00:00:07 → 00:00:10ในทางจิตวิทยานะครับหรือจิตเวชเนี่ยมันจะ
00:00:10 → 00:00:13เป็นความกลัวที่มันเกินกว่าปกติกลัวใน
00:00:13 → 00:00:16สิ่งที่อาจจะไม่สมเหตุสมผลกลัวในสิ่งที่
00:00:16 → 00:00:18ถึงรู้แล้วว่าคนอื่นจะมองว่ามันไม่เห็น
00:00:18 → 00:00:20น่ากลัวอย่างนั้นเลยเขาก็ไม่สามารถที่จะ
00:00:20 → 00:00:23หยุดความกลัวที่เกิดขึ้นได้ซึ่งสิ่งที่จะ
00:00:23 → 00:00:25เกิดขึ้นคือว่านอกจากอารมณ์ความรู้สึกคือ
00:00:25 → 00:00:28ความกลัวเป็นความรู้สึกเนอะพอมีความรู้
00:00:28 → 00:00:30สึกกลัวขึ้นมาเนี่ยมันจะตาม้าคือเรื่อง
00:00:30 → 00:00:32ของการเกิดการเปลี่ยนแปลงทางด้านร่างกาย
00:00:32 → 00:00:36เช่นเขาอาจจะฝึกตระหนกเนาะตกใจกลัวหายใจ
00:00:36 → 00:00:40เร็วขึ้นแน่นหน้าอกรู้สึกเหงื่อแต่รู้สึก
00:00:40 → 00:00:42อยากจะหนีออกจากบริเวณนั้นบางคนอาจจะยืน
00:00:42 → 00:00:45นิ่งแล้วร้องไห้ก็ได้ในเมื่อเขาเจอกับ
00:00:45 → 00:00:47สิ่งเอาที่เขารู้สึกกลัวครับ
00:00:47 → 00:00:49[เพลง]
00:00:49 → 00:00:52ฟังทุกเรื่องสุขภาพอัปเดตทุกโรคภัยฟังราย
00:00:52 → 00:00:59การโรงหมอกฤษดิฉันสุรีพรวงสถิตพรค่ะ
00:00:59 → 00:01:01สวัสดีค่ะคุณผู้ฟังคะขอต้อนรับเข้าสู่ราย
00:01:01 → 00:01:04การโรงหมอทาง Thai PBS podcast ค่ะวัน
00:01:04 → 00:01:07นี้เรามาพบกันเช่นเคยนะคะติดตามสาระวัน
00:01:07 → 00:01:10นี้เราคุยกันถึงเรื่องของโรคกลัวเสียงใน
00:01:10 → 00:01:13เด็กนะคะเรื่องนี้จะเป็นอย่างไรแล้วก็
00:01:13 → 00:01:15เรื่องของความกลัวเสียงเนี่ยมันเป็นยังไง
00:01:15 → 00:01:18นะคะเดี๋ยวคุยกับดรสุพัฒน์แสนแจ่มใส
00:01:18 → 00:01:21อาจารย์และนั้นจิตวิทยาเด็กสถาบันแห่ง
00:01:21 → 00:01:23ชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว
00:01:23 → 00:01:26มหาวิทยาลัยมหิดลค่ะสวัสดีค่ะอาจารย์คะ
00:01:26 → 00:01:27สวัสดี
00:01:27 → 00:01:31เราคุยกันเป็นเรื่องของความกลัวนะคะความ
00:01:31 → 00:01:33กลัวที่เคยได้ยินมันจะมีคำว่า phobia
00:01:33 → 00:01:36อยู่ด้วยตลอดเลยทีนี้อยากจะให้อาจารย์ได้
00:01:36 → 00:01:38ช่วยอธิบายคำว่า phobia ให้ฟังหน่อยค่ะ
00:01:38 → 00:01:41ว่าความหมายนี้อย่างของเขานี่คืออะไรคะก็
00:01:41 → 00:01:43ถ้าโฟร์เบียร์เนี่ยนะครับในๆในทาง
00:01:43 → 00:01:45จิตวิทยานะครับหรือจิตเวชเนี่ยมันก็เป็น
00:01:45 → 00:01:49ความกลัวที่มันเกินกว่าปกตินะครับกลัวใน
00:01:49 → 00:01:52สิ่งที่อาจจะไม่สมเหตุสมผลครูในสิ่งที่
00:01:52 → 00:01:55ถึงรู้แล้วว่าคนอื่นอาจจะมองว่าเฮ้ยมัน
00:01:55 → 00:01:57ไม่เห็นน่ากลัวอย่างนั้นเลยเขาก็ไม่
00:01:57 → 00:01:59สามารถที่จะหยุดความกลัวที่เกิดขึ้นได้
00:02:00 → 00:02:02ซึ่งสิ่งที่จะเกิดขึ้นคือว่านอกจากอารมณ์
00:02:02 → 00:02:04ความรู้สึกคือความกลัวเป็นความรู้สึกเนอะ
00:02:04 → 00:02:07นะครับพอมีความรู้สึกกลัวขึ้นมาเนี่ยมัน
00:02:07 → 00:02:09จะตาม้าคือเรื่องของการมีเกิดการเปลี่ยน
00:02:09 → 00:02:12แปลงทางด้านร่างกายเช่นเขาอาจจะรู้สึก
00:02:12 → 00:02:16ตระหนกเนาะตกใจกลัวหายใจเร็วขึ้นรู้สึก
00:02:16 → 00:02:19แน่นหน้าอกรู้สึกเหงื่อแตกรู้สึกอยากจะ
00:02:19 → 00:02:22หนีออกจากบริเวณนั้นบางคนอาจจะยืนนิ่ง
00:02:22 → 00:02:25แล้วร้องไห้ก็ได้ในเมื่อเขาเจอกับสิ่งเอา
00:02:25 → 00:02:28ที่เขารู้สึกกลัวครับซึ่งความกลัวของแต่
00:02:28 → 00:02:31ละคนก็ไม่เหมือนกันอีกใช่ไหมคะแล้วแต่แต่
00:02:31 → 00:02:35ว่าคำว่าเกินกว่าปกติค่ะอาจารย์ทีนี้แต่
00:02:35 → 00:02:37ละคนเกินกว่าปกติอาจจะไม่เท่ากันเพราะว่า
00:02:37 → 00:02:40อย่างบางทีเรารู้สึกว่าบางคนเฮ้ยไม่เห็น
00:02:40 → 00:02:43จะมีอะไรเลยแต่ในขณะบางคนอุ้ยกลัวมากเลย
00:02:43 → 00:02:46อย่างเงี้ยความเกินผิดปกติอ่ะมากกว่าปกติ
00:02:46 → 00:02:49นี้มันต้องแบบประมาณไหนคะพอจะประมาณได้
00:02:49 → 00:02:53ไหมคะยกตัวอย่างเช่นบางคนกลัวสุนัขละกัน
00:02:53 → 00:02:55ซึ่งแต่ละคนก็สรุปไม่เห็นหน้ากูเลยนะรัก
00:02:55 → 00:02:59ไม่ใช่ครับแต่ผมก็จะมีความกลัวและบางมาก
00:02:59 → 00:03:02กว่าปกติคนที่ไม่กลัวเลยก็เราก็ไม่ข้ามไป
00:03:02 → 00:03:05สำหรับคนที่กลัวก่อนกลัวแบบกลัวกลัวสุนัข
00:03:05 → 00:03:07เราแน่นอนเขาอาจจะเคยมีประสบการณ์ในการ
00:03:07 → 00:03:11ถูกสถานการณ์หรือจู่โจมเนาะเขามี
00:03:11 → 00:03:14ประสบการณ์มาเพราะเขาก็ถูกกัดไปทีนี้เขา
00:03:14 → 00:03:16ก็จะมีความมาเจอสุนัขที่ก็แปลกหน้าไม่
00:03:16 → 00:03:20คุ้นเคยเขาก็รู้สึกระวังนะว่าจะมากัดเรา
00:03:20 → 00:03:23ไหมแต่ถ้าเจ้าขอสุนัขหรืออาจจะเป็นเป็น
00:03:23 → 00:03:27อ่ารู้จักกันเอ่อเจ้าของบอกว่าอ๋อตรงนี้
00:03:27 → 00:03:29ไม่กัดหรอกเข้ามาได้มันเอาอย่างนี้แหละ
00:03:29 → 00:03:31เนี่ยเดี๋ยวจับไว้ไม่กัดหรอกเขาก็ฝึก
00:03:31 → 00:03:35ประเมินแล้วว่าเฮ้ยเออเจ้าของอยู่ก็แล้ว
00:03:35 → 00:03:37ก็ไม่เห่าด้วยแต่หาดิ๊กๆๆเลย
00:03:37 → 00:03:40เขาก็รู้สึกว่ามันสมเหตุสมผลก็คือไม่น่า
00:03:40 → 00:03:43จะกัดประเมินแล้วเขาก็เลยเข้าไปหาสุนัข
00:03:43 → 00:03:46หรือเดินผ่านเจ้าสำนักคนนั้นได้นั่นคือ
00:03:46 → 00:03:48เพราะว่ากลัวปกติที่เราสามารถกลัวได้
00:03:48 → 00:03:50เพราะเรามีประสบการณ์ที่ไม่ดีหรืออาจจะ
00:03:50 → 00:03:52กลัวในสิ่งอื่นที่เราอาจจะเคยได้ยินมาว่า
00:03:52 → 00:03:55มันอันตรายน่ากลัวแต่ว่าพอมีคำอธิบายมีคน
00:03:55 → 00:03:58ยืนยันว่ามันโอเคนะเขาก็สามารถที่จะเอา
00:03:58 → 00:04:00ชนะความกลัวนั้นได้นั่นคือความกลัวแบบ
00:04:00 → 00:04:04ปกติแต่ที่คำว่าเกินก็คือว่าต่อให้คนพูด
00:04:04 → 00:04:08ยืนยันด้วยหลักฐานด้วยสิ่งหนึ่งต่างหาก
00:04:08 → 00:04:10ว่ามันปลอดภัยนะมันไม่เป็นอันตรายนะเขาก็
00:04:10 → 00:04:13ยังรู้สึกว่าอยากไม่อยากจะเผชิญกับสิ่ง
00:04:13 → 00:04:15เหล่านั้นไม่อยากกลับไปเจอสถานการณ์นั้น
00:04:15 → 00:04:18สุนัขเนี่ยไม่มันน่าเนี่ยมันไม่เคยกัดใคร
00:04:18 → 00:04:21มาก่อนเลยเขาก็รู้สึกไม่เอาอ่ะนี่เขาก็
00:04:21 → 00:04:23คือไม่เข้าบ้านแล้วแหละยอมให้ยืนคุยหน้า
00:04:23 → 00:04:26บ้านก็ได้อะไรเงี้ยครับเป็นลักษณะที่ที่
00:04:26 → 00:04:29มันรบกวนรบกวนต่อชีวิตประจำวันของเขาก็
00:04:30 → 00:04:32คือในเชิงจิตวิทยาเนี่ยเราจะมองว่าเป็น
00:04:32 → 00:04:34โรคหรือเปล่าเนี่ยนะครับก็คือพิจารณาว่า
00:04:34 → 00:04:37อาการที่เกิดขึ้นเนี่ยก็คือ 1 ก็คือมันรบ
00:04:37 → 00:04:40กวนต่อการใช้ชีวิตรบกวนต่อการมี
00:04:40 → 00:04:43ปฏิสัมพันธ์กับผู้คนรบกวนต่อการทำงานของ
00:04:43 → 00:04:46เขารบกวนต่อการดูแลสุขอนามัยตัวเองอันนี้
00:04:46 → 00:04:49คือจะพิจารณาถึงว่าความเป็นโรคงั้นในแง่
00:04:49 → 00:04:52ของความกลัวผิดปกติก็คือการที่เขากลัวจน
00:04:52 → 00:04:54ทำให้เขาเนี่ยขาดโอกาสอะไรบางอย่างไปใน
00:04:54 → 00:04:56ชีวิตได้อย่างนี้ครับอ๋อเรียกว่าถ้ามันมี
00:04:56 → 00:04:59ผลกระทบและตัวเขารู้สึกว่าไม่ปลอดภัย
00:04:59 → 00:05:02เริ่มรู้สึกว่าแบบมันมีความวิตกกังวลที่
00:05:02 → 00:05:05จะเข้าหาเนี่ยเขาก็อันนั้นก็คือโฟเบียละ
00:05:05 → 00:05:08ความกลัวที่เกินกว่าปกติไปแล้วในหลายๆ
00:05:08 → 00:05:11อย่างใช่ครับแล้วก็รวมกับการที่มีการ
00:05:11 → 00:05:13เปลี่ยนแปลงปฏิกิริยาทางด้านร่างกายเกิด
00:05:13 → 00:05:15ขึ้นด้วยนะครับอย่างที่ได้เรียนไปทีนี้
00:05:15 → 00:05:19อาจารย์คะแล้วคือมันเกิดจากการที่เรามี
00:05:19 → 00:05:23ประสบการณ์แย่ๆกับสิ่งนั้นหรอคะโดยโดย
00:05:23 → 00:05:26ส่วนใหญ่น้ำหนักก็จะเหมือนเอ่อปัจจัยที่ 1
00:05:26 → 00:05:29ก็คือมีประสบการณ์ในวัยเด็กหรืออาจจะเป็น
00:05:29 → 00:05:32การตั้งแต่ในวัยเด็กนะครับที่เนี่ยครับใน
00:05:32 → 00:05:36ทางลบนะครับเพราะถ้าเกิดการเชื่อมโยงว่า
00:05:36 → 00:05:40เมื่อตอนนั้นทำสิ่งนี้มันทำมาพร้อมกับ
00:05:40 → 00:05:43ด้วยความรู้สึกที่ไม่ดีรู้สึกกลัวรู้สึก
00:05:43 → 00:05:48ตกใจเช่นนายในยุคนึงเนาะก็จะมีกากเด็ก
00:05:48 → 00:05:51ดื้อไม่ดั่งใจเด็กงอแงเนี่ยเขาก็จะมีการ
00:05:51 → 00:05:54แบบทำๆเอ้าท์แล้วโดยเอาเด็กไปไว้ในพื้น
00:05:54 → 00:05:56ที่ที่เก็บตัวเช่น
00:05:56 → 00:05:59บางเคสนะครับไปในไว้ในห้องใต้บันไดบ้างใน
00:06:00 → 00:06:02ห้องน้ำบ้างขังในห้องน้ำบ้างซึ่งเด็กก็จะ
00:06:02 → 00:06:05เชื่อมโยงว่าเออเขาถูกลงโทษแล้วเขาก็ต้อง
00:06:05 → 00:06:07ไปอยู่ตรงนี้มันก็เลยเป็นความรู้สึกกลัว
00:06:07 → 00:06:10รู้สึกไม่ปลอดภัยขึ้นมานั้นเด็กก็จะกัด
00:06:10 → 00:06:13เกิดการเชื่อมโยงกันคนที่แคบกลัวที่มืด
00:06:13 → 00:06:16ขึ้นมาได้แล้วก็เอสโกสุนัขเมื่อกี้หรือ
00:06:16 → 00:06:20กลัวสัตว์อื่นๆก็อาจจะเคยถูกถูกทำร้ายมา
00:06:20 → 00:06:23ก่อนในวัยเด็กหรือบางคนเราจะอาจจะเคยเจอ
00:06:23 → 00:06:26เคสที่แปลกๆโก๊ะผลไม้บางอย่างสมมตินะครับ
00:06:26 → 00:06:30มันอาจจะเป็นในวัยเด็กที่เขากินผลไม้นั้น
00:06:30 → 00:06:33รสชาติแล้วติดคอหายใจไม่ออกแล้วก็รู้สึก
00:06:33 → 00:06:35ตกใจแบบเหมือนตัวเองจะแบบหายใจไม่ออกขึ้น
00:06:35 → 00:06:36มาก็อาจจะเกิด
00:06:36 → 00:06:39การเชื่อมโยงตรงนั้นขึ้นมาได้
00:06:39 → 00:06:44แล้วก็มีอีกมุมนึงที่เอ่ออาจจะมีงานวิจัย
00:06:44 → 00:06:47นะครับที่พบว่าเอ่อความผิดปกติของยีนส์
00:06:47 → 00:06:51บางตำแหน่งในร่างกายของบุคคลเนี่ยนะครับ
00:06:51 → 00:06:53ก็จะมีความสัมพันธ์กับเอ่อโรคกลุ่มกังวล
00:06:54 → 00:06:57โรคกลุ่มกลัวเกี่ยวข้องด้วย
00:06:57 → 00:07:00อันนี้ก็คือถ้าเกิดว่าเป็นเรื่องของยีน
00:07:00 → 00:07:02ที่มันเป็นเกี่ยวกับโครโมโซมอันนั้นมัน
00:07:02 → 00:07:06คือมันมันเป็นความผิดปกติที่เราไม่แก้ไข
00:07:06 → 00:07:07อะไรไม่ได้แต่ว่าในเรื่องของประสบการณ์
00:07:07 → 00:07:11คือสิ่งที่เราไปเจอเราไปเผชิญกับภาวะตรง
00:07:11 → 00:07:14นั้นแล้วรู้สึกว่ามันไม่ไหวมันไม่ไม่โอเค
00:07:14 → 00:07:16มันไม่ปลอดภัยและเรารู้สึกว่ามันมีความ
00:07:16 → 00:07:18วิตกกังวลเพิ่มขึ้นอย่างที่อาจารย์บอกว่า
00:07:18 → 00:07:22ใจเต้นแรงมีความกลัวอะไรต่างๆเหล่านี้ใช่
00:07:22 → 00:07:23ไหมคะ
00:07:23 → 00:07:28ก็มีจาก 2 ปัจจัยนี้ใช่ไหมคะที่หลักๆแล้ว
00:07:28 → 00:07:30ใช่ครับ
00:07:30 → 00:07:34แล้วก็สิ่งแวดล้อมทีนี้จากนี้ในส่วนของ
00:07:34 → 00:07:36ปัจจัยพันธุกรรมเนี่ยอาจจะบอกได้แค่แนว
00:07:36 → 00:07:38โน้มต้องพูดอย่างนี้ก็คือปัจจัยทาง
00:07:38 → 00:07:40พันธุกรรมเนี่ยมันเป็นเหมือนแค่ต้นทุนนะ
00:07:40 → 00:07:44ครับถ้าเราไม่ได้ไปเจอกับสิ่งเร้าเพิ่ม
00:07:44 → 00:07:47เติมก็อาจจะไม่ได้เกิดโรคนั้นเหมือนโลก
00:07:47 → 00:07:50ทางกายอ่ะครับเหมือนรถทางการที่คนนี้มีมี
00:07:50 → 00:07:52ญาติเป็นเบาหวานสมมตินะครับหรือว่ามีความ
00:07:52 → 00:07:55ดันหรือโรคอื่นๆเนี่ยก็ไม่ได้การันตีว่า
00:07:55 → 00:07:58ลูกของคนนั้นจะต้องเป็นถ้าเขาดูแลสุขภาพ
00:07:58 → 00:08:01ร่างกายที่ดีกินอาหารที่ดีเป็นประโยชน์
00:08:01 → 00:08:03พักผ่อนนิดนึงพอออกกำลังกายสม่ำเสมอก็ไม่
00:08:03 → 00:08:04เป็น
00:08:04 → 00:08:07โรคทางจิตเวชก็เหมือนกันครับก็คือบอกแค่
00:08:07 → 00:08:09แนวโน้มว่ามีโอกาสเป็นนะแต่ถ้าคุณดูแล
00:08:09 → 00:08:11สุขภาพดีไม่ได้เจอประสบการณ์อันเลวร้าย
00:08:11 → 00:08:14อะไรในวัยเด็กมีความสามารถในการจัดการกับ
00:08:14 → 00:08:17ปัญหาได้ดีมีความสามารถในการคลิกไตร่ตรอง
00:08:17 → 00:08:22วิเคราะห์ได้ดีก็ห่างไกลจากอาการเจ็บป่วย
00:08:22 → 00:08:25ทางจิตใจครับผมอาจารย์อย่างนี้ถ้าเกิดว่า
00:08:25 → 00:08:26มันเป็นเรื่องของพันธุกรรมค่ะเราไม่รู้
00:08:26 → 00:08:28หรอกว่าเราจะกลัวอะไรใช่ไหมคะจนกว่าเราจะ
00:08:28 → 00:08:31เผชิญในเรื่องนั้นอุ้ยมันก็ต้องมาแบบว่า
00:08:31 → 00:08:34ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับชีวิตในวัยไหน
00:08:34 → 00:08:36แหละอย่างนี้หรอคะ
00:08:36 → 00:08:40คือต้องบอกเลยว่าเอ่อไอ้เจ้าถ้าพูดถึงโลก
00:08:40 → 00:08:43โซเบียเนาะมันอาจจะได้ไม่ได้มีโดยตรงว่า
00:08:43 → 00:08:45อ่ะพันธุกรรมเรื่องนี้ต้องกลัวสิ่งนี้
00:08:45 → 00:08:48สิ่งนี้ไม่ได้ไม่ได้มีโดยตรงแน่นอน
00:08:48 → 00:08:50แต่มันแค่แค่เป็นความสัมพันธ์แล้วกันนะ
00:08:50 → 00:08:53ครับเป็นความสัมพันธ์ที่เกี่ยวข้องกับมี 5
00:08:53 → 00:08:57มีพื้นฐานที่กังวลดีกว่าอาจจะมีพื้นฐาน
00:08:57 → 00:08:59ของความที่เป็นคนวิตกกังวลได้ง่ายหรือ
00:08:59 → 00:09:02sensitive กับสิ่งต่างๆได้ง่ายแต่ไม่ได้
00:09:02 → 00:09:05ใช้เฉพาะหมายถึงว่าเป็นซื้อเบียร์พวก
00:09:05 → 00:09:08เบียร์กับเรื่องนี้ๆที่แคบที่สูงหรือผู้
00:09:08 → 00:09:10ท่ามกลางผู้คนเหล็กอาจจะไม่ได้โด่งชี้
00:09:10 → 00:09:12เฉพาะตรงนั้นขึ้นอยู่กับประสบการณ์เขามาก
00:09:12 → 00:09:16กว่าบางคนอาจจะบางคนก็กลัวที่ที่โล่งแจ้ง
00:09:16 → 00:09:20นะคนเยอะๆเขาก็จะกลัวว่าเขาอาจจะเคยเคยไป
00:09:20 → 00:09:22แล้วก็เกิดภาวะเหมือนอึดอัดหายใจไม่ออก
00:09:22 → 00:09:26ขึ้นมาจะเป็นลมให้ได้อย่างนี้ครับ
00:09:26 → 00:09:28คนที่เยอะๆอยู่ชั้นจะเกิดอาการแบบนั้นอีก
00:09:28 → 00:09:30มันเป็นการเชื่อมโยงของมันเป็นการเชื่อม
00:09:30 → 00:09:33โยงมีมีสิ่งเร้าเกิดมีสิ่งเร้าสถานการณ์
00:09:33 → 00:09:36เกิดขึ้นแล้วมีความรู้สึกน่ากลัวไม่ปลอด
00:09:36 → 00:09:38ภัยบางอย่างแล้วเขาก็เกิดการเชื่อมโยงว่า
00:09:38 → 00:09:40ถ้าฉันทำสิ่งนี้มันจะไม่โอเคงั้นฉันไม่ทำ
00:09:40 → 00:09:44ก็จะเป็นการกลัวไปฟังดูแล้วมันเหมือนมี
00:09:44 → 00:09:47เป็นเรื่องของอ่าเค้าเรียกสะกดจิตตัวเอง
00:09:48 → 00:09:50ด้วยหรอคะอาจารย์ที่มันก็ว่าเฮ้ยฉันเคย
00:09:50 → 00:09:52ตรงนี้ฉันจะกลัวพอเจอเรื่องนี้ฉันก็จะ
00:09:52 → 00:09:56กลัวค่ะฉันก็จะกลัวมันมันเป็นผมว่ามัน
00:09:56 → 00:09:59เป็นภาวะของจิตใจของเราคืออาจจะมีคำโบราณ
00:09:59 → 00:10:02ที่ว่าจิตเป็นนาฬิกาเป็นเบาเนาะ
00:10:02 → 00:10:06ได้ทั้งกับการครับบางคนเนี่ยเจ็บป่วยเนอะ
00:10:06 → 00:10:09เจ็บป่วยทางกายเยอะมากเลยแต่จิตนำไปแล้ว
00:10:09 → 00:10:11ว่าถ้าไปหาหลวงพ่อองค์นี้รดน้ำมนต์เนี่ย
00:10:11 → 00:10:14ฉันจะดีขึ้นปรากฏว่าหลวงพ่ออาจจะเอาน้ำ
00:10:14 → 00:10:17เปล่านั่นแหละแล้วก็บริกรรมคาถานะครับ
00:10:17 → 00:10:23แล้วก็ผมปุ๊บเขารู้สึกดีมีกระเป๋าหายมัน
00:10:23 → 00:10:24ก็เป็นการเชื่อมโยงเช่นเดียวกันแต่อันนี้
00:10:24 → 00:10:27เป็นการเชื่อมทางบวกถูกไหมครับหรืออาจจะ
00:10:27 → 00:10:30สัมภาษณ์งานปากกาด้ามเนี่ยนำโชคหรือสี
00:10:30 → 00:10:32มงคลเนี่ย
00:10:32 → 00:10:36ว่าถ้าเขาใส่เสื้อสีมงคลเขาน่าจะต้องได้
00:10:36 → 00:10:39รับโอกาสที่ดีเช่นเดียวกันครับก็คืออัน
00:10:39 → 00:10:41นี้เป็นการเชื่อมโยงแต่เป็นทางบวกส่วน
00:10:41 → 00:10:44เอ่อคุยกันเมื่อกี้คือเขาไปเกิด
00:10:44 → 00:10:48ประสบการณ์
00:10:48 → 00:10:52ทางหลวงว่าอ๋อฉันเคยสิ่งนี้มามันก็
00:10:52 → 00:10:54เลยทำให้เราตกใจกลัวมันก็เลยยิ่งถ้าเกิด
00:10:54 → 00:10:58ซ้ำๆนะครับมันก็ยิ่งๆยิ่งตอบย้ำถึงสิ่ง
00:10:58 → 00:11:01ที่เขากลัวขึ้นมาได้มันมีหลายเคสนะครับ
00:11:01 → 00:11:03ที่เขาไม่เคยเกิดประสบการณ์นั้นแต่เขาก็
00:11:03 → 00:11:05กลัวได้เช่นคนกลัวเครื่องบิน
00:11:05 → 00:11:10ทั้งๆที่ไม่เคยขึ้นเครื่องบินแต่เขาดูจาก
00:11:10 → 00:11:45ข่าว
00:11:45 → 00:11:48แต่ถ้าเกิดเหตุการณ์จริงก็อาจจะคิดไป
00:11:48 → 00:11:51เหมือนกันก็คือมีประสบการณ์เป็นแฟ๊กเนาะ
00:11:51 → 00:11:53เป็นข้อมูลจริงอยู่แต่ว่าเขาอาจจะละกัน
00:11:53 → 00:11:56เนาะคิดเกินเลยอ่าคิดๆคือลูกผมกังวลเนี่ย
00:11:56 → 00:11:58ไม่ใช่เฉพาะเบสนะครับมันจะเกี่ยวข้องกับ
00:11:58 → 00:12:01ความคิดนะครับหรืออาจจะไม่น่าจะคุณอาจจะ
00:12:01 → 00:12:03เคยคุ้นกับว่าโลกย้ำคิดย้ำทำอันนี้คือ
00:12:03 → 00:12:06เป็นกลุ่มกังวลเหมือนกัน
00:12:06 → 00:12:09อาจจะมีเคสมากขึ้นเดี๋ยวจับนู้นเดี๋ยว
00:12:09 → 00:12:11เชื้อโรคจะเข้าตัวเราเราจะติดเชื้อไหม
00:12:11 → 00:12:13อะไรอย่างนี้เราก็ต้องรีบหมั่นล้างมงล้าง
00:12:13 → 00:12:15มือบางคนก็กลัวกลัวการเป็นที่สาธารณะ
00:12:15 → 00:12:18เพราะว่ากลัวติดเชื้อโรคก็เป็นไปได้
00:12:18 → 00:12:21เหมือนกันซึ่งจริงๆอันนี้เรื่องของความ
00:12:21 → 00:12:23กลัวตรงนี้นะคะคุณผู้ฟังต้องบอกก่อนว่า
00:12:23 → 00:12:27สิ่งที่เรามาคุยกันเนี่ยมันก็น่าจะตรงกับ
00:12:27 → 00:12:29ประสบการณ์หลายๆคนแม้แต่ตัวดิฉันเองก็มี
00:12:29 → 00:12:32ความกลัวจะบอกว่าโฟเบียร์ก็ไม่แน่ใจต้อง
00:12:32 → 00:12:35ไปประเมินก่อนในเบื้องต้นนะคะแต่ว่าเรา
00:12:35 → 00:12:37ที่มาคุยกันในวันนี้มาทำความเข้าใจแล้วก็
00:12:37 → 00:12:39รู้จักกันเพราะว่าอย่างที่อาจารย์เนี่ยทำ
00:12:39 → 00:12:42ในเรื่องของโรคกลัวเสียงในเด็กด้วยนะคะ
00:12:42 → 00:12:45คืออันนี้ก็เป็นข้อสงสัยอย่างนึงก็เลยได้
00:12:45 → 00:12:47เชื่อมโยงให้คุณผู้ฟังได้เข้าใจว่าคำว่า
00:12:47 → 00:12:49phobia นี้คืออะไรกลัวอะไรแต่ทีนี้ว่า
00:12:49 → 00:12:52เราจะเชื่อมโยงมาถึงเรื่องของความกลัวตรง
00:12:52 → 00:12:54นี้นะคะโรคกลัวเสียงในเด็กคือมันเป็น
00:12:54 → 00:12:57เรื่องที่แบบว่าอาจารย์คะโรคกลัวเสียงใน
00:12:57 → 00:13:00เด็กเนี่ยกลัวเสี่ยงเนี่ยนะคะมันเป็นยัง
00:13:00 → 00:13:04ไงคะอาจารย์ต้องเรียนอย่างนี้มากการกลัว
00:13:04 → 00:13:08เสียงเนี่ยอาจจะแบ่งเป็น 2 2 ส่วนใหญ่ๆ
00:13:08 → 00:13:11แล้วกันเนาะนะครับก็คือเป็นการกลัวเสียง
00:13:11 → 00:13:14ในแง่ที่ว่ามีข้อมูลชัดเจนว่าเด็กคนนั้น
00:13:15 → 00:13:18เนี่ยเกิดประสบการณ์ในวัยเด็กที่ไม่ที่
00:13:18 → 00:13:20ไม่ดีกับเรื่องเสียงเช่นถูกพ่อดุเสียงดัง
00:13:20 → 00:13:23หรือถูกแม่ก็ได้ผู้ปกครองแล้วกันผู้ปก
00:13:23 → 00:13:27ครองผู้ครองตะกร้อเสียงดังในวัยเด็กแล้ว
00:13:27 → 00:13:29ก็ทำให้มันหรือเป็นการเชื่อมโยงว่าอุ้ย
00:13:29 → 00:13:32การที่มีคนเสียงดังของเขาก็เขาก็จะกลัว
00:13:32 → 00:13:35หรือเอ่อบางคนอาจจะถูกทำโทษด้วย
00:13:35 → 00:13:38ด้วยอุปกรณ์อะไรบางอย่างที่มันมีเสียงดัง
00:13:38 → 00:13:41เนาะนะครับ
00:13:41 → 00:13:43อยู่ใกล้หรือที่บ้านเป็นโรงงานแล้วมันมี
00:13:43 → 00:13:45เสียงเครื่องจักรอะไรต่างๆแล้วก็ทุกครั้ง
00:13:45 → 00:13:47ที่มันเครื่องจักรเนี่ยเขาก็ต้องถูกทำโทษ
00:13:47 → 00:13:50อะไรเงี้ยนะครับเกิดการเชื่อมโยงกับเสียง
00:13:50 → 00:13:53อันเนี้ยอาจจะเป็นเป็นโรคกลัวเสียงโดยที่
00:13:53 → 00:13:56ที่มาเนี่ยชัดเจนในแง่ของประสบการณ์จาก
00:13:56 → 00:13:58การเลี้ยงดูของครอบครัว
00:13:58 → 00:14:01แต่ให้กลุ่มนึงเนี่ยนะครับก็จะเป็นเอ่อ
00:14:01 → 00:14:05เป็นเป็นความปกติของการตอบสนองต่อเสียงนะ
00:14:05 → 00:14:08ครับซึ่งซึ่งอันนี้มันก็ก้ำกึ่งมาก
00:14:08 → 00:14:11ระหว่างการเป็นโรคทางการแล้วก็เป็น
00:14:11 → 00:14:15โรคที่เกี่ยวข้องกับอาการทางด้านจิตใจนะ
00:14:15 → 00:14:21ครับซึ่งอันหลังเนี่ยที่พูดถึงคือ
00:14:21 → 00:14:23ไม่ได้เป็นโฟร์เบียโดย
00:14:23 → 00:14:28คณะโดยนามสกุลของมันเนอะ
00:14:28 → 00:14:32นะครับก็จะเป็นก็จะเป็นลักษณะของการที่
00:14:32 → 00:14:36เขาจะมีความเข้าใจปกติในการตอบสนองต่อ
00:14:36 → 00:14:40เสียงที่วัยกว่าคนอื่นเป็นพิเศษแล้วก็เรา
00:14:40 → 00:14:43ก็จะหงุดหงิดกับการได้ยินเสียงนั้นซึ่ง
00:14:43 → 00:14:44เสียงเนี่ยมันเป็นเสียงที่อยู่ในชีวิต
00:14:44 → 00:14:47ประจำวันชีวิตประจำวันของเราเช่นคนเคี้ยว
00:14:47 → 00:14:50ข้าวอย่างเงี้ยเขาก็จะรู้สึกหงุดหงิดใจ
00:14:50 → 00:14:54เสียงเคี้ยวนะหรือเสียงแบบจับฝีปากเรา
00:14:54 → 00:14:58เงี้ยครับประกบกันหรือว่าการกลืนกินน้ำ
00:14:58 → 00:15:01แล้ว
00:15:01 → 00:15:04ถ้าเจอเวลาสอนหนังสือในห้องสอบก็จะมีเด็ก
00:15:04 → 00:15:06เป็นคนที่หงุดหงิดกับเพื่อนที่กดปากกา
00:15:06 → 00:15:09หรือของเวลาคิดอะไรไม่บอกจะกดปากกาอะไร
00:15:09 → 00:15:17เงี้ยก็น่ารำคาญจริงๆนะคะ
00:15:17 → 00:15:21ทำไมเพื่อนมันกดลงมาแต่คนแต่ถ้าคนแต่ถ้า
00:15:21 → 00:15:23เด็กกลุ่ม misofunicate จะรู้สึกมันมัน
00:15:23 → 00:15:25หงุดหงิดไม่ไหวแล้วก็อาจจะแบบขอออกไปเข้า
00:15:25 → 00:15:27ห้องน้ำก่อนหรือบอกให้อาจารย์ช่วยเตือน
00:15:27 → 00:15:31เพื่อนคนนั้นโดยทันทีงั้นหรือถ้าเป็นผ่าน
00:15:31 → 00:15:34ไม่ใช่เชิงร่างกายก็คือเขาก็จะอาจจะ
00:15:34 → 00:15:37หงุดหงิดกับเสียงนาฬิกาบ้านถ้าใครมี
00:15:37 → 00:15:46นาฬิกาเข็มเนอะที่มันเดินโอ้โห
00:15:46 → 00:15:51มันก็จะตามด้วยเอ่อข้าราชการเอ่อ 3 องค์
00:15:51 → 00:15:52ประกอบเมื่อคืนหนึ่งก็คือเรื่องอารมณ์
00:15:52 → 00:15:54ก่อนอารมณ์มาก่อนคือหงุดหงิด
00:15:54 → 00:16:01ไม่พอใจรู้สึกเอ่อโกรธโมโหนะครับแล้วก็
00:16:01 → 00:16:03ตามมาด้วยปฏิกิริยาทางด้านร่างกาย
00:16:03 → 00:16:05อันเนี้ยจะคล้ายๆกับคือมันจะมีร่างกายตอบ
00:16:05 → 00:16:08สนองด้วยคือเช่นรู้สึกหัวใจเต้นเร็วขึ้น
00:16:08 → 00:16:13หายใจไม่อิ่มเหงื่อออกตามมือหายใจลำบาก
00:16:13 → 00:16:15อะไรประมาณนั้นนะครับก็มีอาการเหมือน
00:16:15 → 00:16:19โฟเบียร์และก็มีเรื่องของพฤติกรรมเช่น
00:16:19 → 00:16:21เดียวกับโฟเบียก็คือโฟเบียคือพฤติกรรมคือ
00:16:21 → 00:16:24หลีกหนีจากสิ่งเราเนาะอันนี้ก็เช่นเดียว
00:16:24 → 00:16:27กันก็ก็มีทั้งหมีและเผชิญหน้าก็คือไปบอก
00:16:27 → 00:16:29กับคนที่เป็นและแหล่งต้นกำเนิดเสียงว่า
00:16:29 → 00:16:32หยุดทำได้ไหมอะไรอย่างเงี้ยนะครับซึ่งก็
00:16:32 → 00:16:35เลยทำให้เขาเนี่ยอาจจะถูกมองด้วยสายตาคน
00:16:35 → 00:16:38อื่นว่าแบบเยอะเรื่องมากถูกไหมครับเพราะ
00:16:38 → 00:16:42ว่าอย่างอย่างกินข้าวเราก็จะแบบเราก็เฉยๆ
00:16:42 → 00:16:47คนนั้นก็กินไปสูตรน้ำแกงไปหรือว่าดูดหลอด
00:16:47 → 00:16:49น้ำจากตูดมันก็เป็นเสียงที่เราก็รับได้นะ
00:16:49 → 00:16:53ครับโดยพื้นฐานเนาะคนเด็กกลุ่มนี้ก็อาจจะ
00:16:53 → 00:16:55รู้สึกไม่โอเคกับมันนั้นพอเขารู้สึกว่าไป
00:16:55 → 00:16:58เตือนหรือไปบอกอีกคนที่เป็นต้นกำเนิด
00:16:58 → 00:17:01เสียงเนี่ยคุณเขาก็จะถูกมองว่าแบบเรื่อง
00:17:01 → 00:17:02มากเยอะขึ้นมาได้
00:17:02 → 00:17:07นะครับอันนี้ก็จะเป็นภาวะที่ที่ที่กลุ่ม
00:17:07 → 00:17:12โรคเด็กกลัวเสียงเนี่ยเกิดขึ้นซึ่งก็อ่า
00:17:12 → 00:17:16มีงานวิจัยนะครับที่พบว่าไอ้กลุ่มนี้ก็จะ
00:17:16 → 00:17:20มีความผิดปกติในในการพัฒนาของสมองนี่โดย
00:17:20 → 00:17:23เฉพาะในส่วนของเอ่ออารมณ์และการพัฒนาการ
00:17:23 → 00:17:26การรับข้อมูลจากสิ่งเร้าเข้ามาเนี่ยแล้ว
00:17:26 → 00:17:30พอพอเข้าสู่สมองส่วนอารมณ์เนาะนะครับมัน
00:17:30 → 00:17:34จะมีการประเมินหรือรับข้อมูลที่มันอาจจะ
00:17:34 → 00:17:37มากกว่าปกติแล้วมันก็จะไปส่งผลต่อระบบนึง
00:17:37 → 00:17:40คือเค้าเรียกว่าระบบประสาทอัตโนมัติก็คือ
00:17:40 → 00:17:45พวกการหายใจการเอ่อเปิดปกติปฏิกิริยาร่าง
00:17:45 → 00:17:46กาย
00:17:46 → 00:17:48เหมือนเราเวลาตื่นเต้นน่ะครับอันนั้นคือ
00:17:48 → 00:17:50อุปสรรคที่เวลาเราทำงานเวลาเราตื่นเต้น
00:17:51 → 00:17:56เวลาเราแบบบ้านไฟไหม้หรือคนมาขโมยกระชาก
00:17:56 → 00:17:59ของเราเราก็จะตื่นๆตัวตรงนั้นก็จะพบงาน
00:17:59 → 00:18:03วิจัยที่มียีนส์บางตัวที่อ่าผิดปกติแล้ว
00:18:03 → 00:18:05ก็ไปส่งผลต่อระบบเกี่ยวกับส่วนอารมณ์แล้ว
00:18:05 → 00:18:08ก็ส่วนของระบบประสาทอัตโนมัติของร่างกาย
00:18:08 → 00:18:09เรา
00:18:09 → 00:18:11แล้วอย่างโรคกลัวเสียงนี้คือเป็นตั้งแต่
00:18:11 → 00:18:15เด็กเลยอ่ะคะถ้าในแง่ของก็จะเป็นตั้งแต่
00:18:15 → 00:18:18เด็กครับเพราะว่ามันเป็นผลมาตั้งแต่การ
00:18:18 → 00:18:21พัฒนาของสมองที่อาจจะมีความผิดปกติในส่วน
00:18:21 → 00:18:24ใดส่วนหนึ่งตรงนั้นที่ได้กล่าวถึงไปแล้ว
00:18:24 → 00:18:27ก็คนถ้าเป็นโรคกลัวเสียงนี้ของจิตใจก็
00:18:27 → 00:18:29เกิดขึ้นจากประสบการณ์ในวัยเด็กนะครับที่
00:18:29 → 00:18:32ผู้ปกครองหรือครอบครัวที่อาจจะมีมี
00:18:32 → 00:18:35สถานการณ์บางอย่างที่อาจจะไปเสียงดังแล้ว
00:18:36 → 00:18:37ทำให้เขาเด็กเกิดความรู้สึกตกใจกลัวซึ่ง
00:18:37 → 00:18:40คือพื้นฐานนั่นเองเด็กทารกอ่ะครับถ้าถึง
00:18:40 → 00:18:43ดังมากๆเนี่ยน้องก็จะตกใจอยู่แล้วอ่าใช่
00:18:43 → 00:18:46เป็นพื้นฐานเด็กก็จะตกใจแล้วก็จะเชื่อม
00:18:46 → 00:18:49โยงกับกับสิ่งที่ตกใจจนที่เขาเนี่ยเอ่อ
00:18:49 → 00:18:53เชื่อมโยงกับตรงนั้นมาว่าเออเสียงดังมัน
00:18:53 → 00:18:56ทำให้เขากลัวโดยเฉพาะเสียงมาจากผู้คนหรือ
00:18:56 → 00:18:58เอ่อมันอาจจะเกิดเป็นโต๊ะอาหารก็ได้นะ
00:18:58 → 00:19:01ครับบรรยากาศตรงนั้นเนาะก็อาจจะกินข้าว
00:19:01 → 00:19:09อยู่แล้วก็ดูเขาทำไมกินข้าวเลอะเทอะ
00:19:09 → 00:19:13ครับก็จะเชื่อมโยงว่าเออเขาเขาอาจจะแบบ
00:19:13 → 00:19:14เคี้ยวข้าว
00:19:14 → 00:19:17ได้ยินเสียงบรรยากาศการเคี้ยวข้าวหรือการ
00:19:17 → 00:19:22ดื่มน้ำกึ๊กๆๆอะไรเงี้ยมันทำให้เขากลัว
00:19:22 → 00:19:26ถ้าเกิดยังคงเป็นแบบนี้อยู่สำหรับมันเป็น
00:19:26 → 00:19:28มาตั้งแต่เด็กอ่ะเจอเราเผชิญกันมาตั้งแต่
00:19:28 → 00:19:31เด็กอ่ะแล้วพอมาโตขึ้นมาต้องใช้ชีวิต
00:19:31 → 00:19:33อย่างเงี้ยมันกลายเป็นว่าอ่ะคนรอบข้างอาจ
00:19:33 → 00:19:36จะหลีกหนีหนีหายกันไปเลยก็ได้นะแต่สิ่ง
00:19:36 → 00:19:37ที่เราเป็นทั้งที่หลายคนอาจจะไม่เข้าใจ
00:19:37 → 00:19:40คิดว่าอาจจะเฮ้ยเรื่องเยอะเอ้ยมารยาทจัด
00:19:40 → 00:19:42เกินไปหรือเปล่าหรืออะไรอย่างเงี้ยไปมอง
00:19:42 → 00:19:45เป็นเรื่องอื่นซึ่งจริงๆบางทีเราไม่รู้
00:19:45 → 00:19:47ว่าเขาเจอประสบการณ์อะไรมาก่อนทำให้เขา
00:19:47 → 00:19:50เกิดอารมณ์ภาวะของความหงุดหงิดไม่พอใจ
00:19:50 → 00:19:52หรือว่าแบบมันๆเป็นภาวะของเขาขึ้นมาอย่าง
00:19:52 → 00:19:55เงี้ยค่ะที่พูดไม่ถูกเลยครับเพราะว่ามัน
00:19:55 → 00:19:57ทำเหนือก็คือทำให้คนรอบคือคนรอบข้างก็จะ
00:19:57 → 00:19:58รู้สึกคนนี้เรื่องเยอะใช่ไหมครับแต่ว่า
00:19:58 → 00:20:01อย่างอย่างที่เราคุยกันคือทุกอย่างมันมี
00:20:01 → 00:20:03เหตุและมีมีเหตุมีสาเหตุเกิดขึ้นเนอะอยู่
00:20:03 → 00:20:07ร่องรอยของพฤติกรรมนี้ทีนี้ต้องยอมรับว่า
00:20:07 → 00:20:11ส่วนหนึ่งในแง่ของในแง่ของสมองเนี่ยก็คือ
00:20:11 → 00:20:14เขาอาจจะมีมีความอาจจะมีความเบี่ยงเบนไม่
00:20:14 → 00:20:16ปกตินิดนึงแล้วกันเนาะเพราะว่าเขาก็อาจจะ
00:20:16 → 00:20:19มีการอันไวน์หรือความรู้สึกแล้วก็
00:20:19 → 00:20:23ปฏิยะการมาทำงานเร็วแต่ว่าเราสามารถบำบัด
00:20:23 → 00:20:29ได้นะครับก็คือโอเคในถ้าเขาต้องใช้ต้อง
00:20:29 → 00:20:32แบ่งอย่างนี้คือในเชิงทางกายเป็นการรักษา
00:20:32 → 00:20:35ปลายเหตุหรอเช่นถ้าเขาเครียดมากถ้าเขารู้
00:20:35 → 00:20:37สึกวิตกกังวลมากก็อาจจะต้องอ่ะทานยาช่วย
00:20:37 → 00:20:39คลายกังวลอะไรก็ว่าไปแต่ถ้าในเชิง
00:20:39 → 00:20:42จิตวิทยาเนี่ยนะครับก็สามารถที่จะบำบัด
00:20:42 → 00:20:46โดยโดยเอ่อแนวทางในการที่เขาเราชี้ให้
00:20:46 → 00:20:49เห็นสมมุติถ้าเราเราพบเจอแน่ได้ข้อมูลจาก
00:20:49 → 00:20:52ทางแพทย์ฝ่ายการแล้วว่าอ่ะน้องคนนี้มี
00:20:52 → 00:20:55ภาวะตรงเนี้ยเกิดขึ้นเนี่ยเกิดขึ้นเนี่ย
00:20:55 → 00:20:57แล้วก็รู้ข้อมูลเลยว่าโอเคน้องก็จะไวต่อ
00:20:57 → 00:20:59เสียงแต่ว่าทีนี้เนี่ยน้องอย่างที่เราคุย
00:21:00 → 00:21:03กันตอนๆช่วงแรกว่าเขาไปคิดมากกว่าปกติ
00:21:03 → 00:21:06เนาะหรือว่าคิดเกินปกติหรือว่าไวต่อสิ่ง
00:21:06 → 00:21:10ปกติฉะนั้นเราก็เลยกลับมาชี้ให้เห็นถึง
00:21:10 → 00:21:13ความปกติที่จะเกิดขึ้นหรือเป็นไปได้เช่น
00:21:13 → 00:21:16นักร้องเราปฏิเสธไม่ได้ว่าน้องเขาไวต่อ
00:21:16 → 00:21:17เสียง
00:21:17 → 00:21:24โอเคหนูหรือหนูแล้วกันนะคุณรู้สึกเราเข้า
00:21:24 → 00:21:26ใจนะว่าคุณรู้สึกไวกับเสียงที่มากกว่า
00:21:26 → 00:21:29ปกติแล้วคุณก็รู้สึกหงุดหงิดโมโหเนอะที่
00:21:29 → 00:21:34มันเกิดขึ้นแบบนั้นทีนี้เรามาเอ่อจัดการ
00:21:34 → 00:21:38กับอารมณ์ความรู้สึกนั้นกันดีกว่าคือเรา
00:21:38 → 00:21:41อาจจะไม่ปฏิบัติวิธีการคือเราจะชี้เขา
00:21:41 → 00:21:43เห็นอารมณ์ที่มันเกิดขึ้นเราเข้าใจเขาว่า
00:21:43 → 00:21:47เอ้ยคุณโกรธเนาะคุณโมโหเนอะทีนี้โมโหแล้ว
00:21:47 → 00:21:50มาทำยังไงดีอ่ะไอ้ก้อนโมโหนั้นหงุดหงิด
00:21:50 → 00:21:52นั้นเราจะกลายเป็นยังไงได้บ้างถ้าจริงๆ
00:21:52 → 00:21:54แล้วก็คือจริงๆมันก็จะเป็นหลักการทาง
00:21:54 → 00:21:57ประวัติศาสตร์อย่างหนึ่งนะครับเดียวกัน
00:21:57 → 00:22:01เอ่อรู้รู้คิดพฤติกรรมเนาะทุกคลิปอารมณ์
00:22:01 → 00:22:02รู้พฤติกรรมแต่นี่
00:22:02 → 00:22:04มันก็สอดคล้องกันในทางในหลักทางการ
00:22:04 → 00:22:07พุทธเนาะก็คือเหมือนเหมือนเรารู้ตัวตัว
00:22:07 → 00:22:11ทุกข์มีอารมณ์เกิดขึ้นเราเราตามอารมณ์
00:22:11 → 00:22:14ทุกข์นั้นมันมาจากไหน
00:22:14 → 00:22:17เสร็จแล้วเราจัดการกับมันยังไงบ้างจริงๆ
00:22:17 → 00:22:19เราเลือกจากกันได้หลายอย่างแล้วไม่จำเป็น
00:22:19 → 00:22:21ต้องตวาดคืนกับคนนั้นว่าเธออยู่เสียงดัง
00:22:21 → 00:22:23เคี้ยวเสียงดังได้ไหมหรือหยุดกดปากกาขึ้น
00:22:23 → 00:22:27มารับคำอื่นอีกไหมเราอาจจะว่างหรือไปบอก
00:22:27 → 00:22:29หรือเราออกสถานการณ์นั้นเพาะเลี้ยงได้เรา
00:22:29 → 00:22:31ก็เลี้ยงไป
00:22:31 → 00:22:36ก็อาจจะไปทำกิจกรรมอื่นๆหรือเอาหูฟังเนอะ
00:22:36 → 00:22:38ไปก็ได้ถ้าสถานการณ์นั้นดูถ้าดูไม่เสีย
00:22:38 → 00:22:41บริษัทจนเกินไปแล้วก็หูฟังมาเสียบเปิด
00:22:41 → 00:22:44เพลงเค้าครองเบาๆไปก็ได้มันมีอีกหลายวิธี
00:22:44 → 00:22:47ที่เราจะจัดการหรือว่าช่วยทำให้ความ
00:22:47 → 00:22:50หงุดหงิดนั้นเนี่ยไม่เกินเลยไปสู่การเกิด
00:22:50 → 00:22:53พฤติกรรมที่มันอาจจะก้าวร้าวกับบุคคลอื่น
00:22:53 → 00:22:57เพราะว่าบางทีบางคนอาจจะไม่ได้เข้าใจอ่ะ
00:22:57 → 00:23:00นะคะแต่ว่าถูกต้องแต่ที่อาจารย์อธิบายมา
00:23:00 → 00:23:03เนี่ยคือในในหลักเชิงของการแบบในการคุย
00:23:03 → 00:23:06กับคนที่เป็นเนี่ยพอถ้าเรารู้เนี่ยมันคุย
00:23:06 → 00:23:08ในเชิงเหตุและผลได้แล้วก็เชื่อว่าเขาก็จะ
00:23:08 → 00:23:10เข้าใจในเหตุและผลได้เพียงแต่ว่าในบาง
00:23:10 → 00:23:13อย่างเนี่ยมันๆเกินกว่าปกตินั่นเองนะคะก็
00:23:13 → 00:23:16เลยทำให้อาจารย์มีพฤติกรรมออกมาในเชิงที่
00:23:16 → 00:23:18เอ่อมากกว่าคนอื่นเพราะหงุดหงิดอ่ะคนอื่น
00:23:18 → 00:23:21อ่ะแต่อันนี้หงุดหงิดกว่า
00:23:21 → 00:23:25อารมณ์ประมาณนี้เลยจุดเดือดต่ำกว่าอยู่ใน
00:23:25 → 00:23:27เรื่องของเสียงนะเออจุดเด่นก็จะต่ำกว่า
00:23:27 → 00:23:30ซึ่งคือเขาอยู่ในสังคมที่ไม่มีใครเข้าใจ
00:23:30 → 00:23:33สิ่งที่เขาเป็นงั้นมันก็เหมือนเขารู้สึก
00:23:33 → 00:23:36ว่าโดดเดี่ยวเนาะดีพอเพราะถ้ามีใครสักคน
00:23:36 → 00:23:39คนในครอบครัวนะครับสำคัญที่สุดที่จะเข้า
00:23:39 → 00:23:41ใจในในเงื่อนไขที่เขาเป็นอยู่เนาะอย่าง
00:23:41 → 00:23:43น้อยเขาก็รู้สึกว่าเออมีคนเข้าใจเค้าบ้าง
00:23:43 → 00:23:47ละทีนี้ก็บางทีเขาอาจจะจัดการตัวเอง
00:23:47 → 00:23:52ได้ดีขึ้นก็ได้ครับถ้ามีน้อยเนาะถ้าเขามี
00:23:52 → 00:23:54มีคนเข้าใจเขาเพราะถ้าพอไม่มีใครเข้าใจ
00:23:54 → 00:23:56เค้าปุ๊บเนี่ยมันก็อาจจะลามอีกนะอาจจะลาม
00:23:56 → 00:23:59มาสู่การเกิดภาวะซึมเศร้าหรือว่าเกิดภาวะ
00:23:59 → 00:24:01อื่นๆทางจิตใจได้อีกอะไรอย่างเงี้ยรู้สึก
00:24:01 → 00:24:04โดดเดี่ยวไม่มีใครเข้าใจคือมันเป็นเรื่อง
00:24:04 → 00:24:07ที่หลายคนน่ะไม่อาจจะไม่ค่อยได้คุ้นเคย
00:24:07 → 00:24:10หรือว่ารู้จักแต่รู้ว่าแค่ว่าอ๋อเรามี
00:24:10 → 00:24:12ความกลัวนะนู่นนี่นั่นแต่ว่าบางอย่าง
00:24:12 → 00:24:15เนี่ยมันๆถูกมันถูกฝังมาในจิตใจอ่ะตั้ง
00:24:15 → 00:24:17แต่เด็กเลยนะคะเพราะฉะนั้นการที่จะขจัดใน
00:24:18 → 00:24:19ความรู้สึกต่างๆเหล่านี้มันต้องมีระยะ
00:24:19 → 00:24:22เวลานะคะแล้วก็อีกหลายๆอย่างเลยที่จะต้อง
00:24:22 → 00:24:25เป็นองค์ประกอบร่วมกันอาจจะต้องไปอ่าพบ
00:24:25 → 00:24:29กับทางจิตแพทย์นะคะคุยกับคุณหมอเออถึงแนว
00:24:29 → 00:24:31ทางที่ถูกต้องนะฮะในหลักการที่ถูกต้อง
00:24:31 → 00:24:33เนี่ยต้องทำอะไรยังไงซึ่งก็ครอบครัวเป็น
00:24:33 → 00:24:35ส่วนที่สำคัญอย่างที่อาจารย์บอกอาจารย์คะ
00:24:36 → 00:24:38ท้ายนี้อาจารย์มีอะไรอยากจะฝากทิ้งท้าย
00:24:38 → 00:24:41สำหรับเรื่องของโรคกลัวเสียงในเด็กนะคะ
00:24:41 → 00:24:44มิสโซโฟเนียเนี่ยนะให้คุณผู้ฟังได้รับ
00:24:44 → 00:24:46ทราบกันหน่อยค่ะ
00:24:46 → 00:24:50ก็สำหรับโลกมิโซะ
00:24:50 → 00:24:53ค่อนข้างค่อนข้างใหม่ทีนี้ไม่อยากให้
00:24:53 → 00:24:57กังวลจนจนมากจนเกินไปนะครับแต่ว่าลอง
00:24:57 → 00:25:00สังเกตดูว่าลูกลูกของเราถ้าเด็กๆเนี่ยลูก
00:25:00 → 00:25:03ของเราเนี่ยมีภาวะรู้สึกหงุดหงิดไม่พอใจ
00:25:03 → 00:25:07รู้สึกเอ่อเครียดนะครับหรืออาจจะอาจจะ
00:25:07 → 00:25:09ร้องไห้หรือเอามือป้องหูอะไรต่างๆเนี่ยนะ
00:25:09 → 00:25:13ครับลงลองดูว่าน้องเนี่ยมีภาวะแบบนั้นกับ
00:25:13 → 00:25:16เสียงใดเป็นพิเศษหรือเปล่าอืมนะส่วนใหญ่
00:25:16 → 00:25:20เนี่ยเอ่อในกลุ่มเนี้ยเค้ามักจะเอ่อเป็น
00:25:20 → 00:25:22สิ่งใดสิ่งหนึ่งเนาะมันไม่ที่ไม่ได้ลามไป
00:25:22 → 00:25:25กับทุกๆเสียงเพราะว่าต้องสังเกตดีๆเพราะ
00:25:25 → 00:25:28ว่ามันก็จะมีอาจจะพบได้ในในเด็กกลุ่มอื่น
00:25:28 → 00:25:31ที่เด็กจะไม่ชอบเสียงดังเลยไม่ว่าจะเสียง
00:25:31 → 00:25:32ใดก็ตาม
00:25:32 → 00:25:36เบื้องต้นก็คือไปสังเกตลูกก่อนนะครับแล้ว
00:25:36 → 00:25:40ก็ถ้าพบว่ามีอาจจะลองถามน้องว่าหนูรู้สึก
00:25:40 → 00:25:44กลัวหรือว่าไม่ชอบหงุดหงิดในเสียงอะไรนะ
00:25:44 → 00:25:48ครับแล้วถ้าน้องบอกได้ว่าหนูไม่ชอบอย่าง
00:25:48 → 00:25:51นี้มาอันนี้เราก็อ่ะอาจจะพอมีข้อมูล
00:25:51 → 00:25:53เบื้องต้นแล้วก็แนะนำเบื้องต้น
00:25:53 → 00:25:56คือเราพร้อมที่จะเข้าใจเข้าใจก่อนว่าลูก
00:25:56 → 00:25:59เรามีปัญหาแบบนี้มีข้อจำกัดแบบนี้เงื่อน
00:25:59 → 00:26:01ไขแบบนี้อย่าไม่ใช่ว่าเฮ้ยเรื่องมากทำไม
00:26:02 → 00:26:06แค่นี้อ่อนแอนะครับอันนั้นก็คือก็อยู่
00:26:06 → 00:26:08ข้างๆก่อนเข้าใจเค้าก่อนแล้วก็ลองไป
00:26:08 → 00:26:10ปรึกษากับจิตแพทย์เด็กอะไรเงี้ยนะครับ
00:26:10 → 00:26:13หรือว่าเอ่อภาวะที่น้องเป็นเนี่ยมีมัน
00:26:13 → 00:26:17ประมาณไหนจัดอยู่ในกลุ่มตรงไหนซึ่งยอมรับ
00:26:17 → 00:26:20ว่าเอ่อภาวะวิกฤตเนี่ยมันค่อนข้างก้ำกึ่ง
00:26:20 → 00:26:23ระหว่างความเป็นโรคทางด้านจิตเวชแล้วก็
00:26:23 → 00:26:26อาจจะเป็นก้ำกึ่งกับโรคเกี่ยวกับความมิติ
00:26:26 → 00:26:31ของระบบการได้ยินเนอะ
00:26:31 → 00:26:37ช่วยวินิจฉัยก็น่าจะทำให้เราไปดูแลฟื้นฟู
00:26:37 → 00:26:39ส่งเสริมได้อย่างถูกต้องและเหมาะสมต่อไป
00:26:39 → 00:26:43ครับก็แสดงว่าอาการต่างๆเหล่านี้มีโอกาส
00:26:43 → 00:26:45ที่จะหายเป็นปกติหรือไม่เกิดอาการเหล่า
00:26:45 → 00:26:48นี้ขึ้นไว้ได้อีกในวันที่ 1 ที่เขาก็ใช้
00:26:48 → 00:26:50ชีวิตอย่างปกติด้วยนะคะซึ่งอันนี้ต้อง
00:26:50 → 00:26:53อาศัยการสังเกตจากผู้ปกครองนะคะที่อยู่
00:26:53 → 00:26:56ใกล้ชิดเด็กตั้งแต่แรกเกิดเลยดูเพราะว่า
00:26:56 → 00:26:59มันมีภาวะอะไรที่มันผิดปกติไปไหมต้องเอะ
00:26:59 → 00:27:01ใจนะคะไม่ใช่ว่าปลอดภัย
00:27:01 → 00:27:04ปล่อยไปนะคะมันจะสะสมไปนานๆแล้วทำให้เขา
00:27:04 → 00:27:07เติบโตมาแล้วใช้ชีวิตลำบากนั่นเองนะคะอ่ะ
00:27:07 → 00:27:09วันนี้ก็ได้ความรู้กันใหม่ๆนะคะเกี่ยวกับ
00:27:09 → 00:27:13เรื่องของมิโซะโฟเบียนะคะที่โรคกลัว
00:27:13 → 00:27:14เสี่ยงในเด็กนะยังมีเรื่องหลายๆเรื่อง
00:27:14 → 00:27:16เดี๋ยวไว้คุยกันอาจารย์เดี๋ยวกันหน้านะคะ
00:27:16 → 00:27:19วันนี้ขอบคุณอาจารย์ค่ะที่มาร่วมพูดคุยใน
00:27:19 → 00:27:23รายการค่ะขอบคุณค่ะอาจารย์คะค่าสวัสดีค่ะ
00:27:23 → 00:27:25เอาล่ะค่ะคุณผู้ฟังคะหมดเวลาแล้วกับราย
00:27:25 → 00:27:26การโรงหมอของเราในวันนี้นะคะพบกันใหม่
00:27:27 → 00:27:28ครั้งหน้าค่ะขอบคุณที่ติดตามรับฟังสวัสดี
00:27:28 → 00:27:31ค่ะ
00:27:32 → 00:27:34Intro Word extrovert และ anyworth
00:27:34 → 00:27:37แตกต่างกันอย่างไรลักษณะเฉพาะของคนที่
00:27:37 → 00:27:39เป็น Intro Word กับสังคมจะเป็นรูปแบบใด
00:27:39 → 00:27:42ดรสุวาวุฒิวงศ์ทังสวัสดิ์นักจิตวิทยาการ
00:27:42 → 00:27:45ศึกษามาเล่าให้ฟังครับ
00:27:45 → 00:27:48มันเป็นคำที่นิยามบุคลิกภาพแบบหนึ่งนะ
00:27:48 → 00:27:51ครับเพราะเป็นคนที่อาจจะชอบเก็บตัวมาก
00:27:51 → 00:27:54กว่าเป็นคนที่คล้ายๆชอบเล็งพลังงานกลับมา
00:27:54 → 00:27:56ที่ตัวไม่ได้ชอบเข้าสังคมชอบใช้เวลากับ
00:27:56 → 00:27:58ตัวเองนี่คือบุคลิกของคนที่เราระบุว่า
00:27:58 → 00:28:00เป็น Intro Word อย่างนี้ครับ Intro ก็
00:28:00 → 00:28:02คือ in ดึงกลับเข้ามาเข้าตัว Intro เข้า
00:28:02 → 00:28:04มาที่ตัวเองซึ่งมันจะตรงข้ามกับคำที่
00:28:04 → 00:28:06เรียกว่า extrover Intro นั้นก็คือดึง
00:28:06 → 00:28:09กลับเข้ามาในตัว EXO คือเข้าหาสังคมคือ
00:28:09 → 00:28:12เอาพลังงานออกไปข้างนอกหมายถึงว่าตัวคน
00:28:12 → 00:28:14ที่เป็น exert เนี่ยนะครับก็จะคล้ายๆมี
00:28:14 → 00:28:16Energy ในการจะเข้าสังคมในการชวนคนอื่น
00:28:16 → 00:28:20คุยในการอยากจะแบบเฮ้ยเธอเป็นยังไงติดตาม
00:28:20 → 00:28:23ข่าวสารอาจจะแบบเฮ้ยชอบติดต่อกันหล่อหรือ
00:28:23 → 00:28:26พาตัวเองเข้าไปอยู่ในชุมชนในปาร์ตี้หรือ
00:28:26 → 00:28:28อะไรก็ตามที่มีผู้คนห้อมล้อมอันนี้จะเป็น
00:28:28 → 00:28:31บุคลิกของคนที่เป็น EXO Word ที่ชอบไป
00:28:31 → 00:28:33ข้างนอกซึ่งก็จะมีคำว่า ambiot อีกหมาย
00:28:33 → 00:28:36ถึงว่าคนๆหนึ่งอาจจะเป็นทั้ง 2 แบบไม่ได้
00:28:36 → 00:28:38สุดขั้วทั้ง 2 อย่างไม่ได้เก็บตัวสุดโต่ง
00:28:38 → 00:28:42อาจจะแบบอยู่กับตัวเองบางเวลาแต่เวลาเข้า
00:28:42 → 00:28:43สังคมก็ไม่มีปัญหา
00:28:43 → 00:28:45enjoice สนุกได้ซึ่งต้องบอกว่าคนส่วน
00:28:45 → 00:28:48ใหญ่ก็จะเป็นอะนี่แหละที่เราก็จะแบบมี
00:28:48 → 00:28:51ทั้งหมดที่เราเก็บตัวด้วยแล้วก็มีโหมดที่
00:28:51 → 00:28:53เอาไปข้างนอกด้วยแต่สำหรับบางคนเราจะเคย
00:28:54 → 00:28:56เห็นเพื่อนบางคนนะครับที่แบบโอ้โหเก็บสุด
00:28:56 → 00:28:59ขี้อายไม่คุยกับใครแล้วก็รักที่จะอยู่กับ
00:28:59 → 00:29:01ตัวเองมากๆแม้กระทั่งอยู่คนเดียวไม่ต้อง
00:29:01 → 00:29:04ไปกับใครอยู่บ้านคนเดียวก็ไม่รู้สึกเหงา
00:29:04 → 00:29:06ไม่รู้สึกถูกทอดทิ้งเพราะเขาชอบอยู่กับ
00:29:06 → 00:29:08ตัวเองมีความเป็นโลกส่วนตัวสูงเพราะคำว่า
00:29:08 → 00:29:10โลกส่วนตัวสูงหมายถึงว่าเขาอยู่ภายในโลก
00:29:10 → 00:29:12ของเขาซึ่งมันสอดคล้องกับคำว่าอินโทรครับ
00:29:12 → 00:29:14อินโทรเวิร์ดเข้าไปข้างในบุคลิกพวกเนี้ย
00:29:14 → 00:29:17มันเป็นการที่เราอาจจะพูดถึงคำกว้างๆเวลา
00:29:17 → 00:29:19เราจะระบุถึงบุคลิกบางอย่าง
00:29:19 → 00:29:22แต่ว่าเวลาเราพูดถึงชีวิตคนจริงๆอ่ะครับ
00:29:22 → 00:29:26เราอาจจะระบุให้มันแค่อยู่แค่ 3 คำพวกนี้
00:29:26 → 00:29:28ไม่ได้หรอกเพราะว่าคนเรามันจะมีจุดที่แบบ
00:29:28 → 00:29:32สามารถเป็น extrard ได้ในจังหวะกับบุคคล
00:29:32 → 00:29:35บางกลุ่มและสามารถเป็น introvert ได้เลย
00:29:35 → 00:29:38เมื่อเจอสถานการณ์หนึ่งแต่ถ้าแบบสุดขั้ว
00:29:38 → 00:29:41ก็มีนะผมผมก็เจอคล้ายๆคนที่เป็น
00:29:41 → 00:29:44intrawbert แบบเข้มๆเลยก็มีเขาจะแบบว่า
00:29:44 → 00:29:47รู้สึกว่าแบบชีวิตที่มีความสุขคือการได้
00:29:47 → 00:29:48อยู่กับตัวเองแล้วอ่านหนังสือเงียบๆซึ่ง
00:29:48 → 00:29:51บุคลิกเขาอ่ะครับเวลาเราสัมผัสตัวเขานะ
00:29:51 → 00:29:54เราจะรู้สึกว่าเขาจะเหมือนกับมีความไม่
00:29:54 → 00:29:56ค่อยมีทักษะในการเข้าสังคมและจริงๆตัวเขา
00:29:57 → 00:29:59เองนะโดยเนื้อเนื้อของจิตใจเขาเองเขาไม่
00:29:59 → 00:30:01ได้มีความต้องการจะพัฒนาทักษะทางสังคม
00:30:01 → 00:30:04ด้วยจริงๆแล้วการที่เขาเข้าสังคมเขาอาจจะ
00:30:04 → 00:30:05รู้สึกไม่ได้เป็นตัวของตัวเองก็ได้ครับ
00:30:06 → 00:30:08เพราะว่าตัวเขาจะมีความชอบตัวเองแบบนึง
00:30:08 → 00:30:11เขาจะมีความสบายใจแบบนึงแต่ทุกครั้งที่
00:30:11 → 00:30:13เขาเข้าสังคมอ่ะเขารู้สึกเหมือนตัวเองจะ
00:30:13 → 00:30:15ต้องเปลี่ยนเปลี่ยนตัวเองเพื่อให้ใครสัก
00:30:15 → 00:30:18คนถูกใจหรือให้คนรอบข้างถูกใจเขาเลยเลือก
00:30:18 → 00:30:22ที่จะเก็บพลังงานไว้กับตัวมากกว่า
00:30:22 → 00:30:27This Is Thai PBS
00:30:27 → 00:30:30ติดตามรายการทางเว็บไซต์และแอปพลิเคชั่น
00:30:30 → 00:30:32ของไทย
00:30:32 → 00:30:36ซุปเปอร์ไฟล์ Google Class Apple
00:30:36 → 00:30:39YouTube Channel Thai PBS port
00:30:39 → 00:30:44Class ใช้ PBS Plus
00:30:44 → 00:30:50[เพลง]