00:00:07 → 00:00:13ชาร์ลี ออสบอน เริ่มสะอึกในปี ค.ศ. 1922 หลังจากที่หมูตอนตกใส่เขา
00:00:13 → 00:00:16เขาไม่ได้รับการรักษาจนหาย จนกระทั่งอีก 68 ปีต่อมา
00:00:16 → 00:00:20และตอนนี้ถูกบันทึกโดยกินเนสว่าเป็นผู้ครองสถิติโลก
00:00:20 → 00:00:23ของการสะอึกที่ยาวนานที่สุด
00:00:23 → 00:00:25ในขณะเดียวกัน เจนิเฟอร์ มีร์ วัยรุ่นชาวฟลอริดา
00:00:25 → 00:00:28อาจครองสถิติการสะอึกที่ถี่ที่สุด
00:00:28 → 00:00:34คือ 50 ครั้งต่อนาที เป็นเวลาสี่สัปดาห์ในปี ค.ศ. 2007
00:00:34 → 00:00:37แล้วอะไรกันที่ทำให้เกิดการสะอึก
00:00:37 → 00:00:41แพทย์บอกว่ารอบของการสะอึก มักเกิดขึ้นตามมาจากการกระตุ้น
00:00:41 → 00:00:43ที่ยืดกระเพาะอาหาร
00:00:43 → 00:00:45เช่นการกลืนอากาศลงไป
00:00:45 → 00:00:48หรือการกินหรือดืมน้ำเร็วเกินไป
00:00:48 → 00:00:51บ้างก็ว่าการสะอึกเกี่ยวข้องกับอารมณ์ที่รุนแรง
00:00:51 → 00:00:53หรือการตอบสนองต่อพวกมัน
00:00:53 → 00:00:54เช่น การหัวเราะ
00:00:54 → 00:00:54สะอื้น
00:00:54 → 00:00:55ประหม่า
00:00:55 → 00:00:57และตื่นเต้น
00:00:57 → 00:01:00ลองมาดูกันว่า เกิดอะไรเขึ้นเมื่อเราสะอึก
00:01:00 → 00:01:05มันเริ่มด้วยการกระตุกเกร็ง หรือการบีบตัวของกระบังลม
00:01:05 → 00:01:08กล้ามเนื้อทรงโดมขนาดใหญ่ที่อยู่ใต้ปอด
00:01:08 → 00:01:10ที่เราใช้ในการหายใจเข้า
00:01:10 → 00:01:15นั่นตามมาติด ๆ ด้วยการปิดของเส้นเสียงในทันที
00:01:15 → 00:01:17และการเปิดระหว่างเส้นเสียง
00:01:17 → 00:01:19ที่เรียกว่ากล่องเสียง
00:01:19 → 00:01:23การเคลื่อนของกระบังลม ทำให้เกิดการดึงอากาศเข้าในทันที
00:01:23 → 00:01:27แต่การปิดของเส้นเสียง หยุดมันไม่ให้เข้าไปในหลอดลม
00:01:27 → 00:01:28และไปถึงปอด
00:01:28 → 00:01:32มันยังทำให้เกิดเสียงที่เป็นลักษณะเฉพาะ ที่ดัง "ฮิก"
00:01:32 → 00:01:36ถึงตอนนี้ เราไม่รู้ว่าหน้าที่ของการสะอึกคืออะไร
00:01:36 → 00:01:40มันไม่น่าจะมีผลดีทางการรักษา หรือทางกายภาพใด ๆ
00:01:40 → 00:01:46ทำไมอากาศจากการหายใจเข้าเร็วเกินไป ถึงถูกหยุดยั้งไม่ให้ไปถึงปอด
00:01:46 → 00:01:48โครงสร้างทางกายวิภาคศาสตร์
00:01:48 → 00:01:51หรือกลไกทางสรีระวิทยา ที่ไม่มีประโยชน์ชัดเจน
00:01:51 → 00:01:54เป็นความท้าทายต่อนักชีววิทยาวิวัฒนาการ
00:01:54 → 00:01:59โครงสร้างดังกล่าวทำหน้าทีบางอย่าง ที่เรายังไม่รู้หรือเปล่า
00:01:59 → 00:02:02หรือพวกมันเป็นร่องรอยของวิวัฒนาการในอดีต
00:02:02 → 00:02:04ที่ครั้งหนึ่งเคยทำหน้าที่สำคัญบางอยาง
00:02:04 → 00:02:09แต่ตอนนี้เป็นเพียงร่องรอยส่วนที่เหลืออยู่
00:02:09 → 00:02:11แนวคิดหนึ่งกล่าวว่า การสะอึกเริ่มขึ้น
00:02:11 → 00:02:14หลายล้านปีก่อน ก่อนที่จะมีมนุษย์เสียอีก
00:02:14 → 00:02:19คาดว่าปอดมีวิวัฒนาการโครงสร้างมา
00:02:19 → 00:02:23เพื่อให้ปลาในยุคแรก ๆ ซึ่งส่วนใหญ่อาศัยอยู่ ในน้ำที่อุ่น นิ่ง และมีออกซิเจนน้อย
00:02:23 → 00:02:28ได้ประโยชน์จากออกซิเจนที่มีอยู่มากมาย ในอากาศ
00:02:28 → 00:02:31เมื่อสัตว์ที่เป็นลูกหลานของสัตว์เหล่านี้ ย้ายมาอยู่บนบกในที่สุด
00:02:31 → 00:02:36พวกมันเลิกใช้ช่องเหงือกมาเป็นการหายใจด้วยปอด
00:02:36 → 00:02:41มันคล้ายคลึงกับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ที่กบในปัจจุบันประสบพบเจอ
00:02:41 → 00:02:44เมื่อพวกมันเปลี่ยนจากลูกอ๊อดที่มีเหงือก
00:02:44 → 00:02:46เป็นกบตัวเต็มวัยที่มีปอด
00:02:46 → 00:02:51สมมติฐานนี้แนะว่าการสะอึก เป็นร่องรอยของการเปลี่ยนแปลงโบราณ
00:02:51 → 00:02:53จากน้ำสู่บก
00:02:53 → 00:02:56การหายใจเข้าที่อาจเคลื่อนน้ำให้ผ่านเหงือก
00:02:56 → 00:03:02ตามมาด้วยการปิดอย่างรวดเร็วของกล่องเสียง เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำเข้าไปในปอด
00:03:02 → 00:03:03นั้นได้รับการสนับสนุนโดยหลักฐาน
00:03:03 → 00:03:08ซึ่งบ่งบอกว่าการออกแบบโดยธรรมชาติ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเกิดการสะอึกนั้น
00:03:08 → 00:03:13แทบจะเหมือนกันกับสิ่งที่ทำหน้าที่ ในการหายใจของสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ
00:03:13 → 00:03:18นักวิทยาศาสตร์อีกกลุ่มเชื่อว่า รีเฟล็กซ์นั้นยังคงอยู่ในพวกเราในปัจจุบัน
00:03:18 → 00:03:21เพราะว่าอันที่จริงมันให้ผลดีที่มีความสำคัญ
00:03:21 → 00:03:25พวกเขาแนะว่าการสะอึกจริง ๆ ถูกพบในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมเท่านั้น
00:03:25 → 00:03:28และมันไม่ถูกคงรักษาเอาไว้ ในนก สัตว์เลื้อยคลาน เต่า
00:03:28 → 00:03:32หรือในสัตว์อื่น ๆ ที่หายใจโดยใช้ปอด
00:03:32 → 00:03:38นอกจากนี้ การสะอึกเกิดขึ้นในเด็กทารก นานก่อนที่จะเกิด
00:03:38 → 00:03:41และยังพบได้บ่อยกว่าในทารกเมื่อเทียบกับในผู้ใหญ่
00:03:41 → 00:03:43คำอธิบายก็คือ
00:03:43 → 00:03:47มันเกี่ยวข้องกับกิจกรรมการเลี้ยงดู ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม
00:03:47 → 00:03:50รีเฟล็กซ์การสะอึกโบราณ อาจถูกปรับเปลี่ยนโดยสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม
00:03:50 → 00:03:55เพื่อช่วยกำจัดอากาศจากกระเพาะอาหาร เหมือนกับการเรออะไรอย่างนั้น
00:03:55 → 00:03:59การขยายตัวในทันทีของกระบังลม ทำให้อากาศถูกดันตัวสูงขึ้นจากกระเพาะอาหาร
00:03:59 → 00:04:04ในขณะที่การปิดของกล่องเสียง จะป้องกันนมไม่ให้เข้าไปในปอด
00:04:04 → 00:04:08บางครั้ง เราจะสะอึกไปเรื่อย ๆ ไม่ยอมหยุด
00:04:08 → 00:04:10และเราก็พยายามหาทางรักษาแบบบ้าน ๆ
00:04:10 → 00:04:13เช่น การดื่มน้ำเย็นจากแก้วอย่างต่อเนื่อง
00:04:13 → 00:04:15กลั้นหายใจ
00:04:15 → 00:04:17กินน้ำผึ้งหรือเนยถั่วคำโต ๆ
00:04:17 → 00:04:19หายใจในถุงกระดาษ
00:04:19 → 00:04:21หรือทำให้ตกใจในทันที
00:04:21 → 00:04:26โชคไม่ดีที่นักวิทยาศาสตร์ยังไม่พบว่า
00:04:26 → 00:04:29มีการรักษาใดที่ได้ผลดีและสม่ำเสมอ กว่าการรักษาอื่น ๆ
00:04:29 → 00:04:33อย่างไรก็ดี เรารู้ว่าอะไรที่ไม่ได้ผลแน่ ๆ