00:00:00 → 00:00:04แลคตาซอยงาดำเข้มประโยชน์ทุกคำหอมงาดำ
00:00:04 → 00:00:08อร่อยมากรู้ทันโรคลมพิษผื่นแดงนูนันบนผิว
00:00:08 → 00:00:12หนังที่ต้องเร่งรักษาอย่าชะล่าใจไม่อยาก
00:00:12 → 00:00:16ป่วยต้องฟังเปิดวิธีป้องกันโรคลมพิษเริ่ม
00:00:16 → 00:00:17ต้นได้ด้วยตัว
00:00:17 → 00:00:22เอง 14 สมุนไพรของดีไกล้ตัวที่ช่วยแก้ผด
00:00:22 → 00:00:26ผืนคันติดตามเรื่องราวทั้งหมดได้ในรายการ
00:00:26 → 00:00:29tn and Health วันนี้
00:00:29 → 00:00:34[เพลง]
00:00:34 → 00:00:37สวัสดีค่ะขอต้อนรับเข้าสู่รายการ tn and
00:00:37 → 00:00:39Health เข้าถึงทุกสาระสุขภาพเสริมภูมิ
00:00:39 → 00:00:42คุ้มกันรู้ทันโรคกับ TE and Health ค่ะ
00:00:42 → 00:00:45และดิฉันหมอดาวแพทย์หญิงชันดาวจังวังกร
00:00:45 → 00:00:49แพทย์เฉพาะทางสาขาเวชศาสตร์ครอบครัวพร้อม
00:00:49 → 00:00:51ที่จะรับหน้าที่เป็นผู้ดำเนินรายการพาคุณ
00:00:51 → 00:00:56ผู้ชมมาเข้าถึงสาระสุขภาพดีๆกันค่ะ
00:00:56 → 00:01:08[เพลง]
00:01:08 → 00:01:11สัปดาห์นี้ค่ะเราจะมาพูดถึงโรคภัยใกล้ตัว
00:01:11 → 00:01:15นั่นก็คือโรคลมพิษโรคลมพิษนะคะจะมีลักษณะ
00:01:15 → 00:01:18ของอาการผืนแดงคาเป็นปื้นแต่ถึงกระนั้น
00:01:18 → 00:01:21ค่ะคุณผู้ชมประมาทไม่ได้มารู้จักโรคลมพิษ
00:01:21 → 00:01:26กันดีกว่าค่ะโรคลมพิษ ertic คือผืนคันที่
00:01:26 → 00:01:29เกิดขึ้นบนผิวหนังเป็นอาการที่พบบ่อยได้
00:01:29 → 00:01:33ทุกเพศทุกวโดยพบมากที่สุดในช่วงอายุ 20-40
00:01:33 → 00:01:37ปีลักษณะลมพิษจะเป็นผืนหรือปื้นนุนแดงไม่
00:01:37 → 00:01:41มีขุยกระจายตามตัวแขนขาหรือบริเวณใบหน้า
00:01:41 → 00:01:44ซึ่งผื่นลมพิษสามารถเกิดขึ้นได้บนทุกส่วน
00:01:44 → 00:01:47ในร่างกายส่วนมากมักเป็นไม่เกิน 24
00:01:47 → 00:01:51ชัวโมงผืนจะค่อยๆจางหายไปบางรายอาจมี
00:01:51 → 00:01:55อาการถึงขั้นปวดท้องแน่นจมูกหายใจติดขัด
00:01:55 → 00:01:58หรือบางรายอาจมีอาการรุนแรงมากถึงขั้น
00:01:58 → 00:02:02เสียชีวิตได้ลมพิษแบ่งออกเป็น 2 ประเภท
00:02:02 → 00:02:06ประกอบด้วย 1 ผื่นลมพิษชนิดเฉียบพลันมัก
00:02:06 → 00:02:08มีอาการต่อเนื่องกันไม่เกิน 6 สัปดาห์
00:02:08 → 00:02:12สาเหตุที่เกิดได้คือจากการแพ้อาหารแพ้ยา
00:02:13 → 00:02:16แมลงสัตว์กัดต่อยการติดเชื้อบางชนิดบาง
00:02:16 → 00:02:19รายอาจมีอาการแสดงที่อวัยวะอื่นเช่นแน่น
00:02:19 → 00:02:23หน้าอกแน่นจมูกปวดท้องความดันต่ำปากและตา
00:02:23 → 00:02:26บวมผืนอาดขึ้นต่อเนื่องไปจนเป็นลมพิษ
00:02:26 → 00:02:31เรื้อรัง 2 ผืดลมพิษชนิดเรื้อรังมักจะ
00:02:31 → 00:02:34แสดงอาการแบบเป็นๆหายๆอย่างน้อย 2 วันต่อ
00:02:34 → 00:02:37สัปดาห์ต่อเนื่องกันนานเกิด 6 สัปดาห์
00:02:37 → 00:02:42ซึ่งสาเหตุจะแตกต่างจากลมพิษเฉียบพลันโดย
00:02:42 → 00:02:45คนกลุ่มนี้ส่วนหนึ่งไม่สามารถหาสาเหตุได้
00:02:45 → 00:02:49เพราะอาจเกิดจากความแปรปรวนภายในร่างกาย
00:02:49 → 00:02:52แต่สิ่งที่สามารถกระตุ้นให้ลมพิษเรื้อรัง
00:02:52 → 00:02:56เป็นมากขึ้นได้แก่ยาแอสไพรินยาต้านอักเสบ
00:02:56 → 00:03:01ที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ยาปฏิชีวนะการมีประจำ
00:03:01 → 00:03:05เดือนพักผ่อนไม่เต็มที่เป็นต้นสำหรับ
00:03:05 → 00:03:10ปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคลมพิษคือ 1 อาหาร
00:03:10 → 00:03:15เช่นอาหารทะเลสารกันบูดสีผสมอาหารบางชนิด
00:03:15 → 00:03:202 ยาโดยร่างกายมีการแพ้ยาบางชนิด 3 การ
00:03:20 → 00:03:24ติดเชื้อไม่ว่าจะเป็นเชื้อไวรัสแบคทีเรีย
00:03:24 → 00:03:29เชื้อราหรือมีพยาธิ 4 ระบบต่อมไร้ท่อเช่น
00:03:30 → 00:03:34ต่อมไทรอย 5 อิทธิพลทางกายภาพโดยผู้ป่วย
00:03:34 → 00:03:38บางรายอาจเกิดผืนลมพิษจากปฏิกิริยาของผิว
00:03:38 → 00:03:41หนังที่ตอบสนองผิดปกติต่อความร้อนความ
00:03:41 → 00:03:45เย็นน้ำหนักกดรัดแสงแดดหรือการออกกำลัง
00:03:45 → 00:03:50กายเป็นต้น 6 แพ้สารที่สัมผัสผืนลมพิษ
00:03:50 → 00:03:52เกิดขึ้นในตำแหน่งที่ผิวหนังสัมผัสกับสาร
00:03:52 → 00:03:58ที่แพ้เช่นการแพ้ยางลาทกขนสัตว์พืชหรือ
00:03:58 → 00:04:02อาหารบางชนิดเป็นต้น 7 ปฏิกิริยาแพ้พิษ
00:04:02 → 00:04:06แมลงเช่นปฏิกิริยาที่เกิดจากผึ้งหรือต่อ
00:04:06 → 00:04:10ต่อย 8 มะเร็งเช่นมะเร็งต่อมน้ำเหลือง
00:04:10 → 00:04:14หรือระบบอื่นๆของร่างกาย 9 ระบบภูมิคุ้ม
00:04:14 → 00:04:18กันต่อต้านตัวเองผู้ป่วยลมพิษบางรายเกิด
00:04:18 → 00:04:21จากการมีภูมิคุ้มกันไปกระตุ้นให้เกิดการ
00:04:21 → 00:04:24หลั่งสารเคมีบางชนิดออกมาที่ผิวหนังทำให้
00:04:24 → 00:04:29เกิดผืนลมพิษขึ้น 10 ไม่ทราบสาเหตุซึ่งพบ
00:04:29 → 00:04:31เป็นส่วนสนใหญ่โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ป่วยลม
00:04:32 → 00:04:35พิษเรื้อรังแม้ว่าแพทย์จะได้พยายามตรวจหา
00:04:35 → 00:04:38สาเหตุอย่างละเอียดแล้วแต่ก็ยังหาสาเหตุ
00:04:38 → 00:04:42ไม่พบอย่างไรก็ตามผู้ป่วยลมพิษยังควรไปพบ
00:04:42 → 00:04:45แพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุซึ่งหากพบสาเหตุ
00:04:45 → 00:04:48ที่ก่อให้เกิดลมพิษและผู้ป่วยสามารถหลีก
00:04:48 → 00:04:51เลี่ยงหรือรักษาที่สาเหตุนั้นได้ก็จะทำ
00:04:51 → 00:04:56ให้โรคลมพิษสงบลงหรือหายขาดได้อย่างไรก็
00:04:56 → 00:04:59ตามนะคะถ้าเป็นโรคลมพิษอย่าชะล่าใจค่ะควร
00:05:00 → 00:05:02ไปพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุเรายังอยู่กัน
00:05:02 → 00:05:07ที่โรคลมพิษผื่นแดงนูนคร์ต้องรีบรักษาค่ะ
00:05:07 → 00:05:09และในช่วงนี้นะคะเราจะมาพูดคุยกับแพทย์
00:05:09 → 00:05:12ผู้เชี่ยวชาญในเรื่องของโรคลมพิษกันให้
00:05:12 → 00:05:14มากขึ้น
00:05:14 → 00:05:17ค่ะสวัสดีค่ะอาจารย์ขอเริ่มที่คำถามแรก
00:05:17 → 00:05:18เลยนะ
00:05:18 → 00:05:24[เพลง]
00:05:24 → 00:05:29คะโรคลมพิษค่ะอาจารย์อันตรายแค่ไหนคะ
00:05:29 → 00:05:31สำหรับโรคโลมพิษค่ะความอันตรายของเขาขึ้น
00:05:31 → 00:05:34กับว่าเขาเป็นชนิดไหนนะคะโรคลมพิษที่รู้
00:05:34 → 00:05:36จักทั่วไปก็คือผื่นลมพิษเอติคาเรียค่ะจะ
00:05:36 → 00:05:39เป็นลักษณะผื่นนูนค่ะที่แล้วก็มีลักษณะ
00:05:39 → 00:05:42การแดงๆรอบๆผื่นชนิดนี้ค่ะขึ้นแบบเฉียบ
00:05:42 → 00:05:44พันธุ์แล้วก็หายได้เองภายใน 24 ชมงค่ะ
00:05:44 → 00:05:47ผื่นสามารถกระจายได้ทั่วของร่างกายเลยนะ
00:05:47 → 00:05:50คะแต่สำหรับผืดอีกชนิดนึงค่ะก็เป็นกลุ่ม
00:05:50 → 00:05:52อาการของผืดล้มพิษเหมือนกันแต่ว่าเขา
00:05:52 → 00:05:55เนี่ยจะมีความลึกกว่าก็คือคันบวมนูนของ
00:05:55 → 00:05:57เขาเนี่ยจะลงไปลำดับใต้ผิวหนังค่ะเรา
00:05:57 → 00:06:00เรียกเขาว่าแองจิโอ dema ดังนั้นการขึ้น
00:06:00 → 00:06:03ของผื่นชนิดนี้ค่ะจะขึ้นกับบริเวณที่มี
00:06:03 → 00:06:06แอเรียน้อยๆค่ะเช่นเป็นหนังตาริมฝีปาก
00:06:06 → 00:06:09หรือว่าหูค่ะซึ่งการบวมของผื่นชนิดนี้
00:06:09 → 00:06:12เนี่ยจะมีอาการเจ็บร่วมด้วยค่ะซึ่งการบวม
00:06:12 → 00:06:14ของยบุของแองจิโอ dema นี้ถ้าเป็นเนี่ย
00:06:14 → 00:06:17ค่ะอาจจะบวมไปถึงเรื่องของหลอดลมแล้วก็
00:06:17 → 00:06:20กระเพาะอาหารแล้วก็ลำไส้ได้การบวนของหลอด
00:06:20 → 00:06:22ลมจะทำให้เกิดอาการแน่นหายใจไม่ออกค่ะหาย
00:06:22 → 00:06:25ใจลำบากแล้วถมีอาการทางเดินหายใจได้
00:06:25 → 00:06:27สำหรับการวมของทางเดินอาหารอาจจะทำให้
00:06:27 → 00:06:29เกิดอาการปวดท้องขึ้นมาเฉียบพันธคลื่นไส้
00:06:30 → 00:06:31อาเจียนหรืออาเจียนเป็นเลือดได้เช่นกัน
00:06:31 → 00:06:34ค่ะสำหรับผื่นลมพิษชนิดสุดท้ายค่ะเป็น
00:06:34 → 00:06:36ผื่นลมพิษที่ร่วมกับอาการของระบบอื่นๆค่ะ
00:06:36 → 00:06:40ไม่ว่าจะเป็นระบบหัวใจระบบประสาทระบบทาง
00:06:40 → 00:06:42เดินอาหารแล้วก็ระบบทางเดินหายใจค่ะการ
00:06:43 → 00:06:45เกิด 2 อาการใน 5 อาการทั้งหมดค่ะเกิด
00:06:45 → 00:06:47ขึ้นพร้อมๆกันเรียกการแพ้ชนิดาฟ laxis
00:06:48 → 00:06:50ค่ะเป็นการบวงของผื่นลมพิษที่รุนแรงที่
00:06:50 → 00:06:53สุดค่ะซึ่งอาจจะมีหรือไม่มีลมพิษให้เรา
00:06:53 → 00:06:55เห็นก็ได้นะคะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเสีย
00:06:55 → 00:06:58ชีวิตได้ในอันดับต้นๆเลยทีเดียวค่ะแล้วลม
00:06:58 → 00:07:02พิษและภูมิแพ้ผิวหนังมีความเหมือนหรือ
00:07:02 → 00:07:05ต่างกันอย่างไรคะสำหรับลมพิษเอติคาเลีย
00:07:05 → 00:07:08ค่ะกับผืนแพ้ผิวหนังอปิเมาติจะว่าเหมือน
00:07:09 → 00:07:11ก็เหมือนจะว่าต่างก็ต่างสำหรับความเหมือน
00:07:11 → 00:07:13ค่ะก็คืออาจจะเหมือนกันที่สาเหตุที่ทำให้
00:07:13 → 00:07:16เขามีการขึ้นที่ผิวหนังของเราค่ะความ
00:07:16 → 00:07:18เหมือนก็คืออาจจะเกิดจากการติดเชื้อไวรัส
00:07:18 → 00:07:21แบคทีเรียหรือเชื้อราไปจนถึงการแพ้ค่ะไม่
00:07:21 → 00:07:25ว่าจะเป็นแพ้อาหารแพ้อากาศแพ้ยาค่ะแต่
00:07:25 → 00:07:27ความต่างของเขาก็คือความเฉียบพลันค่ะ
00:07:27 → 00:07:29สำหรับผื่นลมพิษนั้นมักจะเป็นการการแพ้
00:07:29 → 00:07:32แบบเฉียบพลันค่ะก็คือมีอากาศเกิดขึ้นได้
00:07:32 → 00:07:34ทันทีหลังจากเราสัมผัสของที่แพ้แล้วพอ
00:07:34 → 00:07:36ขึ้นเฉียบพลันปุ๊บเขาก็สามารถหายได้เอง
00:07:36 → 00:07:38แบบเฉียบพลันเช่นกันหรืออาจจะเกิดเป็น
00:07:38 → 00:07:41เรื้อรังก็ได้สำหรับผื่นแพ้ผิวหนัง atopic
00:07:41 → 00:07:45เมาติค่ะเขาจะมีความหยาบความสากค่ะแต่เขา
00:07:45 → 00:07:47อาจจะขึ้นเฉียบพันธุ์แต่ไม่ทันทีเหมือนลม
00:07:47 → 00:07:50พิษค่อยๆสะสมขึ้นหรือว่าเป็นลักษณะของ
00:07:50 → 00:07:53เป็นเรื้อรังได้ค่ะเพราะฉะนั้นผื่นทั้ง 2
00:07:53 → 00:07:55ชนิดไม่ว่าจะเป็นลมพิษหรือผื่นแพ้ผิวหนา
00:07:55 → 00:07:57อักเสบจะมีการรักษาที่แตกต่างกันและ
00:07:58 → 00:08:00เหมือนกันในบางส่วนค่ะการรักษาที่เหมือน
00:08:00 → 00:08:02กันก็คือการใช้ยาต้านฮิสตามีนหรือยาแก้
00:08:02 → 00:08:05แพ้นั่นเองค่ะสำหรับความแตกต่างก็คือการ
00:08:05 → 00:08:07หลีกเลี่ยงสิ่งที่แพ้และการหการหาสาเหตุ
00:08:08 → 00:08:11ของเขานะคะเมื่อหายจากโรคลมพิษแล้วผิว
00:08:11 → 00:08:14หนังจะยังปกติหรือไม่คะนี่คือความน่ารัก
00:08:14 → 00:08:16ของผืนลมพิษค่ะเพราะหลังจากที่เขาหายได้
00:08:17 → 00:08:20เองภายใน 24-48 ชมงแล้วเขาจะไม่ทิ้งร่อง
00:08:20 → 00:08:22รอยอะไรไว้ที่ผิวหนังเลยค่ะยกเว้นแต่ว่า
00:08:22 → 00:08:25เขามีภาวะแทรกซ้อนจากที่เราไปแคะแกะเกา
00:08:25 → 00:08:28เขาอาจจะทำให้เกิดเรื่องของผิวหนังอักเสบ
00:08:28 → 00:08:31ตามมาได้นะคะระหว่างที่ป่วยเป็นโรคลมพิษ
00:08:31 → 00:08:34ค่ะจะมีอาการอื่นแทรกซ้อนได้หรือไม่คะ
00:08:34 → 00:08:36อย่างที่บอกค่ะเรื่องของภาวะแทรกซ้อนเรา
00:08:36 → 00:08:39ต้องพยายามไม่ไปแคะแกะเกาบริเวณรอยโรกที่
00:08:39 → 00:08:41เป็นลมพิษนะคะเพราะเขาคหายเองได้แล้วเขา
00:08:41 → 00:08:43จะไม่ทิ้งรอยโรคอะไรแต่เมื่อไหร่ที่เราไป
00:08:43 → 00:08:46แคะแกะเกาเขาอาจจะทำให้เกิดการอักเสบที่
00:08:46 → 00:08:48ผิวหนังอาจจะทำให้เกิดการติดเชื้อ
00:08:48 → 00:08:51แบคทีเรียเชื้อราหรือจุลินซีพแทรกซ้อนได้
00:08:51 → 00:08:53ค่ะซึ่งการรักษาก็อาจจะต้องมีการรักษาต่อ
00:08:53 → 00:08:56เนื่องรักษาแผลต่อไปสำหรับภาวะไส้ซ้อน
00:08:56 → 00:08:59อื่นๆค่ะถ้าเป็นการบวมของลมพิษที่ที่มาก
00:08:59 → 00:09:02ขึ้นไปเป็นระดับจอิหรือาฟ laxis ก็อาจจะ
00:09:02 → 00:09:05มีการบวมของหลอดลมหรือทางเดินหายใจค่ะ
00:09:05 → 00:09:07ซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนที่น่ากังวลเพราะจะ
00:09:07 → 00:09:10ส่งผลกระทบต่อระบบทางเดินหายใจทำให้เรา
00:09:10 → 00:09:12แน่นหน้าอกหายใจไม่ออกค่ะหรือระดับ
00:09:12 → 00:09:15ออกซิเจนต่ำลงได้สำหรับถ้าเป็นของเยื่อบุ
00:09:15 → 00:09:18บริเวณลำไส้หรือท้องค่ะก็อาจจะทำให้เรา
00:09:18 → 00:09:20เกิดอาการปวดท้องคลื่นไส้อาเจียนค่ะอาจจะ
00:09:20 → 00:09:22ทำให้เกิดการสับสนว่าเราเป็นอาหารเป็นพิษ
00:09:22 → 00:09:25ได้หรือเปล่าค่ะแล้วมีปัจจัยอะไรที่ก่อ
00:09:25 → 00:09:27ให้เกิดโรคลมพิษบ้างคะอาจารย์สำหรับ
00:09:27 → 00:09:30ปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคลมพิษนะคะโรคลมทิษ
00:09:30 → 00:09:33เป็นลักษณะที่เกิดขึ้นได้เองก็มีค่ะกลุ่ม
00:09:33 → 00:09:34ที่เกิดขึ้นได้เองจะแบ่งเป็นแพ้เฉียบ
00:09:34 → 00:09:37พันธุ์กับแพ้เรื้อรังนะคะสาเหตุที่พบบ่อย
00:09:37 → 00:09:39ที่สุดคืออันดับ 1 คือการติดเชื้อค่ะไม่
00:09:40 → 00:09:41ว่าจะเป็นเชื้อไวรัสเชื้อแบคทีเรียหรือ
00:09:41 → 00:09:44ว่าเชื้อราค่ะอันดับที่ 2 ก็คือการแพ้นี่
00:09:44 → 00:09:47แหละค่ะที่เรารู้จักกันในลักษณะของการแพ้
00:09:47 → 00:09:49อากาศแพ้อาหารหรือแพ้ยาบางชนิดกลุ่มที่
00:09:50 → 00:09:53แพ้อากาศเช่นแพ้ไรฝุ่นละอองหย้าเกสรดอก
00:09:53 → 00:09:55ไม้หรือขนสัตว์แล้วก็เชื้อราค่ะแพ้อาหาร
00:09:56 → 00:09:58ก็คือกลุ่มท็อปเอคที่เรารู้จักกันก็คือนม
00:09:58 → 00:10:01วัวนมฉเหลืองแป้งสาลีถั่วลิสงไข่แดงไข่
00:10:01 → 00:10:04ขาวอาหารทะเลมีเปลือกแล้วก็ปลาค่ะสำหรับ
00:10:04 → 00:10:07การแพ้ยาค่ะก็อาจจะมียาในกลุ่มต้านจุริน
00:10:07 → 00:10:10ชีพค่ะหรือว่ายาปฏิชีวนะค่ะแล้วก็ยาใน
00:10:10 → 00:10:13กลุ่มแอสไพลินค่ะฉะนั้นจะต้องเลือกใช้
00:10:13 → 00:10:15อย่างระมัดระวังตามคำแนะนำของแพทย์นะคะ
00:10:15 → 00:10:17สำหรับปัจจัยในกลุ่มที่ 2 ค่ะเป็นปัจจัย
00:10:17 → 00:10:20สิ่งกระตุ้นทางกายภาพค่ะเป็นโรคที่เรา
00:10:20 → 00:10:22จริงๆแล้วอยู่รอบตัวเรามากๆเลยแต่อาจจะ
00:10:22 → 00:10:25ชื่อเรียกค่ะไม่ได้เฉพาะเจาะจงนักมีหลาก
00:10:25 → 00:10:28หลายชนิดมากค่ะแล้วแพทย์จะมีการวินิจฉัย
00:10:28 → 00:10:32โรคลมพิษอย่างไรคะสำหรับการวินิจฉัยโรคลม
00:10:32 → 00:10:34พิษค่ะก็เป็นการวินิจฉัยทั่วๆไปกับ
00:10:34 → 00:10:37วินิจฉัยจบจำเพาะนะคะการวินิจฉัยทั่วๆไป
00:10:37 → 00:10:39ก็คือการตรวจเลือดค่ะดูระดับเม็ดเลือดขาว
00:10:39 → 00:10:41ในเลือดค่ะว่ามีระดับเม็ดเลือดขาวที่สูง
00:10:41 → 00:10:43ที่เกิดจากการติดเชื้อหรือว่าระดับเม็ด
00:10:43 → 00:10:45เลือดขาวที่ต่ำเกินไปที่เกิดจากการติด
00:10:45 → 00:10:48เชื้อไวรัสหรือเปล่าค่ะการตรวจปัสสาวะค่ะ
00:10:48 → 00:10:50เช่นในคนที่มีกระเพาะปัสสาวะอักเสบเหลือ
00:10:51 → 00:10:52หลังอาจจะเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำกระตุ้นให้
00:10:52 → 00:10:56มีลมพิษได้การตรวจอุจจาระค่ะบางคนอาจจะมี
00:10:56 → 00:10:58เรื่องของพยาธิค่ะไปใช้เข้าใต้ผิวหนังทำ
00:10:58 → 00:11:01ให้เกิดลักษณะคล้ายๆลมพิพได้เช่นกันไม่
00:11:01 → 00:11:03ว่าจะเป็นพยาตปากขอหรือพยาธเส้นได้ดการ
00:11:03 → 00:11:06ตรวจเซเรย์ดูไซนัสค่ะในกลุ่มที่ไซนัส
00:11:06 → 00:11:08อักเสบและมีการกำเริบขึ้นมาโดยที่ยังไม่
00:11:08 → 00:11:10รู้ตัวค่ะก็จะเป็นสาเหตุที่ทำให้ลมพิษ
00:11:10 → 00:11:13เป็นสัญญาณเตือนของไซนัสอักเสบได้รวมไป
00:11:13 → 00:11:15ถึงคนที่มีฟันผุเลื้อลังด้วยนะคะกลุ่มที่
00:11:16 → 00:11:18เป็นฟันผุเลื้อรังนานๆจะมีการสะสมของ
00:11:18 → 00:11:20จุลินทรีย์ค่ะเพราะฉะนั้นลมพิษอาจจะเป็น
00:11:20 → 00:11:23สัญญาณเตือนว่าแอ้ฟันผุแล้วไปหาหมอฟันกัน
00:11:23 → 00:11:26อย่างนี้ค่ะนอกนั้นจะเป็นการตรวจที่
00:11:26 → 00:11:30จำเพาะค่ะเช่นการตรวจสะกิดผิวหนักสิพ Test
00:11:30 → 00:11:33และการตรวจเลือดหาสารที่เฉพาะเจาะจงค่ะใน
00:11:33 → 00:11:36กลุ่มนี้การหาเหตุที่เฉพาะเจาะจงก็คือการ
00:11:36 → 00:11:38แพ้อาหารและก็การแพ้อากาศที่กล่าวไปค่ะ
00:11:38 → 00:11:41ปัจจุบันค่ะอาจารย์มีวิธีการรักษาโรคลม
00:11:41 → 00:11:44พิษอย่างไรบ้างสำหรับการรักษาลมพิษนะคะ
00:11:44 → 00:11:47อ่ารักษาแบบทั่วๆไปก่อนค่ะอันที่ 1 ก็คือ
00:11:47 → 00:11:50เราหาสาเหตุให้เจอค่ะทั้งสาเหตุหลักแล้ว
00:11:50 → 00:11:53ก็สาเหตุกระตุ้นนะคะบางคนสาเหตุหลักอาจจะ
00:11:53 → 00:11:55เป็นการติดเชื้อแต่สาเหตุกระตุ้นอาจจะ
00:11:55 → 00:11:57เป็นลักษณะอากาศหรือความชื้นที่เปลี่ยน
00:11:57 → 00:12:00แปลงบางคนสาเหตุหลักอาจจะเป็นเรื่องของ
00:12:00 → 00:12:02เดมิซึมมีการขีดขูดอย่างนี้ค่ะแต่ว่า
00:12:02 → 00:12:05สาเหตุลองเป็นจากผิวที่แห้งจนเกินไปนี้
00:12:05 → 00:12:08ค่ะเพราะฉะนั้นการรักษาจึงต้องเป็นเน้น
00:12:08 → 00:12:11การหาสาเหตุก่อนค่ะแล้วหลังจากนั้นค่ะก็
00:12:11 → 00:12:13คือหลีกเลี่ยงการสัมผัสค่ะหรือลดการ
00:12:13 → 00:12:15สัมผัสสิ่งที่แพ้หรือเป็นปัจจัยกระตุ้น
00:12:15 → 00:12:19ค่ะสำหรับการรักษาที่เฉพาะเจาะจมค่ะก็คือ
00:12:19 → 00:12:21อันที่ 1 ก็คือยาต้านฮิสตามีนหรือยาแก้
00:12:21 → 00:12:24แพ้นั่นเองค่ะยาแก้แพ้เนี่ยแบ่งออกเป็น
00:12:24 → 00:12:26กลุ่มที่ออกฤทธิ์เร็วและออกฤทธิ์ช้านะคะ
00:12:26 → 00:12:29แล้วก็เป็นกลุ่มที่ง่วงกับไม่ง่วงค่ะ
00:12:29 → 00:12:32สำหรับการรีบใช้ยาแก้แพ้หรือการพกติดตัว
00:12:32 → 00:12:35กลุ่มยาต้านฮิสตามีนค่ะที่ออกิดเร็วค่ะก็
00:12:35 → 00:12:37จะมีประโยชน์สูงสุดแต่สำหรับกลุ่มที่
00:12:37 → 00:12:39จำเป็นจะต้องใช้ยาต่อเนื่องค่ะกลุ่มที่
00:12:39 → 00:12:42ใช้แล้วไม่ง่วงนอนค่ะจะลดอาการข้างเคียง
00:12:42 → 00:12:44เรื่องของการง่วงนอนและรบกวนชีวิตประจำ
00:12:44 → 00:12:47วันได้ดีที่สุดค่ะนอกจากนั้นนะคะกลุ่มที่
00:12:47 → 00:12:49มีอาการลมพิษรุนแรงค่ะและเรื้อรังมากๆนอก
00:12:50 → 00:12:52จากยาต้านฮิสตามีนหรือยาแก้แพ้แล้วอาจจะ
00:12:52 → 00:12:55ยังต้องเป็นจำเป็นต้องพิจารณายากลุ่มรอง
00:12:55 → 00:12:58ที่เรียกว่าโคดอนหรือยากรดภูมิเพิ่มเติม
00:12:58 → 00:13:01ด้วยค่ะเราจะมีวิธีป้องกันไม่ให้เกิดโรค
00:13:01 → 00:13:04ลมพิษได้อย่างไรบ้างคะวิธีการป้องกันที่
00:13:04 → 00:13:06ดีที่สุดก็คือหลีกเลี่ยงสิ่งที่แพ้ค่ะ
00:13:06 → 00:13:09เพราะฉะนั้นควรจะไปพบแพทย์ปรึกษาแพทย์
00:13:09 → 00:13:11เพื่อให้ได้รับความวินิจฉัยก่อนว่าเรา
00:13:11 → 00:13:13เป็นรมพิษจากสาเหตุอะไรกลุ่มที่เป็นเฉียบ
00:13:13 → 00:13:16พันธุ์ค่ะสามารถหายได้เองได้ภายใน 4-7
00:13:16 → 00:13:19วันหรือบางทีก็หายได้ใน 24 ชมงแต่เป็น
00:13:19 → 00:13:21เป็นหายๆค่ะเพราะฉะนั้นพอหายเองได้อาจจะ
00:13:21 → 00:13:23ไม่ได้จำเป็นต้องหลีกเลี่ยงอะไรเพิ่มเติม
00:13:23 → 00:13:25ค่ะแต่สำหรับกลุ่มที่เป็นเรื้อรังหรือมี
00:13:25 → 00:13:28อาการเป็นๆหายๆมากกว่า 3-4 ครั้งขึ้นไป
00:13:28 → 00:13:31ค่ะจำเป็นจะต้องหาสาเหตุที่ชัดเจนค่ะว่า
00:13:31 → 00:13:33เป็นจักรอะไรเพื่อป้องกันแล้วก็หลีก
00:13:33 → 00:13:35เลี่ยงสิ่งกระตุ้นทั้งปัจจัยหลักและ
00:13:35 → 00:13:38ปัจจัยรองค่ะสุดท้ายค่ะเมื่อผืนลบพิษขึ้น
00:13:38 → 00:13:41มาแล้วพยายามหลีกเลี่ยงการแคะแกะเกา
00:13:41 → 00:13:43บริเวณผืนนะคะจะได้ไม่เกิดอาการแทรกซ้อน
00:13:43 → 00:13:46ของการติดเชื้อบริเวณผิวหนังค่ะการที่มี
00:13:46 → 00:13:49ผื่นขึ้นมาการทาครีมหรือโลชั่นแป้งบาง
00:13:49 → 00:13:51ชนิดที่มีส่วนผสมของ mental ค่ะสามารถลด
00:13:51 → 00:13:54ความรุนแรงของโลกของผื่นได้ค่ะเช่นคาลม
00:13:55 → 00:13:58ค่ะแล้วก็การดูแลสุขภาพผิวค่ะให้แข็งแรง
00:13:58 → 00:14:00และมีความชุ่มชืนอยู่เสมอจะลดความระคาย
00:14:00 → 00:14:03เคืองจากผืนลมพิษได้ดีค่ะผู้ที่ป่วยเป็น
00:14:03 → 00:14:06โรคลมพิษควรหลีกเลี่ยงอาหารชนิดใดบ้างคะ
00:14:06 → 00:14:09สำหรับผู้ป่วยที่เป็นโรคลมพิษค่ะถ้าถูกใน
00:14:09 → 00:14:11วินิจฉัยแล้วว่าแพ้อาหารค่ะก็คือควรจะ
00:14:11 → 00:14:13หลีกเลี่ยงอาหารที่แพ้นั่นก็คืออาหาร
00:14:13 → 00:14:16กลุ่มท็อป EG นะคะนมวัวนมถั่วเหลืองแป้ง
00:14:16 → 00:14:19สาลีถั่วลิสงไข่แดงไข่ขาวอาหารทะเลมี
00:14:19 → 00:14:22เปลือกแล้วก็ปลาตามคำวินิจฉัยเลยค่ะแพ้
00:14:22 → 00:14:24อะไรก็เรี่ยงแบบนั้นนะคะการเลี่ยงเนี่ยจะ
00:14:24 → 00:14:27เป็นระยะเวลาสั้นๆค่ะสามารถหายได้เองใน
00:14:27 → 00:14:30บางคนในในการหลีกเลี่ยงเพียงแค่ 6-12
00:14:30 → 00:14:33เดือนเท่านั้นนะคะสำหรับกลุ่มรองค่ะก็คือ
00:14:33 → 00:14:36การหลีกเลี่ยงอาหารที่เป็นกลุ่มเสี่ยงค่ะ
00:14:36 → 00:14:39เช่นอาหารที่เป็นอาหารสัตว์แช่แข็งอาหาร
00:14:39 → 00:14:42กระป๋องที่มีการเก็บไว้นานๆจะพบว่ามีการ
00:14:42 → 00:14:44เพิ่มขึ้นของปริมาณฮิสตามีนซึ่งกระตุ้นทำ
00:14:44 → 00:14:48ให้เกิดมีการผืนลมพิษได้ค่ะอาหารหมักดอง
00:14:48 → 00:14:51หรือชาสมุนไพรบางชนิดค่ะสามารถกระตุ้นให้
00:14:51 → 00:14:53เกิดผืนลมพิษได้แล้วก็อาหารประเภท
00:14:53 → 00:14:55แอลกอฮอล์ค่ะแล้วก็อาหารที่มีส่วนผสมของ
00:14:56 → 00:14:59สารกันบูดควรจะหลีกเลี่ยงค่ะค่ะแล้วข้อ
00:14:59 → 00:15:01ข้อสุดท้ายค่ะอยากให้อาจารย์แนะนำคุณผู้
00:15:01 → 00:15:04ชมในการปฏิบัติตัวค่ะว่าจะปฏิบัติตัว
00:15:04 → 00:15:08อย่างไรเมื่อเกิดโรคลมพิษขึ้นค่ะข้อควร
00:15:08 → 00:15:10ปฏิบัตินะคะเมื่อเป็นโรคลมพิษคือ 1 ก็คือ
00:15:10 → 00:15:13ควรหลีกเลี่ยงค่ะสาเหตุของลมพิษที่เรา
00:15:13 → 00:15:15ตรวจพบแล้วว่าเป็นอะไรหรือหลีกเลี่ยง
00:15:15 → 00:15:17ปัจจัยเสี่ยงค่ะที่เราคิดว่าอันนั้นแหละ
00:15:17 → 00:15:19ที่น่าจะเป็นสาเหตุที่ทำให้เราเกิดลมพิษ
00:15:19 → 00:15:22ค่ะพกยาตั้งพิมนหรือยาแก้แพ้ประจำตัวเอา
00:15:22 → 00:15:25ไว้ค่ะใช้โลชั่นหรือครีมที่มีส่วนประกอบ
00:15:25 → 00:15:28ของเนอค่ะที่มีฤทธิ์เย็นค่ะช่วยบรรเทา
00:15:28 → 00:15:31อาการค่ะควรจะหลีกเลี่ยงการอาบน้ำร้อนค่ะ
00:15:31 → 00:15:33หรือใครใช้ของร้อนๆบริเวณผิวหนังค่ะจะได้
00:15:33 → 00:15:36ไม่เกิดความระคายเคืองค่ะสุดท้ายค่ะกิน
00:15:36 → 00:15:39อาหารที่มีประโยชน์ดื่มน้ำมากๆพักผ่อนให้
00:15:39 → 00:15:41เพียงพอและลดภาวะความเครียดของเรานะคะจะ
00:15:41 → 00:15:44ได้ไม่เป็นรบพิษค่ะขอบพระคุณอาจารย์ที่มา
00:15:44 → 00:15:46ให้ความรู้ความเข้าใจในเรื่องของโรคลมพิษ
00:15:46 → 00:15:50นะคะและในช่วงนี้ค่ะหมอดาวจะนำข้อมูลดีๆ
00:15:50 → 00:15:54เกี่ยวกับ 14 สมุนไพรใกล้ตัวที่ช่วยลด
00:15:54 → 00:15:58อาการลมพิษผลดผื่นคันไปฟังพร้อมๆัค่ะ 1
00:15:58 → 00:16:03ตำลึงตามตำรับยาสมุนไพรบ่งชี้เลยว่าตำลึง
00:16:03 → 00:16:06เป็นยาเย็นค่ะดับพิษร้อนสามารถแก้ผื่นคัน
00:16:06 → 00:16:09และผดร้อนที่เกิดขึ้นตามผิวหนังได้โดยนำ
00:16:09 → 00:16:13ใบตำลึงสดประมาณ 4-5 ใบมาขยี้ให้พอได้น้ำ
00:16:13 → 00:16:18ตำลึงมาทาบริเวณผืนคัน 2 แต่งกวามี
00:16:18 → 00:16:21คุณสมบัติของความเย็นดังนั้นเมื่อเกิดผด
00:16:21 → 00:16:25ผืนคันหน้าร้อนก็จะช่วยบรรเทาความร้อนและ
00:16:25 → 00:16:28ความแสบของผื่นคันเหล่านั้นได้โดยฝันแต่ง
00:16:28 → 00:16:32กกวาเป็นแว่นบางๆแล้วนำมาประคบบริเวณที่
00:16:32 → 00:16:36รู้สึกคันและแสบร้อนได้เลยวนหางจระเข้
00:16:36 → 00:16:39ว่านหางจระเข้นะคะเป็นที่ทราบกันดีว่า
00:16:39 → 00:16:42ช่วยลดอาการผดผื่นคันได้แต่อย่างไรก็ตาม
00:16:42 → 00:16:45นะคะการเตรียมว่านหางจระเข้จำเป็นอย่าง
00:16:45 → 00:16:47มากค่ะผู้ที่เตรียมนั้นจะต้องเตรียมเป็น
00:16:47 → 00:16:50ค่ะเพราะว่ายางที่ว่านหางจระเข้ก็จะทำให้
00:16:50 → 00:16:54เกิดพืนระคายเคืองได้ดังนั้นจะต้องแงะเอา
00:16:54 → 00:16:57เปลือกออกรวมถึงล้างยางออกให้หมดให้ได้
00:16:57 → 00:17:01ค่ะ 4 เปลือกกล้วยมีฤทธิ์เย็นสามารถ
00:17:01 → 00:17:04บรรเทาผลดผืนคันและอาการแสบร้อนบริเวณผิว
00:17:04 → 00:17:07หนังได้โดยใช้ด้านในของเปลือกกล้วยมา
00:17:07 → 00:17:11ประคบผดผื่นร้อนถูเบาๆและวางทิ้งไว้สัก
00:17:11 → 00:17:15พักจนอาการทุเลาลง 5 เปลือกแตงโมนอกจากจะ
00:17:15 → 00:17:18เป็นผลไม้คลายร้อนแล้วเปลือกของแตงโมยัง
00:17:18 → 00:17:22มีฤทธิ์เย็นไม่ต่างจากแตงกวาสักเท่าไหร่
00:17:22 → 00:17:24ฉะนั้นหากกินเนื้อแตงโมหมดแล้วก็อย่า
00:17:24 → 00:17:27เพิ่งทิ้งเปลือกเพราะเมื่อเกิดผดร้อนและ
00:17:27 → 00:17:31ผื่นคันเราสามารถนำเปลือกด้านในของแตงโม
00:17:31 → 00:17:35มาประคบผิวหนังได้อีกต่อ 6 มะระมีสรรพคุณ
00:17:35 → 00:17:39แก้ผืนรภได้เป็นอย่างดีเพียงแค่นำใบมะระ
00:17:39 → 00:17:43สดมาต้มจากนั้นคั้นเอาน้ำมาทาแก้ผดผื่น
00:17:43 → 00:17:47คันและผดร้อนตามผิวหนังได้เลยหรือจะใช้ผล
00:17:47 → 00:17:51ตากแห้งมาบดจนเป็นผงแล้วโรยบริเวณผิวหนัง
00:17:51 → 00:17:55ที่เป็นผดร้อนก็ได้เช่นกัน 7 มะยมรากตัว
00:17:55 → 00:17:58ผู้ของมะยมมีสรรพคุณรักษาโรคผิวหนังแก้ผด
00:17:58 → 00:18:01ผืนคันได้ชะงัดอีกทั้งยังช่วยขับน้ำ
00:18:01 → 00:18:04เหลืองให้แห้งเร็วขึ้นด้วยโดยใช้รากมะยม
00:18:04 → 00:18:08ล้างสะอาดมาต้มดื่มเป็นประจำหรือจะนำมาทา
00:18:08 → 00:18:12ถูบริเวณที่เกิดผดร้อนด้วยก็ได้มะนาวค่ะ
00:18:12 → 00:18:16มะนาวหลายคนนะคะคงแปลกใจว่ามะนาวเนี่ย
00:18:16 → 00:18:19สามารถช่วยลดผดผื่นคันได้วิธีการนะคะก็
00:18:19 → 00:18:23คือนำมะนาวน้ำมะนาวค่ะมาผสมกับน้ำเปล่า
00:18:23 → 00:18:26แล้วก็เอาผ้าค่ะชุบน้ำที่ผสมกันตรงนี้นะ
00:18:26 → 00:18:29คะทาเบาๆบริเวณที่เป็นผดผืนคันอย่างไรก็
00:18:29 → 00:18:31ตามนะคะการเตรียมเนี่ยมีความสำคัญอย่าง
00:18:31 → 00:18:34มากเพราะบางครั้งถ้าใช้น้ำมะนาวที่เข้ม
00:18:34 → 00:18:36ข้นเกินไปก็อาจจะทำให้เกิดพืนผลดพัน์
00:18:37 → 00:18:40ระคายเคืองได้เช่นเดียวกันค่ะ 9 สะเดามี
00:18:40 → 00:18:43สรรพคุณต้านเชื้อแบคทีเรียเชื้อราและ
00:18:44 → 00:18:47เชื้อไวรัสดังนั้นหากมีอาการคันบริเวณผิว
00:18:47 → 00:18:50หนังไม่ว่าจะเป็นผดร้อนผื่นคันจากอาการ
00:18:50 → 00:18:54แพ้หรือผื่นคันทั่วไปก็สามารถนำน้ำต้ม
00:18:54 → 00:19:00สะเดามาทาถูบริเวณที่คันได้เช่นกัน 10 ไล
00:19:00 → 00:19:03น้ำมันหอมระเหยจากไลจะช่วยทำให้ผิวหนัง
00:19:03 → 00:19:07ชุ่มชื้นลดอาการคันผดร้อนและผดผื่นจากการ
00:19:07 → 00:19:12แพ้ได้โดยนำเหง้าสดของไลมาฝาบางๆและนำไป
00:19:12 → 00:19:17ต้มจนได้น้ำมันมาใช้แก้คันต่อไป 11 ใบพลู
00:19:17 → 00:19:20สารสำคัญในใบพลูมีหลายชนิดซึ่งมีฤทธิ์
00:19:20 → 00:19:23เป็นยาชาและช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของ
00:19:23 → 00:19:26โลหิตยับแย้งการเติบโตและฆ่าเชื้อ
00:19:26 → 00:19:30แบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของวัณโรคและเชื้อ
00:19:30 → 00:19:33หนอต้านเชื้อราของโรคผิวหนังและกักเลื่อน
00:19:33 → 00:19:36ฮ่องกงฟู้ดดังนั้นเมื่อเกิดผดร้อนหรือผืน
00:19:36 → 00:19:40คันให้นำใบพลูสดโขลกให้ละเอียดผสมเหล้า
00:19:41 → 00:19:45ขาวเล็กน้อยใช้ทาจนหาย 12 ขมิ้นชันนำ
00:19:45 → 00:19:49เหง้าขมิ้นยาวประมาณ 2 นิ้วมาฝนใส่ในน้ำ
00:19:49 → 00:19:53ต้มสุกแล้วใช้ทาบริเวณผดร้อนและผื่นคัน
00:19:53 → 00:19:56หรือจะใช้ผงขมิ้นโรยบริเวณที่มีอาการคัน
00:19:56 → 00:19:59และแสบร้อนก็ได้ค่ะขมิ้นมีคุณสมบัติในการ
00:19:59 → 00:20:02ฆ่าเชื้อแบคทีเรียเชื้อราลดการอักเสบและ
00:20:02 → 00:20:06ช่วยขับน้ำได้ดี 13 ค่ะนอกจากกลิ่นหอมๆ
00:20:06 → 00:20:10แล้วขายังมีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียและ
00:20:10 → 00:20:13เชื้อราโดยในการแก้ผดร้อนและผืนครรภ์ที่
00:20:13 → 00:20:17มากับหน้าร้อนให้ใช้เหง้าขาแก่ๆ 1 แงงตำ
00:20:17 → 00:20:21ให้ละเอียดแล้วผสมกับเหล้าขาวให้พอขลุก
00:20:21 → 00:20:24ขลิกจากนั้นใช้ทั้งน้ำและเนื้อข่ามาทา
00:20:24 → 00:20:29บริเวณที่เกิดผดร้อนจนกว่าอาการจะทุเลา 14
00:20:29 → 00:20:32ฟ้าทลายโจรมีสรรพคุณเกือบเทียบเท่ายา
00:20:32 → 00:20:36ปฏิชีวนะที่ใช้รักษาโรคหวัดทั่วไปอีกทั้ง
00:20:36 → 00:20:40ยังสามารถรักษาฝีและแผลอักเสบได้ด้วยแต่
00:20:40 → 00:20:43สำหรับอาการผดร้อนและผื่นคันจากอากาศร้อน
00:20:43 → 00:20:48จัดให้นำใบสดของฟ้าทลายโจรมาคั้นจากนั้น
00:20:48 → 00:20:52นำน้ำมาทาบริเวณที่เกิดอาการได้เลยเป็น
00:20:52 → 00:20:55อย่างไรกันบ้างคะกับสาระสุขภาพดีๆที่ TNN
00:20:55 → 00:20:58นำมาฝากคุณผู้ชมในวันนี้หวังเป็นอย่าง
00:20:58 → 00:21:00ยิ่งว่าว่าคุณผู้ชมจะสามารถนำสาระสุขภาพ
00:21:00 → 00:21:04ดีๆที่ได้นะคะไปดูแลตัวเองและครอบครัวให้
00:21:04 → 00:21:07มีความสุขสุขภาพแข็งแรงกันค่ะและขอบคุณ
00:21:07 → 00:21:10คุณผู้ชมนะคะที่ติดตามรับชมรายการ TNN
00:21:10 → 00:21:12Health มาตลอดทั้งรายการคุณผู้ชมสามารถ
00:21:12 → 00:21:15ติดตามรับชมรายการ TNN H ได้เป็นประจำ
00:21:15 → 00:21:19ค่ะเวลาดีทุกวันเสาร์ 15:00 น-
00:21:19 → 00:21:2315:30 นที่นี่ TNN ช่อง 16 และต้องไม่
00:21:23 → 00:21:26ลืมนะคะกดไลค์กดแชร์กด Subscribe กด
00:21:26 → 00:21:29กระดิ่งติดตามเพื่อเป็นกำลังใจให้มอดาและ
00:21:29 → 00:21:31ทีมงาน TNN He ในทุกช่องทางโซเชียล
00:21:31 → 00:21:34Network ไม่ว่าจะเป็น YouTube tiktok
00:21:34 → 00:21:37Facebook Instagram และ LINE official
00:21:37 → 00:21:40เพื่อที่จะเข้าถึงทุการะสุขภาพเสริมภูมิ
00:21:40 → 00:21:42คุ้มกันรู้ทันโรคไปด้วยกันค่ะและสำหรับ
00:21:42 → 00:21:45วันนี้นะคะหมอดาวและทีมงาน TNN Health
00:21:45 → 00:21:48ต้องขอตัวลาคุณผู้ชมไปก่อนสำหรับวันนี้
00:21:48 → 00:21:55สวัสดีค่ะ
00:21:55 → 00:22:09[เพลง]
00:22:09 → 00:22:11ส
00:22:11 → 00:22:19[เพลง]