00:00:00 → 00:00:03[เสียงดนตรี]
00:00:03 → 00:00:06You're listening to Mahidol Channel Podcast.
00:00:06 → 00:00:08Listen for a better life.
00:00:08 → 00:00:11ฟังเพื่อชีวิตที่ดีกว่า
00:00:11 → 00:00:14และนี่คือรายการพอดแคสต์ของช่อง Mahidol Channel
00:00:14 → 00:00:16โดย มหาวิทยาลัยมหิดล
00:00:16 → 00:00:22[เสียงดนตรี]
00:00:22 → 00:00:24วันนี้คุณกินอะไร
00:00:24 → 00:00:29อาหารที่คุณกินจะส่งผลดี ส่งผลเสีย กับสุขภาพของคุณอย่างไร
00:00:29 → 00:00:31วันนี้หมอจะชวนทุกคนมาพูดคุย
00:00:31 → 00:00:35เกี่ยวกับรูปแบบของการกินอาหาร ที่ปลอดภัยกับสุขภาพของเรา
00:00:35 → 00:00:40กับรายการ Food Choice กินดี สุขภาพดี เลือกได้ กับหมอเอ๋
00:00:40 → 00:00:42แพทย์หญิงดรุณีวัลย์ วโรดมวิจิตร
00:00:42 → 00:00:46คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล
00:00:46 → 00:00:49[เสียงดนตรี]
00:00:49 → 00:00:53สำหรับวันนี้นะคะ เราก็จะมาคุยกันในเรื่องของโรคเกาต์นะคะ
00:00:53 → 00:00:55หลายคนคงเคยได้ยินเรื่องโรคเกาต์นะคะ
00:00:55 → 00:00:59วันนี้เราจะมารู้จักกันว่าโรคเกาต์คืออะไร
00:00:59 → 00:01:01แล้วการรักษาของโรคเกาต์จะเป็นอย่างไร
00:01:01 → 00:01:03ทั้งในเรื่องของการรักษาด้วยยา
00:01:03 → 00:01:07การรักษาในเรื่องของอาหาร กินอย่างไรถึงจะเหมาะกับโรคเกาต์
00:01:07 → 00:01:10สำหรับโรคเกาต์ก็คือโรคข้ออักเสบ
00:01:10 → 00:01:15ที่เกิดขึ้นจากการตกตะกอนของกรดยูริก ที่บริเวณข้อ
00:01:15 → 00:01:20ดังนั้น มักจะเกิดขึ้นในคนไข้ ที่มีภาวะยูริกในเลือดสูง
00:01:20 → 00:01:24แต่ว่าการที่คนไข้มียูริกในเลือดสูง ไม่ได้จำเป็นว่าจะต้องเป็นโรคเกาต์เสมอไป
00:01:25 → 00:01:28เพราะฉะนั้น โรคเกาต์ในที่นี้ จะต้องมีข้ออักเสบด้วย
00:01:28 → 00:01:32แล้วข้ออักเสบอันนั้น ก็นำมาจากการที่มีกรดยูริกในเลือดสูง
00:01:32 → 00:01:35แล้วทำให้เกิดคริสตัลของกรดยูริกอยู่ที่ข้อ
00:01:36 → 00:01:38สำหรับอาการของโรคเกาต์นะคะ
00:01:38 → 00:01:40จริง ๆ จะแบ่งออกเป็น 3 ระยะ
00:01:40 → 00:01:45ระยะแรกก็คือในช่วงที่มีข้ออักเสบ มันจะเกิดขึ้นทันทีทันใด
00:01:45 → 00:01:49ระยะที่สองก็คือช่วงที่หาย คือไม่มีอาการ
00:01:49 → 00:01:52แบบที่ 3 ก็คือ เป็น ๆ หาย ๆ แล้วก็เรื้อรัง
00:01:52 → 00:01:56เพราะฉะนั้นในกรณีของโรคเกาต์ เราก็จะแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม
00:01:56 → 00:01:59กลุ่มแรกคือช่วงที่มีอาการอักเสบเฉียบพลัน
00:01:59 → 00:02:02ช่วงที่ 2 คือช่วงที่โรคสงบ คือไม่มีอาการ
00:02:02 → 00:02:06แล้วช่วงที่ 3 ก็คือ เป็น ๆ หาย ๆ เป็นเรื้อรัง
00:02:06 → 00:02:11จนในบางราย อาจจะมีเป็นปุ่ม หรือว่าเป็นก้อนอยู่ตรงบริเวณข้อ
00:02:11 → 00:02:16ซึ่งอันนั้นมันจะเป็นลักษณะของตัวคริสตัล ของตัวกรดยูริกค่ะ
00:02:16 → 00:02:18ที่ทำให้มันไปเกาะอยู่ตามบริเวณข้อ
00:02:19 → 00:02:22สะสมนานเข้าจนกระทั่งเป็นก้อนขึ้นมา
00:02:22 → 00:02:26แล้วอาจจะทำให้เกิดความลำบาก ในแง่ของการเคลื่อนไหวร่างกายค่ะ
00:02:26 → 00:02:32[เสียงดนตรี]
00:02:32 → 00:02:35สำหรับอันแรกนะคะก็คือ ระยะที่ข้ออักเสบเฉียบพลันนะคะ
00:02:35 → 00:02:37ในกรณีของคนที่เป็นโรคเกาต์นี่
00:02:37 → 00:02:41จะมีข้อสังเกตนิดนึงก็คือว่า ข้ออักเสบนี้จะเป็นปุบปับ
00:02:41 → 00:02:43ค่อนข้างเป็นทันทีทันใดเลยนะคะ
00:02:43 → 00:02:45แล้วก็จะปวดมากนะคะ
00:02:45 → 00:02:48จริง ๆ แล้วนี่ ทำอะไรก็หายได้
00:02:48 → 00:02:51อาการจะค่อย ๆ ดีขึ้น ประมาณอาทิตย์นึง
00:02:51 → 00:02:55แต่ว่าการที่จะเป็นมาก ๆ นี่คือ ภายใน 24 ชั่วโมงแรก
00:02:55 → 00:02:59เวลาที่ปวด การขยับข้อพวกนี้ ก็จะทำให้อาการมันเป็นมากขึ้น
00:02:59 → 00:03:03ดังนั้น ส่วนใหญ่เวลาที่เป็น คนไข้มักจะไม่ค่อยขยับข้อ
00:03:03 → 00:03:07แล้วเนื่องจากว่าข้อที่เป็นบ่อย ๆ มักจะเป็นข้อเท้า
00:03:07 → 00:03:10หรือว่าตรงบริเวณของหัวนิ้วโป้งที่เท้า
00:03:10 → 00:03:14ก็เลยทำให้คนไข้ขยับตัวไม่ค่อยไหว แล้วก็ไม่ยอมเดิน
00:03:14 → 00:03:16อันนี้ก็จะเป็นช่วงแรกที่เป็น
00:03:16 → 00:03:21ถ้าหากว่ามีการรักษา ก็จะทำให้ระยะเวลาของการปวดมันสั้นลงได้
00:03:21 → 00:03:25ก็จะมีคำถามที่ถามกันมาเยอะเลยว่า เวลาเป็นโรคเกาต์แล้วนี่
00:03:25 → 00:03:26เราควรจะไปบีบนวดไหม
00:03:26 → 00:03:28เอาจริง ๆ เวลาที่เป็นโรคเกาต์นะคะ
00:03:28 → 00:03:33โดยเฉพาะในขณะที่อาการมันกำเริบ คือมีอาการปวดข้อนี่
00:03:33 → 00:03:36ไม่แนะนำนะคะ ห้ามบีบ ห้ามนวด
00:03:36 → 00:03:40ควรจะอยู่นิ่ง ๆ เพราะไม่งั้น มันจะทำให้เรามีอาการปวดมากขึ้น
00:03:40 → 00:03:46มันอาจจะยังเป็นการกระตุ้น ให้ผลึกของกรดยูริกเข้าไปสู่ข้อ
00:03:46 → 00:03:49แล้วทำให้ข้ออักเสบเฉียบพลันรุนแรงมากขึ้นได้
00:03:49 → 00:03:53ถ้าถามว่าในขณะที่เริ่มมีอาการปวด ของโรคเกาต์ ควรทำอย่างไร
00:03:53 → 00:03:58เราควรจะพักอวัยวะ หรือว่าข้อที่มีอาการปวดเอาไว้
00:03:58 → 00:04:01ยกตัวอย่างนะคะ ถ้าสมมุติว่าเราปวดที่เท้า
00:04:01 → 00:04:03เราก็ต้องหยุดการใช้เท้า
00:04:03 → 00:04:07อาจจะให้เรายกเท้าสูงขึ้นมา เพื่อช่วยลดอาการบวมได้
00:04:07 → 00:04:09สามารถที่จะประคบเย็นได้นะคะ
00:04:09 → 00:04:12เพื่อจะลดการอักเสบตรงบริเวณที่เราปวด
00:04:12 → 00:04:15ถ้าสมมุติว่าการปวดมันยังลุกลาม มันยังอักเสบเพิ่มขึ้น
00:04:16 → 00:04:19อันนี้เราควรที่จะต้องไปเจอแพทย์นะคะ เพื่อที่จะได้รับยา
00:04:19 → 00:04:22ระยะที่สองก็คือช่วงที่หาย
00:04:22 → 00:04:25เหมือนที่บอกเมื่อสักครู่นะคะ ว่าต่อให้เราไม่รักษานี่
00:04:25 → 00:04:28จริง ๆ อาการมันก็จะค่อย ๆ ดีขึ้นได้ แต่มันจะใช้เวลานาน
00:04:28 → 00:04:32ซึ่งบางคนจะใช้เวลาประมาณแบบ 10-14 วัน แล้วแต่เลย
00:04:32 → 00:04:35อยู่ที่ประมาณสักอาทิตย์กว่า ๆ นะคะ
00:04:35 → 00:04:40ทีนี้ช่วงนี้ค่ะ ถ้าเราไม่ได้รักษาอะไรเลย แล้วระดับกรดยูริกในเลือดยังสูงอยู่
00:04:40 → 00:04:42มันก็มีโอกาสที่จะเกิดซ้ำอีก
00:04:43 → 00:04:47ก็จะนำไปสู่ระยะที่ 3 คือ เป็น ๆ หาย ๆ อยู่เรื่อย ๆ
00:04:47 → 00:04:49แล้วกรดยูริกในเลือดที่สูงมาก ๆ
00:04:49 → 00:04:52มันก็จะมาตกตะกอนตรงบริเวณข้อ แล้วทำให้ข้ออักเสบ
00:04:52 → 00:04:54คำถามก็คือว่า
00:04:54 → 00:04:56เอ๊ะ แล้วยูริกนี่มันมาจากไหน
00:04:56 → 00:05:00แล้วคนไข้ที่มียูริกในเลือดสูงนี่ จำเป็นต้องเป็นเกาต์ทุกคนหรือเปล่า
00:05:00 → 00:05:05อันนี้ก็จะบอกว่าข้อแรกเลย ยูริกนะคะ จริง ๆ เราสร้างเองในร่างกาย
00:05:05 → 00:05:09ส่วนใหญ่เลยของกรดยูริกที่มีในเลือดนี่ เราสร้างเองในร่างกาย
00:05:09 → 00:05:14อีกส่วนหนึ่งประมาณ 20-30% นี่ จริง ๆ ได้มาจากอาหาร
00:05:14 → 00:05:17แต่ว่าอาหารนี่ เราจะไม่มีอาหารที่มันมียูริกนะคะ
00:05:17 → 00:05:19อาหารที่เรากินเข้าไปนี่
00:05:19 → 00:05:21ถ้าเป็นอาหารที่มีพิวรีนสูง
00:05:21 → 00:05:23อันนี้เวลาเข้าไปในร่างกายปั๊บ
00:05:23 → 00:05:27ร่างกายเราจะเปลี่ยนจากพิวรีน ให้กลายเป็นกรดยูริก
00:05:27 → 00:05:30อันนี้ก็จะบอกว่าระดับยูริกในเลือดนะคะ
00:05:30 → 00:05:34โดยปกติเวลาที่เราไปตรวจสุขภาพ มันก็จะมีค่าปกติอยู่
00:05:34 → 00:05:37ซึ่งปกติเราก็ไม่ควรจะเกินเลข 7
00:05:37 → 00:05:42ในผู้หญิงก็อาจจะอยู่ต่ำกว่าผู้ชายนิดนึง ก็ประมาณ 6 กว่า ๆ หรือว่าไม่เกิน 6
00:05:42 → 00:05:44ทีนี้ถ้าสมมุติว่าในกรณีที่ยูริกในเลือดสูง
00:05:45 → 00:05:47จำเป็นไหมที่เราจะเป็นเกาต์ ไม่จำเป็นค่ะ
00:05:48 → 00:05:50คนไข้ที่ยูริกในเลือดสูงมีแค่จำนวนหนึ่ง
00:05:51 → 00:05:56ซึ่งเป็นส่วนน้อยประมาณ 10-20% เท่านั้นเอง ที่เขาจะกลายไปเป็นโรคเกาต์นะคะ
00:05:56 → 00:05:59นอกเหนือจากโรคเกาต์แล้วนี่ ยูริกมันทำอันตรายอะไรได้อีก
00:05:59 → 00:06:01ถ้ามันสูงอยู่นาน ๆ นี่ค่ะ
00:06:01 → 00:06:06มันอาจจะมีการตกตะกอนที่ไต ทำให้เกิดนิ่ว หรือว่าทำให้เกิดไตเสื่อมได้เหมือนกันค่ะ
00:06:06 → 00:06:11[เสียงดนตรี]
00:06:11 → 00:06:14เราจะรู้ได้อย่างไรว่าเราเป็นโรคเกาต์นะคะ
00:06:14 → 00:06:18อันแรกก่อนที่เราคุยกันมาตั้งแต่ต้น ก็คือว่าโรคเกาต์คือข้ออักเสบ
00:06:18 → 00:06:19เพราะฉะนั้น เราต้องมีข้ออักเสบก่อน
00:06:19 → 00:06:21ข้ออักเสบเป็นอย่างไร
00:06:21 → 00:06:24ปวด บวม แดง แล้วก็ร้อนนะคะ
00:06:24 → 00:06:28การขยับข้อ แล้วทำให้มีอาการปวดหรือเจ็บมากขึ้น
00:06:28 → 00:06:31อันนี้ก็จะเป็นอาการที่เริ่มต้นของข้ออักเสบ
00:06:31 → 00:06:33โรคเกาต์เจอในใครบ้าง
00:06:33 → 00:06:35จริง ๆ แล้วบอกว่าเจอได้ในทุก ๆ คนเนอะ
00:06:35 → 00:06:38แต่ว่าที่เจอบ่อยจะเป็นผู้ชายมากกว่าผู้หญิง
00:06:39 → 00:06:42อายุที่เจอบ่อย ๆ ก็คือ 50-60 ปีขึ้นไป
00:06:42 → 00:06:45ถามว่าในหนุ่มกว่านี้จะเจอได้ไหม
00:06:45 → 00:06:48ตอบว่าได้ แต่ถามว่าส่วนใหญ่ ก็ต้องเป็นกลุ่มนั้นนะคะ
00:06:48 → 00:06:50ตำแหน่งที่เจอคือตรงไหน
00:06:50 → 00:06:54ส่วนใหญ่จะเป็นส่วนของด้านล่างของร่างกาย
00:06:54 → 00:06:57ที่เจอบ่อย ๆ ก็จะเป็นพวกข้อเท้านะคะ
00:06:57 → 00:06:59หรือว่าบริเวณของนิ้วโป้งที่เท้านะคะ
00:06:59 → 00:07:00อันนี้ก็จะเจอบ่อย
00:07:00 → 00:07:03หรือบางคนก็จะเจอที่ข้อเข่าก็ได้นะคะ
00:07:03 → 00:07:06เราจะรู้ได้อย่างไรว่าคน ๆ นี้เป็นโรคเกาต์
00:07:06 → 00:07:08วิธีการวินิจฉัยที่แน่นอน เราจะต้องเจาะ
00:07:09 → 00:07:11แล้วก็ดูดเอาน้ำในข้อที่บวมนะคะ
00:07:11 → 00:07:13มันจะมีน้ำอยู่ในข้อ
00:07:13 → 00:07:15เขาก็จะเจาะดูดเอาน้ำในข้อออกมา
00:07:15 → 00:07:17แล้วก็ไปส่องกล้อง
00:07:17 → 00:07:20เราก็จะเจอคริสตัลซึ่งเกิดจากกรดยูริกนะคะ
00:07:20 → 00:07:22อันนี้พอเวลาที่เราไปส่องกล้องจุลทรรศน์ แล้วเราเห็น
00:07:22 → 00:07:24ร่วมกับการที่คนไข้มีข้ออักเสบ
00:07:24 → 00:07:27อันนี้มันก็จะเป็นการวินิจฉัยว่าคน ๆ นี้
00:07:27 → 00:07:31ข้ออักเสบเกิดขึ้นจากคริสตัลของยูริก แล้วเราก็เรียกว่าเกาต์นะคะ
00:07:31 → 00:07:37ทีนี้ในบางครั้งบางที คุณหมออาจจะไม่ได้เจาะดูเรื่องของน้ำในข้อ
00:07:37 → 00:07:39แต่เขาก็จะเจาะเลือดดู แล้วดูว่ายูริกมันสูงไหม
00:07:39 → 00:07:41อันนี้เป็นการดูทางอ้อม
00:07:41 → 00:07:43ถ้ายูริกในเลือดสูง
00:07:43 → 00:07:46อาการปวดมันเป็นเฉียบพลันเลย
00:07:46 → 00:07:47อยู่ ๆ ก็ปวดขึ้นมา
00:07:47 → 00:07:50มีข้อบวม ข้ออักเสบนะคะ
00:07:50 → 00:07:52แล้วก็อยู่ในตำแหน่งที่เข้าได้ด้วย
00:07:52 → 00:07:56อันนี้เราก็บอกว่า น่าจะเป็นเรื่องของเกาต์นะคะ
00:07:56 → 00:07:59หรือในบางราย ก็อาจจะมีการทำเอกซเรย์
00:07:59 → 00:08:01พอเอกซเรย์เสร็จแล้ว เราก็มาดูว่า
00:08:01 → 00:08:05มันมีลักษณะของกระดูก ที่มันสึกกร่อนไปหรือเปล่า
00:08:05 → 00:08:10การที่กระดูกมันสึกกร่อน บอกเราว่า มันเป็นมานานหรือว่าเป็นหลาย ๆ รอบ
00:08:10 → 00:08:14ทีนี้พอมันสึกกร่อนไปมาก ๆ หรือว่าถ้าเกิดมีการตกตะกอนของยูริก
00:08:14 → 00:08:16เราก็จะเห็นเป็นก้อนขึ้นมา
00:08:16 → 00:08:19อันนี้ก็จะบอกได้ว่าเป็นเกาต์หรือเปล่า
00:08:19 → 00:08:22ทีนี้หลาย ๆ คนก็แค่ปวดข้อ
00:08:22 → 00:08:26แล้วก็สงสัย ไปตรวจเลือด ตรวจสุขภาพประจำปี ก็เจอว่ายูริกสูง
00:08:26 → 00:08:29แล้วก็กังวลว่าจะเป็นเกาต์หรือเปล่า
00:08:29 → 00:08:31ต้องบอกก่อนว่ามันคือข้ออักเสบ
00:08:31 → 00:08:35ถ้าแค่เราขยับข้อ เราเดิน เราปวด เราเมื่อย อะไรอย่างนี้
00:08:35 → 00:08:37เราจะบอกว่าไม่ใช่เรื่องของเกาต์นะคะ
00:08:37 → 00:08:41หลายคนจะมีเรื่องของข้อเข่าเสื่อม แล้วก็อ้วน
00:08:41 → 00:08:43แล้วก็ไปตรวจเจอว่ายูริกในเลือดสูง
00:08:43 → 00:08:45แล้วก็กังวลตลอดเวลาว่า
00:08:45 → 00:08:50เอ๊ะ ฉันจะเป็นเรื่องของตัวโรคเกาต์หรือเปล่า อะไรอย่างนี้ อันนี้ก็จะเจอบ่อย
00:08:50 → 00:08:54คำถามคือยูริกในเลือดสูง แล้วสูงแค่ไหนเราถึงจะรักษา
00:08:54 → 00:08:58จริง ๆ สูงนิดหน่อยนี่ เราไม่จำเป็นต้องให้ยานะคะ
00:08:58 → 00:09:01ในที่นี้ถ้าค่าปกติ อยู่ที่ประมาณ 6 หรือ 7 ใช่ไหมคะ
00:09:01 → 00:09:04สมมุติว่าเราได้ยูริกประมาณ 8
00:09:04 → 00:09:06อาจจะยังไม่จำเป็นที่จะต้องได้ยานะคะ
00:09:06 → 00:09:09ความจำเป็นในแง่ของการรีบด่วนในการรักษานี่
00:09:09 → 00:09:11กรดยูริกมันจะต้องสูงมาก ๆ ค่ะ
00:09:11 → 00:09:15ประมานแบบ 10 อะไรอย่างนี้เนอะ เราถึงจะรีบรักษา
00:09:15 → 00:09:20แล้วเวลาที่เรารักษา เป้าหมายในการรักษานี่ มันก็ขึ้นกับแต่ละคน
00:09:21 → 00:09:24ถ้าคนนั้นมียูริกที่สูงนะคะ
00:09:24 → 00:09:25มีข้ออักเสบ
00:09:25 → 00:09:26ในแง่ของการรักษาโรคเกาต์นะคะ
00:09:26 → 00:09:29การรักษาที่จะประสบความสำเร็จได้นี่
00:09:29 → 00:09:32จริง ๆ เราต้องเริ่มรักษาตั้งแต่เริ่มต้น
00:09:32 → 00:09:34ไม่ใช่ปล่อยทิ้งเอาไว้แล้ว
00:09:34 → 00:09:36การที่รู้จักโรคอย่างรวดเร็ว
00:09:36 → 00:09:38แล้วก็รับการรักษาอย่างรวดเร็ว
00:09:38 → 00:09:42อันนี้ก็จะช่วยให้ประสบความสำเร็จ ในระยะยาวได้ดีกว่า
00:09:42 → 00:09:45ไม่มีการอักเสบของข้อเรื้อรัง
00:09:45 → 00:09:47ไม่มีเรื่องของการบาดเจ็บระยะยาว
00:09:47 → 00:09:51หรือไม่มีการสึกกร่อนของตัวข้อหรือกระดูกนะคะ
00:09:51 → 00:09:54ทีนี้ถามว่าเวลารักษา เราจะรักษาไปนานเท่าไร
00:09:54 → 00:09:57หลายคนคือพอหายเจ็บปุ๊บก็หยุดยาเลย
00:09:57 → 00:10:02แต่จริง ๆ แล้ว เราต้องคุมให้ระดับของยูริก ในเลือดค่อนข้างเป็นปกติมากที่สุด
00:10:03 → 00:10:07อันนี้นี่ การรักษาอาจจะต้องใช้เวลา 6 เดือน - 1 ปี
00:10:07 → 00:10:11โดยเฉพาะถ้าสมมุติว่า ใครที่มีตุ่มมีก้อนขึ้นมาแล้วนี่
00:10:11 → 00:10:14การคุมระดับยูริกในเลือด ให้ค่อนข้างเป็นปกตินี่
00:10:14 → 00:10:18จะทำให้ตุ่มหรือก้อนอันนี้มันยุบลงได้นะคะ
00:10:18 → 00:10:22ระดับยูริกในเลือดที่ปกติที่เราอยากได้ คือมันควรจะต้องต่ำกว่า 6 นะคะ
00:10:22 → 00:10:26อันนี้ในกรณีเรื่องของการรักษานะคะ
00:10:26 → 00:10:31[เสียงดนตรี]
00:10:31 → 00:10:34ในกรณีที่เราทราบว่ายูริกในเลือดเราสูงนะคะ
00:10:34 → 00:10:38เราก็ควรที่จะต้องมีการปรับพฤติกรรม หรือปรับเรื่องของอาหาร
00:10:38 → 00:10:40แต่ถ้าสมมุติว่ายูริกมันสูงมาก
00:10:40 → 00:10:43บางทีคุณหมอก็อาจจะพิจารณา ในเรื่องของการให้ยา
00:10:43 → 00:10:46ทีนี้ในรายการของเราวันนี้ เราก็จะมาโฟกัสกันว่า
00:10:46 → 00:10:50ถ้าสมมุติว่าเราอยากจะปรับในเรื่องของอาหาร ที่เรารับประทานอยู่
00:10:50 → 00:10:55เพื่อจะทำให้ระดับยูริกในเลือดเรา ไม่สูงจนเกินไป เราจะทำอย่างไรได้บ้าง
00:10:55 → 00:11:00อย่างที่พูดตั้งแต่ตอนต้นค่ะว่า ยูริกในเลือดสร้างเองในร่างกาย
00:11:00 → 00:11:02แต่อาหารที่เรากินไม่ใช่ยูริก
00:11:02 → 00:11:04อาหารที่เรากินชื่อว่า พิวรีน
00:11:04 → 00:11:08ดังนั้น เราก็จะดูว่าถ้าเรามียูริกในเลือดสูง
00:11:08 → 00:11:11เราควรจะเลือกอาหารที่มีพิวรีนต่ำถูกไหมคะ
00:11:11 → 00:11:15ถ้าพิวรีนต่ำเข้าไป มันก็จะทำให้ยูริกในเลือดเราไม่สูง
00:11:15 → 00:11:18เราจะแบ่งอาหารที่เรากินเป็น 3 กลุ่ม
00:11:18 → 00:11:21กลุ่มแรกเราจะเรียกว่า กลุ่มที่มีพิวรีนสูง
00:11:21 → 00:11:23กลุ่มที่ 2 เป็นพิวรีนปานกลาง
00:11:23 → 00:11:25กลุ่มที่ 3 ก็คือพิวรีนต่ำ
00:11:25 → 00:11:27ถ้าอาหารที่มีพิวรีนสูง เราก็จะกินน้อยหน่อย
00:11:27 → 00:11:31อาหารที่มีพิวรีนต่ำ เราก็สามารถที่จะกินได้มากขึ้น
00:11:31 → 00:11:34ทีนี้พิวรีนนี่ เราอาจจะเคยได้ยินแล้วล่ะว่า
00:11:34 → 00:11:37โอ้โฮ ห้ามกิน โน่นนี่นั่น เยอะแยะไปหมดเลย
00:11:37 → 00:11:39ถ้าเราแบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ นะคะ
00:11:39 → 00:11:41กลุ่มที่มาจากพืชและกลุ่มที่มาจากสัตว์
00:11:41 → 00:11:45อันแรกก่อน กลุ่มที่มาจากพืช ค่อนข้างดี ปลอดภัยหน่อย
00:11:45 → 00:11:46ต่อให้มีพิวรีนสูง
00:11:46 → 00:11:50เวลากินเข้าไปแล้วนี่ ร่างกายก็ไม่เปลี่ยนไปเป็นกรดยูริกมากนัก
00:11:50 → 00:11:52แต่ถ้าพิวรีนที่มาจากสัตว์
00:11:52 → 00:11:54อันนี้คืออันที่เราจะต้องระมัดระวัง
00:11:54 → 00:11:58เรามาดูกันก่อนว่า กลุ่มไหนบ้างที่มีพิวรีนสูง
00:11:58 → 00:12:00อันแรกก็จะเป็นพวกเครื่องในนะคะ
00:12:00 → 00:12:03ยกตัวอย่างตั้งแต่ตับ ไต ไส้ พุง สมอง พวกนี้
00:12:03 → 00:12:06มันมีพิวรีนค่อนข้างมาก ถ้าทานเข้าไปแล้วนี่
00:12:06 → 00:12:10ก็จะทำให้ร่างกายมีการสร้างกรดยูริกสูงขึ้น อันนี้ควรงดนะคะ
00:12:10 → 00:12:15อันที่สองก็จะเป็นกลุ่มของอาหารทะเล ซีฟู้ดทั้งหลายนะคะ
00:12:15 → 00:12:18เช่น เป็นพวกปลา ปลาดุก ปลาซาร์ดีนนะคะ
00:12:18 → 00:12:20หรือว่าเป็นพวกหอย กุ้ง อะไรพวกนี้
00:12:20 → 00:12:25อันนี้ก็จะต้องกินปริมาณน้อยลง หรือว่าลดลง ถ้าเกิดท่านมียูริกในเลือดสูงอยู่แล้ว
00:12:25 → 00:12:28อันที่ 3 ก็จะเป็นกลุ่มที่มียีสต์ค่ะ
00:12:28 → 00:12:31พวกนี้จะมีพิวรีนค่อนข้างสูง
00:12:31 → 00:12:32อะไรบ้างเอ่ย
00:12:32 → 00:12:37อันแรกก็จะเป็นกลุ่มของพวกเบียร์ เวลาที่เราทำ มีหมัก มีอะไรอย่างนี้
00:12:37 → 00:12:39พวกนี้นี่ถือว่ามีพิวรีนสูง
00:12:39 → 00:12:43จริง ๆ ด้วยแอลกอฮอล์เอง อาจจะไม่ได้เป็นตัวกระทบโดยตรง
00:12:43 → 00:12:47แต่ว่าแอลกอฮอล์จะทำให้ การเผาผลาญเรื่องของพิวรีนมันแย่ลง
00:12:47 → 00:12:48เพราะฉะนั้นแอลกอฮอล์ทั้งกลุ่ม
00:12:48 → 00:12:52เราขอบอกว่า ถ้าคนไข้เป็นโรคเกาต์แล้ว อยากจะให้เลี่ยงนะคะ
00:12:52 → 00:12:55แต่โดยเฉพาะเบียร์ อันนี้จะมีพิวรีนด้วย
00:12:55 → 00:12:59เพราะฉะนั้น เบียร์จะเป็นตัวที่ทำให้ อาการมันแย่ลงได้อย่างชัดเจน
00:12:59 → 00:13:04อันที่สองก็คือ พวกเบเกอรี่หลาย ๆ อย่าง ที่มันจะต้องใช้ยีสต์ลงไปนะคะ
00:13:04 → 00:13:06พวกนี้เราก็ต้องควรงดแล้วก็เลี่ยงนะคะ
00:13:06 → 00:13:09อันถัดมาก็จะเป็นกลุ่มของพวกซุป
00:13:09 → 00:13:14เพราะว่าเวลาที่เราทำน้ำสต๊อก เราก็จะต้องใส่พวกกระดูกหรืออะไรก็แล้วแต่
00:13:14 → 00:13:17พวกนี้ก็จะทำให้มีพิวรีนสูงถ้าเราดื่ม
00:13:17 → 00:13:20หรือว่าเรากินพวกที่เป็นน้ำสต๊อกมากขึ้นนะคะ
00:13:20 → 00:13:23อันถัดมา ก็จะเป็นกลุ่มที่เป็นพิวรีนปานกลาง
00:13:23 → 00:13:26อันนี้จะเป็นกลุ่มของเนื้อสัตว์ เป็นส่วนใหญ่นะคะ
00:13:26 → 00:13:28ไม่ว่าจะเป็นหมูเป็นไก่
00:13:28 → 00:13:32หรือว่าจะเป็นพวกของปลาทั้งหลายนะคะ ก็จะอยู่ในกลุ่มนี้นะคะ
00:13:32 → 00:13:36อันที่ทุกคนจะได้ยินกันมาตลอดก็คือ เรื่องของไก่หรือว่าสัตว์ปีกนะคะ
00:13:36 → 00:13:40จริง ๆ แล้ว ไก่หรือสัตว์ปีก เราจะจัดอยู่ในกลุ่มที่เป็นพิวรีนปานกลาง
00:13:40 → 00:13:42เรายังสามารถจะรับประทานได้นะคะ
00:13:42 → 00:13:44โดยเฉพาะถ้าเป็นไปได้นี่ก็จะบอกว่า
00:13:44 → 00:13:46ให้รับประทานแบบไม่กินหนัง
00:13:46 → 00:13:48เพราะว่าของที่มีไขมันสูงนี่
00:13:48 → 00:13:52อาจจะมีผลกระทบหรือว่าผลเสีย กับคนไข้ที่เป็นโรคเกาต์ได้เหมือนกัน
00:13:52 → 00:13:55กลุ่มสุดท้าย ในกลุ่มที่มีพิวรีนต่ำ
00:13:55 → 00:13:58แล้วก็สามารถจะรับประทานได้มากขึ้นนะคะ
00:13:58 → 00:14:01อันนี้ก็จะเป็นพวกผักทั้งหลายนะคะ
00:14:01 → 00:14:05ต่อให้บอกว่าเราเคยได้ยินว่า ผักที่มันเป็นผักทอดยอดหรือะไรก็ตาม
00:14:05 → 00:14:08กลุ่มนี้ ต่อให้มันมีพิวรีน ที่ค่อนข้างสูงนิดนึง
00:14:08 → 00:14:10แต่ปริมาณที่เรากิน เรากินไม่เยอะ
00:14:10 → 00:14:12กับอันที่สองก็คือว่าพอกินเข้าไปแล้วนี่
00:14:12 → 00:14:17ในร่างกายเรามีการเปลี่ยนแปลง ที่ทำให้ไปเกิดเป็นยูริกต่ำกว่า
00:14:17 → 00:14:20ดังนั้น กลุ่มของผักนี่ สามารถรับประทานได้
00:14:20 → 00:14:24พวกไทยหรือว่าพวกที่เป็นผลิตภัณฑ์จากนม ก็รับประทานได้
00:14:25 → 00:14:28ถ้าเป็นไปได้อยากจะให้เป็นผลิตภัณฑ์จากนม ที่เป็น Low Fat นะคะ
00:14:29 → 00:14:34[เสียงดนตรี]
00:14:34 → 00:14:36แนวทางในการเลือกรับประทานอาหาร
00:14:36 → 00:14:40สำหรับคนที่มีปัญหาเรื่องของกรดยูริกสูง หรือว่าเป็นโรคเกาต์นะคะ
00:14:40 → 00:14:43อันแรกเลยก็คือ ต้องควบคุมน้ำหนักนะคะ
00:14:43 → 00:14:46เลือกอาหารที่อาจจะมีไขมันต่ำ พลังงานต่ำ
00:14:46 → 00:14:48แล้วก็หลีกเลี่ยงกลุ่มที่เป็นน้ำหวาน
00:14:48 → 00:14:50หรือว่าเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลปริมาณมาก
00:14:51 → 00:14:55เพราะว่าทั้งหมดนี้ จะเปลี่ยนไปเป็นเรื่องของยูริกสูงได้นะคะ
00:14:55 → 00:14:58อันที่สองก็คือ เลือกอาหารที่มีพิวรีนต่ำ
00:14:58 → 00:15:00ที่เราบอกมาแล้วเมื่อตอนต้นนะคะ
00:15:00 → 00:15:02ถ้าเกิดจะกินอาหารที่มีพิวรีนปานกลาง
00:15:02 → 00:15:05ก็จำกัดปริมาณการรับประทานนะคะ
00:15:06 → 00:15:10อันที่สาม หลีกเลี่ยงหรือว่าจำกัด การใช้เครื่องดื่มแอลกอฮอล์
00:15:10 → 00:15:14เพราะว่าพวกนี้ก็จะทำให้ เรื่องของยูริกในเลือดสูงได้
00:15:14 → 00:15:18แล้วก็สุดท้ายค่ะ ถ้าเราเลือกได้ เราจะเลือกอาหารที่มีโอเมกา 3 เพิ่มขึ้น
00:15:18 → 00:15:22เหตุผลเพราะว่าโอเมกา 3 เองนี่ สามารถที่จะช่วยลดการอักเสบ
00:15:22 → 00:15:26แล้วก็อาจจะช่วยส่งผลดี ในเรื่องของโรคเกาต์ได้ด้วยค่ะ
00:15:26 → 00:15:30ในส่วนของกรดโอเมกา 3 ที่จะช่วยลดการอักเสบ
00:15:30 → 00:15:33จริง ๆ แล้ว มีอยู่ในอาหารหลาย ๆ ประเภทนะคะ
00:15:33 → 00:15:36ถ้าเป็นกลุ่มพวกของเนื้อสัตว์ ก็จะเป็นกลุ่มของปลานะคะ
00:15:36 → 00:15:41ซึ่งมีทั้งในปลาทะเลและปลาน้ำจืด ไม่จำเป็นเลยว่าจะต้องเป็นปลาทะเลนะคะ
00:15:41 → 00:15:44นอกเหนือจากในกรณีของ การรับประทานจากอาหาร
00:15:44 → 00:15:45ก็จะมีคนถามว่า
00:15:45 → 00:15:48ถ้าอย่างนั้นเราไปซื้อมาได้ไหม ซื้อเป็นเม็ด ๆ เป็นแคปซูล
00:15:48 → 00:15:51สิ่งที่เราจะได้จากเป็นเม็ด ๆ หรือเป็นแคปซูลนี่
00:15:51 → 00:15:54เราจะได้แค่โอเมกา 3 ซึ่งสกัดมาเป็นน้ำมัน
00:15:54 → 00:15:57แต่เราจะไม่ได้โปรตีน เราจะไม่ได้สารอาหารอื่นนะคะ
00:15:57 → 00:16:00เพราะฉะนั้นอันนี้ก็อาจจะต้องระวังนิดนึงนะคะ
00:16:00 → 00:16:05อันที่สอง ในกรณีที่เรากินพวกโอเมกา 3 ที่เป็นแคปซูลและปริมาณมากนี่
00:16:05 → 00:16:08มันจะทำให้เลือดของเราแข็งตัวช้าลง
00:16:08 → 00:16:11แล้วก็เพิ่มความเสี่ยงในการที่จะทำให้ เลือดออกได้เหมือนกันค่ะ
00:16:12 → 00:16:15พิวรีนที่เรารับประทานเข้าไปนี่ จริง ๆ มันคือวัตถุดิบ
00:16:15 → 00:16:19แล้วทำให้ร่างกายสร้างสิ่งที่เราเรียกว่า กรดยูริกออกมา
00:16:19 → 00:16:22ทีนี้ถ้าเราใส่วัตถุดิบเข้าไปเยอะ คือกินพิวรีนเยอะนี่
00:16:22 → 00:16:25มันก็จะได้วัตถุดิบก็คือ กรดยูริกเยอะ
00:16:25 → 00:16:28ของบางอย่างอาจจะไม่ได้มีพิวรีน
00:16:28 → 00:16:32แต่ทำให้ร่างกายเปลี่ยนไปเป็นกรดยูริกได้เยอะ
00:16:32 → 00:16:34ยกตัวอย่างเช่น แอลกอฮอล์ เมื่อกี้ที่บอกไปแล้วนะคะ
00:16:35 → 00:16:38อันที่สองก็จะเป็นเรื่องของ การเผาผลาญในร่างกายนะคะ
00:16:38 → 00:16:40ยกตัวอย่างเช่น คนอ้วนนะคะ
00:16:40 → 00:16:44คนอ้วนจะทำให้มีการเปลี่ยนแปลง แล้วก็เกิดยูริกเยอะขึ้น
00:16:45 → 00:16:48เพราะฉะนั้น คนอ้วนก็ควรจะต้องลดน้ำหนักนะคะ
00:16:48 → 00:16:51อีกอันหนึ่งก็เป็นอาหารที่มีไขมันสูง
00:16:51 → 00:16:54อันนี้เราก็แนะนำว่า ควรที่จะต้องลดนะคะ
00:16:54 → 00:16:57กินอาหารที่มีไขมันต่ำ อันนี้จะมีผลดีกับยูริกมากกว่า
00:16:57 → 00:16:58แล้วสุดท้ายค่ะ
00:16:58 → 00:17:02เนื่องจากยูริกในร่างกายที่สร้างขึ้น มันจะมีการขับออกทางไต
00:17:03 → 00:17:06เราไม่ควรจะปล่อยให้ร่างกายแห้งหรือว่าขาดน้ำ
00:17:06 → 00:17:11เพราะอันนี้จะยิ่งทำให้ยูริกมีการตกตะกอน หรือว่าส่งผลเสียมากขึ้นค่ะ
00:17:12 → 00:17:15เมื่อเราเลือกวัตถุดิบ ที่เราจะเอามาใช้ทำอาหารได้แล้ว
00:17:15 → 00:17:18ว่าเราเลือกอันที่มันเป็นพิวรีนต่ำเนอะ
00:17:18 → 00:17:21กระบวนการในการทำอาหารนี่ก็สำคัญเหมือนกัน
00:17:21 → 00:17:25เพราะเรารู้แล้วว่าอ้วนเองนี่ ก็สามารถที่จะทำให้ยูริกในเลือดสูงได้
00:17:25 → 00:17:33ดังนั้น เราไม่ควรที่จะใช้อาหารที่มีน้ำมัน เข้ามาเป็นส่วนประกอบในการทำอาหารสูงมากนัก
00:17:33 → 00:17:35ก็ควรจะหลีกเลี่ยงพวกที่เป็นทอด หรือว่าเป็นผัก
00:17:36 → 00:17:40แล้วก็กินพวกต้ม นึ่ง ปิ้ง ย่าง ยำ อบ ตุ๋น อะไรทั้งหลาย
00:17:40 → 00:17:43เพื่อที่จะทำให้แคลอรีหรือพลังงานมันลดลง
00:17:44 → 00:17:49[เสียงดนตรี]
00:17:49 → 00:17:52การดูแลตัวเองนะคะ โดยเฉพาะการเลือกรับประทานอาหารเองนี่
00:17:52 → 00:17:54หรือว่าการดูแลตัวเองทั้งหมดนี่
00:17:54 → 00:17:57ก็จะช่วยสามารถทำให้เรา ควบคุมระดับยูริกในเลือดได้ดี
00:17:58 → 00:18:00แล้วถ้าเราควบคุมระดับยูริกในเลือดได้ดี
00:18:00 → 00:18:03คุณหมอก็จะสามารถลดยาลงได้นะคะ
00:18:03 → 00:18:05หลาย ๆ ท่านที่มีปัญหาเรื่องเกาต์นี่
00:18:05 → 00:18:07ก็อาจจะมียาเยอะแยะไปหมดเลย
00:18:07 → 00:18:11ทีนี้ถ้าเราดูแลตัวเองได้ดีขึ้น เราก็จะสามารถลดยาลงได้
00:18:11 → 00:18:16ในทางกลับกันค่ะ ถ้าเรามีปัญหาเรื่องของยูริกในเลือดสูง
00:18:16 → 00:18:17แล้วเราไม่ได้รักษา
00:18:17 → 00:18:20ส่วนหนึ่งอาจจะเปลี่ยนไปเป็น เรื่องของโรคเกาต์ได้
00:18:21 → 00:18:24หรือถ้าใครที่มีปัญหาข้ออักเสบ เป็นโรคเกาต์ไปแล้วนะคะ
00:18:24 → 00:18:28แล้วยังไม่ได้ดูแลตัวเอง เพราะคิดว่าเป็นแล้วเดี๋ยวมันก็หายได้
00:18:28 → 00:18:31สิ่งที่เกิดขึ้นและเป็นผลกระทบระยะยาวนี่
00:18:31 → 00:18:34ก็จะทำให้ข้ออักเสบเรื้อรังนะคะ
00:18:34 → 00:18:36แล้วก็มีการตกตะกอนของตัวยูริกนี่
00:18:37 → 00:18:41ที่บริเวณข้อ เป็นก้อน เป็นตุ่มขึ้นมา ที่เราเห็นในข่าวนะคะ
00:18:41 → 00:18:44สิ่งที่เกิดขึ้น เวลาที่เรามีอาการข้ออักเสบนี่ค่ะ
00:18:44 → 00:18:47มันจะทำให้การใช้งานของข้อ ทำได้ลำบากมากขึ้น
00:18:47 → 00:18:49แล้วยิ่งถ้ามีตุ่มมีก้อนนี่
00:18:49 → 00:18:53แสดงว่าเริ่มมีการสลายของตัวกระดูกแล้วนะคะ
00:18:53 → 00:18:58ในระยะยาว อาจจะทำให้คน ๆ นั้นมีความพิการ ไม่สามารถที่จะเดินได้
00:18:58 → 00:19:01หรือว่าใช้ชีวิตลำบากมากขึ้น
00:19:01 → 00:19:06ไม่สามารถที่จะใช้ข้อมือ ข้อเท้า ทำอะไรได้ดีขึ้นนะคะ
00:19:06 → 00:19:09เพราะฉะนั้นอันนี้จะเป็นผลกระทบระยะยาว ถ้าเราไม่ดูแลตั้งแต่ต้น
00:19:10 → 00:19:12แล้วสิ่งที่เกิดขึ้นอันนี้ ถ้ามันเกิดไปแล้วนี่
00:19:13 → 00:19:15มันไม่สามารถจะแก้ไขได้แล้วค่ะ
00:19:15 → 00:19:20ในบางคนนี่ ก็คือต่อให้เรารักษา จนกระทั่งกรดยูริกกลับมาเป็นปกติแล้วนี่
00:19:20 → 00:19:23ส่วนที่มันเสียหายไปแล้ว ก็ไม่อาจจะฟื้นคืนมาได้ค่ะ
00:19:23 → 00:19:25ในแง่ของการรักษานะคะ
00:19:25 → 00:19:28ในเรื่องของยานี่ เราจะมีการรักษาอยู่ 2 ส่วน
00:19:29 → 00:19:33ส่วนแรกเลยก็คือ ถ้าคนไข้มีอาการเจ็บ ปวด หรือว่ามีข้ออักเสบ
00:19:33 → 00:19:36ตรงนี้เราจะลดการอักเสบก่อนนะคะ
00:19:36 → 00:19:39แล้วหลังจากนั้น เราก็จะมีการให้ยาเพื่อลดกรดยูริก
00:19:39 → 00:19:43ด้วยเหตุผลว่า กรดยูริก เป็นตัวที่ทำให้ข้ออักเสบนะคะ
00:19:43 → 00:19:45ในระยะของการที่มีข้ออักเสบนี่
00:19:45 → 00:19:49การใช้ยาลดการอักเสบ ในกลุ่มที่ไม่ใช่สเตียรอยด์
00:19:49 → 00:19:50ก็จะมีคนใช้
00:19:50 → 00:19:54หรืออาจจะใช้ยาลดการอักเสบอีกตัวนึงที่ชื่อ โคลชิซิน (Colchicine)
00:19:54 → 00:20:01ตัวนี้ก็จะช่วยทำให้อาการข้ออักเสบสั้นลง คนไข้หายเจ็บ หายป่วยได้เร็วขึ้นนะคะ
00:20:01 → 00:20:03ข้อสังเกตก็คือว่า
00:20:03 → 00:20:05ถ้าเกิดว่าจะใช้พวกโคลชิซิน
00:20:05 → 00:20:08ข้อควรระวังก็คือ เวลาให้มากนี่ จะทำให้ท้องเสียได้
00:20:08 → 00:20:12เพราะฉะนั้น คุณหมอเขาก็จะให้ปรับโดสตามอาการ
00:20:12 → 00:20:17ในอีกตัวหนึ่งก็คือเป็นยาต้านการอักเสบ ที่ไม่ใช่กลุ่มสเตียรอยด์
00:20:17 → 00:20:20กลุ่มนี้มีข้อดีค่ะ ลดการอักเสบได้ค่อนข้างเร็ว
00:20:20 → 00:20:22แต่มีข้อเสียนิดหน่อยก็คือ
00:20:22 → 00:20:25อาจจะทำให้กัดกระเพาะ ระคายเคืองกระเพาะนะคะ
00:20:25 → 00:20:29หรือในบางราย อาจจะทำให้มีปัญหากับไตได้
00:20:29 → 00:20:31โดยเฉพาะในคนไข้ที่มีปัญหาโรคไตอยู่แล้ว
00:20:31 → 00:20:34อันนี้ก็ควรที่จะปรึกษาคุณหมอนะคะ
00:20:34 → 00:20:36ในการที่จะเลือกใช้ยานะคะ
00:20:37 → 00:20:41ระยะถัดมาค่ะก็คือ การที่จะใช้เพื่อจะไปลดกรดยูริกนะคะ
00:20:41 → 00:20:44ยาที่จะใช้ลดกรดยูริกนี่มีหลายตัวเลย
00:20:44 → 00:20:47อันแรกก็คือเพิ่มการขับยูริกออกไป
00:20:47 → 00:20:51กับอันที่สองก็คือ ลดการสร้างกรดยูริกนะคะ
00:20:51 → 00:20:53ทีนี้ในส่วนของการใช้ยานี่
00:20:53 → 00:20:59มันจะมียาบางตัวที่มีความเสี่ยง ในการที่จะทำให้เกิดการแพ้
00:20:59 → 00:21:03เราอาจจะเคยได้ยิน เวลาแพ้ยาแล้วมีผื่นที่ผิวหนัง
00:21:03 → 00:21:05แพ้อักเสบรุนแรง บางทีอาจจะต้องเข้าโรงพยาบาลเลย
00:21:06 → 00:21:11ทีนี้ยารักษาโรคเกาต์นี่ค่ะ ก็จะเป็นตัวนึงที่เจอได้ค่อนข้างบ่อย
00:21:11 → 00:21:17แล้วเราก็รู้ด้วยค่ะว่า กรรมพันธุ์บางอย่าง ทำให้คน ๆ นี้เสี่ยงที่จะแพ้ยา
00:21:17 → 00:21:21ดังนั้นปัจจุบันนี้ ยาบางกลุ่ม เราจะมีการตรวจก่อน
00:21:21 → 00:21:23ว่าคน ๆ นี้เสี่ยงที่จะแพ้ยาหรือเปล่า
00:21:23 → 00:21:27ถ้าเขาไม่มีปัญหา เราถึงจะเริ่มให้ยานะคะ
00:21:27 → 00:21:30การเริ่มให้ยา คุณหมอก็จะต้องค่อย ๆ เพิ่มยา
00:21:30 → 00:21:33เริ่มจากโดสต่ำ ๆ ก่อน แล้วก็ติดตาม
00:21:33 → 00:21:37ถ้าระดับยูริกในเลือดยังไม่เป็นปกติ เขาก็จะต้องเพิ่มยา
00:21:37 → 00:21:43อันนี้คือเหตุผลที่เราบอกว่า เราควรจะเลือกรับประทานอาหารที่เหมาะสมด้วย
00:21:43 → 00:21:47เพื่อจะทำให้คุณหมอไม่จำเป็น ต้องไปเพิ่มยาอยู่เรื่อย ๆ นะคะ
00:21:47 → 00:21:51นอกเหนือจากการที่จะไปรักษา เรื่องของระดับยูริกแล้วนี่
00:21:51 → 00:21:54ไม่เพียงแค่ว่าจะทำให้โรคเกาต์ดีขึ้น
00:21:54 → 00:21:57แต่จะช่วยส่งผลในระยะยาวก็คือ
00:21:57 → 00:21:59ถ้าสมมุติว่ายูริกในเลือดมันสูงมาก ๆ
00:21:59 → 00:22:03มันอาจจะมีการตกตะกอน แล้วก็ทำให้ไตเสื่อมได้เหมือนกัน
00:22:03 → 00:22:06เพราะฉะนั้น อันนี้ก็จะเป็นข้อดีอีกอันหนึ่ง
00:22:06 → 00:22:11[เสียงดนตรี]
00:22:11 → 00:22:14ข้อควรปฏิบัติเมื่อเราเป็นโรคเกาต์แล้วนะคะ
00:22:14 → 00:22:17ก็คืออันที่หนึ่ง ติดตามการรักษาอย่างสม่ำเสมอ
00:22:17 → 00:22:19กินยาอย่างครบถ้วนนะคะ
00:22:19 → 00:22:22ในเรื่องของการปฏิบัติตัว หรือว่าเรื่องของอาหารนี่
00:22:22 → 00:22:24อย่างที่บอกไปสักครู่แล้วนะคะ
00:22:24 → 00:22:25ลดน้ำหนักนะคะ
00:22:25 → 00:22:30ลดเรื่องของการกินเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ เครื่องดื่มที่มีรสหวานหรือมีน้ำตาลผสมอยู่
00:22:31 → 00:22:34กินอาหารที่มีไขมันต่ำ พิวรีนต่ำ
00:22:34 → 00:22:37อันนี้คือสิ่งปฏิบัติโดยทั่วไปนะคะ
00:22:37 → 00:22:40ในเรื่องของคนไข้บางคนที่อาจจะมีโรคร่วมนะคะ
00:22:40 → 00:22:43ในกรณีที่เรามีเรื่องของกรดยูริกสูงนี่
00:22:43 → 00:22:46มันมียาบางตัวค่ะ ที่อาจจะทำให้ยูริกมันสูงได้
00:22:46 → 00:22:51โดยเฉพาะในกลุ่มของคนไข้ที่เป็น ความดันโลหิตสูงหรือว่ากินยาขับปัสสาวะ
00:22:51 → 00:22:54ยาขับปัสสาวะบางตัวจะทำให้ยูริกสูงได้
00:22:54 → 00:22:58อันนี้อาจจะต้องคุยกับแพทย์ผู้ดูแลว่า
00:22:58 → 00:23:00มันจำเป็นไหมที่เราจะใช้ยาตัวเดิม
00:23:00 → 00:23:05หรือว่าเราจะปรับยา เปลี่ยนยา เพื่อให้ควบคุมระดับยูริกในเลือดได้ดีขึ้น
00:23:05 → 00:23:08อันที่สองก็คือคนไข้โรคไต อันนี้จะลำบากนิดนึง
00:23:08 → 00:23:13เหมือนที่บอกค่ะว่ายูริกนี่ เราเอาออกจากร่างกายโดยทางไตถูกไหมคะ
00:23:13 → 00:23:16ถ้าสมมุติว่าไตเราไม่ดี หรือว่าไตเราเสื่อม
00:23:16 → 00:23:19สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ การเอายูริกออกจากร่างกายนี่
00:23:19 → 00:23:22มันก็จะทำได้น้อยลงหรือว่าช้าลง
00:23:22 → 00:23:25ดังนั้นคนไข้โรคไตส่วนใหญ่ เรามักจะเจอว่ามียูริกในเลือดสูง
00:23:26 → 00:23:28และที่สำคัญคือคนไข้โรคไตนี่
00:23:28 → 00:23:30ก็ไม่ควรที่จะได้รับยาอีก
00:23:30 → 00:23:32เพราะว่าอาจจะทำให้เกิดอันตรายได้เหมือนกัน
00:23:32 → 00:23:34เพราะฉะนั้น อันนี้จะค่อนข้าง มีความลำบากนิดหนึ่ง
00:23:34 → 00:23:37อันนี้ต้องคุยกับแพทย์ที่ดูแลนะคะ
00:23:37 → 00:23:40แล้วก็สุดท้ายก็คือ ในเรื่องของอาหารอีกตัวหนึ่ง
00:23:40 → 00:23:42ถ้าเกิดว่ามันมีการอักเสบเพิ่มขึ้น
00:23:42 → 00:23:46กลุ่มที่เป็นเรื่องของโอเมกา 3 ที่จะเอามาเสริม
00:23:46 → 00:23:48ก็อาจจะช่วยในเรื่องของการลดการอักเสบ
00:23:48 → 00:23:51เพราะทำให้อาการของโรคดีขึ้นได้เช่นกันค่ะ
00:23:51 → 00:23:53สำหรับพิวรีนในอาหารนะคะ
00:23:53 → 00:23:55เมื่อกี้เราพูดกันมา มันมีตั้งหลายตัว
00:23:55 → 00:23:59แล้วก็หลาย ๆ อย่างที่ท่านอาจจะอยากรับประทาน แต่ท่านไม่แน่ใจ
00:23:59 → 00:24:01ว่ามีพิวรีนสูงหรือว่าพิวรีนต่ำ
00:24:01 → 00:24:07ด้วยเวลาที่จำกัด เราสามารถที่จะเข้าไป สืบค้นข้อมูลทั้งหลายในอินเทอร์เน็ตได้นะคะ
00:24:07 → 00:24:11เลือกสถาบันที่ให้ข้อมูลที่น่าเชื่อถือได้
00:24:11 → 00:24:15กดเข้าไปแล้วเขียนว่า อาหารที่มีพิวรีนสูง
00:24:15 → 00:24:18หรือว่าอาหารที่ควรหลีกเลี่ยง สำหรับคนไข้โรคเกาต์นะคะ
00:24:18 → 00:24:20อันนี้ก็อาจจะพอเป็นแนวทางให้ทุกท่าน
00:24:20 → 00:24:25สามารถเลือกวัตถุดิบมาเป็นแนวทาง ในการทำอาหารของท่านได้ในครั้งต่อไป
00:24:25 → 00:24:30พบกับรายการ Food Choice กินดี สุขภาพดีเลือกได้
00:24:30 → 00:24:32ทุกวันจันทร์เวลา 18:00 น.
00:24:32 → 00:24:34ที่ Mahidol Channel Podcast
00:24:34 → 00:24:36ผ่านช่องทาง Facebook Mahidol Channel
00:24:36 → 00:24:38YouTube Mahidol Channel
00:24:38 → 00:24:39Apple Podcasts
00:24:39 → 00:24:41Spotify
00:24:41 → 00:24:41Anchor
00:24:41 → 00:24:42Blockdit
00:24:45 → 00:24:50ดำเนินรายการโดยหมอเอ๋ ผศ.พญ.ดรุณีวัลย์ วโรดมวิจิตร
00:24:50 → 00:24:53[เสียงดนตรี]