลต่ำนะคะ
00:13:11 → 00:13:14เวลาที่เราเลือกพวกนี้นี่ นอกเหนือจากเป็นเรื่องของ DASH แล้วนี่
00:13:14 → 00:13:18เราก็อาจจะบวกในส่วนที่จะเป็น โซเดียมต่ำอีกด้วยค่ะ
00:13:18 → 00:13:21ทีนี้พอเรารู้แล้วนะคะว่า DASH Diet นี่
00:13:21 → 00:13:24โดยโครงสร้างของอาหารจะเป็นอะไร
00:13:24 → 00:13:28เป็นอาหารที่มีผักเยอะนะคะ มีผัก มีผลไม้เยอะนะคะ
00:13:28 → 00:13:30แล้วก็เลือกเนื้อสัตว์อาจจะไม่ได้เยอะมาก
00:13:30 → 00:13:34แล้วก็ให้เลือกเนื้อสัตว์ที่มันมี เขาเรียกว่าไขมันต่ำใช่ไหมคะ
00:13:34 → 00:13:37ถามว่า เอ๊ะ แล้วอาหารจะมีอะไรได้บ้าง
00:13:37 → 00:13:41ยกตัวอย่างเนอะ สมมุติว่า ถ้าที่เราคุ้นเคยหรือจะเป็นสลัดอย่างนี้
00:13:41 → 00:13:42พอมันเป็นสลัดขึ้นมาใช่ไหมคะ
00:13:42 → 00:13:44แต่มันไม่ใช่แค่ผักอย่างเดียว
00:13:44 → 00:13:46จะต้องมีเนื้อสัตว์ด้วยเนอะ
00:13:46 → 00:13:48เนื้อสัตว์ในที่นี้ จะเป็นไข่ก็ได้นะคะ
00:13:48 → 00:13:51จะเป็นไก่ก็ได้ หรือว่าจะเป็นปลาก็ได้
00:13:51 → 00:13:54อาจจะเลือกเป็นตัวทูน่า สมมุติถ้าเป็นทูน่า
00:13:54 → 00:13:57ถ้าเราต้องการจะลดโซเดียมด้วย เราก็เลือกทูน่าในน้ำแร่
00:13:57 → 00:13:59อย่างนี้เป็นต้นนะคะ
00:13:59 → 00:14:00ถ้าไม่ใช่สลัดล่ะ
00:14:00 → 00:14:04ก็จะเป็นกลุ่มของยำ ซึ่งเราก็จะใส่เนื้อสัตว์ลงไป
00:14:04 → 00:14:06ถ้าเกิดเป็นพวกของส้มตำได้ไหม
00:14:06 → 00:14:09ก็ได้ แต่ว่าส้มตำเองนี่ อาจจะต้องระวังนิดนึง
00:14:09 → 00:14:12คือเดี๋ยวนี้ส้มตำปรุงแล้วค่อนข้างรสจัด แล้วใส่เกลือเยอะ
00:14:12 → 00:14:15หรือว่าใส่พวกปลาร้าเยอะ ใส่ผงชูรสเยอะ
00:14:15 → 00:14:18เพราะฉะนั้น ส่วนที่เป็นน้ำ อาจจะไม่ต้องเยอะมาก
00:14:18 → 00:14:20หรือถ้าปรุงเองได้ก็ดีนะคะ
00:14:20 → 00:14:24อีกอันนึงที่อาจจะได้ก็คือ จะเป็นกลุ่มของพวกข้าวยำ
00:14:24 → 00:14:28พอมันเป็นข้าวยำนี่ ก็จะเป็นข้าว ไขมันก็ต่ำ แล้วก็มีแต่ผักใช่ไหมคะ
00:14:28 → 00:14:31เพิ่มไข่ต้มไปอีกนิดนึง เพื่อให้ได้โปรตีนเยอะขึ้น
00:14:31 → 00:14:34อันนี้คือรูปแบบของอาหาร ที่อาจจะเข้ากลุ่มกับ DASH Diet
00:14:34 → 00:14:38สำหรับอาหารที่จะช่วยลดความดัน โดยที่ใช้หลักการของ DASH มีอะไรบ้าง
00:14:38 → 00:14:39ยกตัวอย่างนะคะ
00:14:39 → 00:14:42เขาบอกว่ามื้อเช้าอาจจะใช้เป็นข้าวโอ๊ตนะคะ
00:14:42 → 00:14:45แล้วก็ใช้เป็นโยเกิร์ตที่มีไขมันต่ำนะคะ
00:14:45 → 00:14:47แล้วก็ใช้เป็นผลไม้ แล้วก็มีไข่
00:14:47 → 00:14:52อันนี้นอกเหนือจากจะเป็น DASH ได้แล้วนี่ ยังสามารถใช้ลดน้ำหนักได้อีกด้วยนะคะ
00:14:52 → 00:14:55มื้อกลางวันก็จะเป็นข้าวกล้อง มีผัก แล้วก็ใส่เนื้อสัตว์
00:14:55 → 00:15:01อันนี้เหมือนกันเลย ตามสูตรเดิมของเรา ที่จะเป็นจาน แล้วเราก็แบ่งออกมาเป็น 4 ส่วน
00:15:01 → 00:15:04ส่วนที่เป็นผักก็จะเป็น 2 ส่วนเนอะ
00:15:04 → 00:15:07แล้วเราก็จะมีส่วนที่มันเป็น ข้าวแป้งอีก 1 ส่วน
00:15:07 → 00:15:09ส่วนที่เป็นเนื้อสัตว์อีก 1 ส่วนใช่ไหมคะ
00:15:10 → 00:15:13อาจจะมีเป็นพวกน้ำผลไม้ หรือว่าน้ำผักปั่นได้อีกแก้วนึงนะคะ
00:15:13 → 00:15:151-2 แก้วได้เลยนะคะ
00:15:15 → 00:15:20ในระหว่างวัน เราอาจจะใช้เป็น ลักษณะของพวกถั่วเมล็ดแห้งนะคะ
00:15:20 → 00:15:22หรือว่าจะใช้เป็นชา กาแฟ หรืออะไรก็ได้
00:15:22 → 00:15:25อาจจะมีเนื้อสัตว์นะคะ หรือว่าจะมีพวกของไข่
00:15:25 → 00:15:28อันนี้ก็ได้นะคะ สักส่วนนึงนะคะ
00:15:28 → 00:15:30แล้วก็มื้อเย็น ก็จะเหมือนเดิมค่ะ
00:15:30 → 00:15:33ก็คือเป็นข้าว 1 ส่วน เนื้อสัตว์ 1 ส่วน
00:15:33 → 00:15:36แล้วก็จะเป็นส่วนของผักอีก 2 ส่วนนะคะ
00:15:36 → 00:15:40จะเป็นเมี่ยงปลาทู จะเป็นยำ อะไรอย่างนี้ได้หมดเลยนะคะ
00:15:40 → 00:15:43จะสังเกตว่าถ้าจะเป็น DASH จริง ๆ นี่ ไขมันต้องต่ำเนอะ
00:15:43 → 00:15:46แล้วก็มีผักผลไม้เยอะ เนื้อสัตว์พอสมควร
00:15:46 → 00:15:48เป็นเนื้อสัตว์ที่มีไขมันต่ำค่ะ
00:15:48 → 00:15:54[เสียงดนตรี]
00:15:54 → 00:15:58เราพูดไปแล้วว่าอาหารอะไรที่มันควรจะมี ควรจะกินนะคะ
00:15:58 → 00:16:03แล้วอะไรบ้างล่ะที่เราควรจะเลี่ยง สำหรับในกลุ่มที่ความดันโลหิตสูงนะคะ
00:16:03 → 00:16:05อันแรกเลยค่ะ หยุดสูบบุหรี่
00:16:05 → 00:16:08ยิ่งเราสูบบุหรี่มากนี่ ความดันเราอาจจะสูงขึ้นได้นะคะ
00:16:09 → 00:16:12อันที่สองก็คือ หยุดแอลกอฮอล์นะคะ
00:16:12 → 00:16:14หรือถ้ากินเยอะมาก ๆ นี่ ยังหยุดไม่ไหว
00:16:14 → 00:16:16ก็จะใช้วิธีลดลงนะคะ
00:16:16 → 00:16:18ถามว่าลดลงปริมาณเท่าไหร่
00:16:18 → 00:16:22โดยทั่วไปเราจะบอกว่า ไม่เกิน 1 ดริงค์ต่อวัน ในผู้หญิง
00:16:22 → 00:16:25หรือว่าไม่เกิน 2 ดริงค์ต่อวัน ในผู้ชาย
00:16:26 → 00:16:29ดริงค์ในที่นี้ ไม่ใช่หมายความว่า แก้วใหญ่แค่ไหนก็ได้นะคะ
00:16:29 → 00:16:33แต่ว่ามันก็จะต้องเป็นดริงค์มาตรฐานนะคะ
00:16:33 → 00:16:35อย่างเช่นยกตัวอย่างนะคะ เบียร์นี่ก็ไม่เกินกระป๋องนึง
00:16:36 → 00:16:37อันนี้คือดริงค์นึง อย่างนี้นะคะ
00:16:37 → 00:16:42หรือว่าถ้าเกิดเป็นไวน์ ก็ไม่เกินประมาณ 120 cc อะไรประมาณนี้นะคะ
00:16:42 → 00:16:45เพราะฉะนั้นก็คือลดปริมาณของแอลกอฮอล์ลง
00:16:45 → 00:16:47อันที่สามค่ะ ก็จะเป็นเรื่องของการนอน
00:16:47 → 00:16:49นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ
00:16:49 → 00:16:53จริง ๆ แล้วนี่ ต้องบอกว่า ปริมาณการนอนก็สำคัญเนอะ
00:16:53 → 00:16:56ควรจะให้ได้ 6-8 ชั่วโมงต่อวันนะคะ
00:16:56 → 00:16:58ถ้าเรานอนน้อยหรือเราอดนอน
00:16:58 → 00:17:02อันนี้ก็จะเป็นตัวกระตุ้น ที่ทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้นได้
00:17:02 → 00:17:03ทีนี้บางคนก็จะบอกว่า
00:17:03 → 00:17:07ก็นอนแหละ 6 ชั่วโมง 8 ชั่วโมง แต่มันนอนไม่หลับ นอนหลับไม่สนิท
00:17:07 → 00:17:11ที่เราเจอบ่อย ๆ เลยก็คือ คนที่เป็นปัญหาเรื่องของนอนกรน
00:17:11 → 00:17:13หรือว่าหยุดหายใจขณะหลับ
00:17:13 → 00:17:16กลุ่มนี้ค่ะ เราดูเหมือนกับว่าเขานอนหลับ
00:17:16 → 00:17:18แต่จริง ๆ แล้วนี่ สมองมันไม่ได้หลับเลย
00:17:18 → 00:17:21เพราะว่าช่วงเวลาที่นอนนี่ ออกซิเจนมันตกลง
00:17:21 → 00:17:24พวกนี้นี่ จริง ๆ แล้วควรจะต้องไปตรวจนะคะ
00:17:24 → 00:17:28ให้รู้ว่ามีเรื่องของนอนกรน หรือว่าหยุดหายใจขณะหลับหรือเปล่า
00:17:28 → 00:17:32ซึ่งถ้ามี เราก็จะได้ใช้ เขาเรียกว่าเป็นออกซิเจนนะคะ
00:17:32 → 00:17:35ให้ออกซิเจนตอนช่วงเวลาที่เขานอน
00:17:35 → 00:17:37แล้วถ้าเกิดเขานอนหลับสนิทดีขึ้น
00:17:37 → 00:17:40อันนี้ก็จะทำให้การควบคุมความดันได้ดีขึ้น
00:17:40 → 00:17:43อันนี้เป็นอันหนึ่งเลย ที่ทำให้คนที่มีความดันนี่
00:17:43 → 00:17:46โดยที่ไม่รู้ตัว หรือว่าทำให้การควบคุมความดันนี่ทำไม่ได้
00:17:46 → 00:17:49นอกเหนือจากเรื่องของการนอนแล้ว จะเป็นเรื่องของความเครียดแล้ว
00:17:49 → 00:17:53ทีนี้ยิ่งปล่อยให้ตัวเองเครียด ความดันก็จะยิ่งขึ้น
00:17:53 → 00:17:55เครียดปรี๊ด ความดันก็ขึ้น
00:17:55 → 00:17:57อาการเจ็บป่วยหรืออาการปวด
00:17:57 → 00:18:01ก็จะเป็นอันหนึ่ง ที่ทำให้คน ๆ นี้ความดันสูงขึ้น
00:18:01 → 00:18:04เพราะฉะนั้นถ้าสมมุติว่าความดันเรายังสูงอยู่
00:18:04 → 00:18:05ให้เรามามองค่ะ
00:18:05 → 00:18:09ว่ายังมีปัจจัยที่เรายังไม่ได้แก้ไขหรือเปล่า
00:18:09 → 00:18:13ถ้ายังคงมีอาการเจ็บปวดเจ็บป่วยทั้งหลาย
00:18:13 → 00:18:14หรือว่านอนไม่หลับนะคะ
00:18:14 → 00:18:17ยังมีความเครียดสะสมอยู่เยอะแยะ
00:18:17 → 00:18:21อันนี้ก็จะเป็นอันหนึ่ง ที่ทำให้ความดันยังสูงอยู่นะคะ
00:18:21 → 00:18:24อันสุดท้าย เราแนะนำให้ออกกำลังกายค่ะ
00:18:24 → 00:18:28เพราะเวลาที่ออกกำลังกายนี่ มันก็จะมีฮอร์โมนสร้างขึ้น
00:18:29 → 00:18:30ทำให้ความเครียดเราลดลง
00:18:31 → 00:18:35ในขณะเดียวกันการออกกำลังกาย ก็จะช่วยทำให้การยืดหยุ่นของเส้นเลือดดีขึ้น
00:18:35 → 00:18:38ดังนั้นนี่ ความดันก็จะลดลง
00:18:38 → 00:18:39คนที่เป็นนักกีฬาค่ะ
00:18:40 → 00:18:42ความดันโลหิตต่ำกว่าคนทั่วไป
00:18:42 → 00:18:44แล้วก็ชีพจรก็จะเต้นช้าลง
00:18:44 → 00:18:46อันนี้ก็จะเป็นตัวหนึ่งที่ช่วยเรา
00:18:46 → 00:18:49ถ้าสมมุติว่าออกกำลังกาย ต้องออกแค่ไหน อย่างไร
00:18:49 → 00:18:53โดยทั่วไป เราก็จะบอกว่าออกกำลังกาย แบบที่เขาเรียกว่าคาร์ดิโอเนอะ
00:18:53 → 00:18:54หรือว่าแอโรบิกอย่างนี้ค่ะ
00:18:55 → 00:18:59อันนี้ควรจะต้องให้ได้ ประมาณสัก 30-50 นาทีต่อวัน
00:18:59 → 00:19:01ประมาณ 3-5 ครั้งต่อสัปดาห์
00:19:01 → 00:19:03หรือว่าถ้าเรารวมกันนี่
00:19:03 → 00:19:07ก็ควรจะต้องได้มากกว่า 150 นาทีต่อสัปดาห์
00:19:07 → 00:19:10ถ้าเราทำได้ครั้งนึงประมาณ 30 นาที
00:19:10 → 00:19:11เราต้องทำ 5 วัน
00:19:11 → 00:19:14แต่ถ้าเราทำ 50 นาที เราอาจจะทำ 3 วันได้
00:19:14 → 00:19:18ทีนี้มีคนบอกว่า ถ้างั้นขอออกแค่ 2 วันได้ไหม อาทิตย์นึง
00:19:18 → 00:19:21โดยทั่วไปเราจะบอกว่าอย่างนี้ค่ะ ถ้าออกกําลังนะคะ
00:19:21 → 00:19:23เราจะไม่ให้หยุดออกกำลังเกิน 2 วัน
00:19:24 → 00:19:27เพราะฉะนั้นน้อยสุดที่ควรทำคือ 3 ครั้งนะคะ
00:19:27 → 00:19:29หรือทำทุกวันได้เลยนะคะ
00:19:29 → 00:19:33นั่นก็เป็นที่มาว่าทำไมเราบอกว่า โอเค 30-50 นาทีต่อครั้ง
00:19:33 → 00:19:35แล้วก็ 3-5 ครั้งต่อสัปดาห์ค่ะ
00:19:35 → 00:19:40[เสียงดนตรี]
00:19:40 → 00:19:43ถ้าใครที่เริ่มมีปัญหาเรื่องของ ความดันโลหิตสูงนะคะ
00:19:43 → 00:19:47ก็ควรจะต้องมีการปรับเปลี่ยนเรื่องของอาหาร ปรับเรื่องของพฤติกรรม
00:19:47 → 00:19:51แล้วที่สำคัญค่ะ ต้องติดตาม วัดความดันนะคะ
00:19:51 → 00:19:55ถ้าเป็นไปได้จริง ๆ เครื่องวัดความดันก็ราคาไม่ได้แพงมากเนอะ
00:19:55 → 00:19:58ก็แนะนำว่าควรจะมี แล้วก็วัดสม่ำเสมอนะคะ
00:19:58 → 00:20:02สมมุติว่าถ้าซื้อไม่ได้ ก็อาจจะใช้ที่ทำงานหรืออะไรก็แล้วแต่
00:20:02 → 00:20:07เหตุผลที่พูดอย่างนี้เพราะว่า คนไข้ที่มีความดันโลหิตสูงจะไม่มีอาการเลย
00:20:07 → 00:20:11จะมารอให้ปวดหัว จะมารอให้ตาพร่ามัว มองไม่เห็นอะไรอย่างนี้
00:20:11 → 00:20:13อันนั้นคือมันช้าเกินไปแล้ว
00:20:13 → 00:20:16ถ้าวัดนี่ วัดความดันที่บ้านนี่ จริง ๆ เครื่องวัดความดันที่บ้านนี่
00:20:16 → 00:20:18มันอาจจะวัดได้ต่ำกว่าความเป็นจริงนิดหน่อย
00:20:19 → 00:20:22อาจจะต้องบอกว่า เราไม่อยากให้มันเกิน 130 ถ้าเราวัดอยู่ที่บ้าน
00:20:22 → 00:20:24จะวัดเวลาไหน
00:20:24 → 00:20:26จริง ๆ ตอนช่วงเช้า จะเป็นช่วงที่ความดันมันค่อนข้างสูง
00:20:26 → 00:20:28เราจะให้วัดตอนเช้า
00:20:28 → 00:20:31แต่บางราย ถ้าเกิดว่าตอนเย็นความดันยังสูง
00:20:31 → 00:20:34อาจจะต้องมีวิธีการปรับเปลี่ยน วิธีรับประทานยา
00:20:34 → 00:20:38ทีนี้ถ้าสมมุติว่า เราทำในเรื่องของปรับอาหารก็แล้ว
00:20:38 → 00:20:40ปรับพฤติกรรมก็แล้ว ยังไม่ดีขึ้น
00:20:40 → 00:20:44คราวนี้ก็จะไปสู่เรื่องของการรับประทานยานะคะ
00:20:44 → 00:20:45ยาในส่วนของความดันนี่
00:20:45 → 00:20:48มีหลายตัว หลายกลุ่ม แล้วก็หลายชนิดมาก
00:20:48 → 00:20:52คุณหมอที่ให้ เขาคงเลือกให้เหมาะสมกับสภาวะนะคะ
00:20:52 → 00:20:53หรือว่าโรค
00:20:53 → 00:20:57หรือว่าสิ่งที่คนไข้คนนั้นเป็นนะคะ
00:20:57 → 00:21:00ก็แนะนำว่าให้รับประทานยาให้สม่ำเสมอนะคะ
00:21:00 → 00:21:02ติดตามดูว่าความดันเราได้ระดับแล้วหรือยัง
00:21:02 → 00:21:05ถ้าเป็นไปได้จริง ๆ เราอยากจะให้วัดความดันที่บ้านนะคะ
00:21:05 → 00:21:07เพราะว่าคนไข้ไม่เครียด ไม่กังวล
00:21:07 → 00:21:10บางคนนี่แบบ...อย่างป้าตัวเองอย่างนี้ค่ะ
00:21:10 → 00:21:13ไปโรงพยาบาลทีไร 160 ไปโรงพยาบาลทีไร 160
00:21:13 → 00:21:15พอซื้อเครื่องวัดความดันมาไว้ที่บ้านอย่างนี้
00:21:15 → 00:21:18มันก็ลดลง เหลือประมาณ 140 130
00:21:18 → 00:21:20อันนี้เราจะได้ปรับยาได้
00:21:20 → 00:21:23เพราะว่าถ้าเกิดคนไข้เขาไปโรงพยาบาล แล้วเขาตกใจ
00:21:23 → 00:21:26แล้วคุณหมอไปเพิ่มยาลดความดัน
00:21:26 → 00:21:27โดยเฉพาะในผู้ใหญ่เนอะ
00:21:27 → 00:21:31เวลาลุกขึ้น แล้วความดันมันตก เดี๋ยวจะหน้ามืด แล้วจะเป็นลม
00:21:31 → 00:21:35เพราะฉะนั้นตรงนี้อาจจะต้องกะให้มันเหมาะสม
00:21:35 → 00:21:38ไม่ใช่ว่าเราปรับยาความดัน ตามสิ่งที่เราเห็นในครั้งคราว
00:21:39 → 00:21:42บางคนก็รีบวิ่งมา บางคนก็อดนอนอะไรอย่างนี้ค่ะ
00:21:42 → 00:21:44เพราะฉะนั้น จริง ๆ เวลาเราอยากจะปรับยานี่
00:21:44 → 00:21:47เราอยากจะปรับยาโดยดูความดัน ที่มันเป็นความดันที่แท้จริง
00:21:48 → 00:21:51ไม่ใช่ความดันที่มันสูงขึ้นในบางสภาวะ
00:21:51 → 00:21:56[เสียงดนตรี]
00:21:57 → 00:22:00แล้วก็นอกเหนือจากยานะคะ ตอนนี้หลายคนก็จะชอบพูดว่า
00:22:00 → 00:22:05เวลาที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงนี่ ได้ยาเยอะ กลัวจะเป็นโรคไต
00:22:05 → 00:22:08จะบอกว่าอย่างนี้นะคะ ถ้าเราไม่รักษาความดัน
00:22:08 → 00:22:09ระยะยาว ไตเราจะพัง
00:22:10 → 00:22:15เพราะฉะนั้นนี่ จริง ๆ แล้วนี่ เราจะเลือกกินยาโดยที่ใช้ยาให้น้อยที่สุด
00:22:15 → 00:22:17ที่คุมอาการของเราให้ได้
00:22:17 → 00:22:20เราต้องชั่งค่ะว่าอันนี้มันจำเป็นหรือเปล่า
00:22:20 → 00:22:22ในยาลดความดันบางตัวนี่ค่ะ
00:22:22 → 00:22:26เขาให้ เพราะว่าเขาหวังว่า จะทำให้ชะลอความเสื่อมที่ไต
00:22:26 → 00:22:28เพราะฉะนั้นอย่าเพิ่งรีบกลัวนะคะ
00:22:28 → 00:22:30มีปัญหา คุยกับคุณหมอได้เลย
00:22:30 → 00:22:33ทีนี้หลายคนชอบกลัวยาที่หมอสั่ง
00:22:33 → 00:22:36แต่ไปซื้ออย่างอื่นที่คุณหมอไม่ได้สั่ง
00:22:36 → 00:22:41อาหารเสริมบ้าง ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารบ้าง หรือแม้กระทั่งสมุนไพรบ้าง
00:22:41 → 00:22:45ซึ่งจริง ๆ พวกนี้ ข้อมูลทางการแพทย์ที่จะบอกว่า
00:22:45 → 00:22:48สามารถลดความดันได้นี่ มันมีน้อยมาก
00:22:48 → 00:22:51บางทีเราไม่รู้ด้วยซ้ำไปว่า ของที่เขาขายให้เรานี่
00:22:51 → 00:22:56มันมีปริมาณยาหรือเปล่า มันมีปริมาณของสมุนไพรที่แท้จริงเท่าไหร่
00:22:56 → 00:23:00แล้วก็หลาย ๆ อย่างก็จะชอบพูดว่า สมุนไพรนี่เป็นตามธรรมชาติ
00:23:00 → 00:23:03เป็นอาหาร โน่นนี่นั่นนะคะ
00:23:03 → 00:23:07ถ้าสมมุติว่า จะกินในลักษณะที่เป็นส่วนของอาหาร
00:23:07 → 00:23:09เช่น บางคนจะไปกินกระเทียม ไปกินใบบัวบก
00:23:09 → 00:23:13ไปกินอะไรก็ตามที่อาจจะมีสรรพคุณ ในเรื่องของการลดความดัน
00:23:13 → 00:23:16ถ้าเอามาเป็นส่วนประกอบที่ทำอาหาร
00:23:16 → 00:23:18อันนี้เห็นด้วยนะคะ ไม่ว่าอะไรเลย
00:23:19 → 00:23:21แต่ถ้าเป็นเม็ด ๆ เป็นแคปซูลอะไรอย่างนี้
00:23:21 → 00:23:24อันนี้จะบอกว่ายังไม่มีข้อมูลนะคะ
00:23:24 → 00:23:26แล้วก็ต้องระวังเรื่องของสารปนเปื้อนด้วย
00:23:26 → 00:23:30มีหลาย ๆ ครั้งเลยค่ะ ที่คนไข้ไปซื้อพวกสมุนไพรอะไรมากิน
00:23:31 → 00:23:35เสร็จแล้วสุดท้าย มีทั้งไตเสื่อม มีทั้งความดันสูง มีอะไรต่อมิอะไรตามมา
00:23:36 → 00:23:38ถ้าไม่แน่ใจ หรือว่าอยากจะกินนี่
00:23:38 → 00:23:40ให้ปรึกษาคุณหมอ หรือว่าปรึกษานักโภชนาการ
00:23:41 → 00:23:42นักกำหนดอาหารได้เลยว่า
00:23:42 → 00:23:45อันนี้เหมาะสมกับโรค ที่เราเป็นอยู่หรือเปล่าค่ะ
00:23:45 → 00:23:49วันนี้ในส่วนของโภชนาการสําหรับ ความดันโลหิตสูงก็จบลงไปแล้วนะคะ
00:23:49 → 00:23:52แล้วก็ฝากติดตามในตอนต่อ ๆ ไปด้วย
00:23:52 → 00:23:56สำหรับ Link รายการที่เกี่ยวข้องกับ เรื่องของความดันโลหิตสูง
00:23:56 → 00:23:57หรือว่าอาหารที่เกี่ยวข้อง
00:23:57 → 00:23:59จะอยู่ข้างล่างคลิปนะคะ
00:23:59 → 00:24:01สามารถจะเข้าไปดูได้เลยค่ะ
00:24:01 → 00:24:04วันนี้ก็ลาไปก่อนแล้วนะคะ สวัสดีค่ะ
00:24:05 → 00:24:09พบกับรายการ Food Choice กินดี สุขภาพดีเลือกได้
00:24:09 → 00:24:11ทุกวันจันทร์เวลา 18:00 น.
00:24:11 → 00:24:13ที่ Mahidol Channel Podcast
00:24:13 → 00:24:15ผ่านช่องทาง Facebook Mahidol Channel
00:24:16 → 00:24:17YouTube Mahidol Channel
00:24:18 → 00:24:19Apple Podcasts
00:24:19 → 00:24:20Spotify
00:24:20 → 00:24:21Anchor
00:24:21 → 00:24:22Blockdit
00:24:22 → 00:24:27ดำเนินรายการโดยหมอเอ๋ ผศ.พญ.ดรุณีวัลย์ วโรดมวิจิตร
00:24:30 → 00:24:34Food Choice กินดี สุขภาพดีเลือกได้