00:00:00 → 00:00:03คนไข้ในประเทศไทยมี 20 ล้านคน
00:00:03 → 00:00:05>> แล้วในทั่วโลกก็คือแบบพันล้านคน
00:00:05 → 00:00:07>> เป็นพันล้านคนที่เพิเป็นคนนี้
00:00:07 → 00:00:10>> อย่าโทษตัวเองอย่าคิดว่าเราไม่มีทางแก้ไข
00:00:10 → 00:00:13เกนมันเป็นโรคที่มันรักษาได้ยามันพัฒนาไป
00:00:13 → 00:00:14ไกลมากๆ
00:00:14 → 00:00:17>> CGRP หรือที่เรียกว่าแซิ Gen related
00:00:17 → 00:00:19peptide นะครับ
00:00:19 → 00:00:21>> เปลี่ยนโลกของคนไข้ไมเกรนตั้งแต่นั้นเป็น
00:00:21 → 00:00:22ต้นมา
00:00:22 → 00:00:24>> อ่ะทุกคนปวดหัวคงไม่มีใครไปหาหมอแต่แรก
00:00:24 → 00:00:27เลยล่ะสิ่งแรกที่ทุกคนไปก็คือร้านยาเอา
00:00:27 → 00:00:30เป็นว่าคนไข้ส่วนใหญ่ไม่รู้ว่าไมเกรนต้อง
00:00:30 → 00:00:32ใช้ยาป้องกันไมเกรนนะ
00:00:32 → 00:00:35>> เจ้าสีัน study ครับแปลว่ายาแนว
00:00:35 → 00:00:37>> ปัญหาของการวินิจฉัยไมเกรนมันอยู่ตรงไหน
00:00:37 → 00:00:37บ้างคะ
00:00:37 → 00:00:39>> คนไข้ไมเกรนได้รับการวินิจฉัยว่าเป็น
00:00:39 → 00:00:42ไมเกรนจริงๆน่าจะไม่ถึง 50%
00:00:42 → 00:00:48>> อือ
00:00:48 → 00:00:58[เพลง]
00:00:58 → 00:01:01สวัสดีค่ะหมอนุ่มนะคะยินดีต้อนรับสู่ราย
00:01:01 → 00:01:05การเนkเปิดโรคสุขภาพสมองนะคะรายการสาระดี
00:01:05 → 00:01:07ๆที่จะทำให้เรารู้จักสมองของเรามากยิ่ง
00:01:07 → 00:01:09ขึ้นนะคะและหัวข้อวันนี้นะคะสำคัญมากๆเลย
00:01:09 → 00:01:12ก็คือเกี่ยวกับไมเกรนนั่นเองนะคะปัจจุบัน
00:01:12 → 00:01:14นะคะเรารู้แล้วว่าไมเกรนเนี่ยการรักษา
00:01:14 → 00:01:17หรือว่าโรคไมเกรนเนี่ยมันพัฒนาไปไกลมากๆ
00:01:17 → 00:01:20นะคะแต่ทำไมนะคะคนไข้ส่วนใหญ่ไมเกรนโดย
00:01:20 → 00:01:22เฉพาะในประเทศไทยยังถึงกับต้องทนกับ
00:01:22 → 00:01:25ไมเกรนอยู่นะคะวันนี้เราจะมาคุยหัวข้อนี้
00:01:25 → 00:01:28กันแบบดิฟๆเลยค่ะแล้ววันนี้นะคะหมอก็มี
00:01:28 → 00:01:31แขกรับเชิญพิเศษนะคะสำคัญมากๆนะคะก็คือ
00:01:31 → 00:01:34อาจารย์บอลวรรณกรรัตนนั่นเองค่ะสวัสดีค่ะ
00:01:34 → 00:01:36>> สวัสดีค่ะสวัสดีครับสวัสดีพี่นุ่มนะคะ
00:01:36 → 00:01:38สวัสดีทุกคนนะครับก็หมอบอลนะครับ
00:01:38 → 00:01:42>> ค่ะก็เดี๋ยวจะขออนุญาตนะคะแนะนำอาจารย์
00:01:42 → 00:01:43บอลหรือว่าน้องบอลก่อนนะคะหมอขอเรียกน้อง
00:01:44 → 00:01:47บอลเนาะจะได้คุยกันสบายๆนะคะซึ่งเราเนี่ย
00:01:47 → 00:01:50ก็มีโอกาสเจอกันในงานประชุมต่างๆทั้งเอ่อ
00:01:50 → 00:01:52ในประเทศทั้งต่างประเทศนะคะแล้วอาจารย์ก็
00:01:52 → 00:01:55มีโอกาสไปพรีเซนงานวิจัยที่ทำเองเนี่ยใน
00:01:55 → 00:01:58ระดับนานาชาติด้วยนะคะซึ่งหัวข้อที่
00:01:58 → 00:02:00อาจารย์ทำเนี่ยเนี่ยเป็นหัวข้อที่น่าสนใจ
00:02:00 → 00:02:02มากๆก็คือเกี่ยวกับปัญหาของการรักษา
00:02:02 → 00:02:05ไมเกรนว่าทำไมเนี่ยคนไข้ไมเกรนเนี่ยทั้งๆ
00:02:05 → 00:02:08ที่การรักษาไมเกรนมันไปไกลขนาดนี้แต่ทำไม
00:02:08 → 00:02:10เหมือนการรักษามันยังอยู่กับที่หรือว่า
00:02:10 → 00:02:13ปัญหามันอยู่ที่จุดไหนนะคะวันนี้เราจะมา
00:02:13 → 00:02:16คุยเรื่องนี้แบบดิฟๆกันเลยนะคะเนาะก็
00:02:16 → 00:02:19>> ใช่ก็เอ่อน้องบอดคะก็คือเดี๋ยวนี้เรารู้
00:02:19 → 00:02:21แล้วเนาะว่าปัจจุบันการรักษาไมเกรนมันคือ
00:02:21 → 00:02:25แบบไปไกลมากๆนะคะเรารู้แล้วว่าไมเกรนนั้น
00:02:25 → 00:02:28ไม่ใช่โรคที่แบบแค่คนไข้แบบแค่ Juster
00:02:28 → 00:02:30Head อ่ะไม่ใช่แค่ปวดหัวไม่ใช่แค่ความ
00:02:30 → 00:02:34เครียดไม่ใช่แค่คนไข้แบบคิดไปเองเรารู้
00:02:34 → 00:02:37เรื่องของกลไกแล้วก็เรื่องของยาใหม่ๆเยอะ
00:02:37 → 00:02:38มากเลยใช่มั้ยคะ
00:02:38 → 00:02:41>> ถูกต้องครับเอ่อพี่นุ่มแล้วก็จริงๆไมเกรน
00:02:41 → 00:02:43อ่ะมันไปไกลมากอย่างที่พี่นุ่มพูดเลยมัน
00:02:44 → 00:02:46ไม่ใช่โรคแค่เรื่องของการปวดหัวอย่าง
00:02:46 → 00:02:48เดียวนะเพราะว่าจริงๆเรารู้ว่าไมเกรน
00:02:49 → 00:02:52เนี่ยมันประกอบไปด้วยอาการเยอะมากๆที่มัน
00:02:52 → 00:02:54นำมาสู่การประกอบการกลายเป็นไมเกรน
00:02:54 → 00:02:56>> ไม่มีแค่เรื่องของการปวดแต่ยังมีเรื่อง
00:02:56 → 00:02:59ของการแพ้แสงแสงแพ้เสียงมีเรื่องของ
00:02:59 → 00:03:01เคลื่อนไส้อาเจียนแล้วนอกจากนั้นมันยัง
00:03:01 → 00:03:04ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตอย่างมากดังนั้น
00:03:04 → 00:03:07นี่คือสิ่งที่เรารู้แล้วว่าโอไมเกรนน่ะ
00:03:07 → 00:03:08ไม่ใช่แค่เรื่องของปวด
00:03:08 → 00:03:08>> อื
00:03:08 → 00:03:09>> นั่นเอง
00:03:09 → 00:03:13>> ซึ่งเราก็แบบเหมือนมันมีกลไกที่มันแบบ
00:03:13 → 00:03:16อธิบายได้เนาะชัดเจนแล้วว่าคือพี่ใช้คำ
00:03:17 → 00:03:19ว่าเดี๋ยวนี้มันเป็นยุคใหม่ของแบบไมเกรน
00:03:19 → 00:03:20เลยอ่ะเหมือนแบบความรู้เมื่อ 10 ปีที่
00:03:20 → 00:03:22แล้วกับความรู้ 10 ปีเนี้ยมันคือแบบคนละ
00:03:22 → 00:03:25เรื่องกันเลยเนาะเรารู้ว่ามันมีสารสื่อ
00:03:25 → 00:03:26ประสาทต่างๆ
00:03:26 → 00:03:29>> ที่เกี่ยวข้องกับไมเกรนนะคะแล้วก็รวมถึง
00:03:29 → 00:03:31ยาใหม่ๆด้วยใช่มั้คะที่มันมา
00:03:31 → 00:03:33>> ใช่ใช่เลยครับพี่นุ่ม
00:03:33 → 00:03:35>> คือเมื่อก่อนน่ะเชื่อมว่าถ้าเราย้อน
00:03:35 → 00:03:38ประวัติศาสตร์เคุยกันเล่นๆใช่มั้ครับย้อน
00:03:38 → 00:03:39ประวัติศาสตร์เนี่ยจริงๆอ่ะไมเกรนเมื่อ
00:03:39 → 00:03:42ก่อนเ่ะเชื่อว่าเฮ้ยมันเป็นโรคของแบบเส้น
00:03:42 → 00:03:45เลือดพี่นุ่มใช่มแล้วเราเพราะว่าคนไข้
00:03:45 → 00:03:47ไมเกรนเนี่ยปรากฏตอนแรกเนี่ยบอกว่าเฮ้ย
00:03:47 → 00:03:50มันแบบเส้นเลือดมันตุ๊บๆเวลาเราปวดหัวใช่
00:03:50 → 00:03:51มั้ครับคนที่แบบเป็นไมเกรนก็จะรู้ว่าปวด
00:03:51 → 00:03:52หัวตุ๊บๆ
00:03:52 → 00:03:55>> ปรากฏว่าที่ผ่านมาก็เลยบอกเฮ้ยมันคือเกิด
00:03:55 → 00:03:56จากเส้นเลือด
00:03:56 → 00:03:56>> อ้า
00:03:56 → 00:03:58>> ซึ่งแบบว่าการรักษาในอดีตพี่นุ่มทำอะไร
00:03:58 → 00:04:00รู้ป่ะเจาะเอาเลือดออกมา
00:04:00 → 00:04:02>> อ่าใช่ในสมัยอดีต
00:04:02 → 00:04:05>> ซึ่งปรากฏมันรักษาไม่ได้ถูกต้องมันรักษา
00:04:05 → 00:04:08ไม่ได้นะครับจนกระทั่งเนี่ยในปัจจุบัน
00:04:08 → 00:04:10เชื่อหรือไม่ว่าจริงๆเราค้นพบอย่างที่พี่
00:04:10 → 00:04:14นุ่มพูดเลยเราค้นพบศาลตัวนึงชื่อ CGRP
00:04:14 → 00:04:14>> อื
00:04:14 → 00:04:16>> จริงๆถ้าเล่าประวัติศาสตร์ CGRP อีกนิด
00:04:16 → 00:04:19นึงก็คือว่าจริงๆอ่ะค้นพบตั้งแต่ 1989
00:04:19 → 00:04:22เลยนะพี่นุ่งก่อนผมเกิดอีกแล้วค้นพบโดย
00:04:22 → 00:04:25เอ่อเอิsonนะครับแล้วก็ P J GodY ซึ่ง
00:04:25 → 00:04:28เป็นอาจารย์ผมเองตอนอ
00:04:28 → 00:04:32ก็เก็ไปทำกันเฮ้ยเราลองมาดูซิมันมีเจอสาร
00:04:32 → 00:04:34ตัวนึงอยู่ดีๆมันทำให้เส้นเลือดมันขยาย
00:04:34 → 00:04:34ได้
00:04:34 → 00:04:35>> อ
00:04:35 → 00:04:37>> แล้วปรากฏว่าเขาก็เลยลองโอโอเคแสดงว่าสาร
00:04:37 → 00:04:41ตัวเนี้ยแล้วมันเจอเยอะมากในบริเวณของ
00:04:41 → 00:04:42สมองนั่นเองพี่นุ่ม
00:04:42 → 00:04:45>> พอหลังจากที่เขาบอกถ้างั้นเราลองเอาสาร
00:04:45 → 00:04:48ตัวนี้นะมาฉีดในคนไข้ดูซิเราเรียกว่าสิ่ง
00:04:48 → 00:04:50นี้นะครับมันเป็นงานวิจัยนะเอ่อผ่านเอติ
00:04:50 → 00:04:54นะครับไม่ได้ผิดกฎอะไรนะก็ฉีดลงมาในคนไข้
00:04:54 → 00:04:56ปรากฏเฮ้ยคนไข้ปวดหัวจริง
00:04:56 → 00:04:56>> อือื
00:04:56 → 00:04:58>> แล้วพอเสร็จแล้วเขาก็เลยบอกว่างั้นเราลอง
00:04:58 → 00:05:01เอาสารตัวนี้ออกไปจากคนไข้ซิจะเกิดอะไร
00:05:01 → 00:05:04ขึ้นเฮ้ยคนไข้หายปวดหัวเราก็เลยมั่นใจ
00:05:04 → 00:05:08แล้วว่าสิ่งเแหละก็คือเจ้าสาร CGRP หรือ
00:05:08 → 00:05:10ที่เรียกว่าแalconyin gen related
00:05:10 → 00:05:13peptide นะครับสารตัวเนี้ยเป็นตัวที่ทำ
00:05:13 → 00:05:15ให้เส้นเลือดแมงขยายแล้วนำไปสู่อาการปวด
00:05:15 → 00:05:17หัวนั่นเองอ
00:05:17 → 00:05:17>> ค่ะ
00:05:17 → 00:05:20>> หลังจากที่เราค้นพบมาเลยครับพี่นุ่มจนถึง
00:05:20 → 00:05:24ตอนนี้ก็คือผ่านไปประมาณปี 2018
00:05:24 → 00:05:24>> อื
00:05:24 → 00:05:26>> เราเลยได้ยาตัว
00:05:26 → 00:05:28ขึ้นมาแล้วนั่นคือการ
00:05:28 → 00:05:32>> ผมใช้คำว่า revolutioniz เปลี่ยนโลกของคน
00:05:32 → 00:05:34ไข้ไมเกรนตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาจนถึง
00:05:34 → 00:05:35ปัจจุบัน
00:05:35 → 00:05:37>> อืถูกต้องเลยก็แบบพี่ก็รู้สึกว่าแบบเวลา
00:05:37 → 00:05:39พี่บอกคนไข้พี่ก็จะบอกเหมือนกันเลยนะว่า
00:05:39 → 00:05:42มันคือยุคใหม่แล้วนะคะมันคือยุคของ CGP
00:05:42 → 00:05:44เมื่อก่อนน่ะมันคือยุคของการแบบใช้ยาแก้
00:05:44 → 00:05:47ปวดคนไข้ไม่เข้าใจว่ามันมียารักษานะแต่
00:05:47 → 00:05:50ปัจจุบันน่ะมันมียาที่มันเหมือนไปรักษา
00:05:50 → 00:05:52ที่ตัวโรคจริงๆที่เป็นเหมือนไมเกรน
00:05:52 → 00:05:54specific จริงๆอ่ะค่ะแล้วก็สามารถ
00:05:54 → 00:05:58เปลี่ยนแปลงของการดำเนินโรคได้ทีเนี้ย
00:05:58 → 00:06:01โอเคเราเรารู้แล้วว่าในในเมื่อมันมาสู่
00:06:01 → 00:06:04ยุค CGRP เนาะซึ่งจริงๆนะคะเราคุยกันนะ
00:06:04 → 00:06:07วันนี้นะยังเป็นยุค CGRP เดี๋ยวอีก 5 ปี
00:06:07 → 00:06:10อีก 10 ปีอ่าเปลี่ยนยุคนะคะเราก็ต้องติด
00:06:10 → 00:06:13ตามกันต่อไปแต่ณวันนี้ก็ยาที่มีมาทั้งหมด
00:06:13 → 00:06:16ก็ยังจะออกฤทธิ์ที่ตรงนี้เป็นหลักนะคะที
00:06:16 → 00:06:20นี้เนี่ยคำถามต่อมาคือในเมื่อยาเนี่ยเขา
00:06:20 → 00:06:23อุตส่าห์ค้นพบมาตั้ง 30 ปีคิดค้นมา 30 ปี
00:06:23 → 00:06:25แล้วก็ใช้มาจนเกือบ 10 ปีแล้วเนี่ยแต่
00:06:25 → 00:06:28ทำไมอ่ะในทุกวันเนี้ยคนไข้ไมเกรนส่วนใหญ่
00:06:28 → 00:06:31ที่เราเจอกันกลับยังมาด้วยไมเกรนเรื้อรัง
00:06:31 → 00:06:34มาด้วยไมเกรนที่ติดยาแก้ปวดนะคะซึ่งคนไข้
00:06:34 → 00:06:37ไม่ได้อยากติดยานะแต่เขาอ่ะสมองของเขาอ่ะ
00:06:37 → 00:06:40มันต้องการยาแก้ปวดทำให้เขาปวดหัวมากขึ้น
00:06:40 → 00:06:44นะคะปัญหามันอยู่ตรงไหนนะคะมันเกิดจาก
00:06:44 → 00:06:46อะไรนะคะซึ่งอันเนี้ยนับถืออาจารย์บอลมาก
00:06:46 → 00:06:48ๆนับถือน้องบอลมากๆนะคะมีโอกาสได้เก็บงาน
00:06:48 → 00:06:51วิจัยตรงนี้ในระดับอาเชียนเลยว่าคนปัญหา
00:06:51 → 00:06:53ของการรักษาคนไข้ไมเกรนในปัจจุบันเนี่ย
00:06:53 → 00:06:55มันมีอะไรบ้างปัญหาปหาอยู่ที่อะไรบ้าง
00:06:55 → 00:06:58อยากให้น้องบอลเล่างานวิจัยที่น้องบอลได้
00:06:58 → 00:07:00ทำอันนี้เรามีโอกาสได้ไปพรีเชนที่ต่าง
00:07:00 → 00:07:03ประเทศอย่างนี้ด้วยค่ะเล่าให้ทุกคนได้ฟัง
00:07:03 → 00:07:05ได้มั้คะว่าปัญหาอยู่ตรงไหน
00:07:05 → 00:07:08>> ครับขอบคุณพี่นุ่มนะครับคือจริงๆตัว study
00:07:08 → 00:07:11นี้จริงๆตอนนี้ก็คือเรายัง ongoing data
00:07:11 → 00:07:13อยู่นะครับยังเรายังเก็บข้อมูลกันอยู่แต่
00:07:13 → 00:07:16ว่าตอนนี้ก็เก็บมาได้พอสมควรแล้วแล้วก็ผม
00:07:16 → 00:07:20ว่าเราก็พอเอาไปเปิดเผยได้บ้างนะครับ
00:07:20 → 00:07:23>> ตัว study เชื่อว่าเจ้า Study ครับ SE
00:07:23 → 00:07:26เนี่ยจริงจริงมันเป็นชื่อเก๋ๆแหละผมตั้ง
00:07:26 → 00:07:28เองนะคือจริงๆมันมาจาก South Asia Local
00:07:28 → 00:07:31Bridge นะครับ on migraine treatment
00:07:31 → 00:07:34>> นะครับคำว่าanceเนี่ยจริงๆแปลว่ายาแนวนะ
00:07:34 → 00:07:38คือคำว่ายาแนวอ่าเราอ่ะจะพยายามหาเ้า
00:07:38 → 00:07:41เรียกว่าการอุดช่องโหว่ของคนไข้ไมเกรนว่า
00:07:41 → 00:07:45เราจะมีวิธีอะไรบ้างแล้วมันเกิดปัญหาอะไร
00:07:45 → 00:07:48ในการรักษาที่เราทำให้คนไข้คนนึงกลายเป็น
00:07:48 → 00:07:51แบบจากปวดหัวน้อยๆแล้วก็แบบเอ่อกลายเป็น
00:07:51 → 00:07:53ว่าเขาปวดหัวเยอะๆ
00:07:53 → 00:07:55>> ใช่มั้ครับเราจะป้องกันตรงนี้ยังไงอะไร
00:07:55 → 00:07:59คือปัญหาที่ทำให้คนให้เข้าไม่ถึงการรักษา
00:07:59 → 00:08:02มันก็เลยเป็นที่มาของ Study นี้ครับ
00:08:02 → 00:08:04>> โดยที่ Study นี้จริงๆเป็นความโชคดีมาก
00:08:04 → 00:08:08เราได้รับความร่วมมือจากเอ่อเพื่อนๆเอ่อ
00:08:08 → 00:08:11รอบๆเซลฟิเอเชียเนี่ยทั้งหมด 6 ประเทศ
00:08:11 → 00:08:13>> นะครับแล้วก็เป็นProfเฟessเซอร์ทั้งนั้น
00:08:13 → 00:08:16เลยนะที่อยู่ในระแวกนี้พี่นุ่มแล้วก็แล้ว
00:08:16 → 00:08:17ก็เขาก็มาช่วยกันเพราะเขาเห็นว่ามันเป็น
00:08:17 → 00:08:20ความสำคัญจริงๆปัจจุบันเราเก็บdata้า
00:08:20 → 00:08:23เนี่ยเราเล็งไว้ว่าประมาณเอ่อdata้าตรง
00:08:23 → 00:08:25นี้เราอยากจะเก็บจากคุณหมอก่อนคือเราอยาก
00:08:25 → 00:08:29ทราบว่าในแนวคิดของคุณหมอในการรักษาณ
00:08:29 → 00:08:33ปัจจุบันมันเกิดช่องว่างอะไรบ้างนั่นเอง
00:08:33 → 00:08:35แล้วก็แล้วซึ่งปัจจุบันก็คือตอนนี้เรา
00:08:35 → 00:08:38เก็บมาได้แล้วประมาณ 133 ท่านนะครับเป้า
00:08:38 → 00:08:42หมายเราจริงๆอยากได้เป็นพันนะเพราะว่าเรา
00:08:42 → 00:08:45หมอจริงๆที่เป็นหมอสมองทั่วเซาฟิสเอเชีย
00:08:45 → 00:08:48จริงๆผมว่าเราน่าจะมีเกือบ 5,000 ท่านดัง
00:08:48 → 00:08:50นั้นอันนั้นก็คือที่เราเล็งไว้แต่ก็ไม่
00:08:50 → 00:08:54รู้จะได้ถึงขนาดไหนนะพี่นุ่มแต่ว่าสิ่ง
00:08:54 → 00:08:57ที่เราเก็บเนี่ยเราเก็บทั้งหมด 4 หัวข้อ
00:08:57 → 00:09:00คือ 1 การวินิจฉัย 2 ก็คือยาแก้ปวด
00:09:00 → 00:09:01>> อ
00:09:01 → 00:09:03>> 3 ก็คือเราเก็บเรื่องของยาป้องกันแล้วก็
00:09:03 → 00:09:054 เนี่ยคือเราไปเก็บเรื่องของเา้าเรียก
00:09:05 → 00:09:08ว่าคุณภาพชีวิตนะครับกับอีกอย่างนึงคือ
00:09:08 → 00:09:10เราเรียกว่าสติม
00:09:10 → 00:09:13>> ซึ่งเดี๋เราค่อยมาคุยกันอีกทีนึงเนาพี่นุ
00:09:13 → 00:09:16อีกทีอืงั้นอันแรกก่อนเลยก็คือเรื่องของ
00:09:16 → 00:09:19การวินิจฉัยเนาะเอ่ออันเนี้ยที่จริงๆนะคะ
00:09:19 → 00:09:22เป็นข้อมูลที่ยังแบบเ่ออย่างที่บอกยังคือ
00:09:22 → 00:09:24ยังไม่ได้พับ publish นะคะยังยังเก็บอยู่
00:09:24 → 00:09:26แต่ว่าที่อยากมาคุยให้ฟังคือรู้สึกว่ามัน
00:09:26 → 00:09:30เป็นข้อมูลที่น่าสนใจมากๆแล้วแบบถ้าทุกคน
00:09:30 → 00:09:32น่ะได้ตระหนักได้เห็นความสำคัญได้รู้ถึง
00:09:32 → 00:09:35ปัญหาตรงเนี้ยเราไม่ต้องรอแบบ final ออก
00:09:35 → 00:09:37มาแต่ว่าเราร่วมมือกันนะตั้งแต่วันนี้เลย
00:09:37 → 00:09:39มันจะได้แก้ปัญหาของการรักษาไมเกรนใน
00:09:39 → 00:09:42ปัจจุบันได้เลยเนาะอันแรกเลยปัญหาของการ
00:09:42 → 00:09:44วินิจฉัยไมเกรนมันอยู่ตรงไหนบ้างคะ
00:09:44 → 00:09:47>> อย่างแรกเลยนะพี่นุ่มสิ่งที่เราถามเลยนะ
00:09:47 → 00:09:47ว่า
00:09:47 → 00:09:48>> อ
00:09:48 → 00:09:51>> เราอยากรู้ว่าคุณคิดว่าในประเทศไทยมี
00:09:51 → 00:09:53คลินิกโรคปวดสิศีรษะไม่ว่าจะเป็นโรง
00:09:53 → 00:09:56พยาบาลใหญ่หรือว่าโรงพยาบาลเอกชนหรือแม้
00:09:56 → 00:09:59แต่คลินิกเองเนี่ยพอหรือไม่
00:09:59 → 00:09:59>> อื
00:09:59 → 00:10:03>> เชื่อหรือมั้คนตอบว่า 80% คิดว่าไม่พอ
00:10:03 → 00:10:04>> อ่ะถูกต้อง
00:10:04 → 00:10:09>> โอนี่คืออันแรกเลยก็คือเออเราจำนวนหมอที่
00:10:09 → 00:10:12เข้าใจไมเกรนเนี่ยอันเนี้ก็น้อยมากๆซึ่ง
00:10:12 → 00:10:15ในสถิติเนี้ยเป็นทุกประเทศ
00:10:15 → 00:10:18>> ในละแวกนี้คือกลายเป็นว่าเราอ่ะแทบจะไม่
00:10:18 → 00:10:20มีหมอที่ด้านนี้โดยตรง
00:10:20 → 00:10:20>> อื
00:10:20 → 00:10:24>> คือแม้แต่หมอneurรologิเองเนี่ยก็ก็ไม่พอ
00:10:24 → 00:10:27คุณหมอระบบประสาทเองนะครับที่ที่ทำงาน
00:10:27 → 00:10:31อยู่เนี่ยปรากฏว่าพอเราไปถามว่าเฮ้ยแล้ว
00:10:31 → 00:10:35แล้ววันนึงเนี่ยจริงๆคุณดูปวดหัวเนี่ยกี่
00:10:35 → 00:10:38คนไข้กี่คนเนี่ยเอาเป็นเดือนเลยนะเบอกว่า
00:10:38 → 00:10:41เต้องดูปวดหัวเนี่ยนะหลายร้อยคนเลยนะพี่
00:10:41 → 00:10:45นุ่มแล้วแบบแต่อันนั้นคือแค่ปวดหัวแล้ว
00:10:45 → 00:10:48ลองคิดดูว่าถ้าเป็นหมอระบบประสาทนะครับ
00:10:48 → 00:10:52คือผมมั่นใจเลยว่าแบบเอ่อผู้ฟังฟังที่ฟัง
00:10:52 → 00:10:54อยู่ตรงนี้เนี่ยหมอประวัติศาสตร์ที่เราไป
00:10:54 → 00:10:56เจอเไม่ได้ดูแค่ปวดหัวอย่างเดียวเดูหลอด
00:10:57 → 00:10:59เลือดสมองตีบชักโอ้โห
00:10:59 → 00:11:01>> ซึ่งมันกลายเป็นว่ามันไม่พอ
00:11:01 → 00:11:02>> อื
00:11:02 → 00:11:05>> แล้วปัญหาที่ตามมาคือแล้วเราถามว่าคุณมี
00:11:05 → 00:11:09เวลาให้คนไข้ไมเกรนน่ะ 1 เคสอ่ะพี่นุ่ม
00:11:10 → 00:11:13ใช่มให้เวลาเท่าไหร่เชื่อหรือไม่ว่าแบบ
00:11:13 → 00:11:16ร้อยละ 80 อ่ะบอกว่ามีเวลาให้แค่ประมาณ
00:11:16 → 00:11:17ไม่เกิน 10 นาที
00:11:17 → 00:11:18>> อื
00:11:18 → 00:11:21>> ซึ่งเรารู้ว่าหัวข้อที่เวลาเราคุยกันน่ะ
00:11:21 → 00:11:23ครับพี่นุ่มเวลาเราคุยกับคนไข้ไมเกรนเรา
00:11:23 → 00:11:27ต้องคุยถึงโรคเราคุยผลกระทบเราคุยยาเรา
00:11:27 → 00:11:30คุยอะไรอย่างี้นะครับซึ่งอันเนี้นะผมเข้า
00:11:30 → 00:11:33ใจคุณหมอทุกท่านเลยอ่ะว่ามันเกิดปัญหา
00:11:33 → 00:11:36อย่างเงี้ยว่าแบบเราต้องดูคนไข้เยอะมากๆ
00:11:36 → 00:11:40จริงๆแล้วเราไม่สามารถที่จะดีลกับคนไข้
00:11:40 → 00:11:43ไมเกรนได้แบบองค์รวมขนาดนั้นอ
00:11:43 → 00:11:46>> แล้วสิ่งเนี้ยมันนำมาสู่อะไรมันนำมาสู่
00:11:46 → 00:11:49ว่าแล้วคุณคิดว่าแบบการวินิจฉัยในประเทศ
00:11:50 → 00:11:53ไทยฮะมันเอ่อถูกต้องหมายถึงว่าคนไข้
00:11:54 → 00:11:55ไมเกรนได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นไมเกรน
00:11:55 → 00:11:56จริงๆเนี่ย
00:11:56 → 00:11:57>> อื
00:11:57 → 00:11:59>> ซักกี่เปอร์เซ็นต์คุณหมอให้ความเห็นตรง
00:11:59 → 00:12:02กันเลยนะครับว่าน่าจะไม่ถึง 50%
00:12:02 → 00:12:03>> อื
00:12:03 → 00:12:06>> แล้วเกิน 70% เนี่ยคนไข้เนี่ยต้องวนเวียน
00:12:07 → 00:12:09กับการถูกวินิจฉัยผิดอย่างเงี้ยวนไป
00:12:09 → 00:12:12ประมาณแบบเกินปีนะฮะพี่นุ่มเกือบร้อยละ
00:12:13 → 00:12:1470% นะ
00:12:14 → 00:12:18>> โหแสดงว่าใช่กลายเป็นว่าเราไม่ได้รับการ
00:12:18 → 00:12:20รักษาที่ถูกต้องไม่ได้รับเอ่อเอ่อการ
00:12:20 → 00:12:22วินิจฉัยที่ถูกต้องมันนำไปสู่การเปลี่ยน
00:12:22 → 00:12:24แปลงไมเกรนเรารู้ว่าไมเกรนมันมีการ
00:12:25 → 00:12:27เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาใช่มั้ยครับจากไมเกรน
00:12:27 → 00:12:30น้อยๆเป็นไมเกรนยแย่ๆอย่างเงี้ยก็คือจาก
00:12:30 → 00:12:33ตรงนี้เนี่ยแหละซึ่งตรงเนี้ยผมก็เลยคิด
00:12:33 → 00:12:35ว่าหูมันเป็นเรื่องของ unmed needs หรือ
00:12:35 → 00:12:37ว่าที่เรียกว่ามันเป็น gap ทั้งนั้นเลย
00:12:37 → 00:12:41อ่ะพี่นุ่มใช่มั้ครับว่าว่าส่งผลต่อคนไข้
00:12:41 → 00:12:42เนี่ย
00:12:42 → 00:12:45>> อืซึ่งอันเนี้ยก็เป็นแบบข้อมูลที่แบบน่า
00:12:45 → 00:12:47สนใจมากว่ามันไม่ใช่แค่ประเทศไทยนะมันคือ
00:12:47 → 00:12:49ในเซาเอเชียเลยนะคะแต่
00:12:50 → 00:12:54คือจริงๆจริงก็คือเห็นบุคลากรทางการแพทย์
00:12:54 → 00:12:58มากว่าอย่างสมัยก่อนที่เรายังต้องเป็น
00:12:58 → 00:13:01แพทย์ทั่วไปหรืออะไรอ่ะวันในวันนึงเรา
00:13:01 → 00:13:02ตรวจคนไข้กันเยอะมากจริงๆ
00:13:02 → 00:13:03>> ใช่
00:13:03 → 00:13:05>> แล้วก็กลุ่มคนไข้ปวดศีรษะถือว่าเป็นกลุ่ม
00:13:05 → 00:13:10คนไข้ที่เอ่อเรามีเวลาให้น้อยจริงๆนะคะ
00:13:10 → 00:13:13เพราะว่ามันในปริมาณเคสที่เราต้องดูแลไหน
00:13:13 → 00:13:16จะคนไข้ ICU ไหนจะคนไข้หนักไหนจะคนไข้
00:13:16 → 00:13:19อะไรเนี่ยมันทำให้แบบเอ่อเรามีเวลากับคนๆ
00:13:19 → 00:13:21นึงเนี่ยต้องแบบซักประวัติตรวจร่างกาย
00:13:21 → 00:13:24วินิจฉัยให้เสร็จและนำไปสู่การที่แบบว่า
00:13:24 → 00:13:27การรักษาเนี่ยการให้คำแนะนำมันไม่เพียงพอ
00:13:27 → 00:13:29จริงๆนะคะซึ่งตรงนี้เนี่ยก็คิดว่ามันก็คง
00:13:29 → 00:13:32ต้องเป็นปัญหาเชิงระบบที่เราก็คงจะต้อง
00:13:32 → 00:13:36ค่อยๆพัฒนากันต่อไปนะคะในส่วนตัวคิดว่า
00:13:36 → 00:13:38คือในเมื่อเรารู้ตรงนี้ละแต่สิ่งหนึ่งที่
00:13:38 → 00:13:41เราอาจจะพอทำได้เลยเนาะคืออยากให้คนไข้
00:13:41 → 00:13:44ที่ปวดหัวทุกคนน่ะค่ะพอมีแนวทางหรือว่า
00:13:44 → 00:13:47รู้การจัดการตัวเองได้ระดับนึงหมายความ
00:13:47 → 00:13:50ว่ายังไงหมายความว่าเราปวดหัวขึ้นมาเนี่ย
00:13:50 → 00:13:53นะคะมันจะมีตั้งแต่เคสที่เป็นน้อยๆ
00:13:53 → 00:13:53>> ใช่
00:13:53 → 00:13:56>> กับเคสที่เป็นเรื้อรังนะคะเราคงไม่สามารถ
00:13:56 → 00:14:00ให้เวลาเยอะๆกับเคสที่เป็นเ่อน้อยๆได้
00:14:00 → 00:14:03ทั้งหมดนะคะแต่เคสที่จะเป็นเรื้อรังอ่ะ
00:14:03 → 00:14:07อันเนี้ยคนไข้ต้องการspeปชalิistหรือเอ่อ
00:14:07 → 00:14:10หมอเฉพาะทางจริงๆเพราะว่าคือไมเกรนเนี่ย
00:14:10 → 00:14:12เมื่อก่อนน่ะพี่ก็เข้าใจนะสมัยตอนเป็น
00:14:12 → 00:14:15แพทย์ใช้ทุนน่ะก็โอ้โหไมเกรนนี่คือง่าย
00:14:15 → 00:14:17เลยสบายเหมือนจ่ายยาแก้ปวดกลับบ้านเอา
00:14:17 → 00:14:20จริงเมาเป็นเหมาะสมองถึงเรื่อยรู้หมอสมอง
00:14:20 → 00:14:23ตอนแรกๆก็ยังไม่ได้รู้ซึ้งขนาดนี้นะคะแต่
00:14:23 → 00:14:25พอเหมือนเราได้มารักษาคนไข้ไมเกรนเยอะมาก
00:14:25 → 00:14:29ๆถึงรู้ว่าไมเกรนมันเป็นโรคสมองที่มันแบบ
00:14:29 → 00:14:32compleกซับซ้อนมากจริงๆและเมื่อมีการ
00:14:32 → 00:14:34เปลี่ยนแปลงของในเชิงที่มันเป็นการ
00:14:34 → 00:14:36เปลี่ยนแปลงของสมองไปแล้วจริงๆอ่ะระบบ
00:14:37 → 00:14:40ความปวดการเจ็บปวดการตอบสนองต่อยาแก้ปวด
00:14:40 → 00:14:43อะไรคือมันแบบเปลี่ยนไปหมดเลยรวมถึงภาวะ
00:14:43 → 00:14:46ต่างๆที่เป็นพวกวิตกกังวลซึมเศร้าอะไรที่
00:14:46 → 00:14:48มันแบบเจอเจอร่วมกันเยอะมากๆนะคะเพราะ
00:14:49 → 00:14:51ฉะนั้นเนี่ยก็เดี๋ยวเดี๋ยววันเนี้ยจะมี
00:14:52 → 00:14:54ทริกแนะนำนิดนึงให้คนไข้ที่รู้สึกว่าตัว
00:14:54 → 00:14:57เองปวดหัวอ่ะปวดแค่ไหนที่ยังพอแบบ
00:14:57 → 00:14:58>> อ
00:14:58 → 00:15:01>> ไปดูแลตัวเองได้ซื้อยากินเองได้ปวดเลเวล
00:15:01 → 00:15:04ไหนที่เลเวลเนี้ยอย่าซื้อยาแล้วนะต้องแบบ
00:15:04 → 00:15:07เจอแพทย์เฉพาะทางจริงๆทำยังไงก็ได้อย่า
00:15:07 → 00:15:09ให้เราเป็นไมเกรนเรื้อรังเพราะว่าถ้าเป็น
00:15:09 → 00:15:12ไมเกนเรื้อรังเข้ามาแล้วมันรักษายากจริงๆ
00:15:12 → 00:15:14นะคะเพราะฉะนั้นเราจะได้รู้ตัวเองนิดนึง
00:15:14 → 00:15:17ว่าเราอ่ะอยู่เลเวลไหนเราควรจะไปหาใคร
00:15:17 → 00:15:19เนาะงั้นก็เดี๋ยวจะมาสู่อันที่ 2 ก็คือ
00:15:19 → 00:15:22เรื่องของเอ่อมันเป็นหัวข้อที่ 2 คือ
00:15:22 → 00:15:24เรื่องของการใช้ยาแก้ปวดเฉียบพันธุใช่มั้
00:15:24 → 00:15:26คะน้องบอลอ่ะการใช้ยาแก้ปวดเฉียบพันธุ์
00:15:26 → 00:15:29เนี่ยเอ่อคือคนไข้ปวดหัวทุกคนเชื่อว่าอ่ะ
00:15:29 → 00:15:31ทุกคนปวดหัวคงไม่มีใครแบบไปหาหมอแต่แรก
00:15:31 → 00:15:35เลยแหละสิ่งแรกที่ทุกคนไปก็คือร้านยาหรือ
00:15:35 → 00:15:37ซื้อยากินเองหรือถามเพื่อนนะคะเพราะ
00:15:37 → 00:15:41ฉะนั้นเนี่ยทุกคนก็จะได้ยาแก้ปวดมานะคะ
00:15:41 → 00:15:45อยากให้ทุกคนเนี่ยรู้จักคำว่า Medication
00:15:45 → 00:15:48Overuse นะคะก็คือใช้ยามากเกินไปใช้ถึง
00:15:48 → 00:15:50ไหนจุดไหนที่เรารู้สึกว่าแบบเนี้ยมันไม่
00:15:50 → 00:15:53ได้แล้วนะกับอีกอันนึงที่เป็นน้องบอลได้
00:15:53 → 00:15:55เก็บเปเปอร์หหรือตีพิมพ์งานวิจัยขึ้นมา
00:15:55 → 00:15:58เลยอันนี้สำคัญมากๆอีกขานึงก็คือกลัวเกิน
00:15:58 → 00:16:01ไปค่ะก็คือแบบว่าจะมีขาที่คนไข้แบบรู้สึก
00:16:01 → 00:16:03ว่าไม่อยากกินยาแก้ปวดเดี๋ยวไตพังกลัว
00:16:04 → 00:16:06เป็นโรคกระเพาะกลายเป็นว่าพอปวดหัวขึ้นมา
00:16:06 → 00:16:07ทนเอา
00:16:07 → 00:16:07>> อ
00:16:07 → 00:16:10>> กลายเป็น underuse เกินไปนะคะวันนี้เราจะ
00:16:10 → 00:16:13มาคุยเรื่องนี้กันก็คือทั้ง overuse เกิน
00:16:13 → 00:16:15ไปใช้มากเกินไปแล้วก็ underuse เกินไป
00:16:15 → 00:16:18เกิดผลเสียกับสมองของเรายังไงบ้างเดี๋ขอ
00:16:18 → 00:16:19ให้น้องบอลเล่าให้ฟังเลยค่ะ
00:16:19 → 00:16:23>> ได้เลยครับก็จริงๆหัวข้อ 2 หัวข้อนี้เป็น
00:16:23 → 00:16:26หัวข้อใหญ่มากๆเลยนะครับพี่นุ่มจริงๆ
00:16:26 → 00:16:31>> แล้วก็คืออย่างที่พี่นุ่มว่าเลยอ่ะยาแก้
00:16:31 → 00:16:33ปวดฉุกเฉินเนี่ยหรือว่าที่เราจริงๆก็คือ
00:16:33 → 00:16:37ยาแก้ปวดอ่ะเนาะมัน
00:16:37 → 00:16:40ใช้มากก็คือมันจะเกิดสิ่งที่เรียกว่า
00:16:40 → 00:16:43medication of use headache จริงๆก็
00:16:43 → 00:16:46ไม่อยากใช้คำว่าติดยาเนาะเพราะว่ามันมัน
00:16:46 → 00:16:50เหมือนเป็นการสร้างสติให้ผู้ป่วยแต่ว่าก็
00:16:50 → 00:16:52แต่ว่าถ้าสมมติให้ให้เข้าใจง่ายอ่ะครับผม
00:16:52 → 00:16:55ว่ามันก็อาจจะต้องใช้คำนี้มันประพฤติตัว
00:16:55 → 00:16:58ก็คล้ายๆกับการติดยาจริงๆเพราะว่า
00:16:58 → 00:17:01>> เวลาคนเราเนี่ยคือใช้ยาแก้ปวดมากจนเกินไป
00:17:02 → 00:17:02เนี่ย
00:17:02 → 00:17:04>> สิ่งที่ตามมาคือ
00:17:04 → 00:17:06>> มันไปยุ่งกับระบบสมอง
00:17:06 → 00:17:07>> อื
00:17:07 → 00:17:09>> แล้วพอมันยุ่งกับระบบสมองมันทำให้สมอง
00:17:09 → 00:17:12เนี่ยมันเหมือนกับทนความเจ็บปวดได้น้อยลง
00:17:12 → 00:17:14คือยาแก้ปวดเนี่ยจริงๆมันเป็นข้อดีนะครับ
00:17:14 → 00:17:17>> อือหน้าที่ยาแก้ปวดคือมันต้องทำให้อาการ
00:17:17 → 00:17:19ปวดเหายใน 2 ช่โมง
00:17:19 → 00:17:19>> อือ
00:17:19 → 00:17:23>> แต่พอทุกครั้งทุกครั้งที่เรากินเข้าไป
00:17:23 → 00:17:26เนี่ยมันไปยุ่งกับเขาเรียกว่าตัวรับใน
00:17:26 → 00:17:29สมองอ่ะพี่นุ่มแล้วมันทำให้สมองมันไวขึ้น
00:17:29 → 00:17:32ดังนั้นพอถามว่าไวขึ้นมันคืออะไรมันก็คือ
00:17:32 → 00:17:35ครั้งหน้ามันโอกาสที่จะปวดอ่ะมันง่ายขึ้น
00:17:35 → 00:17:37>> นั่นเองดังนั้นพอมันเป็นอย่างี้ปุ๊บเนี่ย
00:17:37 → 00:17:41มันก็เลยกลายเป็นว่าพอเรากินยาปุ๊บอ่ะหาย
00:17:41 → 00:17:44หายเสร็จปุ๊บมันไวไวเสร็จก็กลับมาปวดใหม่
00:17:44 → 00:17:45>> อือ
00:17:45 → 00:17:47ให
00:17:47 → 00:17:49เร่ง
00:17:49 → 00:17:52เราก็เรียกว่าแล้วมันนำไปสู่การใช้ยาแก้
00:17:53 → 00:17:55ปวดที่มากจนเกินไปเรียกว่า Medication
00:17:55 → 00:17:56Overuse headache
00:17:56 → 00:17:58>> ทีนี้โดยนิยามของ Medication Overuse
00:17:58 → 00:18:00headache เนี่ยเนื่องจากว่ามันมีงาน
00:18:00 → 00:18:02วิจัยเยอะมากนะครับ
00:18:02 → 00:18:06>> มันจะต้องเกิดจากการที่ติดยาแก้ปวดเท่า
00:18:06 → 00:18:08นั้นผมวงเล็บมั้ครับว่าจะเป็นกลุ่มยาแก้
00:18:08 → 00:18:12ปวดเราจะแยกมายาแก้ปวดเนี่ยประมาณสัก 3-4
00:18:12 → 00:18:15กลุ่มอย่างแรกก่อนก็คือพาราเซตามอลพวกนี้
00:18:15 → 00:18:18นะคือ 1 ในตัวที่ติด
00:18:18 → 00:18:18>> อ
00:18:18 → 00:18:20>> ได้เลยนะครับ
00:18:20 → 00:18:23>> เอ่ออันที่ 2 ก็คือเป็นพวกตระกูลยาแก้เศษ
00:18:23 → 00:18:27เอเสตใช่มั้ครับเอ่าทั้งหลาย 3 อันเนี้ก็
00:18:27 → 00:18:30จะเป็นกลุ่มที่เป็นเรียกว่าไกรน specific
00:18:30 → 00:18:33หรือว่าที่เรียกว่ายาแก้ปวดใช่ที่รักษา
00:18:33 → 00:18:35ไมเกรนอันนี้เราเรียกว่ากลุ่มทริปแทนนะ
00:18:35 → 00:18:35ครับ
00:18:36 → 00:18:38>> แล้วอันที่ 4 ก็คือต้องระวังมากๆเลยก็คือ
00:18:38 → 00:18:41ตระกูลเอ่อopีอ
00:18:41 → 00:18:44>> นะครับซึ่งเราคงจะต้องมาคุยหรือopอยกัน
00:18:44 → 00:18:46หนักๆจริงๆแหละพี่นุ่มเพราะว่าอันนี้ก็
00:18:46 → 00:18:48เป็นหนึ่งในปัญหาอย่างมาก
00:18:48 → 00:18:50>> ทีนี้พอเราทานพวกนี้เยอะคำถามเยอะเนี่ย
00:18:50 → 00:18:51คือเท่าไหร่
00:18:51 → 00:18:51>> อือ
00:18:52 → 00:18:54>> คำตอบก็คือว่าจริงๆแล้วเนี่ยถ้าเป็นกลุ่ม
00:18:54 → 00:18:57พาราหรือว่าเอเศสอ่ะครับพวกนี้จริงๆคือ 15
00:18:57 → 00:19:01เม็ดต่อเดือนเป็นระยะเวลา 3 เดือนอือฮึ
00:19:01 → 00:19:04>> ในขณะที่ถ้าสมมุติว่าเป็นเอ่อตระกูลmrน
00:19:04 → 00:19:06specific specific หรือว่าเป็นพวก opil
00:19:06 → 00:19:10เนี่ยทริปแทนหรือว่า op เนี่ยคือ 10 เม็ด
00:19:10 → 00:19:13ต่อเดือนเป็นระยะเวลามากกว่า 3 เดือนก็
00:19:13 → 00:19:17เท่ากับว่าคุณน่ะก็คือมีแนวโน้มที่จะใช้
00:19:17 → 00:19:19ยาเกินและนำไปสู่อาการปวดหัว
00:19:19 → 00:19:20>> อค่ะ
00:19:20 → 00:19:23>> ทีนี้เชื่อหรือไม่ว่าจริงๆอ่ะไอ้ยาแก้ปวด
00:19:23 → 00:19:25ที่บอกว่า MOH นะพี่นุ่ม
00:19:25 → 00:19:28>> คือมันกินแล้วอ่ะมันไม่ได้ดีนะเพราะว่า
00:19:28 → 00:19:30มันกินแล้วกลายเป็นว่าเราปวดหัวทุกวัน
00:19:30 → 00:19:31>> อื
00:19:31 → 00:19:33>> ซึ่งอันนี้แหละคือปัญหาแล้วผมใช้คำว่า
00:19:33 → 00:19:37เป็นปัญหาสาธารณสุขของประเทศเลยแล้วใน
00:19:37 → 00:19:39seance study เราก็ได้ถามสิ่งนี้เหมือน
00:19:39 → 00:19:42กันสิ่งที่เราพบอ่ะคือกลายเป็นว่าคนไข้
00:19:42 → 00:19:46เนี่ยใช้ยาแบบopีออยเนี่ยเยอะมาก
00:19:46 → 00:19:47>> อ่า
00:19:47 → 00:19:51>> อันนี้ก็เป็นปัญหาแล้วก็คนไข้เองก็ไม่รู้
00:19:51 → 00:19:55ว่าลิมิตจริงๆอ่ะมันคือเท่าไหร่เพราะว่า
00:19:55 → 00:19:57อย่างที่บอกว่าเราไม่มีเวลาเราไม่มีเวลา
00:19:57 → 00:20:00จริงๆแล้วบางทีกลายเป็นว่าเราไม่ได้บอกอ
00:20:00 → 00:20:03>> อย่างเออเราต้องบอกเดือนนึงนะคุณห้ามกิน
00:20:03 → 00:20:05เกิน 10 เม็ดนะอะไรเงี้ยผมอ่ะจะมักจะถอย
00:20:05 → 00:20:08ตลอดอย่างเช่นเอ็นเศษนะพี่นุ่ง 15 เม็ดผม
00:20:08 → 00:20:11ก็ไม่ให้กิน 15 นะให้กิน 10 เท่านั้นอะไร
00:20:11 → 00:20:13อย่างเงี้ยใช่พี่ก็จะพูดกับคนไข้ตลอดเลย
00:20:13 → 00:20:15เหมือนกันว่า definition นิยามอ่ะมันคือ
00:20:15 → 00:20:17เป็นไปแล้วใช่
00:20:17 → 00:20:19>> แต่เราไม่อยากให้คุณน่ะเป็นไปแล้วแล้ว
00:20:19 → 00:20:21ค่อยมาเจอเราเพราะฉะนั้นน่ะพี่ให้คนไข้
00:20:21 → 00:20:25ไม่ต้องจำหรอกว่ากินอันไหนพี่แบบรวมๆคือ
00:20:25 → 00:20:25
00:20:25 → 00:20:26>> 10
00:20:26 → 00:20:28>> 10 เนี่ยก็คือทุกตัวไปเลยเพราะว่าต่อให้
00:20:28 → 00:20:30เป็นพาราเซตามอลก็ไม่เอาเกิน 10 เพราะเรา
00:20:30 → 00:20:33ไม่อยากให้มันเละสายเกินไปและ 10 เนี่ย
00:20:33 → 00:20:34จริงๆต้องถอยด้วยนะ
00:20:34 → 00:20:37>> เพราะถ้าคุณกิน 10 คือคุณเป็น medication
00:20:37 → 00:20:40overuse แล้วพี่จะบอกคนไข้เสมอว่าถ้าคนๆ
00:20:40 → 00:20:43เราอ่ะเวลากินยาแก้ปวดเดือนนึงอ่ะเกิน 6
00:20:43 → 00:20:46เม 8 เมอ่ะมันไม่ใช่เรื่องปกติมันไม่ใช่
00:20:46 → 00:20:49การที่เราจะแบบซื้อยาไปร้านยาไปร้านประจำ
00:20:49 → 00:20:52แล้วซื้อยามากินเราควรได้รับการวินิจฉัย
00:20:52 → 00:20:54ที่ถูกต้องนะคะเพราะอันนึงที่เจอบ่อยเลย
00:20:54 → 00:20:55นะคะ
00:20:55 → 00:20:58>> 1 ก็คือไม่ใช่ไมเกรนคือคนไทยยังมีความ
00:20:58 → 00:21:01เข้าใจว่าปวดหัวข้างเดียวไมเกรนปรากฏว่า
00:21:01 → 00:21:05ก็ไปซื้อกลุ่มไมเกรนเนาะพวกเออกทริปนซึ่ง
00:21:05 → 00:21:07ซึ่งปริมาณการใช้มันใช้ได้น้อยมากมันก็จะ
00:21:07 → 00:21:09ติดง่ายกว่ามากทั้งๆที่จริงๆเขาอาจจะเป็น
00:21:09 → 00:21:10แค่กล้ามเนื้อ
00:21:10 → 00:21:11>> ใช่
00:21:11 → 00:21:13ทะบ
00:21:13 → 00:21:15ยาไม่ถูกกับโรค
00:21:15 → 00:21:18>> หรืออีกอันนึงที่ก็คือเป็นไมเกรน
00:21:18 → 00:21:20>> แต่ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นไมเกรนอ่ะก็กินแต่
00:21:21 → 00:21:23พาราเซตามอลไปมันก็ไม่หาย
00:21:23 → 00:21:27>> แล้วก็ทำให้ใช้พาราเซตามอลเกินไปหรืออัน
00:21:27 → 00:21:29อีกอันนึงที่น้องบอกก็คือว่ากลายเป็นว่า
00:21:29 → 00:21:32ไปใช้กลุ่มโอิอยopีออยก็คือถ้าคนไข้ส่วน
00:21:32 → 00:21:34ใหญ่ที่รู้จักก็คือพวกกลุ่มtramาดอ
00:21:34 → 00:21:38tramorอค่ะพวกเนี้ยค่ะในทางตลาดก็จะเป็น
00:21:38 → 00:21:39พวกแคปซูล
00:21:39 → 00:21:40>> เม็ดเขียวเหลืองเหลื
00:21:40 → 00:21:44อันนะคะอยากให้น้องบอลย้ำอีกนิดนึงว่าถ้า
00:21:44 → 00:21:46คนไข้เป็นไมเกรนถ้าเรามั่นใจนะคะเราเป็น
00:21:46 → 00:21:50ไมเกรนนะคะวันเนี้ยฟังเยอะๆฟังอะไรกลับ
00:21:50 → 00:21:52บ้านไปไม่ได้ไม่รู้แต่ขอให้รู้ว่าเป็น
00:21:52 → 00:21:56ไมเกรนอย่ากินโอิอยนะคะเพราะว่าการรักษา
00:21:56 → 00:21:58การติดยอยมันยากมาก
00:21:58 → 00:22:01>> ยากมากเสริมของพี่นุ่มนิดนึงคือผมว่า
00:22:01 → 00:22:03อันเนี้ยสำคัญมากเลยครับคนไทยอ่ะเข้าใจ
00:22:03 → 00:22:07ผิดนะว่าปวดหัวครึ่งซีกแล้วเป็นไมเกรนน่ะ
00:22:07 → 00:22:11คำตอบคือไม่ใช่นะครับไม่ใช่เสมอไปนะ
00:22:11 → 00:22:13ไมเกรนเนี่ยมันเป็นโรคของสมองโดยตรงดัง
00:22:13 → 00:22:15นั้นน่ะปกติเวลาเขาเป็นเนี่ยเขาจะแบบมี
00:22:15 → 00:22:18การสลับค่ามีอะไรอย่างเงี้ยแล้วเอย่างที่
00:22:18 → 00:22:20บอกว่าไมเกรนต้องมีโรคร่วมเสมอมีอาการ
00:22:20 → 00:22:24ร่วมต้องคลื่นไส้ต้องอาเจียนต้องแพ้แสง
00:22:24 → 00:22:28แพ้เสียงกลิ่นไวแบบซึ่งหลายครั้งอ่ะคนไทย
00:22:28 → 00:22:31เนี่ยครึ่งซีกปุ๊บแต่เป็นข้างเดียวตลอด
00:22:31 → 00:22:33แล้วคืออย่างที่พี่นุ่มว่าเลย
00:22:33 → 00:22:36>> เชื่อหรือไม่ว่าจริงๆ miss diดาisหรือว่า
00:22:36 → 00:22:38ที่เราวินิจฉัยผิดมากที่สุดจริงๆอ่ะคือคน
00:22:38 → 00:22:41ไข้อ่ะเป็นแค่แค่เอ่ออฟิศ syndrome
00:22:41 → 00:22:41>> อ
00:22:42 → 00:22:45>> แล้วกลายเป็นว่าได้ยามหาศาลพี่นุ่มเออมัน
00:22:45 → 00:22:48ก็เป็นปัญหาอีกอันนึงจริงๆแล้วก็ดังนั้น
00:22:48 → 00:22:51เนี่ยอย่างแรกเลยนะคือคือถ้าเราไม่มั่นใจ
00:22:51 → 00:22:54อยากให้ไปเจอคุณหมอสักนิดนึงนะครับแล้วก็
00:22:54 → 00:22:56แบบไปเจอว่าเออจริงๆเราเป็นอย่างี้หรือ
00:22:56 → 00:22:58เปล่าอย่างี้เป็นต้นนะฮะ
00:22:58 → 00:22:59>> อค่ะ
00:22:59 → 00:23:02>> แล้วที่อีกอันนึงที่พี่นุ่มให้เน้นย้ำอ่ะ
00:23:02 → 00:23:04ถูกต้องเลยครับคือคือ OP เนาะ
00:23:04 → 00:23:08>> กลุ่ม OP ก็คืออย่างเช่นเม็ดแคปซูลเม็ด
00:23:08 → 00:23:10เขียวเหลืองหรือว่าแบบหรือว่าบางทีเวลา
00:23:10 → 00:23:13เราไปโรงพยาบาลแล้วได้พวกมอร์ฟีนเพทิดน
00:23:13 → 00:23:15หรืออะไรอย่างเงี้นะครับอ
00:23:15 → 00:23:21>> อยากจะย้ำอย่างี้ว่าไม่มีอยู่ในการรักษา
00:23:21 → 00:23:26ใดๆของประเทศไหนในโลกเลยทุกประเทศเขียน
00:23:26 → 00:23:29ว่าห้ามรวมถึงประเทศไทยเนี่ยนะครับห้าม
00:23:29 → 00:23:34ใช้ OP ในการรักษาดังนั้นเนี่ยแต่มันก็ใน
00:23:34 → 00:23:37ประเทศในบ้านเราเนื่องจากว่ามันก็หาพอหา
00:23:37 → 00:23:40ได้ผมก็เลยแต่ขอเน้นย้ำและอยากจะย้ำใน
00:23:40 → 00:23:43ฐานะที่เราเป็นหมอสมองกันทั้งคู่เนาะเรา
00:23:43 → 00:23:46ก็ไม่อยากให้ผู้ป่วยใช้ค่ะ
00:23:46 → 00:23:51>> เพราะมันรักษายากมากนะครับเวลาเราใช้ opil
00:23:51 → 00:23:55เนี่ยมันไปยุ่งกับพารทวยที่คล้ายๆผมพูด
00:23:55 → 00:23:58ตรงๆว่าคล้ายๆพาร์ทเวย์ของยาเสพิติดยาเสพ
00:23:58 → 00:23:59ติด
00:23:59 → 00:24:00>> มากๆเลย
00:24:00 → 00:24:02>> แล้วมันไปผ่านสิ่งที่เราเรียกว่า reward
00:24:03 → 00:24:05เหมือนเราได้รางวัลตลอดเวลากินยาแล้วเรา
00:24:05 → 00:24:07ได้รางวัลแต่สุดท้ายรางวัลของเราคือการ
00:24:07 → 00:24:08ปวด
00:24:09 → 00:24:09ใช่
00:24:09 → 00:24:12>> ซึ่งการรักษาโออยถือว่าการติดโออยถือว่า
00:24:12 → 00:24:13แบบรักษายากที่สุดเมื่อเทียบกับการติดพวก
00:24:13 → 00:24:18เออกหรือว่าชิปแทนด้วยซ้ำนะคะแต่ว่าก็คือ
00:24:18 → 00:24:21เข้าใจที่มาที่ไปของในประเทศไทยอยู่เนาะ
00:24:21 → 00:24:23คือในประเทศเราเนี่ยเมื่อสัก 10 กว่าปี
00:24:23 → 00:24:26ก่อนการรักษาไมเกรนมันค่อนข้างจำกัดหมอ
00:24:26 → 00:24:28ที่รู้จักไมเกรนหรือว่าเข้าใจแบบกลไกการ
00:24:28 → 00:24:31เกิดโรคจริงๆหรือว่ายาที่มันจะเป็นไมมา
00:24:31 → 00:24:33รักษาไมเกรนโดยจำเพาะจริงๆมันก็จำกัด
00:24:33 → 00:24:36เพราะฉะนั้นเนี่ยคนไข้ที่เป็นไมเกรนมา
00:24:36 → 00:24:39เกิน 10-20 ปีเขาจะไม่พ้น 3 กลุ่มนี้ค่ะ
00:24:39 → 00:24:42พารซามอลเออามีนทิปแทนยังยากเลยส่วนใหญ่
00:24:42 → 00:24:44ยุคนั้นเป็นยุคเออตามีนค่ะ
00:24:44 → 00:24:46>> ยุคประมาณ 30 ปีก่อนนี่โอเป็นยุคเฟื่องฟู
00:24:46 → 00:24:50ของเออกตามีนนะคะแล้วก็พอคนไข้กิน 2 ตัว
00:24:50 → 00:24:53นี้ไม่หายมันก็เลยนำไปสู่ทราด
00:24:53 → 00:24:56>> เพราะฉะนั้นเนี่ยมันก็เลยมีที่มาว่าทำไมณ
00:24:56 → 00:24:59ณเวลาเนี้ยเราถึงเจอคนไข้กลุ่มที่ใช้
00:24:59 → 00:25:02กลุ่มพวกนี้มาเยอะนะคะซึ่งก็ไม่อยากให้คน
00:25:02 → 00:25:05ไข้นะคะที่ตอนเนี้ยฟังอยู่แล้วมีอาการแบบ
00:25:05 → 00:25:08เราเข้าข่ายรู้สึกว่าเอ้ยเราน่าจะใช่ละ
00:25:08 → 00:25:11อย่ารู้สึกโทษตัวเองหรือว่ารู้สึกแบบรู้
00:25:11 → 00:25:15สึกผิดนะคะมันมีที่มาที่ไปของมันในการ
00:25:15 → 00:25:17เรื่องของที่คนไข้ปวดหัวคนไข้จำเป็นต้อง
00:25:17 → 00:25:20ใช้ยาและต้องใช้ยาแบบนี้เพราะอะไรที่ผ่าน
00:25:20 → 00:25:23มามันเกิดขึ้นไปละแต่สิ่งที่อยากให้ทุกคน
00:25:23 → 00:25:26รู้ก็คือว่าถึงแม้ว่าทุกคนนะคะถ้าใครที่
00:25:26 → 00:25:31ติดไปแล้ว 1 รักษาได้นะคะปรึกษาแพทย์
00:25:31 → 00:25:33เฉพาะทางนะคะโดยเฉพาะที่เป็นเรื่องเกี่ยว
00:25:33 → 00:25:36กับอ่าแพทย์เฉพาะทางด้านปวดเฉะจริงจริงนะ
00:25:36 → 00:25:39คะ 1 วินิจฉัยให้ถูกต้องแล้วก็ดูว่าเรา
00:25:39 → 00:25:41อ่ะจำเป็นต้องใช้opอยจริงหรือเปล่าเราติด
00:25:41 → 00:25:44จริงหรือเปล่ามันแก้ไขได้มันรักษาได้จริง
00:25:44 → 00:25:47ๆนะคะอันที่ 2 คือคนที่ยังไม่ติดกำลังมี
00:25:47 → 00:25:50ความเสี่ยงว่าเราจะกำลังใช้เยอะฟังณวัน
00:25:50 → 00:25:52เนี้ยขอให้รู้นิดนึงถ้าเราไม่มั่นใจว่า
00:25:52 → 00:25:54เราเป็นไมเกรนหรือเปล่าเราไปหาผู้เชี่ยว
00:25:54 → 00:25:57ชาญก่อนขอคอนเฟิร์มนิดนึงถ้าเราใช่ไมเกรน
00:25:57 → 00:26:00เราหยุดใช้โออยเลยค่ะเพราะมันไม่ได้ไป
00:26:00 → 00:26:02ยุ่งเกี่ยวกับขบวนการใดๆในสมองเกี่ยวกับ
00:26:02 → 00:26:05ไมเกรนเลยนะคะแต่โอเคถ้าเราเป็นปวดหัว
00:26:05 → 00:26:08ชนิดอื่นที่เราไม่ใช่ไมเกรนเราอาจจะมี
00:26:08 → 00:26:10ความจำเป็นต้องใช้อันนั้นก็อยู่ใน
00:26:10 → 00:26:13ดุลยพินิจของแพทย์อีกทีนึงนะคะก็จะฝากไว้
00:26:13 → 00:26:14ประมาณนี้เนาะ
00:26:14 → 00:26:16>> เห็นด้วยกับกับพี่นุ่มมากนะครับคือจริงๆ
00:26:16 → 00:26:19การเกิดกระบวนการพวกนี้มันอยากจะบอกผู้
00:26:20 → 00:26:22ป่วยว่าแบบอย่าโทษตัวเองจริงๆมันไม่ใช่
00:26:22 → 00:26:24ความผิดเราหรอกเพราะว่า
00:26:24 → 00:26:27>> ผมเข้าใจผู้ป่วยที่เป็นไมเกรนเนาะมัน
00:26:27 → 00:26:29ทรมานจริงๆแล้วมันแบบ
00:26:29 → 00:26:32>> มันทำอะไรไม่ได้แล้วแบบมัน
00:26:32 → 00:26:36>> บางคนส่งลูกไปเรียนไม่ได้บางคนไปทำงานไม่
00:26:36 → 00:26:39ได้บางคนสูญเสียรายได้อ่ะพี่นุ่ม
00:26:39 → 00:26:43>> โอแล้วมันคือมันเป็นปัญหาจริงๆแล้วก็คือ
00:26:43 → 00:26:45หลายคนน่ะอันเนี้คือเราคุยแบบหมายถึงว่า
00:26:45 → 00:26:48ในทั่วโลกนะจริงๆมันเป็นทั่วโลกเลยนะทุก
00:26:48 → 00:26:51คนน่ะคิดว่าไมเกรนอ่ะมันคือหลายคนไม่
00:26:51 → 00:26:53เชื่อว่าไมเกรนเป็นโรคอ่ะ
00:26:53 → 00:26:57>> ใช่มั้พี่นุ่มแล้วแบบโอแล้วคือเพราะว่า
00:26:57 → 00:26:58เขาไม่เห็นไง
00:26:58 → 00:26:58>> ค่ะ
00:26:58 → 00:27:01>> เาไม่เห็นว่าไมเกรนน่ะมันส่งผลกระทบมาก
00:27:01 → 00:27:04ขนาดไหนกับผู้ป่วยคนนึงอ่ะใช่ป่ะแล้วก็ใน
00:27:05 → 00:27:07แต่ในขณะเดียวกันจริงๆแต่ไมเกรนน่ะมัน
00:27:07 → 00:27:09เป็นเรื่องจริงปัจจุบันเราพิสูจน์ได้แล้ว
00:27:09 → 00:27:12ว่าแบบมันมีสารจริงๆมีการเปลี่ยนแปลงการ
00:27:12 → 00:27:15ทางสมองจริงๆซึ่งแบบ
00:27:15 → 00:27:18>> เออแล้วผมก็เลยคิดว่าสิ่งเแหละเรามันควร
00:27:18 → 00:27:21จะต้องเปลี่ยนวิธีคิดเปลี่ยนอะไรให้กับ
00:27:21 → 00:27:23ผู้ป่วยเนาะแล้วก็แล้วก็อย่างที่บอกนะ
00:27:23 → 00:27:27ครับจริงๆไมเกรน่ะดีขึ้นได้จริงๆนะอยากจะ
00:27:27 → 00:27:30ให้ทุกคนแบบเราไม่ต้องกลัวที่เราเป็น
00:27:30 → 00:27:32ไมเกรนแล้วเราออกมารักษามันถูก
00:27:32 → 00:27:35>> ถูกค่ะเพราะคนไข้ส่วนใหญ่อ่ะกลายเป็นว่า
00:27:35 → 00:27:37เดี๋ยวเราจะพูดเรื่องสติกมากันเนาะก็คือ
00:27:37 → 00:27:39กลายเป็นว่าคนไข้อ่ะบางคนไม่กล้าบอกว่า
00:27:39 → 00:27:41เป็นไมเกรนนะเพราะว่าคือเราได้ยินกันบ่อย
00:27:41 → 00:27:44เลยแหละเอาจริงๆเวลาเราปวดหัวสมมุติว่า
00:27:44 → 00:27:46เราเจอคนรอบข้างเอ้าทำไมวันนี้เป็นไรอ่ะ
00:27:46 → 00:27:50ปวดหัวไมเกรนคือไมเกรนมันถูกใช้เป็นคำที่
00:27:50 → 00:27:52เหมือนแปลว่าแค่ปวดหัวค่ะทั้งๆที่จริงๆ
00:27:52 → 00:27:55ไมเกรนมันคือเป็นโรคอ่ะแบบโรคที่แบบ
00:27:55 → 00:27:57>> โรคที่แบบซับซ้อนมากด้วยแล้วก็เกิดความ
00:27:57 → 00:28:00ภาวะแทรกช้อนความเรื้อรังตามมาอย่างมาก
00:28:00 → 00:28:02มายถ้าเราไม่จัดการตั้งแต่ต้นให้ดี
00:28:02 → 00:28:05>> ซึ่งส่วนใหญ่อ่ะต้องบอกว่าเชื่อว่าหลายๆ
00:28:05 → 00:28:08ท่านหรือว่าแม้แต่ในพวกแพทย์หรือว่าหมอ
00:28:08 → 00:28:11ด้วยกันเองอ่ะส่วนใหญ่จะเห็นต้นทางของ
00:28:11 → 00:28:13ไมเกรนคือเห็นคนเป็นไมเกรนแหละแต่เป็น
00:28:14 → 00:28:16ไมเกรนที่เป็นไมเกรนนานๆทีเป็นทีเป็น
00:28:16 → 00:28:20ไมเกรนตอนร้อนเป็นอันนานๆทีเป็นทีหรือแบบ
00:28:20 → 00:28:22ไม่ได้เป็นไมเกรนเรื้อรังแต่พวกเราอ่ะพวก
00:28:22 → 00:28:25เราเจอไมเกรนที่เป็นปลายทางอ่ะทางทางสุด
00:28:26 → 00:28:28ท้ายสุดแล้วจริงๆที่เรารู้ว่าแบบสุดท้าย
00:28:28 → 00:28:33>> เฮ้ยมันแบบรักษายากมากคนไข้ท็อกสิคมากคน
00:28:33 → 00:28:33ไข้
00:28:33 → 00:28:36มีภาวะแบบวิโตกังวลซูมเช่าทำอะไรไม่ได้
00:28:36 → 00:28:39แล้วมันไม่มีใครเข้าใจเขาจริงๆแบบคนจะมอง
00:28:39 → 00:28:41ว่าแบบก็แค่ปวดหัวจะอะไรขนาดนั้นล่าสุด
00:28:42 → 00:28:45เลยค่ะเควสเมื่อวานคนไข้เป็นไมเกรนหลัง
00:28:45 → 00:28:48คลอดที่เป็นหนัก
00:28:48 → 00:28:49>> เรียงลูกไม่ได้
00:28:49 → 00:28:52>> แล้วคนไข้ต้องอยู่กับความรู้สึกที่ตัวเอง
00:28:52 → 00:28:55ก็ทรมานกับอาการปวดหัวรู้สึกผิดที่เลี้ยง
00:28:55 → 00:28:58ลูกไม่ได้และคนรอบข้าง
00:28:58 → 00:29:00>> ก็รู้สึกว่าทำไมคุณไม่เลี้ยงลูก
00:29:00 → 00:29:01>> โอ้โห
00:29:01 → 00:29:03>> คือแบบอะไรอย่างเงี้ยค่ะมันเป็นอะไรที่
00:29:03 → 00:29:07แบบคือคนไข้ไมเกรนแบบต้องเจอสิ่งอะไรแบบ
00:29:07 → 00:29:09เนี้ยเยอะมากๆนะคะเพราะงั้นจริงๆการป้อง
00:29:09 → 00:29:12กันที่ดีที่สุดคือป้องกันไม่ไปให้ถึงจุด
00:29:12 → 00:29:14นั้นเนาะเราครีไมเกรนยังไงให้เราเป็น
00:29:14 → 00:29:17ไมเกรนที่เราเป็นน้อยๆอ่ะเราจะมีคุณภาพ
00:29:17 → 00:29:18ชีวิตที่ดีมากๆ
00:29:18 → 00:29:20>> ค่ะแล้วแบบเรื่องยาแก้ปวดเนาะอันนี้ขอ
00:29:20 → 00:29:22เสริมนิดนึงอันนี้เป็นประสบการณ์คนไข้
00:29:22 → 00:29:25เล่าให้ฟังคือหมอเชื่อว่าทุกคนน่ะที่กิน
00:29:25 → 00:29:28ยาแก้ปวดไม่ได้มีไม่ได้มีใครอยากจะกิน
00:29:28 → 00:29:31เยอะหรอกนะคะแต่ว่าเอ่อทุกคนพยายามระมัด
00:29:31 → 00:29:33ระวังละก็มีคนนึงอ่ะอยากกินเออกอตามีนมา
00:29:33 → 00:29:3630 เม็ดต่อเดือนก็คือกินทุกวันนั่นเอง
00:29:36 → 00:29:39>> เอ่อก็ถามว่าเอ๊ะแล้วเารู้มั้ยว่าว่า
00:29:39 → 00:29:41เนี่ยมันห้ามกินเกินเบอกเขาอ่านฉลากแล้ว
00:29:41 → 00:29:44นะอ่านข้างกล่องแล้วแต่ในข้างกล่องอ่ะ
00:29:44 → 00:29:47เขียนว่ายาตัวเนี้ยห้ามกินเกิน 10 เม็ด
00:29:47 → 00:29:50ต่อสัปดาห์อันนั้นคือโดสของความ
00:29:50 → 00:29:53โอวอร์ดoseที่มันจะทำให้พวกหลอดเลือดส่วน
00:29:53 → 00:29:56ปลายมีปัญหาแล้วคนไข้ก็น่ารักมากก็คือบอก
00:29:56 → 00:29:58ก็เขาบอก 10 เมตรต่อสัปดาห์ค่ะก็เลยกิน
00:29:58 → 00:30:01สัปดาห์ละ 10 เม็ดก็คือยังคิดว่าแบบมัน
00:30:01 → 00:30:02ไม่เกิน
00:30:02 → 00:30:05>> ใช่ซึ่งแบบหมอฟังแล้วหมอก็แบบคือแบบเข้า
00:30:05 → 00:30:07ใจคนไข้เลยเขาไม่ผิดนะพยายามหาข้อมูแล้ว
00:30:07 → 00:30:11ด้วยแล้วก็แต่มันแต่ข้อมูลมันไม่ครบแล้ว
00:30:11 → 00:30:15ก็เรื่องของ MOH อ่ะมันเป็นอะไรที่ยัง
00:30:15 → 00:30:18ความรู้ค่อนข้างจำกัดอยู่ในวงแคบๆคนไข้
00:30:18 → 00:30:21ส่วนใหญ่ไม่รู้ว่ากินยาแก้ปวดเยอะแล้วทำ
00:30:21 → 00:30:25ให้เกิดปัญหาของปวดหัวจากยาแก้ปวดมากขึ้น
00:30:25 → 00:30:29นะคะหรือแม้แต่ว่าในบุคลากรหรืออะไรเอง
00:30:29 → 00:30:32บางทีเราก็ไม่เราก็ไม่ได้เ้าเรียกว่าไม่
00:30:32 → 00:30:37ได้แบบอ่าแบบคิดนึกถึงแล้วกันนึกถึงหรือ
00:30:37 → 00:30:39อะไรตรงเอย่างเช่นแบบบางครั้งยาเอเศส
00:30:39 → 00:30:42อย่างเงี้ยค่ะสั่งเวลาเราสั่งคนไข้บางที
00:30:42 → 00:30:45เราอาจจะเผลอให้คนไข้กินเนาะไอูโพเฟน 3
00:30:45 → 00:30:48เวลาอ่าเราคนไข้ก็กินตามนั้นน่ะเช้ากลาง
00:30:48 → 00:30:51วันเย็นแต่ลืมไปว่าจริงๆมันคือยาแก้ปวด
00:30:52 → 00:30:54ถ้าหยุดปวดก็หยุดกินได้นะอะไรอย่างเงี้ย
00:30:54 → 00:30:57ค่ะนะเพราะฉะนั้นวันเนี้ยอยากให้ทุกคนที่
00:30:57 → 00:31:00ฟังหรือว่ามีการใช้ยาแก้ปวดเป็นประจำนะคะ
00:31:00 → 00:31:03ไม่ว่าเราแบบจะกินยาแก้ปวดตัวไหนอยู่ขอ
00:31:03 → 00:31:06ให้ระมัดระวังนิดนึงเนาะว่าเราไม่ควรใช้
00:31:06 → 00:31:09เกิน 10 เมตต่อเดือนนะคะต้องต่ำกว่านั้น
00:31:09 → 00:31:12ด้วยอ่ะตีมาว่า 9 เมต่อเดือนแล้วะกันไม่
00:31:12 → 00:31:13ว่าจะเป็นตัวใดก็ตามเพราะเราไม่ต้องไป
00:31:14 → 00:31:16นั่งแยกเองนะคะถ้าเรากินคำว่าชนิดของยา
00:31:16 → 00:31:19แก้ปวดเมื่อไหร่ปุ๊บอย่าให้เกินเมื่อไหร
00:31:19 → 00:31:22ที่เกินแสดงว่าเราเป็นโรคที่มันควรจะต้อง
00:31:22 → 00:31:24จัดการอะไรสักอย่างแล้วแหละเราไม่ได้ควร
00:31:24 → 00:31:27อยู่ได้ด้วยยาแก้ปวดทั่วไปนะคะเพื่อเป็น
00:31:27 → 00:31:30การระมัดระวังของการแบบการใช้ยามากยิ่ง
00:31:30 → 00:31:33ยิ่งขึ้นกันนะคะเนาะแม้แต่พาราเซตอลเองก็
00:31:33 → 00:31:36ตามนะคะซึ่งเป็นยาสามัญประจำบ้านที่ทุกคน
00:31:36 → 00:31:39ซื้อได้เนาะแม้แต่พาราเองก็อย่ากินเยอะจน
00:31:39 → 00:31:40เกินไปละกันนะคะ
00:31:40 → 00:31:44>> บอลว่าเราน่าจะต้องไปจัดไอ้นี่เนาะแคมเปญ
00:31:44 → 00:31:45มาพี่น
00:31:45 → 00:31:47>> คือไม่ไม่ใช่แค่เฉพาะกับผู้ป่วยนะผมว่า
00:31:47 → 00:31:50เราต้องจัดแคมเปญกับคุณหมอด้วยแหละเพราะ
00:31:50 → 00:31:52ว่าความรู้จริงๆ MOH มันมันค่อนข้างใหม่
00:31:52 → 00:31:54อ่ะครับแล้วก็
00:31:54 → 00:31:56>> แล้วอย่างที่พี่นุ่มว่าเลยมันผมว่ามัน
00:31:56 → 00:31:59จำกัดอยู่กับวงแคบๆกับหมอระบบประสาทหมอ
00:31:59 → 00:32:00ระบบประสาทเนี่ยรู้หมด
00:32:00 → 00:32:01>> ค่ะ
00:32:01 → 00:32:04>> แต่พอแบบไปเอ่อหมอแผนกอื่นบางทีผมว่า
00:32:04 → 00:32:07อันเนี้มันไม่ได้แบบอยู่ในสิ่งที่เขาต้อง
00:32:07 → 00:32:10รู้อ่ะบางทีก็เลยคงจะส่งผลเหมือนกันอะไร
00:32:10 → 00:32:11อย่างเงี้ย
00:32:11 → 00:32:12>> ใช่ซึ่งอันนี้เราก็เข้าใจเพราะว่าแบบใน
00:32:12 → 00:32:15ฟิลอื่นเราก็อาจจะไม่ได้มีความรู้ดีหรือ
00:32:15 → 00:32:18ลึกอะไรขนาดนั้นในเพื่อนแพทย์ด้วยกันที่
00:32:18 → 00:32:20เป็นในฟิลที่ไม่ได้เจอคนไข้ MOS ก็อาจจะ
00:32:20 → 00:32:23ไม่ไม่ทราบเหมือนกันนะคะว่าแบบเออกินใช้
00:32:23 → 00:32:25ยาเยอะแล้วมันทำให้ปวดหัวมากขึ้นได้อัน
00:32:25 → 00:32:26นี้ก็เป็น
00:32:26 → 00:32:31>> กรรมการชมรมปวดศีรษะกำลังพยายามทำเนช่วย
00:32:31 → 00:32:33กันช่วยๆกันเพราะฉะนั้นเนี่ยในฐานะวัน
00:32:33 → 00:32:36เนี้ยก็คืออ่ะในฐานะผู้ป่วยที่เราจะต้อง
00:32:36 → 00:32:38รับประทานยาเองเรารู้ไว้ก่อนแล้วแหละเรา
00:32:38 → 00:32:40อย่างน้อยเราก็มีอาวุธติดตัวเราไว้เอง
00:32:40 → 00:32:42ก่อนแล้วด้วยนะคะว่าเราจะได้ไม่ใช้ยาเกิน
00:32:42 → 00:32:44นะคะเนาะ
00:32:44 → 00:32:48>> ก็นี่อีกขานึงก็กลายเป็นว่าเอ่ออันเมื่อ
00:32:48 → 00:32:50กี้ขาเยอะไปคือขาคนไข้ไม่กลัวยากลัวปวด
00:32:50 → 00:32:53อย่างเดียวกินๆอีกขานึงที่เจอมาบ่อยคือ
00:32:53 → 00:32:56กลายเป็นว่าแบบยาแก้ปวดต่างๆนะคะคนไข้จะ
00:32:56 → 00:32:58รู้อ่ะพาราเดี๋ยวตับพาง
00:32:58 → 00:33:02เอเสเดี๋ไตวายเป็นโรคกระเพาะเออกอดเดี๋ยว
00:33:02 → 00:33:05หลอดเลือดคนไข้กลายเป็นว่าปวดไมเกรน
00:33:05 → 00:33:07>> ไม่กินเลย
00:33:07 → 00:33:10>> เป็นสายทนจ้าสายอึดทนจ้ะ
00:33:10 → 00:33:12>> ถ้าไม่กินเกิดผลเสียอะไรบ้างคะ
00:33:12 → 00:33:16>> อเกิดผลเสียแน่นอนครับอันนี้เนี่ยจริงๆก็
00:33:16 → 00:33:20เป็นคอนเซปตที่ก็เป็นจริงๆก็มาจากชมรมโรค
00:33:20 → 00:33:23ปวดศีรษะแห่งประเทศไทยนี่แหละไม่น่าเชื่อ
00:33:23 → 00:33:25นะเราคิดไอ้หัวข้ออะไรอย่างเงี้ยแล้วดัง
00:33:25 → 00:33:27ระดับโลกได้นะพี่นุ่ม
00:33:27 → 00:33:31>> ขออวยโยตก็ขออวยขออวยให้จริงๆเอ่อชิงแบบ
00:33:31 → 00:33:34คิดโดยชมรมเราเนี่ยแหละครับชมรมอ
00:33:34 → 00:33:36>> เอ่อเราก็ปรากฏว่าคือเราคิดสิ่งที่เรียก
00:33:36 → 00:33:39ว่า Medication underuse headache ซึ่ง
00:33:39 → 00:33:42เชื่อมั้พี่นุ่มว่าพอออกไปอ่ะ
00:33:42 → 00:33:44>> papเปอร์เนี้ยได้รางวัลแบบว่า editor
00:33:44 → 00:33:46Choice เลยนะของแบบ Journal ที่ใหญ่ที่
00:33:46 → 00:33:49สุดของ Headach อ่ะของ International
00:33:49 → 00:33:50Headache
00:33:50 → 00:33:51>> แล้วเสร็จแล้วก็เลยกลายเป็นว่าตอนเต่าง
00:33:51 → 00:33:54ประเทศก็ Advocate หรือว่าพยายามออก
00:33:54 → 00:33:57แคมเปญสิ่งนี้นี่แหละว่าเฮ้ยยูอ่ะต้องกิน
00:33:57 → 00:34:00ยานะไม่ใช่ว่าแบบไม่กิน
00:34:00 → 00:34:03>> ดังนั้นเนี่ยถูกต้องแล้วที่เรากลัวว่ามัน
00:34:03 → 00:34:06จะเกิดว่ามันจะเกิด medication overuse
00:34:06 → 00:34:09แต่ในขณะเดียวกันถ้าคุณไม่กินเลยอ่ะ
00:34:09 → 00:34:09>> อื
00:34:09 → 00:34:13>> มันก็นำไปสู่การเกิดโคริไมเกรนได้เช่นกัน
00:34:13 → 00:34:16หรือว่าเกิดปวดศีรษะเรื้อรังได้
00:34:16 → 00:34:19>> มีงานวิจัยเลยนะครับที่ที่เขาเอามาเทียบ
00:34:19 → 00:34:22เลยนะพี่นุ่มเขาประเมินว่ายาแก้ปวดนั้น
00:34:22 → 00:34:24น่ะได้ผลดีหรือไม่ได้ผลดีคือเขาเริ่มจาก
00:34:24 → 00:34:25อย่างนี้ก่อนเนาะ
00:34:25 → 00:34:30>> ปรากฏว่ายาแก้ปวดที่แบบกินไปแล้วแบบไม่
00:34:30 → 00:34:33ช่วยหรือว่าแบบไม่ได้ผลดีหรือว่าอะไร
00:34:33 → 00:34:35เงี้ยเทียบกับยาแก้ปวดที่กินแล้วหายใน 2
00:34:35 → 00:34:39ช่โมงเนี่ยยาแก้ปวดที่กินแล้วดีแล้วหายใน
00:34:39 → 00:34:422 ช่โมงเนี่ยนะพอกินไปแล้วปุ๊บเนี่ยมี
00:34:42 → 00:34:44โอกาสที่จะเกิดกลายเป็นไมเกรนเรื้อรังได้
00:34:45 → 00:34:48น้อยกว่ายาที่แบบไม่ดีหรือว่าไม่กินยา
00:34:48 → 00:34:49>> อื
00:34:49 → 00:34:50>> เออมันเป็นขนาดนั้นเฮ้ยแล้วเสร็จแล้วผมก็
00:34:50 → 00:34:53เลยเฮ้ยสงสัยเอ้ยมันดีมันมันน่าสนใจมาก
00:34:53 → 00:34:56ใช่มั้เราก็ไปดูว่าเฮ้ยแล้วมันมีอะไรที่
00:34:56 → 00:34:59อธิบายได้หรือเปล่าเชื่อหรือมั้ว่าจริงๆ
00:34:59 → 00:35:01แล้วในสมองเราเนี่ยเวลามันส่งสัญญาณเข้า
00:35:01 → 00:35:02กระแสประสาทอ่ะ
00:35:03 → 00:35:03>> ค่ะ
00:35:03 → 00:35:06>> พี่นุ่มเอ่ออันนี้เดี๋ยวเราจะลงลึกนิดนึง
00:35:06 → 00:35:09แต่ว่าให้ค่อยๆฟังนิดนึงนะฮมันมันเริ่ม
00:35:09 → 00:35:12อย่างี้ว่ามันจะออกอยู่นอกสมองก่อนคือผม
00:35:12 → 00:35:13ใช้คำว่าสัญญาณแล้วกันนะสัญญาณมันจะเกิด
00:35:13 → 00:35:16นอกสมองทีนี้เวลาเราแปรผลปวดอ่ะครับมัน
00:35:16 → 00:35:18ต้องเข้าไปในสมองพี่นุ่ม
00:35:18 → 00:35:20>> ดังนั้นเนี่ยมันก็จะมีส่วนที่อยู่นอกสมอง
00:35:20 → 00:35:22แล้วก็ส่วนที่มันเข้าไปในสมอง
00:35:22 → 00:35:27>> ปรากฏว่าถ้าเรากินยาอ่าแล้วมันตัดวงจรไม่
00:35:27 → 00:35:29ให้เข้าไปสมองเนี่ยสุดท้ายมันจะไม่ส่ง
00:35:29 → 00:35:32กระแสประสาทน่ะขึ้นไปตีความที่ข้างบน
00:35:32 → 00:35:33>> อื
00:35:33 → 00:35:36>> ดังนั้นทำให้การที่เราเข้าหมายถึงว่าการ
00:35:36 → 00:35:38ที่เราเกิดปวดครั้งถัดไปหรือว่าการเกิด
00:35:38 → 00:35:41ไอ้ความไวของสมองที่เราพูดในตอนต้นน่ะมัน
00:35:41 → 00:35:43เกิดน้อยลงพี่นุ่ม
00:35:43 → 00:35:46>> นั่นแหละคือเหตุผลแล้วมันก็เลยกลายเป็น
00:35:46 → 00:35:51ว่าเราอ่ะสุดท้ายปวดหัวก็ต้องกินยาทีนี้
00:35:51 → 00:35:54เราจะใช้คำอย่างี้ครับเราเหมือนเราเผาป่า
00:35:54 → 00:35:55พี่นุ่่งอื
00:35:55 → 00:35:58>> ถ้าเราเผาป่าใช่มั้ยมันไหม้อยู่ 2-3 ต้น
00:35:58 → 00:36:00ใช่มั้ยแล้วดับไฟ
00:36:00 → 00:36:01>> มันก็หายใช่ป่ะ
00:36:02 → 00:36:04>> แต่ถ้าเราลองเราไหม้ไปทั้งป่า
00:36:04 → 00:36:08>> โอ้โหดับยังไงไม่มีตาไม่อยู่ต่อให้เรา
00:36:08 → 00:36:11เห็นมั้ยแฮลิคอปเตอร์ทุกอย่างก็ไม่ถูก
00:36:12 → 00:36:14มั้ยมันก็เลยเป็นอย่างี้แหละครับดังนั้น
00:36:14 → 00:36:17ก็ต้องกินแต่อย่างที่บอกดังนั้นเหลายคนก็
00:36:17 → 00:36:20จะบอกแล้วจะเอายังไงวะ
00:36:20 → 00:36:22จะเอายังไงวะใช่มั้ย
00:36:22 → 00:36:22>> ใช่
00:36:22 → 00:36:25>> ความจริงคืออย่างงี้ครับเอ่อเอ่อเราใน
00:36:25 → 00:36:28ฐานะที่เป็นหมอเราก็จะบอกว่าถ้าปวดหัว
00:36:28 → 00:36:29>> ค่ะ
00:36:29 → 00:36:32>> เนาะถ้าสมมุติปวดหัวก็ต้องกิน
00:36:32 → 00:36:33>> อือ
00:36:33 → 00:36:36>> กินให้เร็วที่สุดเราแนะนำว่าให้กินภายใน 1
00:36:36 → 00:36:36ช่มง
00:36:36 → 00:36:37>> อือ
00:36:37 → 00:36:42>> แต่ในขณะเดียวกันเราก็ต้องมาดูว่า maximum
00:36:42 → 00:36:44ที่เราห้ามกิน
00:36:44 → 00:36:45>> คือเท่าไหร่
00:36:45 → 00:36:48>> นั่นแหละคือเป็น strategy ที่สำคัญ
00:36:48 → 00:36:50>> ใช่อืเพราะว่าอันเนี้ยส่วนใหญ่ก็จะแบบ
00:36:50 → 00:36:53เอ่อเล่าให้คนไข้ฟังคล้ายๆกันว่าถ้าเผ่า
00:36:53 → 00:36:55ถ้าป่ามันถูกเผาไปเยอะแล้วอ่ะคือคนไข้
00:36:55 → 00:36:58ส่วนใหญ่จะใช้วิธีการทนสมมุติ 1 ชั่วโมง
00:36:58 → 00:37:01ทน 2 ชั่วโมงทนสุดท้ายมันจะไปแพ้
00:37:01 → 00:37:03>> เพราะไม่เกณฑเวลาปวดมันปวดแรงค่ะมันจะไป
00:37:03 → 00:37:06แพ้ที่ประมาณ 4 ช่โมง 6 ช่โมงถามว่าตอน
00:37:06 → 00:37:08นั้นก็ต้องกินเหมือนกันน่ะแต่มันเหมือน
00:37:08 → 00:37:09เรา
00:37:09 → 00:37:13>> เราเราดับเราดับเราดับไฟด้วยแบบสายยางอ่ะ
00:37:13 → 00:37:15แทนที่จะแบบเริ่มดับตั้งแต่ตอนน้อยๆสิ่ง
00:37:15 → 00:37:18ที่เกิดขึ้นคือกินถึงเราไปยอมแพ้ตอนนั้น
00:37:18 → 00:37:22กินไป 1 ไม่หายปวด 2 สมองเกิดการอักเสบ
00:37:22 → 00:37:26เยอะ
00:37:26 → 00:37:28ก็ปวดไว
00:37:28 → 00:37:30คนไข้จะมีความรู้สึกว่า
00:37:31 → 00:37:33>> หัวมันเหมือนเจ็บอ่ะค่ะ
00:37:33 → 00:37:34>> มันจะมีหลายคนที่บอกว่าถ้ารู้สึกว่ากินยา
00:37:35 → 00:37:37เร็วอ่ะคือกินแล้วเคลียร์โล่งเลยแต่ถ้า
00:37:37 → 00:37:39เราไปกินยาช้าต่อให้ปวดหัวมันหายแต่มันจะ
00:37:39 → 00:37:43เหมือนหัวมันช้ำๆระบมๆมหัวคิดอะไรไม่ออก
00:37:43 → 00:37:46ไปอีกแบบวัน 2 วันซึ่งมันคือการอักเสบที่
00:37:46 → 00:37:50มันเกิดขึ้นเยอะค่อนข้างมากเนาะคำถามก็
00:37:50 → 00:37:53อ่ะหมอจะให้หนูเอาไงคะสรุปหนูปวดหัวหนูจะ
00:37:53 → 00:37:54ต้องกินหรือไม่กิน
00:37:54 → 00:37:58>> ก็บอกกับทุกคนเลยนะคะว่าถ้าเราเป็นไมเกรน
00:37:58 → 00:38:00เอาเป็นว่ากรณีเราเป็นไมเกรนก่อนนะคะขบวน
00:38:00 → 00:38:03การ process การอาศัยแบบนี้หมอขอใช้คำว่า
00:38:03 → 00:38:05เป็นไมเกรนเนาะถ้าเราปวดจากอย่างอื่นเช่น
00:38:05 → 00:38:07ปวดจากเครียดเนี่ยมันจะคิดอีกแบบ
00:38:07 → 00:38:10>> ถ้าเป็นไมเกรนนะคะเมื่อมันมีแทackขึ้นมา
00:38:10 → 00:38:12แล้วเมื่อมีอาการกำเริมาแล้วสิ่งที่คนไข้
00:38:12 → 00:38:15ต้องทำคือต้องกินยาไม่ใช่หน้าที่คนไข้ที่
00:38:15 → 00:38:16จะต้องทน่
00:38:16 → 00:38:19>> แต่คนไข้ต้องรู้ maximum
00:38:19 → 00:38:19>> อื
00:38:19 → 00:38:21>> เนี่ยค่ะรู้ว่าห้ามกินเกิน
00:38:21 → 00:38:239 เม 10 เม
00:38:23 → 00:38:23>> ใช่
00:38:23 → 00:38:27>> และหน้าที่ของที่ห้ามกินเกิน 9 เม 10 เม
00:38:27 → 00:38:30ใช่หน้าที่คนไข้แล้วค่ะมันคือหน้าที่หมอ
00:38:30 → 00:38:34ค่ะว่าทำยังไงหมอจะต้องป้องกันคนไข้ให้
00:38:34 → 00:38:37กินไม่เกินนะคะเพราะฉะนั้นมันคือการร่วม
00:38:37 → 00:38:40มือกันระหว่างแพทย์และคนไข้คนไข้ถึงไปถึง
00:38:40 → 00:38:43หน้างานจริงๆแล้วปวดหัวขึ้นมาแล้วหน้าที่
00:38:43 → 00:38:46เดียวของเราคือเราทำยังไงให้สงบเร็วที่
00:38:46 → 00:38:49สุดนะคะแต่ถ้าเรามีแอทackกำเริบบ่อยขนาด
00:38:49 → 00:38:53นั้นนั่นหมายความว่าเราต้องได้รับยาป้อง
00:38:53 → 00:38:55กันไมเกรนยารักษาไมเกนซึ่งอันนั้นคือหน้า
00:38:55 → 00:38:58ที่แพทย์ที่จะต้องปรับยายังไงก็ได้ให้คน
00:38:58 → 00:39:02ไข้สุดท้ายใช้ยาไม่เกินนะคะคนไข้ก็จะได้
00:39:02 → 00:39:05แบบเวลามีแอทackขึ้นมาแล้วใช้ยาได้อย่าง
00:39:05 → 00:39:08เหมาะสมถูกต้องเนาะอือันนี้ก็จะเป็นแบบ
00:39:08 → 00:39:11ว่าความร่วมมือกันของแพทย์แล้วก็คนไข้คน
00:39:11 → 00:39:14ไข้จะได้ไม่ต้องมานั่งคิดว่าจะกินดีไม่
00:39:14 → 00:39:17กินดีบางคนบอกนั่งจ้องไป 2 ชั่วโมงค่ะ
00:39:17 → 00:39:19อะไรอย่างเงี้ยซึ่งซึ่งเปเปอร์เนี่ยต้อง
00:39:19 → 00:39:22บอกว่าเป็นความภูมิใจของแบบชมรมปศิชา
00:39:22 → 00:39:25ประเทศคนไทยเรามากๆเลยเรื่อง Medication
00:39:25 → 00:39:27เคยจะพูดเล่าให้คนไข้ฟังหลายรอบแล้วแต่
00:39:27 → 00:39:31วันนี้ขอเชิญตัวจริงที่เขาเขียนวิจัยมา
00:39:31 → 00:39:33พูดเองเลยนะคะเพราะฉะนั้นคนไข้นะคะอย่ารอ
00:39:33 → 00:39:36นะถ้าเป็นไมเกรนส่วนใหญ่จริงๆถ้าจะรอได้
00:39:36 → 00:39:39จริงๆก็ไม่ควรเกินสัก 1 ช่โมงเนาะต้องไม่
00:39:39 → 00:39:41ควรเกินสัก 1 ชั่วโมงนะบางคนบางที 15
00:39:41 → 00:39:44นาทีแรกครึ่งชั่วโมงแรกอาจจะไม่มั่นใจอ่ะ
00:39:44 → 00:39:47ถ้าจะรอจริงๆก็คือไม่ควรเกิน 1 ชมงเพราะ
00:39:47 → 00:39:50ว่า process ที่จะส่งสัญญาณไปสู่สมองมัน
00:39:50 → 00:39:53เกิดขึ้นภายใน 2 ช 1- 2 ช่
00:39:53 → 00:39:55>> คือเพราะว่ามันมันเข้ามาน่ะพี่นุ่มมัน
00:39:55 → 00:39:57เข้ามาจากข้างนอกแล้วก่อนที่มันจะเข้าไป
00:39:57 → 00:39:58สู่สมองนะครับ
00:39:58 → 00:40:00>> มันคือ 1 ชั่วโมงพอดีเป๊ะ
00:40:00 → 00:40:03>> คือพอมันเข้าสมองอ่ะยาอะไรมันก็หยุดไม่
00:40:03 → 00:40:06ได้นะคะแล้วเวลาเรากินยาเราอย่าลืมนะกิน
00:40:06 → 00:40:08ยาไปมันไม่ได้ออกฤทธิ์ทันที
00:40:08 → 00:40:10>> เราต้องเผื่อให้เขาออกฤทธิ์ด้วยเพราะ
00:40:10 → 00:40:12ฉะนั้นเนี่ยเวลาเรารอจริงๆเราเลยรอรอไม่
00:40:12 → 00:40:15ได้นานมากนะคะทีนี้เนี่ยก็มีคนไข้มาถาม
00:40:15 → 00:40:17เหมือนกันว่าเอ้ยทีนี้หนูปวดหัวหนูก็เลย
00:40:17 → 00:40:20แบบปวดปุ๊บกินปั๊บเลยค่ะก็เลยบอก
00:40:20 → 00:40:22แต่บางรอบอ่ะคนไข้ไม่ได้ปวดไมเกรนไงคือ
00:40:22 → 00:40:25เป็นแบบบางทีอ่ะคนไข้เป็นปวดแบบปวดกล้าม
00:40:25 → 00:40:29เนื้ออะไรอย่างเงี้ยค่ะก็เลยก็อันนี้มัน
00:40:29 → 00:40:31ก็จะเป็นเขาเรียกว่าศิลปะนิดนึงเหมือนกัน
00:40:31 → 00:40:34คนไข้ไมเกรนจริงๆส่วนใหญ่เวลาไมเกรนจะมา
00:40:34 → 00:40:37หมอเชื่อว่าคนไข้ทุกคนรู้ค่ะมันจะมีทราย
00:40:37 → 00:40:41อ่ะเริ่มแพ้แสงไวแสงมันระบมมันอะไรอย่าง
00:40:41 → 00:40:43เงี้ยมันจะไม่ใช่แค่ปวดตึงๆอ่ะค่ะเนาะ
00:40:43 → 00:40:46เพราะฉะนั้นเราก็อาจจะต้องมีศิลปะในการ
00:40:46 → 00:40:48ใช้ยาตรงนี้นิดนึงไม่งั้นมันก็จะเสี่ยงไป
00:40:49 → 00:40:50ได้ง่ายอีกเหมือนกัน
00:40:50 → 00:40:52>> ก็จริงๆอาการที่พี่นุ่มพูดมาเนี่ยมันคือ
00:40:52 → 00:40:56อาการพonitory symptom เนาะจริงๆมันคือ
00:40:56 → 00:40:57อาการนำ
00:40:57 → 00:41:00>> นะครับของก่อนที่จะเป็นไมเกรนก่อนที่จะ
00:41:00 → 00:41:00ปวด
00:41:00 → 00:41:03>> ซึ่งจริงๆเราแนะนำว่าอยากให้ผู้ป่วยลอง
00:41:03 → 00:41:07สังเกตตัวเองดูว่าแบบเฮ้ยเรามีอาการเหล่า
00:41:07 → 00:41:09นี้หรือเปล่าจริงๆอันเนี้คือเป็นการเป็น
00:41:09 → 00:41:12ตัวpredดิctorเมากกว่า 60% เลยนะพี่นุ่ม
00:41:12 → 00:41:13ว่า
00:41:13 → 00:41:14>> เดี๋ยวปวดหัวมาแน่
00:41:14 → 00:41:17>> จริงๆอาการพวกนี้เนี่ยมันเป็นอาการที่มัน
00:41:17 → 00:41:18ไม่ได้
00:41:18 → 00:41:21หมายถึงว่าแบบมันดูแล้วมันงงๆนะแต่ว่ามัน
00:41:21 → 00:41:24เป็นอาการจริงๆอย่างเช่นบางคนปวดฉี่
00:41:24 → 00:41:25>> อใช่
00:41:25 → 00:41:30>> ปวดฉี่ก่อนจะเป็นไมเกรนอ่าบางคนหิวบางคน
00:41:30 → 00:41:31หิวน้ำ
00:41:31 → 00:41:36>> เออบางคนแบบง่วงบางคนพี่นุ่มหาวตลอดเวลา
00:41:36 → 00:41:38แบบไม่ได้ง่วงเลยนะแต่หาวเออพวกนี้คือ
00:41:38 → 00:41:40อาการนำนะครับอันนั้นน่ะเป็นการบอกว่า
00:41:40 → 00:41:43ไมเกรนยูจะมาอันเนี้ย predict ได้เลยแล้ว
00:41:44 → 00:41:47สำคัญมากว่าถ้าสมมุติว่ามียาน่ะเตรียมพก
00:41:47 → 00:41:48ยาไว้เลยใช่
00:41:48 → 00:41:50>> เริ่มปวดทานยาได้เลยค่ะ
00:41:50 → 00:41:53>> อันเนี้ยเอ่อพอเวลาลองถามกับคนไข้จริงๆนะ
00:41:53 → 00:41:56คะเวลาคุยกันคนไข้ครั้งแรกอ่ะทุกคนจะไม่
00:41:56 → 00:41:58พอเวลาถาม
00:41:58 → 00:42:00ไม่รู้นะคะแต่พอเราแบบให้ทริกว่าลองไป
00:42:01 → 00:42:03สังเกตดูดีๆจริงๆว่าก่อนไมเกรนมาอาการ
00:42:03 → 00:42:06อะไรที่แบบคิดจะทำให้เรารู้ปรากฏว่าคนไข้
00:42:06 → 00:42:10ส่วนใหญ่รู้ค่ะ 80% น่ะบอกได้เลยเจอบ่อยๆ
00:42:10 → 00:42:14ก็จะ 1 ตึงตึงไทอย
00:42:14 → 00:42:17>> ปวดตัวหิวหาวอย่างเงี้ยค่ะอันนี้เป็นอะไร
00:42:17 → 00:42:20ที่กับคนไข้เจอบ่อยๆใช่หรือถ้าคนไหนมี
00:42:20 → 00:42:21ออร่า
00:42:21 → 00:42:24>> เห็นแสงอันนี้ชัดมันไปถึงจงเฟสที่มันเป็น
00:42:24 → 00:42:25ออร่าละ
00:42:25 → 00:42:28>> ถ้าเรากินยาได้เร็วนะตรงจุดตรงประมาณตรง
00:42:28 → 00:42:30เนี้ยก็จะได้ผลค่อนข้างดีนะคะหรือจริงๆ
00:42:31 → 00:42:33ปัจจุบันเนาะมันมียาที่มันเป็นยาเหมือนยา
00:42:33 → 00:42:36ทั้งป้องกันแล้วก็ยาแก้ปวดที่เราก็อาจจะ
00:42:36 → 00:42:40เอามาใช้ตรงเนี้ยได้ดียิ่งขึ้นด้วยนะคะจะ
00:42:40 → 00:42:42เห็นว่าแบบปัจจุบันคือการรักษาไมเกรนมัน
00:42:42 → 00:42:43แบบ
00:42:43 → 00:42:45>> มันเปลี่ยนไปเยอะมากอ่ะคือแบบถ้าคุณไม่
00:42:45 → 00:42:48มั่นใจว่าแบบเฮ้ยเราเราเป็นยังไงอะไรยัง
00:42:48 → 00:42:51ไงปรึกษาแพทย์เถอะมันมีมันมีแบบเเรียกว่า
00:42:51 → 00:42:54อาวุธหรือกลวิธีต่างๆมากมายที่เราจะทำให้
00:42:54 → 00:42:56เราอ่ะอยู่กับไมเกรนได้อย่างมีความสุข
00:42:56 → 00:42:58กลับไปใช้ชีวิตได้อย่างปกติไม่ต้องมากลัว
00:42:58 → 00:43:00ว่าเราจะปวดหัวไม่ต้องกลัวติดยาไม่ต้อง
00:43:00 → 00:43:04กลัวแบบอ่าการหยุดงานหรืออะไรแบบนี้ด้วย
00:43:04 → 00:43:07เนาะค่ะทีนี้นะคะก็จะไปสู่อันที่ 3 อัน
00:43:07 → 00:43:10นี้ก็คือเรื่องของยาแก้ปวดก็คือ
00:43:10 → 00:43:12>> ใช้มากไปก็ไม่ดีใช้น้อยไปก็ไม่ดีนะคะงั้น
00:43:12 → 00:43:16เราก็จะต้องแบบดูทริกของตัวเองทีนี้การ
00:43:16 → 00:43:18กันไม่ให้ใช้มากไปก็คือมาสู่เรื่องที่ 3
00:43:18 → 00:43:21นั่นเองก็คือเรื่องของการป้องกัน
00:43:21 → 00:43:24>> อ่าสำคัญมากๆนะคะเพราะว่าจริงๆนะคะพอเวลา
00:43:24 → 00:43:27พูดว่าป้องกันไมเกรนป้องกันไมเกรนเอาเป็น
00:43:27 → 00:43:30ว่าคนไข้ส่วนใหญ่ไม่รู้
00:43:30 → 00:43:33>> ว่าไมเกรนต้องรักษาต้องใช้ยาป้องกัน
00:43:33 → 00:43:37ไมเกรนนะคะข้อมูลจากซีแลนซ์บอกว่าไงบ้าง
00:43:37 → 00:43:37คะน้องบอล
00:43:37 → 00:43:41>> เอ่อถ้าสมมุติจากซีแลนซ์เนี่ยอันนี้จริงๆ
00:43:41 → 00:43:43อ่ะจะบอกว่าไม่ใช่ปัญหาในประเทศไทยอย่าง
00:43:43 → 00:43:46เดียวนะพี่นุ่มเป็นปัญหาทั่วโลกเพราะว่า
00:43:46 → 00:43:50จริงๆแล้วเนี่ยเอ่อการใช้ยาป้องกันน่ะ
00:43:50 → 00:43:53ทั่วโลกจริงๆอ่ะไม่เกิน 20-30% เท่านั้น
00:43:53 → 00:43:53จริงเหรอ
00:43:53 → 00:43:54>> มันน้อยมาก
00:43:54 → 00:43:57>> มันน้อยมากแล้วก็หลายคนน่ะไม่เข้าใจเลย
00:43:57 → 00:44:00>> ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงต้องได้ยาป้องกันด้วย
00:44:00 → 00:44:01อะไรอย่างเงี้ยนะครับ
00:44:01 → 00:44:05>> เมื่อวานก็เพิ่งเจอคนไข้ก็แบบรักษามาแบบ
00:44:05 → 00:44:07หลายประเทศมากนะเเป็น
00:44:07 → 00:44:10>> เอ่อชาวบังกเทศนะแล้วก็แบบอยู่อังกฤษอยู่
00:44:10 → 00:44:11สิงคโปร์อยู่อะไรเงี้ย
00:44:11 → 00:44:12>> อ
00:44:12 → 00:44:15>> ไม่เคยได้ยาป้องกันเลยมาตลอดเวลา 50 ปี
00:44:15 → 00:44:16พี่น้องโอ
00:44:16 → 00:44:19>> ทั้งๆที่แบบคือเป็นประเทศเจริญเลย
00:44:19 → 00:44:21>> เออเป็นประเทศเจริญมันเป็นเรื่องปกติมาก
00:44:21 → 00:44:24เพราะว่าพอถามอย่างเช่นบอกไปอังกฤษเนี่ย
00:44:24 → 00:44:27ก็คือแบบเจอเจอไม่เคยได้เจอสเปชalิหรอก
00:44:27 → 00:44:30จริงๆบอกเลยนะประเทศไทยนี่โชคดีมากนะครับ
00:44:30 → 00:44:34เราเข้าถึงคุณหมอได้ง่ายมากนะเอ่ออย่าง
00:44:34 → 00:44:37อังกฤษเนี่ยเขาอยู่กับเอ่อ GP นะครับแบบ
00:44:37 → 00:44:41คุณหมอทั่วไปเนี่ยมาตลอดเลย 10 20 ปี
00:44:41 → 00:44:43อะไรอย่างเงี้ยก็ไม่เคยไม่เคยได้เจออะไร
00:44:43 → 00:44:45อย่างเงี้ยนะครับก็ไม่เคยได้ใช้เลยพี่
00:44:45 → 00:44:48นุ่มตลอดเวลาละ 50 ปีก็เออ
00:44:48 → 00:44:51>> พี่ก็มีคนไข้ที่เป็นคนไทยอ่ะที่อยู่ต่าง
00:44:51 → 00:44:54ประเทศอ่ะแบบออสเตรเลียเดนมาร์แบบบินมา
00:44:54 → 00:44:56เยอะมากแล้วก็บอกว่าไม่เคยได้เจอหมอสมอง
00:44:56 → 00:45:00เลยไม่รู้จักคำว่ายาป้องกันไมเกนเลยทั้งๆ
00:45:00 → 00:45:02ที่เป็นประเทศที่แบบเฮ้ยเราคิดว่าแบบเป็น
00:45:03 → 00:45:06ประเทศที่ควรจะใช้ยาเยอะเนาะอืแล้วในไทย
00:45:06 → 00:45:07เองก็ข้อมูลใกล้เคียง
00:45:07 → 00:45:09>> ข้อมูลประมาณก็ใกล้เคียงกันมากเลยครับ
00:45:09 → 00:45:12จริงๆเราก็ใช้prวentชักันน่ะไม่เกิน
00:45:12 → 00:45:1430-40% นะครับ
00:45:14 → 00:45:18>> อใช่แล้วก็โดยส่วนใหญ่เนี่ยสิ่งที่ที่คือ
00:45:18 → 00:45:21เนื่องจากว่ายาป้องกันเนี่ยพอ 1 คือเรา
00:45:21 → 00:45:25ไม่ได้เข้าใจว่าหน้าที่มันคืออะไรนะครับ
00:45:25 → 00:45:27เรามาดูยาป้องกันเลยดีกว่าเนาะพี่นุ่ม
00:45:27 → 00:45:29เนาะจริงๆอ่ะยาป้องกันเนี่ยผมเมื่อกี้เรา
00:45:29 → 00:45:31พูดถึงยาฉุกเฉินไปแล้วเนาะยาฉุกเฉินคือ
00:45:31 → 00:45:34หน้าที่มันคือทำไงก็ได้ให้หายปวด
00:45:34 → 00:45:35>> ใช่มั้ภายใน 2 ชั่วโมง
00:45:35 → 00:45:37>> ไฟไหม้แล้วอ่ะทำไงก็ได้ไหม้ทำไงก็ได้ให้
00:45:37 → 00:45:37ดับไฟ
00:45:37 → 00:45:42>> นยาป้องกันคือทำยังไงให้ไฟไม่เกิดถูกต้อง
00:45:42 → 00:45:44ดังนั้นน่ะหน้าที่มันก็เลยจะมีอยู่ 3
00:45:44 → 00:45:47อย่างครับคือลดจำนวนวันของการปวดหัวลง
00:45:47 → 00:45:48>> อ่า
00:45:48 → 00:45:51>> ลดความรุนแรงของแต่ละครั้งลงนะครับแล้วก็
00:45:51 → 00:45:54ลดระยะเวลาของการเป็นแต่ละครั้งลงเห็นมั้
00:45:54 → 00:45:57ฮะว่าทั้งหมดไม่ได้ไม่มีบอกไหนเลยว่าแก้
00:45:57 → 00:46:00ปวดเลยสักตัวใช่แล้วคนก็เลยจะแบบ
00:46:00 → 00:46:01>> เออแล้วกินทำไม
00:46:01 → 00:46:02>> อ่าถูก
00:46:02 → 00:46:03>> ใช่มั้กินทำไม
00:46:03 → 00:46:06>> หลายคนบอกว่าตอนแบบสมมุติว่าปวดหัวน่ะก็
00:46:06 → 00:46:08กินยาแค่ 10 เม็ดอ้าแล้วทำไมต้องมากินยา
00:46:08 → 00:46:10ทุกวันด้วยอ่ะคะทุกวันอะไรอย่างเงี้ยใช่
00:46:10 → 00:46:13ซึ่งทุกคนก็เลยแบบไม่ไม่ได้เข้าใจแต่
00:46:13 → 00:46:14อย่างที่
00:46:14 → 00:46:16เราอยากจะเน้นย้ำครับว่าหน้าที่มันคือ
00:46:16 → 00:46:19จริงๆคือป้องกันไม่ให้เราเป็นมากขึ้นนั่น
00:46:19 → 00:46:21เองเราไม่ได้อยากให้แบบ
00:46:21 → 00:46:23>> เพราะว่าพอคนที่เป็น 8 วันนะครับเดี๋ยว
00:46:23 → 00:46:26เชื่อเถอะไม่เกินปีนึงมันจะเริ่มเพิ่ม
00:46:26 → 00:46:30ขึ้นใช่ม 10 วัน 12 วัน 15 วันและนั่น
00:46:30 → 00:46:32แหละคือยาป้องกันน่ะคือต้องเป็นอย่างงั้น
00:46:32 → 00:46:33>> อื
00:46:33 → 00:46:37>> ทีนี้ถามว่าแล้วเมื่อไหร่ใครควรได้ยาป้อง
00:46:37 → 00:46:38กันบ้างพี่นุ่ม
00:46:38 → 00:46:41>> จริงๆก็คือว่าถ้าในตาม study เลยนะครับ
00:46:41 → 00:46:46เอ่อเราเนี่ยเค้าเไปพบว่าจุดตัดที่บอกว่า
00:46:46 → 00:46:50ควรได้เพราะมีโอกาสที่จะเกิดกลายเป็น
00:46:50 → 00:46:51ไมเกรนเรื้อรังได้
00:46:51 → 00:46:52>> คือที่ 4 วันต่อเดือน
00:46:52 → 00:46:55>> อซึ่งน้อยมากนะคะทุกคน
00:46:55 → 00:46:57>> คือแบบ 4 วันเนี่ยก็คือเหมือนอาเฉลี่ยไป
00:46:57 → 00:46:59อาทิตย์ละวันเอาจริงๆคนที่ปวดหัวอาทิตย์
00:46:59 → 00:47:02ละวันน่ะไม่มีใครคิดหรอกว่าเราต้องเจอหมอ
00:47:02 → 00:47:05สมองละเนาะอือันเนี้ยเป็นแบบพิษเป็นแบบ
00:47:05 → 00:47:09พิฟอเลยอ่ะว่าแบบเออมันแบบซึ่งทำให้หลาย
00:47:09 → 00:47:11คนน่ะกว่าจะมาเจอกันก็คือปวดไป 10 กว่า
00:47:11 → 00:47:11วันแล้ว
00:47:11 → 00:47:13>> ถูกต้องครับถูก
00:47:13 → 00:47:16แล้วอย่างเงี้ในปัจจุบันในอย่าของยุโรปก็
00:47:16 → 00:47:19ดีนะครับเพยายามดึง
00:47:19 → 00:47:22>> ตัวเลขนี้ลงด้วยนะพี่นุ่มเเอา 2 วันเขาก็
00:47:22 → 00:47:23เริ่มแล้วนะ
00:47:23 → 00:47:25>> เออเพราะว่าเขารู้ว่าพอมันถึง 4 วันบางที
00:47:25 → 00:47:27มันเอาไม่อยู่
00:47:27 → 00:47:28>> ใช่
00:47:28 → 00:47:30>> คือแบบลองเทียบให้คนไข้เห็นง่ายๆก็ได้นะ
00:47:30 → 00:47:33คะแบบว่าทำไมถึงต้อง 4 วันคือส่วนใหญ่พี่
00:47:33 → 00:47:35อ่ะจะเทียบให้คนไข้เห็นว่าคือไมเกรนมี
00:47:35 → 00:47:39ระยะนะเหมือนโรคโรคอื่นนะคะโรคไตระยะ 1 2
00:47:39 → 00:47:423 4 ไมเกรนเราก็มีค่ะเรามีระยะที่เป็นเ
00:47:42 → 00:47:45เรียกก่อนว่าเป็นชั่วคราวกับเป็นเรื้อรัง
00:47:45 → 00:47:48>> อ่าเรื้อรังคือระยะ 4 แล้วล่ะอ่ะถ้าเป็น
00:47:48 → 00:47:50มะเร็งก็คือระยะสุดท้ายคือเป็นแบบปวดหัว
00:47:50 → 00:47:53เกินประมาณวันเว้นวันเกิน 15 วันต่อเดือน
00:47:53 → 00:47:55ทีนี้ไอ้ระยะชั่วคราวอ่ะ 1 2 3 เราก็มี
00:47:55 → 00:47:59นะคะก็คือปวดไม่เกิน 4 อ่ะปวดไม่เกิน 8
00:47:59 → 00:48:01อ่ะปวดไม่เกิน 12 ประมาณนี้แล้วกันคร่าวๆ
00:48:01 → 00:48:04>> เอาจริงๆว่าทำไมถึงต้อง 4 วันน่ะพี่บอกคน
00:48:04 → 00:48:07ไข้คร่าวๆถามคนไข้เลยถามเลยค่ะทุกครั้ง
00:48:07 → 00:48:09ที่ปวดอ่ะกินยากี่เม็ด
00:48:09 → 00:48:09>> อื
00:48:09 → 00:48:12>> คนไข้ส่วนใหญ่อ่ะเวลาเป็นไมเกรนมันปวดแรง
00:48:12 → 00:48:14ไม่มีใครกินยาเม็ดเดียวแล้วเอาอยู่อยู่
00:48:14 → 00:48:17แล้วเพราะฉะนั้นเนี่ยเวลาแackมา 1 ครั้ง
00:48:17 → 00:48:20มันจะต้องเป็นยาแก้ปวดประมาณ 2 เม็ด
00:48:20 → 00:48:23>> 2 เม็ด 4 ครั้ง 8 เม็ด
00:48:23 → 00:48:23>> 8 เม
00:48:23 → 00:48:27>> เข้ากำลังจะเข้า medication overuse
00:48:27 → 00:48:29head eg แล้วค่ะเพราะฉะนั้นคือมันถึง
00:48:29 → 00:48:31เป็นจำนวนที่แบบถึงแม้ความถี่เราจะรู้ว่า
00:48:31 → 00:48:34ไม่เยอะแต่เรามีความเสี่ยงมากๆที่เราจะ
00:48:34 → 00:48:37ใช้ยาแก้ปวดเยอะแล้วสุดท้ายย้อนกลับมาให้
00:48:37 → 00:48:40ไมเกรนเราเป็นไมเกรนที่เป็นรุนแรงขึ้น
00:48:40 → 00:48:43เรื่อยๆนะคะงั้นใครที่ปวดเกิน 4 ครั้งต่อ
00:48:43 → 00:48:46เดือนต้องเฝ้าระวังแล้วแหละว่าเราจะต้อง
00:48:46 → 00:48:51ได้ยาป้องกันเนาะอันเนี้ยก็เอ่อคือคนไข้
00:48:51 → 00:48:53เองอ่ะก็ไม่ค่อยรู้แต่ข้อมูลในซีแลนอีก
00:48:53 → 00:48:54อันนึงอ่ะ
00:48:54 → 00:48:57>> ก็ตกหน้าตกใจเหมือนกันก็คือว่าแม้แต่
00:48:57 → 00:49:00แพทย์เองก็ไม่ค่อยจ่ายยาป้องกันใช่มั้คะ
00:49:00 → 00:49:01น้องบอลอื
00:49:01 → 00:49:03>> ใช่อันนี้ก็เป็นอีกปัญหานึงเพราะว่า
00:49:03 → 00:49:06เนื่องจากว่ายาเอ่อป้องกันน่ะครับพี่นุ่ม
00:49:06 → 00:49:07มันกินทุกวัน
00:49:07 → 00:49:08>> อเนาะ
00:49:08 → 00:49:12>> แล้วก็เสร็จแล้วเนี่ยหมอหมอก็แบบโอ้โหเรา
00:49:12 → 00:49:15ต้องให้ยาทุกวันแล้วคำถามคือกินไปนานแค่
00:49:16 → 00:49:19ไหนใช่มซึ่งจริงๆอย่างที่เราแนะนำว่าต้อง
00:49:19 → 00:49:21กินอย่างน้อย 6 เดือนถึงปีนึงอ่ะ
00:49:21 → 00:49:23>> ซึ่งอันนี้มันก็กลายเป็นปัญหาอีกว่าแบบ
00:49:23 → 00:49:27หมอหลายคนก็เราต้องให้ยาอันนี้จริงๆหรอ
00:49:27 → 00:49:30แบบเป็นระยะเวลา 6 เดือนถึง 1 ปีมันก็เลย
00:49:30 → 00:49:32กลายเป็นปัญหาว่าคุณหมอหลายท่านน่ะครับก็
00:49:32 → 00:49:35เลยก็เลยไม่ค่อยไม่ค่อยจ่ายยา
00:49:35 → 00:49:38>> ใช่ก็จริงๆเองแบบตอนที่ยังแบบเราไม่ได้
00:49:38 → 00:49:41รู้สึกว่าเราแบบเจอคนไข้ไมเกนเป็นรังเยอะ
00:49:41 → 00:49:43มากๆอ่ะเป็นตัวเราเราก็คิดนะว่าแบบเ้ยปวด
00:49:43 → 00:49:46หัว 4 วันเราต้องกินยาทุกวันเลยหรอแล้ว
00:49:46 → 00:49:48ยุคเมื่อก่อนอ่ะค่ะยุคก่อนยุค CGRP อ่ะ
00:49:49 → 00:49:49ค่ะ
00:49:49 → 00:49:52>> ยาป้องกันไมเกรนน่ะมันคือยากัญชัก
00:49:52 → 00:49:52>> ใช่
00:49:52 → 00:49:57>> มันคือยาความดันมันคือยาคายเครียดมันคือ
00:49:57 → 00:50:00ยาซึมเศร้ามันคือยาขยายเรื่องคือเอาเป็น
00:50:00 → 00:50:02ว่าแต่ละตัว
00:50:02 → 00:50:05>> คนฟังแล้วใครจะอยากกินเนาะเป็นไมเกนแต่
00:50:05 → 00:50:08กินยากันชักอะไรอย่างเงี้ยค่ะก็ทำให้
00:50:08 → 00:50:11ปัญหาในการเริ่มยาอาจจะยากทั้งในในมุมของ
00:50:11 → 00:50:14แพทย์เองก็รู้สึกว่าเออมันอาจจะแบบอุ๊ย
00:50:14 → 00:50:16จ่ายโอเวอร์เกินไปหรือเปล่าหรือในมุมของ
00:50:16 → 00:50:19คนไข้เองก็เหมือนกันรู้สึกว่าเฮ้ยปวดหัว
00:50:19 → 00:50:22ต้องกินขนาดนี้เลยหรอแล้วก็อีกอันนึงก็
00:50:22 → 00:50:25คือเป็นเรื่องของผลข้างเคียงด้วยล่ะว่ายา
00:50:25 → 00:50:28ส่วนใหญ่อ่ะมันมีผลข้างเคียงเรื่องซึม
00:50:28 → 00:50:31ง่วงทำงานไม่ได้น้ำหนักขึ้นอะไรก็แล้วแต่
00:50:31 → 00:50:35เลยทำให้เอ่อคนไข้ไมเกนหลายๆคนเนี่ยถึง
00:50:35 → 00:50:37แม้อาจจะเคยเหยียบเข้าไปในสู่การป้องกัน
00:50:37 → 00:50:41การรักษาแต่มักจะไม่ได้ต่อเนื่องเดือนนึง
00:50:41 → 00:50:43หยุด 2 เดือนหยุดแล้วก็สุดท้ายกลับไปใช้
00:50:43 → 00:50:45ยาแก้ปวดแล้วก็มาเจอกันอีกทีตอนที่เป็น
00:50:45 → 00:50:48มากขึ้นไปแล้วอะไรอย่างเงี้ยนะคะเนาะอื
00:50:48 → 00:50:51แบบที่พี่นุ่มว่าเลยผมว่าคือยาป้องกันน่ะ
00:50:51 → 00:50:53มันดีหมายถึงว่าถ้าเราเมื่อไหร่ก็ตามเรา
00:50:53 → 00:50:55จำนวนวันของการปวดหัวเราเยอะผมว่ายังไง
00:50:56 → 00:50:58เราก็ควรได้อยู่แล้วยาป้องกันอ
00:50:58 → 00:51:01>> แต่ว่าอย่างที่พี่นุ่มว่ามันมี 2 กลุ่ม
00:51:01 → 00:51:04อ่ะใช่มมียาป้องกันกลุ่มเก่ากับยาป้องกัน
00:51:04 → 00:51:05กลุ่มใหม่ค่ะ
00:51:05 → 00:51:08>> ปัญหายาป้องกันกลุ่มเก่าคือเพราะว่าเรา
00:51:08 → 00:51:12ไม่เคยในก่อนหน้า CGRP เนาะเราไม่เคยมียา
00:51:12 → 00:51:15ที่เอาไว้รักษาไมเกรนโดยตรงเนาะที่ผ่านมา
00:51:15 → 00:51:18คือเราไปยืมยาคนอื่นคนอื่นมาใช้
00:51:18 → 00:51:20>> พี่นุรู้เปล่าว่าอย่างเช่นแบบยาตัวแรกๆ
00:51:20 → 00:51:22ที่เราใช้อย่างเช่นยาความดันน่ะ
00:51:22 → 00:51:25>> เออรู้มั้ว่าเราว่าเราค้นพบได้ยังไงพี่
00:51:25 → 00:51:25นุ่ม
00:51:25 → 00:51:26>> เออตำนานมันเป็นยังไงนะคะ
00:51:26 → 00:51:28>> เออตำนานน่ะมันก็คืออย่างงี้ยาทุกตัวเลย
00:51:28 → 00:51:31นะตำมาจากตำนานหมดก็คือว่าคนไข้เป็นความ
00:51:31 → 00:51:33ดัน
00:51:33 → 00:51:35>> แล้วปวดหัวเพราะพานี่ใช้มาตั้งแต่ประมาณ
00:51:35 → 00:51:38199 กว่าป่ะคะ 1990 อะไรประมาณเนี้ยไกล
00:51:39 → 00:51:40มาก
00:51:40 → 00:51:42>> ไกลมากแล้วก็แบบก็คือเ้าเป็นความดันพี่
00:51:42 → 00:51:46นุ่มแล้วก็เสร็จแล้วก็ก็กินปรากฏว่าอ่ะก็
00:51:46 → 00:51:49ก็รักษาไม่ได้รักษาไมเกรนไม่ได้องั้นก็
00:51:49 → 00:51:51แต่เขามีความดันอ่ะกินยาความดันเฮ้ย
00:51:51 → 00:51:54ไมเกรนดีขึ้นเว้ย
00:51:54 → 00:51:57>> เหมือนกันคนไข้แบบแล้วก็ยาจิตเวททั้งหลาย
00:51:57 → 00:51:59ใช่มั้ครับยาแก้ซึมเศร้าวิตกกังวลก็เพราะ
00:51:59 → 00:52:03คนไข้เป็นซึมเศร้าวิตกกังวลกินไปอ้าวหาย
00:52:03 → 00:52:05เออแล้วก็แบบก็เหมือนกันยากันชักก็คนไข้
00:52:05 → 00:52:06เป็นลมชัก
00:52:06 → 00:52:09>> ก็หายอันนั้นแหละก็เลยอในอดีตที่ผ่านมา
00:52:09 → 00:52:10ค่ะ
00:52:10 → 00:52:13>> แต่ถามว่ายาณจุดนั้นมันดีคือถ้าเมื่อไหร่
00:52:13 → 00:52:16ก็ตามเรากินยาผมว่ามันก็ดี
00:52:16 → 00:52:19>> มันดีอยู่แล้วล่ะแต่ปัญหาคืออย่างที่พี่
00:52:19 → 00:52:21นุ่มว่าอีกอันที่ 2 คือ
00:52:21 → 00:52:23>> คือพวกนี้พอมันไม่ได้ specific อ่ะครับ
00:52:23 → 00:52:27มันเลยมาพร้อมกับผลข้างเคียงข้างเคียง
00:52:27 → 00:52:30>> แล้วในงานวิจัยอันนึงเนี่ยที่เขาทำในต่าง
00:52:30 → 00:52:32ประเทศเนี่ยที่เรารู้เลยคือ
00:52:32 → 00:52:35>> ให้พี่นุ่มถ่าย 6 เดือนน่ะสมมุติว่าคนที่
00:52:35 → 00:52:38ต้องกินยาใช่ให้ทายว่า 6 เรือเนี่ยมีคน
00:52:38 → 00:52:41น่ะยังกินยาอยู่กี่เปอร์เซ็นต์
00:52:41 → 00:52:42>> ไม่ถึง 20%
00:52:42 → 00:52:45>> เยังยังเยอะยังได้อีกนิดนึงอีกนิดนึง
00:52:45 → 00:52:47>> 30% 30%
00:52:47 → 00:52:49>> ยังดียังดี
00:52:49 → 00:52:52>> แต่พอปีนึงอ่ะเท่าตัวเลขที่พี่นุ่มพูดเลย
00:52:52 → 00:52:52>> อื
00:52:52 → 00:52:55>> เหลือ 20% คำถามคือ
00:52:55 → 00:52:58>> คนที่ต้องได้ 100% น่ะกลายเป็นว่ายังกิน
00:52:58 → 00:53:01อยู่แค่ 30% น่ะพี่นุ่ม
00:53:01 → 00:53:03>> ใช่ป่ะคือแบบโอ้โหแบบเออมันก็เลยเป็น
00:53:03 → 00:53:03ประโยช
00:53:03 → 00:53:07>> หมายความว่า 70% ของคนไข้ตรงนั้นนะคะคน
00:53:07 → 00:53:10ไข้ไมเกรน 70% ตรงนั้นมีความเสี่ยงจะกลาย
00:53:10 → 00:53:12เป็นไมเกรนเรือรักถูกต้อง
00:53:12 → 00:53:14>> อื
00:53:14 → 00:53:16>> ซึ่งอันเนี้ยเป็นปัญหาหนักมากๆแล้วก็แต่
00:53:16 → 00:53:19ว่าโอเคยุคนี้ยุคนี้เรามาสู่ยุคยุคใหม่
00:53:19 → 00:53:22แล้วค่ะเรามียุคยาของ CGRP ซึ่งมันเป็น
00:53:22 → 00:53:25MRE Specific มากยิ่งขึ้นก็ลดผลข้าง
00:53:25 → 00:53:29เคียงไปประสิทธิภาพก็ดีขึ้นเนาะแต่ว่าก็
00:53:29 → 00:53:31ยังติดเรื่องของราคายาเนี่ยแหละที่อาจจะ
00:53:31 → 00:53:35ทำให้เข้าถึงยากนิดนึงนะคะแต่ว่าพี่ว่า
00:53:35 → 00:53:38มันก็ดีกว่าไม่มีนะคืออย่างน้อยมันมี
00:53:38 → 00:53:43โอกาสในการรักษามากยิ่งขึ้นโดยส่วนตัวถ้า
00:53:43 → 00:53:47>> คนไข้คนไหนเอ่อยังยังเข้าถึงยาที่อาจจะ
00:53:47 → 00:53:49ใช้ยากลุ่มใหม่ไม่ได้พี่ว่ายากลุ่มเก่า
00:53:49 → 00:53:50อ่ะจริงๆประสิทธิภาพมันดีมากนะคะ
00:53:51 → 00:53:51>> อือ
00:53:51 → 00:53:56>> เราคุยให้คนไข้เข้าใจว่าจำเป็นต้องให้ยา
00:53:56 → 00:53:58แล้วเราก็คุยเรื่องผลข้างเคียงไว้ล่วง
00:53:58 → 00:53:59หน้า
00:53:59 → 00:54:02>> ปรากฏว่าพี่ว่าถ้าเป็นในมือพี่อ่ะอ่าถ้า
00:54:02 → 00:54:05คนไข้ต้องกินยาจริงๆมันติดตามไป 6 เดือน
00:54:05 → 00:54:06เกิน 30%
00:54:06 → 00:54:09ด้วยความที่คนไข้เข้าใจค่ะเพราะว่าก่อน
00:54:09 → 00:54:11หน้านี้ที่คนไข้แบบอาจจะได้ยามาแล้วแบบพอ
00:54:11 → 00:54:13เจอผลข้างเคียงปุ๊บเขาไม่รู้ว่าเขาต้อง
00:54:13 → 00:54:16กินไงเขาก็หยุดยาไปเองก่อนแต่ถ้าแค่เขา
00:54:16 → 00:54:19รู้อ่ะขอให้ได้เข้าใจเถอะว่าทำไมถึงต้อง
00:54:19 → 00:54:21กินแล้วกินถึงเมื่อไหร่เราจะแพรสเมื่อ
00:54:21 → 00:54:24ไหร่เมื่อไหร่เราจะอะไรได้คืออย่างน้อยมี
00:54:24 → 00:54:27การวางแผนให้เขา้าอ่ะเขาก็จะยอมกินมาก
00:54:27 → 00:54:29ขึ้นแล้วก็จะยอมรับผลข้างเคียงตรงนั้นได้
00:54:29 → 00:54:31มากยิ่งขึ้นแล้วก็อีกอย่างคือยามีหลายตัว
00:54:31 → 00:54:34ค่ะเราก็พยายามปรับให้เหมาะสมกับแต่ละคน
00:54:34 → 00:54:37เนาะบางคนแบบมีวิตกกังวลซึมเศร้าอ่ะเรา
00:54:38 → 00:54:39ใช้ยากลุ่มซึมเศร้าไปด้วยเขาก็ได้
00:54:39 → 00:54:41ประโยชน์ 2 เรื่องไปด้วยอะไรแบบนี้นะคะ
00:54:42 → 00:54:44แต่สำหรับใครที่กินแล้วแบบมีผลข้างเคียง
00:54:44 → 00:54:48จริงๆแล้วเป็นไมเกรนที่เป็นเยอะจริงๆเข้า
00:54:48 → 00:54:50ถึงยากลุ่มใหม่ๆของการรักษาได้ที่เป็น
00:54:50 → 00:54:53กลุ่มพวก CGP จริงๆอันเนี้ยก็คือเป็น
00:54:53 → 00:54:55เหมือนแบบสามารถมาเปลี่ยนแบบคุณภาพชีวิต
00:54:56 → 00:54:58ไมเกรนได้เลยนะคะเนาะอ
00:54:58 → 00:55:01>> ผมก็เลยคิดว่าจริงๆคือเพราะว่ายาเอ่อ
00:55:01 → 00:55:03กลุ่มใหม่เนี่ยผมว่ามันก็เป็นยาที่มัน
00:55:03 → 00:55:06สำคัญมากเนาะพี่นุ่มแล้วก็จริงๆเราก็อยาก
00:55:06 → 00:55:09ให้ประชาชนน่ะทุกคนได้เข้าถึงยาซึ่งผมว่า
00:55:09 → 00:55:11อันนี้ก็คงจะต้องเป็นคือผมว่ามันต้องเป็น
00:55:11 → 00:55:14หน้าที่ของทางภาคประชาชนแล้วก็ภาคแพทย์
00:55:14 → 00:55:17นี่แหละที่เราจะช่วยกัน
00:55:17 → 00:55:20>> แคมเปญช่วยกันอะไรอย่างเงี้ย Voice ไปถึง
00:55:20 → 00:55:22รัฐบาลหรือว่าอะไรก็ตามเนี่ยแล้วก็ผมว่า
00:55:23 → 00:55:25เราก็ต้องมี study เยอะว่าแบบมันส่งผล
00:55:25 → 00:55:28กระทบต่อคุณภาพชีวิตยังไงหรืออะไรเงี้ย
00:55:28 → 00:55:31ซึ่งผมว่ามันจะได้ช่วยผู้ป่วยด้วยเนาะ
00:55:31 → 00:55:32แล้วก็พวกเราช่วยกันอยู่นะคะ
00:55:32 → 00:55:35>> ใช่นะครับเราก็อยากให้ภาคประชาชนมาช่วย
00:55:35 → 00:55:38กันด้วยเช่นกันนะแบบ voice ขึ้นมาว่าเบด
00:55:39 → 00:55:41ของเรามันเป็นอะไร
00:55:41 → 00:55:45>> ใช่มแบบทุกไอ้ความทุกข์ที่เราได้มันเป็น
00:55:45 → 00:55:45ยังไง
00:55:45 → 00:55:48>> แล้วคนไข้เกนเป็นคนไข้วัยทำงานนะคะจริงๆ
00:55:48 → 00:55:52แล้วมันเอฟเฟคเรื่องของแบบการงานอาชีพ
00:55:52 → 00:55:53ครอบครัว
00:55:53 → 00:55:55>> การหาเรียนครอบครัวอะไรค่อนข้างเยอะมาก
00:55:55 → 00:55:58หลายคนต้องหยุดทำงานไปเนาะกลายเป็นแบบ
00:55:58 → 00:55:59ทั้งครอบครัวทำงานได้คนเดียวอะไรอย่าง
00:55:59 → 00:56:00เงี้ยก็มี
00:56:01 → 00:56:03>> อย่างในยุโรปเองเนี่ยคืออย่างต่างประเทศ
00:56:04 → 00:56:06เค้าก็จะมี study เยอะที่เกี่ยวกับว่าแบบ
00:56:06 → 00:56:09ไมเกรนในวัยทำงานส่งผลต่อเศรษฐกิจเ้า
00:56:09 → 00:56:11อย่างไรเนี่ยนะอย่างในอย่างในยุโรปอ่ะพบ
00:56:11 → 00:56:15ว่าแบบเค้าเสียเงินแบบปีละเป็นพันๆล้าน
00:56:15 → 00:56:17ยูโรนะพี่นุก Oh my
00:56:17 → 00:56:19>> กับไมเกรนน่ะดังนั้นเขาก็เลยบอกว่าเฮ้ย
00:56:19 → 00:56:22อย่างี้ไม่ได้แล้วเค้าก็เลยต้องมารักษา
00:56:22 → 00:56:24ไมเกรนกันอย่างจริงจังอย่างเงี้ยเราก็
00:56:24 → 00:56:26อยากให้อย่างเงี้ยเจอในประเทศไทยเนาะอื
00:56:26 → 00:56:29>> เนาะอยากให้เกิดแล้วก็ฝากถึงคนไข้ไมเกรน
00:56:29 → 00:56:30ที่ฟังก่อนแล้วกันเพราะว่าคนที่ได้ฟัง
00:56:30 → 00:56:32คลิปนี้ก็น่าจะเป็นคนไข้ที่คิดว่าน่าจะ
00:56:32 → 00:56:35เป็นไมเกรนนะคะถ้าเรารู้ว่าเราเริ่มปวด
00:56:35 → 00:56:38หัวบ่อยปวดเกิน 4 ครั้งต่อเดือนนะคะเรา
00:56:38 → 00:56:41เป็นกลุ่มที่เราควรจะต้องได้ยาป้องกันได้
00:56:41 → 00:56:44แบบไหนก็ว่ากันอีกทีนึงว่าเราเนี่ยสามารถ
00:56:44 → 00:56:48เอ่อรักษาใช้ยาแบบไหนได้นะคะก็พยายามเอ่อ
00:56:48 → 00:56:50ผาแพทย์นะคะไปปรึกษาแพทย์อย่าซื้อยาแก้
00:56:50 → 00:56:53ปวดกินเองแล้วเนาะอย่าอย่าอย่ารอให้มัน
00:56:53 → 00:56:55เกิดเป็นไมเกรนเรื้อรังแล้วค่อยมารักษาพอ
00:56:55 → 00:56:58รักษาเร็วอ่ะค่ะใช้ยาน้อยแล้วก็หยุดยาได้
00:56:58 → 00:57:01เร็วกว่าจริงๆนะคะเพราะว่าโกในการรักษา
00:57:01 → 00:57:04ไมเกรนน่ะเราจะดูกันว่าเราคุมไมเกรนได้
00:57:04 → 00:57:07แล้วหรือยังนะคะซึ่งถ้าเป็นเมื่อก่อนน่ะ
00:57:07 → 00:57:10ในอดีตเขาเอา 50% รีดักชัเช่นปวดหัว 20
00:57:10 → 00:57:11วัน
00:57:11 → 00:57:15>> คุมได้คือปวดหัวปัจจุบันเปเปอร์มาล่าสุด
00:57:15 → 00:57:18ปี 2015 หรือจริงๆอ่ะเอาจริงๆในทาง
00:57:18 → 00:57:21ปฏิบัติก็ก็ไม่ใช้ 50% มานานแล้วค่ะเพราะ
00:57:22 → 00:57:24รู้สึกว่าเพราะรู้สึกว่าคนไข้ปวด 20 วัน
00:57:24 → 00:57:27เหลือ 10 วัน 10 วันนั้นทำไมคะกินยา 10
00:57:27 → 00:57:30วันยังเกิด Medication overuse ค่ะซึ่ง
00:57:30 → 00:57:33ตรงเนี้ยมันก็มาคเฟิร์มด้วยล่าสุดนะคะบอก
00:57:33 → 00:57:35ว่าการรักษาไมโกรเกรนจริงๆเราควรรักษาไป
00:57:35 → 00:57:39จนถึงคนไข้แทบจะไม่ปวดหัวเลยคือไมเกรน
00:57:39 → 00:57:42freดomเลยก็คือต้องไม่เกิน 4 ครั้งต่อ
00:57:42 → 00:57:45เดือนหรือ 0 ได้เลยยิ่งดีนะคะเพราะฉะนั้น
00:57:45 → 00:57:49เนี่ยลองนึกภาพนะคะถ้าเรารอตอนเป็นเราปวด
00:57:49 → 00:57:53หัวเราจะต้องใช้ยาเยอะขนาดไหนในการทำให้
00:57:53 → 00:57:57จาก 30 ไปเหลือ 15 ไปเหลือ 10 ไปเหลือ 4
00:57:57 → 00:58:00เนาะมันก็จะต้องกินยาเยอะกินยายาวรักษา
00:58:00 → 00:58:03นานแต่ถ้าเราเริ่มปวด 4 ครั้ง 6 ครั้ง 8
00:58:03 → 00:58:06ครั้งเรารักษาเลย 50% ปุ๊บอ่ะเราเข้าสู่
00:58:06 → 00:58:09ไมเกรนที่คุมได้เลยกลับไปใช้ชีวิตได้หยุด
00:58:09 → 00:58:13ยาได้เร็วนะคะงั้นทุกคนที่เป็นก็คอยเอ่อ
00:58:13 → 00:58:16จดบันทึกอาการตัวเองไอี่นี่คือสำคัญมากนะ
00:58:16 → 00:58:20คะเราจริงๆอ่ะถ้าเราไม่จดอ่ะถามจริงๆแบบ
00:58:20 → 00:58:24เวลาเรานั่งนึกอ่ะสมมุติน้องบอลเมื่อวาน
00:58:24 → 00:58:267 วันที่ผ่านมาใช้เงินไปเท่าไหร่คะ
00:58:26 → 00:58:32>> ใช่โอไม่รู้แล้วครับไม่รู้ภรรยาเอาไปหมด
00:58:32 → 00:58:35คือมันในชีวิตเราอ่ะวันๆนึงเราแบบมันมี
00:58:35 → 00:58:39เรื่องราวมากมายแบบใช้เงินเท่าไหร่กิน
00:58:39 → 00:58:42อะไรกินข้าวอะไรเรื่องราวมันเยอะอ่ะใครจะ
00:58:42 → 00:58:45มานั่งจำกินพาราไปกี่เมตรกินยาไปกี่เมตร
00:58:45 → 00:58:48สิ่งเดียวที่ทำได้คือจดค่ะวันไหนปวดหัว
00:58:48 → 00:58:51แค่บันทึกไว้เดี๋ยวนี้มีเยอะแยะมากมายนะ
00:58:51 → 00:58:55คะแอปพลิเคชับางคนสายแบบจดจดใส่ไดอารี่มี
00:58:55 → 00:58:58ไดอารี่ส่วนตัวอยู่แล้วจดในมือถือง่ายๆก็
00:58:58 → 00:59:01ได้นะคะหรือมีแอปพลิเคชัสำหรับไมเกรนโดย
00:59:01 → 00:59:04เฉพาะที่แบบจะมาช่วยทำให้เราอ่ะเริ่มรู้
00:59:05 → 00:59:08ว่าเราเป็นไมเกรนระดับไหนควรจะต้องได้ยา
00:59:08 → 00:59:11ป้องกันเราหรือยังควรจะต้องไปหาหมอแล้ว
00:59:11 → 00:59:14หรือยังนะคะเนาะบางคนแบบเอ้ยแบบเนี่ยหมอ
00:59:14 → 00:59:17เจอล่าสุดอ่ะค่ะแบบตอนแรกเขาเป็น 2 ครั้ง
00:59:17 → 00:59:193 ครั้งอ่ะค่ะแล้วพอแบบ 2-3 เดือนล่าสุด
00:59:19 → 00:59:22เขามาเจอว่าเขากินยาไป 4 เม็ด 5 เม็ดเขา
00:59:22 → 00:59:24ก็รีบมาหาเลยอย่างเงี้ยค่ะซึ่งเขาบอกว่า
00:59:25 → 00:59:27ถ้าเกิดเขาไม่จดอ่ะเขานึกไม่ออกหรอกมัน
00:59:27 → 00:59:31เพลินๆน่ะค่ะบางคือบางทีเราบางทีเราแบบ
00:59:31 → 00:59:33ปวดหัวเอ้เรากินยาแก้ปวดเพราะเรื่องอื่น
00:59:33 → 00:59:37ด้วยไงนึกออกมคะแบบอ่ะไม่สบายก็ไปกินพารา
00:59:37 → 00:59:39ก็กินไปเท่าไหร่อะไรอย่างเงี้ยมันมันไม่
00:59:39 → 00:59:42ได้จดไว้นะเพราะฉะนั้นทุกคนก็เริ่มโจทย์
00:59:42 → 00:59:45ในเกณฑ์ไดอารี่กันนะคะสำคัญมาก
00:59:45 → 00:59:47>> เห็นด้วยเห็นด้วยมากในซีแลนซ์น่ะพี่นุ่ม
00:59:47 → 00:59:48ใช่ป่ะ
00:59:48 → 00:59:48>> เออๆ
00:59:48 → 00:59:53>> คนน่ะใช้MRนDiี่จริงๆอ่ะไม่ไม่ถึง 50%
00:59:53 → 00:59:54>> อ๋อ
00:59:54 → 00:59:58>> ใช้ไม่ถึง 50% จริงๆแบบอยู่ประมาณแบบ 30%
00:59:58 → 01:00:01เท่านั้นอซึ่งผมว่าอันนี้ก็ก็เป็นอันนึง
01:00:01 → 01:00:03นะครับแนะนำเหมือนกันนะจริงๆไม่ต้องแบบทำ
01:00:03 → 01:00:06ให้มันแบบยากๆเลยนะจดในมือถือนั่นแหละ
01:00:06 → 01:00:09เนาะว่าแบบเราปวดกี่วันใช้ยาไปอะไรบ้าง
01:00:09 → 01:00:12แค่นั้นน่ะก็นี่คือสิ่งที่หมออยากได้จริง
01:00:12 → 01:00:12ๆ
01:00:12 → 01:00:15>> ค่ะแล้วมันประหยัดเวลาในการตรวจรักษามาก
01:00:15 → 01:00:17เลยนะคะระหว่างแบบเมื่อก่อนที่คนไข้ไม่จด
01:00:17 → 01:00:19มาแต่สมมุติว่าถามว่าเดือนที่แล้วปวดหัว
01:00:19 → 01:00:22กี่วันคะกว่าคนไข้จะนั่งแบบนั่งลิสนั่ง
01:00:22 → 01:00:26ลึกอ่ะกับทุกวันนี้เปิดเลยค่ะแบบว่ามันก็
01:00:26 → 01:00:27เราก็แบบ
01:00:27 → 01:00:31>> ก็เอ่อใช้เวลาน้อยลงแม่นยำมากขึ้นเนาะโรค
01:00:31 → 01:00:33อื่นน่ะเขามีเลือดให้เจาะไง
01:00:33 → 01:00:37>> เป็นเบาหวานก็ดูเป็นสีน้ำตาล 100 150
01:00:37 → 01:00:40แต่ไมเกรนมันไม่มีเลือดให้เจาะนะคะเราก็
01:00:40 → 01:00:42ต้องวัดจากเนี่ยแหละเราปวดหัวกี่ครั้งเรา
01:00:42 → 01:00:44ใช้ยาไปเท่าไหร่เบอร์เด้นเราเท่าไหร่เรา
01:00:44 → 01:00:47หยุดงานมยเรารู้สึกยังไงความรู้สึกยังไง
01:00:47 → 01:00:50นี่ก็สำคัญนะคะบางครั้งปวดหัวไม่เยอะแต่
01:00:50 → 01:00:53มีเขียนว่าไม่ไปเที่ยวเพราะกลัวปวดหัว
01:00:53 → 01:00:55อันเนี้ยมันสำคัญนะแบบว่ามันทำให้เรา
01:00:55 → 01:00:58ลิมิตการใช้ชีวิตอะไรแบบ
01:00:58 → 01:01:02อีกอันนึงที่รู้สึกได้จาก
01:01:02 → 01:01:04>> คนไข้นะคะส่วนใหญ่แบบบางทีเรากินยาป้อง
01:01:04 → 01:01:09กันไปจากเขาปวดหัวน่ะพอเขาจดอ่ะเขาเห็น
01:01:09 → 01:01:11เองด้วยตาของตัวเองอ่ะมันเหมือนเราได้
01:01:11 → 01:01:14เจาะเลือดด้วยตัวเราเองว่าเฮ้ยมันเหลือ
01:01:14 → 01:01:17แค่ 2 วันแล้วนะ 3 วันแล้วนะมันก็มีกำลัง
01:01:17 → 01:01:20ใจในการรักษามีกำลังใจในการที่จะดูแลตัว
01:01:20 → 01:01:24เองกลับไปออกกำลังกายนอนให้พอหรือว่าเอ่อ
01:01:24 → 01:01:26เหมือนแบบควบคุมปัจจัยกระตุ้นไมเกรนให้ดี
01:01:26 → 01:01:27ยิ่งขึ้นด้วยนะคะ
01:01:28 → 01:01:30>> จริงเออผมว่ามันเป็นมันเป็นเหมือนรางวัล
01:01:30 → 01:01:33อันนึงนะสำหรับใครที่จดไดอารี่อ่ะเราลอง
01:01:33 → 01:01:36แบบวันแรกนะที่เราแบบรักษากับวันที่แบบพอ
01:01:36 → 01:01:38มันดีขึ้นนะครับเราจะเห็นเลยว่าวันแรกหู
01:01:38 → 01:01:41เราจด 2 หน้าอีกครั้งนึงมาอุ้ยมันลดเหลือ
01:01:41 → 01:01:44ครึ่งนึงแล้วอะไรอย่างเงี้ยโอหแบบมันรู้
01:01:44 → 01:01:45สึกดีไปตาม
01:01:45 → 01:01:48>> แล้วหลายคนแบบว่าตอนเริ่มเป็นก็คือแบบ
01:01:48 → 01:01:52โอโหแบบเกยาแก้ปวดเยอะมากผ่านไปแบบ 6
01:01:52 → 01:01:55เดือน 1 ปีแล้วเเหลือหน่อยเ้าแบบดีใจมาก
01:01:55 → 01:01:58เก็บเป็นเหมือนคัมภีร์ไบเบิลคัมภีคัมภีร์
01:01:58 → 01:02:01รางวัลเป็นกำลังใจให้ตัวเองว่าเราจะไม่
01:02:01 → 01:02:04กลับไปจุดนั้นอีกแล้วนะอะไรแบบเนี้ยค่ะ
01:02:04 → 01:02:08>> อยากอยากให้ทำกันนะครับเพกdayี่ใช่แล้วก็
01:02:08 → 01:02:11คือคนไข้ไมเกรนเป็นคนไข้ที่น่าสงสารจริงๆ
01:02:11 → 01:02:13เดี๋ยวเราจะมาคุยเรื่องนี้กันต่อก็คือ
01:02:13 → 01:02:17เรื่องสติมเบอร์เดenที่บอกว่าในการจดอ่ะ
01:02:17 → 01:02:18สิ่งนึงที่เหมาะให้คนไข้จดด้วยนะว่าคือ
01:02:19 → 01:02:19แบบ
01:02:19 → 01:02:21>> เค้ารู้สึกยังไง
01:02:21 → 01:02:21>> อื
01:02:21 → 01:02:25>> มันเอ่อมีคนไข้บางคนเขาใช้คำว่าปวดจน
01:02:25 → 01:02:28เหมือนรู้สึกอยากเอาหัวออกอยากจะเอาหัว
01:02:28 → 01:02:32โขกกำแพงไม่อยากจะมีชีวิตอยู่แล้วหรือบาง
01:02:32 → 01:02:33คนใช้คำว่าอ
01:02:33 → 01:02:36>> เรู้สึกผิดที่เขาหยุดงานอ่ะเหมือนเพื่อน
01:02:36 → 01:02:39ที่ทำงานเหมือนแบบโดนมองว่าแบบ
01:02:39 → 01:02:40>> อ
01:02:40 → 01:02:42>> อะไรนักหนาหยุดงานอีกละอะไรประมาณเนี้ย
01:02:42 → 01:02:45ค่ะแบบไม่เข้าใจหรือมีบางคนก็คือเนี่ยไม่
01:02:45 → 01:02:48ไปทริปต่างประเทศกับกลับที่บ้านเพราะกลัว
01:02:48 → 01:02:49ไปเป็นภาระนะคะ
01:02:49 → 01:02:53>> ผมเคยให้คนไข้ไมเกรนวาดรูปพี่พี่นุ่ม
01:02:53 → 01:02:55>> ว่าตัวเองเพราะว่าความรู้สึกตัวเองอ่ะ
01:02:55 → 01:02:57เวลาเป็นไมเกรนน่ะรู้สึกยังไงรู้มั้เค้า
01:02:57 → 01:03:00วาดอะไรเวาดคน 2 คน
01:03:00 → 01:03:03>> แล้วก็แล้วแบบมันเหมือนกับมันเป็นเสี่ยงๆ
01:03:03 → 01:03:06อ่ะพี่นุ่มแล้วก็กลับอีกภาพนึงก็คือเป็น
01:03:06 → 01:03:09คน 2 คนเหมือนกันแต่ว่าเหมือนกับเป็นคน
01:03:09 → 01:03:12ที่มี 2 ร่างในตัวเองคือร่างที่หัวกำลัง
01:03:12 → 01:03:16ไฟไหม้เออกับร่างที่แบบว่าเา้าอยู่ในภาวะ
01:03:16 → 01:03:20ที่แบบดำมืดอ่ะเออพี่นุ่นแบบคือเออแต่ผม
01:03:20 → 01:03:23ว่าอาร์ตเป็นอันนึงที่แบบอยากให้เออมัน
01:03:23 → 01:03:25น่าทำเหมือนกันเนาะเดี๋ยวเราไปเสนอในชมรม
01:03:25 → 01:03:28กันดีให้ให้เวาดรูปได้บรยาย
01:03:28 → 01:03:31>> มาบรรยายออกมาเป็นรูปภาพว่าไมเกรนตัวเอง
01:03:31 → 01:03:34รู้สึกยังไงคือแค่แบบเสี่ยงๆก็แบบโอสงสาร
01:03:34 → 01:03:37แล้วอ่ะเอออันเนี่ยสิ่งเนี้ยคือเขาเรียก
01:03:37 → 01:03:40แบบเป็นเหมือนไมเกรนสิมาใช่มั้คะที่ว่า
01:03:40 → 01:03:43แบบคือคนไมเกรนจะรู้สึกว่าคนรอบข้าง
01:03:43 → 01:03:47>> ไม่เข้าใจเซึ่งข้อมูลมันเยอะใช่มั้คะน้อง
01:03:47 → 01:03:47บอล
01:03:47 → 01:03:50>> อมันเยอะมากสติมอ่ะพี่นุ่ม
01:03:50 → 01:03:52>> ภาษาไทยใช้คำว่าอะไรดีนะ
01:03:52 → 01:03:54>> ใช้คำว่าอะไรดีตราบาปเหรอ
01:03:54 → 01:03:55>> เออมันคล้ายๆเป็นตราบ
01:03:55 → 01:03:59>> เป็นตราบาปนะเหมือนแบบเรารู้สึกว่าเราแบบ
01:03:59 → 01:04:02>> เอ่ออย่างเงี้ยจะหนีจะจะหยุดงานก็รู้สึก
01:04:02 → 01:04:06ผิดอ่าจะปวดหัวก็รู้สึกผิดกับคนรอบข้าง
01:04:06 → 01:04:06แล้ว
01:04:06 → 01:04:09>> ใช่มันเป็นเหมือนความรู้สึกผิดหรือว่า
01:04:09 → 01:04:13เป็นตราบาปที่แบบใครบางคนใส่ให้กับอีกคน
01:04:13 → 01:04:15หรือใส่ให้กับผู้ป่วยอะไรอย่างเงี้ยเนาะ
01:04:15 → 01:04:19เออมันซึ่งอันนี้ก็เป็นอันนึงที่ขัดขวาง
01:04:19 → 01:04:22การรักษาหมายถึงว่าขัดขวางผู้ป่วยน่ะไม่
01:04:22 → 01:04:23ให้มาหาหมอ
01:04:23 → 01:04:25>> อ่าไม่ให้มาเจอหมอนั่นแหละ
01:04:25 → 01:04:26>> พี่นุ่ม
01:04:26 → 01:04:29>> ซึ่งจริงๆอ่ะไอ้สติมเนี่ยมันเกิดขึ้นตลอด
01:04:30 → 01:04:32เวลานะหมายถึงว่ามันไม่ได้เกิดขึ้นแค่
01:04:32 → 01:04:35เฉพาะกับผู้ป่วยกับหมอนะ
01:04:35 → 01:04:38>> มันเกิดขึ้นกับผู้ป่วยกับครอบครัว
01:04:38 → 01:04:42>> มันเกิดขึ้นกับผู้ป่วยกับเพื่อนร่วมงาน
01:04:42 → 01:04:44>> มันเกิดขึ้นกับผู้ป่วยด้วยตัวเองอีก
01:04:44 → 01:04:47>> เพราะว่าหลายครั้งเนี่ยมันกลายเป็นว่าพอ
01:04:47 → 01:04:50พอเา้ามีภาวะสติมเนี่ยเค้าอย่างเงี้ย
01:04:50 → 01:04:53อย่างแรกก่อนเอ่อถามว่าหมอทำอะไรให้กับ
01:04:53 → 01:04:55ผู้ป่วยที่ทำให้ผู้ป่วยไม่อยากมาบ้างบาง
01:04:55 → 01:04:59ทีคือพอไปหาหมอปวดหัวอีกแล้วเหรอค่ะอ่า
01:04:59 → 01:05:00>> เมื่อไหร่จะหาย
01:05:00 → 01:05:00>> อื
01:05:00 → 01:05:03>> จะมาเอายาอีกใช่มั้ยอย่างเงี้ยคือพออย่าง
01:05:03 → 01:05:05เงี้ยโอโหแบบคือเราถ้าเราเป็นคนไข้ใช่
01:05:05 → 01:05:08มั้ยครับเราฟังเราก็เออเราก็ไม่ต้องมาก็
01:05:08 → 01:05:11ได้เราก็เราก็ทนไปดิเราก็เราก็ไปหาซื้อยา
01:05:11 → 01:05:13ก็ได้ไม่มีใครมาว่าเราถูกมั้ยครับ
01:05:13 → 01:05:17>> ดังนั้นอันนี้ก็คืออันนึงที่มันขัดขวาม
01:05:17 → 01:05:20>> เอ่ออันที่ 2 ก็คือกับเพื่อนร่วมงานอัน
01:05:20 → 01:05:22นี้ชัดเจนมากบางทีคือเหมือนที่พี่นุ่มพูด
01:05:22 → 01:05:23เกรดตอนแรกๆอ่ะ
01:05:23 → 01:05:24>> ค่ะ
01:05:24 → 01:05:28>> ลางานอีกแล้วหรอใช่มั้ยลางานอีกแล้วหรอ
01:05:28 → 01:05:30เออทำไมก็มันก็แค่แบบอ
01:05:30 → 01:05:33>> ฝรั่งจะใช้คำว่า It's just a headache
01:05:33 → 01:05:37ก็แค่ปวดหัวทำไมต้องลาใช่มั้ยคือแต่ยิว
01:05:37 → 01:05:40ไม่ได้sufferรในสิ่งที่ไอเป็นใช่มั้ฮะ
01:05:40 → 01:05:41>> อ
01:05:41 → 01:05:43>> หรือกับครอบครัวเองก็เหมือนกันเพราะว่า
01:05:43 → 01:05:46บางทีก็ครอบครัวจะเป็นอันนึงที่เวลาเรา
01:05:46 → 01:05:48อ่ะบางทีเราเราแคร์คนอื่นมาก
01:05:48 → 01:05:51>> แต่กับคนในครอบครัวกันเองบางทีเราพูดแรงๆ
01:05:51 → 01:05:54ได้เนาะเราจะเราจะลืมตรงจุดนี้ไปหลาย
01:05:54 → 01:05:58ครั้งแล้วบางทีกับสามีกับภรรยาเองอย่างี้
01:05:58 → 01:06:01ใช่มั้บางทีเราพูดแรงๆไปอย่างเงี้ย
01:06:01 → 01:06:04>> มันเรู้สึกอยู่แล้วแล้วมันก็ยิ่งทำให้ให้
01:06:04 → 01:06:05เขาเป็นอย่างงั้นอ
01:06:05 → 01:06:06>> ออือ
01:06:06 → 01:06:09>> สุดท้ายพอมันโดนรอบข้างเยอะคนไข้จะรู้สึก
01:06:09 → 01:06:12แบบเ้าเรียกว่าเป็น internal stigma คือ
01:06:12 → 01:06:14รู้สึกว่าเป็นตราบาปในจิตใจของตัวเองดัง
01:06:15 → 01:06:17นั้นคือมันก็เาก็รู้สึกผิดกับตัวเองตลอด
01:06:17 → 01:06:20เวลาว่าเออเราเป็นไมเกรนเพราะเราอ่อนแอ
01:06:20 → 01:06:21>> อื
01:06:21 → 01:06:23>> อย่างเงี้ยเราอ่อนแอแอเราไม่อยากจะไปทำ
01:06:23 → 01:06:26อะไรเลยเราแบบเราขออยู่เฉยๆของเราดีกว่า
01:06:26 → 01:06:29ไม่อยากออกไปเจอใครถ้าออกไปเจอใครแล้วเรา
01:06:29 → 01:06:31ต้องปวดหัวแล้วไปอายเค้าอีกงั้นเราอยู่
01:06:31 → 01:06:32บ้านแล้วกัน
01:06:32 → 01:06:32>> อ
01:06:32 → 01:06:35>> อะไรอย่างเงี้ยซึ่งอันนี้มันมันเป็นสิ่ง
01:06:35 → 01:06:39ที่แบบมันเจอเยอะมากนะพี่นุ่มแต่
01:06:39 → 01:06:41>> มันไม่ค่อยมีคนพูดถึง
01:06:41 → 01:06:41>> อื
01:06:41 → 01:06:44>> แล้วก็อันนี้แหละซีแลนก็เลยน่าจะเป็นสตี้
01:06:44 → 01:06:47แรกที่ที่เราพยายามที่จะดึงสิ่งนี้ออกมา
01:06:47 → 01:06:50แล้วก็เราก็เจอจริงๆนะพี่นุ่มแบบใน
01:06:50 → 01:06:54ซีแลนซ์เองอ่ะมันก็เจอเจอว่าเออแบบบางที
01:06:54 → 01:06:57ในระหว่างบุคลากรทางการแพทย์เองก็
01:06:57 → 01:07:00>> ก็แน่นอนแหละว่าเกิดสติมากับผู้ป่วยแน่ๆ
01:07:00 → 01:07:01บางที
01:07:01 → 01:07:05>> บางคนไปมองว่าผู้ป่วยแบบอยากจะเป็นไมเกรน
01:07:05 → 01:07:08เพราะอยากจะล้างงานอย่างเงี้ยอ
01:07:08 → 01:07:11>> ซึ่งแบบเออมันก็เราสิ่งเนี้ยมันอาจจะต้อง
01:07:11 → 01:07:12ได้รับการแก้ไข
01:07:12 → 01:07:13>> อือ
01:07:13 → 01:07:16>> ซึ่งจริงๆนะพี่นุ่มเชื่อมว่าอย่างที่
01:07:16 → 01:07:17ยุโรปอ่ะครับอ
01:07:17 → 01:07:20>> เค้าเนี่ยทำแบบเป็น intiation เลยนะของ
01:07:20 → 01:07:23study เนี่ยเนี่ยที่เราเค้าเรียกว่า M5
01:07:23 → 01:07:26Study นะฮะมันชื่อ EMH เนาะซึ่งไอ้
01:07:26 → 01:07:30อันเนี้ยคือไปดูเรื่องของสติมในผู้ป่วย
01:07:30 → 01:07:35เลยว่าแบบหมอหรือว่ากับผู้ป่วยกับญาติกับ
01:07:35 → 01:07:37ครอบครัวกับที่ทำงานอะไรอย่างเงี้ยปรากฏ
01:07:37 → 01:07:39คือมาเจอสติกมาเยอะมาก
01:07:39 → 01:07:39>> อือ
01:07:39 → 01:07:44>> แล้วเขาก็เลยกำลังจะดูว่าเราจะแทคโคสิ่ง
01:07:44 → 01:07:46นี้ไงเราจะจัดการในตรงนี้อย่างไรแล้วก็
01:07:46 → 01:07:48เราจะทำไงให้อ
01:07:48 → 01:07:52>> ให้เปลี่ยนกระบวนการพูดพูดกระบวนการอะไร
01:07:52 → 01:07:54กับผู้ป่วยอะไรอย่างเงี้ยได้อย่างเมื่อ
01:07:55 → 01:07:56ก่อนพี่นุ่มใช่ป่ะ
01:07:56 → 01:07:58>> มันมีคำอย่างเช่นคำว่าไมเกรน
01:07:58 → 01:07:59>> อื
01:07:59 → 01:08:02>> ห้ามใช้คำว่าไมเกรนเติม s ณปัจจุบันเพราะ
01:08:02 → 01:08:05เป็นการสร้างสติมคือเราจะเรียกคนไข้ว่าคน
01:08:05 → 01:08:08ไข้migraน patient ก็คือคนไข้ไกรนห้าม
01:08:08 → 01:08:11เรียกinเพราะว่าแปลว่าเหมือนกับเหล่า
01:08:11 → 01:08:12ไมเกรนอ่ะไม่เอา
01:08:12 → 01:08:16>> เออเดี๋ยวนี้แบบมีคำด้วยนะผมเคยแบบทำ
01:08:16 → 01:08:18เขียนเปเปอร์นะเขียนไมเกรนเติม s นะโดนตี
01:08:18 → 01:08:21กลับบอกว่าให้แก้ทำตรงนี้ด้วยนะเออเพราะ
01:08:21 → 01:08:24ว่าแบบมันมันมันไปสร้างเบดมันไปสร้างความ
01:08:24 → 01:08:26รู้สึกไม่ดีอ่ะครับอย่างเหมือนกันน่ะ
01:08:26 → 01:08:29Medication Overuse หลายคนก็ไม่อยากให้
01:08:29 → 01:08:33ใช้และเขาก็พยายามกำลังจะไปเปลี่ยนคำนี้
01:08:33 → 01:08:36อยู่เหมือนกันว่าเราจะไปใช้คำว่าอะไรดี
01:08:36 → 01:08:39อะไรอย่างเงี้ยเนาะซึ่งล่าสุดก็คือบอล
01:08:39 → 01:08:41เนี่ยได้เข้าไปอยู่ในกรรมการของ
01:08:41 → 01:08:44International Headache เลยว่าซึ่งเรา
01:08:44 → 01:08:45จะออกไกด์ไลน์เรื่อง Medication of Use
01:08:45 → 01:08:48Headach ของโลกนะครับแล้วก็
01:08:48 → 01:08:50>> ซึ่งเดี๋ยวคงจะดูว่าจะมีการเปลี่ยนคำนี้
01:08:50 → 01:08:53หรือเปล่าซึ่งผมก็ไม่ค่อยแน่ใจเท่าไหร่
01:08:53 → 01:08:57>> ใช่จริงๆพี่ก็พี่ว่าคือก็อยากให้เปลี่ยน
01:08:57 → 01:08:59เพราะว่าพอเวลาเราบอกคนไข้ปุ๊บว่าเนี่ย
01:08:59 → 01:09:01ที่ปวดหัวเยอะขึ้นมันเกิดจากการที่เราแบบ
01:09:01 → 01:09:04มีการใช้ยาแก้ปวดคือขนาดไม่ได้พูดว่าผู้
01:09:04 → 01:09:07ป่วยติดยานะแค่พูดว่า
01:09:07 → 01:09:11>> เกิดจากยาคนไข้ยังรู้สึกผิดเลยค่ะว่าอ้าว
01:09:11 → 01:09:14ที่เขาแย่ลงเป็นเพราะเค้าหรอทุกครั้งก็จะ
01:09:14 → 01:09:17บอกเสมอว่าแต่คนไข้อ่ะไม่ใช่
01:09:17 → 01:09:20>> ไม่ไม่ได้เป็นเกิดจากคนไข้นะมันเกิดเพราะ
01:09:20 → 01:09:23ว่ามันปวดหัวบ่อยเราถึงต้องกินยาบ่อยเไม่
01:09:23 → 01:09:24ได้อยากติดถูก
01:09:24 → 01:09:28>> แต่มันเป็นเพราะว่าเป็นกลไกของสมองไมเกรน
01:09:28 → 01:09:30เนาะใช่ซึ่ง
01:09:30 → 01:09:34>> เออไหนๆพูดเรื่องนี้ละขอให้น้องบอลอธิบาย
01:09:34 → 01:09:37เสริมเรื่องสมองไมเกรนได้มั้ยคะไมเกรน
01:09:37 → 01:09:41ไกรน chronification ไกรนอยากให้ทุกคนนะ
01:09:41 → 01:09:45คะรู้ว่าไมเกรนมันมีการเปลี่ยนแปลงของ
01:09:45 → 01:09:48สมองยังไงบ้างนะไม่ใช่ไมเกรนแค่ไมเกรนนะ
01:09:48 → 01:09:50คะมันมีเรื่องราวของมัน
01:09:50 → 01:09:53>> โอจริงๆไมเกรนมีเรื่องราวเยอะมากนะพี่
01:09:53 → 01:09:55นุ่มเฮ้ยผมว่าเรามาคุยกันเล่นๆดีกว่า
01:09:55 → 01:09:58>> ผมพี่นุ่มต้องย้อนกลับไปปี 2 สมัยพี่นุ่ม
01:09:58 → 01:09:58เรียนแล้ว
01:09:58 → 01:10:01>> โอ้โหนพี่นุ่มคำถาม
01:10:01 → 01:10:05>> อย่าถามปีที่ย้อน
01:10:05 → 01:10:08>> เราจะมาคุยกันอย่างงี้ครับว่าคำถามไมเกรน
01:10:09 → 01:10:12เนี่ยคืออะไรเนี่ยนะเราต้องย้อนกลับไปว่า
01:10:13 → 01:10:15ทำไมเราถึงต้องปวด
01:10:15 → 01:10:16>> อื
01:10:16 → 01:10:19>> อืใช่มั้พี่นุ่มใช่มั้เหตุผลพี่นุ่มว่า
01:10:19 → 01:10:23พี่นุ่มว่าทำไมคนเราถึงต้องปวด
01:10:23 → 01:10:25>> เป็นกลไกของร่างกาย
01:10:25 → 01:10:25>> อื
01:10:26 → 01:10:29>> จริงๆความปวดมันเป็นกลไกปกป้องของร่างกาย
01:10:29 → 01:10:30นะคะถ้า
01:10:30 → 01:10:34>> ยิ่งยิสมองอ่ะมันเป็นอวัยวะที่สำคัญเนาะ
01:10:34 → 01:10:37มันคือศูนย์ควบคุมทุกอย่างมันถึงมีจุดรับ
01:10:37 → 01:10:40ความปวดเยอะมากไม่ว่าจะเส้นประสาทหลอด
01:10:40 → 01:10:43เลือดลองนึกภาพว่าถ้าเราไม่ปวดเรามีก้อน
01:10:43 → 01:10:44เนื้องอกเราไม่รู้
01:10:44 → 01:10:46>> อ่ากลายเป็นว่า
01:10:46 → 01:10:49>> เราก็รู้ตัวอีกทีก็คือไปแล้วอะไรอย่าง
01:10:49 → 01:10:52เงี้ยค่ะพี่ว่ามันเป็นกลไกของร่างกาย
01:10:52 → 01:10:55>> อถูกต้องเลยพี่นุ่มคือปวดเนี่ยมันเป็น
01:10:55 → 01:10:57กลไกที่อยู่กันมาเป็นล้านๆปีแล้วใช่มั้ย
01:10:57 → 01:11:02แม้แต่ว่าเอ่อในสัตว์ทั้งหลายเนี่ยมันมี
01:11:02 → 01:11:04ปวดหมดทุกชนิดใช่มั้ครับดังนั้นมันเว่า
01:11:04 → 01:11:07มันต้องเป็นอะไรที่มันสำคัญทีนี้เวลาเรา
01:11:07 → 01:11:10คิดถึงปวดอย่างเช่นปวดแผลปวดเข่าปวดอะไร
01:11:10 → 01:11:12อย่างี้เนาะมันก็เป็นการเค้าเรียกว่าเป็น
01:11:12 → 01:11:14การตอบสนอง
01:11:14 → 01:11:17>> ภาวะเอ่ออันตรายที่เกิดขึ้นภายนอกร่างกาย
01:11:17 → 01:11:17อ่ะ
01:11:17 → 01:11:23>> อ่าแต่ไมเกรนเมื่อเราจับกับภาวะป่วน
01:11:23 → 01:11:26ไมเกรนก็เลยเป็นเอ่อกระบวนการนึงของร่าง
01:11:26 → 01:11:30กายที่ตอบสนองภาวะอันตรายเหมือนกันแต่คำ
01:11:30 → 01:11:33ถามคือมันตอบสนองอันตรายอะไรคำตอบคือมัน
01:11:33 → 01:11:36ตอบสนองอันตรายจากภายใน
01:11:36 → 01:11:36>> อื
01:11:36 → 01:11:39>> ดังนั้นเนี่ยมันก็เลยเป็นที่มาครับว่า
01:11:39 → 01:11:42จริงๆแล้วถ้าเราเริ่มต้นเนี่ยไมเกรนไม่
01:11:42 → 01:11:44ใช่โรคนะ
01:11:44 → 01:11:44>> ค่ะ
01:11:44 → 01:11:47>> มันเป็นกระมันเป็นกลไกที่ป้องกันตัวเองผม
01:11:47 → 01:11:50ยกตัวอย่างเช่นสมมุติว่าผมเอาผู้ป่วยทุก
01:11:50 → 01:11:53คนนะครับเอ่อผู้ฟังทุกคนเนี่ยที่ไม่เป็น
01:11:53 → 01:11:56ไมเกรนนะจับไม่ให้นอนเลยนะ 2 อาทิตย์
01:11:56 → 01:11:57>> อ
01:11:57 → 01:11:57>> อ่า
01:11:57 → 01:11:57>> อือ
01:11:57 → 01:12:00>> ทุกคนเป็นไมเกรนทุกคนเพราะว่ามันเป็นการ
01:12:00 → 01:12:03บอกว่าเฮ้ยร่างกายเราไม่ไหวแล้วนะ
01:12:03 → 01:12:06>> มันก็เลยก็เลยเกิดสิ่งที่เรียกว่าไมเกรน
01:12:06 → 01:12:08ขึ้นมาดังนั้นเนี่ยไมเกรนเราเวลาเราเจอก็
01:12:08 → 01:12:11คือนอนน้อยใช่มยพักผ่อนไม่เพียงพออดอาหาร
01:12:11 → 01:12:13พวกนี้เกิดไมเกรนได้หมดก็เพราะว่าด้วย
01:12:13 → 01:12:15กระบวนการนี้นี่แหละ
01:12:15 → 01:12:17>> ดังนั้นไมเกรนจริงๆอ่ะในช่วงแรกเนี่ยมัน
01:12:17 → 01:12:21ไม่ได้เป็นโรคมันเป็นกระบวนการตอบสนองพอ
01:12:21 → 01:12:25มันผ่านไปเรื่อยๆนะครับเมื่อไหร่ก็ตามที่
01:12:25 → 01:12:28มันเริ่มปวดโดยที่ไม่มีภาวะกระตุ้นเนี่ย
01:12:28 → 01:12:33แหละนั่นแหละคือจุดที่เริ่มและว่ามันจะ
01:12:33 → 01:12:33เป็นโรค
01:12:34 → 01:12:36>> ดังนั้นเราก็เลยจะเห็นได้ว่าเออเริ่มมา
01:12:36 → 01:12:38แล้วทุกเดือนใช่มั้ยครับเดือนละครั้ง
01:12:39 → 01:12:41>> เดือนละ 2 ครั้งเดือนละ 3 ครั้งทีนี้
01:12:41 → 01:12:43อันเนี้ยสำคัญมากเลยพี่นุ่มก็คือว่า
01:12:43 → 01:12:48ไมเกรนน่ะไม่ได้ไม่เอ่อเอ่อต้องเริ่มจาก
01:12:48 → 01:12:51น้อยๆก่อนเสมออย่างที่พี่นุ่มว่ามันต้อง
01:12:51 → 01:12:53เริ่มจากสิ่งที่เรียกว่าเป็นไมเกรนชั่ว
01:12:53 → 01:12:55ครั้งชั่วคราวหรือที่เรียกว่า episodic
01:12:55 → 01:12:57mrain ดังนั้นเนี่ยเวลาเขาเกิดเขาก็จะ
01:12:57 → 01:13:00เกิดแค่เนี้ยเดือนละครั้งเดือนละ 2 ครั้ง
01:13:00 → 01:13:02เดือนละ 3 ครั้ง
01:13:02 → 01:13:06>> แต่ทีนี้ปัญหามันอยู่ตรงนี้ละครับว่า
01:13:06 → 01:13:09เมื่อกี้ก็คือว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่มันปวด
01:13:09 → 01:13:13หัวเนี่ยเริ่มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆเรื่อยๆ
01:13:13 → 01:13:14เนี่ยนะ
01:13:14 → 01:13:17>> คำถามคือถ้าเราปล่อยทิ้งไว้เนี่ยจะเกิด
01:13:17 → 01:13:22อะไรขึ้นคำตอบก็คือว่ามันเป็นกระบวนการใน
01:13:22 → 01:13:25ร่างกายที่มันเกิดขึ้นเลยนะฮะเราปัจจุบัน
01:13:25 → 01:13:28เรามีคำอธิบายเยอะมากพี่นุ่มแล้วก็เรามี
01:13:28 → 01:13:32งานวิจัยที่ชี้ชัดเลยว่าสมองอ่ะมัน
01:13:32 → 01:13:34เปลี่ยนจริงๆคือมันไม่ได้เปลี่ยนแบบเราทำ
01:13:34 → 01:13:37MRI เราไม่เห็นนะแต่เราเรียกว่ามัน
01:13:37 → 01:13:40เปลี่ยนในระดับกลไกคือเราเอาสมองเนี่ยพอ
01:13:40 → 01:13:42คนไข้ที่เริ่มเป็นไมเกรนเยอะขึ้นเรื่อยๆ
01:13:42 → 01:13:45เนี่ยเขาจะมีความไวต่อการตอบสนองของเยอะ
01:13:46 → 01:13:49มากกว่าคนทั่วไปอย่างมากเลยพี่นุ่มเวลา
01:13:49 → 01:13:51เราไปกระตุ้นแสงแล้วไปกระตุ้นเสียงใส่คน
01:13:51 → 01:13:54ไข้นะโอเวลาไฟที่มันยิงมันยิงเยอะมากเลย
01:13:54 → 01:13:56มาจากสมองในคนที่แบบเป็นไมเกรนน่ะที่มัน
01:13:56 → 01:13:58เยอะขึ้นเรื่อยๆ
01:13:58 → 01:14:01>> แล้วนอกจากนี้เนี่ยเราไปพบว่าสุดท้าย
01:14:01 → 01:14:04เนี่ยมันมีการเปลี่ยนสมองจริงๆที่เรามอง
01:14:04 → 01:14:05ไม่เห็นนะ
01:14:05 → 01:14:08>> แต่ถ้าสมมุติเราเอาไปเข้ากระบวนการวัดน่ะ
01:14:09 → 01:14:10วัดขนาดเนื้อสมองอ่ะ
01:14:10 → 01:14:12>> พี่นุ่มใช่ป่ะในคนไข้ที่เป็นไมเกรนเรื้อ
01:14:12 → 01:14:13รังอ่ะ
01:14:13 → 01:14:16>> คือบางสมองบางส่วนเหี่ยวบางสมองบาง
01:14:16 → 01:14:18ส่วนขยายขึ้นอ
01:14:18 → 01:14:21>> เพราะว่าอะไรเพราะว่ามันเกิดจากการที่มัน
01:14:21 → 01:14:24จมอยู่กับความปวดอ่ะมานานแล้วพี่นุ่มดัง
01:14:24 → 01:14:26นั้นเนี่ยแหละคือกระบวนการของเปลี่ยนสมอง
01:14:26 → 01:14:29ฮะดังนั้นเราจะเห็นได้เลยว่าเริ่มจากน้อย
01:14:29 → 01:14:32ๆพอเป็นมากขึ้นเรื่อยๆสมองเปลี่ยนแปลงไป
01:14:32 → 01:14:35เรื่อยๆแล้วนำไปสู่การที่เรากลายเป็น
01:14:35 → 01:14:36ไมเกรนเรื้อรัง
01:14:36 → 01:14:37>> อือ
01:14:37 → 01:14:39>> ไมเกรนเรื้อรังเนี่ยนะนอกจากว่าจะเปลี่ยน
01:14:40 → 01:14:42แปลงเนื้อสมองแล้วเราก็มองโอเปลี่ยนไปก็
01:14:42 → 01:14:45ไม่เห็นเป็นอะไรเลยแต่มันมากับภาวะอื่นๆ
01:14:45 → 01:14:48เยอะคือเราเรียกว่าอาการที่ไม่เกี่ยวกับ
01:14:48 → 01:14:51ปวดหัวแล้วอ่ะเช่นบางคนน่ะจะรู้สึกว่าพอ
01:14:51 → 01:14:54เราเป็นไมเกรนเยอะๆโหเราคลื่นไส้เยอะแล้ว
01:14:54 → 01:14:57อ้วกเยอะเราแพ้แสงเยอะเราแพ้เสี่ยงเยอะ
01:14:57 → 01:14:59บางคนเนี่ย
01:14:59 → 01:15:03>> มีภาวะเอ่อโรคร่วมมาเจอเยอะขึ้นด้วยเช่น
01:15:03 → 01:15:05บางคนรู้สึกว่าตัวเองเป็นซึมเศร้าบางคน
01:15:05 → 01:15:08เป็นวิตกกังวลซึ่งทั้งหมดเนี่ยจริงๆมันมา
01:15:08 → 01:15:11จากมันหลายครั้งมันมาจากไมเกรนนะครับมัน
01:15:11 → 01:15:14มาจากการที่เราปวดเรื้อรังเนี่ยมันจะเจอ
01:15:14 → 01:15:16พวกเนี้ยเยอะมากๆ
01:15:16 → 01:15:16>> อื
01:15:16 → 01:15:20>> แล้วถ้าเราปล่อยจากคนไข้เนี่ยเอ่อที่เป็น
01:15:20 → 01:15:22ไมเกรนชั่วครั้งชั่วคราวเนี่ยนะให้ถ้าเรา
01:15:22 → 01:15:25ปล่อยทิ้งไว้เลยไม่ทำอะไรเลยนะพี่นุ่มให้
01:15:25 → 01:15:27เอ่อแล้วก็ดูซิว่าเขาจะเป็น chronic
01:15:27 → 01:15:30mมเกรนได้หรือเปล่าเนี่ยปีนึงอ่ะเราเจอนะ
01:15:30 → 01:15:32คนไข้ 3% นะที่เปลี่ยนอ
01:15:32 → 01:15:35>> แต่ 3% โฟังมันกระติดเดียว
01:15:35 → 01:15:37>> แต่คนไข้ไมเกรนมีกี่คน
01:15:37 → 01:15:37>> อือ
01:15:37 → 01:15:40>> คนไข้ไมเกรนในประเทศไทยมี 20 ล้านคนพี่
01:15:40 → 01:15:44นุ่มดังนั้นแปลว่าก็ต้องเท่าไหร่อ่ะกี่
01:15:44 → 01:15:47ล้านที่กลายเป็นโคริไมเกรนทุกปี
01:15:47 → 01:15:49>> แล้วในทั่วโลกก็คือแบบพันล้านคน
01:15:49 → 01:15:53>> เป็นพันล้านคนที่เทิเป็นโครนิคดังนั้นไม่
01:15:53 → 01:15:56น้อยนะครับมันเยอะมากเยอะมากจริงๆแล้ว
01:15:56 → 01:15:59นั่นแหละก็เลยเป็นที่มาว่าอย่างที่พี่
01:15:59 → 01:16:03นุ่มพยายามพูดตลอดว่ารักษาน่ะพยายามรักษา
01:16:03 → 01:16:04ตั้งแต่ต้น
01:16:04 → 01:16:06>> รักษาให้เร็ว
01:16:06 → 01:16:08>> ป้องกันให้กลายเป็นไม่ให้เป็น chronic
01:16:08 → 01:16:10นั่นแหละคือ Ultimate Go แล้วรักษาได้
01:16:10 → 01:16:14ง่ายกว่าเมื่อเรารอให้กลายเป็น Chronic อ
01:16:14 → 01:16:17>> เหมือนเหมือนเรารักษาแผลอ่ะนึกภาพเป็นแผล
01:16:17 → 01:16:19อ่ะค่ะมีแผลตื้นๆอ่ะ
01:16:19 → 01:16:19>> ใช่
01:16:19 → 01:16:24>> ทานิดเดียวก็หายแต่ถ้าเราเป็นแผลเรื้อรัง
01:16:24 → 01:16:27เป็นแผลกดทับเป็นหลุมอ่ะโอหกว่าเนื้อจะ
01:16:27 → 01:16:30ขึ้นมากว่าจะฮีลกว่าอะไรมันใช้เวลาแล้วพอ
01:16:30 → 01:16:34มันกลับมามันไม่เหมือนเดิมเนาะคือไมเกรน
01:16:34 → 01:16:37ก็เป็นโรคแบบนั้นเลยอ่ะค่ะถ้าเมื่อไหร่
01:16:37 → 01:16:40วันที่มันกลายเป็นไมเกรนเรื้อรังไปละจัด
01:16:40 → 01:16:43การยากจริงๆแล้วก็จะมาพร้อมกับโรคร่วม
01:16:43 → 01:16:47ต่างๆความวิตกกังวลซึมเศร้าเองเนี่ยเอ่อ
01:16:47 → 01:16:50จริงๆมันทั้งกลไกทางสมองใช่มั้คะน้องบอล
01:16:50 → 01:16:50>> ใช่เป็นกลไกทางสมอง
01:16:51 → 01:16:54>> แต่ถ้าไม่นับกลไกสมองอ่ะถามว่าคนที่ปวด
01:16:55 → 01:16:56หัวเกือบทุกวันน่ะ
01:16:56 → 01:16:56>> อื
01:16:56 → 01:16:59>> ปวดเกินเดือน 2 เดือน 3 เดือนใครไม่ซึม
01:16:59 → 01:16:59เศร้าบ้าง
01:16:59 → 01:17:02>> ใครไม่ซึมเศร้าใครไม่ใครไม่กังวลบ้าง
01:17:02 → 01:17:04>> คือใครไม่กังวลบ้างเราบางทีเราป่วยเราไม่
01:17:04 → 01:17:06สบายอ่ะเป็นอาทิตย์ 2 อาทิตย์มันก็เริ่ม
01:17:06 → 01:17:09แบบมันก็เริ่มไม่ไหวแล้วนะลิมิตการใช้
01:17:09 → 01:17:11ชีวิตนู่นนี่นั่นแล้วคนที่เขาอยู่กับความ
01:17:11 → 01:17:14ป่วยมาเป็นเดือนๆเป็นปีๆอ่ะค่ะทั้งกลไก
01:17:14 → 01:17:18ของตัวสมองเองทั้งสารเคมีในสมองเองรวมไป
01:17:18 → 01:17:21ถึงทั้งวิถีชีวิตเขาเองนี่แหละที่มันถูก
01:17:21 → 01:17:23ลิมิตถูกจำกัดทำให้
01:17:23 → 01:17:26>> กลายเป็นแบบเป็นโรคร่วมที่เจอร่วมกันบ่อย
01:17:26 → 01:17:29มากๆหลายคนชอบมาถามว่า
01:17:29 → 01:17:32>> ทำไมเขาโชคร้ายจังเขาถึงต้องเป็นหลายโรค
01:17:33 → 01:17:36ทำไมเขาต้องเป็นไมเกรนทำไมเขาต้องปวดตัว
01:17:36 → 01:17:39เรื้อรังทำไมเขาเป็นซึมเศร้าทำไมเค้านอน
01:17:39 → 01:17:42ไม่หลับทำไมเค้าแบบคือเค้าเมีความฟิลแบบ
01:17:42 → 01:17:46เวลาเขาไปหาหมอแต่ละคนนึกออกมั้คะเขาไปหา
01:17:46 → 01:17:48เขาอาจจะไปเจอจิตแพทย์เขาได้รับวินิจฉัย
01:17:48 → 01:17:51ว่าเป็นแพนิควิตกกังวลเมาหาหมอเขาได้รับ
01:17:51 → 01:17:53วินิจฉัยเป็นไมเกรนอ่าบางคนมีปวดตัวเรื้อ
01:17:53 → 01:17:55รังด้วยนะก็ไปได้รับการวินิจฉัยเป็นกลุ่ม
01:17:55 → 01:17:58แบบไฟโบไมเจียหรืออะไรอย่างเงี้ยแล้วมีก็
01:17:58 → 01:18:00คือแบบพอมาถึงกันเนี่ยเขาบอกว่าทำไมเขา
01:18:00 → 01:18:03ต้องเป็นตั้ง 10 โรคอ่ะโรคเว้นโรคกรรมหรอ
01:18:03 → 01:18:04>> บอกว่า
01:18:04 → 01:18:05>> สงสารเนาะ
01:18:05 → 01:18:08>> จริงๆเลยอ่ะอย่าไปคิดว่าเราเป็น 10 โลก
01:18:08 → 01:18:09>> ครับ
01:18:09 → 01:18:09>> ทุกอย่าง
01:18:09 → 01:18:10>> อื
01:18:10 → 01:18:11>> มันคือ
01:18:11 → 01:18:14>> เรื่องเดียวกันมันคือกระบวนการเดียวกัน
01:18:14 → 01:18:17มันคือกระบวนการความปวดอันเดียวกันเมื่อ
01:18:17 → 01:18:20เราจัดการมันได้ทุกอย่างมันก็จะดีขึ้นใช่
01:18:20 → 01:18:20มั้คะ
01:18:20 → 01:18:22>> เห็นด้วยเห็นด้วยกับพี่นุ่มเลยครับ
01:18:22 → 01:18:22>> อือ
01:18:22 → 01:18:25>> ถ้าสมมุติว่าจริงๆเราตัดไฟได้ตั้งแต่ต้น
01:18:25 → 01:18:30ลงเนาะมันก็คงจะดีใช่เนาะก็วันนี้นะคะก็
01:18:31 → 01:18:35ได้ความรู้มากๆนะแบบคือรู้สึกดีใจมากๆเลย
01:18:35 → 01:18:38ค่ะที่น้องบอลมีโอกาสได้มาพูดให้ฟังแล้ว
01:18:38 → 01:18:40ก็ลงลึกฟในเรื่องของเชิง
01:18:41 → 01:18:44งานวิจัยนะคะเรื่องเชิงกลไกสมองเพราะว่า
01:18:44 → 01:18:46จริงๆที่อยากให้ทุกคนฟังเนี่ยไม่ได้อยาก
01:18:46 → 01:18:50ให้มาเรียนหมอไม่ได้อยากให้รู้ลึกนะคะแต่
01:18:50 → 01:18:53ที่เราต้องพูดกลไกเพราะเราอยากมีหลักฐาน
01:18:54 → 01:18:56อะไรทางวิทยาศาสตร์ที่เราต้องการบอกคนไข้
01:18:56 → 01:19:00ว่าไมเกรนมันไม่ใช่แค่ไมเกรนนะมันคือโรค
01:19:00 → 01:19:03ทางสมองจริงๆแล้วหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
01:19:03 → 01:19:06งานวิจัยต่างๆเนี่ยมันเยอะมากขึ้นเรื่อยๆ
01:19:06 → 01:19:09มันอธิบายได้ชัดเจนมากขึ้นละเรารู้แล้ว
01:19:09 → 01:19:12ว่าถ้าเรายิ่งจัดการมันได้เร็วอ่ะเราจะ
01:19:12 → 01:19:14ควบคุมได้ง่ายแล้วเราก็จะป้องกันปัญหา
01:19:14 → 01:19:17อื่นๆที่ตามมาอ่ะอีกมากมายเลยสำหรับคนไข้
01:19:17 → 01:19:21ทั้งคุณภาพชีวิตการใช้ยาแก้ปวดเกินขนาด
01:19:21 → 01:19:24การเอ่อปัญหาเรื่องโรควิตกกังวลซึมเช่า
01:19:24 → 01:19:27อะไรคือแบบคือถ้าเราจัดการได้เร็วอ่ะทุก
01:19:27 → 01:19:30อย่างมันก็คือจะดีขึ้นไปหมดเลยนะคะเนาะ
01:19:30 → 01:19:34แล้วก็เอ่ออยากให้ทุกคนที่ฟังวันนี้นะคะ
01:19:34 → 01:19:37ก็สรุปให้ฟังอีกครั้งนึงก็คือเราคุยกัน 4
01:19:37 → 01:19:40หัวข้อหัวข้อแรกก็คือเรื่องของการ
01:19:40 → 01:19:43วินิจฉัยนะอ่าอันแรกก่อนเลยการวินิจฉัย
01:19:43 → 01:19:46ไมเกรนนะคะคือก่อนที่เราจะแบบกินยาไมเกรน
01:19:46 → 01:19:48ซื้อยาไมเกรนเราต้องชัวร์ก่อนว่าเราเป็น
01:19:48 → 01:19:51ไมเกรนเพราะฉะนั้นถ้าเราไม่มั่นใจว่าปวด
01:19:51 → 01:19:55หัวของเราใช่ไมเกรนหรือเปล่าเราควรไปตรวจ
01:19:55 → 01:19:57นะคะได้รับการวินิจฉัยที่ถูกต้องก่อนก่อน
01:19:57 → 01:20:00ที่จะซื้อยากินเองเนาะอันที่ 2 คือเรื่อง
01:20:00 → 01:20:03ของการใช้ยาแก้ปวดค่ะถ้าเรามั่นใจว่าเป็น
01:20:03 → 01:20:07ไมเกรนแล้วนะคะเวลาปวดหัวขึ้นมานะรีบดับ
01:20:07 → 01:20:12ไฟเพราะฉะนั้นกินยาให้เร็วอ่ารอรอช้าเกิน
01:20:12 → 01:20:16ไปก็ underuse นะคะก็กลายเป็นไมเกรนที่
01:20:16 → 01:20:17เป็นหนักขึ้น
01:20:17 → 01:20:21>> แต่กินมากเกินไปก็กลายเป็น overuse นะคะ
01:20:21 → 01:20:24เพราะฉะนั้นเมื่อเรามีอาการปวดหัวเราต้อง
01:20:24 → 01:20:28รีบกินยาแต่หน้าที่คนไข้คือจดบันทึกค่ะ
01:20:28 → 01:20:32ถ้าเราเริ่มกินยาเกิน 4 ครั้งต่อเดือน
01:20:32 → 01:20:34>> หรือยาแก้ปวดเริ่มจะใช้เกินประมาณ 10
01:20:34 → 01:20:37เม็ดต่อเดือนเริ่มโดยเฉพาะหลายๆเดือนติด
01:20:37 → 01:20:40กันเกิน 2-3 เดือนติดกันเรามีหน้าที่
01:20:40 → 01:20:43ปรึกษาคุณหมอเฉพาะทางเพื่อเริ่มยาป้องกัน
01:20:43 → 01:20:46ไมเกรนนะคะแล้วเรื่องสุดท้ายก็คือเรื่อง
01:20:46 → 01:20:48ที่สำคัญมากๆคือเรื่องของสติม
01:20:48 → 01:20:52>> อยากให้ทุกคนนะคะคนไข้ทั้งคนไข้ไมเกรนเอง
01:20:52 → 01:20:56เนาะอย่าโทษตัวเองอย่าคิดว่าเราไม่มีทาง
01:20:56 → 01:20:59แก้ไขปัจจุบันไมเกนมันเป็นโรคที่มันรักษา
01:20:59 → 01:21:03ได้ยามันพัฒนาไปไกลมากๆใครที่เคยชมอยู่
01:21:03 → 01:21:05กับมันมาเป็น 10 ปีเคยบอกว่าเคยหามาแล้ว
01:21:06 → 01:21:09ไม่รู้กี่หมอเคยมันไม่ดีขึ้นขอให้ลองใหม่
01:21:09 → 01:21:12>> ขอให้เปลี่ยนความคิดใหม่นะคะมันดีขึ้นได้
01:21:12 → 01:21:15จริงๆนะคะรวมไปถึงคนรอบข้างของคนเป็น
01:21:15 → 01:21:19ไมเกรนเองถ้าเขาเป็นไมเกรนจริงๆนะไมเกรน
01:21:19 → 01:21:23เป็นโรคที่ทรมานมากนะคะเวลาปวดมันไม่ใช่
01:21:23 → 01:21:26แค่ปวดกระจุ๊กกระจิ๊กนะคะมันปวดแบบปวด
01:21:26 → 01:21:29ทรมานมากจริงๆเขาใช้คำว่าปวด moderate to
01:21:29 → 01:21:33se คือปวดปานกลางถึงรุนแรงและคนไข้มักจะ
01:21:33 → 01:21:36ต้องหยุดนอนพักมักจะมีคลื่นไส้อาเจียน
01:21:36 → 01:21:38ร่วมด้วยแล้วมีอาการต่างๆตามมามากมาย
01:21:38 → 01:21:41เพราะฉะนั้นเนี่ยถ้าคนรอบตัวเรานะคะเป็น
01:21:41 → 01:21:45ไมเกรนอยากให้เห็นใจกันนิดนึงนะคะอย่าง
01:21:45 → 01:21:48น้อยไม่ใช้คำพูดที่อาจจะทำให้เขารู้สึก
01:21:48 → 01:21:52แย่ไปกว่าเดิมเช่นเป็นอีกและไมเกนอีกและ
01:21:52 → 01:21:55อะไรอย่างเงี้ยค่ะเนาะอ่าเป็นกำลังใจให้
01:21:55 → 01:21:56ยิ้ม
01:21:56 → 01:22:00>> ยิ้มให้เป็นกำลังใจให้นะคะก็จะทำให้คนไข้
01:22:00 → 01:22:03เนี่ยดีขึ้นได้ระดับนึงเลยนะคะแต่ถ้าเกิด
01:22:03 → 01:22:06เราแบบเขาสะสมความสติมความที่เขารู้สึก
01:22:06 → 01:22:10ว่ามันเป็นความผิดของเขาเนี่ยตัวไมเกรน
01:22:10 → 01:22:13เองก็จะยิ่งแย่ลงนะคะรวมไปถึง
01:22:13 → 01:22:16>> การใช้คำว่าไมเกรนนี่แหละจะทำให้คนทุกคน
01:22:16 → 01:22:19น่ะเข้าใจแล้วไม่มีสติกมกับไมเกรนเราต้อง
01:22:19 → 01:22:22ใช้คำว่าไมเกรนให้ถูกต้องฉะนั้นใครคือ
01:22:23 → 01:22:25เหมือนทุกวันเนี้ยเราเราอาจจะใช้คำว่า
01:22:25 → 01:22:28ไมเกรนเป็นคำแทนปวดหัวเนาะมันก็เลยทำให้
01:22:28 → 01:22:30แบบหยุดงานอีกแล้วเป็นไมเกรนก็ไมเกรน
01:22:30 → 01:22:33กำเริบอ่ะเพราะฉะนั้นน่ะอยากให้เหมือนแบบ
01:22:33 → 01:22:35>> คำว่าไมเกรนมันเป็นโรคจริงๆอ่ะค่ะอย่าง
01:22:35 → 01:22:37เช่นเราคงไม่มาพูดพูดแบบปวดท้องเป็น
01:22:37 → 01:22:40มะเร็งนะคะเราปวดท้องเราก็คือปวดท้องเนาะ
01:22:40 → 01:22:42ปวดหัวเราก็ปวดหัวเราอย่าไปแบบใช้คำ
01:22:42 → 01:22:46ไมเกรนให้คนไข้ไมเกรนจริงๆเขารู้สึกว่า
01:22:46 → 01:22:50มันคือการแบบที่เขาเหมือนเอามาเป็นข้อ
01:22:50 → 01:22:54อ้างนะคะจะได้จะได้ทุกคนก็จะได้แบบเอ่อ
01:22:54 → 01:22:58เหมือนอยู่ด้วยกันแบบแบบเข้าใจคนไข้มาก
01:22:58 → 01:23:00ยิ่งขึ้นตัวคนไข้เองก็มีความหวังมากยิ่ง
01:23:00 → 01:23:03ขึ้นที่จะรักษาแล้วก็ดูแลตัวเองให้ดีขึ้น
01:23:03 → 01:23:07ด้วยก็จะดีกับทุกคนนะคะเนาะอาจารย์บอลฝาก
01:23:07 → 01:23:09ถึงอะไรถูกๆคนมั้ยคะ
01:23:09 → 01:23:12>> ก็ของผมไม่ได้ฝากเยอะจริงๆเพราะว่า
01:23:12 → 01:23:15อาจารย์นุ่มพูดไปเกือบหมดแล้วเนาะแต่ว่า
01:23:15 → 01:23:18แค่อยากจะบอกครับว่าจริงๆไมเกรนเนี่ยก็
01:23:18 → 01:23:22คือผมว่าในช่วงหลายปีที่ผ่านมาการรักษาดี
01:23:22 → 01:23:26ขึ้นเยอะดังนั้นอย่าทนครับแล้วก็มาร่วม
01:23:26 → 01:23:29รักษาแล้วก็หายไปด้วยกันดีกว่าเนาะ
01:23:29 → 01:23:33>> ใช่แล้วก็พวกเราในฐานะกรรมการชมรมโรคปวด
01:23:33 → 01:23:35ศีรษะเราก็จะพยายามร่วมมือกันในแบบหาทาง
01:23:35 → 01:23:40พัฒนาการรักษาไมเกรนอุดช่องโหว่อุดยาแนว
01:23:40 → 01:23:43นะคะว่าอะไรที่เราจะร่วมมือกันได้ทำให้คน
01:23:43 → 01:23:44ไข้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้เราก็จะ
01:23:44 → 01:23:48พยายามให้มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นนะคะ
01:23:48 → 01:23:51เนาะตัวคนไข้เองก็ร่วมมือกันในการดูแลตัว
01:23:51 → 01:23:54เองนะคะรวมไปถึงคนไข้ไมเกนเองก็อย่าลืมนะ
01:23:54 → 01:23:57คะคือโรคอ่ะเป็นโรคแต่เราก็อย่าลืมเรื่อง
01:23:57 → 01:23:59อื่นด้วยนะอย่าลืมเรื่องของการดูแลสุขภาพ
01:24:00 → 01:24:02ตัวเองด้านอื่นๆทั้งการออกกำลังกายการนาน
01:24:02 → 01:24:04พักผ่อนให้เพียงพอการหลีกเลี่ยงปัจจัย
01:24:04 → 01:24:07กระตุ้นสิ่งเหล่านั้นก็สำคัญเพราะถ้าเรา
01:24:07 → 01:24:10มัวแต่หวังว่าจะแบบใช้ยาหรือว่ามารักษา
01:24:10 → 01:24:13อย่างเดียวมันก็จะไม่ดีขึ้นหรือว่าอาจจะ
01:24:13 → 01:24:16ไม่ยั่งยืนนะคะสำหรับวันนี้ก็ขอบคุณ
01:24:16 → 01:24:19อาจารย์บอลนะคะนายแพทย์วรรณากรรัตนมากๆนะ
01:24:19 → 01:24:22คะเห็นไว้ว่าอาจารย์เป็นผู้เชี่ยวชาญแล้ว
01:24:22 → 01:24:24ก็ทำงานวิจัยเยอะมากๆจริงๆไว้มีโอกาสหน้า
01:24:24 → 01:24:27เราคงได้เชิญอาจารย์มาคุยเรื่องไมเกรนกัน
01:24:27 → 01:24:29ใหม่หรือว่าคุยเรื่องอื่นๆนะคะสำหรับวัน
01:24:29 → 01:24:29นี้
01:24:29 → 01:24:30>> ขอบคุณพี่นุมากเลย
01:24:30 → 01:24:32>> ค่ะขอบคุณค่ะสวัสดีค่ะ
01:24:32 → 01:24:33>> สวัสดีค่ะ
01:24:33 → 01:24:37>> สวัสดีนะครับ