00:00:00 → 00:00:03[เสียงดนตรี]
00:00:03 → 00:00:06You're listening to Mahidol Channel Podcast.
00:00:06 → 00:00:08Listen for a better life.
00:00:08 → 00:00:11ฟังเพื่อชีวิตที่ดีกว่า
00:00:11 → 00:00:14และนี่คือรายการพอดแคสต์ของช่อง Mahidol Channel
00:00:14 → 00:00:16โดย มหาวิทยาลัยมหิดล
00:00:16 → 00:00:22[เสียงดนตรี]
00:00:22 → 00:00:24วันนี้คุณกินอะไร
00:00:24 → 00:00:29อาหารที่คุณกินจะส่งผลดี ส่งผลเสีย กับสุขภาพของคุณอย่างไร
00:00:29 → 00:00:31วันนี้หมอจะชวนทุกคนมาพูดคุย
00:00:31 → 00:00:35เกี่ยวกับรูปแบบของการกินอาหาร ที่ปลอดภัยกับสุขภาพของเรา
00:00:35 → 00:00:40กับรายการ Food Choice กินดี สุขภาพดี เลือกได้ กับหมอเอ๋
00:00:40 → 00:00:42แพทย์หญิงดรุณีวัลย์ วโรดมวิจิตร
00:00:42 → 00:00:46คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล
00:00:46 → 00:00:49[เสียงดนตรี]
00:00:49 → 00:00:52วันนี้เราจะมาคุยกันในเรื่องของ อาหารบํารุงตับ
00:00:53 → 00:00:55ได้ยินกันมาบ่อยเลยใช่ไหมคะ อาหารบํารุงตับ
00:00:55 → 00:00:57หลาย ๆ คนก็กินยาเยอะ
00:00:57 → 00:01:00หลาย ๆ คนก็กลัว อาจจะเคยมีปัญหาสุขภาพ
00:01:00 → 00:01:02หรือไปตรวจร่างกายแล้วเจอว่า
00:01:02 → 00:01:05ตับอักเสบบ้างล่ะ ไขมันพอกตับบ้างล่ะ
00:01:05 → 00:01:08เอ๊ะ มันจะมีวิธีไหนไหม ที่จะทำให้ตับฉันดีขึ้น
00:01:08 → 00:01:10มีการขายคอร์ส มีการทำโน่นนี่นั่น
00:01:11 → 00:01:13ที่บอกว่าอันนี้เป็นอาหารบํารุงตับ หรือวิตามินบำรุงตับ
00:01:14 → 00:01:16มันดีจริงหรือเปล่า มันช่วยได้หรือเปล่า
00:01:16 → 00:01:20วันนี้เราจะมาคุยกันค่ะ ในเรื่องของอาหารบํารุงตับ
00:01:20 → 00:01:21ตับนะคะ หลายคนก็รู้จักเนอะ
00:01:21 → 00:01:24ถ้าไม่รู้จัก เราก็คงเคยกินกันเนอะ
00:01:24 → 00:01:25ตับมีหน้าที่อะไรในร่างกาย
00:01:25 → 00:01:27ตับมีความสำคัญมาก ๆ เลย
00:01:27 → 00:01:30อาหารที่เรากินเข้าไป ไม่ว่าจะเป็นคาร์โบไฮเดรต
00:01:30 → 00:01:31โปรตีน หรือไขมัน
00:01:31 → 00:01:35ทุกอย่างจะต้องมีการจัดการที่ตับ
00:01:35 → 00:01:37ตับจะเป็นเหมือนโรงงานขนาดใหญ่เลย
00:01:37 → 00:01:41อาหารเข้ามาปุ๊บ แล้วตับจะเป็นคนที่จะเอามาใช้
00:01:41 → 00:01:44เอามาใช้ไปเป็นพลังงาน เอามาเปลี่ยนไปเป็นน้ำตาล
00:01:44 → 00:01:46เอามาเปลี่ยนไปเป็นไขมัน
00:01:46 → 00:01:48หรือว่าจะเปลี่ยนให้เป็นโปรตีน
00:01:48 → 00:01:51แล้วถ้าเกิดเกินจากนั้น เขาก็จะจัดสรรให้เอาไปเก็บ
00:01:51 → 00:01:53เพราะฉะนั้นการทำงานของตับ
00:01:53 → 00:01:54อันที่หนึ่ง ในเรื่องของอาหาร
00:01:54 → 00:01:57เขาจะมาจัดการกับอาหารเกือบทุกชนิดเลย
00:01:57 → 00:02:00รวมถึงวิตามิน แล้วก็แร่ธาตุบางอย่างด้วย
00:02:00 → 00:02:05อันที่สอง ตับมีหน้าที่คือ จัดการกับของเสียหรือสารพิษ
00:02:05 → 00:02:09เวลาที่เรากินอาหาร กินยา หรือกินอะไรเข้าไป แล้วมันมีของเสีย มีสารพิษเกิดขึ้นนี่
00:02:09 → 00:02:12สิ่งที่เกิดขึ้น ตับจะมีหน้าที่ทำให้สารพิษอันนั้น
00:02:12 → 00:02:14มันหมดสภาพหรือหมดฤทธิ์ไป
00:02:14 → 00:02:17ยาบางตัวกินเข้ามา อาจจะยังไม่ออกฤทธิ์
00:02:17 → 00:02:19มาผ่านตับ แล้วทำให้มันออกฤทธิ์
00:02:19 → 00:02:23ยาบางตัวออกฤทธิ์เต็มที่แล้ว ตับมีหน้าที่ทำให้มันหมดฤทธิ์
00:02:23 → 00:02:25เพื่อจะให้มันหมดสภาพ
00:02:25 → 00:02:27แล้วไม่เกิดอันตรายกับร่างกาย แล้วเอาไปทิ้ง
00:02:27 → 00:02:32เพราะฉะนั้นหน้าที่ของตับนี่ คอยจัดการกับ เรื่องของสารพิษที่อยู่ในร่างกายด้วย
00:02:32 → 00:02:38นอกจากนี้ ตับยังมีหน้าที่คอยเสริมสร้างระบบ เรื่องของภูมิคุ้มกันในร่างกายด้วย
00:02:38 → 00:02:39เพราะฉะนั้น ถ้าตับไม่ดี
00:02:39 → 00:02:44สิ่งที่ตามมาก็คือ คน ๆ นั้นจะมีเรื่องของการติดเชื้อง่ายขึ้น
00:02:44 → 00:02:48อันถัดมา ตับมีหน้าที่จัดการกับน้ำดี
00:02:48 → 00:02:50เขาสร้างน้ำดีได้นะคะ
00:02:50 → 00:02:55ช่วยในร่างกายในเรื่องของการจัดการกับ วิตามินบางอย่าง โดยเฉพาะวิตามินดี
00:02:55 → 00:02:56ถ้าเกิดวิตามินดีเข้ามาปุ๊บ
00:02:56 → 00:02:58ตับจะมีหน้าที่เปลี่ยนวิตามินดี
00:02:58 → 00:03:00แล้วก็จะไปเปลี่ยนอีกครั้งหนึ่งที่ไต
00:03:00 → 00:03:03เพื่อจะให้วิตามินดีอันนั้น ได้ออกฤทธิ์เต็มที่นะคะ
00:03:03 → 00:03:06จะเห็นว่าตับมีหน้าที่สำคัญมากมายในร่างกาย
00:03:07 → 00:03:10แล้วหลาย ๆ อย่างของตับคือ เขาทำได้คนเดียว
00:03:10 → 00:03:11ไม่มีตัวแทนเลย
00:03:11 → 00:03:14เพราะฉะนั้นนี่ เรามีตับอยู่แค่อันเดียวนะคะ
00:03:14 → 00:03:16รักษาตับนี้เอาไว้
00:03:16 → 00:03:18เพราะว่าถ้าเราใช้มันไปเยอะ ๆ
00:03:18 → 00:03:21เราใส่สารพิษเข้าไปเยอะ ๆ หรือเราไปทำร้ายตับเราเยอะ ๆ
00:03:21 → 00:03:24สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ในอนาคต ตับเราก็จะแย่ลงไปเรื่อย ๆ
00:03:25 → 00:03:26แล้วเราไม่มีเปลี่ยนนะคะ
00:03:26 → 00:03:28ถ้าสมมุติมันพังไปมาก ๆ
00:03:28 → 00:03:29อย่างเดียวที่เราทำได้ก็คือ
00:03:29 → 00:03:33เราจะต้องรอให้มีการปลูกถ่ายอวัยวะ หรือว่าเปลี่ยนตับนั่นเองค่ะ
00:03:33 → 00:03:36ทีนี้ถ้าสมมติว่าเราฟังมาแล้วว่า ตับมีความสำคัญนะคะ
00:03:37 → 00:03:42แล้วตับนี่ มันใช้ไป หรือว่ามันทำงานไป แล้วมันพังไปเรื่อย ๆ หรือเปล่า
00:03:42 → 00:03:45ไม่เลย ในร่างกายเรามีการซ่อมแซมนะคะ
00:03:45 → 00:03:47ลองนึกภาพนะคะ เวลาที่เราเป็นแผลเห็นไหมคะ
00:03:47 → 00:03:52ร่างกายเราก็จะมีการซ่อมแซม มีแผล แล้วก็มีการซ่อม แล้วแผลก็หาย
00:03:52 → 00:03:53ตับเราก็เช่นกันค่ะ
00:03:53 → 00:03:56ร่างกายก็จะมีการซ่อมแซมอยู่ตลอดเวลานะคะ
00:03:57 → 00:03:59แต่แน่นอนค่ะ เมื่ออายุเรามากขึ้น
00:03:59 → 00:04:04คุณสมบัติในเรื่องของการซ่อมนี่ มันจะน้อยกว่า ซ่อมสร้างจะน้อย
00:04:04 → 00:04:06ถ้าเรายังคงถูกทำลายต่อเนื่อง
00:04:06 → 00:04:09สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ การทำงานในภาพรวมของตับ
00:04:09 → 00:04:12ก็จะลดลงไปตามอายุได้เช่นกัน
00:04:12 → 00:04:15หลาย ๆ คนก็จะมีแพคเกจตรวจสุขภาพใช่ไหมคะ
00:04:15 → 00:04:18อาจจะซื้อแพคเกจตรวจสุขภาพตอนลดราคาก็ตาม
00:04:18 → 00:04:20หรือว่าที่ทำงานให้ตรวจสุขภาพก็ตาม
00:04:20 → 00:04:22เสร็จแล้วนี่ ผลตรวจสุขภาพจะกลับมา
00:04:22 → 00:04:25หลายคนเวลาที่ไปตรวจสุขภาพ ไม่ได้เจอคุณหมอ
00:04:25 → 00:04:27แต่จะมีผลตรวจสุขภาพกลับมา แล้วก็บอกว่า
00:04:27 → 00:04:30มีไขมันพอกตับบ้างล่ะ ตับอักเสบบ้างล่ะ หลายคนก็ตื่นเต้นตกใจ
00:04:31 → 00:04:33แล้วในนั้นก็จะเขียนว่า ให้ไปพบคุณหมอใกล้ ๆ
00:04:33 → 00:04:34อันที่หนึ่งก่อน
00:04:34 → 00:04:37เราจะรู้ได้อย่างไรว่าเรามีไขมันพอกตับ
00:04:37 → 00:04:40ส่วนใหญ่การที่จะรู้ว่ามีไขมันพอกตับนี่
00:04:40 → 00:04:42มันมักจะต้องตรวจด้วยเครื่องอัลตราซาวด์
00:04:42 → 00:04:45อันนี้เป็นการตรวจอย่างง่าย ไม่แพงนะคะ
00:04:45 → 00:04:47แล้วก็สามารถรู้ผลได้นะคะ
00:04:47 → 00:04:52โดยทั่วไปเขาก็จะดูว่า ตอนนี้มันมีลักษณะ ที่สงสัยว่าจะเป็นไขมันพอกตับ
00:04:52 → 00:04:53เขาก็จะบอกมา
00:04:53 → 00:04:56อันที่สองค่ะ จะพูดว่ามีตับอักเสบ
00:04:56 → 00:04:59เวลาที่จะพูดว่ามีตับอักเสบนี่ ส่วนใหญ่จะโดนเจาะเลือด
00:04:59 → 00:05:03ถ้าเจาะเลือดเสร็จปุ๊บนี่ จะมีค่าการอักเสบของตับที่สูงขึ้น
00:05:04 → 00:05:06เขาก็จะบอกว่าตอนนี้มีตับอักเสบนะ
00:05:06 → 00:05:10ทีนี้ถามว่าแล้วมันต่างกันอย่างไร มันจะรู้ได้อย่างไร มันจะอันตรายไหม
00:05:11 → 00:05:14หลักการมีแค่นี้นะคะ อันแรกก็คือว่าในเซลล์ตับนี่
00:05:14 → 00:05:18ให้เรามองภาพว่า เซลล์ 1 เซลล์นี่มันเหมือนถุง ซึ่งปิดสนิท
00:05:18 → 00:05:21สารที่อยู่ข้างในถุงนี่ มีน้ำอยู่นี่
00:05:21 → 00:05:23อันนี้ก็คือเอนไซม์ที่อยู่ในตับ
00:05:23 → 00:05:26ถ้าสมมุติว่า ถุงมันแตกหรือถุงมันรั่ว
00:05:26 → 00:05:30สารที่มันอยู่ข้างในนี่ มันก็จะรั่วออกมาจากนอกเซลล์ตับนึกออกไหมคะ
00:05:30 → 00:05:32แล้วมันก็จะปนอยู่ในเลือด
00:05:32 → 00:05:33เวลาเราเจาะเลือดปั๊บ
00:05:33 → 00:05:39เราเห็นสารตัวนี้มันสูงขึ้น เราก็บอกว่า ต้องมีปัญหากับเซลล์ตับแน่ ๆ แล้ว
00:05:39 → 00:05:42อันนี้คุณหมอจะพูดคำว่า ตับอักเสบ
00:05:42 → 00:05:46ทีนี้ถ้าเกิดว่ามันมีการบาดเจ็บ หรือมีอะไรเกิดขึ้นกับเซลล์ตับ
00:05:46 → 00:05:48ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด
00:05:48 → 00:05:50เราก็เรียกว่าตับอักเสบ
00:05:50 → 00:05:51ยกตัวอย่างเช่น
00:05:51 → 00:05:53กินเหล้าเยอะ ๆ เห็นไหมคะ
00:05:53 → 00:05:55ก็จะมีสารพิษเข้ามา ตับจัดการไม่ได้
00:05:55 → 00:05:57ตอนนี้ตับได้รับการบาดเจ็บ
00:05:57 → 00:06:00เพราะว่าได้รับตัวแอลกอฮอล์เยอะขึ้นใช่ไหมคะ
00:06:00 → 00:06:01อันนี้ก็จะทำให้เกิดตับอักเสบ
00:06:01 → 00:06:04คนไข้กินยาบางอย่างมากเกินไป
00:06:04 → 00:06:06หรือยาตัวนี้มันทำอันตรายกับตับ
00:06:06 → 00:06:09ยาตัวนี้มันจะไปออกฤทธิ์ที่ตับ
00:06:09 → 00:06:11ก็จะทำให้ตับอักเสบได้
00:06:11 → 00:06:15หรือมีการติดเชื้อ ไม่ว่าจะเป็นโควิด ไม่ว่าจะเป็นเชื้อไวรัสใด ๆ
00:06:16 → 00:06:18หรือแม้กระทั่งพวกของไวรัสตับอักเสบ
00:06:18 → 00:06:20พวกนี้ก็จะทำให้ตับอักเสบได้เหมือนกัน
00:06:20 → 00:06:24จะเห็นว่าเวลาที่เราเจาะเลือด แล้วเจอว่ามีค่าตับอักเสบ
00:06:24 → 00:06:27อันนี้มันเกิดได้จากหลายสาเหตุมาก ๆ เลย
00:06:28 → 00:06:31วิธีการหนึ่งเวลาที่คุณหมอเห็น คุณหมอก็จะต้องไปหาสาเหตุก่อนว่า
00:06:31 → 00:06:34อันนี้มันเกิดจากอะไรได้บ้าง ก็ซักประวัติ
00:06:34 → 00:06:36กินเหล้าไหม กินยาไหม
00:06:36 → 00:06:40หรือว่ามันมีอาการอย่างอื่นใดหรือเปล่า ที่จะสนับสนุน
00:06:40 → 00:06:42แล้วถึงจะมาเป็นข้อสรุปว่า
00:06:42 → 00:06:45ตับอักเสบอันนี้เกิดจากอะไร
00:06:45 → 00:06:46อันที่สาม
00:06:46 → 00:06:50เวลาทำอัลตราซาวด์ บางทีนอกเหนือจาก เราเห็นว่ามีไขมันพอกตับแล้วนี่
00:06:50 → 00:06:55บางคน ในอัลตราซาวด์อาจจะบอกได้เลย ว่าตอนนี้เรามีตับแข็งแล้วหรือยัง
00:06:55 → 00:06:57บางทีผลอัลตราซาวด์ออกมาปุ๊บ บอกว่าตับแข็ง
00:06:57 → 00:07:01คนไข้ตื่นเต้นตกใจ แย่แล้ว ฉันแย่แน่ ๆ แล้ว ฉันจะตายแล้วอะไรอย่างนี้
00:07:01 → 00:07:06มันจะมีลักษณะหน้าตาบางอย่างของตับ ที่จะทำให้รู้สึกว่า
00:07:06 → 00:07:09อันนี้มันมีความผิดปกติที่เป็นมานานแล้ว
00:07:09 → 00:07:11แล้วทำให้เกิดพังผืดเกิดขึ้น
00:07:12 → 00:07:15อันนี้ก็เลยเรียกว่าเป็นตับแข็งนะคะ
00:07:15 → 00:07:17ซึ่งอันนี้จะมองเห็นได้จากตัวอัลตราซาวด์
00:07:17 → 00:07:21ในปัจจุบันนะคะ โรคตับที่ได้ยินบ่อย ๆ หรือว่าเป็นโรคยอดฮิต
00:07:21 → 00:07:23เริ่มต้นจากไขมันพอกตับก่อน
00:07:23 → 00:07:25อันนี้บอกเลยว่าไม่มีอาการค่ะ
00:07:25 → 00:07:28อย่าถามว่ามีอาการอะไร ไม่มีเลย
00:07:28 → 00:07:31มีข้อสังเกตว่า คนอ้วนมีความเสี่ยงที่จะเกิดไขมันพอกตับ
00:07:31 → 00:07:33โดยเฉพาะกลุ่มที่อ้วนลงพุง
00:07:33 → 00:07:38อันที่สองค่ะ ถ้าเกิดอ้วนมากขึ้น หรือไขมันพอกตับมากขึ้น
00:07:38 → 00:07:40มันก็จะทำให้เกิดเรื่องของตับอักเสบ
00:07:41 → 00:07:44อันนี้อาจจะยังไม่มีอาการ แต่ตรวจได้จากในเลือด
00:07:45 → 00:07:48จะเห็นว่ามีค่าการอักเสบของตับสูงขึ้น
00:07:48 → 00:07:51เวลาที่เราจะบอกว่าเป็นไขมันพอกตับ แล้วทำให้เกิดตับอักเสบนี่
00:07:51 → 00:07:53มันจะต้องไม่มีสาเหตุอื่นนะคะ
00:07:53 → 00:07:57เช่น ไม่ได้ดื่มเหล้าเลย ไม่ได้มียาสมุนไพร
00:07:57 → 00:07:58ไม่ได้มีสารพิษใด ๆ
00:07:58 → 00:08:02ไม่ได้มียาอะไรที่ทำให้ร่างกายเรา มีเรื่องของการอักเสบเกิดขึ้น
00:08:02 → 00:08:06ระยะที่สามค่ะ เมื่อการอักเสบเกิดขึ้นซ้ำ ๆ
00:08:06 → 00:08:08สิ่งที่ตามมาก็จะเป็นพังผืด
00:08:09 → 00:08:11อันนี้ก็จะเริ่มเป็นตับแข็ง
00:08:11 → 00:08:16ทีนี้ลองนึกภาพนะคะว่าเซลล์ตับนี่ จากตอนแรกเหมือนตับทั้งก้อนปกติ
00:08:16 → 00:08:19แต่ถ้ามันมีพังผืดเป็นจุด ๆ หลาย ๆ ที่
00:08:19 → 00:08:22สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ ผิวที่ตับ
00:08:22 → 00:08:25มันก็จะเริ่มไม่เรียบแล้ว จะเริ่มมีความขรุขระแล้ว
00:08:25 → 00:08:27ตับจะเริ่มเหี่ยวเล็กลงแล้ว
00:08:27 → 00:08:30อันนี้ค่ะ เวลาที่เราตรวจอัลตราซาวด์ เราถึงจะมองเห็น
00:08:30 → 00:08:32ถ้าถึงจุดที่มีตับแข็งแล้วนี่
00:08:33 → 00:08:37โดยทั่วไป ถ้าตับแข็งเป็นมากขึ้น ๆ เรื่อย ๆ
00:08:37 → 00:08:41จนกระทั่งการทำงานของตับในภาพรวมลดลง
00:08:41 → 00:08:42อันนี้จะเริ่มมีอาการแล้ว
00:08:43 → 00:08:47นอกจากนี้ เวลาที่เป็นพังผืด ถ้ามันเกิดซ้ำ ๆ
00:08:47 → 00:08:48แล้วมันเป็นต่อเนื่อง
00:08:48 → 00:08:51มันมีโอกาสที่เซลล์พวกนี้จะเปลี่ยนแปลงไป
00:08:51 → 00:08:53แล้วกลายไปเป็นมะเร็งได้
00:08:53 → 00:08:57ประมาณ 10% ของคนไข้ที่ตับแข็ง อาจจะเปลี่ยนไปเป็นมะเร็งตับได้
00:08:57 → 00:09:02[เสียงดนตรี]
00:09:02 → 00:09:06สำหรับในกรณีของคนไข้ที่กำลังสงสัยว่า ตัวเองจะเป็นโรคตับ
00:09:06 → 00:09:08หรือไปตรวจสุขภาพแล้วเจอความผิดปกติ
00:09:08 → 00:09:10แล้วถามว่า แล้วจะทำอย่างไร
00:09:10 → 00:09:13ข้อแรกเลยก็คือ เราต้องดูก่อนว่าสาเหตุคืออะไร
00:09:13 → 00:09:17ถ้าสาเหตุอันนั้นเราแก้ไขได้ เราก็จะไปจัดการ
00:09:17 → 00:09:19เพราะฉะนั้น คุณหมอจะซักประวัติค่อนข้างเยอะนิดนึง
00:09:19 → 00:09:21เพื่อจะดูว่ามันมีอะไรหรือเปล่า
00:09:21 → 00:09:25บางอย่างที่แก้ไขได้ แล้วจัดการไป ที่บอกไปตอนต้น
00:09:25 → 00:09:27เช่น บางคนถ้าหากว่ายังไม่เคยฉีดวัคซีน
00:09:27 → 00:09:29ก็อาจจะให้ฉีดวัคซีนใช่ไหมคะ
00:09:29 → 00:09:33ถ้าเกิดว่ามีปัญหาว่าตอนนี้กินยาเยอะเกินไป
00:09:33 → 00:09:36หรือว่ายาตัวนี้มันมีปัญหากับตับ ก็จะให้หยุดยา
00:09:36 → 00:09:39แอลกอฮอล์ก็จะให้หยุดเหล้า อันนี้เป็นต้น
00:09:39 → 00:09:42ทีนี้ที่เจอบ่อย ๆ เลยก็คือ อ้วน แล้วก็ไขมันพอกตับ
00:09:42 → 00:09:45ต้องบอกอย่างนี้นะคะ เวลาที่เราจะลดน้ำหนักนี่
00:09:45 → 00:09:49ในกรณีของไขมันพอกตับนี่ เราขอประมาณสัก 10%
00:09:49 → 00:09:52แต่ถ้าเกิดว่าตับอักเสบนี่ แค่ประมาณ 5% นี่
00:09:52 → 00:09:55น้ำหนักลดลง ค่าการอักเสบของตับก็จะลดลงแล้วค่ะ
00:09:56 → 00:09:59แต่ถ้าจะทำให้ไขมันพอกตับมันลดลงชัดเจนนี่
00:09:59 → 00:10:01เราต้องขอลดน้ำหนักอย่างน้อย 10%
00:10:01 → 00:10:05ถ้าในกรณีที่เป็นตับแข็งแล้ว หรือว่ามีพังผืดแล้วนี่
00:10:05 → 00:10:07มันจะเปลี่ยนได้ไหม ในอดีตเราเชื่อว่ามันเปลี่ยนไม่ได้
00:10:07 → 00:10:13แต่ปัจจุบัน เราเห็นว่าการลดน้ำหนัก หรือว่าการทำให้ตับเราดีขึ้นนี่
00:10:13 → 00:10:15พังผืดมันก็อาจจะเปลี่ยน แล้วก็ลดลงได้
00:10:15 → 00:10:18เพราะฉะนั้น ยังไงนี่ ในทุก ๆ ระยะนี่
00:10:18 → 00:10:22เราก็ยังแนะนำนะคะ ถ้าสมมุติว่าอ้วน เราก็ยังแนะนำให้ลดน้ำหนัก
00:10:22 → 00:10:25นอกจากนี้ เรื่องของตัวสูบบุหรี่
00:10:25 → 00:10:28หลายคนจะบอกว่า สูบบุหรี่ก็ไม่ได้เกี่ยวกับตับโดยตรง
00:10:28 → 00:10:30แต่ว่าในแง่ของการสูบบุหรี่
00:10:30 → 00:10:31สารพิษที่เกิดขึ้นนี่
00:10:31 → 00:10:34มันจะทำให้เรื่องของเส้นเลือดทำงานได้ไม่ดี
00:10:34 → 00:10:36เพราะฉะนั้น เส้นเลือดเราแย่อยู่แล้วเนอะ
00:10:36 → 00:10:38เราก็จะไม่ให้สูบบุหรี่ด้วย
00:10:38 → 00:10:40อีกอันหนึ่งค่ะ ก็คือเรื่องของน้ำตาล
00:10:40 → 00:10:44โดยเฉพาะพวกน้ำหวาน หรือว่าเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลอยู่
00:10:44 → 00:10:46พวกนี้เวลาเรากินเข้าไปปุ๊บนี่
00:10:46 → 00:10:48พลังงานทั้งหมดมันจะเข้าไปที่ตับ
00:10:48 → 00:10:52แล้วมันก็จะสะสมง่าย ทำให้เกิดไขมันพอกตับได้อย่างรวดเร็ว
00:10:52 → 00:10:56เพราะฉะนั้นถ้าเราตัดพวกน้ำหวาน หรือตัดพวกเครื่องดื่มพวกนี้นี่
00:10:56 → 00:10:58น้ำหนักก็จะลดได้ค่อนข้างดี
00:10:58 → 00:11:00แล้วทีนี้ในส่วนของอาหารหลาย ๆ อัน
00:11:00 → 00:11:03ก็อย่างเช่นอาหารพวกที่เป็นพวกของปิ้งย่าง
00:11:03 → 00:11:06อาหารที่มีการปนเปื้อนเชื้อรานะคะ
00:11:06 → 00:11:07อาหารปิ้งย่างเกี่ยวอย่างไร
00:11:07 → 00:11:11อาหารปิ้งย่าง ถ้าสมมุติว่า มันมีพวกของเนื้อที่มันดำ ๆ ไหม้ ๆ
00:11:11 → 00:11:14พวกนี้มันก็จะมีพวกของไฮโดรคาร์บอน หรือสารก่อมะเร็ง
00:11:14 → 00:11:16อันนี้เราก็ไม่อยากได้
00:11:16 → 00:11:18พวกไขมันปริมาณมากหรือไขมันสูง ๆ
00:11:18 → 00:11:21โดยเฉพาะเป็นกลุ่มของไขมันอิ่มตัว อันนี้เราก็ไม่ชอบ
00:11:21 → 00:11:25เพราะว่ามันก็จะยิ่งทำให้ มีการทำร้ายตับมากขึ้น
00:11:25 → 00:11:28การทำให้เกิดไขมันพอกตับเยอะขึ้น
00:11:28 → 00:11:31เพราะฉะนั้นโดยทั่วไปก็คือ ลดในส่วนของไขมันอิ่มตัว
00:11:31 → 00:11:34ลดอาหารปิ้งย่าง เพื่อจะช่วยลดเรื่องของไฮโดรคาร์บอน
00:11:34 → 00:11:39ลดพวกของสารพิษท็อกซินทั้งหลาย พวกถั่วขึ้นราหรืออะไรอย่างนี้
00:11:39 → 00:11:41ลดอาหารสุก ๆ ดิบ ๆ ใช่ไหมคะ
00:11:41 → 00:11:44เพื่อจะให้ลดความเสี่ยง ในเรื่องของพยาธิบางชนิด
00:11:44 → 00:11:47แล้วก็ลดพวกของน้ำตาลโดยเฉพาะพวกน้ำหวาน
00:11:47 → 00:11:51จะได้ทำให้ไม่มีเรื่องของน้ำตาลไปสะสม หรือไปพอกที่ตับ
00:11:51 → 00:11:54อีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยดึงเอาไขมันที่ตับ ออกไปใช้ได้
00:11:54 → 00:11:56ก็คือการออกกำลังกาย
00:11:56 → 00:12:00หลายครั้งค่ะ การออกกำลังกาย ต่อให้น้ำหนักไม่ลดลง
00:12:00 → 00:12:02แต่ไขมันพอกตับก็จะลดลงได้
00:12:02 → 00:12:06เพราะว่าจะเป็นการดึงเอาไขมันที่อยู่ในตับนี่ ออกมาใช้
00:12:06 → 00:12:09ฟังดูทั้งหมด บอกห้ามโน่นห้ามนี่มากมาย
00:12:09 → 00:12:12เอ๊ะ มันมีไหมอาหารหรือวิตามิน ที่ช่วยบำรุงตับ
00:12:12 → 00:12:15หลักการง่าย ๆ ก่อน อันแรกเลยก็คือ
00:12:15 → 00:12:18ถ้าเรารู้ว่าตับเราอยู่กับเราได้อย่างยาวนาน
00:12:18 → 00:12:20ตับของเรามีการซ่อมแซมตัวเองได้
00:12:21 → 00:12:22หลักการข้อแรกเลยค่ะ
00:12:22 → 00:12:25ห้ามใส่อะไรที่มันจะไปทำร้ายตับ
00:12:26 → 00:12:29ในกรณีของยา คุยกับคุณหมอที่ดูแล
00:12:29 → 00:12:32ว่ายาตัวนี้มันจำเป็นมากไหมนะคะ
00:12:32 → 00:12:33ถ้ายามันจำเป็น
00:12:33 → 00:12:37แล้วมีโอกาส ใช้คำนี้นะ มีโอกาส ที่อาจจะทำให้มีปัญหากับตับ
00:12:37 → 00:12:40สิ่งที่คุณหมอเขาจะทำก็คือ เขาจะติดตามค่ะ
00:12:40 → 00:12:43มอนิเตอร์หรือว่าเจาะเลือดดูเป็นระยะ
00:12:43 → 00:12:46ว่าค่าตับเรามีการอักเสบหรือเปล่า มีอะไรหรือเปล่า
00:12:46 → 00:12:50ในขณะเดียวกัน ถ้ามันจำเป็นต้องใช้ เราก็ต้องไปลดความเสี่ยงอื่น ๆ
00:12:50 → 00:12:52ที่มันอาจจะทำให้ตับเราแย่ เช่น
00:12:52 → 00:12:54เราจำเป็นต้องกินยาตัวนี้
00:12:54 → 00:12:56เพราะว่ารักษาโรคเรา
00:12:56 → 00:12:58แต่เราก็ไม่ควรจะไปดื่มเหล้า
00:12:58 → 00:13:00เราก็ไม่ควรจะทำให้เราอ้วน
00:13:00 → 00:13:01เพื่อที่จะทำให้ตับเราแย่ลงไปอีก
00:13:01 → 00:13:03อันนี้นึกภาพออกใช่ไหมคะ
00:13:03 → 00:13:06แล้วทีนี้ในแง่ของอาหารที่จะช่วยนี่
00:13:06 → 00:13:11โดยหลัก ๆ จะเป็นอาหารกลุ่มที่มี เรื่องของสารต้านอนุมูลอิสระ
00:13:11 → 00:13:13เพราะเวลาที่มันมีการบาดเจ็บ
00:13:13 → 00:13:16หรือเวลาที่มันมีการทำร้ายตับ
00:13:16 → 00:13:18ตรงนั้นนี่ อนุมูลอิสระมันจะเยอะขึ้น
00:13:18 → 00:13:20เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราจะแนะนำก็คือ
00:13:20 → 00:13:22อาหารที่มันมีวิตามินเกลือแร่เพียงพอ
00:13:22 → 00:13:27แล้วก็จะเสริมในกลุ่มที่จะเป็นเรื่องของ แอนติออกซิแดนท์หรือสารต้านอนุมูลอิสระ
00:13:27 → 00:13:29อันแรกเลยก็จะมีคนพูดถึงกาแฟ
00:13:29 → 00:13:33กาแฟเองนี่ ก็มีรายงานเหมือนกันว่า ช่วยในเรื่องของไขมันพอกตับ
00:13:34 → 00:13:39แต่เราพูดถึงกาแฟ เราไม่ได้พูดถึงกาแฟใส่นมหรือใส่น้ำตาล
00:13:39 → 00:13:42เพราะฉะนั้นอันนี้ที่แนะนำคือเป็นกาแฟดำ
00:13:42 → 00:13:44ไม่ใช่กาแฟที่เติมน้ำตาล
00:13:44 → 00:13:46เพราะว่ากาแฟที่เติมน้ำตาล
00:13:46 → 00:13:49หรือว่าเป็นเครื่องดื่มที่ใส่นมข้น หรืออะไรพวกนี้ค่ะ
00:13:49 → 00:13:50แคลอรีมันจะเยอะ
00:13:50 → 00:13:54อันนี้จะยิ่งไปทำให้ไขมันพอกตับเป็นมากขึ้น
00:13:54 → 00:13:57ชากาแฟก็จะมีทั้งกาเฟอีน แล้วก็จะมีแอนติออกซิแดนท์บางตัว
00:13:57 → 00:13:59เพราะฉะนั้นชากาแฟนี่ไปด้วยกันได้เลย
00:14:00 → 00:14:04ตัวที่สองก็จะเป็น กลุ่มที่เป็นพืชหรือว่าผักผลไม้ก็แล้วแต่
00:14:04 → 00:14:07พวกนี้จะมีอะไรบ้าง มีวิตามินเอค่ะ
00:14:07 → 00:14:10ในคนไข้โรคตับ ต้องบอกว่าวิตามินเอนี่
00:14:10 → 00:14:12เราจะสะสมและเก็บเอาไว้ที่ตับ
00:14:12 → 00:14:15ถ้าเมื่อไหร่ตับเราแย่ลง เซลล์ตับเราพัง
00:14:15 → 00:14:18สิ่งที่เกิดขึ้นคือวิตามินเอเราจะดรอปลงด้วย
00:14:18 → 00:14:22เพราะฉะนั้นเขาอาจจะให้เรากิน พวกที่มันมีวิตามินเอเยอะขึ้น
00:14:22 → 00:14:25มีแอนติออกซิแดนท์เยอะขึ้น แคร์รอตอย่างนี้ใช้ได้
00:14:25 → 00:14:28หรือว่าจะเป็นพวกของบรอกโคลี
00:14:29 → 00:14:31กะหล่ำปลี องุ่น เมล็ดองุ่นนะคะ
00:14:31 → 00:14:36พวกนี้จะช่วยในเรื่องของ การให้สารที่มีเรื่องของแอนติออกซิแดนท์
00:14:36 → 00:14:39แล้วบางตัวจะไปเพิ่มตัวที่เราเรียกว่า กลูตาไธโอน
00:14:39 → 00:14:41กลูตาไธโอน เมื่อกี๊เราได้ยินแล้ว
00:14:41 → 00:14:45เอ๊ะ ตัวนี้ทำให้มันผิวขาวใช่ไหม มันดีหรืออะไรอย่างนี้
00:14:45 → 00:14:49จริง ๆ แล้วตัวนี้ จะเป็นสารตัวหนึ่งที่เราเอาไว้ใช้
00:14:49 → 00:14:53เวลาที่คนไข้รับประทานยา ที่เราเรียกว่าพาราเซตามอล
00:14:54 → 00:14:55มากจนเกินขนาด
00:14:55 → 00:14:57โดยทั่วไปเวลาที่เรากินพาราเซตามอลนี่
00:14:57 → 00:15:00พาราเซตามอลจะถูกทำลายที่ตับ
00:15:00 → 00:15:02ถ้าพาราเซตามอล เรากินโดสเยอะเกินไป
00:15:02 → 00:15:04แล้วตับเราทำลายไม่ทัน
00:15:04 → 00:15:07สิ่งที่เกิดขึ้น มันก็จะทำให้ตับมีการบาดเจ็บ
00:15:07 → 00:15:09แล้วถ้ามันเยอะเกินไป
00:15:09 → 00:15:12หลังจากนั้นนี่ มันอาจจะทำให้เกิด ภาวะที่เราเรียกว่าตับวายได้
00:15:12 → 00:15:15ในช่วงต้น ถ้ามาเร็ว มาทัน แล้วยามันเยอะนี่
00:15:15 → 00:15:20เราจะมียาตัวหนึ่งซึ่งจะไปทำให้ ฤทธิ์ของยาพวกนี้มันหมดฤทธิ์
00:15:20 → 00:15:21แล้วก็ช่วยป้องกันตับนะคะ
00:15:21 → 00:15:23ก็จะเป็นกลุ่มของกลูตาไธโอน
00:15:23 → 00:15:27เพราะฉะนั้น เวลาที่เราไปกินอาหาร ที่มันมีพวกของกลูตาไธโอนเยอะขึ้น
00:15:27 → 00:15:31มันก็อาจจะช่วยซ่อมแซม หรือว่าช่วยบำรุงตับได้เช่นกัน
00:15:31 → 00:15:33ยกตัวอย่างเช่นกินกะหล่ำปลีพวกนี้
00:15:33 → 00:15:35หรือว่าอาจจะเป็นพวกของบรอกโคลี
00:15:35 → 00:15:37บรอกโคลีก็จะมีแอนติออกซิแดนท์ค่อนข้างเยอะ
00:15:37 → 00:15:41อีกตัวหนึ่งที่มาด้วยกัน เวลาที่เราดูผลไม้ เราจะเห็นตลอดเวลา
00:15:41 → 00:15:42ก็คือกลุ่มที่เป็นเบอร์รี
00:15:42 → 00:15:45เบอร์รี นอกจากจะมีพวกของ แอนติออกซิแดนท์แล้วนี่
00:15:45 → 00:15:48ก็จะมีพวกที่เป็นอนุพันธ์ของวิตามินเอ
00:15:48 → 00:15:50ซึ่งพวกนี้ก็จะช่วยในเรื่องของ เป็นแอนติออกซิแดนท์
00:15:50 → 00:15:53แล้วก็ช่วยในเรื่องของการทำงานที่ตับ
00:15:53 → 00:15:57แล้วก็ช่วยในส่วนที่จะ ลดการบาดเจ็บที่ตับได้ด้วย
00:15:57 → 00:16:00ในส่วนของการเลือก ถ้าเป็นน้ำมัน
00:16:00 → 00:16:05เมื่อกี้เราบอกแล้วว่า น้ำมันไขมันอิ่มตัว หรือว่าน้ำมันที่มันเป็นไขเป็นก้อนเราไม่ชอบ
00:16:05 → 00:16:09เราก็มาเลือกน้ำมันที่ไม่อิ่มตัว หรือว่าเป็นกลุ่มของน้ำมันมะกอก
00:16:09 → 00:16:11ช่วยลดเรื่องของความดื้ออินซูลินนะคะ
00:16:11 → 00:16:14อันนี้ก็จะช่วยทำให้ตับทำงานได้ดีขึ้น
00:16:15 → 00:16:18เลือกคาร์โบไฮเดรตที่เป็นพวกของถั่ว ธัญพืช
00:16:18 → 00:16:20แต่ต้องระวังนิดนึงถ้าจะใช้ถั่ว
00:16:20 → 00:16:22ควรจะกินถั่วที่ใหม่ ๆ นะคะ
00:16:22 → 00:16:24อาจจะคั่วหรืออบเอง
00:16:24 → 00:16:29ที่ไม่ได้เป็นถั่วบดซึ่งเรามองไม่ออกเลย ว่ามันจะมีเชื้อราปนอยู่หรือเปล่า
00:16:29 → 00:16:31ถ้ามีเชื้อรา ไม่ต้องเสียดาย ทิ้งไปเลย
00:16:31 → 00:16:35พวกถั่วพวกนี้ควรจะกิน ซื้อมาปริมาณน้อย ๆ แล้วก็อบกินทีละนิดเดียว
00:16:35 → 00:16:40เพราะว่า ถือว่าเป็นสารที่มีน้ำมันค่อนข้างเยอะ
00:16:40 → 00:16:43ทิ้งเอาไว้แล้ว มันจะเกิดภาวะหืนได้ค่อนข้างง่าย
00:16:43 → 00:16:46บางทีเราเก็บถั่วไว้สักพักนึง เราจะรู้สึกว่ามันมีกลิ่นแล้ว มันหืนแล้ว
00:16:46 → 00:16:50อันนี้ก็คือกรดไขมันที่มีอยู่ในถั่ว ทำปฏิกิริยากับออกซิเจนในอากาศ
00:16:50 → 00:16:52อันนี้ถ้าสมมุติว่าจะแก้ไข
00:16:52 → 00:16:54อันแรกลองไปอบซ้ำดูอีกทีหนึ่งเพื่อไล่อากาศ
00:16:55 → 00:16:56ถ้ามันช่วยไม่ได้ ก็ทิ้งไปเถอะค่ะ
00:16:56 → 00:16:58แล้วก็สุดท้ายค่ะ
00:16:58 → 00:16:59เราจะไปลดการอักเสบได้อย่างไร
00:16:59 → 00:17:05ก็จะเป็นพวกของโอเมกา 3 ซึ่งมีอยู่ในปลาที่มีน้ำมันเยอะ ๆ
00:17:05 → 00:17:07ไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นปลาทะเลน้ำลึก
00:17:07 → 00:17:10ปลาน้ำจืดบ้านเราก็ถือว่ามีโอเมกา 3 หรือว่ามี Fish oil
00:17:10 → 00:17:12เรากินพวกนี้ได้
00:17:12 → 00:17:17ถามว่าปริมาณที่ควรกิน ก็ประมาณ 1 ฝ่ามือ อาจจะบวกไปอีกสักข้อนิ้วนึง
00:17:17 → 00:17:19อันนี้เรากินสักประมาณอาทิตย์ละ 2 ครั้ง
00:17:19 → 00:17:23อันนี้ก็จะช่วยทำให้เราได้รับ พวกของ Fish oil เพียงพอค่ะ
00:17:23 → 00:17:27[เสียงดนตรี]
00:17:28 → 00:17:30อันสุดท้ายที่เราจะคุยกันก็คือ
00:17:30 → 00:17:32เราจะเห็นโดยภาพรวมในอินเทอร์เน็ต
00:17:32 → 00:17:35หรือว่าคำบอกกล่าว ไม่ว่าจะส่งต่อมาใน LINE หรืออะไรก็ตาม
00:17:36 → 00:17:37คำโฆษณาชวนเชื่อบอกว่า
00:17:37 → 00:17:40วิตามินอันนี้เป็นวิตามินบำรุงตับ ทั้งแบบที่ฉีดและแบบที่กิน
00:17:40 → 00:17:42เหมือนที่บอกเมื่อสักครู่ค่ะ
00:17:42 → 00:17:45อันนึงเลยที่อาจจะต้องระวังก็คือ
00:17:45 → 00:17:50การฉีดวิตามิน มันก็จะทำให้เราได้รับวิตามิน ในปริมาณที่ค่อนข้างสูง
00:17:50 → 00:17:51ถ้าเราไปดู
00:17:51 → 00:17:54แล้วเราสามารถที่จะมีความรู้ หรือขอเขาดูได้ว่า
00:17:54 → 00:17:56วิตามินที่จะฉีดนี้คืออะไรนะคะ
00:17:56 → 00:18:01ส่วนใหญ่ที่เขาจะผสมให้ก็คือวิตามินซี วิตามินอี ซึ่งอันนี้จะเป็นอะไรคะ
00:18:01 → 00:18:04มีคุณสมบัติเป็นแอนติออกซิแดนท์ หรือว่าสารต้านอนุมูลอิสระ
00:18:04 → 00:18:05อาจจะเพิ่มวิตามินบี
00:18:06 → 00:18:11เพราะว่าวิตามินบีเป็นตัวช่วยที่สำคัญ ในแง่ของการเผาผลาญสารอาหารทั้งหลาย
00:18:12 → 00:18:16ซึ่งเมื่อกี้บอกไปแล้วว่าตับมีหน้าที่หลัก ในการจัดการเรื่องของสารอาหารใช่ไหมคะ
00:18:16 → 00:18:19อีกตัวหนึ่งอาจจะเพิ่ม ในตัวของกลูตาไธโอนเข้าไป
00:18:19 → 00:18:23หรือว่าใส่อะมิโนแอซิด หรือใส่เพปไทด์บางอย่างเข้าไป
00:18:23 → 00:18:26อันนี้ก็จะบอกว่า แล้วมาเคลมว่าอันนี้จะช่วยเรื่องตับ
00:18:27 → 00:18:30อันหนึ่งเลยคือวิตามินเอ ระวังนะคะ
00:18:30 → 00:18:32ในกรณีของวิตามินเอเองนี่
00:18:32 → 00:18:35จริง ๆ แล้วในคนไข้โรคตับ วิตามินเออาจจะต่ำ
00:18:35 → 00:18:37เพราะฉะนั้นเติมวิตามินเอได้
00:18:37 → 00:18:41แต่ในบางรายที่กินวิตามินเอในโดสที่เยอะ ๆ หรือเมกะโดสนี่นะคะ
00:18:42 → 00:18:45สิ่งที่เกิดขึ้นเขาเรียกว่า ภาวะเป็นพิษจากวิตามินเอหรือกินมากเกินไป
00:18:45 → 00:18:48สิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือจะทำให้ตับอักเสบได้
00:18:48 → 00:18:50อาจจะทำให้เกิดพังผืดที่ตับได้
00:18:50 → 00:18:55เพราะฉะนั้น จริง ๆ แล้วนี่ วิตามินเอในโดสต่ำ ๆ หรือวิตามินเอที่ขาด
00:18:56 → 00:18:58อันนี้ก็จะเกิดในคนไข้โรคตับได้
00:18:58 → 00:19:00แต่ว่าวิตามินเอที่เยอะจนเกินไป
00:19:00 → 00:19:02ก็ทำร้ายตับได้เหมือนกัน
00:19:02 → 00:19:06เพราะฉะนั้นวิตามินเอจะใช้นี่ อาจจะต้องใช้ด้วยความระมัดระวัง
00:19:07 → 00:19:09ถามว่าปริมาณเท่าไหร่ อาจจะตอบยากนิดนึง
00:19:09 → 00:19:12แต่ว่าในคำแนะนำ เราจะบอกว่าวิตามินเอนี่
00:19:12 → 00:19:15ควรใช้ไม่เกินประมาณ 5000 IU
00:19:15 → 00:19:18แต่ถ้าใครที่เจาะเลือดแล้วบอกว่าวิตามินเอต่ำ
00:19:18 → 00:19:20อันนี้คุณหมอจะสั่งการรักษา คือจะให้มากกว่านั้น
00:19:20 → 00:19:23เพราะฉะนั้น จริง ๆ ถ้าเป็นคนทั่วไป
00:19:23 → 00:19:27ไม่ได้แนะนำว่า จะต้องไปเสริมวิตามินเอทีละเยอะ ๆ
00:19:27 → 00:19:28เพราะอาจจะมีอันตราย
00:19:28 → 00:19:31ตัวอย่างที่ชัดเจนก็คือคนไข้ที่รักษาสิว
00:19:31 → 00:19:32ใครเคยรักษาสิวบ้าง
00:19:32 → 00:19:36ก็จะมียาที่จะให้กินเพื่อรักษาสิว
00:19:36 → 00:19:37ที่จะทำให้หน้ามันแห้ง ๆ หน่อย
00:19:37 → 00:19:39กินแล้วปากจะแห้ง ๆ หน่อย
00:19:39 → 00:19:42กลุ่มนี้จะเป็น…เขาเรียกว่าเป็น อนุพันธ์ของวิตามินเอ
00:19:42 → 00:19:43กินมากเกินไป
00:19:43 → 00:19:47บางทีคุณหมอจะต้องตรวจเรื่องของ ระดับค่าตับเป็นระยะ ๆ
00:19:47 → 00:19:50เพราะว่าตัวนี้อาจจะมีผลกับตับได้
00:19:50 → 00:19:55ดังนั้น วิตามินเอหรือว่าวิตามินทั่ว ๆ ไป ไม่ได้หมายความว่าปลอดภัย 100%
00:19:55 → 00:19:59การกินวิตามินหรือว่าการฉีดวิตามิน ในปริมาณที่มากเกินไป
00:19:59 → 00:20:01ก็อาจจะเกิดผลเสียได้
00:20:01 → 00:20:05แล้วอวัยวะที่จะรับผลกระทบในตอนแรก ก็มักจะเป็นตับ
00:20:05 → 00:20:09เพราะว่าเราใส่อะไรเข้าไป ตับเรามีหน้าที่ทำให้มันหมดฤทธิ์
00:20:09 → 00:20:11หรือทำให้มันออกฤทธิ์เพิ่มขึ้น
00:20:11 → 00:20:16นอกเหนือจากกลุ่มวิตามินที่ฉีดหรือกิน ที่เราบอกว่าที่เราจะต้องระวังแล้วนี่
00:20:16 → 00:20:18มันก็จะมีอีกอันหนึ่งเมื่อกี้เราพูดกัน
00:20:18 → 00:20:21ก็คือกลุ่มของกลูตาใช่ไหมคะ หลายคนก็จะบอกว่า
00:20:21 → 00:20:23ถ้าฟังดูแล้วนี่
00:20:23 → 00:20:26เราไปฉีดกลูตาจะช่วยทำให้ตับเราดีขึ้นไหม
00:20:26 → 00:20:28ต้องบอกว่าอย่างนี้ค่ะ ในกรณีของกลูตานี่
00:20:28 → 00:20:32ถ้าตับไม่ได้มีปัญหาอะไร ฉีดไปนี่ เดี๋ยวสักพักมันก็หมดฤทธิ์เนอะ
00:20:32 → 00:20:36ที่อันตรายมากที่สุดก็คือ เรากลัวภาวะที่เราเรียกว่าแพ้กลูตา
00:20:36 → 00:20:40มันอาจจะทำให้เกิด Anaphylaxis ที่หายใจไม่ทัน
00:20:40 → 00:20:44หรือว่าอาจจะทำให้ความดันเลือดตกลง แล้วอาจจะเสียชีวิตได้เลย
00:20:44 → 00:20:46เพราะฉะนั้น ถ้าไม่จำเป็น ก็ไม่ต้อง
00:20:46 → 00:20:48ถ้าจะเอาพวกนี้ เอาจากไหน
00:20:48 → 00:20:49จริง ๆ จากการกินค่ะ
00:20:50 → 00:20:53นอกเหนือจากเราจะได้สารพวกนี้ ได้แอนติออกซิแดนท์ ได้ไฟเบอร์
00:20:53 → 00:20:58อันนี้จะช่วยในเรื่องของการทำงานของลำไส้ เรื่องของการทำงานแบคทีเรีย
00:20:58 → 00:21:01แล้วก็ยังช่วยส่งผลดีกับตับในภาพรวมได้อีก
00:21:01 → 00:21:05เพราะฉะนั้นเราเปลี่ยนจากของพวกนี้ ที่เราจะต้องจ่ายตังค์แพง ๆ
00:21:05 → 00:21:08เป็นเรื่องอาหารที่ดี หรือว่าให้ได้รับสารอาหารที่ใกล้เคียงกัน
00:21:08 → 00:21:09อันนี้น่าจะดีกว่า
00:21:10 → 00:21:13อันสุดท้ายจะชอบมีคนพูดถึงเรื่องของสมุนไพร
00:21:13 → 00:21:14ต้องบอกอย่างนี้นะคะ
00:21:14 → 00:21:19สมุนไพรนี่ โดยทั่วไป เขาใช้หลักการคล้าย ๆ กันเลยก็คือว่า
00:21:19 → 00:21:21สารออกฤทธิ์ที่อยู่ในสมุนไพรนี่
00:21:21 → 00:21:24เราไปศึกษาอยู่ในสัตว์ทดลอง หรือว่าอยู่ในหลอดทดลอง
00:21:24 → 00:21:28แล้วบอกว่ามีคุณสมบัติ ไม่ว่าจะเป็นแอนติออกซิแดนท์
00:21:28 → 00:21:31หรือว่าจะมีคุณสมบัติในแง่ของการลดการอักเสบ
00:21:31 → 00:21:37อย่างไรก็ตาม เราไม่รู้โดสที่เหมาะสม ที่แน่ชัดสำหรับการใช้ในคน
00:21:37 → 00:21:39ข้อมูลอันหนึ่งก็คือว่า
00:21:39 → 00:21:41สมุนไพรในโดสต่ำ ๆ อาจจะไม่ได้ประโยชน์
00:21:41 → 00:21:44สมุนไพรในโดสตรงกลางหรือโดสที่เหมาะสม
00:21:44 → 00:21:47อันนี้จะช่วยลดเรื่องของการอักเสบ ช่วยทำให้ตับดีขึ้น
00:21:47 → 00:21:50แต่ถ้ามันมากเกินไป อันนี้มันอาจจะทำร้ายตับ
00:21:50 → 00:21:52คำถามคือ โดสที่เหมาะสมอยู่ตรงไหน
00:21:52 → 00:21:57อันนี้ค่ะ มันยังไม่มีข้อมูลที่ทำในคน มากสักเท่าไหร่นัก
00:21:57 → 00:22:01เพราะฉะนั้นยังไม่ได้มีคำแนะนำ ในเรื่องของการใช้สมุนไพร
00:22:02 → 00:22:05ที่เป็นแคปซูล เป็นเม็ด เพื่อจะช่วยบำรุงรักษาตับ
00:22:05 → 00:22:08แต่ถ้าเรารู้ว่าสมุนไพรนี้มีสารตัวนี้
00:22:09 → 00:22:12แล้วเราไปเอามาใช้ในเรื่องของการประกอบอาหาร
00:22:12 → 00:22:14ใช้ในสัดส่วนที่เรากินตามปกติ
00:22:14 → 00:22:17อันนี้มันจะไม่เกิดภาวะเป็นพิษแน่นอน
00:22:17 → 00:22:18แล้วเราก็จะได้รับสารอาหาร
00:22:18 → 00:22:22หรือว่าได้รับสารตัวที่มันช่วย ในเรื่องของสุขภาพด้วย
00:22:22 → 00:22:25เพราะฉะนั้นในส่วนของสมุนไพร ถ้ามันมีข้อมูลว่ามันช่วย
00:22:25 → 00:22:31แนะนำว่า เอามาใช้ในการที่จะเป็นส่วนหนึ่ง ของการประกอบอาหาร อันนี้น่าจะดีกว่า
00:22:31 → 00:22:34ไม่เพียงแค่นั้น บางทีเวลาที่เขาเอามาใส่แคปซูลให้เรา
00:22:34 → 00:22:36หลายครั้งหลายทีนี่
00:22:36 → 00:22:40เราไม่รู้เลยว่ามันจะมีสารปนเปื้อน หรือสารอะไรอย่างอื่นหรือเปล่า
00:22:40 → 00:22:45แล้วมันจะยิ่งทำให้เรา หรือตับเราทำงานหนักขึ้น
00:22:45 → 00:22:47เพราะฉะนั้นถ้าสมมุติว่าเราอยากจะเซฟตับ
00:22:47 → 00:22:50แค่เราไม่ต้องใส่อะไร ที่ทำให้ตับเราทำงานหนักขึ้น
00:22:50 → 00:22:53แล้วเราก็ไม่ต้องเปลืองเงินด้วย อันนี้น่าจะดีที่สุดค่ะ
00:22:53 → 00:22:56โดยสรุปนะคะ วันนี้เราคุยกันเรื่องของอาหารบำรุงตับ
00:22:56 → 00:22:58แต่จริง ๆ แล้วเราก็จะพูดว่า
00:22:58 → 00:23:01ในส่วนของโรคตับมีอะไรบ้าง เราจะสังเกตได้อย่างไร
00:23:01 → 00:23:06หลักการวันนี้ที่อยากจะให้ทุกท่านได้ไป ก็คือว่า ตับเรานี่ จริง ๆ มันดีอยู่แล้ว
00:23:07 → 00:23:13แล้วจะดีที่สุด ถ้าเราไม่พยายามใส่อะไร ที่ไม่จำเป็นให้ตับเราต้องทำงานหนักขึ้น
00:23:13 → 00:23:17แล้วที่สำคัญ ถ้าสมมุติว่า เราจะอยากได้อาหารอะไรที่จะไปบำรุงตับ
00:23:17 → 00:23:20เราควรจะเลือกจากที่เป็นอาหาร
00:23:20 → 00:23:25การที่เราใช้วิตามิน ไม่ว่าจะเสริมด้วยการกิน หรือเสริมด้วยการฉีดมากเกินไป
00:23:25 → 00:23:27ไม่ได้หมายความว่ามันจะปลอดภัย
00:23:27 → 00:23:31วิตามินไม่ได้เท่ากับคำว่าปลอดภัย หรือไม่ได้เท่ากับคำว่าไม่เป็นอันตราย
00:23:31 → 00:23:35อะไรที่มากเกินไป ก็อาจจะทำให้เกิดอันตรายกับร่างกาย
00:23:35 → 00:23:36แล้วทุกอย่างที่เราใส่เข้าไป
00:23:36 → 00:23:40หมายความว่าเรากำลังตั้งใจทำให้ตับเรา ทำงานหนักขึ้น
00:23:40 → 00:23:44เพราะฉะนั้นถ้าสมมุติว่าทุกท่านกังวล ว่าตอนนี้ฉันกินยาเยอะไปหรือเปล่า
00:23:44 → 00:23:46ตับฉันมีปัญหาหรือเปล่า
00:23:46 → 00:23:48ถามตัวเองนิดเดียวว่าเราจำเป็นต้องกินไหม
00:23:48 → 00:23:50ถ้าเราไม่จำเป็นต้องกิน
00:23:50 → 00:23:53เราจะไม่ทำให้ตับเราทำงานมากขึ้น
00:23:53 → 00:23:57แล้วเราก็จะไม่ไปเสียตังค์ ด้วยของที่ไม่จำเป็นค่ะ
00:23:57 → 00:24:01พบกับรายการ Food Choice กินดี สุขภาพดีเลือกได้
00:24:02 → 00:24:04ทุกวันจันทร์เวลา 18:00 น.
00:24:04 → 00:24:06ที่ Mahidol Channel Podcast
00:24:06 → 00:24:08ผ่านช่องทาง Facebook Mahidol Channel
00:24:08 → 00:24:10YouTube Mahidol Channel
00:24:10 → 00:24:11Apple Podcasts
00:24:11 → 00:24:12Spotify
00:24:12 → 00:24:13Anchor
00:24:13 → 00:24:14Joox
00:24:17 → 00:24:22ดำเนินรายการโดยหมอเอ๋ ผศ.พญ.ดรุณีวัลย์ วโรดมวิจิตร
00:24:23 → 00:24:26[เสียงดนตรี]