00:00:01 → 00:00:05โลกเปลี่ยนเร็วเทคโนโลยีไม่เคยหยุดรอและ
00:00:05 → 00:00:07Gen Alpha มากกว่า 2,000 ล้านคนทั่วโลก
00:00:07 → 00:00:09กำลังจะโตไปกับโลก
00:00:09 → 00:00:13อนาคตโลกที่เราอาจไม่เคยรู้จักมา
00:00:13 → 00:00:17ก่อน The Standard และซุเปอร์จิ๋วชวนมา
00:00:17 → 00:00:21เตรียมพร้อมสู่โลกแห่งอนาคตในงาน Alpha
00:00:21 → 00:00:24skill Summit
00:00:24 → 00:00:272025 งานสำหรับพ่อแม่ผู้ปกครองและผู้ขับ
00:00:27 → 00:00:31เคลื่อนการศึกษาที่มุ่งสร้างอนาคตที่ดี
00:00:31 → 00:00:34ขึ้นให้กับเจน Alpha ผ่าน 3 วันเต็มครบ
00:00:34 → 00:00:39ทุกเรื่องที่ต้องรู้ 7-9 มีนาคม 2025 ที่
00:00:40 → 00:00:47ไอคอน
00:00:47 → 00:00:50สยามแค่เราอ้วนขึ้นเนี่ยนะครับก็เพิ่ม
00:00:50 → 00:00:52ความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งแล้วนะครับตอนเ
00:00:52 → 00:00:55เป็นที่ยอมรับกันในวงการวิทยาศาสตร์การ
00:00:55 → 00:00:59แพทย์ระดับโลกแล้วนะครับว่าปัจจัยที่ทำ
00:00:59 → 00:01:01ให้เพิ่มความเสี่ยงเป็นมะเร็งอันดับ 1
00:01:01 → 00:01:06คือบุหรี่และอันดับ 2 คือความอ้วนครับที่
00:01:06 → 00:01:08บอกว่าอ้วนเนี่ยมันต้องเป็นยังไงหรอถึง
00:01:08 → 00:01:11อ้วนนะครับถ้าเกิดว่ายึดตามวิทยาศาสตร์
00:01:11 → 00:01:14ทางการแพทย์สมัยก่อนนะครับเขาจะยึดตามค่า
00:01:14 → 00:01:17BMI หรือว่า Body Mass Index นะครับ
00:01:17 → 00:01:20มันคือการที่เอาน้ำหนักหน่วยกิโลกรัมหาร
00:01:20 → 00:01:23ด้วยความสูงหน่วยเป็นเมตรยกกำลัง 2 นะ
00:01:23 → 00:01:26ครับซึ่งถ้าเป็นคนเอเชียนะครับค่า BMI
00:01:26 → 00:01:28ที่สุขภาพดีเนี่ยควรจะไม่เกิน 23 แต่ถ้า
00:01:29 → 00:01:32ใคร 24 25 เนี่ยคือน้ำหนักเกินมากกว่า 25
00:01:32 → 00:01:36คืออ้วนระดับ 1 มากกว่า 30 คืออ้วนระดับ 2
00:01:36 → 00:01:39อย่างผมเองเนี่ยนะครับค่า BMI 24 คือโดน
00:01:39 → 00:01:42ตีความว่าน้ำหนักเกินนะครับซึ่งจริงๆแล้ว
00:01:42 → 00:01:46เนี่ย BMI มันมีจุดบอรดคือมันใช้น้ำหนัก
00:01:46 → 00:01:49ในการคำนวณโดยที่ไม่คำนึงเลยว่าน้ำหนัก
00:01:49 → 00:01:52นั้นมันมาจากส่วนของกล้ามเนื้อหรือมันมา
00:01:52 → 00:01:54จากไขมันนะครับเพราะฉะนั้นคนที่ออกกำลัง
00:01:54 → 00:01:56กายมีกล้ามเนื้อเยอะมีไขมันน้อยเนี่ยก็
00:01:56 → 00:02:00มักจะโดนตีว่าเป็นคนที่มีสุขภาพไม่ดีหือ
00:02:00 → 00:02:02BMI เกินนะครับเพราะฉะนั้นจากองค์ความ
00:02:02 → 00:02:04รู้นี้นะครับวิทยาศาสตร์การแพทย์สมัยใหม่
00:02:04 → 00:02:07เนี่ยถึง define หรือว่าให้คำจำกัดการของ
00:02:07 → 00:02:11ความอ้วนใหม่โดยใช้การวัดรอบเอวต่อความ
00:02:11 → 00:02:14สูงแทนนะครับเรียกว่า wte to height
00:02:14 → 00:02:17ratio ใครก็ตามที่มีขนาดของรอบเอวมาก
00:02:17 → 00:02:20กว่าครึ่งนึงของความสูงนั่นละครับคือคุณ
00:02:20 → 00:02:22กำลังอ้วนอยู่ครับคือ wte to High
00:02:23 → 00:02:27ratio มากกว่า 0.5 คืออ้วนแล้วก็มีความ
00:02:27 → 00:02:29เสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งมากกว่าคนอื่นแล้ว
00:02:29 → 00:02:31ความเสี่ยงนะครับคือเป็นมะเร็งมากกว่า 10
00:02:31 → 00:02:33ชนิดเลยครับไม่ว่าจะเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่
00:02:33 → 00:02:37มะเร็งตับอ่อนมะเร็งไตมะเร็งเต้านมมะเร็ง
00:02:37 → 00:02:40ปากมดลูกแทบจะทุมะเร็งเลยมีความเชื่อมโยง
00:02:40 → 00:02:44กับความอ้วนทั้งสิ้นนะครับถามว่าทำไมไข
00:02:44 → 00:02:46มันที่อยู่ในหน้าท้องหรือความอ้วนเนี่ยนะ
00:02:46 → 00:02:49ครับมันส่งผลให้เกิดมะเร็งเดี๋ยว To To
00:02:49 → 00:02:51เล่าให้ฟังครับ This is the Standard
00:02:52 → 00:02:55podcast I Opening for your
00:02:55 → 00:02:59ears Top to podcast สุขภาพที่ใช้
00:02:59 → 00:03:03วิธีวิทยศาสตร์ไขปัญหาตั้งแต่หัวจด
00:03:03 → 00:03:06เท้าก่อนอื่นนะครับผมอยากจะชวนทุกคนเนี่ย
00:03:06 → 00:03:09มาวัดก่อนเลยว่าตอนเรอบเอวของคุณเนี่ยมาก
00:03:09 → 00:03:11กว่าครื่องนึงของความสูงหรือเปล่านะครับ
00:03:11 → 00:03:13ทุกคนน่าจะรู้ความสูงอยู่แล้วนะครับผมจะ
00:03:13 → 00:03:15เอาความสูงผมเป็นตัวอย่างก่อนนะครับในการ
00:03:15 → 00:03:19คิดเนาะผมสูง 175 ซมนะครับเอาตัวเลขนี้
00:03:19 → 00:03:24หาร 2 ก็จะได้ 87.5 ซมเท่ากับว่าผมควรจะ
00:03:24 → 00:03:29มีรอบเอวไม่เกิน 87.5 ซมถึงจะมีสุขภาพที่
00:03:29 → 00:03:31ดีนะครับถ้าแปลงเซนติเมตรเป็นหน่วยนิ้วนะ
00:03:31 → 00:03:34ครับจะตกอยู่ที่ 34.4 นิ้วคิดง่ายๆก็คือ
00:03:34 → 00:03:37ว่าขนาดรอบเอวของกางเกงที่ผมควรจะใส่
00:03:37 → 00:03:39เนี่ยไม่ควรจะเกิน 34 นิ้วนั่นเองนะครับ
00:03:39 → 00:03:43นี่คือวิธีง่ายๆที่คุณสามารถที่จะใช้ใน
00:03:43 → 00:03:45การคิดแล้วก็พยายามควบคุมร่างกายตัวเอง
00:03:45 → 00:03:48ให้ขนาดกางเกงเนี่ยไม่เกินเท่านี้ก็แปล
00:03:48 → 00:03:50ว่าคุณจะไม่อ้วดแล้วก็มีความเสี่ยงน้อย
00:03:50 → 00:03:52ที่จะเป็นมะเร็งแล้วก็ความเสี่ยงโรคอื่นๆ
00:03:53 → 00:03:56ด้วยนะครับแต่ถ้าเกิดว่าใครเ่ารู้สึกยาก
00:03:56 → 00:03:58จังเลยในการคำนวณนะครับอ่าไม่เป็นไร
00:03:58 → 00:04:01เดี๋ยวผมขึ้นชาร์จนี้ข้นมาครับตารางนะ
00:04:01 → 00:04:03ครับเป็นตารางเทียบแกนตั้งเนี่ยคือความ
00:04:03 → 00:04:06สูงในหน่วยเซนติเมตนะครับแกนนอนนะครับคือ
00:04:06 → 00:04:10รอบเอวในหน่วยเซนติเมตนี่ทุกคนจะเห็นเป็น
00:04:10 → 00:04:13โซนมีหลายสีเลยนะครับคือมีสีน้ำตาลสี
00:04:13 → 00:04:16เขียวสีเหลืองแล้วก็สีแดงนะครับแต่ละโซน
00:04:16 → 00:04:19แตกต่างกันยังไงถ้าส่วนสูงและรอบเอวของ
00:04:19 → 00:04:22ใครตกอยู่ในโซนสีเขียวนั่นหมายความว่าสัด
00:04:22 → 00:04:25ส่วนของเส้นรอบเอวต่อความสูงของคุณเนี่ย
00:04:25 → 00:04:30อยู่ระหว่าง 0.4 ถึง 0.5 คือคุณสุสุขภาพ
00:04:30 → 00:04:32ดีแล้วก็มีความเสี่ยงต่ำที่จะเป็นโรค
00:04:32 → 00:04:35มะเร็งแล้วก็โรคอื่นๆนะครับแต่ถ้าใครตก
00:04:35 → 00:04:37อยู่ในโซนสีน้ำตาลเนี่ยคือ West to High
00:04:37 → 00:04:40ratio เนี่ยมันต่ำกว่า 0.4 คือคุณเนี่ย
00:04:40 → 00:04:43อาจจะ underweight คือมีน้ำหนักที่น้อย
00:04:43 → 00:04:45เกินไปถ้าทางที่ดีเนี่ยควรจะเพิ่มขึ้น
00:04:46 → 00:04:47แล้วก็ไม่ควรจะปล่อยให้รอบเอวน้อยไปกว่า
00:04:47 → 00:04:50นี้นะครับก็เสี่ยงที่จะเป็นโรคอื่นๆเช่น
00:04:50 → 00:04:53กันนะครับแต่ถ้าใครตกอยู่ในช่วงสีเหลือง
00:04:53 → 00:04:54แปลว่า West to High rti ของคุณอยู่
00:04:54 → 00:04:59ที่ 0.5 - 0.6 ถ้าเป็นเด็กอันตรายมากนะ
00:04:59 → 00:05:02ครับครับควรจะรีบลดน้ำหนักทันทีเพื่อให้
00:05:02 → 00:05:05รอบเอวเนี่ยลดลงแต่ถ้าเกิดว่าเป็นผู้ใหญ่
00:05:05 → 00:05:08เนี่ยคำแนะนำคือคุณควรจะต้องทำอะไรบาง
00:05:08 → 00:05:11อย่างเพื่อที่จะลดเอวลงมานะครับแล้วถ้า
00:05:11 → 00:05:13ใครตกอยู่สีแดงแล้วเป็นผู้ใหญ่เนี่ยครับ
00:05:13 → 00:05:16คือ West to High เรชเนี่ยมากกว่า 0.6
00:05:16 → 00:05:19คือมีความเสี่ยงสูงมากๆครับคุณจำเป็นที่
00:05:19 → 00:05:23จะต้องลดรอบเอวอย่างเร่งด่วนครับเพราะว่า
00:05:23 → 00:05:25นั่นสะท้อนว่ารอบเอวของคุณเนี่ยมันค่อน
00:05:25 → 00:05:30ข้างใหญ่มากมีไขมันไปสะสมอยู่บรเป็นช่อง
00:05:30 → 00:05:32ท้องในปริมาณที่มากเกินไปครับไขมันที่
00:05:32 → 00:05:34สะสมอยู่ในช่องท้องเนี่ยเราเรียกมันว่า
00:05:34 → 00:05:38visceral Fat นะครับเป็นไขมันที่ทำให้
00:05:38 → 00:05:41เกิดการอักเสบแล้วก็ทำให้อวัยวะต่างๆที่
00:05:41 → 00:05:44อยู่ในช่องท้องเนี่ยเริ่มทำงานไม่ปกติ1ึ
00:05:44 → 00:05:47ในนั้นก็คือมีโอกาสพัฒนาไปเป็นโรคมะเร็ง
00:05:47 → 00:05:50ครับทีนี้ทำไมอ่ะทำไมการที่มีไขมันสะสมใน
00:05:50 → 00:05:54ช่องท้องเยอะๆอ่ะมันเป็นตัวการสำคัญที่ทำ
00:05:54 → 00:05:57ให้เซลล์ปกติกลายเป็นเซลล์มะเร็งนะครับคำ
00:05:57 → 00:06:02ตอบง่ายๆคือถ้าคุณอ้วนไมโทคอนเดรียใน
00:06:02 → 00:06:05เซลล์ของอวะที่อยู่ในช่องท้องคุณเนี่ยมัน
00:06:05 → 00:06:08จะพังง่ายมากยิ่งขึ้นครับกว่าที่เราจะ
00:06:08 → 00:06:12อ้วนแล้วก็สะสมไขมันอยู่ในหน้าท้องได้นะ
00:06:12 → 00:06:14ครับแสดงว่าก่อนหน้านั้นเนี่ยเราจะต้อง
00:06:14 → 00:06:18กิ่นมากกว่าที่ใช้มาเป็นระยะเวลานึงครับ
00:06:18 → 00:06:22คือคุณอาจจะกินน้ำตาลอาจจะกินแป้งมากเกิน
00:06:22 → 00:06:25ไปกว่าที่ร่างกายจำเป็นต้องใช้จนมันต้อง
00:06:25 → 00:06:27เปลี่ยนแป้งและน้ำตาลเหล่านั้นน่ะเก็บ
00:06:27 → 00:06:31สะสมไว้ในรูปของแฟตหรือว่าไขมันนะครับ
00:06:31 → 00:06:34พฤติกรรมในการกินอาหารที่มันเยอะเกินไป
00:06:34 → 00:06:36ได้รับอาหารหรือแคลอรี่มากเกินไปนะครับ
00:06:36 → 00:06:39มันทำให้ไมโทคอนเดรียเนี่ยมันทำงานหนัก
00:06:39 → 00:06:43ครับไมโทคอนเดรียคืออวัยวะที่มีอยู่ในทุก
00:06:43 → 00:06:45ๆเซลล์เลยนะครับที่ทำหน้าที่ในการเปลี่ยน
00:06:45 → 00:06:48อาหารที่เรากินไปเป็นพลังงานให้เรายิ่งมี
00:06:48 → 00:06:49สารอาหารเข้ามาเยอะนะครับไมโตคอนเดรีย
00:06:50 → 00:06:52เนี่ยก็จะเปลี่ยนสารอาหารเหลนั้นไปเป็น
00:06:52 → 00:06:55พลังงานคือทำงานหนักมากยิ่งขึ้นนะครับที
00:06:55 → 00:06:58นี้สิ่งที่ทุกคนอาจจะเคยได้ยินไปบ้างผม
00:06:58 → 00:07:01เล่าให้ฟังคือว่าทุกครั้งที่ไมคอนเนี่ย
00:07:01 → 00:07:03เปลี่ยนอาหารเป็นพลังงานให้เรานะครับมัน
00:07:03 → 00:07:07จะเกิดของเสียที่เป็นพวก Free Radical
00:07:07 → 00:07:09จริงๆคำจริงๆมันคือ reactive Oxygen
00:07:09 → 00:07:12species หรือว่า ROS นะครับเจ้า ROS
00:07:12 → 00:07:13เนี่ยคิดง่ายๆมันคือ Free Radical อ่ะ
00:07:14 → 00:07:16เป็นสิ่งที่มันอันตรายเป็นสารพิษที่ทำลาย
00:07:16 → 00:07:19ไมโทคอนเดรียเพราะฉะนั้นไมโทคอนเดรียก็จะ
00:07:19 → 00:07:21ค่อยๆเสื่อมสภาพมากยิ่งขึ้นเมื่อมันทำงาน
00:07:21 → 00:07:23หนักขึ้นก็คือแบตเตอรี่ของเซลล์มันพัง
00:07:24 → 00:07:26นั่นเองนะครับแล้วโดยปกติเนี่ยถ้าเป็นคน
00:07:26 → 00:07:29ที่สุขภาพดีทั่วไปเนี่ยถ้าไมไมโตคอนเดรีย
00:07:29 → 00:07:32หรือแบตเตอรี่อันไหนที่มันเสื่อมมันพัง
00:07:32 → 00:07:34เนี่ยครับเซลล์มันจะรู้แล้วมันก็จะพยายาม
00:07:34 → 00:07:37กำจัดเจ้าไมโตคอนเดรียตัวนั้นทิ้งไปแล้ว
00:07:38 → 00:07:40ก็สร้างไมโตคอนเดรียตัวใหม่ขึ้นมาทดแทน
00:07:40 → 00:07:42เพื่อที่มันจะได้เปลี่ยนสารอาหารไปเป็น
00:07:42 → 00:07:44พลังงานได้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นนะ
00:07:44 → 00:07:48ครับแต่ปัญหาคือถ้าเรามีไขมันสะสมอยู่ใน
00:07:48 → 00:07:50ช่องท้องในปริมาณที่เยอะเนี่ยครับเจ้า
00:07:50 → 00:07:53เซลล์ไขมันหรือว่าเจ้าไขมันเนี่ยครับมัน
00:07:53 → 00:07:56สามารถที่จะสร้างสารบางอย่างเราเรียกรวมๆ
00:07:56 → 00:07:59กันว่า adipine ก็คือสารที่สร้างจากไอ้
00:07:59 → 00:08:03เจ้าเซลล์ไขมันเครับมันสามารถจะไปล่อให้
00:08:03 → 00:08:05เซลล์ที่เป็นเซลล์ภูมิคุ้มกันพวกเม็ด
00:08:05 → 00:08:08เลือดขาวบางประเภทนะครับวิ่งมาในพื้นที่
00:08:08 → 00:08:11ที่มีไขมันอยู่เยอะๆนะครับแล้วทำให้เกิด
00:08:11 → 00:08:16การอักเสบอ่อนๆชื่อทางการเรียกว่า ade
00:08:16 → 00:08:19inflammation คือเป็นการอักเสบเบาๆแต่
00:08:19 → 00:08:22อักเสบตลอดเวลาต่อเนื่องยาวนานไม่หยุด
00:08:22 → 00:08:25อักเสบสักทีเวลาที่เราเป็นแผลแล้วร่างกาย
00:08:25 → 00:08:27จะซ่อมแซมแผลเนี่ยครับมันจะเกิดการอักเสบ
00:08:27 → 00:08:30การอักเสบนั้นเป็นการอักเสบที่ดี
00:08:30 → 00:08:32เพราะมันช่วยทำให้แผลหายเร็วแล้วพอแผลหาย
00:08:32 → 00:08:37ปุ๊บมันก็จะหยุดอักเสบแต่การที่มันมีการ
00:08:37 → 00:08:39อักเสพเกิดขึ้นในช่องท้องตลอดเวลาแม้จะ
00:08:39 → 00:08:42อักเสบเบาๆเนี่ยครับมันกระทบกระเทือนการ
00:08:42 → 00:08:45ทำงานของเซลล์มากครับหนึ่งในนั้นคือมันไป
00:08:45 → 00:08:49บล็อกการสร้างไมโทคอนเดรียขึ้นมาใหม่คือ
00:08:49 → 00:08:52ต่อให้เซลล์ในอวัยวะในช่องท้องอมันมี
00:08:52 → 00:08:55ไมโทคอนเดรียที่มันพังอยู่การที่มันมีสาร
00:08:55 → 00:08:58อักเสบอยู่เต็มไปหมดเลยอ่ะมันทำให้เซลล์
00:08:58 → 00:09:00เหล่านั้นเนี่ยมันไม่สสามารถที่จะสร้าง
00:09:00 → 00:09:02ไมโทคอนเดรียใหม่ๆได้ดีแล้วก็ไม่สามารถจะ
00:09:02 → 00:09:05กำจัดไมโทคอนเดรียที่มันแย่ๆได้ดีด้วยนะ
00:09:05 → 00:09:07ครับเพราะฉะนั้นเซลล์ยังทำงานทั้งๆที่มี
00:09:08 → 00:09:10แบตเตอรี่เสื่อมๆอยู่ในนั้นนั่นแหละนะ
00:09:10 → 00:09:14ครับทีนี้นอกจากเซลล์ในช่องท้องที่เต็มไป
00:09:14 → 00:09:17ด้วยไขมันจะต้องทำงานแบบไม่ค่อยมี
00:09:17 → 00:09:19ประสิทธิภาพเพราะว่าแบตเตอรี่มันมัน
00:09:19 → 00:09:23เสื่อมแล้วก็มันหวยเนี่ยนะครับมันยังได้
00:09:23 → 00:09:25รับสัญญาณที่บอกว่าเธอต้องแบ่งเซลล์เพิ่ม
00:09:25 → 00:09:28ขึ้นด้วยสัญญาณเหล่านี้มาจากไหนก็มาจากไข
00:09:28 → 00:09:30มันที่อยู่ในช่ท้องอีกเนี่ยครับคือไขมัน
00:09:30 → 00:09:32ที่อยู่ในช่องท้องเนี่ยครับมันยังไป
00:09:32 → 00:09:35กระตุ้นให้ร่างกายเนี่ยมีการสร้างโกท
00:09:35 → 00:09:38ฮอร์โมนมากเกินไปในช่วงเวลาที่ไม่จำเป็น
00:09:38 → 00:09:41ช่วยกระตุ้นการสร้างฮอร์โมนเอสโตรเจนที่
00:09:41 → 00:09:44มากเกินไปไปทำให้เกิดภาวะ insulin
00:09:44 → 00:09:46resistant ก็คือดื้ออินซูลินแล้วใครก็
00:09:47 → 00:09:48ตามที่ดื้ออินซูลินเนี่ยร่างกายก็พยายาม
00:09:48 → 00:09:50จะสร้างอินซูลินเพิ่มมากขึ้นเข้าไปอีกนะ
00:09:50 → 00:09:55ครับงั้นโทฮอร์โมนเอสโตรเจนอินซูลินที่
00:09:55 → 00:09:58มันเพิ่มมากขึ้นมากเกินไปในจังหวะที่มัน
00:09:58 → 00:10:01ไม่คจะเพิ่มเนี่ยครับมันดันไปส่งสัญญาณ
00:10:01 → 00:10:05ให้เซลล์อื่นๆในร่างกายเนี่ยมันแบ่งตัว
00:10:05 → 00:10:08มากยิ่งขึ้นในเวลาที่ไม่ควรจะแบ่งตัวซึ่ง
00:10:08 → 00:10:11นั่นแหละมันสามารถที่จะไป Drive หรือขับ
00:10:11 → 00:10:16เคลื่อนทำให้ DNA ของเซลล์มันเสียหายแล้ว
00:10:16 → 00:10:18ก็ทำให้เซลล์เนี่ยมันแบ่งตัวทั้งที่มัน
00:10:18 → 00:10:21ไม่ควรจะแบ่งตัวแล้วก็กลายเป็นเซลล์
00:10:21 → 00:10:24มะเร็งนั่นเองนะครับผมขอให้ข้อมูลเพิ่ม
00:10:24 → 00:10:27เกี่ยวกับ DNA นิดนึงครับเวลาที่เราพูด
00:10:27 → 00:10:30ถึง DNA เนี่ยครับหลายๆคนมักจะจะเข้าใจ
00:10:30 → 00:10:35ว่าในเซลล์ของเราเนี่ยมันมี DNA เฉพาะใน
00:10:35 → 00:10:38นิวเคลียสเท่านั้นนะครับแต่สิ่งที่หลายคน
00:10:38 → 00:10:40อาจจะไม่รู้จริงๆเราเรียนมาตอนมัธยมด้วย
00:10:40 → 00:10:44นะครับทุกคนในไมโทคอนเดรียเนี่ยครับมันมี
00:10:44 → 00:10:47DNA อยู่เช่นกันครับเอ้อเซอร์ไพรส์มั้ย
00:10:47 → 00:10:49ถามว่าทำไมไมโทคอนเดรียถึงมี DNA เป็นของ
00:10:49 → 00:10:52ตัวเองจริงๆแล้วครับเจ้าไมโทคอนเดรียมัน
00:10:52 → 00:10:56คือแบคทีเรียที่วิวัฒนาการมาอาศัยอยู่
00:10:57 → 00:10:59ร่วมกันกับเซลล์ชั้นสูงอย่างเช่นเซลล์
00:10:59 → 00:11:01สัตว์หรือว่าเซลล์มนุษย์นะครับแล้วเพื่อ
00:11:01 → 00:11:03เป็นการแลกเปลี่ยนในการที่มนุษย์เราเนี่ย
00:11:03 → 00:11:06ให้ที่อยู่อาศัยมันก็ทำหน้าที่ในการสร้าง
00:11:06 → 00:11:08พลังงานจากอาหารที่มนุษย์กินเข้าไปเพื่อ
00:11:08 → 00:11:10ให้มนุษย์เราเนี่ยมีพลังงานใช้นะครับเป็น
00:11:10 → 00:11:13การตอบแทนซึ่งกันและกันนะครับเพราะฉะนั้น
00:11:13 → 00:11:15ไมโทคอนเดรียซึ่งจริงๆแล้วคือแบคทีเรีย
00:11:15 → 00:11:18เนี่ยมันเลยมี DNA เป็นของตัว a นะครับ
00:11:18 → 00:11:20แล้วเมื่อไหร่ก็ตามที่ผมบอกว่าแบตเตอรี่
00:11:20 → 00:11:22เสื่อมเพราะว่ามีสารพิษเนี่ยสารพิษนั้น
00:11:22 → 00:11:25น่ะมันนั่นแหละไปทำลาย DNA ของเจ้า
00:11:25 → 00:11:27ไมโตคอนเดรียด้วยนะครับเพราะฉะนั้นการทำ
00:11:27 → 00:11:30งานของไมโทคอนเดรียเนี่ยจึงถูกควบคุมจาก
00:11:30 → 00:11:34ทั้ง DNA ของตัวมันเองและ DNA ของเซลล์
00:11:34 → 00:11:38ที่อยู่ในนิวเคลียสถ้า DNA จุดใดจุดหนึ่ง
00:11:38 → 00:11:41มันได้รับความเสียหายไมโทคอนเดรียเนี่ย
00:11:41 → 00:11:45มันก็จะพังแล้วก็ทำงานได้ไม่เต็มที่ทันที
00:11:45 → 00:11:47นะครับชื่อทางการเราเรียกว่า
00:11:47 → 00:11:50mitochondrial dysfunction ซึ่งมันเป็น
00:11:50 → 00:11:52หนึ่งใน Hall Mark of aging 14
00:11:52 → 00:11:54ประการก็คือถ้าเมื่อไหร่ก็ตามที่
00:11:54 → 00:11:57ไมโทคอนเดรียพังเซลล์ของเราจะแก่นั่นเอง
00:11:57 → 00:12:02นะครับทีนี้ถ้าเซลล์ไหนก็ตามเกิดมี DNA
00:12:02 → 00:12:05ในนิวเคลียสเสียหายหรือว่าได้รับสัญญาณ
00:12:05 → 00:12:07กระตุ้นว่าอุ้ยฉันจะต้องแบ่งตัวแบ่งตัว
00:12:07 → 00:12:09เพิ่มนะครับตอนที่มันแบ่งตัวเนี่ยครับมัน
00:12:09 → 00:12:12สามารถที่จะส่งผ่านไมโทคอนเดรียหรือว่า
00:12:12 → 00:12:14แบตเตอรี่ที่มันพังไปได้ด้วยนะครับเพราะ
00:12:14 → 00:12:17ว่าเวลาที่เซลล์แบ่งตัวเนี่ยมันก็ต้อง
00:12:17 → 00:12:19แบ่งเอาไว้ต่างๆออกไปครึ่งนึงเลยนะครับ
00:12:19 → 00:12:21ไมโทคอนเดรียหรือว่าแบคเตอรี่ที่มันพัง
00:12:21 → 00:12:24ที่มี DNA พังๆอยู่เนี่ยก็จะถูกแบ่งตัว
00:12:24 → 00:12:26แล้วก็ถูกถ่ายทอดไปยังเซลล์รุ่นลูกด้วยนะ
00:12:26 → 00:12:28ครับเพราะงั้นเป็นเหตุผลว่าทำไมเซลล์
00:12:28 → 00:12:31มะเร็งเนี่ยถึงเพิ่มจำนวนได้รวดเร็วแล้ว
00:12:31 → 00:12:34ก็ยังมีความบ้าระห่ำส่งผ่านความบ้าระห่ำ
00:12:34 → 00:12:37คือสามารถที่จะส่งผ่านจีนที่ทำให้เซลล์
00:12:37 → 00:12:40นั้นน่ะมันแบ่งตัวผิดปกติแล้วก็ยังส่ง
00:12:40 → 00:12:42ผ่านไมโทคอนเดรียที่ทำงานผิดปกติไปได้
00:12:42 → 00:12:45ด้วยนะครับถามว่าไมโทคอนเดรียที่มันผิด
00:12:45 → 00:12:47ปกติเนี่ยมันสำคัญกับเซลล์มะเร็งยังไงคือ
00:12:47 → 00:12:51ปกติแล้วครับเซลล์ที่เป็นเซลล์สุขภาพที่
00:12:51 → 00:12:53ดีเนี่ยนะครับเวลาที่ไมโทคอนเดรียมันจะ
00:12:53 → 00:12:56สร้างพลังงานเนี่ยมันจะเลือกใช้การ
00:12:56 → 00:12:58เปลี่ยนน้ำตาลไปเป็นพลังงานโดยอาศัย
00:12:58 → 00:13:01ออกซิเจนการใช้ออกซิเจนในการเปลี่ยนน้ำ
00:13:01 → 00:13:03ตาลไปเป็นพลังงานเนี่ยครับมันเป็นวิธีการ
00:13:03 → 00:13:05ที่คุ้มทุนน่ะน้ำตาล 1 โมเลกุลเนี่ยจะ
00:13:05 → 00:13:08สร้างพลังงานได้เยอะเลยนะครับแต่ถ้าเกิด
00:13:08 → 00:13:11ว่า DNA ในไมโทคอนเดรียมันพังเนี่ยครับ
00:13:11 → 00:13:14ซึ่งมักจะเกิดขึ้นในเซลล์มเร็งเนี่ยมันจะ
00:13:14 → 00:13:16เลือกใช้การเปลี่ยนน้ำตาลไปเป็นพลังงาน
00:13:16 → 00:13:19โดยไม่ใช้ออกซิเจนพูดง่ายๆมันคือการหมัก
00:13:19 → 00:13:22ครับกระบวนการแบบเนี้ยมันไม่ค่อยคุ้มทุน
00:13:22 → 00:13:24คือน้ำตาล 1 โมเลกุลน่ะสร้างพลังงานได้
00:13:24 → 00:13:27นิดเดียวแต่เซลล์มะเร็งอ่ะมันต้องการอ่ะ
00:13:27 → 00:13:29มันต้องการพลังงานอย่างเร่งด่วนแล้วก็มัก
00:13:29 → 00:13:31จะอยู่ในภาวะที่ไม่ไม่มีออกซิเจนด้วย
00:13:31 → 00:13:34เพราะฉะนั้นมันจึงปรับตัวให้เซลล์สามารถ
00:13:34 → 00:13:36จะสร้างพลังงานได้ง่ายเร็วที่สุดแล้วก็
00:13:36 → 00:13:38ไม่แคร์ด้วยซ้ำว่าเชื้อเพลิงจะเป็นอะไร
00:13:38 → 00:13:40ไม่ว่าจะเป็นน้ำตาลจะเป็นไขมันเป็นอะมิโน
00:13:40 → 00:13:43แอซิดอะไรก็ตามเซลล์มะเร็งสามารถใช้เป็น
00:13:43 → 00:13:46วัตถุดิบในการสร้างพลังงานได้ทั้งสิ้นนะ
00:13:46 → 00:13:49ครับเพราะฉะนั้นการที่ไมโตคอนเดรียพังๆ
00:13:49 → 00:13:51เป็นของคู่กันกับเซลล์มะเร็งเนี่ยนะครับ
00:13:51 → 00:13:53จึงมีความสำคัญต่อการอยู่รอดของเซลล์
00:13:53 → 00:13:56มะเร็งด้วยแล้วก็ล่าสุดเพิ่งมีงานวิจัยนะ
00:13:56 → 00:13:58ครับเเจอว่าจริงๆเซลล์มะเร็งมันร้ายกาด
00:13:58 → 00:14:00มากครับทุกคนมันสามารถที่จะส่งผ่าน
00:14:00 → 00:14:04ไมโทคอนเดรียที่มันพังๆไปให้เซลล์อื่นโดย
00:14:04 → 00:14:07เฉพาะเซลล์ที่เป็นเซลล์อิมมูนคือเซลล์คุม
00:14:07 → 00:14:10คุ้มกันน่ะให้ได้รับแบตเตอรี่พังๆเข้าไป
00:14:10 → 00:14:12ในเซลล์ด้วยทำให้เซลล์จากที่เคยมีสุขภาพ
00:14:12 → 00:14:15ดีอ่ะมีไมโตคอนเดียดีๆเนี่ยกลายเป็นมี
00:14:15 → 00:14:17ไมโตคอนเดรียพังๆไปอยู่ในเซลล์ด้วยเหมือน
00:14:17 → 00:14:19กับเป็นหนอนบ่อนไส้อ่ะทำให้เซลล์สุขภาพดี
00:14:19 → 00:14:21เนี่ยกลายเป็นเซลล์สุขภาพแย่ไปในตัวและทำ
00:14:21 → 00:14:25ให้ระบบคุมคุ้มกันเนี่ยมันอ่อนแอลงแล้วก็
00:14:25 → 00:14:27ไม่สามารถที่จะจัดการกับเซลล์มะเร็งได้นะ
00:14:27 → 00:14:30ครับเพรางั้นสิ่งที่ที่เล่ามาทั้งหมดเจะ
00:14:30 → 00:14:32เห็นว่าจริงๆจุดเริ่มต้นเนี่ยมันเกิดมา
00:14:32 → 00:14:35จากการที่เราสะสมไขมันในร่างกายแล้วทำให้
00:14:35 → 00:14:40ไมโทคอนเดรียมันพังแล้วก็ส่งต่อทำให้ DNA
00:14:40 → 00:14:43ของเซลล์มันพังแล้วก็ทำให้แบ่งตัวได้ไม่
00:14:43 → 00:14:46หยุดนะครับเพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมอยากจะ
00:14:46 → 00:14:48เล่าให้ทุกคนฟังนะครับหลายๆคนเนี่ยเวลา
00:14:48 → 00:14:52พูดถึงการเป็นโรคมะเร็งเนี่ยมักจะคิดว่า
00:14:52 → 00:14:55โรคมะเร็งเป็น genetic disease คือเป็น
00:14:55 → 00:14:58โรคที่เกี่ยวข้องกับพันธุกรรมเกี่ยวข้อง
00:14:58 → 00:15:02กับการที่ยีนมันกลายพันใช่ครับแต่มันมี
00:15:02 → 00:15:07อีกหนึ่งทฤษฎีที่เขาก็เชื่อว่ามะเร็งมัน
00:15:07 → 00:15:10เกิดจากการที่ระบบเผาผลาญพังคือมันเป็น
00:15:11 → 00:15:14โรคที่เรียกว่า metabolic disease นั่น
00:15:14 → 00:15:16ก็คือการที่ไมโทคอนเดรียมันพังเครับเป็น
00:15:16 → 00:15:20จุดเริ่มต้นที่ทำให้เซลล์ๆลนั้นเนี่ย
00:15:20 → 00:15:23พัฒนากลายเป็นเซลล์มะเร็งครับทุกวันเนี้
00:15:23 → 00:15:25ในวงการวิทยาศาสตร์เนี่ยเคกำลังถกเถียง
00:15:25 → 00:15:27กันอยู่ว่าจริงๆแล้วทฤษฎีไหนเนี่ยมันถูก
00:15:27 → 00:15:30ต้องกันแน่ว่าจีมันกลายพันธก่อนถึงเป็น
00:15:30 → 00:15:33มะเร็งหรือไมโทคอนเดรียมันพังก่อนเซลล์
00:15:33 → 00:15:37นั้นถึงจะเป็นมะเร็งนะครับผมเองในฐานะที่
00:15:37 → 00:15:40อ่านแล้วก็เก็บข้อมูลมาทั้ง 2 ฝั่งนะครับ
00:15:40 → 00:15:42ผมเองผมเชื่อว่าด้วยความที่เซลล์มะเร็ง
00:15:42 → 00:15:44มันซับซ้อนมากๆนะครับจริงๆแล้วมันเป็น
00:15:44 → 00:15:48คอมมิชของทั้ง genetic disease แล้วก็
00:15:48 → 00:15:50metabolic disease นะครับเพราะฉะนั้น
00:15:50 → 00:15:52ไม่ว่า DNA ที่อยู่ในนิวเคลียสพังหรือไม่
00:15:52 → 00:15:55ว่าไมโทคอนเดรียพังนะครับทั้ง 2 อย่าง
00:15:55 → 00:15:57ประกอบเข้าด้วยกันมีส่วนร่วมทั้งคู่ที่ทำ
00:15:57 → 00:15:59ให้เซลล์ๆลนึงที่
00:15:59 → 00:16:01เป็นเซลล์สุขภาพดีมันพัฒนากลายไปเป็น
00:16:01 → 00:16:04เซลล์มะเร็งได้ทั้งสิ้นนะครับเพราะฉะนั้น
00:16:04 → 00:16:07ถ้าคุณไม่อยากเป็นมะเร็งจำเป็นที่จะต้อง
00:16:07 → 00:16:11ดูแลทั้ง DNA ให้ไม่เกิดการกลายพันและ
00:16:11 → 00:16:14ต้องดูแลไมโทคอนเดรียไม่ให้พังด้วยครับ
00:16:14 → 00:16:17ที่แล้วจะดูแลยังไงผมขออธิบายให้ฟังนิด
00:16:17 → 00:16:19นึงครับเริ่มจากการที่ดูแล DNA ไม่ให้พัง
00:16:19 → 00:16:21อันนี้เป็นสิ่งที่คนมักจะคุ้นเคยนะครับ
00:16:21 → 00:16:24DNA จะพังหรือว่ากลายพันธุ์เนี่ยมันเกิด
00:16:24 → 00:16:27ขึ้นได้ 2 ช่วงเวลาครับช่วงเวลาแรกคือมัน
00:16:27 → 00:16:29พังมาตั้งแต่ตอนที่เราเกิดมาเลยมันเป็น
00:16:29 → 00:16:32จีนกายพันธุ์ที่เราได้มาจากคุณพ่อคุณแม่
00:16:32 → 00:16:34ของเราเราเรียกจีนกายพันธุ์แบบเนี้เรียก
00:16:34 → 00:16:39ว่า germ LINE Mutation นะครับถ้าใครดู
00:16:39 → 00:16:42Ep ที่ 131 ผมเชิญอาจารย์มานพมาเล่าให้
00:16:42 → 00:16:44ฟังถึงการตรวจยีนมะเร็งเพื่อที่จะหาความ
00:16:44 → 00:16:46เสี่ยงไอ้ยีนมะเร็งที่มันกายพันธุ์เนี่ย
00:16:46 → 00:16:48มันคือเจลาย Mutation เนี่ยครับมันคือจีน
00:16:48 → 00:16:52ที่เราได้มาจากคุณพ่อคุณแม่ของเราถ้าคิด
00:16:52 → 00:16:54เป็น Mutation ที่ส่งผลให้เกิดมะเร็งเนี่
00:16:54 → 00:16:56ประมาณ 5% ครับที่อีกที่เหลือเนี่ยเป็น
00:16:56 → 00:16:59Mutation ที่เกิดขึ้นหรือยีนที่กลาย
00:16:59 → 00:17:02พันธุ์เมื่อเราเกิดมาแล้วมันกลายพันธุ์
00:17:03 → 00:17:04ตอนที่เราใช้ชีวิตของเรานะครับเราเรียก
00:17:04 → 00:17:07การกลายพันธุ์แบบนี้ว่า somatic Mutation
00:17:07 → 00:17:09นะครับถามว่าเซลล์ของเรามันจะกลายพันธุ์
00:17:09 → 00:17:12ได้จากอะไรก็มาจากสารพิษที่อยู่รอบตัวเรา
00:17:12 → 00:17:15นี่แหละครับอันดับ 1 คือบุหรี่นะครับทั้ง
00:17:15 → 00:17:18บุหรี่ปกติแล้วก็บุหรี่ไฟฟ้าเลยนะครับ
00:17:18 → 00:17:22อันตรายไม่แพ้กันนะครับเป็นสารหรือว่า
00:17:22 → 00:17:25เป็น Factor อันดับ 1 เลยที่ทำให้เกิด
00:17:25 → 00:17:27somatic Mutation คือจีนมันกลายพันธุ์
00:17:27 → 00:17:29นะครับแล้วล่าสุดถ้าครับดูข่าวเนี่ยจะ
00:17:29 → 00:17:34ทราบว่า Who เองนะครับได้เพิ่มแอลกอฮอล์
00:17:34 → 00:17:37เข้าไปอยู่เป็นหนึ่งในคลาสเดียวกันระดับ
00:17:37 → 00:17:38เดียวกันกับบุหรี่เลยนะครับที่เป็น
00:17:38 → 00:17:41คาร์ซิโนเจนคลา 1 ก็คือมีหลักฐานยืนยัน
00:17:42 → 00:17:44ชัดเจนมากเพียงพอแล้วที่จะสรุปได้ว่า
00:17:44 → 00:17:47แอลกอฮอล์เองก็เป็นหนึ่งในคาร์ซิโนเจนที่
00:17:47 → 00:17:49จะทำให้จีนกลายพันธุ์ได้นะครับนอกจาก
00:17:49 → 00:17:52บุหรี่นอกจากแอลกอฮอล์แล้วสารพิษอื่นๆ
00:17:52 → 00:17:55ต่างๆแน่นอน PM 2.5 ฝุ่นควันนะครับหรือ
00:17:55 → 00:17:58ว่าสารเคมีต่างๆเวลาที่เรากินอาหารเนี่ย
00:17:58 → 00:18:02ครับครับสารพิษยาฆ่าแมลงรวมไปถึงไวรัส
00:18:02 → 00:18:04แบคทีเรียต่างๆนะครับสารเหล่าเนี้สิ่ง
00:18:04 → 00:18:06เหล่าเนี้เป็นคาร์ซิโนเจนคลาส 1 ทั้งสิ้น
00:18:06 → 00:18:09นะครับสามารถที่ทำให้เกิด somatic
00:18:09 → 00:18:13Mutation ถ้าเราอยากดูแล n a เราจำเป็น
00:18:13 → 00:18:16ต้องเลี่ยงกับสิ่งเหล่านี้นะครับทีนี้มา
00:18:16 → 00:18:18ที่การดูแลไมโทคอนเดรียบ้างอย่างที่บอกไป
00:18:18 → 00:18:20ว่ามะเร็งเนี่ยอาจจะเกิดจาก metabolic
00:18:20 → 00:18:23disease ก็คือไมโทคอนเดรียมันพังครับ
00:18:23 → 00:18:25metabolism หรือว่าการระบบการผหารเราจะ
00:18:25 → 00:18:27พังได้เนี่ยมันเกิดมาจากเรื่องเดียวเลย
00:18:27 → 00:18:30ครับคือเรื่องการกินครับไม่พ้นการกินครับ
00:18:30 → 00:18:32เกิดจากการให้เรากินตามใจปากมากเกินไปกิน
00:18:32 → 00:18:35สารบางอย่างนิวเทรียนบางอย่างเกินความ
00:18:35 → 00:18:39จำเป็นซึ่งตัวหลักคือน้ำตาลแล้วก็แป้ง
00:18:39 → 00:18:43ครับไม่ใช่ไขมันด้วยนะในมุมมองของผมผมคิด
00:18:43 → 00:18:46ว่าน้ำตาลกับแป้งน่ากลัวกว่าไขมันนะครับ
00:18:46 → 00:18:49ด้วยเหตุผลว่าถ้าเรากินน้ำตาลกับแป้งใน
00:18:49 → 00:18:51ปริมาณที่มากเกินไปเกินความจำเป็นที่ร่าง
00:18:51 → 00:18:53กายต้องใช้เนี่ยครับมันสามารถที่จะ
00:18:53 → 00:18:56เปลี่ยนน้ำตาลและแป้งส่วนเกินไปเป็นไขมัน
00:18:56 → 00:18:59ได้อยู่แล้วนะครับเพราะฉะนั้นถ้าคุณไม่
00:18:59 → 00:19:02อยากให้ระบบเผ่าผลนคุณพังวิธีที่ไม่ยาก
00:19:02 → 00:19:05เลยครับกินน้ำตาลและแป้งแค่พอดีอย่ามาก
00:19:05 → 00:19:09เกินไปนะครับแล้วไขมันกินได้ไหมกินได้
00:19:09 → 00:19:11ครับจริงๆร่างกายเราต้องการไขมันแต่เรา
00:19:11 → 00:19:13ต้องการไขมันชนิดที่ดีนะครับเพรางั้นก็
00:19:13 → 00:19:16ควรจะเลี่ยงไขมันชนิดที่ไม่ค่อยดีให้น้อย
00:19:16 → 00:19:19ที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้นะครับถามว่า
00:19:19 → 00:19:24โปรตีนกินได้มกินได้นะครับแต่มันยังมีข้อ
00:19:24 → 00:19:26สรุปที่ไม่แน่นอนครับบางคนที่เขาอยู่ฝั่ง
00:19:26 → 00:19:28metabolic disease เนี่ยเขาก็เชื่อว่า
00:19:28 → 00:19:31ว่าการกินโปรตีนที่มากเกินไปเนี่ยนะครับ
00:19:31 → 00:19:34มันจะมีอะมิโนแซที่ชื่อว่ากลูตามีนซึ่ง
00:19:34 → 00:19:36เจ้ากลูตามีนเนี่ยเป็นหนึ่งในวัตุดิบ
00:19:36 → 00:19:39สำคัญเลยที่เซลล์มะเร็งบางชนิดเนี่ย pref
00:19:39 → 00:19:41หรือว่าชอบที่จะใช้เป็นเชื้อเพลิงในการ
00:19:41 → 00:19:43สร้างพลังงานนะครับเพราะฉะนั้นกลุ่มนัก
00:19:43 → 00:19:46วิทยาศาสตร์ที่เชื่อว่ามะเร็งเนี่ยเป็น
00:19:46 → 00:19:48metabolic disease เนี่ยเขาเชื่อว่าการ
00:19:48 → 00:19:51กินอาหารที่เน้นไปที่ไขมันเยอะๆการทำ
00:19:51 → 00:19:54ketogenic Diet เนี่ยเป็นผลดีในการควบ
00:19:54 → 00:19:57คุมการเติบโตแล้วก็การพัฒนาของเซลล์
00:19:57 → 00:20:00มะเร็งถือว่าเป็นหนึ่งใน treatment ที่จะ
00:20:00 → 00:20:03สู้กับมะเร็งเลยนะครับเาเรียก Treatment
00:20:03 → 00:20:05แบบนี้ว่า metabolic therapy เดี๋ยวไว้
00:20:05 → 00:20:08ผมหาโอกาสมาพูดถึง metabolic terapi ให้
00:20:08 → 00:20:12ฟังว่าทำไมมันถึงสามารถที่จะใช้ในการจัด
00:20:12 → 00:20:15การกับมะเร็งได้เรียกได้ว่าเป็น Treatment
00:20:15 → 00:20:17ทางเลือกจาก mainstream หลักนะครับเพราะ
00:20:17 → 00:20:20ว่าณปัจจุบันนี้จริงๆแล้วเนี่ยนะครับในวง
00:20:20 → 00:20:23การการแพทย์เนี่ยยังเชื่อว่ามเร็งเป็น
00:20:23 → 00:20:25genetic disease แต่มีนักวิทศาสตร์
00:20:25 → 00:20:27จำนวนไม่น้อยและแพทย์จำนวนไม่น้อยเลยที่
00:20:27 → 00:20:30ทำงานวิจัยแล้วมี evidence เพิ่มมากขึ้น
00:20:30 → 00:20:33ว่าจริงๆแล้วมันก็เป็น metabolic disease
00:20:33 → 00:20:36แค่ยังไม่ได้รับการยอมรับในวงกว้างนั่น
00:20:37 → 00:20:39เองเพราะฉะนั้นก็มีแพทย์บางกลุ่มที่เป็น
00:20:39 → 00:20:42คุณหมอสมัยใหม่ที่เปิดเปิดใจยอมรับกับข้อ
00:20:42 → 00:20:44มูลชุดใหม่ๆว่ามะเร็งเป็น metabolic
00:20:44 → 00:20:47disease แล้วก็เลือกใช้ metabolic
00:20:47 → 00:20:49therapy ในการดูแลคนไข้นะครับเพราะ
00:20:49 → 00:20:52ฉะนั้นนอกจากการที่เราคุมตัวเองไม่ให้กิน
00:20:52 → 00:20:54แป้งกับน้ำตาลมากเกินไปนะครับอีกหนึ่ง
00:20:54 → 00:20:56อย่างที่ผมแนะนำให้ทำคือออกกำลังกายครับ
00:20:56 → 00:20:59การออกกำลังกายเป็นวิวิธีที่ดีที่สุดเลย
00:20:59 → 00:21:01ที่เป็นการกระตุ้นให้เซลล์เนี่ยมันกำจัด
00:21:01 → 00:21:04ไมโทคอนเดรียตัวเสื่อมแล้วก็สร้าง
00:21:04 → 00:21:06ไมโทคอนเดรียตัวใหม่ๆที่มีประสิทธิภาพ
00:21:07 → 00:21:09เต็มร้อยทำให้เซลล์นั้นเนี่ยมีสุขภาพที่
00:21:09 → 00:21:12ดีนะครับไม่มีวิธีไหนดีกว่าการไปออกกำลัง
00:21:12 → 00:21:14กายเพราะฉะนั้นไปออกกำลังกายแลอีกนิดนึง
00:21:14 → 00:21:16ครับคือเรื่องนอนการอดนอนเนี่ยทำให้เรา
00:21:16 → 00:21:18หิวง่ายฮอร์โมนมันมันสวิงนะครับเพราะ
00:21:18 → 00:21:21ฉะนั้นการที่เรานอนให้ดีมีคุณภาพเนี่ยก็
00:21:21 → 00:21:23เป็นการช่วยทางอ้อมให้เราไม่หิวโหยแล้วก็
00:21:23 → 00:21:26ไม่ให้เรากินน้ำตาลหรือแป้งมากเกินไปครับ
00:21:27 → 00:21:31สุดท้ายครับถ้าใครที่ทั้งสูบบุหรี่และ
00:21:31 → 00:21:34ทั้งอ้วนก็คือมีรอบเอวเกินครึ่งนึงของ
00:21:34 → 00:21:37ความสูงเนี่ยผมแนะนำเลยครับปีนี้ตั้งเป้า
00:21:37 → 00:21:40หมายเลยครับอย่างน้อยตัดสักอย่างนึงถ้า
00:21:40 → 00:21:43คุณยังลดบุหรี่ไม่ได้ไปจัดการเรื่องไขมัน
00:21:43 → 00:21:45ทำยังไงก็ได้ให้รอบเอวของคุณเนี่ยน้อย
00:21:46 → 00:21:48กว่าครึของความสูงให้ได้แล้วถ้าเกิดทำได้
00:21:48 → 00:21:51แล้วอย่างใดอย่างนึงปีต่อๆไปรวบรวมความ
00:21:51 → 00:21:55กล้าหรือความพยายามตัดมันให้หมดครับมัน
00:21:55 → 00:21:57อาจจะยากนิดนึงนะผมรู้มันยากแต่ผมเชื่อ
00:21:57 → 00:22:00เลยว่ามันคุ้มค่ามากที่คุณจะทำเพราะว่า
00:22:00 → 00:22:03เทียบกับการที่คุณจะต้องทรมานเมื่อคุณ
00:22:03 → 00:22:06เป็นมะเร็งเนี่ยมันทรมานกว่ามากเลยนะครับ
00:22:06 → 00:22:09เพราะฉะนั้นวันนี้ถ้าใครมีรอบเอวเกินกว่า
00:22:09 → 00:22:13ครึ่งหนึ่งของความสูงผมแนะนำให้ตั้งเป้า
00:22:13 → 00:22:17สุขภาพปีนี้ในการทำให้รอบเอวลดลงให้ไม่
00:22:17 → 00:22:19เกินครึ่งนึงของความสูงให้ได้เพื่อลด
00:22:19 → 00:22:21โอกาสการเป็นง
00:22:21 → 00:22:25ครับ Top to Toe The Standard
00:22:25 → 00:22:28podcast Eye Opening for your ears
00:22:28 → 00:22:31H