00:00:00 → 00:00:02แม้ว่าการเก็บอาหารในตู้เย็น จะเป็นการถนอมอาหารได้
00:00:03 → 00:00:05แต่ไม่ได้หมายความว่า อาหารทุกชนิดจะสามารถแช่ตู้เย็นได้
00:00:06 → 00:00:08เพราะความเย็นจะทำให้คุณภาพอาหารเสื่อมลง
00:00:08 → 00:00:10และอาจจะเป็นอันตรายต่อสุขภาพได้ค่ะ
00:00:10 → 00:00:19[เสียงดนตรี]
00:00:19 → 00:00:22อาหารชนิดแรกที่ไม่ควรเข้าตู้เย็นคือ แตงโม
00:00:22 → 00:00:24เพราะแตงโมเป็นผลไม้ที่มีน้ำเยอะ
00:00:24 → 00:00:28โมเลกุลของน้ำเมื่อโดนความเย็น ก็จะมีความหนาแน่นมากขึ้น
00:00:28 → 00:00:32ทำให้เนื้อแตงโมมีอาการฉ่ำน้ำ ชุ่มน้ำ รสชาติแย่ลง
00:00:32 → 00:00:35ซึ่งการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว เป็นอาการสะท้านหนาว (Chilling Injury)
00:00:36 → 00:00:39ของการที่นำผลไม้ไปแช่ในอุณหภูมิที่ต่ำเกินไป
00:00:39 → 00:00:43สำหรับแตงโม อาการสะท้านหนาว จะเกิดขึ้นที่อุณหภูมิที่่ต่ำกว่า 7°C
00:00:43 → 00:00:45นอกจากนี้ยังมีการศึกษาวิจัย
00:00:45 → 00:00:48การเก็บแตงโมที่อุณหภูมิต่างกัน 3 อุณหภูมิ
00:00:48 → 00:00:53คือที่ 5°C 13°C และ 21°C เป็นระยะเวลา 14 วัน
00:00:53 → 00:00:54ซึ่งผลที่ออกมาพบว่า
00:00:54 → 00:00:58สารพฤกษเคมีกลุ่มแคโรทีนอยด์ ทั้งไลโคบีน และเบตาแคโรทีน
00:00:58 → 00:01:02ที่อุณหภูมิ 21°C หรือใกล้กับอุณหภูมิห้อง มีปริมาณที่เพิ่มขึ้น
00:01:02 → 00:01:06โดยไลโคปีน มีปริมาณเพิ่มขึ้น 11-40%
00:01:06 → 00:01:10ซึ่งไลโคปีนจะมีประโยชน์ในการต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันโรคมะเร็งได้
00:01:10 → 00:01:14และตัวเบตาแคโรทีน มีปริมาณเพิ่มขึ้น 50-139%
00:01:14 → 00:01:18ซึ่งเบตาแคโรทีนมีประโยชน์ในการ เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย
00:01:18 → 00:01:20ต้านอนุมูลอิสระและดูแลหลอดเลือดของเรา
00:01:20 → 00:01:21แต่ในทางตรงกันข้าม
00:01:21 → 00:01:25ในอุณหภูมิที่ต่ำที่สุดในการเก็บรักษาคือ 5°C
00:01:25 → 00:01:27จะมีปริมาณสารพฤกษเคมีที่ลดลง
00:01:27 → 00:01:29ข้อแนะนำในการเก็บแตงโม
00:01:29 → 00:01:31ก็สามารถเก็บได้ที่อุณหภูมิห้อง
00:01:31 → 00:01:34แต่ถ้าเกิดเราอยากรับประทาน แตงโมที่มีเนื้อสัมผัสที่เย็น
00:01:34 → 00:01:38เราก็สามารถนำไปแช่ตู้เย็นได้ ในระยะเวลาสั้น ๆ 2-3 ชั่วโมง
00:01:38 → 00:01:41ก็จะทำให้รสชาติไม่เปลี่ยนแปลง และเนื้อสัมผัสไม่เปลี่ยนแปลง
00:01:41 → 00:01:45[เสียงดนตรี]
00:01:45 → 00:01:48อาหารชนิดต่อไปที่ไม่ควรแช่ตู้เย็นคือ กล้วย
00:01:48 → 00:01:50ในที่นี้จะพูดถึงกล้วยดิบ
00:01:50 → 00:01:54กล้วยถือว่าเป็นอาหารที่ไวต่อการ เกิดอาการสะท้านหนาว
00:01:54 → 00:01:56โดยที่เปลือกกล้วยจะเปลี่ยนเป็นสีดำ
00:01:56 → 00:01:59เมื่อเราเก็บที่อุณหภูมิต่ำกว่า 8°C
00:01:59 → 00:02:02นอกจากนี้ อุณหภูมิที่เย็นยังไปยับยั้ง กระบวนการสุกของกล้วย
00:02:02 → 00:02:06เพราะว่าอุณหภูมิที่เย็น จะไปยับยั้งการผลิตก๊าซเอทิลีน
00:02:06 → 00:02:08ซึ่งทำให้การสุกของกล้วยไม่สมบูรณ์
00:02:08 → 00:02:12ซึ่งการรับประทานกล้วยที่ดิบ จะทำให้มีตัวของสารเทนนินในปริมาณที่สูง
00:02:12 → 00:02:14และมีแป้งที่เอนไซม์ไม่สามารถย่อยได้
00:02:15 → 00:02:17ส่งผลให้เกิดอาการท้องผูกได้
00:02:18 → 00:02:20ข้อแนะนำในการเก็บรักษากล้วย
00:02:20 → 00:02:22คือเก็บที่อุณหภูมิห้องและพ้นแสงแดด
00:02:22 → 00:02:25ซึ่งระยะเวลาในการที่เก็บรักษา ตั้งแต่กล้วยดิบจนถึงสุก
00:02:25 → 00:02:27จะมีระยะเวลาประมาณ 7-10 วัน
00:02:28 → 00:02:31[เสียงดนตรี]
00:02:31 → 00:02:35ต่อไปคือ หอมหัวใหญ่และกระเทียม ที่ไม่ควรแชตู้เย็น
00:02:35 → 00:02:38เพราะความเย็นจะทำให้หอมหัวใหญ่และกระเทียม เน่าเสียได้ง่าย
00:02:38 → 00:02:40เนื่องจากความชื้นในตู้เย็นทำให้เกิดเชื้อรา
00:02:40 → 00:02:45ซึ่งเชื้อราที่เกิดขึ้น อาจจะผลิตสารพิษ ที่จะเป็นอันตรายต่อเซลล์ ต่อตับ
00:02:45 → 00:02:46และอาจจะเป็นสารก่อมะเร็งได้
00:02:46 → 00:02:50นอกจากนี้ ความเย็นยังทำลาย เนื้อสัมผัสของหอมหัวใหญ่
00:02:50 → 00:02:53ทำให้เนื้อสัมผัสเหี่ยว นิ่ม ไม่กรอบ ไม่น่ารับประทานค่ะ
00:02:54 → 00:02:56ข้อแนะนำในการเก็บรักษา
00:02:56 → 00:02:58กระเทียม ไม่ควรเก็บแบบแยกกลีบ
00:02:58 → 00:03:02และหอมหัวใหญ่ก็เก็บในรูปแบบเดิม คือเก็บในที่แห้ง ไม่มีความชื้น
00:03:02 → 00:03:03อากาศถ่ายเทสะดวก
00:03:03 → 00:03:07โดยระยะเวลาในการเก็บรักษา ก็จะได้นานถึง 1-2 เดือนเลย
00:03:07 → 00:03:11[เสียงดนตรี]
00:03:11 → 00:03:14อาหารชนิดสุดท้ายที่ไม่ควรแช่ตู้เย็นคือ อาหารกระป๋อง
00:03:14 → 00:03:15ซึ่งอาหารกระป๋องในที่นี้หมายถึง
00:03:15 → 00:03:18อาหารกระป๋องที่เป็นอาหารคาว รวมถึงผลไม้ด้วย
00:03:18 → 00:03:21สาเหตุที่ไม่ควรนำอาหารกระป๋อง เข้าไปแช่ตู้เย็น
00:03:21 → 00:03:23เพราะความชื้นและออกซิเจนเมื่อเปิดกระป๋อง
00:03:23 → 00:03:25จะเป็นปัจจัยทำให้เกิดการกัดกร่อน
00:03:25 → 00:03:28และการเกิดสนิมของตัวกระป๋อง เข้ามาในตัวอาหารได้
00:03:28 → 00:03:30เมื่อเรารับประทานโลหะหนัก
00:03:30 → 00:03:33ที่เกิดจากการปนเปื้อนจากการกัดกร่อน ของกระป๋องลงมาในอาหาร
00:03:33 → 00:03:35จะทำให้เกิดพิษต่อเซลล์ของเรา พิษต่อตับ
00:03:35 → 00:03:38และอาจจะเป็นสารก่อมะเร็งตามมาได้ค่ะ
00:03:38 → 00:03:40ข้อแนะนำในการเก็บรักษาอาหารกระป๋อง
00:03:40 → 00:03:44เนื่องจากอาหารกระป๋องถูกออกแบบมา เพื่อสามารถเก็บที่อุณหภูมิห้องได้
00:03:44 → 00:03:46ดังนั้น ถ้าเกิดจะรับประทานอาหารกระป๋อง
00:03:46 → 00:03:49ควรจะเทใส่ภาชนะต่างหาก แล้วก็แช่ในตู้เย็น
00:03:49 → 00:03:52[เสียงดนตรี]
00:03:52 → 00:03:55หรือในกรณีที่เราอยากรับประทาน ผลไม้กระป๋องแบบเย็น ๆ
00:03:55 → 00:03:59เราสามารถนำผลไม้กระป๋อง แบบไม่เปิดกระป๋องแช่ตู้เย็นได้ทั้งกระป๋อง
00:03:59 → 00:04:00เป็นระยะเวลา 2-3 ชั่วโมง
00:04:00 → 00:04:03ซึ่งตรงนี้เราก็จะไม่ได้รับ ในเรื่องปัจจัยของออกซิเจน
00:04:03 → 00:04:06ที่เกิดจากการเปิดกระป๋อง ทำให้เกิดการกัดกร่อนภายในกระป๋องได้
00:04:06 → 00:04:12[เสียงดนตรี]