00:00:00 → 00:00:02ลดน้ําหนัก ต้องกินกี่แคล นะครับ
00:00:02 → 00:00:03นับแคลอรี่ยังไง
00:00:03 → 00:00:07มีข้อดีข้อเสียอะไรบ้างในการนับแคลอรี่ แล้วไม่นับแคลอรี่ได้ไหม
00:00:07 → 00:00:08เดี๋ยววันนี้เราจะมาคุยกันนะครับ
00:00:08 → 00:00:10สวัสดีครับ ผมหมอหนึ่ง healthy hero นะครับ
00:00:10 → 00:00:12ลดน้ําหนักครั้งสุดท้ายในชีวิต
00:00:12 → 00:00:14คิดถึง หมอหนึ่ง healthy hero นะครับ
00:00:14 → 00:00:17คราวนี้ที่เราจะคุยกันวันนี้ก็คือเรื่องของการนับแคลอรี่
00:00:17 → 00:00:21ใครที่กําลังเริ่มต้นลดน้ําหนักอยู่ หรือว่าเป็นคนที่ลดมาสักพักแล้วนะครับ
00:00:21 → 00:00:26ก็ลองดูวิธีการนับแคลอรี่ไว้นะครับ ว่าคนอื่น บางคนเขาลดด้วยวิธีนี้กัน
00:00:26 → 00:00:27มันมีข้อดีข้อเสียยังไงบ้างนะครับ
00:00:27 → 00:00:29ซึ่งถามว่าหมอหนึ่งใช้ไหม
00:00:29 → 00:00:32แรก ๆ ตอนที่หมอหนึ่งเริ่มต้นลดน้ําหนัก เคยใช้นะ
00:00:32 → 00:00:34แต่มันมีข้อเสียอยู่ด้วย
00:00:34 → 00:00:36เดี๋ยววันนี้หมอหนึ่งจะเล่าให้ฟังเลยว่ามันมีข้อเสียอะไรบ้าง
00:00:36 → 00:00:39จนทําให้ทุกวันนี้หมอหนึ่งเลิกใช้วิธีการนับแคลอรีไปแล้ว
00:00:39 → 00:00:42แล้วหมอหนึ่งใช้วิธีอะไร เดี๋ยวจะอธิบายให้ฟังในตอนท้ายนะครับ
00:00:42 → 00:00:44คราวนี้มาดูกันก่อนนะครับ อันแรกนะ
00:00:44 → 00:00:47การลดน้ําหนักด้วยการนับแคลอรี่ มันคืออะไรก่อน
00:00:47 → 00:00:50คําว่าแคลอรี่ ( Calories ) มันเป็นหน่วยของพลังงานนะครับ
00:00:50 → 00:00:53คือของที่เรากินเข้าไปในชีวิตประจําวัน มันจะมีอยู่ 2 อย่าง
00:00:53 → 00:00:56มีสารอาหารอยู่ 2 ชนิด คือ สารอาหารที่ให้พลังงาน
00:00:56 → 00:00:57กับสารอาหารที่ไม่ได้ให้พลังงาน
00:00:57 → 00:01:01สารอาหารที่ให้พลังงาน จะมีอยู่ 3 อย่างด้วยกัน
00:01:01 → 00:01:05คือกลุ่ม คาร์โบไฮเดรต โปรตีน แล้วก็ไขมัน
00:01:05 → 00:01:07คาร์โบไฮเดรต เช่น อะไรบ้างนะครับ
00:01:07 → 00:01:10คาร์โบไฮเดรตก็คือพวกแป้ง ข้าว เส้น ขนมปังนะครับ
00:01:10 → 00:01:15พวกผักหัว ข้าวโพด เผือก มัน ฟักทอง พวกนม
00:01:15 → 00:01:17น้ําตาลต่าง ๆ พวกนี้เป็นกลุ่มคาร์โบไฮเดรต
00:01:17 → 00:01:20อันถัดมาก็คือกลุ่มที่เป็นโปรตีน
00:01:20 → 00:01:25โปรตีนก็คือพวก เนื้อสัตว์ นม ไข่ ถั่ว เวย์โปรตีน ก็ใช่นะครับ
00:01:25 → 00:01:27แล้วพวกเต้าหู้ทั้งหลาย พวกนี้เป็นกลุ่มโปรตีน
00:01:27 → 00:01:30แล้วก็อันสุดท้าย ก็คือพวก กลุ่มไขมัน ก็คือไขมันกับน้ํามัน
00:01:30 → 00:01:34พวกนี้คือกลุ่มที่ให้พลังงาน แต่ให้มากน้อยต่างกันนะครับ
00:01:34 → 00:01:35เดี๋ยวจะอธิบายให้ฟังต่อไป
00:01:35 → 00:01:37กับอีกกลุ่มหนึ่งก็คือกลุ่มที่ไม่ได้ให้พลังงาน
00:01:37 → 00:01:42แต่สําคัญเหมือนกัน ก็คือ พวกกลุ่มที่เป็น วิตามิน เกลือแร่ แล้วก็น้ํา
00:01:42 → 00:01:44ถ้าภาษาของวิทยาศาสตร์
00:01:44 → 00:01:46เขาจะเรียกกลุ่มหนึ่งว่าเป็น Macronutrients นะครับ
00:01:46 → 00:01:47Macro แปลว่า ใหญ่
00:01:47 → 00:01:48ก็คือพวกที่ให้พลังงาน
00:01:48 → 00:01:51แล้วก็พวก Micronutrients คือกลุ่มเล็ก ๆ ที่ไม่ได้ให้พลังงาน
00:01:51 → 00:01:54แต่จําเป็น ก็คือ พวกวิตามิน เกลือแร่ น้ํา
00:01:54 → 00:01:55แต่จําศัพท์ไม่ได้ช่างมันนะครับ
00:01:55 → 00:01:57ให้เราแบ่งแยกให้ได้ก่อนว่า
00:01:57 → 00:02:00มันเป็นที่มาของเรื่องของพลังงานนะ เรื่องแคลอรี่
00:02:00 → 00:02:03คราวนี้ 3 อันที่เราต้องดู ก็คือ เรื่องโปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไขมัน ถูกไหม
00:02:03 → 00:02:07ตอนนี้เข้าใจแล้วนะว่า แคลอรี่ มันคือ การนับสารอาหารที่ให้พลังงาน
00:02:07 → 00:02:09คราวนี้ แล้วมันนับยังไงนะครับ นับแคลอรี่
00:02:09 → 00:02:12สารอาหาร 3 อย่างนี้ มันให้พลังงานไม่เท่ากัน
00:02:12 → 00:02:17โปรตีน 1 กรัม จะให้พลังงาน 4 กิโลแคลอรี่
00:02:17 → 00:02:20คาร์โบไฮเดรต 1 กรัม จะให้พลังงาน 4 กิโลแคลอรี่
00:02:20 → 00:02:24แต่ไขมัน 1 กรัม จะให้พลังงาน 9 กิโลแคลอรี่
00:02:24 → 00:02:29พอรู้แบบนี้นะครับ บางทีคนที่เขาลดน้ําหนักด้วยการนับแคลอรี่
00:02:29 → 00:02:33เขาก็ต้องมาดูแล้วว่า อาหาร 1 จาน มีข้าวเท่าไร
00:02:33 → 00:02:35มีน้ํามันกี่ช้อน
00:02:35 → 00:02:38มีโปรตีน เนื้อสัตว์ กี่กรัมนะครับ
00:02:38 → 00:02:40จะได้เอามาคํานวณเป็นแคลอรีได้ว่า
00:02:40 → 00:02:42วันนี้ มื้อนี้ เราทานไปกี่แคลอรี่แล้ว
00:02:42 → 00:02:46หรือบางคนที่กินอาหารที่มาจากร้านสะดวกซื้อ
00:02:46 → 00:02:47ที่มีฉลากโภชนาการมาแล้ว
00:02:47 → 00:02:49เขาก็จะมีบอกมาว่ามีแคลอรีเท่าไหร่ถูกไหม
00:02:49 → 00:02:52แล้วเขาก็เอาทั้งหมดในหนึ่งวันที่ทานมารวมกัน
00:02:52 → 00:02:54แล้วก็ดูว่าเราได้พลังงานเข้าไปเท่าไหร่นะครับ
00:02:54 → 00:02:56คราวนี้ พอเราพูดแบบนี้
00:02:56 → 00:02:59เลยเป็นที่มาของการลดน้ําหนักในช่วงประมาณ 30-40 ปีที่แล้ว
00:02:59 → 00:03:01เพราะว่าอะไร เพราะว่า ย้อนใหม่นะ
00:03:01 → 00:03:03โปรตีน 1 กรัม ให้พลังงาน 4 กิโลแคลอรี
00:03:03 → 00:03:06คาร์โบไฮเดรต 1 กรัม ให้พลังงาน 4 กิโลแคลอรี่
00:03:06 → 00:03:08แต่ไขมัน 1 กรัม ให้พลังงานถึง 9 กิโลแคลอรี่
00:03:08 → 00:03:09เขาเลยนึกว่า เฮ้ย
00:03:09 → 00:03:14ถ้าเป็นแบบนี้แสดงว่าเจ้าไขมันมันให้พลังงานเนี้ยเยอะที่สุด
00:03:14 → 00:03:16มันน่าจะเป็นสาเหตุที่ทําให้คนเราอ้วนหรือเปล่า
00:03:16 → 00:03:17เพราะอะไร เพราะว่า
00:03:17 → 00:03:22การที่คนเราอ้วนเนี่ย มันเกิดจากการที่เรากินเข้าไป
00:03:22 → 00:03:24พลังงานที่เรากินเข้าไป มันมากกว่าที่เราใช้ออกมา
00:03:24 → 00:03:28คราวนี้พลังงานที่เรากินเข้าไป แล้วมันเหลือ มันใช้ไม่หมด
00:03:28 → 00:03:30มันก็เลยเอาไปสะสมเป็นไขมัน
00:03:30 → 00:03:32อันนี้คือความคิดในเมื่อ 30-40 ปีที่แล้ว
00:03:32 → 00:03:35เพราะฉะนั้น 30-40 ปีที่แล้ว เวลาเราเดินเข้าร้านสะดวกซื้อ
00:03:35 → 00:03:36เราจะรู้เลยนะครับว่า
00:03:36 → 00:03:38เขาจะติดฉลากโภชนาการ แล้วก็บอกว่า
00:03:38 → 00:03:40อันนี้ Low Fat นมอันนี้ Low Fat
00:03:40 → 00:03:42อาหารอันนี้ไม่มีไขมัน
00:03:42 → 00:03:43เพราะว่าความเชื่อในสมัยก่อนคือ
00:03:43 → 00:03:47ไขมันยิ่งเยอะ แคลอรี่ยิ่งเยอะ ยิ่งทําให้อ้วน
00:03:47 → 00:03:51แต่ในความเป็นจริง สมัยนี้เรารู้แล้วว่า มันไม่ใช่แบบนั้น ถูกไหม
00:03:51 → 00:03:54มีคนที่กินไขมันเยอะ ๆ แล้วผอม ก็มี เช่น
00:03:54 → 00:03:55การกินคีโต Ketogenic Diet
00:03:55 → 00:03:58หนึ่งเคยพูดเรื่อง ketogenic diet ไว้ในช่อง
00:03:58 → 00:04:00ใครที่สนใจก็ลองไปหาดูได้
00:04:00 → 00:04:01แต่หมอหนึ่งไม่ได้ลดแบบคีโตนะครับ
00:04:01 → 00:04:05แต่ทุกคนควรจะเข้าใจว่า วิธีแต่ละแบบมันมีข้อดีข้อเสียยังไง
00:04:05 → 00:04:07เพื่อที่จะได้เอามาปรับใช้กับชีวิตประจําวันของเรา
00:04:07 → 00:04:10เพราะต้องบอกเลยว่า คนไทยเป็นคนที่ใช้ชีวิต
00:04:10 → 00:04:11มีอาหารให้กินหลากหลายแบบมาก ๆ
00:04:11 → 00:04:12ถ้าคุณมีความรู้เยอะ
00:04:12 → 00:04:15จะทําให้คุณใช้ชีวิตแล้วมีความสุขกับการลดน้ําหนัก
00:04:15 → 00:04:19เพราะฉะนั้น 30-40 ปีก่อน เขาก็เลยพยายามลดไขมันลงเยอะ ๆ
00:04:19 → 00:04:21เพื่อที่จะได้แคลอรีน้อย ๆ
00:04:21 → 00:04:24คราวนี้แล้วคนที่นับแคลอรี่เขาผอมไหม ผอมนะครับ
00:04:24 → 00:04:26ก็มีคนผอมจากการนับแคลอรี่
00:04:26 → 00:04:28ซึ่งหลักการจริง ๆ มันง่ายนิดเดียวเลยคือ
00:04:28 → 00:04:30พลังงานที่กินต้องน้อยกว่าพลังงานที่ใช้
00:04:30 → 00:04:32แต่ความยากคืออะไร
00:04:32 → 00:04:33ความยากอยู่ตรงนี้นะครับ
00:04:33 → 00:04:35ข้อเสียของการนับแคลอรี่คือ
00:04:35 → 00:04:37เราไม่สามารถนับได้ทุกมื้อ
00:04:37 → 00:04:39หมอหนึ่งเคยลองพยายามนับแล้วนะ
00:04:39 → 00:04:41ว่าวันนี้ เรากินข้าวกะเพราไข่ดาวอ่ะ
00:04:41 → 00:04:45ข้าวเนี่ย ประมาณคาร์โบไฮเดรตกี่กรัม โปรตีนกี่กรัม ใช้น้ํามันกี่ช้อน
00:04:45 → 00:04:49เริ่มทําไปได้แค่วันนึง เริ่มรู้สึกว่า ทําไมมันค่อนข้างเครียดจังเลย
00:04:49 → 00:04:52เพราะว่าเราต้องมานั่งนับ แล้วก็บวกลบคูณหารตลอดเวลา
00:04:52 → 00:04:55หรือเมื่อไหร่ก็ตามที่เรากินมื้อไหนที่เราไม่รู้ว่า
00:04:55 → 00:04:57มันคํานวณแล้วมันได้แคลอรี่เท่าไร
00:04:57 → 00:04:59เราจะเริ่มงงแล้วว่า เราจะบวกยังไงถูกไหม
00:04:59 → 00:05:01ใครที่เคยนับแคลอรี่อาจจะเคยเข้าใจแบบนี้เหมือนกันนะครับ
00:05:01 → 00:05:04ว่ามันค่อนข้างยากในเรื่องตรงนี้เนอะ
00:05:04 → 00:05:05และในส่วนของการใช้พลังงาน
00:05:05 → 00:05:08เราบอกว่า กินต้องน้อยกว่าใช้ เราถึงจะผอมถูกไหม
00:05:08 → 00:05:10ใช้พลังงานบางทีมันก็คํานวณยากว่าระหว่างวัน
00:05:10 → 00:05:12เราใช้พลังงานไปเท่าไร เพราะอะไร
00:05:12 → 00:05:16เพราะว่า แต่ละคน แม้จะน้ําหนักเท่ากัน อายุเท่ากัน
00:05:16 → 00:05:17แต่กิจวัตรประจําวันไม่เหมือนกัน
00:05:17 → 00:05:19มันก็ไม่สามารถที่จะบอกได้ว่า
00:05:19 → 00:05:20เราใช้พลังงานไปเท่าไหร่
00:05:20 → 00:05:23เพราะฉะนั้น ทั้งหมดนี้ มันเป็นค่าประมาณหมดเลยนะครับ
00:05:23 → 00:05:26โดยที่เขามีการทดลองในห้องปฏิบัติการ
00:05:26 → 00:05:29เขาบอกว่า การที่เราจะน้ําหนักลดได้ 1 กิโล
00:05:29 → 00:05:32จะต้องมีพลังงานที่เรากิน น้อยกว่าที่เราใช้
00:05:32 → 00:05:35รวมแล้วในแต่ละวัน เอามาบวกลบคูณหารกัน
00:05:35 → 00:05:38ทั้งหมด 7700 กิโลแคลอรี ถึงจะลดน้ําหนักได้ 1 กิโล
00:05:38 → 00:05:43หมายความว่า ถ้าวันนี้เรา กินน้อยกว่าใช้ ได้ 500 กิโลแคลอรีนะครับ
00:05:43 → 00:05:4714 วัน 7000 กิโลแคลอรี ก็น้ําหนักจะลงประมาณ 1 กิโล
00:05:47 → 00:05:48อันนี้คือความเชื่อในสมัยก่อนเนอะ
00:05:48 → 00:05:52แต่ถามว่า ในปัจจุบัน ยังจําเป็นต้องทําแบบนี้อยู่ไหม
00:05:52 → 00:05:53หมอหนึ่งบอกเลยว่า ไม่จําเป็น
00:05:53 → 00:05:56เพราะว่าทุกคนลองนึกภาพดูนะครับว่า
00:05:56 → 00:06:00สมมุติว่า หมอหนึ่งให้คน 3 คนมานับแคลอรี่เหมือนกันหมดเลยนะ
00:06:00 → 00:06:03คนที่ 1 นะครับ กินคาร์โบไฮเดรต เยอะหน่อย
00:06:03 → 00:06:061000 กิโลแคลอรี่ มาจากคาร์โบไฮเดรตหมดเลย
00:06:06 → 00:06:08คือกินแต่ข้าว กินแต่แป้ง กินแต่น้ําตาล
00:06:08 → 00:06:11คนที่ 2 กินโปรตีนอย่างเดียวเลย 1000 กิโลแคลอรี่
00:06:11 → 00:06:14คนที่ 3 กินไขมันอย่างเดียวเลย 1000 กิโลแคลอรี
00:06:14 → 00:06:163 คนนี้ ได้พลังงานเท่ากันก็จริงนะ
00:06:16 → 00:06:18แต่ร่างกายมองว่าไม่เหมือนกัน
00:06:18 → 00:06:19เพราะอะไรรู้ไหม
00:06:19 → 00:06:21เพราะว่าร่างกายของเราไม่ใช่เครื่องคิดเลขนะครับ
00:06:21 → 00:06:23ถ้ามองในมุมการแพทย์นะ มันไม่ใช่เครื่องคิดเลข
00:06:23 → 00:06:27การที่เรากินสารอาหาร 3 ชนิดนี้ เข้าไปในร่างกาย
00:06:27 → 00:06:30ร่างกายไม่ได้เอามันไปเผาผลาญเสร็จปั๊บแล้วบอกว่า
00:06:30 → 00:06:32อะไรเข้ามาก่อน ฉันเผาผลาญอันนั้นก่อน ไม่ใช่นะ
00:06:32 → 00:06:35ร่างกายของเรา จะใช้พลังงานจากน้ําตาลกับแป้งเป็นหลัก
00:06:35 → 00:06:40เพราะฉะนั้น เมื่อไหร่ก็ตามที่คนกลุ่มแรกกินน้ําตาลกับแป้งเข้าไปเยอะ ๆ
00:06:40 → 00:06:42แล้วกินโปรตีนกับไขมันน้อย ๆ
00:06:42 → 00:06:44ร่างกายจะเอาอันนี้ มาใช้เป็นพลังงานหลัก
00:06:44 → 00:06:46แล้วเมื่อไหร่ก็ตามที่มันใช้ไม่หมด
00:06:46 → 00:06:49ซึ่งคนส่วนใหญ่ที่อ้วน ก็มักจะเกิดจากการที่ใช้น้ําตาลกับแป้งไม่หมดเนี่ยแหละ
00:06:49 → 00:06:51มันก็จะไปสะสมเป็นไขมัน
00:06:51 → 00:06:55ส่วนกลุ่มที่ 2 กลุ่มที่ 3 ที่เขากิน 1000 กิโลแคลอรี่เหมือนกันนะ
00:06:55 → 00:06:56แต่กินแป้งน้อยนะครับ
00:06:56 → 00:07:00มันจะไม่ค่อยไปกระตุ้นฮอร์โมนที่สะสมไขมันเท่าไร
00:07:00 → 00:07:02เพราะฉะนั้นในปัจจุบันเราเลยเริ่มมองถึง
00:07:02 → 00:07:06การกระตุ้นฮอร์โมนในร่างกายจากอาหารที่แตกต่างกันนะครับ
00:07:06 → 00:07:08ถ้าให้สรุปง่าย ๆ นะครับ
00:07:08 → 00:07:09ระบบพลังงานในร่างกายของเรามันจะมี 2 ระบบ
00:07:09 → 00:07:11คือใช้น้ําตาลกับแป้งเป็นหลัก
00:07:11 → 00:07:12แล้วก็ใช้ไขมันเป็นพลังงานหลัก
00:07:12 → 00:07:16ส่วนโปรตีนให้พลังงานได้ก็จริง แต่ถ้าไม่จําเป็นร่างกายจะไม่ใช้
00:07:16 → 00:07:18นอกจากว่าคุณอดอาหาร
00:07:18 → 00:07:20มันถึงจะสลายกล้ามเนื้อ เอาโปรตีนมาใช้เป็นพลังงาน
00:07:20 → 00:07:24เพราะโปรตีนทําหน้าที่ในการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกาย
00:07:24 → 00:07:26ถ้าไม่จําเป็น มันเอาไปซ่อมแซมดีกว่า
00:07:26 → 00:07:27มันไม่เอามาใช้เป็นพลังงาน โอเคไหม
00:07:27 → 00:07:30มันเอาไปสะสมเป็นกล้ามเนื้อ น่าจะดีกว่านะครับ
00:07:30 → 00:07:32เพราะฉะนั้นนะครับ รู้แบบนี้แล้วนะครับ
00:07:32 → 00:07:34ใครที่กําลังเริ่มต้นลดน้ําหนัก ไม่ต้องกังวลแล้วนะว่า
00:07:34 → 00:07:36ของมันของทอดกินไม่ได้หรือเปล่านะครับ
00:07:36 → 00:07:37กินได้
00:07:37 → 00:07:39แต่สิ่งที่ ถ้าอยากจะเริ่มต้นลดน้ําหนัก
00:07:39 → 00:07:41แล้วหมอหนึ่งอยากให้เริ่มทําก่อนเลยก็คือ
00:07:41 → 00:07:44งดพวกเครื่องดื่มกับขนมที่มีน้ําตาล
00:07:44 → 00:07:45เพราะว่าเรารู้แล้วถูกไหมว่า
00:07:45 → 00:07:49อาหารแต่ละชนิดมันส่งผลกับฮอร์โมนในร่างกายเราไม่เหมือนกัน
00:07:49 → 00:07:51แล้วอาหารที่กระตุ้นให้เกิดการสะสมไขมันได้ง่ายที่สุด
00:07:51 → 00:07:54คืออาหารจําพวก คาร์โบไฮเดรต หรือน้ําตาลกับแป้ง
00:07:54 → 00:07:56โดยเฉพาะพวกแป้งสีขาวนะครับ
00:07:56 → 00:07:59เพราะพวกแป้งสีขาว มันถูกขัดเอาพวกใยอาหารออกไปแล้ว
00:07:59 → 00:08:03เลยทําให้ร่างกายเราดูดซึมน้ําตาลได้ค่อนข้างเร็วนะครับ
00:08:03 → 00:08:05แล้วสุดท้ายน้ําตาลที่เข้าไปในร่างกายแล้วใช้ไม่หมด
00:08:05 → 00:08:07ก็เลยเอาไปสะสมเป็นไขมัน เพื่อไม่ให้เราเป็นเบาหวาน
00:08:07 → 00:08:10เพราะถ้าน้ําตาลเราลอยอยู่ในกระแสเลือดเยอะ ๆ
00:08:10 → 00:08:11คุณจะเป็นเบาหวาน ถูกไหม
00:08:11 → 00:08:14ร่างกายก็เลยจําเป็นที่จะต้องเอาไปเก็บสะสมเป็นไขมัน
00:08:14 → 00:08:15เราก็เลยอ้วนแทนนั่นเองนะครับ
00:08:15 → 00:08:18และถ้าอยากรู้ว่าตอนนี้ เทรนการลดน้ําหนักคืออะไร
00:08:18 → 00:08:21คุณเข้าร้านสะดวกซื้อเลย คุณจะเห็นเลยว่าสมัยนี้
00:08:21 → 00:08:24พวกอาหารที่เป็น Low Fat แทบจะไม่มีเลยนะครับ
00:08:24 → 00:08:27แต่จะกลายเป็นอาหารที่ zero sugar
00:08:27 → 00:08:29หรือเขาจะแปะไว้เลยว่า ไม่เติมน้ําตาลทราย
00:08:29 → 00:08:31เพราะว่า เทรนสุขภาพมันเปลี่ยนไป
00:08:31 → 00:08:35ตามสิ่งที่เราค้นพบในแต่ละยุคสมัยนะครับ
00:08:35 → 00:08:38เพราะฉะนั้นลองเอาเทคนิคของหมอหนึ่งไปปรับทําดูนะครับ
00:08:38 → 00:08:39แค่ 7 วัน พุงยุบเลยนะครับ
00:08:39 → 00:08:42ก็จะเริ่มเห็นผล โดยที่คุณไม่ต้องนับแคลอรี่เลยนะครับ