00:00:00 → 00:00:03โรคอีสุกอีใสเป็นโรคที่พบได้บ่อย
00:00:03 → 00:00:06พบได้ทุกเพศทุกวัยและทุกอายุ
00:00:06 → 00:00:09โรคอีสุกอีใสส่วนใหญ่จะมีการระบาดในหน้าหนาว
00:00:10 → 00:00:14เนื่องจากอุณหภูมิเหมาะสม กับการเติบโตของเชื้อไวรัส
00:00:14 → 00:00:20[เสียงดนตรี]
00:00:21 → 00:00:23โรคอีสุกอีใสทางภาษาอังกฤษ
00:00:23 → 00:00:25เรียกว่า Chickenpox หรือ Varicella
00:00:26 → 00:00:28อีสุกอีใสเป็นโรคของตุ่มน้ำใส
00:00:28 → 00:00:30เกิดขึ้นจากการติดเชื้อไวรัส
00:00:30 → 00:00:35เชื้อเมื่อมีการเข้าสู่ร่างกายเด็กคนหนึ่ง ก็จะมีระยะฟักตัว
00:00:35 → 00:00:38แสดงอาการเป็นผื่นและมีการแพร่กระจาย ให้เด็กที่อยู่ข้างเคียงได้
00:00:39 → 00:00:41สามารถติดต่อได้ 2 ช่องทาง
00:00:41 → 00:00:43หนึ่งคือ การสัมผัสกับผื่นโดยตรง
00:00:43 → 00:00:47อันที่สอง อาจจะเป็นการสูดเอาเสมหะ
00:00:47 → 00:00:51เอาสารคัดหลั่งหรือเอาน้ำมูก ของคนที่มีเชื้อไวรัสติดมา
00:00:51 → 00:00:54(หมอ) วันนี้น้องฟีฟ่าเป็นอะไร มาโรงพยาบาลครับ
00:00:54 → 00:00:55(คนไข้) อีสุกอีใสครับ
00:00:55 → 00:00:57(หมอ) โรคอีสุกสีใสส่วนใหญ่เราวินิจฉัย
00:00:57 → 00:01:01จากการซักประวัติและก็การตรวจร่างกาย
00:01:01 → 00:01:02โดยดูลักษณะผื่นเป็นหลัก
00:01:02 → 00:01:06(หมอ) อย่างนั้นหมอขออนุญาต ตรวจผิวหนังหน่อยนะครับ
00:01:08 → 00:01:09โอเค
00:01:09 → 00:01:12ส่วนใหญ่หลังการสัมผัส ผู้ป่วยที่เป็นอีสุกอีใส
00:01:12 → 00:01:16จะมีการแสดงอาการภายใน 2 สัปดาห์
00:01:16 → 00:01:21หรืออาจจะเกิดในช่วงตั้งแต่ 10 วัน ถึง 21 วัน หลังการสัมผัสได้
00:01:21 → 00:01:24ระยะแรกจะเป็นตุ่มสีแดงราบเรียบ
00:01:24 → 00:01:27ต่อมาตุ่มจะเริ่มนูนขึ้น
00:01:27 → 00:01:30จากนั้นก็จะมีการเปลี่ยนไปเป็นตุ่มน้ำใส
00:01:30 → 00:01:33และตุ่มก็จะเริ่มขุ่นขึ้นคล้าย ๆ ตุ่มหนอง
00:01:33 → 00:01:37และสุดท้ายตุ่มก็จะมีการแห้งตกสะเก็ดไป
00:01:37 → 00:01:40การรักษาหลักของอีสุกอีใสเอง
00:01:40 → 00:01:43อย่างแรกก็คือการทานยาลดไข้ เช็ดตัวเมื่อมีไข้
00:01:43 → 00:01:47อย่างที่ 2 คือการทานยาแก้แพ้เพื่อลดอาการคัน
00:01:47 → 00:01:53และก็การใช้ยาเขียวหรือว่า การใช้ยาสมุนไพรที่พอกตามผิวหนัง
00:01:53 → 00:01:55ปัจจุบันเรายังไม่มีหลักฐานแน่ชัด
00:01:56 → 00:01:58และยิ่งอาจทำให้เกิดผลภาวะแทรกซ้อน
00:01:58 → 00:02:01ก็คือการติดเชื้อที่ผิวหนังเพิ่มเติมมากขึ้น
00:02:01 → 00:02:04เพราะฉะนั้น ในปัจจุบันเรายังไม่แนะนำให้ใช้ในเด็ก
00:02:04 → 00:02:07ภาวะแทรกซ้อนส่วนใหญ่ที่พบได้บ่อยก็คือ
00:02:07 → 00:02:11การติดเชื้อแบคทีเรียที่ผิวหนังซ้ำเติม
00:02:11 → 00:02:15เนื่องจากเด็กส่วนใหญ่ ผื่นจะมีอาการค่อนข้างคัน
00:02:15 → 00:02:17ทำให้เด็กมีการล้วง แคะ แกะ เกา
00:02:17 → 00:02:20ทำให้มีการติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำเติมได้
00:02:20 → 00:02:23ส่วนภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ ที่พบได้ แต่ค่อนข้างน้อย
00:02:23 → 00:02:25เช่น อาจจะมีเรื่องของปอดอักเสบ
00:02:25 → 00:02:28เรื่องของเยื่อหุ้มสมองอักเสบ
00:02:28 → 00:02:32เด็กอาจจะมีเรื่องของอาการซึม เดินเซได้
00:02:32 → 00:02:36(หมอ) อย่างนั้นหมอนัดดูอาการอีกทีหนึ่ง ติดตามอาการ
00:02:36 → 00:02:40ถ้าผิดปกติคุณแม่ก็พาน้องมาตรวจก่อนนัดได้
00:02:40 → 00:02:44(คุณแม่) ค่ะ (หมอ) โอเคครับ สวัสดีครับ
00:02:44 → 00:02:46อีสุกอีใสส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นครั้งเดียว
00:02:46 → 00:02:49แต่ว่าในเด็กบางรายที่มีภูมิต้านทานต่ำ
00:02:49 → 00:02:53หรือว่ามีการได้ยากดภูมิ ก็อาจจะมีเกิดอีสุกอีใสซ้ำได้
00:02:53 → 00:02:58ปัจจุบันอีสุกอีใสสามารถป้องกันได้ โดยการฉีดวัคซีน
00:02:58 → 00:03:01วัคซีนที่ฉีดจะฉีดทั้งหมด 2 เข็ม
00:03:02 → 00:03:05ห่างกัน 3 เดือนในเด็กที่อายุน้อยกว่า 13 ปี
00:03:05 → 00:03:08ส่วนเด็กที่อายุมากกว่า 13 ปีขึ้นไป
00:03:08 → 00:03:12ก็จะฉีดวัคซีนทั้งหมด 2 เข็ม แต่ระยะห่างกัน 1 เดือน
00:03:12 → 00:03:16การฉีดวัคซีน ก็จะช่วยป้องกันการเกิดอีสุกอีใสได้
00:03:16 → 00:03:18แต่ว่าอาจไม่ 100%
00:03:18 → 00:03:21ถ้าในเด็กที่มีการฉีดวัคซีนแล้วเป็นอีสุกอีใส
00:03:21 → 00:03:24ความรุนแรงก็จะน้อยลง ก็คือตุ่มที่ขึ้น
00:03:24 → 00:03:28ก็อาจจะมีปริมาณเม็ด ที่น้อยกว่าในเด็กที่ไม่ได้ฉีด
00:03:36 → 00:03:38หากบุตรหลานของท่านมีปัญหาสุขภาพ
00:03:38 → 00:03:40อย่าลืมพามาพบหมอกันนะครับ