00:00:06 → 00:00:09มีเรื่องเกี่ยวกับอุจจาระ ที่หลาย ๆ คนอาจจะนึกไม่ถึง
00:00:09 → 00:00:12จะบอกว่าลักษณะของอุจจาระ มันจะช่วยบอกโรคของเราได้เหมือนกัน
00:00:16 → 00:00:18จริง ๆ ก็แบ่งกว้าง ๆ ออกเป็น 2 แบบ
00:00:18 → 00:00:22แบบแรกคือ ลักษณะอุจจาระ ว่าเป็นก้อน แข็ง เหลว อย่างไร
00:00:22 → 00:00:24เราเรียกคะแนนว่า Bristol stool scale
00:00:24 → 00:00:26เราแบ่งออกเป็น 7 ชนิด
00:00:27 → 00:00:28ชนิดที่ 1 ก็คือ เป็นเม็ด แข็งเลย
00:00:28 → 00:00:33ชาวบ้านมักจะใช้คำว่า ขี้กระต่าย ออกมาเป็นเม็ด ๆ
00:00:33 → 00:00:34ต้องใช้การเบ่งค่อนข้างเยอะ
00:00:34 → 00:00:37ชนิดที่ 2 ถ้าคิดง่าย ๆ ก็คือ เหมือนเอาขี้กระต่ายมาโปะรวมกัน
00:00:37 → 00:00:41ก็จะเห็นความขรุขระของผิว แต่ว่าอาจจะเห็นเป็นก้อนยาว ๆ บ้าง
00:00:42 → 00:00:45ชนิดที่ 3 เป็นก้อน เป็นลำ
00:00:45 → 00:00:50แต่ว่าจะมีผิวที่ค่อนข้างจะมี รอยแตกแยกอยู่บ้าง แต่ว่าไม่เยอะแล้ว
00:00:50 → 00:00:55ชนิดที่ 4 คุณภาพดีสุด ๆ เหมือนกล้วยหอม ออกมาเนียนเลย
00:00:56 → 00:01:00ชนิดที่ 5 จะแตก ๆ หน่อย แต่ยังเป็นชิ้นอยู่
00:01:01 → 00:01:05ชนิดที่ 6 จะเริ่มเหลวขึ้น แต่ยังมีความเป็นกึ่งเหลวกึ่งแข็ง
00:01:07 → 00:01:10ชนิดที่ 7 เหลวเป็นน้ำเลย ไม่มีเนื้อเลย
00:01:12 → 00:01:16ชนิดที่ 1 กับชนิดที่ 2 จะพบในคนที่ มีปัญหาเรื่องท้องผูกค่อนข้างบ่อย
00:01:17 → 00:01:19ส่วนชนิดที่ 6 และ 7 ก็จะเป็นลักษณะท้องเสีย
00:01:20 → 00:01:23ชนิดที่ 3, 4, 5 ถือว่า อยู่ในเกณฑ์ที่ค่อนข้างจะปกติ
00:01:24 → 00:01:27อันที่สองคือ ดูลักษณะสีของเขา
00:01:27 → 00:01:31คนปกติก็จะมีอุจจาระที่ สีเหลืองบ้าง สีน้ำตาลบ้าง สีคล้ำบ้าง
00:01:31 → 00:01:34ขึ้นกับลักษณะอาหารที่เรารับประทาน
00:01:34 → 00:01:39แต่คราวนี้ คนที่ผิดปกติเป็นอย่างไร ที่เห็นชัดเลย อย่างเช่น อุจจาระสีซีด
00:01:39 → 00:01:42เหมือนขี้เถ้า สีจะซีด ๆ เทา ๆ
00:01:42 → 00:01:46อาจจะบอกโดยอ้อมว่า คนไข้มีภาวะท่อน้ำดีอุดตัน
00:01:47 → 00:01:52ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะมีเรื่องตัว-ตาเหลือง ตามมาด้วย หรือที่เรียกว่า ดีซ่าน
00:01:53 → 00:01:58หรือถ้าเกิดว่าเราเห็นอุจจาระเป็นสีดำ ดำอย่างไร ดำอย่างที่เรียกว่า น้ำมันดิน
00:01:58 → 00:02:00หรือดำอย่างยางมะตอย
00:02:01 → 00:02:04และส่วนใหญ่จะมีกลิ่นคาว ๆ ร่วมด้วย เพราะว่ามันเป็นกลิ่นของเลือด
00:02:04 → 00:02:07อันนี้บอกว่า น่าจะมีเลือดออกในทางเดินอาหาร
00:02:07 → 00:02:12อันนั้นคือเลือดออกในทางเดินอาหาร ส่วนบน ๆ หน่อย ก็จะเห็นเป็นสีดำได้
00:02:12 → 00:02:15แต่ถ้าเกิดว่าเลือดมันออกล่าง ๆ หน่อย ใกล้จะถึงทางออกแล้ว แล้วเลือดมันออก
00:02:15 → 00:02:21ก็จะเป็นสีแดง เป็นสีเลือดเลย หรือ อาจจะเป็นสีสนิม คือดำปนแดงก็ได้
00:02:21 → 00:02:25นอกจากนั้นก็จะมูก ที่เราเห็นคือเป็นมูก อาจจะเป็นมูกเหลือง ๆ
00:02:25 → 00:02:30ลักษณะคล้าย ๆ วุ้นใส ๆ มีความเป็นเยื่อ ๆ ปนนิด ๆ
00:02:30 → 00:02:33ถ้ามีมูกด้วย บวกกับเลือดด้วย อันนี้คือ ค่อนข้างจะสำคัญ
00:02:33 → 00:02:38บอกว่าน่าจะมีแผล หรือมีการอักเสบ ที่รุนแรงในทางเดินอาหาร
00:02:42 → 00:02:43ถ้าเราสังเกตอุจจาระของเรา
00:02:43 → 00:02:48แน่นอนค่ะ ดีกว่าปล่อยให้มันกดชักโครก ลงไปเฉย ๆ โดยที่เราไม่เคยมองมันเลย
00:02:48 → 00:02:53เพราะว่าหลาย ๆ ครั้ง มันเป็นสิ่งแรกที่เราสังเกตเห็น
00:02:53 → 00:02:59เช่น ถ้าสมมุติว่าคุณมีเลือดออก แต่คุณไม่เคยก้มลงไปดูเลยว่าคุณมีเลือด
00:02:59 → 00:03:03บางครั้งมันก็อาจจะทำให้เราพลาดโอกาส การวินิจฉัยตั้งแต่เริ่มแรก
00:03:04 → 00:03:07อย่างเช่น มะเร็งลำไส้ส่วนปลาย
00:03:07 → 00:03:09บางทีอาจจะมาด้วยเรื่อง ถ่ายเป็นเลือด เป็นมูกก่อน
00:03:09 → 00:03:14แต่ถ้าเราไม่เคยก้มลงไปมองมันเลย ถ่ายเสร็จก็กดชักโครกผ่านไป
00:03:15 → 00:03:18ไปรู้ตัวอีกที ก้อนมันใหญ่แล้ว เลือดออกเยอะมากแล้ว
00:03:18 → 00:03:22คือออก แม้กระทั่งยังไม่ถ่ายก็ออก อาจจะช้าเกินไป
00:03:26 → 00:03:30คือ เวลาเรารักษาโรค มันต้องเป็นความร่วมมือกัน
00:03:31 → 00:03:33ระหว่างหมอกับผู้ป่วยใช่ไหมคะ
00:03:34 → 00:03:36เป็นไปไม่ได้เลย ที่หมอจะเป็นผู้รักษาอย่างเดียว
00:03:36 → 00:03:37แล้วคนไข้ไม่ร่วมมือ
00:03:37 → 00:03:41เพราะฉะนั้น การที่คุณบอกข้อมูล เยอะเท่าไร ถูกต้องเท่าไร
00:03:41 → 00:03:44ก็ยิ่งทำให้การวินิจฉัยแม่นยำมากขึ้น
00:03:44 → 00:03:47การคิดถึงโรคมันก็จะแคบลง ๆ และมีความแม่นยำมากขึ้น
00:03:47 → 00:03:49ทำให้เราถึงจุดมุ่งหมายได้เร็วขึ้น
00:03:49 → 00:03:53เพราะฉะนั้น ประโยชน์ไม่ได้เป็นของใครเลย เป็นของผู้ป่วยเลย