00:00:00 → 00:00:03[เสียงดนตรี]
00:00:03 → 00:00:06You're listening to Mahidol Channel Podcast.
00:00:06 → 00:00:08Listen for a better life.
00:00:08 → 00:00:11ฟังเพื่อชีวิตที่ดีกว่า
00:00:11 → 00:00:14และนี่คือรายการพอดแคสต์ของช่อง Mahidol Channel
00:00:14 → 00:00:16โดย มหาวิทยาลัยมหิดล
00:00:16 → 00:00:22[เสียงดนตรี]
00:00:22 → 00:00:25เพราะเป้าหมายของเราทุกคน คือการมีชีวิตที่ดี
00:00:25 → 00:00:28มาพัฒนาตัวเราให้มีชีวิตที่ดีขึ้น
00:00:28 → 00:00:33กับรายการ Well-Being สุขภาพดี ชีวิตดี สร้างได้
00:00:33 → 00:00:36กับผม อาจารย์เต้ ระพี บุญเปลื้อง
00:00:36 → 00:00:39จากคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
00:00:39 → 00:00:41[เสียงดนตรี]
00:00:42 → 00:00:44สวัสดีครับ ผม อาจารย์เต้ ระพี บุญเปลื้อง
00:00:44 → 00:00:46คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
00:00:46 → 00:00:49กับ Well-Being สุขภาพดี ชีวิตดี สร้างได้
00:00:50 → 00:00:55คุณผู้ฟังครับ ลองจินตนาการครับว่า ตอนนี้เป็นวันเงินเดือนออก
00:00:55 → 00:00:57น่าแปลกนะว่าทำไมถึงเรียกว่าเป็นเงินเดือนออก
00:00:57 → 00:01:00เพราะว่า มันออกจากบัญชีเราไปหมดเลยถูกไหม
00:01:00 → 00:01:03ทั้งเรื่องที่จะต้องค่าผ่อนโน่นนี่นั่น
00:01:03 → 00:01:06และที่สำคัญหลาย ๆ คนก็จะต้องมีปาร์ตี้
00:01:07 → 00:01:11และส่วนใหญ่ก่อนจะไปปาร์ตี้ก็จะต้อง ติด HatchTag กันหน่อยแล้วว่า
00:01:11 → 00:01:13บุฟเฟ่ต์จะเยียวยาทุกสิ่ง
00:01:14 → 00:01:15เวลาไปกินบุฟเฟ่ต์นี่
00:01:15 → 00:01:18อะไรก็ตามที่เราอยากกิน
00:01:18 → 00:01:19อะไรก็ตามที่มันอร่อย
00:01:19 → 00:01:21มันมักจะไม่มีลิมิตเนอะ
00:01:21 → 00:01:24แล้วก็มักจะลืมตัวไปด้วยว่า
00:01:24 → 00:01:25อะไรก็ตามที่มันอร่อยนี่
00:01:26 → 00:01:29มันก็มักจะไม่ค่อยดีกับสุขภาพสักเท่าไหร่หรอก
00:01:29 → 00:01:31วันนี้เราจะได้พูดคุยกับคุณหมอเอ๋
00:01:31 → 00:01:34ผศ.พญ.ดรุณีวัลย์ วโรดมวิจิตร
00:01:34 → 00:01:35ภาควิชาอายุรศาสตร์
00:01:35 → 00:01:38คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล
00:01:38 → 00:01:40- คุณหมอเอ๋ สวัสดีครับ - สวัสดีค่ะ
00:01:41 → 00:01:43วันนี้ครับ ที่ชวนคุณหมอเอ๋มาเลยเพราะว่า
00:01:44 → 00:01:46อาหารมันเป็นสิ่งที่เราต้องกินอยู่ทุกวัน
00:01:46 → 00:01:52มันมีอะไรบ้างไหมที่มันอาจจะเกี่ยวข้องกับ โรคภัยโดยเฉพาะเรื่องของโรคมะเร็ง
00:01:52 → 00:01:54ในวันนี้เราจะมาดูว่า
00:01:54 → 00:01:58อาหารประเภทไหน ที่จะทำให้เราเสี่ยงกับโรคมะเร็งมากขึ้น
00:01:58 → 00:02:01และมันมีวิธีปฏิบัติ ที่จะเลี่ยงมะเร็งได้อย่างไร
00:02:01 → 00:02:02- คุณหมอเอ๋ครับ - ค่ะ
00:02:02 → 00:02:03บุฟเฟ่ต์ครับ
00:02:04 → 00:02:05เวลาที่ไปบุฟเฟ่ต์ครับคุณหมอเอ๋
00:02:05 → 00:02:07ผมก็จะมุ่งไปที่นี่เลยครับ
00:02:08 → 00:02:10อาหารประเภทที่เป็นเนื้อสัตว์
00:02:10 → 00:02:14อะไรก็ตามที่แพง ๆ อะไรก็ตามที่หากินไม่ได้
00:02:14 → 00:02:16ผมก็จะมุ่งไปตรงนั้นก่อนเลย
00:02:16 → 00:02:17มันดีไหมครับ
00:02:17 → 00:02:19โอเค มันอยู่ที่ว่าอย่างนี้ค่ะอาจารย์
00:02:19 → 00:02:21สมมุติว่า เวลาที่อาจารย์จะจ่ายเงินบุฟเฟ่ต์นี่
00:02:21 → 00:02:24อย่างแรกเลยที่คนจะรู้สึก คือต้องกินให้คุ้ม
00:02:24 → 00:02:26- ใช่แล้วครับ นั่นคือประเด็น - คนจะรู้สึกว่าต้องกินให้คุ้ม
00:02:26 → 00:02:30เพราะฉะนั้น คนจะรู้สึกว่าอะไรที่แพง ก็จะต้องกิน
00:02:30 → 00:02:34กับอันที่สอง คนจะรู้สึกว่าต้องกินเยอะ ๆ ถึงจะดี
00:02:34 → 00:02:35ที่นี้คำถามก็คือว่า
00:02:35 → 00:02:37โอกาสที่เราจะกินเยอะ
00:02:37 → 00:02:39มันมีแน่ ๆ สำหรับบุฟเฟ่ต์นะคะ
00:02:39 → 00:02:41ที่นี้ถามว่ามันผิดไหม มันคงไม่ได้ผิดที่บุฟเฟ่ต์เนอะ
00:02:41 → 00:02:45เพราะบุฟเฟ่ต์ไม่ได้เดินเข้าปากเรา เราเป็นคนไปหยิบบุฟเฟ่่ต์มาใส่ปากเรา
00:02:45 → 00:02:48เพราะฉะนั้นมันต้องผิดที่ ไม่ที่มือเราก็ต้องเป็นที่ปากเรา
00:02:48 → 00:02:50- เป็นที่ใจเราด้วยนะครับอาจารย์ - โอเคค่ะ
00:02:50 → 00:02:54ถามว่าโอกาสเสี่ยงที่จะทำให้เกิดมะเร็ง มันมีได้ 2 ส่วนค่ะ
00:02:54 → 00:02:56อันแรกคืออาหารที่อาจารย์เลือกทาน
00:02:56 → 00:02:59กับอันที่สองคือ อาจารย์กินมาก แล้วทำให้อาจารย์อ้วนขึ้น
00:02:59 → 00:03:01หลายคนก็จะบอกว่า
00:03:01 → 00:03:03เวลาเป็นมะเร็งคือน้ำหนักลดลง ผอมลง
00:03:03 → 00:03:05แล้วก็จะทำให้กังวลว่าจะเป็นมะเร็ง
00:03:05 → 00:03:09แต่ต้องบอกอย่างนี้ค่ะว่า คนอ้วนเองนี่เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดมะเร็ง
00:03:09 → 00:03:12โดยเฉพาะมะเร็งที่เกี่ยวข้องกับฮอร์โมน
00:03:12 → 00:03:13ยกตัวอย่างเนอะ ผู้หญิงนี่
00:03:13 → 00:03:17อันที่มันเกี่ยวข้องกับฮอร์โมน ก็จะเป็นมะเร็งของระบบสืบพันธุ์
00:03:17 → 00:03:19อะไรบ้าง เต้านมค่ะ
00:03:20 → 00:03:21อันที่สองก็คือรังไข่
00:03:21 → 00:03:21ครับ
00:03:21 → 00:03:24มะเร็งมดลูกหรือว่าเขาเรียกเยื่อบุโพรงมดลูก
00:03:24 → 00:03:25อันนี้จะเจอบ่อย
00:03:26 → 00:03:27แล้วก็จะสัมพันธ์กับคนอ้วน
00:03:27 → 00:03:29หมายความว่าถ้าคนอ้วนนี่
00:03:29 → 00:03:32ก็จะเสี่ยงต่อมะเร็งพวกนี้ มากกว่าคนผอมนะคะ
00:03:32 → 00:03:34ในผู้ชายก็จะเป็นกลุ่มของมะเร็งต่อมลูกหมาก
00:03:34 → 00:03:36หรือว่ามะเร็งลำไส้อะไรอย่างนี้ เป็นต้น
00:03:36 → 00:03:39อันนี้คือมาจากอ้วน ถ้าอ้วนแล้วเพิ่มความเสี่ยง
00:03:39 → 00:03:41เพราะฉะนั้นถ้าบุฟเฟ่ต์กินเยอะแล้วอ้วน
00:03:41 → 00:03:44โอเค ไปเพิ่มความเสี่ยง อันนี้เป็นทางอ้อมอาจารย์
00:03:44 → 00:03:44ครับ
00:03:44 → 00:03:47อันที่สองก็จะเป็นลักษณะของตัวอาหารเอง
00:03:47 → 00:03:49อาหารที่เรามองว่าอาจจะเสี่ยง
00:03:49 → 00:03:52ในเรื่องของการที่จะทำให้เกิด เรื่องของมะเร็ง เราได้ยินบ่อย
00:03:52 → 00:03:55อาจารย์ได้ยินอะไรมาบ้าง ที่อาจารย์รู้สึกว่ามันเสี่ยง
00:03:55 → 00:03:59มันก็ต้องปิ้ง ๆ ย่าง ๆ ไหม้ ๆ เกรียม ๆ
00:03:59 → 00:04:02อันที่หนึ่งก็คือเป็นลักษณะของอาหาร ที่อาจารย์บอกว่า
00:04:02 → 00:04:05เอาไปปิ้งย่างแล้วมันเกิด เป็นลักษณะเป็น เขาเรียกอะไร...
00:04:05 → 00:04:09สีดำ ๆ เกรียม ๆ ใช่ไหมคะ มันไหม้ มันไหม้เนอะ
00:04:09 → 00:04:11อันนี้มันก็จะมีสารเคมีบางอย่าง
00:04:11 → 00:04:12ถามว่าเกิดจากอะไร
00:04:12 → 00:04:14สมมุติอาหารของอาจารย์เนื้อสัตว์ อาจารย์มีน้ำมัน
00:04:14 → 00:04:14ครับ
00:04:14 → 00:04:16พออาจารย์ไปปิ้งปุ๊บ น้ำมันหยดลงไป
00:04:16 → 00:04:19แล้วมันก็จะไปโดนไฟข้างล่าง
00:04:19 → 00:04:21แล้วมันก็จะเป็นเขม่า เป็นควันขึ้นมา แล้วมาเกาะที่เนื้อสัตว์
00:04:21 → 00:04:22ซึ่งมันหอมมาก
00:04:22 → 00:04:25ใช่ อันนั้นแหละก็จะเป็นตัวนึงที่...
00:04:25 → 00:04:28มันจะมีสารเคมีบางอย่าง ที่เขาเรียกว่าไปเป็นสารก่อมะเร็ง
00:04:28 → 00:04:29อืม
00:04:29 → 00:04:32ถ้าอาจารย์กินตรงนั้นเยอะ ก็ไปเร่งให้มันเร็วขึ้น
00:04:32 → 00:04:33ลักษณะนี้
00:04:33 → 00:04:35อันที่สอง สมมุติว่าอาจารย์บอกว่า อาจารย์ตัดทิ้งแล้วกัน
00:04:35 → 00:04:36ไม่กินแล้วอันนั้น
00:04:36 → 00:04:38อาจารย์กินแต่เนื้อเยอะ ๆ เลย
00:04:38 → 00:04:43การกินเนื้อแดงปริมาณมาก อาจารย์ก็จะได้สารบางอย่างเพิ่มขึ้นเหมือนกัน
00:04:43 → 00:04:45มันอยู่ที่ว่าเนื้อที่อาจารย์กินเป็นแบบไหน
00:04:45 → 00:04:48หนึ่ง เนื้อแดงปกติเลย กับอันที่สอง เป็นลักษณะของเนื้อแปรรูป
00:04:48 → 00:04:51เนื้อแปรรูป เช่น เอาไปหมักใช่ไหมคะ
00:04:51 → 00:04:53หรือว่ารมควัน
00:04:53 → 00:04:57จะเป็นพวกของ Process เช่น แหนม ไส้กรอก หรืออะไรพวกนี้
00:04:57 → 00:04:59พวกนี้จะเป็นพวกเนื้อแปรรูป
00:04:59 → 00:05:03ซึ่งเวลาที่เขาแปรรูปมันจะมีสารเคมีบางอย่าง ที่เกิดขึ้นหรือใส่ลงไป
00:05:03 → 00:05:06เพื่อจะทำให้อาหารมันมีอายุยาวนานขึ้น
00:05:06 → 00:05:06ถนอมอายุอาหาร
00:05:07 → 00:05:09ใช่ค่ะ เพราะฉะนั้นตรงนี้มันก็จะมีอยู่ 2 ส่วน
00:05:09 → 00:05:12อันแรกคือในกรณีที่อาจารย์ปิ้งย่างแล้วก็มี
00:05:12 → 00:05:18ลักษณะของตัวสีดำ ๆ ใช่ไหมคะที่เป็น จากที่เนื้อมันไหม้เนอะ
00:05:18 → 00:05:22อันที่สองก็เป็นปริมาณของเนื้อสัตว์ ที่เป็นเนื้อแดงที่อาจารย์กินเยอะเกินไป
00:05:22 → 00:05:25อันที่สาม อาจารย์อาจจะ เลือกเนื้อที่มันไม่ต้องปิ้งย่างไหม้ก็ได้
00:05:25 → 00:05:28แต่ว่ามันเป็นลักษณะของ เนื้อสัตว์แปรรูปเยอะเกินไป
00:05:28 → 00:05:29อาจารย์ก็เพิ่มความเสี่ยง
00:05:29 → 00:05:32เวลาที่หมอเอ๋พูดถึงเนื้อแดงนี่ครับ
00:05:32 → 00:05:36หลาย ๆ คนอาจจะนึกไม่ออกว่า อะไรบ้างที่มันคือเนื้อแดง
00:05:36 → 00:05:39เวลาที่เราอ่านในหนังสือ อ่านในนิตยสาร หรืออินเทอร์เน็ตก็ตาม
00:05:39 → 00:05:41เขาจะใช้คำว่าเนื้อแดงเนอะ
00:05:41 → 00:05:43ในภาษาอังกฤษเขาก็จะเขียนคำว่า Red Meat กับ White Meat
00:05:43 → 00:05:45ตรงตัวเลยค่ะ
00:05:45 → 00:05:47ยกตัวอย่างเนอะอาจารย์ ก็จะเป็นพวกปลา พวกไก่
00:05:47 → 00:05:48อย่างนี้เราจะบอกว่าเป็น White Meat
00:05:48 → 00:05:49อืม
00:05:49 → 00:05:51พวกหอย บางทีก็จะเป็น White Meat
00:05:51 → 00:05:53ซึ่งพวกนี้ไขมัน มันจะต่ำ
00:05:53 → 00:05:55กับอันกลุ่มที่เป็น... อันนี้ก็จะเป็นพวกของ Red Meat
00:05:55 → 00:05:58เช่น เนื้อวัว เนื้อหมู เนื้อแกะ ใช่ไหมคะ
00:05:58 → 00:06:01พวกนี้ก็จะถือว่าเป็น Red Meat อย่างนี้ค่ะ
00:06:01 → 00:06:04โดยทั่วไปถามว่ากินได้ไหม กินได้นะคะ
00:06:04 → 00:06:08แต่ปริมาณพอสมควร ไม่ใช่ว่ากินทีนึงเยอะ ๆ เป็นกิโล ๆ
00:06:08 → 00:06:11หรือว่าจะกินไปแบบเข้าแข่งขันอะไรแบบนี้
00:06:12 → 00:06:16อาหารมันมีส่วนในการที่จะทำให้เกิดมะเร็งได้
00:06:16 → 00:06:16ค่ะ
00:06:16 → 00:06:19ใช่ไหมครับ โดยเฉพาะอย่างที่คุณหมอเอ๋พูดถึงว่า
00:06:19 → 00:06:22อาหารอะไรบ้างที่จะนำไปสู่ การเป็นสารก่อมะเร็ง
00:06:22 → 00:06:24หรือมีสารก่อมะเร็งในปริมาณที่เยอะ
00:06:24 → 00:06:25แล้วมะเร็งอะไรบ้างครับ
00:06:25 → 00:06:29ที่จะเป็นผลจากการที่เรากินอาหาร ประเภทนี้เข้าไป
00:06:29 → 00:06:30ก็ต้องบอกนิดนึงก่อนว่า
00:06:30 → 00:06:33เวลาพูดนี่เราใช้คำว่าเสี่ยง เราพูดคำว่าเสี่ยงทุกครั้งเลย
00:06:33 → 00:06:34เพราะฉะนั้นคำว่าเสี่ยงในที่นี้
00:06:34 → 00:06:37มันอาจจะไม่ได้พูดว่า มันเป็นสาเหตุโดยตรง
00:06:37 → 00:06:40เช่น กินแล้วมันต้องเป็น อันนี้ก่อนเนอะ
00:06:40 → 00:06:43แต่เสี่ยงในที่นี้ หมายความว่าเราหาความสัมพันธ์แบบ...
00:06:43 → 00:06:45ถ้าอย่างนี้มันเพิ่มโอกาสอะไรอย่างนี้ค่ะ
00:06:46 → 00:06:47ลักษณะนั้นเนอะ
00:06:47 → 00:06:48ทีนี้ถามว่าเป็นอะไร
00:06:48 → 00:06:53สัมพันธ์เยอะ ๆ เลย มันก็จะต้องเกี่ยวข้อง กับพวกมะเร็งที่เป็นทางเดินอาหาร
00:06:53 → 00:06:56ก็จะเป็นลำไส้นะ ที่เราจะได้ยินบ่อย ๆ ใช่ไหมคะ
00:06:56 → 00:06:58กระเพาะ ลำไส้ หลังอาหารอะไรอย่างนี้
00:06:58 → 00:07:00ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับพวกนี้นะคะ
00:07:00 → 00:07:05ถามว่ามีเยอะไหม บ้านเราก็เยอะเหมือนกัน ที่จะเป็นมะเร็งกลุ่มนี้
00:07:05 → 00:07:10คุณหมอเอ๋ครับ ถ้าเนื้อแดง มันเป็นตัวที่ทำให้เราเสี่ยงกับมะเร็งมากขึ้น
00:07:10 → 00:07:16แล้วผักใยเส้นใยต่าง ๆ ในผักมันจะช่วยลด อาการเสี่ยงจากมะเร็ง
00:07:16 → 00:07:19ถ้าอย่างนั้นเราก็เปลี่ยนไปเลย กินมังสวิรัติแทนเลยได้ไหม
00:07:19 → 00:07:21อาจารย์อาจจะได้ยิน ชัด ๆ ที่สุดเลย
00:07:21 → 00:07:25ก็คือคนไข้ที่เป็นมะเร็งลำไส้ หรือว่ามะเร็งเต้านม
00:07:25 → 00:07:27หลายคนเป็นมะเร็งเสร็จปุ๊บ ก็จะไม่กินเนื้อเลย
00:07:28 → 00:07:29อันนี้เราเจอบ่อยมาก
00:07:29 → 00:07:31แล้วหลายคนก็เปลี่ยนมาเป็นมังสวิรัติ
00:07:31 → 00:07:33แต่ถามว่าอันนี้จะลดความเสี่ยงไหม
00:07:33 → 00:07:35เหมือนที่อาจารย์บอกเลย อันที่หนึ่ง จะลดพวกเนื้อแดง
00:07:35 → 00:07:39อันที่สอง อาจารย์ได้เพิ่มผักผลไม้ ได้เพิ่มไฟเบอร์
00:07:39 → 00:07:42อันที่สาม พวก Processed food นี่
00:07:42 → 00:07:43มันจะลดลงทันทีเลย
00:07:43 → 00:07:44เพราะว่าถ้าอาจารย์กินแต่ผักนี่
00:07:44 → 00:07:46อาจารย์ไม่รู้ว่าอาจารย์จะไป Process อะไรมัน
00:07:46 → 00:07:47อาจารย์นึกออกใช่ไหม
00:07:47 → 00:07:48จริง
00:07:48 → 00:07:52เพราะฉะนั้น โดยแง่ของอาหาร ยังไงมันก็ลดความเสี่ยงอยู่แล้ว
00:07:52 → 00:07:54ข้อมูลที่มีก็คือ
00:07:54 → 00:07:58เขามีการติดตามคนไข้ที่กินอาหารพวกนี้ แยกเป็น 3 กลุ่ม
00:07:58 → 00:08:01กลุ่มกินเนื้อ กลุ่มกินปลา กลุ่มกินมังสวิรัติ
00:08:01 → 00:08:04ปรากฏว่ากลุ่มกินเนื้อ ความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งเยอะที่สุด
00:08:05 → 00:08:08ปลากับมังสวิรัติก็จะลดลงมา ลักษณะนี้
00:08:08 → 00:08:09เพราะฉะนั้นจริง ๆ ถามว่า
00:08:09 → 00:08:12ถ้าเวลามีคนมาถามว่า จำเป็นไหมต้องไปกินมังสวิรัติ
00:08:13 → 00:08:15แล้วมังสวิรัติบอกว่า ถ้าอยากกินไม่ได้ว่าอะไร
00:08:15 → 00:08:18แต่สิ่งที่อาจารย์ต้องรู้คือ เวลาที่อาจารย์กินมังสวิรัติ
00:08:18 → 00:08:20อาจารย์เพิ่มความเสี่ยงในการขาดวิตามินบางตัว
00:08:21 → 00:08:23เช่น ถ้ามังสวิรัติเข้มข้นหรือเจ
00:08:23 → 00:08:25อาจารย์จะขาดวิตามินบี 12
00:08:25 → 00:08:27ซึ่งปกติพบในไหนครับ
00:08:27 → 00:08:29- อยู่ในเนื้อสัตว์ค่ะ - อ๋อ เนื้อสัตว์
00:08:29 → 00:08:31เพราะฉะนั้น ถ้าอาจารย์จริงจังเข้มข้น แบบเป็นเจ
00:08:31 → 00:08:33อาจารย์อาจจะต้องมาได้รับเสริมแล้ว
00:08:34 → 00:08:36แต่ถ้าสมมุติอาจารย์บอกว่า
00:08:36 → 00:08:38โอเค งั้นกินแค่เป็นมังสวิรัติก็พอ
00:08:38 → 00:08:40หรือชาวบ้านตอนนี้อาจจะบอกว่า
00:08:40 → 00:08:42ถ้าเจอในอินเทอร์เน็ตจะเจอคำว่า Plant-based
00:08:42 → 00:08:44อ๋อ Plant-based diet
00:08:44 → 00:08:46อาจารย์ได้ยิน Plant-based diet ใช่ไหมคะ
00:08:46 → 00:08:47Plant-based diet ก็คือหมายความว่า
00:08:47 → 00:08:49อาหารส่วนใหญ่จะมาจากพืช
00:08:50 → 00:08:53แต่ Plant-based ยังอนุญาตให้อาจารย์ กินจากสัตว์ได้บ้าง
00:08:53 → 00:08:55เช่น บางคนบอกว่ากินสัตว์เล็กอาทิตย์ละวัน
00:08:55 → 00:08:58อย่างนี้ก็ยังเป็น Plant-based อย่างนี้ค่ะ
00:08:58 → 00:09:01หรือบางคนบอกว่ากินไข่ได้ บางคนบอกกินนมได้
00:09:01 → 00:09:05ก็ยังไม่ได้เป็นเจซะร้อยเปอร์เซ็นต์
00:09:05 → 00:09:08ถ้าเป็นกลุ่มที่เป็น Plant-based แล้วเลือกกินได้อย่างนี้ค่ะ
00:09:08 → 00:09:10พวกนี้ก็จะไม่ขาด B12
00:09:10 → 00:09:14อันที่สองที่อาจจะทำให้กินได้ แล้วปริมาณน้อยหน่อยก็คือ ธาตุเหล็ก
00:09:14 → 00:09:17เพราะว่าธาตุเหล็ก มีทั้งจากในพืชและจากในสัตว์
00:09:18 → 00:09:22แต่ว่าที่อยู่ในพืช เวลาเราดูดซึมนี่ มันจะมีตัวขัดขวาง
00:09:22 → 00:09:24เพราะฉะนั้นมันจะดูดซึมได้ไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์
00:09:25 → 00:09:27เพราะฉะนั้นมันต้องกินปริมาณเยอะจริง ๆ มันถึงจะเพียงพอ
00:09:27 → 00:09:31ก็อาจจะทำให้มีโอกาสเสี่ยง หรือการขาดได้อย่างนี้ค่ะ
00:09:31 → 00:09:33ดังนั้นถามว่า ถ้าเวลาคนบอกว่า
00:09:33 → 00:09:36ถ้าจะไม่กินแบบเป็นเนื้อ
00:09:36 → 00:09:38แล้วจะมากินเป็นมังสวิรัติเลยได้ไหม ตอบว่าได้
00:09:38 → 00:09:40แต่ว่าต้องคอยดูนิดนึงว่า
00:09:40 → 00:09:43จะมีความเสี่ยงที่จะขาดวิตามิน อะไรพวกนี้หรือเปล่านะคะ
00:09:44 → 00:09:47อันที่สองคือ ถ้าเกิดว่าจะเลือกกินแค่ Plant-based
00:09:47 → 00:09:48แล้วก็เลือกอาหารให้เหมาะสม
00:09:48 → 00:09:50อันนี้โอเคเลยค่ะ
00:09:50 → 00:09:51แอลกอฮอล์ล่ะครับ
00:09:51 → 00:09:53แอลกอฮอล์ก็ได้เหมือนกัน
00:09:53 → 00:09:55ทีนี้หลักการของการทำให้เกิด เรื่องของมะเร็งตับ
00:09:55 → 00:09:59สำหรับแอลกอฮอล์กับคนอ้วนนี่ มันคล้าย ๆ กันนะคะ
00:09:59 → 00:10:01หลักการก็คือมันจะทำให้เซลล์ตับ
00:10:01 → 00:10:05อันแรกคือเขาเรียกว่าเป็น Fatty liver คือมันอ้วนขึ้น
00:10:05 → 00:10:08พอมันอ้วนขึ้น แล้วหลังจากนั้นก็จะมีการอักเสบ
00:10:08 → 00:10:11การอักเสบ พออักเสบเสร็จปุ๊บ มันก็จะมีการซ่อมแซม
00:10:11 → 00:10:13อาจารย์นึกภาพว่าอาจารย์เป็นแผล
00:10:13 → 00:10:14แล้วมันหาย
00:10:14 → 00:10:16แต่อาจารย์กรีดซ้ำมันเรื่อย ๆ
00:10:16 → 00:10:17มันก็จะกลายเป็นแผลเป็น
00:10:17 → 00:10:18อืม
00:10:18 → 00:10:21พอมันเป็นแผลเป็นอันนี้ ก็คือตับอาจารย์เปลี่ยนแล้ว
00:10:21 → 00:10:22เขาเรียกว่าเป็นตับแข็ง
00:10:23 → 00:10:24พอเป็นตับแข็งปุ๊บนี่
00:10:24 → 00:10:27เซลล์บางอย่างหรือหน้าตาบางอย่าง มันจะทำงานผิดปกติ
00:10:27 → 00:10:29แล้วอันนี้มันก็จะเปลี่ยนไปเป็นมะเร็งได้
00:10:29 → 00:10:31คนที่กินแอลกอฮอล์นะคะ
00:10:31 → 00:10:33เราก็จะทำให้เกิด Process แบบนี้
00:10:33 → 00:10:35ก็คือหนึ่ง พอกินเยอะ ๆ ปุ๊ปนี่
00:10:35 → 00:10:37เซลล์ตับมันก็จะอ้วนขึ้น แล้วมันก็จะมีการอักเสบ
00:10:37 → 00:10:39เปลี่ยนไปเป็นตับแข็ง แล้วก็เป็นมะเร็ง
00:10:39 → 00:10:41ในขณะที่คนอ้วนตอนนี้
00:10:41 → 00:10:44มันให้ Process เดียวกับพวกแอลกอฮอล์เลย
00:10:44 → 00:10:47หน้าตาแบบเดียวกันเลย เพราะฉะนั้นตอนนี้อ้วนก็ไม่ได้
00:10:47 → 00:10:49กินแอลกอฮอล์ก็ไม่ได้
00:10:49 → 00:10:50แอลกอฮอล์เขาอาจจะบอกว่าอย่างนี้ค่ะ
00:10:50 → 00:10:52ถ้าสมมุติว่าอาจารย์ยังไม่ได้เป็นมะเร็ง
00:10:52 → 00:10:54อาจารย์ไม่ได้มีปัญหาเรื่องโรคตับ
00:10:54 → 00:10:56อาจารย์จะกินได้ไหม บอกว่าพอได้นะคะ
00:10:56 → 00:10:58แต่ว่าอยู่ในปริมาณที่เหมาะสมอีกแล้ว
00:10:58 → 00:11:02อยู่ที่เท่าไหร่ ผู้ชายนี่ประมาณไม่เกิน 2 ดริ๊งค์ต่อวัน
00:11:02 → 00:11:04ผู้หญิงไม่เกิน 1 ดริ๊งค์ต่อวัน
00:11:04 → 00:11:05ถ้าอาจารย์นึกไม่ออก แก้วช็อต
00:11:05 → 00:11:09หรือว่าบางคนก็บอกว่าชงกาแฟช็อตนึง
00:11:09 → 00:11:12นั่นคือ 30 ซีซี สำหรับพวกเราที่เป็น 40 ดีกรี
00:11:12 → 00:11:13อันนี้คือแค่ดริ๊งค์นึง
00:11:13 → 00:11:13อืม
00:11:13 → 00:11:16แต่ถ้าสมมุติว่าอาจารย์กินเบียร์ เบียร์ประมาณ 5%
00:11:16 → 00:11:19ก็คือ 100 ซีซี อาจารย์จะได้ 5 กรัม
00:11:19 → 00:11:21อาจารย์ได้ประมาณแถว ๆ 200-300
00:11:21 → 00:11:23เพราะฉะนั้นกระป๋องนึงพอแล้ว
00:11:23 → 00:11:25กระป๋องนึงก็ประมาณดริ๊งค์นึงอย่างนี้ค่ะ
00:11:25 → 00:11:28ไวน์อาจารย์ก็จะลดลงมาหน่อยนึง เพราะไวน์มันก็แล้วแต่เนอะ
00:11:28 → 00:11:32ดีกรีหรือว่าเปอร์เซ็นต์แอลกอฮอล์ ของไวน์มันหลากหลาย
00:11:32 → 00:11:34ตั้งแต่ 10 กว่ายัน 20 เลย
00:11:34 → 00:11:35มะเร็งเหล่านี้ครับ
00:11:35 → 00:11:37เขาชอบกินอะไรเป็นพิเศษหรือเปล่า
00:11:37 → 00:11:41เพราะว่าบางครั้งผมไปได้ยินคนพูดมาบอกว่า
00:11:41 → 00:11:44นี่นะ ถ้าเป็นมะเร็งนะ ต้องงดอาหารแบบนี้
00:11:44 → 00:11:49เพราะอาหารกลุ่มนี้มันจะไป ป้อนให้เซลล์มะเร็งมันโต
00:11:49 → 00:11:51ในกรณีของคนที่เป็นมะเร็ง
00:11:52 → 00:11:53เซลล์มะเร็งมันเหมือนเป็นกาฝากค่ะ
00:11:53 → 00:11:56เพราะฉะนั้นเซลล์มะเร็งอาศัยอาหารจากตัวเรา
00:11:56 → 00:11:59แต่ว่าเขาเก่งมากเลย คือต่อให้เราไม่กินอาหาร
00:11:59 → 00:12:01เซลล์มะเร็งก็จะได้อาหาร
00:12:01 → 00:12:04อันนี้ก่อน สมมุติใครบอกว่าจะอดอาหาร ให้เซลล์มะเร็งมันตาย
00:12:04 → 00:12:07อาจารย์อาจจะตายก่อนที่เซลล์มะเร็งมันจะตาย
00:12:07 → 00:12:11เพราะว่าเขาได้อาหารจากตัวเรามาก่อน
00:12:11 → 00:12:15อันที่สองคือเวลาที่เขาใช้ เขาชอบ เหมือนที่คนจะชอบพูดเนอะ
00:12:15 → 00:12:18ว่ามีแนวโน้มว่าส่วนที่เป็นน้ำตาลมันกินง่าย
00:12:18 → 00:12:21แล้วมันก็จะได้เยอะ คนก็จะพยายามเลี่ยงน้ำตาล
00:12:21 → 00:12:24ทีนี้ถามว่าจำเป็นไหมที่จะต้องเลี่ยงน้ำตาล
00:12:24 → 00:12:29ทีนี้ต้องบอกว่าถ้าสมมุติอาจารย์ มองในแง่ว่าอาจารย์กินน้ำตาลเป็นพวกน้ำหวาน
00:12:29 → 00:12:32น้ำตาลที่กินปุ๊บ แล้วมันเป็นพลังงานเลยทันที
00:12:32 → 00:12:34พวกนี้อาจารย์ก็จะเสี่ยงเรื่องอ้วน
00:12:34 → 00:12:36เพราะฉะนั้น ถ้าอาจารย์จะไปลดพวกนั้นก็ไม่มีปัญหา
00:12:36 → 00:12:40ถามว่าคาร์โบไฮเดรต หรือกลุ่มน้ำตาลยังจำเป็นไหม ยังจำเป็น
00:12:40 → 00:12:41อาจารย์ก็ทานได้
00:12:41 → 00:12:44ก็เลี่ยงส่วนที่มันเป็นน้ำตาล ที่มันจะแบบ...กินปุ๊บ ดูดซึมปั๊บ
00:12:44 → 00:12:45ที่เป็นน้ำหวาน
00:12:45 → 00:12:48กินให้เป็นพวกที่มันเป็นคาร์โบไฮเดรต ที่มีไฟเบอร์
00:12:48 → 00:12:50เพราะเรารู้อยู่แล้วว่าไฟเบอร์นี่
00:12:50 → 00:12:52ตัวไฟเบอร์เวลามันลงไปในลำไส้ปั๊บนี่
00:12:52 → 00:12:55มันจะไปเป็นอาหารให้เซลล์ที่อยู่ที่ลำไส้
00:12:55 → 00:12:58ทำให้แบคทีเรียในลำไส้เจริญเติบโตได้ดี
00:12:58 → 00:13:01แล้วสร้างสิ่งแวดล้อมที่ดีในลำไส้
00:13:01 → 00:13:02แล้วช่วยป้องกันมะเร็ง
00:13:02 → 00:13:05เพราะฉะนั้นคาร์โบไฮเดรตไม่ได้แย่ซะทีเดียว
00:13:05 → 00:13:07อาจารย์ยังสามารถจะกินคาร์โบไฮเดรตที่ดี
00:13:08 → 00:13:10ได้น้ำตาลแต่ว่ามีไฟเบอร์
00:13:10 → 00:13:13ซึ่งจะช่วยทำให้เซลล์ลำไส้อาจารย์ ทำงานได้ดีขึ้น
00:13:13 → 00:13:14แล้วป้องกันมะเร็งด้วย
00:13:14 → 00:13:16เราได้ยินตลอดเลย กินผักผลไม้ป้องกันมะเร็งลำไส้
00:13:16 → 00:13:18ใช่
00:13:18 → 00:13:20แล้วด้วยการทำงานของแบคทีเรียเหล่านี้
00:13:20 → 00:13:24ใช่ค่ะ แบคทีเรียเราก็พวกของไฟเบอร์ที่เข้าไป
00:13:24 → 00:13:25เขาก็จะไปเป็นอาหาร
00:13:25 → 00:13:28แบคทีเรียในลำไส้เอง มันจะมีทั้งตัวที่ดีและไม่ดี
00:13:28 → 00:13:29ทีนี้พอมันเข้าไปปุ๊บ
00:13:29 → 00:13:32มันจะสร้างสิ่งแวดล้อมให้ตัวที่ดีอยู่ได้
00:13:32 → 00:13:33อืม
00:13:33 → 00:13:35แล้วก็อาจจะไม่เหมาะกับตัวที่ไม่ดี
00:13:35 → 00:13:38เราได้แบคทีเรียตัวดีจากที่ไหนครับ
00:13:38 → 00:13:40โอเค มันมีอยู่แล้วค่ะ
00:13:40 → 00:13:44จริง ๆ นี่ คำถามคือ เราเป็นปรสิตของมันหรือเปล่ายังไม่รู้เลย
00:13:44 → 00:13:45เอ๊ะ หรือใครเป็นปรสิตของใคร
00:13:45 → 00:13:48ใช่ เพราะว่าถ้าอาจารย์นับจํานวนเซลล์
00:13:48 → 00:13:51นับจํานวนเซลล์ในร่างกายเรา กับนับจํานวนเซลล์ของแบคทีเรีย
00:13:51 → 00:13:52เซลล์ของแบคทีเรียมีมากกว่าเรา
00:13:52 → 00:13:53อืม
00:13:53 → 00:13:55เพราะฉะนั้น เลยไม่แน่ใจว่า ใครเป็นปรสิตของใคร
00:13:55 → 00:13:57แต่ถ้าตัวนี่ เขาตัวเล็กกว่าเรา
00:13:57 → 00:13:57ครับ
00:13:58 → 00:13:59ทีนี้ถามว่ามันมาจากไหน
00:13:59 → 00:14:01จริง ๆ ในแต่ละคน มันมีอยู่แล้ว
00:14:01 → 00:14:03มันมีหลายชนิดนะคะ มีความหลากหลาย
00:14:03 → 00:14:06มีความหลากหลายเหมือนในป่า แล้วมีสัตว์ป่าหลายอย่าง
00:14:06 → 00:14:08เรามีหน้าที่แค่ทำให้มันสมดุล
00:14:08 → 00:14:08อืม
00:14:09 → 00:14:11เมื่อเราใช้ชีวิต เรากินยาปฏิชีวนะ
00:14:11 → 00:14:12เรากินอาหารไม่เหมาะสม
00:14:12 → 00:14:14ความสมดุลตรงนี้มันเสียไป
00:14:14 → 00:14:18พอมันเสียไปปุ๊บ มันก็จะทำให้มี ความผิดปกติบางอย่างเกิดขึ้น
00:14:18 → 00:14:20เช่น บางคนก็มีลำไส้แปรปรวนบ้างล่ะ
00:14:20 → 00:14:22มีโน่นมีนี่อะไรอย่างนี้
00:14:22 → 00:14:24จริง ๆ แล้วก็กลับไปสู่ภาวะปกติค่ะ
00:14:24 → 00:14:28กินอาหารครบ 5 หมู่ กินเป็น Balanced Diet คือกินทุกอย่าง
00:14:28 → 00:14:30กินผักผลไม้เยอะขึ้น
00:14:30 → 00:14:33ไม่กินยาปฏิชีวนะเป็นประจำ อย่างนี้ค่ะก็จะช่วยได้
00:14:33 → 00:14:37ส่วนที่เหลือที่บอกว่า โอเค จะไปกินพวกของโยเกิร์ต
00:14:37 → 00:14:40อันนี้ก็ได้เหมือนกันนะคะเพราะว่า...
00:14:40 → 00:14:42แต่ถามว่ามันเยอะพอหรือเปล่า มันก็อาจจะไม่พอหรอก
00:14:42 → 00:14:46แต่ว่ามันก็ถือว่า ไปช่วยเสริมส่วนที่ดีอะไรอย่างนี้ค่ะ
00:14:46 → 00:14:52[เสียงดนตรี]
00:14:52 → 00:14:55ตอนนี้เราพูดถึงอาหารเป็นหลักเลย
00:14:55 → 00:14:59มันมีปัจจัยอะไรบ้าง ที่ทำให้เราเสี่ยงกับมะเร็งบ้าง
00:14:59 → 00:15:00นอกจากอาหารแล้วครับ
00:15:00 → 00:15:04โอเค ก็มันมีตั้งแต่ว่าเป็นปัจจัยภายใน และปัจจัยภายนอกเวลาที่เรามองใช่ไหมคะ
00:15:04 → 00:15:06ปัจจัยภายในก็คือตัวเราเองแหละ
00:15:07 → 00:15:08ตั้งแต่กรรมพันธุ์
00:15:08 → 00:15:13เอาง่าย ๆ เลย แองเจลินา โจลี อาจารย์อาจจะเคยได้ยินสักเมื่อหลายปีก่อน
00:15:13 → 00:15:16ที่บอกว่าเขาออกมาประกาศว่า ตัวเองมีกรรมพันธุ์ผิดปกติ
00:15:16 → 00:15:18ที่จะทำให้ตัวเองเป็นมะเร็งเต้านม
00:15:18 → 00:15:22แล้วก็เข้าไปสู่การรักษาคือการผ่าตัด
00:15:22 → 00:15:25เอาเต้านมออก แล้วก็ใส่ซิลิโคนเข้าไปใหม่
00:15:25 → 00:15:26อืม
00:15:26 → 00:15:27เพื่อจะไม่ให้เขาเป็นมะเร็ง
00:15:28 → 00:15:28อ้าว
00:15:28 → 00:15:30ก็คือมันเป็นมะเร็งเต้านม เขาเอาเต้านมออกไปแล้ว
00:15:31 → 00:15:32เขาก็จะได้ไม่ต้องเป็นมะเร็ง
00:15:32 → 00:15:32ครับ
00:15:32 → 00:15:33โอเคไหมคะ
00:15:33 → 00:15:36แต่ถามว่าในทางการแพทย์เราทำไหม เราไม่ได้แนะนำนะคะ
00:15:36 → 00:15:39ต่อให้เราเจอ เราตรวจ แล้วเราเจอว่าเป็นมะเร็งตัวนี้
00:15:40 → 00:15:41หรือว่ามียีนตัวนี้ผิดปกติ
00:15:41 → 00:15:45เราก็ยังบอกว่าให้เขาทำแมมโมแกรม
00:15:45 → 00:15:47แล้วก็ติดตามตัวเองเป็นระยะ ๆ
00:15:47 → 00:15:49แค่จะยกตัวอย่างให้ดูว่ามันมีปัจจัยภายใน
00:15:49 → 00:15:51ก็คือกรรมพันธุ์ที่ผิดปกตินะคะ
00:15:51 → 00:15:54ไม่ว่าจะเป็นมะเร็งเม็ดเลือดบางอย่าง
00:15:54 → 00:15:57ที่เราเคยได้ยินว่า มันมีความผิดปกติของยีน ของกรรมพันธุ์
00:15:57 → 00:15:59แล้วเปลี่ยนไปเป็นมะเร็งนะคะ
00:15:59 → 00:16:00เรื่องของเต้านม
00:16:00 → 00:16:02หรือว่ามันจะมีอีกอันนึงก็คือ
00:16:02 → 00:16:04คนที่เป็นมะเร็งลำไส้
00:16:04 → 00:16:04อืม
00:16:04 → 00:16:09ซึ่งอันนี้เขาจะมีลักษณะที่จะเป็น คล้าย ๆ ติ่งเนื้อที่ลำไส้ปริมาณมาก
00:16:09 → 00:16:10ตั้งแต่เด็ก
00:16:10 → 00:16:13พอเวลาผ่านไปปุ๊บ ติ่งเนื้อพวกนี้มันกลายพันธุ์
00:16:13 → 00:16:15แล้วมันก็กลายเป็นมะเร็ง อย่างนี้ก็ได้เหมือนกัน
00:16:15 → 00:16:17ดังนั้น ตอนนี้ก็จะมีคน พูดอยู่เยอะเหมือนกันว่า
00:16:18 → 00:16:21การตรวจยีนพวกนี้ ดูว่าจะเป็น ความเสี่ยงของมะเร็งหรือเปล่าใช่ไหมคะ
00:16:21 → 00:16:23อันนี้เรามองเป็นปัจจัยภายในนะคะ
00:16:23 → 00:16:27ถ้าเราไม่ได้ตรวจพวกนี้ เราก็อาจจะดูในประวัติครอบครัวของเรา เช่น
00:16:27 → 00:16:30โอ้โฮ ทุกเจเนอเรชันเลย มีมะเร็งกันทุกคนอะไรอย่างนี้
00:16:31 → 00:16:32ก็จะน่าสนใจนิดนึงนะคะ
00:16:33 → 00:16:36อันที่เจอบ่อย ๆ แล้วก็ที่เขาพูดกันเนอะ
00:16:36 → 00:16:38ก็จะเป็นเต้านมกับลำไส้
00:16:38 → 00:16:39มะเร็งลำไส้ใหญ่ยกตัวอย่างนะคะ
00:16:40 → 00:16:42คนในครอบครัว เขาเรียกสายตรง
00:16:42 → 00:16:44สายตรงคืออะไร ข้าง ๆ เราก็คือพี่น้อง
00:16:44 → 00:16:47บนล่างคือพ่อแม่กับลูกเรา
00:16:47 → 00:16:49- นั่นคือสายตรง - เอาแค่สายตรงตรงนี้ก่อนนะ
00:16:49 → 00:16:52ถ้าสายตรงเช่นพ่อแม่หรือพี่น้องเราเป็น มีใครคนใดคนหนึ่งเป็นมะเร็ง
00:16:52 → 00:16:53ในช่วงอายุน้อย
00:16:54 → 00:16:56อันนี้เราจะตัดสินใจว่า โอ้ ควรจะไปเช็ก
00:16:56 → 00:17:00แล้วก็เวลาที่เราจะเช็ก สมมุติว่าถ้าคนที่เป็นอายุสัก 40 ปี
00:17:00 → 00:17:03เราก็จะมาเช็กตอน 10 ปี ก่อนที่เขาจะเป็น
00:17:03 → 00:17:05อันที่สอง เป็นปัจจัยภายนอก
00:17:05 → 00:17:09ปัจจัยภายนอกก็อาหารอันหนึ่ง ที่เมื่อกี๊อาจารย์พูดไว้ใช่ไหมคะ
00:17:09 → 00:17:09ครับ
00:17:09 → 00:17:13มันก็ต้องดูค่ะว่ามันจะเป็นมะเร็งอะไร ที่ไหน
00:17:13 → 00:17:14ส่วนใหญ่ก็ทางเดินอาหาร
00:17:14 → 00:17:16แล้วก็ที่บอกว่าเมื่อกี๊เรื่องอ้วนเนอะ
00:17:16 → 00:17:20ก็จะไปเกี่ยวข้องกับเรื่องของ ตัวมะเร็งที่เกี่ยวข้องกับฮอร์โมน
00:17:21 → 00:17:25นอกจากอาหารปิ้งย่าง หรือว่าสารพวกที่จะยืดอายุของอาหารแล้ว
00:17:25 → 00:17:29มันมีอะไรอีกไหมครับที่อาจจะเป็น ตัวที่ทำให้เราเสี่ยงกับมะเร็งมากขึ้น
00:17:29 → 00:17:30โอเค
00:17:30 → 00:17:33ถ้าบ้านเราก่อนเนอะ พยาธิบางตัวที่ทำให้เกิดการติดเชื้อ
00:17:33 → 00:17:35ที่ตรงบริเวณของท่อน้ำดี
00:17:35 → 00:17:39และทำให้มีความเสี่ยงของ มะเร็งท่อน้ำดีเพิ่มขึ้นอันนี้เนอะ
00:17:39 → 00:17:42อันที่สองก็จะได้ยินข่าวบ่อยที่บอกว่า
00:17:42 → 00:17:46ทางอีสานใช่ไหมคะ กินอาหารบางประเภทที่สุก ๆ ดิบ ๆ
00:17:46 → 00:17:48อันที่สองก็จะเป็นกลุ่มของมะเร็งตับ
00:17:49 → 00:17:51ที่เราจะได้ยินอันนี้ชัดเจนเลยก็คือเชื้อรา
00:17:52 → 00:17:54ที่ชื่อ "อะฟลาทอกซิน" นะคะ
00:17:54 → 00:17:56มันจะเป็นสารพิษที่สร้างขึ้นมาจากเชื้อรา
00:17:56 → 00:17:59เชื้อรานี้อยู่ในไหน อยู่ในกลุ่มของถั่วลิสง
00:17:59 → 00:18:01หรือถั่วทั้งหลายนะคะ
00:18:01 → 00:18:04ที่นี้ในอาหารหลาย ๆ อย่างที่เรากิน เราจะเห็นว่า
00:18:04 → 00:18:06มันจะมีถั่วลิสงป่นที่ผสมอยู่
00:18:06 → 00:18:09ถ้าอาจารย์สามารถที่จะคั่วถั่วลิสง แล้วอาจารย์บดเอง
00:18:09 → 00:18:12เป็นถั่วลิสงที่อาจารย์กินใหม่ ๆ ไม่มีปัญหาค่ะ
00:18:12 → 00:18:16แต่ถ้าอาจารย์วางค้างเอาไว้ หรืออาจารย์ไปซื้อมาแล้วอาจารย์ไม่มั่นใจ
00:18:16 → 00:18:17มันอาจจะมีเชื้อราอยู่
00:18:18 → 00:18:20แล้วเขาบ่นมาปุ๊บ อาจารย์มองไม่เห็น
00:18:20 → 00:18:22แล้วอาจารย์ก็รับประทานเข้าไป
00:18:22 → 00:18:24สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ อาจารย์จะได้สารพิษ
00:18:24 → 00:18:25ที่เราเรียกว่า อะฟลาทอกซิน
00:18:26 → 00:18:27ซึ่งมาจากถั่วนะ
00:18:27 → 00:18:30แล้วถ้าอาจารย์ได้รับในปริมาณที่เยอะ ๆ
00:18:30 → 00:18:32ติดต่อกันเป็นระยะเวลายาวนาน
00:18:32 → 00:18:34มันก็อาจจะทำให้เกิดการอักเสบขึ้นที่ตับ
00:18:34 → 00:18:39แล้วก็นำไปสู่เรื่องของตัวมะเร็งตับ ได้ในที่สุดนะคะ
00:18:39 → 00:18:40ครับ
00:18:40 → 00:18:46[เสียงดนตรี]
00:18:46 → 00:18:53คุณหมอเอ๋ครับ เราอยากที่จะได้ เคล็ดลับในที่จะห่างจากไกลจากมะเร็ง
00:18:53 → 00:18:56คุณหมอเอ๋มีเคล็ดลับ ที่จะมาแนะพวกเราบ้างไหมครับ
00:18:56 → 00:19:00เอาจริง ๆ ต้องบอกว่า มันเป็นวิธีการปฏิบัติตัวเพื่อสุขภาพดี
00:19:00 → 00:19:01ไม่ใช่แค่มะเร็งเนอะ
00:19:01 → 00:19:03มันหมายถึงว่าโรคอื่น ๆ ด้วย
00:19:03 → 00:19:04อันแรกเลย ไม่อ้วน
00:19:04 → 00:19:06ออกกำลังกายสม่ำเสมอเห็นไหมคะ
00:19:06 → 00:19:08สุขภาพดี รูปร่างดีใช่ไหมคะ
00:19:08 → 00:19:11ถามว่ายังไงดี ถ้าอ้วนอยู่ ให้ลดน้ำหนัก
00:19:11 → 00:19:14อย่างน้อยเนอะ ขอ 5% นะคะ
00:19:14 → 00:19:16ไม่ใช่ 5% ในปีนึง
00:19:16 → 00:19:18เราเซตกันที่ 5-6 เดือนก่อน
00:19:18 → 00:19:20เอา 6 เดือนแรกนี่ ควรจะลดได้ 5% แล้วนะคะ
00:19:21 → 00:19:24ถ้ากลับมาเป็นน้ำหนักปกติได้ อันนี้คือดีที่สุดนะคะ
00:19:24 → 00:19:26แต่ถ้าไม่ได้ต้องลดลงนะคะ
00:19:26 → 00:19:28เวลาที่ลดก็คือ คุมอาหาร ออกกำลังกาย
00:19:28 → 00:19:30ออกกำลังกายนี่ ตัวเลขที่เหมาะสม
00:19:30 → 00:19:32เอาแค่สุขภาพดีนะคะ
00:19:32 → 00:19:35ก็คือมากกว่า 150 นาทีต่อสัปดาห์
00:19:35 → 00:19:37และจะต้องหยุดออกกำลังกายไม่เกิน 2 วัน
00:19:37 → 00:19:38อืม
00:19:38 → 00:19:40เพราะฉะนั้น มันคือออกเกือบทุกวัน
00:19:40 → 00:19:43น้อยสุดในอาทิตย์นึงคือ 3 วัน
00:19:43 → 00:19:43ครับ
00:19:43 → 00:19:45แล้วก็ทำได้มากกว่านั้น
00:19:45 → 00:19:47เวลาที่คุณหมอเอ๋พูดว่า น้ำหนักปกตินี่ครับ
00:19:48 → 00:19:50คำว่าปกติของแต่ละคนนี่อาจจะไม่เท่ากัน
00:19:50 → 00:19:51โอเค
00:19:51 → 00:19:54จริง ๆ แล้วถ้าเกิดเราเอา อันนี้ต้องบอกว่าข้อมูลมาจากฝรั่งเนอะ
00:19:54 → 00:19:55เขาก็จะพูดว่าไม่อ้วน
00:19:55 → 00:19:58ไม่อ้วนของฝรั่งก็คือ เอา BMI ที่ต่ำกว่า 25
00:19:58 → 00:19:59BMI ครับ
00:19:59 → 00:20:01หรือว่าดัชนีมวลกาย 25 นะคะ
00:20:01 → 00:20:04วิธีคิดก็คือ เอาน้ำหนักเป็นตัวตั้งที่เป็นกิโลกรัม
00:20:04 → 00:20:07หารด้วยส่วนสูงที่เป็นเมตร 2 ครั้ง
00:20:07 → 00:20:08ยกตัวอย่างเช่น
00:20:08 → 00:20:13น้ำหนัก 45 กิโลกรัม สูง 155 อย่างนี้ค่ะ
00:20:13 → 00:20:16ก็เอา 45 ตั้ง แล้วก็หารด้วย 1.55 สองครั้ง
00:20:16 → 00:20:19ก็จะออกมาเป็น BMI อย่างนี้ค่ะ
00:20:19 → 00:20:24แล้วก็ตัวเลขที่เหมาะสมก็คือ จะประมาณตั้งแต่ 18.5 จนถึงประมาณ 25
00:20:24 → 00:20:26แต่ถ้าเป็นคนเอเชีย
00:20:26 → 00:20:28เราจะตัดที่ประมาณ 23
00:20:28 → 00:20:31เพราะฉะนั้น 23-25 ก็ยังไม่ได้น่าเกลียดมาก
00:20:31 → 00:20:32โอเค
00:20:32 → 00:20:33ครับ
00:20:33 → 00:20:35นี่คือที่บอกว่าน้ำหนักปกติ
00:20:35 → 00:20:38ใช่ค่ะ คือไม่อ้วนไม่ผอมเกินไป
00:20:38 → 00:20:38ครับ
00:20:39 → 00:20:42เวลาที่น้ำหนักลดลง อาจจะต้องระวังนิดนึง
00:20:42 → 00:20:45เวลาที่เราลดน้ำหนัก แล้วเราตั้งใจนี่เราไม่กลัว
00:20:45 → 00:20:47ผู้ที่ไม่ได้ตั้งใจ แล้วน้ำหนักลดเร็ว ๆ
00:20:47 → 00:20:49อันนี้จะต้องระวังว่า เป็นสัญญาณเตือนของมะเร็ง
00:20:49 → 00:20:53ในช่วงภายใน 3 เดือนถ้าน้ำหนักลดลง เกิน 5% อันนี้น่าสนใจแล้วค่ะ
00:20:53 → 00:20:57ถ้าลดลง 5% ใน 1 เดือน อันนี้ถือว่าชัดเจนมาก ๆ
00:20:57 → 00:20:59โดยทั่วไปก็ 5% ใน 3 เดือนค่ะอาจารย์
00:20:59 → 00:21:00ครับ
00:21:00 → 00:21:01แล้วเราก็มาดูอาหารเนอะ
00:21:01 → 00:21:03เราเอาอันที่มันควรกินก่อน
00:21:03 → 00:21:05ก็คืออาจารย์กินให้ครบ 5 หมู่
00:21:05 → 00:21:07อาจารย์กินผักผลไม้เยอะขึ้นใช่ไหมคะ
00:21:07 → 00:21:11กินเป็นธัญพืชที่ไม่ขัดสี เพื่อที่อาจารย์จะได้มีไฟเบอร์
00:21:11 → 00:21:12ถ้าสมมุติว่าอาจารย์จะกินเป็นน้ำหวาน
00:21:12 → 00:21:14อาจารย์ก็กินเป็นผลไม้แทนซะ
00:21:14 → 00:21:15อาจารย์จะได้มีไฟเบอร์ด้วย
00:21:15 → 00:21:17และที่สำคัญคืออย่างนี้ค่ะ
00:21:17 → 00:21:18ถ้าอาจารย์กินเป็นน้ำหวาน
00:21:18 → 00:21:20มันจะขาดความอิ่ม
00:21:20 → 00:21:20[เสียงหัวเราะ]
00:21:20 → 00:21:22ถ้าอาจารย์กินเป็นผลไม้
00:21:22 → 00:21:23อาจารย์จะมีเวลาเคี้ยว
00:21:23 → 00:21:26อาจารย์จะยังมีไฟเบอร์ กินไปแล้วอาจารย์ก็จะอิ่ม
00:21:26 → 00:21:29ส่วนที่จะจำกัดแล้วเนอะ อันนี้คือของที่ให้กินใช่ไหมคะ
00:21:29 → 00:21:31ดื่มน้ำเปล่าได้เลย
00:21:31 → 00:21:33อันที่สองก็จะเป็นส่วนที่จำกัด
00:21:33 → 00:21:36เมื่อกี๊เราพูดไปแล้ว ก็จะให้เลี่ยงพวกที่มันเป็นน้ำหวาน
00:21:36 → 00:21:38น้ำหวานเองอาจจะไม่ได้เพิ่มความเสี่ยงมะเร็ง
00:21:38 → 00:21:41แต่มันทำให้อ้วน และก็ไปเพิ่มความเสี่ยงอีกทีนึง
00:21:41 → 00:21:42พวกของฟาสต์ฟู้ด
00:21:42 → 00:21:45อาจารย์อาจจะต้องลดลงมานิดนึงแล้วใช่ไหม
00:21:45 → 00:21:47ไขมัน เมื่อกี๊อาจารย์ไขมันเยอะเกินไป
00:21:47 → 00:21:51ของปิ้งย่างที่อาจารย์อาจจะมี พวกสารก่อมะเร็งอย่างนี้ค่ะ
00:21:51 → 00:21:54เนื้อแดงใช่ไหมคะ อาหารแปรรูปอย่างนี้ค่ะ
00:21:54 → 00:21:55- ก็จะลดลง - อันนี้แค่ลด
00:21:55 → 00:21:56เนื้อแดงไม่ได้ห้าม
00:21:56 → 00:21:57ไม่ต้องถึงขนาดเลี่ยงใช่ไหม
00:21:57 → 00:22:01ใช่ เนื้อแดงหรือว่าอาหารแปรรูป อาจารย์แค่ลดปริมาณลง อย่าเยอะเกินไป
00:22:01 → 00:22:02เยอะเกินไปในที่นี้เท่าไหร่
00:22:02 → 00:22:05โดยทั่วไป เราจะแนะนำว่า ถ้ามันเป็นเนื้อแดง
00:22:05 → 00:22:07สักประมาณเท่าฝ่ามือเราอย่างนี้ค่ะ
00:22:07 → 00:22:08อาทิตย์นึงประมาณสัก 3 ครั้ง
00:22:08 → 00:22:10ฝ่ามือผมก็จะใหญ่หน่อย
00:22:10 → 00:22:11อาจารย์นึกถึงกล่องไพ่
00:22:11 → 00:22:15ถ้ามันเป็นกล่องไพ่ กว้าง x ยาว x หนา ประมาณนั้น
00:22:15 → 00:22:17อาจารย์ก็จะเลี่ยงเนื้อแดงนิดนึง
00:22:17 → 00:22:19ถามว่าเนื้อสัตว์โปรตีนกินได้ไหม กินได้ค่ะ
00:22:19 → 00:22:21โปรตีนจากพืชก็ได้ หรือจะเป็นเนื้อสีขาว
00:22:21 → 00:22:24เป็นซีฟู้ดเป็นอะไรอย่างนี้ เป็นปลา อันนี้ได้แทนนะคะ
00:22:25 → 00:22:30อันถัดมาก็คือ อาจารย์เลี่ยงพวกเนื้อแดง เนื้อแปรรูปใช่ไหมคะ อาหารปิ้งย่างไปแล้ว
00:22:30 → 00:22:32พวกของไขมันสูง ๆ นะคะ
00:22:32 → 00:22:36เพราะว่ามันอาจจะมีพวกของไขมันทรานส์ หรืออะไรก็แล้วแต่ว่ากันไป
00:22:36 → 00:22:39ทีนี้สุดท้ายก็คือถามว่า Supplement พูดทุกครั้งเลยค่ะ
00:22:39 → 00:22:42Supplement ก็คือ ในกรณีที่เราเลือกกินอาหารปกติไม่พอ
00:22:42 → 00:22:44เรามีข้อจำกัดใด ๆ ก็ตาม
00:22:44 → 00:22:47แต่ถ้าไม่มี ก็ไม่ได้มีแนะนำนะคะ
00:22:47 → 00:22:48แนะนำในที่นี้หมายความว่า
00:22:48 → 00:22:52จะมี Supplement อะไรไหมที่ป้องกันมะเร็ง ตอบว่าไม่มีนะคะ
00:22:52 → 00:22:53อันที่สองถามว่าแนะนำไหม
00:22:53 → 00:22:57เฉพาะกลุ่มค่ะที่สามารถหรือว่าควรจะกินนะคะ
00:22:57 → 00:22:59ถามว่าถ้าใครมีอยู่แล้ว
00:22:59 → 00:23:01วิธีง่าย ๆ เลย ถ้าสมมุติว่าเป็นกลุ่มวิตามินนะคะ
00:23:01 → 00:23:05อาจารย์จะแยกเป็น 2 กลุ่ม คือ วิตามินละลายน้ำกับวิตามินละลายไขมัน
00:23:05 → 00:23:05อืม
00:23:05 → 00:23:08วิตามินละลายไขมันมีโอกาสสะสมได้
00:23:08 → 00:23:10วิตามินละลายน้ำ โดยทั่วไปเราก็จะทิ้งไป
00:23:10 → 00:23:12อาจารย์กินเยอะ ฉี่อาจารย์ก็จะแพงขึ้น
00:23:12 → 00:23:13[เสียงหัวเราะ]
00:23:14 → 00:23:15ก็คือมันไม่ดูดซึม
00:23:15 → 00:23:17ใช่ มันทิ้ง มันทิ้ง
00:23:17 → 00:23:19เพราะฉะนั้น โดยทั่วไปก็คืออาจารย์ก็จะบอกว่า
00:23:19 → 00:23:24ให้ลดหรือว่าพยายามที่จะ ไม่กินวิตามินละลายไขมันที่ปริมาณเยอะ
00:23:24 → 00:23:28β-Carotene ก็จะอยู่ในกลุ่มของ วิตามินเอแบบนี้ค่ะ
00:23:28 → 00:23:30แต่ว่าวิตามินในละลายไขมันนี่
00:23:30 → 00:23:32มันจะมีตัวหนึ่งก็คือวิตามินดีที่เราจะไม่พอ
00:23:32 → 00:23:34อาจารย์ก็อาจจะต้องเสริม
00:23:34 → 00:23:36อาจจะได้จากธรรมชาติ เช่น อาจารย์ไปตากแดด
00:23:36 → 00:23:38หรืออาจารย์จะเลือกของกินอะไรอย่างนี้
00:23:38 → 00:23:42วันนี้ครับเราได้ Tips จากคุณหมอเอ๋ ไปหลายอย่างเลย
00:23:42 → 00:23:45โดยเฉพาะเรื่องของการเลือกกินอาหาร และการปฏิบัติตัว
00:23:45 → 00:23:48เพื่อจะห่างไกลจากโรคภัยต่าง ๆ
00:23:48 → 00:23:52หลาย ๆ คนอาจจะอยากฟังเรื่องราวของอาหาร จากคุณหมอเอ๋มากขึ้น
00:23:52 → 00:23:54มีวิธีจะติดตามคุณหมอเอ๋ได้ยังไงครับ
00:23:54 → 00:23:59ก็จะมีพอดแคสต์นะคะ ที่อยู่ใน Mahidol Channel Podcast หมือนกัน
00:23:59 → 00:24:00ชื่อว่ารายการ Food Choice
00:24:00 → 00:24:03กินดี สุขภาพดีเลือกได้
00:24:03 → 00:24:04ซึ่งอันนี้รูปแบบรายการ
00:24:04 → 00:24:09จะเป็นเรื่องของการพูดคุยในเรื่องของ รูปแบบอาหารที่ปลอดภัยกับสุขภาพ
00:24:09 → 00:24:11ก็อย่าลืมฝากติดตามด้วยนะคะ
00:24:11 → 00:24:15วันนี้ต้องขอบคุณคุณหมอเอ๋นะครับ ผศ.พญ.ดรุณีวัลย์ วโรดมวิจิตร
00:24:15 → 00:24:17ที่มาร่วมรายการกับเราครับ
00:24:17 → 00:24:19มีโอกาสหน้า หวังว่าจะได้พูดคุยกับคุณหมอเอ๋อีกนะครับ
00:24:19 → 00:24:20ยินดีค่ะ
00:24:22 → 00:24:27พบกับรายการ Well-Being สุขภาพดี ชีวิตดีสร้างได้
00:24:27 → 00:24:29ทุกวันจันทร์เวลา 18:00 น.
00:24:29 → 00:24:31ที่ Mahidol Channel Podcast
00:24:31 → 00:24:34ผ่านช่องทาง Facebook Mahidol Channel
00:24:34 → 00:24:35YouTube Mahidol Channel
00:24:36 → 00:24:37Apple Podcasts
00:24:37 → 00:24:38Spotify
00:24:38 → 00:24:39Anchor
00:24:39 → 00:24:40Blockdit
00:24:40 → 00:24:43ดำเนินรายการโดยอาจารย์เต้ ระพี บุญเปลื้อง
00:24:46 → 00:24:50Well-Being สุขภาพดี ชีวิตดีสร้างได้