00:00:00 → 00:00:045 เครื่องดื่มสุขภาพอันตรายกว่าที่คุณคิด
00:00:11 → 00:00:14สวัสดีครับ ผมหมอท๊อป และนี่คือ DOCTORTOP Channel
00:00:14 → 00:00:17รายการสุขภาพที่ทั้งสนุกและมีสาระ
00:00:19 → 00:00:23วันนี้เราจะมาคุยกันเรื่องของเครื่องดื่มสุขภาพ
00:00:23 → 00:00:275 เครื่องดื่มสุขภาพอันตรายกว่าที่คุณคิด
00:00:27 → 00:00:28ก่อนไปอย่าลืมกด Like กด Share
00:00:28 → 00:00:31กด Subscribe และกดกระดิ่ง ขอบคุณครับ
00:00:31 → 00:00:32สำหรับท่านที่มีเวลาน้อย
00:00:32 → 00:00:35ผมขออนุญาตให้กระโดดไปดูที่ 3 นาทีสุดท้าย
00:00:35 → 00:00:37ผมสรุปไว้ให้เรียบร้อยแล้ว
00:00:37 → 00:00:39ส่วนท่านที่มีเวลา เราไปพร้อมๆ กันเลย
00:00:40 → 00:00:42สำหรับเรื่องของเครื่องดื่มสุขภาพ
00:00:42 → 00:00:46ผมว่ามันเป็นอะไรที่อยู่คู่กับคนไทยมาช้านาน
00:00:46 → 00:00:49แล้วเราก็คิดว่ามันจะต้องมีสุขภาพดีจริงไหม
00:00:49 → 00:00:51เพราะว่ามันชื่อเครื่องดื่มสุขภาพ
00:00:51 → 00:00:52แล้วมันก็มีสุขภาพดีจริงๆ
00:00:52 → 00:00:56แต่มันมีภัยร้ายแฝงอยู่ และถ้าเราไม่รู้เราไปทาน
00:00:56 → 00:00:59แทนที่จะได้ผลดีกลับได้ผลเสีย
00:00:59 → 00:01:02บางครั้งเป็นความดันสูง บางครั้งเป็นเบาหวาน
00:01:02 → 00:01:05บางครั้งเป็นโรคหัวใจขาดเลือด อันตรายจริงๆ
00:01:05 → 00:01:08มาดูว่ามีอะไรบ้าง
00:01:08 → 00:01:15อย่างแรก นม ฟังแล้วช็อคว่านมมันจะแบบมีข้อเสียยังไง
00:01:15 → 00:01:17เพราะว่ามันเป็นอะไรที่ดีมากๆ ใช่ไหม
00:01:17 → 00:01:20เราก็ได้รับการดื่มมาตั้งแต่เด็กแล้ว
00:01:20 → 00:01:23เราก็ต้องดื่มนมตั้งแต่เด็ก เพราะว่าเราแบบอยากตัวสูงใช่ไหม
00:01:24 → 00:01:28คราวนี้มาดูกันว่านมจริงๆ ถามว่าดีไหม บอกว่าดี
00:01:28 → 00:01:31แต่ต้องเป็นปริมาณที่เหมาะสม แล้วต้องเลือกให้ถูกแบบด้วย
00:01:31 → 00:01:34เพราะอะไร ต้องบอกว่านม 1 กล่อง
00:01:34 → 00:01:39นมจืดเลยเอาว่านมจืดเลย นมจืด 1 กล่อง ประมาณ 200 cc
00:01:39 → 00:01:43มีน้ำตาลประมาณ 7-8 กรัม
00:01:43 → 00:01:46วันหนึ่งเราแนะนำให้ทานน้ำตาลไม่เกิน 25 กรัม
00:01:46 → 00:01:49แปลว่าอะไร แปลว่านมจืด 3 กล่อง
00:01:49 → 00:01:51ก็เลยน้ำตาลที่ท่านต้องทานต่อวันแล้ว
00:01:51 → 00:01:53ท่านทานน้ำตาลอย่างอื่นไม่ได้แล้ว
00:01:53 → 00:01:56แปลว่ามันมีน้ำตาลเยอะกว่าที่เราคิด
00:01:56 → 00:01:59คือนมแม้จะเป็นนมจืดก็มีน้ำตาล
00:01:59 → 00:02:04บางท่านคิดว่านมจืดมันไปจะมีน้ำตาลได้ไง มันไม่หวาน
00:02:04 → 00:02:07ก็ต้องบอกว่าน้ำตาลในนมจืดคือน้ำตาลแลคโตส
00:02:07 → 00:02:09ที่ไม่ค่อยจะมีรสหวานเท่าไหร่
00:02:09 → 00:02:12แล้วก็ไอ้ตัวน้ำตาลแลคโตสบางคนแพ้
00:02:12 → 00:02:15ต้องบอกว่าชาวเอเชียแพ้น้ำตาลแลคโตสค่อนข้างเยอะ
00:02:15 → 00:02:18เวลาทานเข้าไปแล้วบางทีก็จะมีท้องเสียบ้าง
00:02:18 → 00:02:22หรือว่าดูดซึมได้ไม่ดีบ้าง ทำให้เวลาเราทานนม
00:02:22 → 00:02:25เราจะได้ผลลัพธ์ไม่ดีเท่าทางฝั่งชาวยุโรปนั่นเอง
00:02:25 → 00:02:29แต่ไม่ได้บอกว่าแพ้น้ำตาลแลคโตสทุกคนแล้วแต่คนนั่นเอง
00:02:29 → 00:02:32เพราะฉะนั้นต้องระวังเลยเรื่องของนมแม้เป็นนมจืดก็ตาม
00:02:32 → 00:02:34คราวนี้มาดูดนมอย่างอื่นบ้าง
00:02:34 → 00:02:38ถ้าเป็นนมเปรี้ยวนี่ ถ้าเกิดสมมุติประมาณสัก 200 cc
00:02:38 → 00:02:42แก้วหนึ่งมีน้ำตาลประมาณ 20 กรัม หวานมากเลย
00:02:42 → 00:02:44นมหวานก็ประมาณ 15-20 กรัม
00:02:44 → 00:02:49แปลว่าวันหนึ่งถ้าท่านกินขวดหนึ่งหรือกระป๋องหนึ่ง
00:02:49 → 00:02:51ก็แปลว่าน้ำตาลท่านไม่ควรทานเพิ่มแล้ว
00:02:51 → 00:02:54เพราะฉะนั้นแล้วต้องระวังจริงๆ
00:02:54 → 00:02:55แล้วคราวนี้มีคำถามบอกว่า
00:02:55 → 00:02:59แล้วเราจะได้แคลเซียมมาจากที่ไหน ถ้าเราไม่ทานนม
00:02:59 → 00:03:02คือถ้าท่านต้องการแคลเซียมจากการทานนมอย่างเดียว
00:03:02 → 00:03:05ท่านต้องทานนมวันละประมาณ 1 ลิตร แคลเซียมถึงจะพอ
00:03:05 → 00:03:06ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้ ทานนมวันละ 1 ลิตร
00:03:06 → 00:03:10มันอาจจะได้ผลเสียมากกว่าผลดี
00:03:10 → 00:03:13นมที่ผมแนะนำว่าวันละ 200 cc กำลังสวย
00:03:13 → 00:03:15หรืออาจจะแบบ 150-200 cc
00:03:15 → 00:03:18แต่ว่าถ้าแบบ 500 cc ลิตรหนึ่งนี้ผมไม่แนะนำเลย
00:03:18 → 00:03:22มันมีน้ำตาลเยอะเกินไป แคลเซียมหาจากอาหารอย่างอื่นได้
00:03:22 → 00:03:24พวกกุ้ง หอย ปู ปลาตัวเล็กๆ
00:03:24 → 00:03:27ปลากรอบๆ ที่กินพร้อมกระดูกแบบนี้ก็โอเค
00:03:27 → 00:03:31มีผักหลายอย่างที่มีแคลเซียม อาหารหลายอย่างที่มีแคลเซียม
00:03:31 → 00:03:33กินผสมๆ กันไปเพื่อให้ได้แคลเซียม
00:03:33 → 00:03:37แล้วก็ไปรับแสงแดดด้วย ไปออกกำลังกายด้วยกระดูกถึงจะแข็งแรง
00:03:37 → 00:03:40ได้แคลเซียมไปอย่างเดียว แต่ไม่ออกกำลังกาย
00:03:40 → 00:03:42ไม่โดนแดด แคลเซียมไม่เข้ากระดูก
00:03:42 → 00:03:45แล้วก็ทำให้กระดูกพรุนซะเปล่าๆ
00:03:45 → 00:03:52มาต่อกันที่น้ำสุขภาพชนิดที่ 2
00:03:52 → 00:03:55นั่นก็คือน้ำผักผลไม้นั่นเอง
00:03:55 → 00:03:58น้ำผักผลไม้เลยผมใช้คำนี้นะ
00:03:58 → 00:04:02เพราะว่าอะไร คือต้องบอกว่าน้ำผักผลไม้ในปัจจุบัน
00:04:02 → 00:04:04เราก็ไม่ได้ค่อยได้ทำเองใช่ไหม
00:04:04 → 00:04:06เราก็ไปซื้อมาน้ำผักผลไม้ 100%
00:04:06 → 00:04:09ผมก็ชอบทานบ้างเหมือนกันนะ มันมีรสชาติอร่อย
00:04:09 → 00:04:14รสชาติอร่อยนั้นโดยส่วนใหญ่มันก็มีความหวานอยู่ด้วย
00:04:14 → 00:04:16อันนี้เราพูดถึงน้ำผักผลไม้ 100% แล้วนะ
00:04:16 → 00:04:20ไม่ใช่น้ำผักผลไม้ที่แบบผสมน้ำตาล
00:04:20 → 00:04:23น้ำผักผลไม้ 30% 20% อันนั้นหนักกว่าอีก
00:04:23 → 00:04:26น้ำตาลสูงแบบทะลุโลกมากๆ
00:04:26 → 00:04:28แต่ถ้าเกิดน้ำผลไม้ 100% แล้ว
00:04:28 → 00:04:34ใน 1 แก้ว จะเป็นน้ำส้ม น้ำแอปเปิ้ล น้ำฝรั่ง น้ำทับทิม
00:04:34 → 00:04:37มีน้ำตาลพอๆ กับน้ำอัดลมเลย
00:04:37 → 00:04:42น้ำส้ม 1 แก้ว มีน้ำตาลประมาณ 20-25 กรัม
00:04:42 → 00:04:45น้ำอัดลมก็มี 20-25 กรัม เท่ากัน
00:04:45 → 00:04:48ถ้าท่านทานน้ำผลไม้ 1 แก้วก็เท่ากับทานน้ำอัดลม 1 แก้ว
00:04:48 → 00:04:51เพราะฉะนั้นถ้าอยากได้วิตามินจากผลไม้จริงๆ
00:04:51 → 00:04:53ก็แนะนำให้ทานผลไม้
00:04:53 → 00:04:57ส่วนน้ำผลไม้ก็ทานได้บ้าง แต่ไม่ควรจะมากเกินไป
00:04:57 → 00:05:01คราวนี้มาดูน้ำชนิดที่ 3 บ้าง น้ำชนิดนี้กำลังโด่งดังมากๆ
00:05:01 → 00:05:03นั่นก็คือน้ำวิตามิน
00:05:03 → 00:05:07คือผมอาจจะไม่อยากไปบอกว่ามันมีประโยชน์หรือมันไม่มีประโยชน์
00:05:07 → 00:05:11ก็คือโดยตัวน้ำ ถ้าเราได้รับน้ำเพียงพอในร่างกาย
00:05:11 → 00:05:15วันละประมาณ 2,000 cc ต่อวัน ก็ถือว่ามีประโยชน์ต่อร่างกาย
00:05:15 → 00:05:18ไม่ว่าจะเป็นน้ำเปล่า น้ำแร่ น้ำวิตามิน น้ำอะไรก็ตาม
00:05:19 → 00:05:22แต่อะไรที่ผสมมาในน้ำ เช่น น้ำตาล
00:05:22 → 00:05:25ต้องบอกว่าวิตามินมันไม่ได้มีรสชาติอร่อยนะ
00:05:25 → 00:05:29เวลาท่านทานน้ำวิตามินแล้วมันอร่อย มันมาจากน้ำตาลนะ
00:05:29 → 00:05:32ไม่ว่าจะเป็นวิตามินซี วิตามินบี วิตามินอะไรก็ตาม
00:05:32 → 00:05:35ถ้าท่านทานน้ำวิตามินแล้วมันอร่อยมากๆ เลยนะ
00:05:35 → 00:05:40ให้สงสัยเลยว่ามันอร่อยจากอะไร มันก็มักจะอร่อยจากน้ำตาล
00:05:40 → 00:05:42เพราะงั้นก็ดูที่ฉลาก
00:05:42 → 00:05:45ถ้าเกิดน้ำตาลแบบขวดหนึ่ง 200 cc
00:05:45 → 00:05:48มีน้ำตาล 10-20 กรัม อย่างนี้มันก็เยอะเกินไป
00:05:48 → 00:05:51เพราะฉะนั้นแล้วทานอะไรดี ก็ทานน้ำเปล่า
00:05:51 → 00:05:54แล้วก็ไปกินพืชผักที่ผมเคยเล่าเคยบอกให้ฟัง
00:05:54 → 00:05:56มันอยู่ในอาหารหมดแล้ว
00:05:56 → 00:06:02ไอน้ำวิตามินที่แยกออกมา ถ้าท่านอยากทานบ้างก็ไม่ได้ห้ามอะไร
00:06:02 → 00:06:04แต่ถ้าท่านทานวันละ 2 ขวด 3 ขวด
00:06:04 → 00:06:08อย่างนี้ผมว่ามันก็ไม่แตกต่างกับท่านทานชาไข่มุก
00:06:08 → 00:06:11ถ้ามันหวานมากๆ ต้องระมัดระวังเลย บางทีขวดเล็กๆ นิดเดียว
00:06:11 → 00:06:14น้ำวิตามินขวดเล็กๆ รสชาติเข้มข้นมากเลย
00:06:14 → 00:06:18น้ำตาลนี่ 5 กรัม 10 กรัม บางที่ 15 กรัม
00:06:18 → 00:06:20เพราะฉะนั้นมันอันตรายมากๆ เสี่ยงเบาหวานมากๆ
00:06:20 → 00:06:24เพราะฉะนั้นแล้วเลือกให้ถูกต้อง ทานให้พอเหมาะพอสม
00:06:24 → 00:06:26อะไรมากไปก็ไม่ดีอะไรน้อยไปก็ไม่ดี
00:06:26 → 00:06:29ฉลากโภชนาการดูทุกครั้ง
00:06:29 → 00:06:33เพื่อชีวิตเพื่อสุขภาพของท่านเอง
00:06:33 → 00:06:36มาต่อกันที่น้ำชนิดที่ 4 ที่มีประโยชน์
00:06:36 → 00:06:38และผมว่าทุกท่านชอบทานมากๆ เลย
00:06:38 → 00:06:42นั่นก็คือน้ำมะนาวน้ำผึ้งนั่นเอง
00:06:42 → 00:06:46ต้องบอกว่าน้ำมะนาวน้ำผึ้งใหญ่ จริงๆ ก็สารพัดสารพันประโยชน์
00:06:46 → 00:06:48น้ำมะนาวเป็นไง วิตามินซีสูง
00:06:48 → 00:06:51น้ำผึ้งนะ ประโยชน์มากมายใช่ไหม
00:06:51 → 00:06:53เอามารวมกันก็ซูปเปอร์ประโยชน์
00:06:53 → 00:06:57ก็ต้องบอกว่ามันมีประโยชน์ เพียงแต่ว่าตัวน้ำผึ้ง
00:06:57 → 00:07:00ไม่ได้บอกว่าน้ำผึ้งมีประโยชน์แล้วกินเท่าไหร่ก็ได้
00:07:00 → 00:07:08น้ำผึ้ง 1 ช้อนชา มีแคลอรี่มากกว่าน้ำตาลทรายขาว 1 ช้อนชา อยู่เหมือนกัน
00:07:08 → 00:07:10น้ำผึ้ง 1 ช้อนชา ประมาณ 22 kcal
00:07:10 → 00:07:14แต่ถ้าน้ำตาลทรายขาวประมาณสัก 16 kcal
00:07:14 → 00:07:17วันหนึ่งเราก็ไม่แนะนำให้ทานน้ำตาลเกิน 6 ช้อนชา
00:07:17 → 00:07:20น้ำผึ้งก็เช่นกัน ไม่ควรเกิน 6 ช้อนชา
00:07:20 → 00:07:23แต่ไม่ใช่ว่าทานน้ำตาล 6 ช้อนชา แล้วทานน้ำผึ้ง 6 ช้อนชา
00:07:23 → 00:07:25คือถ้าท่านทานน้ำผึ้งไป 2 ช้อนชา
00:07:25 → 00:07:29ท่านก็เหลือเวลาให้ทานน้ำตาลอีกแค่ 4 ช้อนชาเท่านั้นเอง
00:07:29 → 00:07:34ไม่ใช่ว่าน้ำผึ้ง 6 น้ำตาล 6 ไม่ใช่ มันต้องเขาเรียกรวมกัน
00:07:34 → 00:07:39เพราะฉะนั้นแล้วถ้าท่านทานน้ำมะนาวใส่น้ำผึ้ง
00:07:39 → 00:07:41แล้วถ้าท่านใส่น้ำผึ้ง 2 ช้อนชาแล้ว
00:07:41 → 00:07:45วันนั้นท่านมีลิมิตของน้ำตาลเพียงแค่ 4 ช้อนชาเท่านั้นเอง
00:07:45 → 00:07:49ไม่ใช่ว่ากินน้ำผึ้งกินเท่าไหร่ก็ได้ไม่ใช่
00:07:49 → 00:07:53มันก็ถ้ามากไปก็มีข้อเสีย แต่ถ้าวันละสัก 1 ช้อนชา 2 ช้อนชา
00:07:53 → 00:07:57เอาเลยกินแล้วสดชื่นตอนเช้า ได้วิตามินซีจากมะนาว
00:07:57 → 00:08:02เอาเลยนะ อุ่นๆ ร้อนๆ ลดเสมหะ แก้ไอ สุดยอด
00:08:02 → 00:08:08มาต่อกันที่น้ำที่ 5 นั่นก็คือน้ำสมุนไพร
00:08:08 → 00:08:12ต้องบอกว่าคำว่าสมุนไพร ผมต้องบอกว่ามันมีข้อดีมากมาย
00:08:12 → 00:08:15ถ้ามีแพทย์แผนไทย แพทย์เกี่ยวกับเรื่องของสมุนไพรโดยเฉพาะ
00:08:15 → 00:08:18อันนี้ผมคิดว่าน่าจะมีประโยชน์มากๆ
00:08:18 → 00:08:22ถ้าใช้ได้ถูกต้องและเหมาะสม
00:08:22 → 00:08:25เพียงแต่ว่าน้ำสมุนไพรที่เราทานๆ กันอยู่
00:08:25 → 00:08:28มีการเก็บข้อมูลจากสถาบันอาหาร
00:08:28 → 00:08:34เขาเก็บในกรุงเทพฯ นี่แหละ ไปสุมาน้ำสมุนไพรมา 5 ชนิด
00:08:34 → 00:08:37สุ่มมา 5 ชนิด แล้วมาตรวจแล้วว่าไม่มีน้ำตาลอยู่เท่าไหร่
00:08:37 → 00:08:40คือเขาไม่ได้ตรวจว่ามีสมุนไพรอะไร เขาตรวจน้ำตาลอะไรอยู่เท่าไหร่
00:08:40 → 00:08:44ค่าเฉลี่ยต่อ 1 ขวด ประมาณ 200 cc
00:08:44 → 00:08:48ก็จะมีน้ำตาลอยู่ประมาณ 10-30 กรัม เยอะมาก
00:08:48 → 00:08:50ถ้า 30 กรัม แปลว่าวันหนึ่งท่านทานขวดเดียว
00:08:50 → 00:08:53ไม่ต้องกินหวานอีกแล้ว มันเยอะจริงๆ
00:08:53 → 00:08:58เพราะฉะนั้นน้ำสมุนไพรที่มีรสหวานมากๆ ขอให้ระวัง
00:08:58 → 00:09:02เช่น อาจจะเป็นน้ำอัญชันหวานเจี๊ยบ น้ำใบเตยหวานเจี๊ยบ
00:09:02 → 00:09:04ไม่ใช่น้้ำอัญชันใบเตยไม่ดี
00:09:04 → 00:09:07เพียงแต่ว่าความหวานมันหวานเกินไป ต้องระมัดระวัง
00:09:07 → 00:09:12น้ำขิงที่แบบหวานมากๆ อะไรอย่างนี้ต้องระมัดระวังมากๆ เลย
00:09:12 → 00:09:14คือตัวสมุนไพรของดีของเขา
00:09:14 → 00:09:17แต่น้ำตาลมันมาทำให้ความดีขอลดลง
00:09:17 → 00:09:20แล้วถ้าเราทานมากเกินไป จะเป็นโทษกับเรา
00:09:20 → 00:09:22อันตรายมากๆ เวลาน้ำตาลสูง
00:09:22 → 00:09:26ก็ขอให้ทุกท่านปลอดภัยจากเครื่องดื่มสุขภาพ
00:09:26 → 00:09:30ดื่มแล้วต้องได้สุขภาพ ไม่ใช่เสียสุขภาพ
00:09:30 → 00:09:33คราวผมขออนุญาตสรุป
00:09:33 → 00:09:375 เครื่องดื่มสุขภาพอันตรายกว่าที่คุณคิด
00:09:37 → 00:09:42อันแรกเลย นม ฟังแล้วเหลือเชื่อ
00:09:42 → 00:09:46นมไม่ว่าจะเป็นนมจืด นมหวาน นมเปรี้ยว
00:09:46 → 00:09:50มีน้ำตาลทั้งนั้น ไม่ได้บอกว่านมไม่ดี
00:09:50 → 00:09:52ทานได้วันละ 1 ขวด
00:09:52 → 00:09:56โดยเฉพาะนมจืด ผมแนะนำว่า 1 กระป๋อง/กล่อง กำลังดี
00:09:56 → 00:10:01แต่ถ้านมหวานอมเปรี้ยว อาจจะต้องเป็นขวดเล็กหรือกระป๋องเล็ก
00:10:01 → 00:10:03เพราะว่าน้ำตาลเขาสูงจริงๆ
00:10:03 → 00:10:06นมจืดดูเหมือนไม่มีน้ำตาล แต่เขามีน้ำตาลแลคโตสอยู่
00:10:06 → 00:10:08ซึ่งไม่ค่อยหวานเท่าไหร่
00:10:08 → 00:10:12ก็ประกอบด้วยน้ำตาลประมาณสัก 7-8 กรัมต่อกล่อง
00:10:12 → 00:10:16วันหนึ่งถ้าเราทาน 3 กล่อง ก็หมดโควต้ากินน้ำตาลแล้ว
00:10:16 → 00:10:20แต่ถ้าเป็นนมเปรี้ยวหรือว่านมหวานรสหวานรสช็อกโกแลต
00:10:20 → 00:10:22มีน้ำตาลประมาณ 20 กรัม
00:10:22 → 00:10:25แปลว่าวันหนึ่งกระป๋องหนึ่งหรือกล่องหนึ่ง
00:10:25 → 00:10:29ก็แทบจะเลยลิมิตน้ำตาล 25 กรัมต่อวันของเราแล้ว
00:10:29 → 00:10:31เพราะฉะนั้นระมัดระวังเรื่องของนมให้ดี
00:10:31 → 00:10:35ถ้าท่านอาจจะทานนมเสริมแคลเซียมอย่างเดียวผมไม่แนะนำ
00:10:35 → 00:10:38เพียงเป็นส่วนประกอบ แล้วไปกินอาหารอย่างอื่นเพิ่มเติม
00:10:38 → 00:10:41เพื่อเสริมแคลเซียมจะดีต่อสุขภาพมากกว่า
00:10:41 → 00:10:43ต้องหลายๆ อย่าง หลากหลายนั่นเอง
00:10:43 → 00:10:48มาดูกันที่น้ำอย่างที่ 2 น้ำผักผลไม้ 100%
00:10:48 → 00:10:52ใช้คำว่า 10% คือ 40% ผมไม่แนะนำให้ทานแล้วกัน
00:10:52 → 00:10:54เพราะว่าน้ำตาลมันมหาศาล
00:10:54 → 00:10:56แต่คราวนี้ถ้าเกิดน้ำผักผลไม้ 100%
00:10:56 → 00:11:01เราก็ดูว่าน่าจะสุขภาพใช่ไหม ผมไม่ได้เถียงนะว่ามันมีสุขภาพดี
00:11:01 → 00:11:05มีวิตามินอยู่พอสมควร แต่ก็อาจจะสู้ผักผลไม้สดๆ ไม่ได้นะ
00:11:05 → 00:11:07เพราะมันผ่านกระบวนการเยอะแยะเลยใช่ไหม
00:11:08 → 00:11:11คราวนี้เรามาเทียบกันน้ำผลไม้แก้วหนึ่ง
00:11:11 → 00:11:15น้ำส้ม น้ำฝรั่ง น้ำทับทิม น้ำแอปเปิ้ล
00:11:16 → 00:11:19แก้วหนึ่ง 200 cc มีน้ำตาลประมาณ 20-25 กรัม
00:11:19 → 00:11:22เทียบได้กับน้ำอัดลมแก้วหนึ่งพอดีกันเลยนะ
00:11:22 → 00:11:26ไม่ว่าจะเป็นน้ำสีดำ สีส้ม สีเหลือง สีขาวนะ
00:11:26 → 00:11:28ประมาณ 20-25 กรัม
00:11:28 → 00:11:30แปลว่าถ้าท่านทานน้ำผลไม้วันละ 3 แก้ว
00:11:30 → 00:11:33ก็เท่ากับท่านทานน้ำอัดลมวันละ 3 แก้ว เพราะฉะนั้นระมัดระวัง
00:11:33 → 00:11:37น้ำผลไม้ผมแนะนำว่าวันละไม่เกิน 1 แก้ว
00:11:37 → 00:11:40วันละไม่เกิน 1 แก้ว แล้วไม่ควรจะทานทุกวันด้วย
00:11:40 → 00:11:42ถ้าจะแนะนำให้ทานจริง แนะนำทานผลไม้สด
00:11:42 → 00:11:47น้ำผลไม้ทานได้อาจจะวันเว้นวัน วันเว้นสองวัน อย่างนี้โอเค
00:11:47 → 00:11:50มาดูกันที่น้ำที่ 3 ที่แฝงอันตรายไว้
00:11:50 → 00:11:52นั่นก็คือน้ำวิตามินนั่นเอง
00:11:52 → 00:11:56ดังมากๆ ตอนนี้น้ำวิตามินขายดีสุดๆ ใช่ไหม
00:11:56 → 00:12:00ไม่ได้บอกว่าน้ำวิตามินไม่ดี เพียงแต่ว่าต้องดูส่วนประกอบ
00:12:00 → 00:12:03ว่าข้างในนั้นมีอะไรแอบซ่อนอยู่บ้าง
00:12:03 → 00:12:07ถ้าท่านทานน้ำวิตามิน แล้วมันหวานอร่อยกลมกล่อมมากๆ เลย
00:12:07 → 00:12:09ให้ท่านผลิกฉลากดูหน่อย
00:12:09 → 00:12:13ถ้าน้ำตาลแบบขวดหนึ่งน้ำตาล 10 กรัม 15 กรัม 20 กรัมนะ
00:12:13 → 00:12:16อาจจะขออนุญาตให้ท่านเปลี่ยนไปยี่ห้ออื่น
00:12:16 → 00:12:19หรือไปหาวิตามินจากอาหารอย่างอื่นทานจะปลอดภัยกว่า
00:12:19 → 00:12:21เพราะว่าน้ำตาลมันสูงจริงๆ
00:12:21 → 00:12:24โดยส่วนใหญ่แล้ววิตามินที่อยู่ในน้ำวิตามิน
00:12:24 → 00:12:27มันก็ไม่ได้ถึงกับมากมายอะไรนักหนา
00:12:27 → 00:12:30อยู่ในอาหารที่เรากิน อยู่ในผักอยู่ในผลไม้ที่เรากิน
00:12:30 → 00:12:34ผมว่าเพียงพอแล้วต่อวัน ไม่จำเป็นที่จะต้องไปเสริมอะไรมากมาย
00:12:34 → 00:12:38แต่ว่าถ้าท่านไหนอยากจะทานบ้าง ก็ทานได้ไม่ได้ห้ามอะไร
00:12:38 → 00:12:41ถ้าเกิดไม่ได้ขัดสนเงินทองอะไร อยากจะทานก็ทาน
00:12:41 → 00:12:44แต่อยากจะให้เลือกอันที่หวานน้อยๆ
00:12:44 → 00:12:46หรือแทบไม่มีรสชาติอย่างนี้โอเคกว่า
00:12:46 → 00:12:49มาต่อกันที่น้ำชนิดที่ 4 ที่แฝงอันตรายไว้
00:12:49 → 00:12:52นั่นก็คือมะนาวน้ำผึ้งนั่นเอง
00:12:53 → 00:12:56ฟังแล้วจี๊ดเลย เพราะว่าโดยส่วนใหญ่ชอบทาน
00:12:56 → 00:12:59ก็ต้องบอกว่ามะนาวกับน้ำผึ้งมันดีทั้งคู่
00:12:59 → 00:13:02มะนาววิตามินซีสูงปรี๊ด น้ำผึ้งมีประโยชน์มากมาย
00:13:02 → 00:13:05แต่น้ำผึ้ง 1 ช้อนชา ก็เปรียบเทียบได้กับน้ำตาลทราย 1 ช้อนชา
00:13:05 → 00:13:08วันหนึ่งไม่ควรเกิน 6 ช้อนชา
00:13:08 → 00:13:10ถ้าท่านทานน้ำผึ้งไปแล้ว 2 ช้อนชา
00:13:10 → 00:13:13ท่านก็เหลือโควต้าน้ำตาลทรายอีก 4 ช้อนชา
00:13:13 → 00:13:15ไม่ใช่ว่าท่านทานน้ำผึ้งไป 6 ช้อนชา
00:13:15 → 00:13:18ท่านทานน้ำตาลทรายได้อีก 1 ช้อนชา ไม่ใช่
00:13:18 → 00:13:19มันเหมือนๆ กัน
00:13:19 → 00:13:21เพราะฉะนั้นถ้าท่านทานมากไป โอกาสเสี่ยงเบาหวาน
00:13:21 → 00:13:24โอกาสเสี่ยงเป็นโรคความดันสูง โรคหัวใจขาดเลือด
00:13:24 → 00:13:27โรคหลอดเลือดตีบมีเหมือนกัน เพราะฉะนั้นระมัดระวัง
00:13:27 → 00:13:32และน้ำสุดท้าย น้ำชนิดที่ 5 นั่นคือน้ำสมุนไพร
00:13:32 → 00:13:34สมุนไพรจริงๆ แล้วเป็นอะไรที่ดีมากๆ
00:13:34 → 00:13:38เพียงแต่ว่าเวลาเราพูดคำว่าน้ำสมุนไพร เราต้องดูส่วนประกอบของมัน
00:13:39 → 00:13:44สถาบันอาหารเขาไปสุ่มตรวจสอบมา 5 ชนิด
00:13:44 → 00:13:47พบว่าค่าเฉลี่ยของน้ำตาลในน้ำสมุนไพร 200 cc
00:13:47 → 00:13:50มีประมาณ 10-30 กรัม ซึ่งเยอะมากๆ
00:13:50 → 00:13:53เพราะฉะนั้นถ้าวันหนึ่งท่านทานน้ำสมุนไพร 3 แก้ว
00:13:53 → 00:13:56มีโอกาสเป็นเบาหวานเลย เพราะว่าน้ำตาลมันสูงจริงๆ
00:13:56 → 00:13:59เพราะฉะนั้นเรื่องของน้ำสมุนไพรที่มีรสหวานมากๆ
00:13:59 → 00:14:01ใส่น้ำตาลมากๆ ผมอยากจะให้หลีกเลี่ยง
00:14:01 → 00:14:05ไปเลือกสมุนไพรที่ได้ประโยชน์ก็อาจจะดีกว่า
00:14:05 → 00:14:09หรือว่ากระทะสมุนไพรก็ได้ แต่เลือกที่หวานน้อยๆ แล้วกัน
00:14:09 → 00:14:12นี่ก็คือ 5 เครื่องดื่มสมุนไพรที่อันตรายกว่าที่คุณคิด
00:14:12 → 00:14:14ก่อนไปอย่าลืมกด Like กด Share
00:14:14 → 00:14:16กด Subscribe และกดกระดิ่ง ขอบคุณครับ