00:00:05 → 00:00:13โดยหมอผิงแพทย์หญิงธิดาการรุจิพัฒนกุล
00:00:13 → 00:00:14เราจะยังเห็นว่าบางคนเนี่ยเอาความหลาก
00:00:14 → 00:00:18หลายมาเป็นเรื่องตลกเช่นตลกทางกายภาพที่
00:00:18 → 00:00:20คนนั้นเขาจะมีความต่างจากคนอื่นหรือมุก
00:00:20 → 00:00:24ตลกทางเพศสภาพหรือบางคนเองอาจจะแอบคือ
00:00:24 → 00:00:26เล่นมุกเหล่านี้ไปโดยไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ
00:00:26 → 00:00:28อะไรอย่างนี้ค่ะเพราะว่าเราเองเนี่ยจะ
00:00:28 → 00:00:31ระวังยังไงที่จะไม่เกิดการแสดงออกในเชิง
00:00:31 → 00:00:33นี้ค่ะก่อนอื่นเลยค่ะเราต้องรู้ก่อนว่า
00:00:33 → 00:00:38มุกตลกแบบนี้มันไม่ได้ตลกสำหรับทุกคนถ้า
00:00:38 → 00:00:41สังเกตดูมันจะมีคนอื่นอัดเราต้องเริ่มเรา
00:00:41 → 00:00:44ควรจะไวคุณจะสังเกตได้แล้วค่ะเพราะจริงๆ
00:00:44 → 00:00:46เราควรจะเปลี่ยนตัวเราแล้วล่ะถ้าเราอยาก
00:00:46 → 00:00:51ที่จะไม่ใช่คนตกยุคเนอะ
00:00:51 → 00:01:01[เพลง]
00:01:02 → 00:01:05สวัสดีค่ะต้อนรับเข้าสู่ Single ที่อยาก
00:01:05 → 00:01:08ให้คุณฟังแล้วมีความสุขและสนุกกับการอยู่
00:01:08 → 00:01:09ตัวคนเดียวค่ะ
00:01:09 → 00:01:12ใน Singer Built EP นี้นะคะจริงๆบอกว่า
00:01:12 → 00:01:14มันจะดีมากเลยแหละถ้าฟังคนเดียวเพราะว่า
00:01:14 → 00:01:17มันอาจจะเป็นเรื่องที่ต้องการแล้วค่อยๆ
00:01:17 → 00:01:19คิดเป็นเรื่องที่บอกว่ามันก็อาจจะนำมาทำ
00:01:19 → 00:01:24นิดนึงแต่เป็นเรื่องที่มันจะว่าไกลตัวก็
00:01:24 → 00:01:26ไกลตัวแต่จริงๆมันใกล้ตัวมากๆแล้วก็จริงๆ
00:01:26 → 00:01:27จะว่าหนักก็หนักแต่จริงๆมันก็เป็นเรื่อง
00:01:27 → 00:01:29ที่แบบหมอว่าเราต้องให้ความสำคัญกับ
00:01:29 → 00:01:33เรื่องนี้มากขึ้นโดยเฉพาะคนที่แบบมี
00:01:33 → 00:01:36ตำแหน่งงานที่สูงได้มีโอกาสพูดในที่
00:01:36 → 00:01:38สาธารณะเยอะๆหรือว่าแสดงออกถึงความเห็น
00:01:38 → 00:01:41เยอะๆเนี่ยยิ่งต้องพยายามคิดถึงเรื่องนี้
00:01:41 → 00:01:44เยอะๆเลยนะคะเพราะว่ามันเป็นเรื่องที่คุณ
00:01:44 → 00:01:47คิดเราก็เผลอไปมันเป็นเรื่องของการแสดง
00:01:47 → 00:01:50ออกที่แสดงถึงความอคติโดยเฉพาะการอคติทาง
00:01:50 → 00:01:53เพศโดยเฉพาะผู้ชายนะคะที่อาจจะแสดงออกถึง
00:01:53 → 00:01:56ความอคติทางเพศกับผู้หญิงโดยที่ไม่ได้รู้
00:01:56 → 00:01:59ตัวแล้วไม่ได้ตั้งใจแต่จริงๆแล้วอ่ะมัน
00:01:59 → 00:02:02เป็นอะไรที่อาจจะทำให้คนเกิดแง่ลบกับตัว
00:02:02 → 00:02:06ของผู้พูดเลยนะคะซึ่งการที่หมอหยิบยก
00:02:06 → 00:02:08เรื่องนี้มาเพราะว่าหมอเองก็ได้เจอได้ฟัง
00:02:08 → 00:02:10อะไรบางอย่างที่รู้สึกว่าเอ๊ะมันไม่ใช่
00:02:10 → 00:02:13แล้วก็รู้สึกว่าสังคมเราคงต้องคุยเรื่อง
00:02:13 → 00:02:16นี้กันมากขึ้นนะคะถ้าสังคมเราคุยเรื่อง
00:02:16 → 00:02:18นี้กันมากขึ้นเราตระหนักรู้กันในเรื่อง
00:02:18 → 00:02:20นี้มากขึ้นแล้วเราระวังกันมากขึ้นน่ะหมอ
00:02:21 → 00:02:23เชื่อว่าเราจะทำร้ายจิตใจกันน้อยลง
00:02:23 → 00:02:26เราจะมีสุขภาพจิตที่ดีกันมากขึ้นเราแค่
00:02:26 → 00:02:29ต้องเข้าใจในประเด็นของว่าการแสดงออกแบบ
00:02:29 → 00:02:32ไหนที่มันเป็นอคติทางเพศแล้วเราจะเลี่ยง
00:02:32 → 00:02:35มันยังไงนะคะซึ่งแขกรับเชิญที่จะมาคุยกับ
00:02:35 → 00:02:37หมอในวันนี้หมอเชื่อว่าเป็นคนนึงที่
00:02:37 → 00:02:40สามารถที่จะอธิบายในประเด็นนี้ได้ดีมากๆ
00:02:40 → 00:02:43เลยนะคะค่ะสำหรับวันนี้นะคะยินดีต้อนรับ
00:02:43 → 00:02:47คุณผึ้งณัฐยาบุญภักดีผู้อำนวยการสำนัก
00:02:47 → 00:02:49สนับสนุนสุขภาวะเด็กเยาวชนและครอบครัว
00:02:49 → 00:02:54ส.ส.สสวัสดีค่ะคุณผึ้งสวัสดีค่ะคุณหมอผี
00:02:54 → 00:02:57ค่ะก็หัวข้อนี้เป็นเรื่องที่หมอคิดมาแบบ
00:02:57 → 00:02:59เป็นเดือนแล้วเหมือนกันกว่าจะตกผลึกว่า
00:02:59 → 00:03:03เอ๊ะจะคุยเรื่องอะไรดีแล้วก็จะชวนใครมา
00:03:03 → 00:03:06คุยดีนะคะแล้วก็อยู่ๆแบบภาพคุณผึ้งก็ฟึ๊บ
00:03:06 → 00:03:09ขึ้นมาในหัวรู้สึกว่าเราต้องแบบว่าคุยกัน
00:03:09 → 00:03:12เรื่องนี้ได้แน่ๆเลยคือประเด็นแรกเลยอ่ะ
00:03:12 → 00:03:16ค่ะคือในเรื่องของพอเราพูดถึงว่ายุค dean
00:03:16 → 00:03:19I driversity equity inclusion หมอ
00:03:19 → 00:03:21เชื่อว่าบางคนยังไม่ค่อยแน่ใจเลยว่าคำ
00:03:21 → 00:03:23เหล่านี้จริงๆแล้วมันหมายถึงอะไรอ่ะค่ะ
00:03:23 → 00:03:26ค่ะจริงๆมันก็ไม่ใช่คำใหม่นะคะก็เป็นคำ
00:03:26 → 00:03:30ที่ใช้กันมานานแล้วแต่ว่าคิดว่ามันเป็น
00:03:30 → 00:03:35กระแสในช่วงหลังที่พูดถึงสภาพการทำงาน
00:03:35 → 00:03:40บรรยากาศในที่ทำงานนะคะที่คนในยุค
00:03:40 → 00:03:42ปัจจุบันนี้คือในหลายๆที่ทำงานเนี่ยถ้า
00:03:42 → 00:03:46สังเกตดูจะพบว่าเรามีคนอยู่หลายเจนค่ะบาง
00:03:46 → 00:03:51ที่เนี่ยมีถึง 5 เจนด้วยซ้ำไปแล้วก็มีเพศ
00:03:51 → 00:03:55ที่หลากหลายและแสดงตัวออกมาหลักหลายไม่
00:03:55 → 00:03:58ใช่แบบหญิงและชายชายรักหญิงหญิงชายคู่กัน
00:03:58 → 00:04:01อย่างที่เราเคยเห็นๆอย่างนี้นะคะรวมถึง
00:04:01 → 00:04:03เรื่องของเชื้อชาติเรื่องของศาสนา
00:04:03 → 00:04:07ทีเนี้ยมันก็มีบรรยากาศที่บางทีเนี่ยมัน
00:04:07 → 00:04:10ไม่ยอมรับกันแล้วก็มีคนที่ต้องรู้สึกอึด
00:04:10 → 00:04:14อัดอย่างเงี้ยค่ะถ้าบังเอิญคนที่อึดอัด
00:04:14 → 00:04:16นั้นอยู่ในสถานะเป็นลูกจ้างหรือเป็นลูก
00:04:16 → 00:04:19น้องอะไรอย่างเงี้ยนะคะก็อาจจะอยู่ยาก
00:04:19 → 00:04:22จริงๆช่วงก่อนหน้านั้นเลยเนี่ยมันไม่ได้
00:04:22 → 00:04:25พูดถึง 3 คำนี้ตรงๆแต่พูดคำว่า equality
00:04:25 → 00:04:28อย่างนี้ความเท่าเทียมแล้วก็ในที่ทำงาน
00:04:28 → 00:04:30ถ้าได้มาตรฐานหน่อยเขาก็จะมีการเทรน
00:04:30 → 00:04:33เรื่องไม่คุกคามทางเพศคุกคามทางเพศแล้ว
00:04:33 → 00:04:35ว่าอะไรถ้าพฤติกรรมแบบนี้เรียกว่าคุกคาม
00:04:35 → 00:04:38ทางเพศอย่าทำหน้าอะไรแบบนี้นะคะคือก็จะ
00:04:38 → 00:04:41ประมาณนั้นแต่ตอนนี้มันขยับเข้ามาละยก
00:04:41 → 00:04:43ระดับเข้าไปอีกขั้นเพราะว่าอย่างที่บอก
00:04:43 → 00:04:45ค่ะออฟฟิศสมัยใหม่ตอนนี้มีความหลากหลาย
00:04:45 → 00:04:49สูงมากทั้งอายุทั้งเพศทั้งเชื้อชาติศาสนา
00:04:49 → 00:04:52ทีเนี้ยไอ้คำว่า diversity เนี่ยจริงๆมัน
00:04:52 → 00:04:55ก็คือว่าคนเราเนี่ยมันมีความไม่เหมือนกัน
00:04:55 → 00:04:58นะมันมีความหลากหลายนะคะอย่างที่บอกไปอ่ะ
00:04:58 → 00:05:04ค่ะอายุเพศศาสนาเชื้อชาติผิวพรรณนิยม
00:05:04 → 00:05:07สารพัดอ่ะค่ะภูมิหลังครอบครัวอะไรอย่าง
00:05:07 → 00:05:09เงี้ยค่ะมันมีความหลากหลายสูตรแล้วก็
00:05:09 → 00:05:13inclusion เนี่ยก็คือเรื่องของความแตก
00:05:13 → 00:05:16ต่างหลากหลายเหล่านี้ไม่ควรจะถูกนำมาเป็น
00:05:16 → 00:05:20เหตุให้ปฏิบัติต่อเขาต่างจากคนอื่น
00:05:20 → 00:05:23inclusion คือคุณต้องนับรวมทุกคนไม่ใช่
00:05:23 → 00:05:27บอกว่าคนที่แตกต่างจากเราเป็นคนอื่นอย่าง
00:05:27 → 00:05:30นี้อย่างเช่นสมมุติเราเป็นผู้ชายแล้วผู้
00:05:30 → 00:05:33สมมติเราก็เป็นผู้หญิงใช้นายใช้นางกันตาม
00:05:33 → 00:05:36อย่างที่เห็นเห็นกันโดยส่วนใหญ่แต่ว่ามี
00:05:36 → 00:05:40คนในที่ทำงานเนี่ยบอกว่าฉันเป็นสาวสองนะ
00:05:40 → 00:05:43ฉันเป็น Trans นะอย่างนี้แล้วเราก็
00:05:43 → 00:05:46ปฏิบัติกับเขาไม่เหมือนคนอื่นอันนี้แปล
00:05:46 → 00:05:48ว่ามันไม่อินคลูชั่นละมันไม่นับรวมทุกคน
00:05:48 → 00:05:52ละมันบอกว่ามีพวกฉันนี่เธอเธอคือความแตก
00:05:52 → 00:05:55ต่างเธอคือคนที่เป็นอื่นอย่างเงี้ยค่ะ
00:05:55 → 00:05:59แล้วก็มาทำที่ 3 จริงๆอีกเนี่ยมันควรจะ
00:05:59 → 00:06:01เป็นคำที่ 3 เนาะแต่ก็ไม่แน่ใจว่าทำไม
00:06:01 → 00:06:04ฝรั่งเขาถึงเรียงเป็น de And I
00:06:04 → 00:06:08เดี๋ยว Die เดี๋ยวจะกลายเป็นดายสงสัยจะ
00:06:08 → 00:06:10ใช่ๆๆแล้ว
00:06:11 → 00:06:14มันคือคอนเซ็ปต์ที่มาบอกว่าไม่ว่าจะมี
00:06:14 → 00:06:17ความแตกต่างหลากหลายกันอย่างไรก็ตามทุกคน
00:06:17 → 00:06:22เนี่ยควรที่จะมีความเสมอภาคเสมอภาคเนี่ย
00:06:22 → 00:06:25ค่ะของผิงคืออันนี้ควรจะจำสับสนกันอยู่
00:06:25 → 00:06:28บ่อยๆ equity กับ equality เหมือนกันไหม
00:06:28 → 00:06:31ฟังเสมอภาคกับความเท่าเทียมจริงๆและความ
00:06:31 → 00:06:33หมายมันอันเดียวกันหรือเปล่าอย่างเงี้ย
00:06:33 → 00:06:37ค่ะมันก็จะมีคนทำภาพอธิบายมาอันหนึ่งอาจ
00:06:37 → 00:06:39จะเคยเห็นผ่านตากัน
00:06:39 → 00:06:40ใช่ๆๆ
00:06:40 → 00:06:43ใช่แล้วก็เหมือนกับอยากจะดูเขาเล่นฟุตบอล
00:06:43 → 00:06:47กันต้องมองข้ามกำแพงมีคนตัวสูงมีคนตัว
00:06:47 → 00:06:51เตี้ยและมีคนตัวกลางๆถ้า equality เนี่ย
00:06:51 → 00:06:54มันหมายถึงให้บางสิ่งกับคนเราเนี่ยเท่าๆ
00:06:54 → 00:06:58กันเช่นก็ให้มานั่งเอาไว้ยืนแล้วก็จะได้
00:06:58 → 00:07:00ดูสูงขึ้นอย่างเงี้ยค่ะแต่ปรากฏว่าคนที่
00:07:00 → 00:07:03สูงอยู่แล้วก็จะสูงยิ่งกว่าเดิมเพราะทุก
00:07:03 → 00:07:06คนได้รังขนาดเท่ากัน
00:07:06 → 00:07:10เนี่ยคือคุณต้องมองให้เห็นมีความแตกต่าง
00:07:10 → 00:07:13หลากหลายของคนแล้วรู้ว่าเพื่อให้เขาได้
00:07:13 → 00:07:16โอกาสที่จะดูฟุตบอลหรือว่าดูกีฬาข้ามรั้ว
00:07:16 → 00:07:20นี้เท่าๆกันด้วยมุมมองที่เห็นชัดพอๆกัน
00:07:20 → 00:07:23เนี่ยระนาบเดียวกันในระนาบเดียวกันคุณ
00:07:23 → 00:07:25ต้องดูว่าคนนี้มันสูงอยู่แล้วไม่ต้องไป
00:07:25 → 00:07:29ให้อะไรแต่ว่าคนนี้เตี้ยเยอะเลยลังที่ต่อ
00:07:29 → 00:07:32ให้เนี่ยต้องสูงหน่อยเพื่อให้เขามองเห็น
00:07:32 → 00:07:35ชัดๆไอ้คนนี้สูงประมาณนี้ยังไม่พ้นอยู่ดี
00:07:35 → 00:07:38แต่ว่าสูงกว่าไอ้คนที่เตี้ยที่สุดอ่ะคือ
00:07:38 → 00:07:41เป็นการที่จัดให้คนทุกคนซึ่งมีความแตก
00:07:41 → 00:07:45ต่างหลากหลายกันเนี่ยมีโอกาสค่ะที่พอๆกัน
00:07:45 → 00:07:48นะคะที่จะเริ่มให้ถึงเส้นชัยที่จะเอื้อม
00:07:48 → 00:07:51ไม่ถึงความสำเร็จอย่างเงี้ยค่ะค่ะแบบชัด
00:07:51 → 00:07:53เจนมากๆเลยนะคะซึ่งหมอชิตจริงๆแล้วแม้ว่า
00:07:53 → 00:07:56หลายๆองค์กรจะตื่นตัวไหมว่าคำนี้มันจะ
00:07:56 → 00:07:59แพร่หลายขึ้นเนี่ยแต่ก็คิดว่ายังมีองค์กร
00:07:59 → 00:08:01อีกเยอะยังมีกฎระเบียบมากมายอีกเยอะที่
00:08:01 → 00:08:04มันไม่ได้ไปด้วยกันกับเรื่องของ dean I
00:08:04 → 00:08:07เนาะพอพูดมาหมอก็ยังนึกถึงแบบอ่ะอย่างบาง
00:08:07 → 00:08:11องค์กรเช่นบอกว่าให้ผู้บริหารสามารถพาคู่
00:08:11 → 00:08:15สมรสไปแบบต่างประเทศด้วยกันได้บริษัทออก
00:08:15 → 00:08:17ให้แต่ทีนี้ถ้าเกิดว่าสมมุติเป็นคู่ที่
00:08:17 → 00:08:20ไม่ได้สมรสเพราะว่าเป็นคู่ชายๆหรือหยิ่งๆ
00:08:20 → 00:08:22อันนี้ก็อาจจะไม่ได้รับ benefit 10 นั้น
00:08:22 → 00:08:25อย่างนี้มันก็ไม่เกิดความเท่าเทียมถูกไหม
00:08:25 → 00:08:31คะใช่ค่ะคือบางบริษัทเนี่ยจะยึดกฎหมายใน
00:08:31 → 00:08:35ประเทศที่ตัวเองตั้งอยู่เป็นหลักเพราะ
00:08:35 → 00:08:37ฉะนั้นถ้าประเทศที่ตัวเองตั้งสำนักงาน
00:08:37 → 00:08:42อยู่เนี่ยมีกฎหมายสมรสเท่าเทียม
00:08:42 → 00:08:45กฎของบริษัทเนี่ยก็จะครอบคลุมไปโดย
00:08:45 → 00:08:46อัตโนมัติ
00:08:46 → 00:08:50ถ้าในประเทศที่ไม่ได้มีกฎหมายสมรสเท่า
00:08:50 → 00:08:54เทียมบริษัทที่อยากจะทำให้ได้ตามมาตรฐาน
00:08:54 → 00:08:57สากลโดยทำให้มากกว่ากฎหมายที่ประเทศนั้น
00:08:57 → 00:09:00กำหนดก็สามารถทำได้แล้วก็มีหลายบริษัทใน
00:09:00 → 00:09:05ประเทศไทยทำนะคะค่ะชื่นชมค่ะ
00:09:05 → 00:09:09ในเรื่องของมุกตลกเนี่ยค่ะบางคนเนี่ยนอก
00:09:09 → 00:09:11เราไม่เห็นความหลากหลายแล้วเนี่ยเราจะยัง
00:09:11 → 00:09:13เห็นว่าบางคนเนี่ยเอาความหลากหลายมาเป็น
00:09:13 → 00:09:17เรื่องตลกเช่นการมุกตลกทางกายภาพนะคะไม่
00:09:17 → 00:09:20ว่าจะกายภาพใดๆที่คนนั้นเขาจะมีความต่าง
00:09:20 → 00:09:23จากคนอื่นหรือมุกตลกทางเพศสภาพที่จะต้อง
00:09:23 → 00:09:25แบบเอ๊ะสภาพนี้ต้องเป็นแบบนี้นะซึ่ง
00:09:25 → 00:09:28เรื่องเหล่านี้จริงๆถ้าเราลองคิดๆไปว่าใน
00:09:28 → 00:09:31สัปดาห์นึงที่ผ่านมาเราเคยได้ยินมุก
00:09:31 → 00:09:35เป็นเรื่องใกล้ตัวมากๆหรือบางคนเองอาจจะ
00:09:35 → 00:09:38แอบคือเล่นมุกเหล่านี้ไปโดยไม่รู้ตัวด้วย
00:09:38 → 00:09:41ซ้ำอะไรอย่างนี้ค่ะเพราะว่าเราเองเนี่ยจะ
00:09:41 → 00:09:43ระวังยังไงที่จะไม่เกิดการแสดงออกในเชิง
00:09:43 → 00:09:46นี้ค่ะก่อนอื่นเลยค่ะเราต้องรู้ก่อนว่า
00:09:46 → 00:09:51มุกตลกแบบนี้มันไม่ได้ตลกสำหรับทุกคน
00:09:51 → 00:09:55แล้วก็ในโลกสมัยใหม่ซึ่งผู้คนมีการเรียน
00:09:55 → 00:09:59รู้กติกามารยาทหรือว่านักคิดบางอย่างที่
00:09:59 → 00:10:03เป็นเรื่องของความเสมอภาคของมนุษย์เขา
00:10:03 → 00:10:06เรียก Global citizen นะคะหมายถึงว่าตอน
00:10:06 → 00:10:08นี้คนรับรู้ข้อมูลข่าวสารข้ามวัฒนธรรม
00:10:08 → 00:10:12ข้ามศึกษาโซเชียลมีเดียแปลภาษาให้เสร็จ
00:10:12 → 00:10:14สรรพเลยคน Connect กันโดยภาษาไม่เป็น
00:10:14 → 00:10:17อุปสรรคทีนี้มันมีโอกาสที่จะเรียนรู้สิ่ง
00:10:17 → 00:10:20ที่เป็นมาตรฐานสากลนะคะทีนี้ก็จะมีคนมาก
00:10:20 → 00:10:24ขึ้นมากขึ้นเรื่อยๆค่ะที่ยอมรับไม่ได้กับ
00:10:24 → 00:10:27แนวคิดในยุคอนุรักษ์นิยมอย่างนี้ค่ะอย่าง
00:10:27 → 00:10:31เช่นมุกตลกเรื่องเพศที่ส่วนใหญ่ก็จะเรียก
00:10:31 → 00:10:34ตัวที่โจ๊กใช่ไหมคะใช่ค่ะพูดตลกเรื่องเพศ
00:10:34 → 00:10:38กันโดยแบบขำขันถ้าสังเกตดูมันจะมีคนอื่น
00:10:38 → 00:10:40อัด
00:10:40 → 00:10:43แรกเลยมันอาจจะไม่ใช่ทุกคนตรงวงนั้นน่ะ
00:10:43 → 00:10:46ที่ขำกับเราอันนี้เราต้องเริ่มเราควรจะ
00:10:46 → 00:10:49ไว้คุณจะสังเกตได้แล้วค่ะแล้วจริงๆถ้าเรา
00:10:49 → 00:10:52สังเกตแม้ได้ครั้งเดียวที่เกิดขึ้นเนี่ย
00:10:52 → 00:10:54แปลว่าเฮ้ยจริงๆเราควรจะเปลี่ยนตัวเรา
00:10:54 → 00:10:57แล้วล่ะถ้าเราอยากที่จะไม่ใช่คนตกยุคเนาะ
00:10:57 → 00:11:01คือมันมีสิ่งหนึ่งที่แฝงอยู่กับมุกตลกที่
00:11:01 → 00:11:05เป็นตลกเรื่องเพศหรือว่าตลกที่เอาความ
00:11:05 → 00:11:08หลากหลายมาล้อเลียนนะคะเออมันเป็นเรื่อง
00:11:08 → 00:11:12ของการแสดงอำนาจกดทับด้วยค่ะหมอพิมพ์คือ
00:11:12 → 00:11:17คนที่เล่นมุกแบบนี้มักจะมีอำนาจเหนือกว่า
00:11:17 → 00:11:21เข้าใจค่ะคนที่อยู่ในความหลากหลายแบบนั้น
00:11:21 → 00:11:23เองอ่ะค่ะที่ถูกเหยียดก็อาจจะเล่นมุกแบบ
00:11:23 → 00:11:26นั้นเองด้วยนะเพราะอะไรอ่ะคะจริงๆเพื่อน
00:11:26 → 00:11:28ที่จะกลบเกลื่อนค่ะแล้วก็อยากเข้าไปเป็น
00:11:28 → 00:11:30ส่วนหนึ่งของกลุ่มใหญ่ซึ่งจริงๆมันรากมัน
00:11:30 → 00:11:33ก็มาจากการที่เขาไม่ถูกยอมรับนั่นเอง
00:11:33 → 00:11:36เข้าใจค่ะความไม่ถูกยอมรับแต่ฉันอยากได้
00:11:36 → 00:11:38รับการยอมรับก็เลยเล่นมุกแบบนี้เพื่อให้
00:11:38 → 00:11:42ได้รับการยอมรับใช่แล้วก็แบบว่าเหมือนยัก
00:11:42 → 00:11:43ไหล่โอเคฉันไม่แคร์ฉันเรียกมุกแบบนี้ได้
00:11:43 → 00:11:47แต่จริงๆข้างในมันไม่ใช่นะอืมโอเคแล้วเขา
00:11:47 → 00:11:50เองก็จะทำอย่างเงี้ยกับคนที่แตกต่างกับ
00:11:50 → 00:11:52เขาในเรื่องอื่นน่ะค่ะต่อไปด้วยอะไรอย่าง
00:11:52 → 00:11:55เงี้ยค่ะอืมซึ่งอันเนี้ยบอกว่าจริงๆอย่าง
00:11:55 → 00:11:58เรื่องมุกพวกนี้หลายๆคนทราบแล้วถ้าเราลึก
00:11:58 → 00:12:00ลงไปอีกเนี่ยแค่เนี้ยประสบการณ์ตรงเลยคือ
00:12:00 → 00:12:03ได้มีโอกาสได้ยินผู้ใหญ่บางท่านเล่นมุก
00:12:03 → 00:12:05พ่อบ้านใจกล้า
00:12:05 → 00:12:09กลัวเมียนะคะซึ่งได้ฟังจากน้องบางกลุ่ม
00:12:09 → 00:12:11ถามว่าทำไมผู้ใหญ่คนนี้ถึงเล่นมุกแบบนี้
00:12:11 → 00:12:15มันเป็นแบบมุกที่เป็นอคติทางเพศชายเป็น
00:12:15 → 00:12:17ใหญ่หรือเปล่าอะไรอย่างนี้ค่ะอันนี้คุณ
00:12:17 → 00:12:20ผึ้งมองว่ายังไงบ้างคะก็ใช่เลยค่ะมันอยู่
00:12:20 → 00:12:24ในระนาบเดียวกับมุกที่ใช้ล้อเลียนเพศหญิง
00:12:24 → 00:12:28หรือเพศที่ 3 อะไรอย่างนี้ค่ะอยู่ในระนาบ
00:12:28 → 00:12:30เดียวกันแล้วก็จะเห็นว่าเพศชายจะไม่ค่อย
00:12:30 → 00:12:34โดนมองแบบนี้มากนักไม่เท่ากับเพศอื่นๆ
00:12:34 → 00:12:37เพราะฉะนั้นอันนี้มันเป็นเรื่องของค่า
00:12:37 → 00:12:40นิยมใช้เป็นใหญ่อ่ะแน่นอนค่ะคือผู้ชายคน
00:12:40 → 00:12:42ที่เล่นมุกนี้ไม่เข้าใจว่าทำไมการที่เขา
00:12:42 → 00:12:45เล่นมุกกลัวเมียเนี่ยมันผิดตรงไหนเขาคิด
00:12:45 → 00:12:48ว่าอันเนี้ยคือการที่เขาให้เกียรติภรรยา
00:12:48 → 00:12:51คือจริงๆการให้เกียรติภรรยาเนี่ยมันต้อง
00:12:51 → 00:12:55แสดงออกด้วยการกระทำอย่างอื่นนะคะไม่ใช่
00:12:55 → 00:12:58แต่ทีนี้เข้าใจเขาเข้าใจเขาคืออย่างนี้
00:12:58 → 00:13:01เราเนี่ยไม่ได้เกิดแล้วเติบโตบนสูญญากาศ
00:13:01 → 00:13:05ที่ไหนเนอะแล้วเกิดแล้วเติบโตในสังคมไทย
00:13:05 → 00:13:08แล้วก็สังคมส่วนใหญ่ในโลกซึ่งมันเป็น
00:13:08 → 00:13:10สังคมแบบชายเป็นใหญ่ด้วยอ่ะค่ะจริงๆถ้า
00:13:10 → 00:13:12ย้อนประวัติศาสตร์ไปเราก็เคยมีสังคมแบบ
00:13:12 → 00:13:16ผู้หญิงเป็นใหญ่แล้วเราก็มีสังคมที่ก้าว
00:13:16 → 00:13:18หน้ามากๆแต่ก็ยังไม่อยากจะเรียกว่ามัน
00:13:18 → 00:13:20เท่าเทียมหรือว่าเสมอภาคแท้จริงนะคะอย่าง
00:13:20 → 00:13:23สวีเดนหรือเดนมาร์กคือประเทศแถบสแกนแต่
00:13:23 → 00:13:25มันก็ยังไม่ถึงจุดนั้นนะคะยังมีอยู่บ้าง
00:13:25 → 00:13:28ค่ะเพราะฉะนั้นเนี่ยมันอยู่ในวัฒนธรรมแบบ
00:13:28 → 00:13:31นี้สิ่งที่มีอิทธิพลมากคือครอบครัวเลยค่ะ
00:13:31 → 00:13:34คือตั้งแต่เราเป็นเด็กเนี่ยเราจะซึมซับ
00:13:34 → 00:13:36สิ่งเนี้ยจากการปฏิบัติของคนในครอบครัว
00:13:36 → 00:13:40แล้วก็โตมาหน่อยก็กลุ่มเพื่อนอย่างเงี้ย
00:13:40 → 00:13:45ค่ะแล้วก็สื่อต่างๆสังคมเราซึมซับมาจนเรา
00:13:45 → 00:13:48นึกว่ามันปกติอ่ะเราไม่คิดว่าเราทำมุกแบบ
00:13:48 → 00:13:50นี้มันไม่เห็นจะแปลกเลยมันเป็นเรื่อง
00:13:50 → 00:13:53ธรรมดามากเลยอย่างเงี้ยค่ะอืมคือถ้าจะ
00:13:53 → 00:13:55อธิบายกันในเชิง
00:13:55 → 00:13:59อาการมันจะยาวมากเลยค่ะหมอผิวโดยส่วนตัว
00:13:59 → 00:14:03เนี่ยจะใช้วิธีไม่เอ่ยออกไปด้วยถ้าสมมุติ
00:14:03 → 00:14:05ว่าไม่ใช่ผู้ใหญ่มากที่เราต้องเกรงใจ
00:14:05 → 00:14:08รักษามารยาทมากขนาดนั้นนะคะเทคนิคของตัว
00:14:08 → 00:14:14เองคือนั่งหงิกใส่เลยค่ะ
00:14:14 → 00:14:18เอาแล้วเก่าไปแล้วเออแบบเป็นอะไรเนี่ยเธอ
00:14:18 → 00:14:22มาจากไหน
00:14:22 → 00:14:25ถ้าเป็นเด็กกว่าเราเป็นน้องเป็นหนุ่มเป็น
00:14:25 → 00:14:27หลานเป็นอะไรอย่างเงี้ยค่ะเราก็จะบอกเขา
00:14:27 → 00:14:30ว่าเออมันดูไม่คู่นะมันดูไม่เก๋นะอะไร
00:14:30 → 00:14:34อย่างเงี้ยเราสามารถแสดงออกได้ไม่ใช่การ
00:14:34 → 00:14:37เล่นแบบนี้ใช่ๆคือไม่เอออออะค่ะอันดับแรก
00:14:37 → 00:14:40จะหน้าบึ้งหรือหน้าเรียบๆหรือจะแค่อมยิ้ม
00:14:40 → 00:14:44นิดหน่อยกรณีแบบบรรยากาศแบบผู้ใหญ่มากๆ
00:14:44 → 00:14:46อะไรอย่างเงี้ยก็โอเคแล้วล่ะเพราะเรื่อง
00:14:46 → 00:14:49แบบนี้มันละเอียดอ่อนจริงๆนะคะแล้วมันไม่
00:14:49 → 00:14:51สามารถจะบอกกันปุ๊บเดี๋ยวมันเก็บทันทีอ่ะ
00:14:51 → 00:14:55ค่ะแนวโน้มคือมันจะบาดหมางกันซะมากกว่า
00:14:55 → 00:14:59ผู้ชายฟังไว้ก็คือมุกแบบนี้เอาละอย่าเล่น
00:14:59 → 00:15:00เลย
00:15:00 → 00:15:03มันมีอีกมุกนึงด้วยค่ะอันนี้คือได้ไปฟัง
00:15:03 → 00:15:07speaker พูดเนาะเขาก็พยายามคุยกับผู้ฟัง
00:15:07 → 00:15:10หลายๆอย่างแล้วก็มีถึงจุดนึงเขาก็อยากจะ
00:15:10 → 00:15:13สื่อสารว่าแบบเอ๊ะถามแบบผู้หญิงที่อยู่ใน
00:15:13 → 00:15:16นี้สิมีใครไม่รู้ลมยางรถตัวเองบ้างอะไร
00:15:16 → 00:15:19เงี้ยแล้วก็มีคนข้างๆบอกว่ามุกแบบนี้มัน
00:15:19 → 00:15:22อคติทางเพศนี่
00:15:22 → 00:15:26คุณพึ่งมองว่ายังไงคะก็ใช่เลยค่ะ 100%
00:15:26 → 00:15:30เพราะว่าถ้าอยากกินเกรดผู้ฟังจริงๆด้วยคำ
00:15:30 → 00:15:32ถามนี้ไม่ต้องถามว่าผู้หญิงถามว่าคุณใช่
00:15:32 → 00:15:36ไหมเออในที่นี้มีใครไม่รู้ลมยางตัวเอง
00:15:36 → 00:15:40บ้างนะคะมันก็จบแล้วแต่ว่าถ้าเจาะจงขึ้น
00:15:40 → 00:15:44มาปึ๊บเนี่ยก็ทันทีเลยค่ะมันสะท้อนว่าไม่
00:15:44 → 00:15:46มากก็น้อยเนี่ยมี gender bias อยู่ไหน
00:15:46 → 00:15:48วิธีคิดนะคะ
00:15:48 → 00:15:52หลังจากนั้นเนี่ยเราก็ควรที่จะพยายามหลีก
00:15:52 → 00:15:53เลี่ยงความคิดหรือว่าการเล่นมุกเหล่านี้
00:15:53 → 00:15:56โดยเฉพาะนี่ในที่สาธารณะนั่นเองฐานะที่
00:15:56 → 00:15:58ตัวเองเป็นวิทยากรอะไรต่างๆด้วยเนาะแต่ที
00:15:58 → 00:16:01นี้ผู้ชายบางคนก็อาจจะแบบพอเริ่มฟังเริ่ม
00:16:01 → 00:16:05แบบเอ๊ะหมอผิงกับคุณผึ้งแล้วผู้หญิงเอง
00:16:05 → 00:16:08เล่นมุกแล้วผู้ชายก็ผิดเหมือนกันไหมอืม
00:16:08 → 00:16:11ใช่ค่ะคือจริงๆเนี่ยการล้อเลียนเนี่ยถ้า
00:16:11 → 00:16:13มันทำให้อีกคนรู้สึกแย่กับตัวเองรู้สึก
00:16:13 → 00:16:16ต่ำต้อยด้อยค่ะมันไม่ดีทั้งนั้นค่ะไม่ว่า
00:16:16 → 00:16:20ใครทำกับใครค่ะแต่ว่านี่เรากำลังพูดถึง
00:16:20 → 00:16:23ระดับมหภาคหน่อยที่ไม่ใช่แค่เรื่องของ
00:16:24 → 00:16:27ปัจเจกนะคะก็อย่างที่บอกอ่ะค่ะมุกที่ล้อ
00:16:27 → 00:16:29เลียนแล้วเหยียดแบบนี้มันมักจะเกิดขึ้น
00:16:29 → 00:16:34โดยเป็นการกระทำพุ่งไปที่เพศหญิงมากกว่า
00:16:34 → 00:16:38เพศชายพุ่งไปที่เพศทางเลือกมากกว่าคือ
00:16:38 → 00:16:40จริงๆอันนี้มันเรียกว่าเป็นอาการที่มัน
00:16:40 → 00:16:43แสดงออกเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างนะคะเป็นไป
00:16:43 → 00:16:46ทางเชิงระดับวัฒนาธรรมเลยค่ะเพราะฉะนั้น
00:16:46 → 00:16:48มันเหมือนที่ชอบพูดกันนะคะว่าผู้หญิงออก
00:16:48 → 00:16:51มาเรียกร้องเรื่องถูกข่มขืนมีความไม่ปลอด
00:16:51 → 00:16:53ภัยในชีวิตผู้ชายก็โดนเหมือนกันนะผู้หญิง
00:16:53 → 00:16:56ก็เคยข่มขืนผู้ชายอะไรอย่างเงี้ยค่ะจะเคส
00:16:56 → 00:16:58มากเลยไอเทมเลยเนาะเวลาเราคุยเรื่องนี้
00:16:58 → 00:17:02เราคุยระดับวัฒนธรรมกันค่ะให้ดูภาพใหญ่
00:17:02 → 00:17:05ใช่บรรทัดฐานสังคม Social norm ดูภาพ
00:17:05 → 00:17:08ใหญ่ว่าปัญหาไหนมันหนักกว่าใช่ไหมคะใช่ๆ
00:17:08 → 00:17:12ทีนี้มันจะมีอีกประเด็นหนึ่งเหมือนกันใน
00:17:12 → 00:17:14เรื่องของเพศที่หลากหลายหรือว่า lgbtq
00:17:14 → 00:17:18บางคนก็บอกว่าบางทีกลัวมากเลยนะว่าพูดไป
00:17:18 → 00:17:21แล้วจะผิดหรือเปล่าจะกลายเป็นคำอคติทาง
00:17:21 → 00:17:23เพศหรือเปล่าเราควรจะมีคำเรียกที่เหมาะสม
00:17:23 → 00:17:27อย่างไรดีอะไรอย่างนี้ค่ะจริงๆอันนี้เป็น
00:17:27 → 00:17:30ปัญหาที่ค่อนข้างจะหาคำตอบสำเร็จรูปยาก
00:17:30 → 00:17:33เหมือนกันนะคะเอาเป็นว่าถ้าเราต้องการจะ
00:17:33 → 00:17:36หลีกเลี่ยงเนี่ยเราก็ใช้คำว่าคุณเป็น
00:17:36 → 00:17:40สรรพนามนำหน้าที่ใช้กับทุกเพศจริงๆใช้ได้
00:17:40 → 00:17:42กับทุกวัยด้วยซ้ำและเป็นการให้เกียรติ
00:17:42 → 00:17:45อย่างศัพท์คำว่าเรียกคนอื่นว่าหนูอย่าง
00:17:45 → 00:17:48เงี้ยอืม
00:17:48 → 00:17:52ของการกดเขาอยู่เหมือนกันคือต้องดูเจตนา
00:17:52 → 00:17:55ตัวเองด้วยนะคะคือถ้ารู้ว่ามันเป็นเป็น
00:17:55 → 00:17:58การพูดด้วยเจตนาที่จะข่มเขาสักหน่อยอัน
00:17:58 → 00:18:01นี้ก็ให้รู้ตัวไว้ว่าเราติดกับนาง Eagle
00:18:01 → 00:18:03แล้วละอะไรอย่างนี้นะคะแต่ว่าถ้าเป็นเอา
00:18:03 → 00:18:06gbt อย่างนี้ค่ะคือมันไม่จำเป็นต้องไป
00:18:06 → 00:18:10ระบุเลยอ่ะสาวทอมอะไรอย่างนี้ใช่ไหมคะ
00:18:10 → 00:18:12หรือว่าสาวสองอะไรอย่างนี้มันไม่จำเป็น
00:18:12 → 00:18:15ต้องมองเขาปุ๊บแล้วเห็นเขาเป็นคนๆนึงอ่ะ
00:18:15 → 00:18:19ก็เรียกเขาว่าคุณอะไรไปอย่างเงี้ยค่ะค่ะ
00:18:19 → 00:18:22น่ารักกว่ากันเยอะให้เกียรติกันอย่างนั้น
00:18:22 → 00:18:25นะคะอย่างนี้เป็นแบบว่าประเภทเหมือนกับ
00:18:25 → 00:18:28ว่าพนักงานที่จะมาให้บริการก็จะต้องชอบ
00:18:28 → 00:18:32เรียกคุณผู้ชายคุณผู้หญิง
00:18:32 → 00:18:35จะคุณยังไงดีเขาเรียกคุณเฉยๆไปอย่างนั้น
00:18:35 → 00:18:38ดีกว่าใช่ไหมคะคุณแล้วก็เป็นชื่อคนๆนั้น
00:18:38 → 00:18:41ไปบุคคลคนนั้นไปก็ถ้าเป็นลูกค้าก็คุณลูก
00:18:41 → 00:18:45ค้าเดี๋ยวนี้เขาก็นิยมพูด
00:18:45 → 00:18:48เราพูดถึงอคติทางเพศแต่ละเอาจริงๆบอกว่า
00:18:48 → 00:18:52สังคมบ้านเรามันเยอะมันมีทั้งอคติทั้งวัย
00:18:52 → 00:18:55เช่นแบบพอเห็นคนนี้วัยแบบนี้ปุ๊บก็จะคิด
00:18:55 → 00:18:58ว่าเขาจะต้องเป็นแบบนี้หรือว่ารสนิยมหรือ
00:18:58 → 00:19:01ว่าความเชื่ออะไรต่างๆซึ่งหมอว่ามันเป็น
00:19:01 → 00:19:04อคติที่ไม่ว่าจะอคติเรื่องใดมันก็ไม่ดี
00:19:04 → 00:19:06ทั้งนั้นควรจะแก้ไขเหมือนกันทั้งนั้นอัน
00:19:06 → 00:19:08นี้คุณเพิ่งมองว่ายังไงคะอันนี้จริงเลย
00:19:08 → 00:19:12ค่ะคือเอาเข้าจริงๆอ่ะค่ะถ้าสังเกตให้ลึก
00:19:12 → 00:19:15ๆเนี่ยมันไม่ได้มีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็น
00:19:15 → 00:19:18ฝ่ายถูกทำให้รู้สึกด้อยอยู่ฝ่ายเดียวนะ
00:19:18 → 00:19:22เราแต่งด้อยค่ากันและกันใช่ไหม
00:19:22 → 00:19:26แล้วหนูก็สูงอายุจะข่มเด็กๆแต่ว่าเด็กเอง
00:19:26 → 00:19:30เนี่ยก็ใช้มุมมองแบบเหมารวมกับผู้สูงอายุ
00:19:30 → 00:19:31เหมือนกัน
00:19:31 → 00:19:33ใช่ไหมคะอย่างเช่นที่เรียกกันว่ามนุษย์
00:19:33 → 00:19:37ป้าอย่างเงี้ยจริงๆค่ะอย่างที่หมอพูดนั้น
00:19:37 → 00:19:42เราเป็นสังคมที่ชอบข่มกันอืมอืมเพราะ
00:19:42 → 00:19:45ฉะนั้นอันนี้รากที่มันลึกกว่าว่าแตกต่าง
00:19:45 → 00:19:47เพราะวัยแตกต่างเพราะเพศแตกต่างเพราะรถจะ
00:19:47 → 00:19:50นิยมความเชื่อเนี่ยมันคือเรื่องของอำนาจ
00:19:50 → 00:19:54นิยมอืมคือพอเราเห็นใครสักคนรู้จักใครสัก
00:19:54 → 00:19:57คนใหม่เราจะเริ่มคิดคำนวณในหัวทันทีเลย
00:19:57 → 00:20:00ว่าใครเหนือกว่าเออใครเหนือกว่า
00:20:00 → 00:20:03ฉันน่าจะเรียกเขาว่าน้องได้นะอะไรอย่าง
00:20:03 → 00:20:07นี้ค่ะหรือฉันเป็นผู้ชายและนี่ผู้หญิงที่
00:20:07 → 00:20:09อายุต่ำกว่า 15 จะเรียกว่าหนูได้นะอะไร
00:20:09 → 00:20:12อย่างนี้ค่ะคือมันเป็นลักษณะที่ในโลก
00:20:12 → 00:20:17ทัศน์ของวัฒนธรรมไทยๆเนี่ยปลูกฝังให้คนโต
00:20:17 → 00:20:19ขึ้นมาแล้วจัดลำดับตัวเองสูงต่ำไม่เท่า
00:20:19 → 00:20:24กันทันทีซึ่งอันนี้เป็นเรื่องที่มันต้อง
00:20:24 → 00:20:25แก้แหละเพราะว่า
00:20:25 → 00:20:29เราเคลื่อนตัวเข้าสู่โลกยุคใหม่ที่ค่า
00:20:29 → 00:20:31นิยมหรือว่าความเชื่อหรือหลักการเรื่อง
00:20:31 → 00:20:33สิทธิที่เท่าเทียมของมนุษย์ไม่ว่าจะเป็น
00:20:33 → 00:20:36ใครเนี่ยมันเป็นสิ่งที่ถูกเชิดชัวร์ค่ะ
00:20:36 → 00:20:38คือทุกคนเลยค่ะไม่กระทั่งตัวเองเหมือนกัน
00:20:38 → 00:20:41คือเราก็ต้องระวังตัวเองด้วยเหมือนกันใช่
00:20:41 → 00:20:44ๆๆเราก็ต้องมีสติแล้วบางทีเราก็ยังเผลอนะ
00:20:44 → 00:20:47คะแต่ว่าทันทีที่เราพบว่าเราหลุดไปเราก็
00:20:47 → 00:20:49ต้องรีบขอโทษหรืออะไรอย่างเงี้ยค่ะคือ
00:20:49 → 00:20:51เพื่อที่จะแก้ไขตัวเองทันทีแล้วมันก็จะดี
00:20:51 → 00:20:54ขึ้นเรื่อยๆจริงอ่ะจริงๆหมอเองก็เป็นบาง
00:20:54 → 00:20:57ทีเราแบบคิดอะไรไวไปปึ๊บเราก็ต้องเบรกตัว
00:20:57 → 00:20:59เองนิดนึงว่ามันจะใช่หรือเปล่าพูดแบบนี้
00:20:59 → 00:21:01มันอาจจะไม่ตลกสำหรับเขาหรือเปล่าอะไร
00:21:01 → 00:21:04อย่างนี้ค่ะก็เคยเหมือนกันแล้วก็โดยทั่ว
00:21:04 → 00:21:06ไปแล้วกันพยายามเตือนตัวเองอยู่เรื่อยๆ
00:21:06 → 00:21:08กันมีสติอยู่เรื่อยๆแล้วก็ที่สำคัญคือเรา
00:21:08 → 00:21:10ต้องเชื่อว่าจริงๆแล้วความแตกต่างหรือ
00:21:10 → 00:21:13ความหลากหลายมันดีมันดีไม่ว่าจะกลับชุมชน
00:21:13 → 00:21:16หรือกับที่ทำงานหรือกับอะไรก็ตามอันนี้
00:21:16 → 00:21:19คุณเพิ่งมองว่าพลังของไดเวอร์ซิตี้เนี่ย
00:21:19 → 00:21:21มันเป็นยังไงบ้างมันดีมากน้อยแค่คือจริงๆ
00:21:21 → 00:21:26มันคือพลังสำคัญที่ขับเคลื่อนโลกใบนี้เลย
00:21:26 → 00:21:27แหละ
00:21:27 → 00:21:31เพราะถ้าเหมือนกันไปหมดเนี่ยค่ะมันจะไม่
00:21:31 → 00:21:34เกิดการปะทะสังสรรค์
00:21:34 → 00:21:38ชอบคำนี้คำนี้มันชัดมากเลยว่าเราต้องแบบ
00:21:38 → 00:21:41ปะทะกันบ้างเพื่อที่เราจะสังสรรค์สร้าง
00:21:41 → 00:21:45อะไรให้มันต่อยอดให้เกิดสิ่งใหม่ๆแม้
00:21:45 → 00:21:47กระทั่งเราคิดของเราอยู่คนเดียวอ่ะเรายัง
00:21:47 → 00:21:49ต้องให้เกิดความขัดแย้งในความคิดเราเลย
00:21:49 → 00:21:52ใช่ไหมคะว่าคิดแบบนี้เราสร้างสรรค์งานแบบ
00:21:52 → 00:21:54นี้อ่ะลองอีกมุมนึงซิว่ามันเป็นอย่างอื่น
00:21:54 → 00:21:57ได้ไหมอาจจะไม่ใช่ก็ได้นะคือวิธีคิดแบบ
00:21:57 → 00:22:00พี่ปะทะกันไปมามันจะสร้างสรรค์ให้เกิด
00:22:00 → 00:22:04สิ่งใหม่ได้เช่นเดียวกันนะคะคนที่แตกต่าง
00:22:04 → 00:22:07กันมาอยู่ร่วมกันเนี่ยถ้าเคารพในความแตก
00:22:07 → 00:22:10ต่างมันจะทำให้สามารถใช้จุดแข็งคิดแต่ละ
00:22:10 → 00:22:13คนมีอ่ะค่ะทำให้เกิดสิ่งใหม่ที่ดีและมี
00:22:13 → 00:22:16ประโยชน์ที่ดียิ่งๆขึ้นน่ะได้แต่ถ้าเรา
00:22:16 → 00:22:19แบบมัวแต่มองจากจุดอ่อนเราก็จี้กันไปจี้
00:22:19 → 00:22:23ขึ้นมาเธอปมของฉันนึกออกไหมคะโจมตีกันไป
00:22:23 → 00:22:27กันมาอย่างเงี้ยค่ะพลังมันเป็นพลังลบอ่ะ
00:22:27 → 00:22:29ถ้ามันเกิดขึ้นในครอบครัวแทนที่ครอบครัว
00:22:29 → 00:22:31จะเป็นครอบครัวพลังบวกมันก็เป็นครอบครัว
00:22:31 → 00:22:34พลังลบถ้าเกิดในที่ทำงานมันก็กลายเป็นที่
00:22:34 → 00:22:36ทำงานพลังลบ
00:22:36 → 00:22:40เพราะมันเอาแต่โจมตีจุดด้อยของการไปมาแทน
00:22:40 → 00:22:42ที่จะไปดูว่าที่ความแตกต่างตรงนี้มันคือ
00:22:42 → 00:22:43จุดแข็งต่างหาก
00:22:43 → 00:22:45[เพลง]
00:22:45 → 00:22:49วันนี้ก็คิดว่าคุณฟังที่อาจจะยังไม่ค่อย
00:22:49 → 00:22:51ได้เข้าใจเกี่ยวกับในเรื่องของความหลาก
00:22:51 → 00:22:54หลายความแตกต่างอะไรต่างๆน่าจะฟังแล้วก็
00:22:54 → 00:22:58เข้าใจมากขึ้นนะคะหรือว่าอาจจะแบบเป็น
00:22:58 → 00:23:00อารามที่ทำให้ตื่นขึ้นมามากขึ้นแล้วก็
00:23:00 → 00:23:03จริงๆถ้าจะดีที่สุดอยากให้ทุกคนลองไปแบบ
00:23:03 → 00:23:06ศึกษาเพิ่มเติมแล้วก็อยากให้ลองแบบคิดทบ
00:23:06 → 00:23:09ทวนถึงตัวเองต่างๆว่าเอ๊ะเราแอบมีใน
00:23:09 → 00:23:11เรื่องของอคติในเรื่องใดๆบ้างหรือเปล่า
00:23:12 → 00:23:14ใช่ไหมคะงั้นน่าจะทำให้เกิดประโยชน์สูง
00:23:14 → 00:23:15สุด
00:23:15 → 00:23:18ต้องขอบคุณมากๆนะคะสำหรับคุณผึ้งณัฐธยาน
00:23:18 → 00:23:20บุญภักดีที่มาแบ่งปันข้อมูลความรู้
00:23:20 → 00:23:23ประสบการณ์ดีๆใน Single Being วันนี้ค่ะ
00:23:23 → 00:23:26ขอบคุณค่ะสวัสดีค่ะค่ะยินดีค่ะขอบคุณค่ะ
00:23:27 → 00:23:29สวัสดีค่ะ
00:23:29 → 00:23:32สัปดาห์หน้านะคะ Single Being จะมี
00:23:32 → 00:23:35เรื่องอะไรมาค่ะคุณผู้ฟังนะคะก็ฝากกดไลค์
00:23:35 → 00:23:37กดติดตามในทุกช่องทางที่ฟังพอดแคสต์นะคะ
00:23:37 → 00:23:40ถ้าใครมีคำถามนะคะอยากคุยกับหมอเพิ่มเติม
00:23:40 → 00:23:44ชีวิตไม่ใช่สิเราต้องเรียกว่า x นะคะ x
00:23:44 → 00:23:48มาได้นะคะที่ธิดา thi Da K A R N นะ
00:23:48 → 00:23:51คะหรือว่าจะ comment ในคลิปที่คุณฟังอยู่
00:23:51 → 00:23:54ก็ได้นะคะกดไลค์กดหัวใจรัวๆก็ได้นะคะ
00:23:54 → 00:23:56ขอบคุณทุกท่านมากๆค่ะที่ติดตามฟังกันมา
00:23:56 → 00:23:59ตลอดนะคะขอบคุณที่ให้รักดูแลชีวิตไปด้วย
00:23:59 → 00:24:06กัน EP นี้หมอไปก่อนนะคะสวัสดีค่ะ
00:24:06 → 00:24:10[เพลง]
00:24:10 → 00:24:15โดยหมอผีแพทย์หญิงที่หน้าการรุจิพัฒนกุล
00:24:15 → 00:24:18ดีที่อยู่เดียว
00:24:18 → 00:24:24ให้รักดูแลชีวิตไทยประกันชีวิต