00:00:01 → 00:00:04โรคเลือกกินอาหารความผิดปกติของการกินส่ง
00:00:04 → 00:00:07ผลร่างกายขาดสาร
00:00:07 → 00:00:10อาหารโรคเลือกกินอาหารกับไม่ชอบกินอาหาร
00:00:10 → 00:00:13ชนิดนี้ต่างกันอย่าง
00:00:13 → 00:00:18ไรกินอาหารครบ 3 มื้อดีต่อสุขภาพที่สุด
00:00:18 → 00:00:21ติดตามเรื่องราวทั้งหมดได้ในรายการ TNN
00:00:21 → 00:00:22Health วัน
00:00:22 → 00:00:27[เพลง]
00:00:27 → 00:00:31นี้สวัสดีค่ะขอต้อนรับเข้าสู่รายการ TNN
00:00:31 → 00:00:34He เข้าถึงทุกสาระสุขภาพเสริมภูมิคุ้ม
00:00:34 → 00:00:38กันรู้ทันโรคไปกับ TNN ค่ะและดิฉันหมอดาว
00:00:38 → 00:00:41แพทย์หญิงสัตว์ดาวจังวังกรแพทย์เฉพาะทาง
00:00:41 → 00:00:44สาขาเวชศาสตร์ครอบครัวพร้อมที่จะรับหน้า
00:00:44 → 00:00:47ที่เป็นผู้ดำเนินรายการพาคุณผู้ชมมาเข้า
00:00:47 → 00:00:52ถึงสาระสุขภาพดีๆกัน
00:00:52 → 00:00:57[เพลง]
00:00:57 → 00:01:01ค่ะและสัปดาห์นี้ค่ะเราจะมาพูดกันถึงโรค
00:01:01 → 00:01:04เลือกกินอาหารค่ะโรคเลือกกินอาหารนั้น
00:01:04 → 00:01:07เป็นความผิดปกติอย่างหนึ่งของการกินอาหาร
00:01:07 → 00:01:11ซึ่งในกลุ่มใหญ่นั้นเราจะเรียกว่า eating
00:01:11 → 00:01:13disorder ค่ะภาวะนี้เป็นอย่างไรไปดูกัน
00:01:13 → 00:01:17ค่ะกลุ่มโรคพฤติกรรมการกินผิดปกติหรือ
00:01:17 → 00:01:21eating disorders ที่พบได้บ่อยประกอบไป
00:01:21 → 00:01:25ด้วยโรคคลั่งผอมหรือ anorexia nva คือ
00:01:26 → 00:01:29ปัญหาทางจิตรูปแบบหนึ่งมักเกิดในเพศหญิง
00:01:29 → 00:01:32เกือบทั้งหมดมาจากกรพันธ์ซึ่งแก้ไขได้ยาก
00:01:32 → 00:01:35เพราะผู้ป่วยส่วนใหญ่ไม่คิดว่าตัวเองป่วย
00:01:35 → 00:01:38จึงไม่อยากรักษาโดยผู้ป่วยโรคนี้จะคิดว่า
00:01:38 → 00:01:42ตัวเองอ้วนทำทุกอย่างเพื่อให้ผอมและมีน้ำ
00:01:42 → 00:01:45หนักตัวที่ต่ำกว่าเกณฑ์มากกลัวน้ำหนัก
00:01:45 → 00:01:48ขึ้นมากและพูดถึงตลอดเวลารวมทั้งมีความ
00:01:48 → 00:01:51คิดในสมองเกี่ยวกับน้ำหนักตัวและรูปร่าง
00:01:51 → 00:01:54ที่ผิดไปจากความเป็นจริงเนื่องจากต้องการ
00:01:54 → 00:01:58ควบคุมน้ำหนักที่คิดเอาเองว่าเกินผู้ที่
00:01:58 → 00:02:01เป็นโรคนี้ให้คุณค่ากับการควบคุมน้ำหนัก
00:02:01 → 00:02:04และรูปร่างมากเกินจริงและหาวิธีควบคุมน้ำ
00:02:04 → 00:02:07หนักและรักษารูปร่างที่เสี่ยงต่อสุขภาพ
00:02:07 → 00:02:11เช่นการจำกัดปริมาณอาหารที่รับประทานล้วง
00:02:11 → 00:02:14คออาเจียนหลังรับประทานอาหารทานคำน้อยๆ
00:02:14 → 00:02:18สั่งอาหารและเขี่ยออกใช้ยาระบายยาลดความ
00:02:18 → 00:02:22อ้วนหรือยาขับปัสสาวะรวมทั้งหักมออกกำลัง
00:02:22 → 00:02:25กายตลอดเวลาหรือเข้ามาปรึกษาดูดไขมันแบบ
00:02:25 → 00:02:28ทำแล้วทำอีกเพื่อป้องกันไม่ให้น้ำหนักตัว
00:02:28 → 00:02:31เพิ่มขึ้นและลดน้ำหนักต่อไปเรื่อยๆเพราะ
00:02:31 → 00:02:34มองกสกทุกครั้งก็มองเห็นไขมันส่วนเกินทุก
00:02:34 → 00:02:38วันนอกจากนี้นะคะยังมีโรคบูลิเมียหรือว่า
00:02:38 → 00:02:42บูย nva ค่ะเป็นโรคล้วงคอเพื่อให้ตัวเอง
00:02:42 → 00:02:45อัดเจียนออกมาก็นับว่าเป็นความผิดปกติ
00:02:45 → 00:02:47อย่างหนึ่งของการกินอาหารเช่นเดียวกันค่ะ
00:02:47 → 00:02:51บูลิเมียคือหนึ่งในอาการทางจิตเวทที่เป็น
00:02:51 → 00:02:54อันตรายต่อชีวิตได้อาการของผู้ที่เป็นโรค
00:02:54 → 00:02:57บูลิเมียได้แก่มีการรับประทานอาหารปริมาณ
00:02:57 → 00:03:01มากในช่วงระยะเวลาสั้นๆแล้วตามด้วยการทำ
00:03:01 → 00:03:04ให้ตัวเองอาเจียนหรือใช้ยาระบายเนื่องจาก
00:03:04 → 00:03:07กลัวน้ำหนักขึ้นผู้ที่เป็นบูลิเมียบางราย
00:03:07 → 00:03:11มีการออกกำลังกายอย่างหักโหมอดอาหารหรือ
00:03:11 → 00:03:14ใช้ยาลดความอ้วนหรือสารเสพติดเพื่อลดน้ำ
00:03:14 → 00:03:17หนักอีกด้วยมักพบในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย
00:03:17 → 00:03:20โดยอาการของโรคมักจะเริ่มเกิดตั้งแต่ช่วง
00:03:20 → 00:03:24วัยรุ่นทั้งนี้เกิดได้ในทุกช่วงวัยไม่ว่า
00:03:24 → 00:03:28จะมีเพศอายุเชื้อชาติหรือลักษณะรูปร่างใด
00:03:28 → 00:03:31ก็เป็นได้นอกจากนี้ผู้ที่เป็นโรคนี้จะมี
00:03:31 → 00:03:34น้ำหนักตัวอยู่ในเกณฑ์ปกติต่างจากผู้ที่
00:03:34 → 00:03:37เป็นโรคคลั่งผอมที่จะมีน้ำหนักตัวน้อย
00:03:37 → 00:03:40กว่าเกณฑ์ปกตินอกจากนี้ผู้ที่เป็น
00:03:40 → 00:03:44บูลิเมียจะพยายามกำจัดอาหารออกหลังรับ
00:03:44 → 00:03:47ประทานเข้าไปต่างจากผู้เป็นโรคกินไม่หยุด
00:03:47 → 00:03:51ที่จะไม่มีอาการล้วงคอโรคกินไม่หยุดหรือ
00:03:51 → 00:03:54bch eating disorder เป็นกลุ่มที่ควบ
00:03:54 → 00:03:57คุมพฤติกรรมการกินของตนเองไม่ได้จึงมี
00:03:58 → 00:04:00ช่วงเวลาที่กินอาหารปริมาณมากอย่างรวด
00:04:00 → 00:04:04เร็วและรู้สึกไม่สามารถควบคุมตัวเองได้
00:04:04 → 00:04:07ถึงแม้ว่าจะอิ่มแล้วก็ตามเป็นโรคที่เกิด
00:04:07 → 00:04:10จากการรับประทานอาหารในปริมาณที่มากผิด
00:04:10 → 00:04:13ปกติไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ไม่หิวก็ยัง
00:04:14 → 00:04:17รับประทานที่สำคัญจะรับประทานจนอิ่มแบบ
00:04:17 → 00:04:21ที่ไม่สามารถรับประทานอาหารอื่นๆต่อได้
00:04:21 → 00:04:24หลังจากนั้นจะรู้สึกโกรธตัวเองที่ทำ
00:04:24 → 00:04:28พฤติกรรมแบบนี้ลงไปที่น่าสนใจคือโรคนี้
00:04:28 → 00:04:32ไม่มีสาหที่แน่ชัดเกิดขึ้นได้กับทุกคนทุก
00:04:32 → 00:04:35ช่วงวัยซึ่งพฤติกรรมการกินแบบนี้สามารถนำ
00:04:35 → 00:04:39มาซึ่งโคเลสเตอรอลสูงความดันโลหิตสูงและ
00:04:39 → 00:04:42ก่อให้เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจและสมองตามมา
00:04:42 → 00:04:45ได้โรคความผิดปกติทางการกินอื่นๆซึ่งอยู่
00:04:45 → 00:04:48นอกเหนือโรคที่พบบ่อยข้างต้นเช่นการกิน
00:04:48 → 00:04:51อาหารได้อย่างจำกัดชนิดส่งผลให้ร่างกาย
00:04:51 → 00:04:54ขาดสารอาหารบางกลุ่มหรือการมีพฤติกรรมกิน
00:04:54 → 00:04:58วัตถุที่ไม่ใช่อาหารเช่นกินดินกินกระดาษ
00:04:58 → 00:05:02กินไส้ลวดเย็บกระดาษเป็นต้นนอกจากนี้นะคะ
00:05:02 → 00:05:04เรายังมีโรคเลือกกินอาหารค่ะซึ่งโรคเลือก
00:05:04 → 00:05:07กินอาหารนั้นเป็นโรคที่อยู่ในกลุ่มของ
00:05:07 → 00:05:10eing disorder หรือความผิดปกติของการ
00:05:10 → 00:05:12กินนั่นเองไปดูกันว่าเป็นอย่างไรกันบ้าง
00:05:12 → 00:05:15ค่ะโรคเลือกกินอาหารหรือ outfit
00:05:15 → 00:05:18avoidance restrictive Food intake
00:05:18 → 00:05:21disorder หรือโรคเลือกกินอาหารคือความ
00:05:21 → 00:05:24ผิดปกติทางการกินอย่างหนึ่งที่ทำให้ผู้
00:05:24 → 00:05:27ป่วยเลือกกินอาหารเฉพาะบางชนิดและกินได้
00:05:27 → 00:05:31น้อยกว่าคนทั่วไปโดยการเลือกกินไม่ได้
00:05:31 → 00:05:33เกิดจากการกังวลเรื่องรูปร่างและน้ำหนัก
00:05:33 → 00:05:36ตัวแต่อาจเกิดจากโรคประจำตัวประสบการณ์
00:05:36 → 00:05:40ฝังใจเกี่ยวกับการกินและสาเหตุอื่นๆอาการ
00:05:40 → 00:05:43ของโรคเลือกกินอาหารมักเกิดขึ้นตั้งแต่
00:05:43 → 00:05:45ยังเด็กซึ่งอาจส่งผลให้เด็กมีน้ำหนักตัว
00:05:45 → 00:05:48และความสูงต่ำกว่าเกณฑ์และเจ็บป่วยได้
00:05:48 → 00:05:51ง่ายเนื่องจากได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ
00:05:51 → 00:05:53ส่วนผู้ป่วยโรคเลือกกินอาหารที่เป็นผู้
00:05:53 → 00:05:58ใหญ่อาจส่งผลให้น้ำหนักตัวน้อยผิดปกติและ
00:05:58 → 00:06:02ทำให้ระบบต่างๆของร่างกายทำงานแย่ลงซึ่ง
00:06:02 → 00:06:05อาจทำให้เกิดปัญหาสุขภาพตามมาสำหรับ
00:06:05 → 00:06:09ปัจจัยนะคะที่เป็นเหตุว่าทำไมถึงเกิดโรค
00:06:09 → 00:06:12เลือกกินอาหารนั้นก็เป็นที่น่าสงสัยค่ะ
00:06:12 → 00:06:14เพราะว่าปัจจุบันยังไม่ทราบว่ามาจาก
00:06:14 → 00:06:17สาเหตุใดโดยผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าอาจเป็น
00:06:18 → 00:06:21ผลจากกรพันธ์นิสัยส่วนตัวของผู้ป่วยการทำ
00:06:21 → 00:06:25งานของสมองเปลี่ยนแปลงไปและปัจจัยอื่นๆ
00:06:25 → 00:06:28เช่นประสบการณ์เลวร้ายเกี่ยวกับการกิน
00:06:28 → 00:06:30เช่นการสำลักอาหาร
00:06:30 → 00:06:33และการถูกบังคับให้กินอาหารในวัยเด็กโรค
00:06:33 → 00:06:36ที่ส่งผลต่อการทำงานของระบบประสาทและ
00:06:36 → 00:06:40พัฒนาการเช่นโรควิตกกังวลโรคซึมเศร้าโรค
00:06:40 → 00:06:44ออทิสติกและโรคสมาธิสั้นมีประวัติของโรค
00:06:44 → 00:06:47ที่เกี่ยวข้องกับการกินเช่นโรคระบบทาง
00:06:47 → 00:06:51เดินอาหารรธไหลย้อนและอาเจียนมีโรคกลัว
00:06:51 → 00:06:54และวิตกกังวลเช่นเกลียดผิวสัมผัสของอาหาร
00:06:54 → 00:06:58บางอย่างและกลัวว่าการกินอาหารบางชนิดจะ
00:06:58 → 00:07:01เป็นอันตรายต่อร่างกายครอบครัวมีประวัติ
00:07:01 → 00:07:05ของความผิดปกติทางการกินสำหรับโรคเลือก
00:07:05 → 00:07:07กินอาหารนะคะความน่ากลัวคือหลายคนยังไม่
00:07:07 → 00:07:10รู้ค่ะว่าตัวเองเป็นโรคนี้หรือเปล่าใน
00:07:10 → 00:07:14ช่วงนี้นะคะเราจะไปดูกันว่าระหว่างโรค
00:07:14 → 00:07:17เลือกกินอาหารกับคนที่ชอบเลือกกินอาหาร
00:07:17 → 00:07:20เนี่ยมีความแตกต่างกันอย่างไรไปพูดคุยกับ
00:07:20 → 00:07:23อาจารย์แพทย์ผู้เชี่ยวชาญกันค่ะ
00:07:23 → 00:07:32[เพลง]
00:07:32 → 00:07:35สวัสดีค่ะอาจารย์ขอเริ่มที่คำถามแรกเลยนะ
00:07:35 → 00:07:38คะอาจารย์คะภาวะ eating disorder หรือ
00:07:38 → 00:07:41ว่าความผิดปกติของการกินอาหารคืออะไรแล้ว
00:07:41 → 00:07:45ก็มีอะไรบ้างคะก็คือการที่มีพฤติกรรมการ
00:07:45 → 00:07:48กินที่ผิดปกติโดยที่อาจจะมีที่มาสาเหตุ
00:07:48 → 00:07:52จากจิตใจนะครับอารมณ์ความคิดต่างๆส่งผล
00:07:52 → 00:07:55ให้เกิดพฤติกรรมที่ผิดปกติซึ่งเมื่อมี
00:07:55 → 00:07:58พฤติกรรมการกินที่ผิดปกติไปเนี่ยก็จะก่อ
00:07:58 → 00:08:00ให้เกิดปัญหาทางรร่างกายต่างๆตามมาได้อัน
00:08:00 → 00:08:03ที่อาจจะเคยเห็นกันบ่อยก็อาจจะเป็น anoxia
00:08:03 → 00:08:06จะมีความกังวลเกี่ยวกับน้ำหนักตัวที่ค่อน
00:08:06 → 00:08:09ข้างมากนะครับมากจนผิดปกติทำให้เกิด
00:08:09 → 00:08:12พฤติกรรมอาจจะมีการอดอาหารหรือว่ามีการ
00:08:12 → 00:08:15นับแคลอรี่ไม่กินนะครับหรือว่าออกกำลัง
00:08:15 → 00:08:18กายมากจนผิดปกติทำให้น้ำหนักลดไปเยอะมาก
00:08:18 → 00:08:21ส่งผลให้ร่างกายมีปัญหาตามมาเป็นต้นนะ
00:08:21 → 00:08:24ครับหรือว่าบีเมียนะครับก็อาจจะมีอาการ
00:08:24 → 00:08:28ที่เอิกินโดยที่ควบคุมตัวเองไม่ได้นะครับ
00:08:28 → 00:08:31กินอาหารในมันมากที่ควบคุมตัวเองไม่ได้
00:08:31 → 00:08:33เกิดความรู้สึกผิดขึ้นมาแล้วก็ไปมี
00:08:33 → 00:08:35พฤติกรรมบางอย่างเพื่อชดเชยในสิ่งที่กิน
00:08:35 → 00:08:38เข้าไปอย่างเช่นการทำให้ตัวเองอาเจียนการ
00:08:38 → 00:08:41ใช้ยาระบายนะครับหรือว่าการออกกำลังกาย
00:08:41 → 00:08:44ที่มากจนเกินไปซึ่งทั้งหมดเนี้ยก็ก่อให้
00:08:44 → 00:08:46เกิดปัญหาทางกายตามมาได้อันนี้ก็เป็น 2
00:08:46 → 00:08:48อันที่อาจจะพบเห็นกันได้ที่เป็นอันที่
00:08:48 → 00:08:50สำคัญำคัญของ eating disorders นะครับ
00:08:50 → 00:08:53แต่จริงๆมันก็มีอื่นๆอีกมากมายแล้วโรค
00:08:53 → 00:08:57เลือกกินอาหารคืออะไรคะอาจารย์คือจริงๆ
00:08:57 → 00:08:59ตัวโรคเนี่ยมันก็มีมานานแล้วแต่ว่าเพิ่ง
00:08:59 → 00:09:03ได้รับการมองเห็นได้รับการตระหนักถึงไม่
00:09:03 → 00:09:06นานมานี้นี่เองนะครับโดยที่อาการเนี่ยก็
00:09:06 → 00:09:10จะเป็นการกินอาหารในชนิดเค้าเรียกว่าเป็น
00:09:10 → 00:09:13ชนิดของอาหารที่ค่อนข้างแคบนะครับหรือว่า
00:09:13 → 00:09:16การที่ไม่กินอาหารประเภทใดประเภทหนึ่งจาก
00:09:16 → 00:09:21การที่อาหารนั้นน่ะอาจจะมี Texture ที่
00:09:21 → 00:09:23เขาไม่ชอบอย่างเช่นอาหารบางคนจะไม่กิน
00:09:23 → 00:09:26อาหารแหย่ๆบางคนอาจจะไม่กินอาหารที่กรอบ
00:09:26 → 00:09:28อย่างเงี้ยครับหรือว่าบางคนก็ไม่กินอาหาร
00:09:28 → 00:09:31ที่มีสีแดงไม่กินอาหารที่มีสีเขียวนะครับ
00:09:31 → 00:09:33ก็คือเป็นการเลือกกินโดย Base on
00:09:33 → 00:09:37Texture ของอาหารหรือว่าสีอ่าหน้าตาของ
00:09:38 → 00:09:41อาหารอย่างเงี้ครับซึ่งแบบเนี้ยนะครับการ
00:09:41 → 00:09:43เลือกกินแบบเนี้ยไม่ได้เกี่ยวข้องกับความ
00:09:43 → 00:09:46กังวลน้ำหนักนะครับไม่ได้ไม่ได้มีความ
00:09:46 → 00:09:50กังวลเกี่ยวกับน้ำหนักหรือว่าบางคนเนี่ยเ
00:09:50 → 00:09:54อาจจะไม่กินเพราะว่ากังวลกับเผลที่จะเกิด
00:09:54 → 00:09:57ขึ้นจากการกินอย่างเช่นบางคนเคยไปกินปลา
00:09:57 → 00:10:00แล้วก็มีก้างปลาติดคอนะนะครับจากนั้นมาก็
00:10:00 → 00:10:03ไม่ยอมกินอาหารที่แข็งอีกต่อไปอาหารทุก
00:10:03 → 00:10:05อย่างที่จะเข้าปากได้ต้องผ่านการปั่นเท่า
00:10:05 → 00:10:08นั้นอย่างเงี้ยครับอันเนี้ยมันก็เห็นได้
00:10:08 → 00:10:10ชัดเจนว่ามันเป็นพฤติกรรมการกินซึ่งไม่
00:10:10 → 00:10:14ปกติโรคเลือกกินอาหารมีอุบัติกาอย่างไร
00:10:14 → 00:10:18บ้างคะก็ยังไม่ได้มีตัวเลขอุบัติกาชัดเจน
00:10:18 → 00:10:20แต่ว่าก็มีการประมาณกันว่าน่าจะประมาณ 1%
00:10:20 → 00:10:23หรือน้อยกว่านั้นนะครับในประชากรทั่วไป
00:10:23 → 00:10:26อาจารย์ขาแล้วอะไรคือสาเหตุของโรคเลือก
00:10:26 → 00:10:30กินอาหารคะโรคฟิเนี่ยก็ไม่ได้มีสาเหตุใด
00:10:30 → 00:10:33สาเหตุหนึ่งที่เป็นสาเหตุชัดเจนว่า 1 ทำ
00:10:33 → 00:10:35ให้เกิด 2 นะอย่างเงี้ยอาจจะตอบไม่ได้
00:10:35 → 00:10:38ขนาดนั้นแต่ว่าเอิมก็อาจจะมีปัจจัยทาง
00:10:38 → 00:10:40พันธุกรรมที่เข้ามาเกี่ยวข้องหากคนใน
00:10:40 → 00:10:43ครอบครัวที่มีโรคความผิดปกติทางการกินนะ
00:10:43 → 00:10:45ครับมันก็อาจจะส่งผลให้เพิ่มความเสี่ยง
00:10:45 → 00:10:48ต่อต่อคนอื่นในครอบครัวได้ทำไมโรคเลือก
00:10:48 → 00:10:51กินอาหารถึงถือว่าเป็นอาการทางศิทธิ์คะ
00:10:51 → 00:10:54อาจารย์ก็ดังที่ได้แจ้งไปนะครับว่ามันมี
00:10:54 → 00:10:57สาเหตุมาจากความคิดนะครับหรือว่าอารมณ์
00:10:57 → 00:11:01บางอย่างที่ผิดปกติเกี่ยวกับอาหารนะครับ
00:11:01 → 00:11:03อาจจะเรียกว่าเป็นความสัมพันธ์ระหว่างตัว
00:11:03 → 00:11:06เองกับอาหารที่มันผิดปกติไปทำทำให้ก่อให้
00:11:06 → 00:11:09เกิดพฤติกรรมการกินซึ่งซึ่งผิดปกตินะครับ
00:11:09 → 00:11:12แล้วก็ทำให้ร่างกายผิดปกติตามไปด้วยโรค
00:11:12 → 00:11:16ทางจิตเวทไม่จำเป็นต้องมีสาเหตุนะครับ
00:11:16 → 00:11:18เหมือนก็เหมือนกับคนจะเป็นเบาหวานจะเป็น
00:11:18 → 00:11:20ก็คือต้องเป็นอแล้วก็ไม่ได้เป็นความผิด
00:11:20 → 00:11:23ของเขาไม่ได้เป็นช้อยของเขาเขาไม่ได้อยาก
00:11:23 → 00:11:26เป็นไม่ได้มีใครอยากเป็นโรคทางจิตเวชค่ะ
00:11:26 → 00:11:29อาจารย์ขาแล้วโรคเลือกกินอาหารมีความแตก
00:11:29 → 00:11:33ต่างกับคนที่เลือกกินอาหารอย่างไรคะคนที่
00:11:33 → 00:11:36เลือกกินอาหารปกติสมมุติว่าคนเนี้ยไม่ชอบ
00:11:37 → 00:11:39กินหนังไก่คนเนี้ยไม่ชอบกินสะโพกไก่อัน
00:11:39 → 00:11:41นี้ก็อันนี้ก็คือเป็นการเลือกกินที่เข้า
00:11:41 → 00:11:45ใจได้เป็นปกตินะครับแต่ในขณะที่คนที่มี
00:11:45 → 00:11:48โรคฟิเนี่ยอาจจะมีช้อยส์ของอาหารที่ค่อน
00:11:48 → 00:11:51ข้างแคบมากยึดมั่นถือมั่นในกฎเกณฑ์ของการ
00:11:51 → 00:11:54กินค่อนข้าง strict อย่างเช่นคนเนี้ยถ้า
00:11:54 → 00:11:57ถ้าอาหารไหนมีสีแดงไม่กินเลยอาหารไหนมีสี
00:11:57 → 00:12:00เขียวไม่กินเลยอาหารไหนที่มันเหยะแยะ
00:12:00 → 00:12:03หน่อยไม่กินนะครับซึ่งพอกินอาหารได้แคบ
00:12:03 → 00:12:06แบบเนี้ยก็จะส่งผลให้ขาดสารอาหารได้ถ้า
00:12:06 → 00:12:08เป็นเด็กก็อาจจะไม่โตนะครับถ้าเป็นผู้
00:12:08 → 00:12:11ใหญ่ก็อาจจะทำให้น้ำหนักเนี่ยลงมาจนผิด
00:12:11 → 00:12:15ปกติได้ครับอาจารย์คะแล้วเราจะมีวิธีการ
00:12:15 → 00:12:18อย่างไรในการสังเกตคนใกล้ตัวว่าเขาอาจจะ
00:12:18 → 00:12:21เสี่ยงหรือว่าเป็นโรคที่มีความผิดปกติของ
00:12:21 → 00:12:24การเลือกกินอาหารคะอาจจะงองเทียบกับตัว
00:12:24 → 00:12:27เองก็ได้ถ้าคิดว่าตัวเองปกติอนะครับเอิม
00:12:27 → 00:12:29อาจจะดูว่าช้อยส์ของอาหารที่เค้ากินเนี่ย
00:12:29 → 00:12:33มันแคบจนผิดปกติไหมปริมาณอาหารที่เคกิน
00:12:33 → 00:12:35เนี่ยมันน้อยกว่าคนอื่นๆทั่วไปสมมุติไป
00:12:35 → 00:12:38นั่งกินข้าวเป็นวงกับเพื่อนอย่างเงี้ย 10
00:12:38 → 00:12:40คนกินหมดจานได้แต่คนเนี้ยกินอยู่ 2 คำ
00:12:40 → 00:12:44อันเนี้ยมันก็อาจจะไม่ปกติแล้วนะครับแต่
00:12:44 → 00:12:47การกินน้อยแบบนั้นหรือว่ากินแคบแบบนั้น
00:12:47 → 00:12:49ไม่จำเป็นว่าต้องเป็นโรคทางความผิดปกติ
00:12:49 → 00:12:51ทางการกินนะครับไม่จำเป็นว่าต้องเป็นโรค
00:12:51 → 00:12:53ความผิดปกติทางการกินเพราะว่ามันอาจจะ
00:12:53 → 00:12:56เกิดจากสาเหตุอื่นก็ได้อย่างเช่นบางคนมี
00:12:56 → 00:12:59แผลในปากกินน้อยอย่างเงี้ยก็เป็นได้หรือ
00:12:59 → 00:13:01บางคนซึมเศร้านะครับก็ทำให้เบื่ออาหารไม่
00:13:01 → 00:13:05อยากกินก็เป็นได้ไม่จำคือความผิดปกติทาง
00:13:05 → 00:13:08การกินไม่ได้แปลว่าต้องเป็นโรคความผิด
00:13:08 → 00:13:11ปกติทางการกิน 2 อย่างนี้แยกกันนะครับนอก
00:13:11 → 00:13:14จากเนี้ยในโรคความผิดปกติทางการกินบาง
00:13:14 → 00:13:16อย่างก็อาจจะมีความคิดหมกมุ่นเกี่ยวกับ
00:13:16 → 00:13:19อาหารค่อนข้างมากทำให้วิถีชีวิตทุกอย่าง
00:13:19 → 00:13:22เนี่ยหมุนรอบอาหารเพื่อนชวนไปกินข้าวไม่
00:13:22 → 00:13:26ไปนะครับไม่กล้าไปเรียนเพราะว่ากลัวว่า
00:13:26 → 00:13:28ตอนพักเที่ยงต้องไปกินข้าวกับเพื่อนอย่าง
00:13:28 → 00:13:31เงี้ยนะครับทำให้ชีวิตมันกระทบไปหมดอ่า
00:13:31 → 00:13:34อันเนี้ยก็เป็นตัวบ่งชีว่ามันไม่ปกติแล้ว
00:13:34 → 00:13:37นะครับก็ต้องสังเกตดูแล้วอาการของโรค
00:13:37 → 00:13:40เลือกกินอาหารมีลักษณะเป็นอย่างไรบ้างคะ
00:13:40 → 00:13:43กลุ่มเสียงของฟิเนี่ยนะครับก็มักจะพบได้
00:13:43 → 00:13:47มากในคนที่มีพาว์อิสตินะครับเพราะว่าคน
00:13:47 → 00:13:50ที่มี Power อิติเนี่ยมักจะมีความไวนะ
00:13:50 → 00:13:53ครับมักจะมีความไวต่อลักษณะบังประการของ
00:13:53 → 00:13:56สิ่งต่างๆได้อยู่อาหารก็เป็นหนึ่งในนั้น
00:13:56 → 00:13:58เขาก็อาจจะไวต่อ Texture ของอาหารไวต่อสี
00:13:58 → 00:14:02ของของอาหารนะครับแล้วก็เ้าออทิสติกก็มัก
00:14:02 → 00:14:04จะมีลักษณะในความที่สมมุติว่าเอาข้าวมา
00:14:04 → 00:14:07จานนึงอย่างเงี้นะครับมีอาหารหลายอย่าง
00:14:07 → 00:14:10ใช่มั้ครับคนที่เป็นฟิเนี่ยก็อาจจะเขี่ย
00:14:10 → 00:14:12อาหารทุกอย่างที่มีลักษณะสีแดงออกไปอย่าง
00:14:12 → 00:14:15เงี้ยคือมันจะชัดเจนเลยว่าเออเขาไม่กิน
00:14:15 → 00:14:17เพราะมันเป็นสีิไม่กินเพราะว่า Texture
00:14:17 → 00:14:21เป็นเป็นของกรอบๆอย่างเงี้ยไม่กินเลยนะ
00:14:21 → 00:14:24ครับซึ่งพอกินอาหารได้จำกัดแบบเนี้ย
00:14:24 → 00:14:27สมมุติว่าไปเจาะเลือดออกมาก็อาจจะพบว่ามี
00:14:27 → 00:14:30การขาดวิตามินบางอย่างขาดแร่ธาตุบางอย่าง
00:14:30 → 00:14:32ได้ลักษณะการขาดเนี่ยอาจจะขาดเยอะจนเป็น
00:14:32 → 00:14:34อันตรายต่อชีวิตเลยก็ได้เพราะว่าเขาไม่
00:14:34 → 00:14:38กินอาหารชนิดใดชนิดหนึ่งเแบบไม่กินเลย
00:14:38 → 00:14:41ซึ่งจริงๆคนปกติก็ควรจะกินอาหารที่มีหลาย
00:14:41 → 00:14:43อย่างเพื่อได้เพื่อให้ได้สารอาหารครบถ้วน
00:14:43 → 00:14:47ถูกมครับอาจารย์คะแล้วโรคเลือกกินอาหาร
00:14:47 → 00:14:51สามารถรักษาได้อย่างไรคะก็เอ่อฟินี่ก็
00:14:51 → 00:14:54รักษาได้นะคการรักษาที่สำคัญที่สุดก็คือ
00:14:54 → 00:14:57การทำจิตบำบัดการการทำพฤติกรรมบำบัดนะ
00:14:57 → 00:14:59ครับซึ่งจุดประสงค์เนี่ยก็มักจะเป็นการ
00:14:59 → 00:15:03ฝึกให้เาเมสามารถกินอาหารได้กว้างขึ้นนะ
00:15:04 → 00:15:07ครับได้สามารถอดทนกับอาหารที่แตกต่างออก
00:15:07 → 00:15:11ไปได้มากขึ้นในบางรายที่การทำจิตบำบัดอาจ
00:15:11 → 00:15:14จะยากหรือว่าไม่ได้ผลดีเท่าที่ควรอาจจะมี
00:15:14 → 00:15:17การพิจารณาใช้ยาได้บ้างเหมือนกันครับแต่
00:15:17 → 00:15:19ว่าการรักษาที่สำคัญที่สุดก็คือการทำจิต
00:15:19 → 00:15:23บำบัดการทำพฤติกรรมบำบัดในตัวฟินะครับค่ะ
00:15:23 → 00:15:26อาจารย์ขาแล้วถ้าปล่อยเอาไว้ไม่รักษาจะ
00:15:26 → 00:15:30เป็นอย่างไรคะครับจริงๆถ้าสมมุติว่าเลือก
00:15:30 → 00:15:33กินไม่ได้ไปไม่ได้ไปไม่กินอาหารกลุ่มที่
00:15:34 → 00:15:36มันมีความสำคัญมากๆเนี่ยก็อาจจะไม่ได้มี
00:15:36 → 00:15:39อันตรายถึงแกชีวิตได้แต่ว่าถ้าสมมุติว่า
00:15:39 → 00:15:43ไปจำกัดสมมุติว่าคนเนี้ยไม่กิน
00:15:43 → 00:15:46เอิ่มไม่กินผักไม่กินเนื้อสัตว์เลยสมมุติ
00:15:46 → 00:15:49นะครับก็อาจจะทำให้ขาดสมมติขาดโปรตีนไป
00:15:49 → 00:15:52ได้อย่างเงี้ยเป็นต้นนะครับซึ่งการขาดสัน
00:15:52 → 00:15:55อาหารเนี่ยมันก็ส่งผลกับร่างกายตั้งตั้ง
00:15:55 → 00:15:59แต่หัวจดเท้าอืบางคนอาจจะทำให้ขาดเกลือ
00:15:59 → 00:16:02แร่บางอย่างซึ่งส่งผลต่อหัวใจทำให้หัวใจ
00:16:02 → 00:16:04ทำงานผิดปกติไปซึ่งตรงเสามารถถึงแก่ชีวิต
00:16:04 → 00:16:07ได้เพราะฉะนั้นจริงๆก็อาจจะต้องมาตรวจ
00:16:07 → 00:16:10เพิ่มเติมดูว่ามันมันมันกระทบแค่ไหนนะ
00:16:11 → 00:16:12ครับเพราะมันมีผลกับร่างกายด้วยไม่ได้
00:16:13 → 00:16:15เฉพาะจิตใจไม่ได้เฉพาะพฤติกรรมเท่านั้น
00:16:15 → 00:16:19ความจู้จี้จุกจิกกับการกินเนี่ยไม่ได้
00:16:19 → 00:16:23ต้องเป็นโรคเสมอไปแต่ว่าถ้าจูจีมากใน
00:16:23 → 00:16:26ระดับหนึ่งจนจำกัดมากไปก็อาจจะก่อให้เกิด
00:16:26 → 00:16:29เป็นโรคขึ้นมาได้เพราะฉะนั้นพ่อแม่นะครับ
00:16:29 → 00:16:33ก็อยากจะให้พยายามฝึกเด็กให้สามารถกิน
00:16:33 → 00:16:36อะไรได้หลากหลายนะครับเพื่อที่ว่าเขาจะ
00:16:36 → 00:16:40ได้ไม่มีการจำกัดตามช้อยส์ของอาหารมากจน
00:16:40 → 00:16:43เกินไปจนก่อให้กลายเป็นไม่โตหรือว่าคาสาน
00:16:43 → 00:16:46อาหารได้นะครับไม่งั้นจะมีปัญหาตามมา
00:16:46 → 00:16:48ขอบพระคุณอาจารย์ค่ะที่มาให้ความรู้ความ
00:16:48 → 00:16:51เข้าใจในเรื่องของโรคเลือกกินอาหารในวัน
00:16:51 → 00:16:55นี้เราจะมารู้กันว่า 3 ช่วงเวลาของการกิน
00:16:55 → 00:16:58อาหารเพื่อที่จะได้สารอาหารสูงสุดคือ
00:16:58 → 00:17:01อย่างไรไปชมพร้อมๆกันค่ะก่อนอื่นเราต้อง
00:17:01 → 00:17:04มาทราบกันก่อนนะคะว่าการกินอาหาร 3 มื้อ
00:17:04 → 00:17:07ต่อวันมีที่มาจากไหนและจำเป็นอย่างนั้น
00:17:07 → 00:17:10จริงหรือการกินอาหาร 3 มื้อเริ่มต้นขึ้น
00:17:10 → 00:17:13ในยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมยุคที่มนุษย์ทำงาน
00:17:13 → 00:17:16กันอย่างเป็นระบบเวลามากขึ้นเมื่อเทียบ
00:17:16 → 00:17:19กับยุคเกษตรกรรมเนื่องจากมีการกำหนดเวลา
00:17:19 → 00:17:22การทำงานจึงทำให้เกิดการกำหนดเวลาในการ
00:17:22 → 00:17:25กินอาหารขึ้นมาเป็นมื้อเช้ากลางวันและ
00:17:25 → 00:17:27เย็นเพื่อให้ง่ายต่อการทำงานมากขึ้นนั่น
00:17:28 → 00:17:32เองแล้วจริงๆการกินอาหารกี่มื้อถึงดีต่อ
00:17:32 → 00:17:35สุขภาพของเราซึ่งผลการศึกษาจากหลายแห่งทำ
00:17:35 → 00:17:39ให้สรุปออกมาได้ว่าการกินอาหารวันละ 2-3
00:17:39 → 00:17:42มื้อดีที่สุดโดยแคลอรี่หรือว่าพลังงาน
00:17:42 → 00:17:45ส่วนใหญ่ควรได้มาจากช่วงเช้าของวันเพราะ
00:17:45 → 00:17:48การกินอาหารมื้อดึกอาจส่งผลต่อโรคที่
00:17:48 → 00:17:50เกี่ยวกับการเผาผลาญอย่างโรคเบาหวานและ
00:17:51 → 00:17:54โรคหัวใจแต่ก็ไม่ควรกินอาหารเช้าจนเกินไป
00:17:54 → 00:17:57เพราะอาจทำให้ร่างกายมีเวลาไม่เพียงพอใน
00:17:57 → 00:18:01การอดอาหารรวมไปถึงยังขัดต่อนาฬิการ่าง
00:18:01 → 00:18:04กายของเราซึ่งนักวิจัยระบุว่าร่างกายจะ
00:18:04 → 00:18:07แปรรูปอาหารให้แตกต่างออกไปตลอดทั้งวัน
00:18:07 → 00:18:10ทั้งนี้ร่างกายของเราจะปล่อยฮอร์โมน
00:18:10 → 00:18:13เมลาโทนินในช่วงกลางคืนเพื่อช่วยให้เรา
00:18:13 → 00:18:16นอนหลับแต่เมลาโทนินยังยับยั้งกระบวนการ
00:18:16 → 00:18:19สร้างอินซูลินซึ่งมีเอาไว้เพื่อเก็บ
00:18:19 → 00:18:23กลูโคสไว้ในร่างกายเนื่องจากเมลาโทนินจะ
00:18:23 → 00:18:26หลั่งออกมาในขณะที่นอนหลับร่างกายจึงใช้
00:18:26 → 00:18:29ฮอร์โมนเมลาโทนินเพื่อให้ให้แน่ใจว่าเรา
00:18:30 → 00:18:33ไม่ได้รับน้ำตาลกลูโคสมากเกินไปในขณะนอน
00:18:33 → 00:18:36หลับและไม่ได้กินอาหารแต่ถ้าเรากินอาหาร
00:18:36 → 00:18:39มื้อดึกที่ขัดต่อนาฬิการ่างกายจะทำให้มี
00:18:39 → 00:18:43การหลั่งของฮอร์โมนอินซูลินร่างกายก็จะ
00:18:43 → 00:18:46ไม่สามารถเก็บกลูโคสได้อย่างเหมาะสมทำให้
00:18:46 → 00:18:49ระดับน้ำตาลในร่างกายสูงและอาจเพิ่มความ
00:18:49 → 00:18:53เสี่ยงในการเป็นโรคเบาหวานดังนั้นเราจึง
00:18:53 → 00:18:56ไม่ควรกินอาหารมื้อดึกเกินไปและควรรอ 1-2
00:18:56 → 00:19:00ชมงหลังจากตื่นนอนเพื่อให้ระบบร่างกายทำ
00:19:00 → 00:19:02งานได้อย่างมีประสิทธิภาพเรื่องอาหารการ
00:19:02 → 00:19:06กินถือว่าเป็นสิ่งสำคัญเช่นเดียวกับการ
00:19:06 → 00:19:09กินอาหารให้ถูกมื้อและถูกช่วงเวลาจะช่วย
00:19:09 → 00:19:14ทำให้ร่างกายสามารถนำสารอาหารไปบำรุง
00:19:14 → 00:19:16เลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกายได้อย่างเต็ม
00:19:16 → 00:19:20ที่โดยมื้อเช้าควรรับประทานอาหารในช่วง
00:19:20 → 00:19:247-9 นเพราะเป็นช่วงเวลาที่กระเพาะอาหาร
00:19:24 → 00:19:27ทำงานได้ดีที่สุดหากรับประทานช่วงนี้จะทำ
00:19:27 → 00:19:29ให้กระเพาะอาหารแข็งแรงแรงขับถ่ายเป็น
00:19:29 → 00:19:32ปกติมื้อเช้าเป็นมื้อที่สำคัญที่สุดแต่
00:19:33 → 00:19:36ถูกละเลยมากที่สุดทั้งๆที่อาหารเช้าช่วย
00:19:36 → 00:19:38เพิ่มพลังงานให้ร่างกายได้เตรียมความ
00:19:38 → 00:19:41พร้อมรับสิ่งใหม่อยู่เสมออาหารเช้าที่ดี
00:19:41 → 00:19:44ต้องมีสารอาหารครบถ้วนเช่นเดียวกับอาหาร
00:19:44 → 00:19:47มื้ออื่นๆสารอาหารที่มักจะถูกละเลยคือ
00:19:47 → 00:19:51โปรตีนที่ได้จากเนื้อสัตว์ต่างๆได้แก่ไข่
00:19:51 → 00:19:55เนื้อหมูไก่และปลาเป็นต้นมื้อกลางวันควร
00:19:55 → 00:19:59รับประทานอาหารในช่วงเวลา 12-13 นาฬิกา
00:19:59 → 00:20:02เลือกรับประทานคาร์โบไฮเดรตไม่ขัดสีและ
00:20:02 → 00:20:06ผลไม้เพื่อเพิ่มพลังงานให้กับร่างกายและ
00:20:06 → 00:20:09มื้อกลางวันก็เช่นกันค่ะร่างกายได้เผา
00:20:09 → 00:20:12ผลาญพลังงานและกระเพาะอาหารได้ย่อยอาหาร
00:20:12 → 00:20:14ในมื้อเช้าก็จะนำสันอาหารไปหล่อเลี้ยง
00:20:15 → 00:20:17ส่วนต่างๆของร่างกายดังนั้นเพื่อให้ร่าง
00:20:17 → 00:20:20กายได้รับสารอาหารต่อเนื่องไม่ควรพลาด
00:20:20 → 00:20:23มื้อกลางวันแต่ถ้าจะให้ดีควรเลี่ยงเมนู
00:20:23 → 00:20:27ที่มีไขมันมากและไม่ควรกินอาหารมากเกิน
00:20:27 → 00:20:30ความต้องการของร่างกายเพราะอาจจะทำให้คุณ
00:20:30 → 00:20:34มีภาวะหนังตาหย่อนหรือง่วงได้ในช่วงบ่าย
00:20:34 → 00:20:36สำหรับมื้อเย็นนั้นถ้าจะให้ดีควรรับ
00:20:36 → 00:20:40ประทานอาหารในช่วงเวลาก่อน 18:00 นมื้อ
00:20:40 → 00:20:42เย็นเป็นมื้อที่ใครหลายคนให้ความสำคัญ
00:20:42 → 00:20:45เป็นพิเศษเพราะเป็นช่วงเวลาแห่งการเฉลิม
00:20:45 → 00:20:48ฉลองความจริงแล้วการรับประทานอาหารมื้อ
00:20:48 → 00:20:51เย็นนั้นต้องระวังและหลีกเลี่ยงเมนูไขมัน
00:20:51 → 00:20:54รวมถึงคาร์โบไฮเดรตสูงและไม่ควรรับประทาน
00:20:54 → 00:20:57มากเกินไปให้รับประทานแต่พอดีหลีกเลี่ยง
00:20:57 → 00:21:01อาหารไขมันสูงน้ำอัดลมและเครื่องดื่มที่
00:21:01 → 00:21:05มีคาเฟอีนเช่นชากาแฟโกโก้เครื่องดื่มชู
00:21:05 → 00:21:09กำลังเพราะจะทำให้ระบบประสาทตื่นตัวจนนอน
00:21:09 → 00:21:12ไม่หลับและทำให้ร่างกายทำงานหนักตลอดเวลา
00:21:12 → 00:21:15ที่คุณหลับหากในแต่ละมื้อยังไม่อิ่มท้อง
00:21:15 → 00:21:19สามารถปิดท้ายด้วยผลไม้ 1 ผลหรือประมาณ
00:21:19 → 00:21:22ครึ่งฝ่ามือและดื่มน้ำเปล่าให้ได้วันละ
00:21:22 → 00:21:258-10 แก้วต่อวันเพื่อให้ร่างกายได้รับ
00:21:25 → 00:21:29พลังงานและสารอาหารหลากหลายเพียงพอต่อ
00:21:29 → 00:21:32ความต้องการของร่างกายรวมทั้งออกกำลังกาย
00:21:32 → 00:21:35สม่ำเสมอให้ได้ทุกวันเท่านี้สุขภาพดีจะ
00:21:35 → 00:21:39อยู่กับเราตลอดไปค่ะเป็นอย่างไรกันบ้างคะ
00:21:39 → 00:21:42สำหรับสาระสุขภาพดีๆที่ tn and Health
00:21:42 → 00:21:44นำมาฝากคุณผู้ชมกันในวันนี้หวังเป็นอย่าง
00:21:44 → 00:21:47ยิ่งว่าคุณผู้ชมจะนำสาระสุขภาพดีๆที่ได้
00:21:47 → 00:21:50นะคะไปดูแลร่างกายและครอบครัวของคนที่คุณ
00:21:50 → 00:21:53รักกันค่ะและขอบคุณคุณผู้ชมที่ติดตามรับ
00:21:53 → 00:21:55ชมรายการ TE and Health เป็นประจำนะคะ
00:21:56 → 00:21:59คุณผู้ชมสามารถติดตามรับชมรายการเ help
00:21:59 → 00:22:03เป็นประจำได้เวลาดีค่ะทุกวันเสาร 15 น-
00:22:03 → 00:22:0815:30 นที่นี่ TNN ช่อง 16 และอย่าลืมนะ
00:22:08 → 00:22:12คะติดตามรับชมแล้วอย่าลืมกดไลค์กดแชร์กด
00:22:12 → 00:22:15Subscribe เป็นกำลังใจให้หมอดาวและทีม
00:22:15 → 00:22:18งานด้วยทางช่องทางโซเชียล Network ต่างๆ
00:22:18 → 00:22:20ไม่ว่าจะเป็น YouTube tiktok Facebook
00:22:20 → 00:22:23Instagram และ LINE official เพื่อที่
00:22:23 → 00:22:26จะเข้าถึงทุกสาระสุขภาพเสริมภูมิคุ้มกัน
00:22:26 → 00:22:29รู้ทันโรคไปด้วยกันสำหรับวันนี้นะคะหมอ
00:22:29 → 00:22:32ดาวและทีมงาน t&n ต้องขอตัวลาคุณผู้ชมไป
00:22:32 → 00:22:35ก่อนสำหรับวันนี้สวัสดี
00:22:35 → 00:22:57[เพลง]
00:22:57 → 00:23:00ค่ะ y
00:23:00 → 00:23:03[เพลง]