00:00:00 → 00:00:02พลังงานก็คือตัวเรานี่แหละพลังงานที่สอด
00:00:02 → 00:00:05คล้องอ่ะก็คือสุขภาพที่ดีถ้าพลังงานข้าง
00:00:05 → 00:00:08ในเราเป็นยังไงอ่ะเราก็จะเลือกสิ่งที่สอด
00:00:08 → 00:00:10คล้องกับไลฟ์สไตล์หรือว่าชีวิตของเรา
00:00:10 → 00:00:13นิสัยเกิดจากสิ่งที่เราคิดสิ่งที่เราคิด
00:00:13 → 00:00:16นำมาสู่สิ่งที่เรารู้สึกสิ่งที่เรารู้สึก
00:00:16 → 00:00:19นำมาสู่สิ่งที่เราลงมือทำพอเราลงมือทำซ้ำ
00:00:19 → 00:00:22ๆอ่ะมันกลายเป็นนิสัยเป็นบุคลิกภาพและ
00:00:22 → 00:00:25กลายเป็นโชคชะตาของเราความเชื่อของเราอ่ะ
00:00:25 → 00:00:28มันทำให้เราเปลี่ยนร่างกายของเราได้แต่
00:00:28 → 00:00:33สิ่งที่ทำให้แบบไปได้ไวกว่าคือNoซebroไม่
00:00:33 → 00:00:35ได้มีตัวที่ทำให้เกิดโรคแต่ความคิดทำให้
00:00:35 → 00:00:38เกิดโรคความคิดที่เกิดขึ้นซ้ำๆมีผลต่อ
00:00:38 → 00:00:42ร่างกายมีผลต่อชีวิตของเราด้วย
00:00:42 → 00:00:48>> เกลาแก้โรคเกลานิสัยห่างไกลโรค
00:00:48 → 00:00:51สวัสดีค่ะยินดีต้อนรับเข้าสู่รายการเกลา
00:00:51 → 00:00:54แก้โรคค่ะทุกท่านเคยได้ยินมั้คะว่าคนที่
00:00:54 → 00:00:57พลังงานดีๆเนี่ยเขามักจะสุขภาพดีกันหรือ
00:00:57 → 00:00:59เราจะเคยเห็นผู้หลักผู้ใหญ่นะคะที่อายุ
00:00:59 → 00:01:02ยืนเนี่ยท่านก็มักจะเวลาที่เราไปอยู่ใกล้
00:01:02 → 00:01:04เนี่ยเราจะรู้สึกรับรู้ได้ถึงพลังงานเย็น
00:01:04 → 00:01:06ๆสบายๆไม่ร้อนรุ่มเดี๋ยววันนี้แพนด้าว่า
00:01:07 → 00:01:09เรามาหาคำตอบกันดีกว่าค่ะว่าพลังงานกับ
00:01:09 → 00:01:12สุขภาพเนี่ยเขาเกี่ยวข้องกันยังไงแล้ววัน
00:01:12 → 00:01:14นี้นะคะแพนด้าก็อยู่กับคุณหมอท่านนึงเป็น
00:01:14 → 00:01:17คุณหมอที่สวยมากแล้วก็น่าจะให้คำตอบได้ดี
00:01:17 → 00:01:19มากๆด้วยก็คือคุณหมอฟ้าจากเพจหมอฟ้า
00:01:19 → 00:01:20สมาธิศาสตร์สวัสดีค่ะ
00:01:21 → 00:01:24>> สวัสดีค่ะสวัสดีค่ะน้องแพนด้า
00:01:24 → 00:01:25>> เป็นยังไงบ้างคะตื่นเต้นมั้คะ
00:01:25 → 00:01:27>> ตื่นเต้นค่ะปกติพูดคนเดียว
00:01:27 → 00:01:28>> อ้าววันอือๆ
00:01:28 → 00:01:30>> อ๋อนับเป็นคนมั้คะ
00:01:30 → 00:01:30>> มัดเป็น
00:01:30 → 00:01:33>> นับเป็นนะโอเควันนี้ได้คุยกับคนแล้วโอเค
00:01:33 → 00:01:34ค่ะ
00:01:34 → 00:01:37>> ค่ะทีนี้อย่างที่แพนด้าเกริ่นไปเนาะว่า
00:01:37 → 00:01:41เออทำไมคนบางคนที่เขาพลังงานดีๆเนี่ยเามี
00:01:41 → 00:01:43สุขภาพดีอยากรู้ว่าจริงๆแล้วเรื่องพลัง
00:01:43 → 00:01:45งานกับสุขภาพเนี่ยค่ะเขาเกี่ยวข้องกัน
00:01:45 → 00:01:45มั้ยคะ
00:01:46 → 00:01:48>> บางทีอ่ะเราไปพูดคำว่าพลังงานน่ะเราก็จะ
00:01:49 → 00:01:51นึกถึงอะไรที่มันแบบออกจากตัวเราอ่ะค่ะ
00:01:51 → 00:01:54แต่จริงๆแล้วอ่ะพลังงานคือการเคลื่อนไหว
00:01:54 → 00:01:57ในร่างกายเราอ่ะอะไรที่มันเป็นการเคลื่อน
00:01:57 → 00:01:58ไหว
00:01:58 → 00:02:01มีการเข้ามีการออกมีการหมุนเวียนเช่นลม
00:02:01 → 00:02:05หายใจหรือว่าการเต้นของหัวใจเห็นคะจริงๆ
00:02:05 → 00:02:08แล้วอ่ะพลังงานก็คือตัวเรานี่แหละพลังงาน
00:02:08 → 00:02:11ที่สอดคล้องอ่ะก็คือสุขภาพที่ดีพอเวลาที่
00:02:11 → 00:02:13เราพูดถึงพลังงานอยากให้ทุกคนแบบหรือว่า
00:02:13 → 00:02:15น้องแพนด้าค่อยๆจินตนาการถึงสิ่งที่
00:02:15 → 00:02:17เคลื่อนไหวอยู่ในร่างกายเรา
00:02:17 → 00:02:19>> เออเราจะได้แบบรู้ว่าอ๋อจริงๆมันก็คือตัว
00:02:19 → 00:02:22เรานี่แหละคือลมหายใจของเราคือเซลล์ของ
00:02:22 → 00:02:23เราคือร่างกายของเราอ
00:02:23 → 00:02:26>> ออมันคือมันอยู่ในเนื้อในตัว
00:02:26 → 00:02:27>> ใช่อยู่ในเนื้อในตัว
00:02:27 → 00:02:30>> ไอ้แสดงว่าก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่อง
00:02:30 → 00:02:33ของสุขภาพโดยตรงเลยมั้คะอย่างงี้
00:02:33 → 00:02:35>> อ่าเกี่ยวข้องโดยตรงมั้อันนี้พี่อาจจะ
00:02:35 → 00:02:38เล่าจากประสบการณ์แล้วกันค่ะลองนึกถึง
00:02:38 → 00:02:42เวลาที่เราเครียดเราก็จะไปกินอะไรที่มัน
00:02:42 → 00:02:44ไม่ได้เป็นสุขภาพอ่ะอาจจะทานน้ำตาลเยอะ
00:02:44 → 00:02:48หรือว่าทานอาหารfastฟู้ดเราจะเลือกตาม
00:02:48 → 00:02:51สิ่งที่ข้างในเราเป็นก็คือสุขภาพเราเป็น
00:02:51 → 00:02:53แบบไหนเราก็จะเลือกแบบนั้นเพราะฉะนั้นน่ะ
00:02:53 → 00:02:56ค่ะถ้าพลังงานข้างในเราเป็นยังไงอ่ะเราก็
00:02:56 → 00:02:58จะเลือกสิ่งที่สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์หรือ
00:02:58 → 00:02:59ว่าชีวิตของเราอ
00:02:59 → 00:03:01>> อุ๊ยแต่ถ้าสมมุติว่าเราเถียงแทนบางคนที่
00:03:01 → 00:03:04บอกว่าอาหารจังฟู้ดหรือแบบช็อกโกแลตหรือ
00:03:04 → 00:03:07น้ำตาลเป็นอาหารที่ดีสำหรับเขานะเพราะว่า
00:03:07 → 00:03:09ช่วยฮีลใจเขาได้เลยอย่างเงี้ยค่ะ
00:03:09 → 00:03:11>> อ่าอันนี้อาจจะต้องตอบด้วยแบบสารเคมีใน
00:03:11 → 00:03:14สมองจริงๆแล้วอ่ะคำว่าดีสำหรับเขาถูกต้อง
00:03:14 → 00:03:16แล้วนะคะน้องแพนด้าเพราะว่าเขาชิน
00:03:16 → 00:03:16>> อื
00:03:16 → 00:03:19>> อ่ามันเป็นสารเคมีในร่างกายของเขาอ่ะชิน
00:03:19 → 00:03:22กับสิ่งนี้เขาก็เลยเลือกสิ่งนี้เออเหมือน
00:03:22 → 00:03:24แบบบางคนที่กินชานมไข่มุกเคยเห็นมั้ยนาง
00:03:24 → 00:03:28ก็จะต้องแบบกินทุกเพราะว่าเรากำลังเสพติด
00:03:28 → 00:03:30สารเคมีในสมองหรือว่าสารเคมีในร่างกายของ
00:03:30 → 00:03:31เรา
00:03:31 → 00:03:34>> อืออกเวลาเรากินอะไรที่เรารู้สึกว่าอร่อย
00:03:34 → 00:03:37หรือเป็นน้ำตาลน้ำหวานอะไรพวกเนี้ยคือเรา
00:03:37 → 00:03:40ชอบกินแต่ไม่ได้หมายความว่าเราติดที่รส
00:03:40 → 00:03:41ชาติมันหรอกค่ะอ
00:03:41 → 00:03:43>> จริงๆมันเกิดจากความเครียดค่ะในร่างกาย
00:03:43 → 00:03:45เราอ่ะมันจะมีฮอร์โมนฮอร์โมนคือสิ่งที่
00:03:45 → 00:03:49มันแบบไหลเวียนในร่างกายเราก็คือพลังงาน
00:03:49 → 00:03:51นี่แหละทีเนี้ยเวลาที่เราอ่ะรู้สึกเครียด
00:03:51 → 00:03:53ใช่มยเวลาเรารู้สึกเครียดเราจะหลั่งแสน
00:03:53 → 00:03:55เคมีอย่างเช่นคอร์ติเข้ามาพอคอร์ติซอล
00:03:55 → 00:03:58เข้ามาปุ๊บเราเครียดเราก็เลยต้องการน้ำ
00:03:58 → 00:04:00ตาลมาเหมือนสนองนิดความเครียดอ่ะเพราะ
00:04:00 → 00:04:02ฉะนั้นน่ะค่ะเวลาเสพติดอ่ะเราเสพติด
00:04:03 → 00:04:04คอร์ติซอล
00:04:04 → 00:04:04>> อ๋อค่ะ
00:04:04 → 00:04:08>> เสพติดสารเคมีแห่งความเครียดนั้นและเรา
00:04:08 → 00:04:10อ่ะก็เลยเอาความหวานมาตอบสนองความเครียด
00:04:10 → 00:04:14นั้นจริงๆเรากำลังเสพติดสารเคมีนี้มาก
00:04:14 → 00:04:14กว่าค่ะ
00:04:14 → 00:04:17>> อค่ะโอน่าสนใจมากๆเลยแล้วเดี๋ยวมีบางคำ
00:04:17 → 00:04:19ถามที่มันได้อยากถาม
00:04:19 → 00:04:21>> อ่ะถามไว้ก่อนดีกว่าคืออยากรู้ว่าแล้ว
00:04:21 → 00:04:25อย่างคอิสตอลคือเราเสพติดใช่มั้คะแต่ว่า
00:04:25 → 00:04:27ถ้าสมมติสมเรารู้แล้วเนี่ยแต่เรายังมันคง
00:04:27 → 00:04:29จะหักดิบไม่ได้แต่ถ้าเราจะหักดิบเรามี
00:04:29 → 00:04:32วิธียังไงบ้างแต่อย่าเพิ่งตอบนะคะเดี๋ยว
00:04:32 → 00:04:35ไปเรื่อยๆอยากให้ทุกท่านอยู่ฟังจนถึงนาที
00:04:35 → 00:04:37นั้นที่คุณหมอตอบอ่า
00:04:37 → 00:04:40>> โอเคค่ะอย่างเมื่อกี้ค่ะคุณหมอบอกว่าเฮ้ย
00:04:40 → 00:04:42บางครั้งนี่พอเราเครียดร่างกายก็เลย
00:04:42 → 00:04:45ต้องการน้ำตาลอาจจะมีบางคนที่เขาบอกว่า
00:04:45 → 00:04:49ไม่ไม่ได้เครียดเลยแต่แค่ชอบกินหวานเฉยๆ
00:04:49 → 00:04:50มันเกี่ยวยังไงกับ
00:04:50 → 00:04:52>> ยังไงเอาพูดจากประสบการณ์ฟังแล้วกันค่ะ
00:04:52 → 00:04:55จริงๆอ่ะการกินหวานวันเดียวอ่ะไม่เป็นไร
00:04:55 → 00:04:58แต่เราต้องดูว่าเราอ่ะติดเขาไหมติดอ่ะคือ
00:04:59 → 00:05:01เสพติดหมายความว่าถ้าเรากินหวานแบบเอ้ย
00:05:01 → 00:05:04นี่ๆหน่อยแล้วเรารู้สึกว่าเราแบบไม่มี
00:05:04 → 00:05:07เา้าก็ได้อ่ะอันนั้นคือการแบบกินหวานแต่
00:05:07 → 00:05:10ต้องกินทุกวันหรือว่าเราจะต้องแบบกินกาแฟ
00:05:10 → 00:05:13ทุกวันกินหวานทุกวันนี่คือการแบบเสพติด
00:05:13 → 00:05:15ค่ะฉะนั้นแยกที่การเหมือนกับต้องได้รับ
00:05:15 → 00:05:17มันทุกวันมถ้าไม่ได้รับแล้วเรารู้สึกยัง
00:05:17 → 00:05:20ไงเรารู้สึกกระวนกระวายมที่จะต้องได้รับ
00:05:20 → 00:05:21สิ่งนั้นอะไรอย่างเงี้ย
00:05:21 → 00:05:23>> โหจริงๆถ้าคุยเรื่องนี้เนี่ยอาจจะไม่จบ
00:05:23 → 00:05:26ได้เพราะว่าจริงๆก็มีพฤติกรรมของผู้ใหญ่
00:05:26 → 00:05:29หลายๆท่านอย่างคุณพ่อคุณแม่ที่แบบตื่น
00:05:29 → 00:05:32เช้ามาก็จะมีการกินกาแฟ
00:05:32 → 00:05:34>> ก็คือก็กินเป็นกิจวัตรอ่ะค่ะ
00:05:34 → 00:05:37>> คืออย่างงี้ค่ะคือร่างกายเราอ่ะมันจะมี
00:05:37 → 00:05:40กระบวนการในการทำให้เราอยู่กับสิ่งนั้น
00:05:40 → 00:05:44ได้เช่นเคยเดินเข้าไปในห้องที่มันเหม็นสี
00:05:44 → 00:05:44มย
00:05:44 → 00:05:46>> หรือว่าเดินเข้าไปในห้องที่แบบว่ามีกลิ่น
00:05:46 → 00:05:49ขยะกลิ่นเหม็นอะไรอย่างเงี้ยตอนแรกเราจะ
00:05:49 → 00:05:51รู้สึกว่ามันเหม็นแต่พอเราอยู่ไปสักพัก
00:05:51 → 00:05:54นึงอ่ะสิ่งที่เกิดขึ้นคือเราจะชินเพราะ
00:05:54 → 00:05:57เรารู้สึกว่าเราอยู่กับเขาได้อันนี้คือ
00:05:57 → 00:06:00กลไกร่างกายเพื่อให้เราอ่ะอยู่รอดเพราะ
00:06:00 → 00:06:02ฉะนั้นในวันที่เราเครียดตอนแรกเราจะรู้
00:06:02 → 00:06:05สึกว่ามันเป็นเรื่องใหญ่ในชีวิตมากเอ้ย
00:06:05 → 00:06:08ฉันมาทำงานที่เนี่ยแบบทำงานตลอดตั้งแต่
00:06:08 → 00:06:10เช้าจะหลดเย็นมันเป็นแบบเรื่องเครียดอ่ะ
00:06:10 → 00:06:13แต่ถ้าเกิดผ่านไปสักพักอ่ะเราจะรู้สึกว่า
00:06:13 → 00:06:15มันอยู่ได้เพราะร่างกายมีกระบวนการแบบ
00:06:15 → 00:06:18โฮมโอสเตasคือกระบวนการรักษาสมดุลเพื่อ
00:06:18 → 00:06:20ให้เราอยู่กับสิ่งนั้นได้เพราะฉะนั้น
00:06:20 → 00:06:24เนี่ยสิ่งที่เกิดขึ้นก็คือบางบางทีอ่ะเรา
00:06:24 → 00:06:27ไม่รู้ว่าเราอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่เป็นพิษ
00:06:27 → 00:06:30หรือว่าอยู่ในอะไรที่มันแบบอยู่ใน
00:06:30 → 00:06:32สถานการณ์ความเครียดเพราะความเครียดอ่ะ
00:06:32 → 00:06:35ดันเป็นเราไปแล้วเราชินกับความเครียดไป
00:06:35 → 00:06:37แล้วอ่ะค่ะเออเราอยู่กับสิ่งนั้นได้เรา
00:06:37 → 00:06:40อยู่กับกลิ่นสีในห้องนั้นได้ไปแล้วอ่ะมัน
00:06:40 → 00:06:42ก็เลยไม่ได้ทุกข์ไม่ได้ร้อนจนบางทีเราอาจ
00:06:43 → 00:06:45จะต้องแยกแยะว่าเฮ้ย 1 เราไม่ได้เครียด
00:06:45 → 00:06:47หรือว่า 2 จริงๆเราเครียดแล้วเราไม่รู้
00:06:47 → 00:06:49งั้นสิ่งที่เราจะรู้ได้เราต้องดูจาก
00:06:49 → 00:06:53พฤติกรรมค่ะแล้วก็กลับมาจับความรู้สึกอาจ
00:06:53 → 00:06:54จะต้องเปรียบเทียบอ่ะถ้าเกิดว่าเราเครียด
00:06:54 → 00:06:57จนชินใช่มยเราลองแบบไปเที่ยวอ่ะหรือว่าทำ
00:06:57 → 00:07:00ตัวที่แบบสบายๆอ่ะแล้วความรู้สึกมันต่าง
00:07:00 → 00:07:03กันมั้ถ้ามันต่างกันเราถึงจะวัดได้ว่าเออ
00:07:03 → 00:07:05จริงๆแล้วฉันชินกับความเครียดนะ
00:07:05 → 00:07:07>> เพราะว่าวัดในตอนที่เขาเครียดอ่ะมันไม่
00:07:07 → 00:07:11รู้อ่ะเราอยู่สิ่งนั้นจนชินไปแล้วอ่ะอื
00:07:11 → 00:07:14>> ค่ะก็เป็นวิธีนึงที่เราจะสามารถเช็คได้
00:07:14 → 00:07:16ว่าเฮ้ยเรากำลังชินกับความเครียดหรือ
00:07:16 → 00:07:19เปล่าคือลองพาตัวเองไปอยู่ในสภาพแวดล้อม
00:07:19 → 00:07:21ที่สบายๆขึ้นหรือว่า
00:07:21 → 00:07:21>> ที่แตกต่าง
00:07:21 → 00:07:23>> ที่แตกต่างจากที่เราชิน
00:07:23 → 00:07:25>> อ่าว่าความรู้สึกต่างกันมั้ย
00:07:25 → 00:07:27>> ใช่ใช่หรือง่ายๆนะถ้ารู้สึกว่ามีวันหยุด
00:07:27 → 00:07:28อ่ะ
00:07:28 → 00:07:28>> ค่ะ
00:07:28 → 00:07:31>> แล้วรู้สึกว่าฉันจะต้องไปหาธรรมชาติฉันจะ
00:07:31 → 00:07:35ต้องพักวันหยุดแสดงว่าจริงๆแล้วที่ที่เรา
00:07:35 → 00:07:37อยู่อ่ะร่างกายเขากำลังบอกว่าอันเนี้ยเ
00:07:37 → 00:07:39ไม่ได้เไม่ได้ชอบเพราะถ้าตรงนี้มันเป็น
00:07:39 → 00:07:42ที่ที่เราอยู่สบายจริงๆเราไม่จำเป็นที่จะ
00:07:42 → 00:07:44ต้องตั้งหน้าตั้งตาพักขนาดนั้นอะไรอย่าง
00:07:44 → 00:07:45เงี้ยเออใช่
00:07:45 → 00:07:47>> อ๋ออันนี้ชัดเจนค่ะเช่นแบบ
00:07:47 → 00:07:50>> เอแบบฉันจะต้องหยุดแล้วนะอะไรเงี้ยใช่มี
00:07:50 → 00:07:53อยากเสาร์อาทิตย์นี้ต้องมีทริปหรืออยากไป
00:07:53 → 00:07:53หาธรรมชาติ
00:07:53 → 00:07:56>> หรือว่านอนทั้งวันเพราะว่าร่างกายเขา
00:07:56 → 00:07:58ต้องการพักผ่อนอะไรอย่างเงี้ยค่ะแสดงว่า
00:07:58 → 00:08:00ชีวิตส่วนใหญ่ที่เราอยู่อ่ะเขาแบบรู้สึก
00:08:00 → 00:08:03ว่าเขาไม่ได้พักเต้องวิ่งเเหนื่อยเออวัน
00:08:03 → 00:08:05ที่เราพักเราก็เลยแบบไม่อยากทำอะไรและ
00:08:05 → 00:08:07อะไรอย่างเงี้ยมันเป็นกระบวนการรักษา
00:08:07 → 00:08:09สมดุลของร่างกายอ
00:08:09 → 00:08:11>> ก็เช็คตัวเองกันได้
00:08:11 → 00:08:12>> ใช่ๆค่ะ
00:08:12 → 00:08:14>> แต่มันไม่ได้มีอะไรตายตัวเนาะก็ให้สังเกต
00:08:14 → 00:08:16ตัวเองกันเยอะๆแล้วกันว่าอันนี้มันเป็น
00:08:16 → 00:08:18ปกติของเราหรือเปล่าหรือว่าอันนี้ไม่ปกติ
00:08:18 → 00:08:21ของเรา
00:08:21 → 00:08:24เรื่องพลังงานกับนิสัยค่ะมันมีความ
00:08:24 → 00:08:25สัมพันธ์กันมั้คะ
00:08:25 → 00:08:27>> อจริงๆพลังงานคือนิสัยเลยอาจจะพูดง่ายๆ
00:08:28 → 00:08:30แบบนี้ที่ตอนแรกพี่บอกไปว่าพลังงานคือการ
00:08:30 → 00:08:32เคลื่อนไหวใช่มั้ยคะสิ่งนึงที่สำคัญมาก
00:08:32 → 00:08:36อ่ะคือความรู้สึกสังเกตมยเวลาที่เราแบบ
00:08:36 → 00:08:38โกรธมากๆน้องแพนด้าเคยโกรธมากๆมั้ย
00:08:39 → 00:08:39>> เคย
00:08:39 → 00:08:42>> ถ้าโกรธมากๆบางทีแบบเนื้อตัวเราจะสั่น
00:08:42 → 00:08:44>> เออสายตาเราก็จะไม่เหมือนเดิมเราจะพูด
00:08:44 → 00:08:47เสียงดังขึ้นใช่มั้ยคะมันคือพลังงานที่
00:08:47 → 00:08:50ถูกส่งออกมาเออพลังงานคือความรู้สึกทีนี้
00:08:50 → 00:08:53เราต้องรู้ว่านิสัยเกิดมาได้ยังไงจริงๆ
00:08:53 → 00:08:57อ่ะนิสัยเกิดจากสิ่งที่เราคิดในมนุษย์เรา
00:08:57 → 00:09:00อ่ะค่ะเขาจะมีอิเล็กโต magnetic field
00:09:00 → 00:09:03คือหมายความว่ารอบๆตัวเราอ่ะมันจะมีสนาม
00:09:03 → 00:09:05พลังงานเช่นแบบว่าแฟนเรางอน
00:09:05 → 00:09:05>> ค่ะ
00:09:06 → 00:09:08>> ที่อยู่ในรถที่เป็นแบบพื้นที่ปิดเขาไม่
00:09:08 → 00:09:10ได้พูดอะไรเลยนะแต่เรารับรู้ได้ถึงแบบ
00:09:10 → 00:09:13หลังสีอัมหิตอ่ะที่เขาส่งมาโดยที่เขาไม่
00:09:13 → 00:09:15ต้องพูดอะไรเพราะว่าจริงๆแล้วเนี่ยมนุษย์
00:09:15 → 00:09:19ส่งพลังงานหากันตลอดเวลาหรือเคยเจอแบบไม่
00:09:19 → 00:09:22รู้จักคนนี้เลยแต่เข้าไปทีไรแล้วเรารู้
00:09:22 → 00:09:24สึกไม่ชอบคนนี้จังเลยอ่ะโดยที่ไม่ต้องพูด
00:09:24 → 00:09:27อะไรเลยหรือว่าเรารู้สึกว่าอยู่ใกล้คนนี้
00:09:27 → 00:09:29แล้วเรารู้สึกสบายใจจังเลยโดยที่เราอาจจะ
00:09:29 → 00:09:32ไม่ได้รู้จักกันมาก่อนหมายความว่าเออจริง
00:09:32 → 00:09:34ๆแล้วอ่ะเราไม่ได้คุยกันที่คำอย่างเดียว
00:09:34 → 00:09:37เราคุยกันทางแบบสิ่งที่มองไม่เห็นด้วยเออ
00:09:37 → 00:09:39อย่างเงี้ยก็จะเห็นภาพอย่างที่เราไม่ชอบ
00:09:39 → 00:09:42คนเนี้ยเออเขาไม่ได้มาทำอะไรให้ฉันแต่รู้
00:09:42 → 00:09:44สึกไม่ถูกชะตาเลยอ่ะเพราะว่าเขาก็ส่งพลัง
00:09:44 → 00:09:47งานหาเราหรือบางคนแบบออล่ามากเลยเดินมา
00:09:47 → 00:09:49แล้วแบบเคยเห็นคนที่เด็กๆวิ่งเข้าหามั้ย
00:09:49 → 00:09:50ค่ะ
00:09:50 → 00:09:53>> หรือว่าไปอยู่ที่ไหนก็รู้สังหรือว่าเวลา
00:09:53 → 00:09:55เราไปหาพระที่เรารู้สึกสงบร่มเย็นน่ะค่ะ
00:09:55 → 00:09:58เพราะว่ามันมีพลังงานออกมาทีเนี้พลังงาน
00:09:58 → 00:10:01เกี่ยวข้องกับนิสัยตรงที่ว่านิสัยที่เรา
00:10:01 → 00:10:03บอกอ่ะมันเกิดจากสิ่งที่เราคิดสิ่งที่เรา
00:10:03 → 00:10:06คิดนำมาสู่สิ่งที่เรารู้สึกสิ่งที่เรารู้
00:10:06 → 00:10:09สึกนำมาสู่สิ่งที่เราลงมือทำเออพอเราลง
00:10:09 → 00:10:12มือทำซ้ำๆอ่ะมันกลายเป็นนิสัยเป็น
00:10:12 → 00:10:15บุคลิกภาพและกลายเป็นโชคชะตาของเราอ่ะยก
00:10:15 → 00:10:17ตัวอย่างง่ายๆถ้าวันเนี้ยค่ะเราแบบเริ่ม
00:10:17 → 00:10:20จะลดน้ำหนักแหละเราต้องคิดก่อนใช่มยว่า
00:10:20 → 00:10:23เอ้ยฉันจะเป็นคนสุขภาพดีแล้วเราก็มี
00:10:23 → 00:10:25inspiration เราก็มีแรงบันดาลใจเรารู้
00:10:25 → 00:10:28สึกเออพอเริ่มรู้สึกปุ๊บเราจะเริ่มปรับ
00:10:28 → 00:10:32เปลี่ยนอาหารที่เรากินเริ่มไปยิ้มพอไป
00:10:32 → 00:10:34ยิ้มซ้ำๆอ่ะมันก็เริ่มน้ำหนักลงมันก็
00:10:34 → 00:10:37เริ่มแบบมีกล้ามเนื้อถูกมั้ยคะอันนั้นก็
00:10:37 → 00:10:40เลยกลายเป็นคนสุขภาพดีสิ่งที่คนเห็นว่า
00:10:40 → 00:10:42เฮ้ยคนนี้หุ่นดีจังเลยอ่ะจริงๆแล้วมันคือ
00:10:42 → 00:10:46การลงมือทำซ้ำๆจนเป็นนิสัยแต่มันเริ่มจาก
00:10:46 → 00:10:48สิ่งเล็กๆก็คือสิ่งที่เขาคิดอ่ะเค้าเห็น
00:10:49 → 00:10:52ตัวเองว่าเค้าไม่ควรสุขภาพดีเค้าถึงลงมือ
00:10:52 → 00:10:54ทำสอดคล้องกับสิ่งที่เขาคิดเพราะฉะนั้น
00:10:54 → 00:10:58นิสัยที่เราเห็นภายนอกบุคลิกภาพของคนนี้
00:10:59 → 00:11:01หรือว่าแบบเอ้ยคนนี้เป็นคนแบบเนี้ยจริงๆ
00:11:01 → 00:11:03เกิดจากสิ่งที่เล็กที่สุดคือสิ่งที่เขา
00:11:03 → 00:11:06คิดและสิ่งที่เขารู้สึกมันก็เลยเป็นเหตุ
00:11:06 → 00:11:10ผลว่าทำไมสิ่งที่เรามองไม่เห็นน่ะมันถึง
00:11:10 → 00:11:12ส่งผลกับสิ่งที่มองเห็นเออหรือที่เขา
00:11:12 → 00:11:14เรียกว่าการ manifest อะไรเงี้ยซึ่ง
00:11:14 → 00:11:15เดี๋ยวเราคุยกันต่อไป
00:11:15 → 00:11:18>> อค่ะเมื่อกี้ค่ะที่คุณหมอบอกว่าเอ่อจริง
00:11:18 → 00:11:21จริงๆเราไม่ได้คุยกันแค่คำพูดมีสนามพลัง
00:11:21 → 00:11:22งานอยู่รอบตัวเรา
00:11:22 → 00:11:23>> อ
00:11:23 → 00:11:26>> อาจจะมีคำถามนึงค่ะที่แปลกๆอีกและ
00:11:26 → 00:11:26>> จ้ะ
00:11:26 → 00:11:29>> เช่นแล้วอย่างเงี้ค่ะบางคนที่สงสัยเรื่อง
00:11:29 → 00:11:30กระแสจิต
00:11:30 → 00:11:30>> อื
00:11:30 → 00:11:33>> อันนี้เกี่ยวข้องกับสนามพลังงานตรงนี้มั้
00:11:33 → 00:11:34คะที่แบบ
00:11:34 → 00:11:38>> ส่งแพนด้าเคยมีประสบการณ์สักครั้งมั้ยที่
00:11:38 → 00:11:41นึกถึงใครและเา้าแบบว่าทักมาหาเรา
00:11:41 → 00:11:42>> มีค่ะเพื่อนสนิท
00:11:42 → 00:11:45>> เออหรือว่าทุกคนที่แบบว่าดูช่องนี้ก็ได้
00:11:45 → 00:11:48ลองนึกดูว่าอยู่ดีๆอ่ะเออนึกถึงคนนี้แล้ว
00:11:48 → 00:11:52เโทรมาหรือว่านึกถึงอยากกินทุเรียนอะไร
00:11:52 → 00:11:55อย่างเงี้ยเออมันมันก็จะเข้ามาอะไรอย่าง
00:11:55 → 00:11:56เงี้ยจริงๆอ่ะเราสื่อสารแบบนั้น
00:11:56 → 00:11:58>> แต่ว่าถ้าอธิบายมันก็จะลึกใช่มั้
00:11:58 → 00:11:59>> มันจะลึกมันจะลึกใช่
00:11:59 → 00:12:02>> โอเคค่ะก็ไม่เป็นไรแต่ว่าถ้าอยากรู้เพิ่ม
00:12:02 → 00:12:03นี่ก็คือติดตามช่องคุณหมอได้
00:12:03 → 00:12:06>> ได้ค่ะขอบคุณค่ะ
00:12:06 → 00:12:09>> ทีนี้อย่างที่เราคุยกันว่านิสัยเนี่ยกับ
00:12:09 → 00:12:11พลังงาน่ะจริงๆก็คือเป็นสิ่งเดียวกันเลย
00:12:11 → 00:12:16อ่าแล้วนิสัยอะไรที่ส่งเสริมพลังงานบวก
00:12:16 → 00:12:18และนิสัยอะไรที่ส่งเสริมพลังงานลบในตัว
00:12:18 → 00:12:19เราอ่ะค่ะ
00:12:19 → 00:12:23>> อืโอเคถ้าแบบเนี้ยพี่ขอพูดในมุมมองของ
00:12:23 → 00:12:24ฮอร์โมน
00:12:24 → 00:12:27>> หรือว่าในมุมมองของร่างกายเพราะฉะนั้น
00:12:27 → 00:12:29เนี่ยถ้าเกิดว่าเป็นนิสัยลบเราก็จะมองว่า
00:12:29 → 00:12:32อ๋ออะไรนะที่ทำให้เกิดการหลังฮอร์โมนแห่ง
00:12:32 → 00:12:35ความเครียดหรือว่าฮอร์โมนคอร์ติซอลอย่าง
00:12:35 → 00:12:37เช่นการที่เรารู้สึกไม่ดีกับตัวเองอะไร
00:12:37 → 00:12:39อย่างเงี้ยค่ะหรือว่าการเปรียบเทียบตัว
00:12:39 → 00:12:41เองการอยู่ในสภาวะแวดล้อมที่ทำให้เรารู้
00:12:41 → 00:12:45สึกเครียดทำให้เกิดฮอร์โมนคอร์ติซอลเมื่อ
00:12:45 → 00:12:47ซ้ำๆอ่ะสิ่งนั้นก็จะทำให้เราเลือก
00:12:47 → 00:12:49พฤติกรรมความเครียดแล้วก็เป็นคนที่นิสัย
00:12:49 → 00:12:51ในเชิงลบอ่ะค่ะแต่มีอันนึงที่พี่รู้สึก
00:12:51 → 00:12:55ว่าสำคัญมากๆเนที่อยากจะบอกก็คือว่าไม่
00:12:55 → 00:12:59อยากให้ตีความว่าอันเนี้ยมันเป็นนิสัย
00:12:59 → 00:13:03เชิงบวกหรือว่านิสัยเชิงลบขนาดนั้นพี่
00:13:03 → 00:13:06อยากให้มองว่าทุกอารมณ์ที่เกิดขึ้นน่ะ
00:13:06 → 00:13:10>> เป็นเรื่องปกติเป็นเรื่องธรรมดาสิ่งที่
00:13:10 → 00:13:13พี่เจอก็คือว่าหลายๆคนน่ะค่ะพยายามผลัก
00:13:13 → 00:13:16ใส่เอ้ยเดี๋ยวแบบหมอฟ้าบอกว่าอันนี้มัน
00:13:16 → 00:13:18เป็นนิสัยเชิงลบนะมันเป็นนิสัยที่ทำให้
00:13:18 → 00:13:21เราแบบอยู่ในอารมณ์ไม่ดีอ่ะแล้วฉันอยากจะ
00:13:21 → 00:13:24เอาสิ่งนี้ออกไปอ่ะค่ะมันทำให้เราแบบกลาย
00:13:24 → 00:13:26เป็นคนที่แบบว่าปฏิเสธตัวเองด้วยเพราะ
00:13:26 → 00:13:29จริงๆแล้วเนี่ยทั้งบวกและลบมันก็คือความ
00:13:29 → 00:13:31เป็นมนุษย์อ่ะเออให้แบบค่อยๆกลับมายอมรับ
00:13:31 → 00:13:33ตรงเนี้ยถึงจะทำให้เราเป็นคนที่แบบพลัง
00:13:33 → 00:13:35งานดีจริงๆอะไรเงี้ย
00:13:35 → 00:13:38>> แพนด้าเคยเห็นสเกลนึงค่ะที่เป็น scale of
00:13:38 → 00:13:42emotion ก็คือเป็นที่เขาไล่ระดับอารมณ์
00:13:42 → 00:13:44>> อ่าอันนี้อยากให้หมอฟ้าช่วยอธิบายเพิ่ม
00:13:44 → 00:13:45เติมหน่อยค่ะ
00:13:45 → 00:13:47>> อ๋อโอเคค่ะอันนั้นน่ะเขาเรียกว่าเป็น
00:13:47 → 00:13:50emotional guidance scale คือเขาเอา
00:13:50 → 00:13:52อารมณ์ของมนุษย์นี่แหละค่ะมาตีว่า
00:13:53 → 00:13:56อันเนี้ยฉันอยู่ในอารมณ์ระดับไหนนะถ้า
00:13:56 → 00:13:58เกิดว่าโกรธหรือว่าเกลียดฉันอยู่ใน 50
00:13:58 → 00:14:01ถ้าฉันมีความอยากฉันอยู่ใน 100 เพื่อให้
00:14:01 → 00:14:05ดูว่าเราอยู่ในเลเวลไหนซึ่งอันเนี้ยค่ะ
00:14:05 → 00:14:07มันเป็นมันเป็นดาบสังคมเหมือนกันหมายความ
00:14:08 → 00:14:11ว่าหลายครั้งอ่ะเราจะไปอยู่ในสเกลสูงก็
00:14:11 → 00:14:14คือความสุขหรือว่าสิ่งที่ทำให้เราแบบดึง
00:14:14 → 00:14:17ดูดสิ่งดีๆมีความสุขอะไรเงี้ยจนเราลืม
00:14:17 → 00:14:20ปฏิเสธไม่เอาด้านล่างอ่ะเออไม่เอาอารมณ์
00:14:20 → 00:14:24ทางด้านลบซึ่งการตีสเกลนี้อ่ะค่ะ
00:14:24 → 00:14:26>> ไม่ได้หมายความว่าถ้าฉันรู้สึกโกรธแล้ว
00:14:27 → 00:14:30มันจะเป็นแบบ 100 เลยนะสเกลนั้นคือเหมือน
00:14:30 → 00:14:32ขั้นบันไดที่เรายืนอยู่
00:14:32 → 00:14:32>> ค่ะ
00:14:32 → 00:14:37>> เออถ้าเคยแบบนึกถึงชื่อเพื่อนคนนึงแล้ว
00:14:37 → 00:14:40แบบคนนี้เท่ากับเป็นคนแบบไหนม
00:14:40 → 00:14:40>> อ
00:14:40 → 00:14:45>> คนเนี้ยเป็นคนขี้โมโหคนเนี้ยเป็นคนขี้
00:14:45 → 00:14:46หงุดหงิด
00:14:46 → 00:14:50คนนี้เป็นคนอารมณ์ดีนะเออไอ้คำว่าเป็นคน
00:14:50 → 00:14:54น่ะค่ะการเป็นน่ะคือสิ่งที่เขารู้สึกซ้ำๆ
00:14:54 → 00:14:56และทำบ่อยๆ
00:14:56 → 00:14:56>> อื
00:14:56 → 00:14:59>> คนภายนอกก็เลยเห็นเขาเป็นแบบนั้น
00:14:59 → 00:15:01>> เช่นคนนี้แบบโอเจอทุกครั้งแบบนางวีนแตก
00:15:01 → 00:15:05ทุกครั้งแสดงว่าไม่ว่าอะไรมากระทบคนนี้ก็
00:15:05 → 00:15:09หวีนหรือคนเนี้ยเป็นคนใจเย็นเออแสดงว่า
00:15:09 → 00:15:11ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นนางก็ใจเย็นมันคือ
00:15:11 → 00:15:14สิ่งที่เขาตอบสนองกับโลกซ้ำๆอ
00:15:14 → 00:15:18>> อืนั่นน่ะคือการเป็นก็คือนิสัยอ่ะทุกคนจะ
00:15:18 → 00:15:21ค่อยๆเห็นแบบโมเมนตัมว่าเออจริงๆแล้วอ่ะ
00:15:21 → 00:15:23ค่ะไอ้พวกแบบพลังงานที่เขาบอกมันคือ
00:15:23 → 00:15:26อารมณ์พออารมณ์มันเกิดขึ้นซ้ำๆเขาทำซ้ำๆ
00:15:26 → 00:15:28มันเลยกลายเป็นนิสัย
00:15:28 → 00:15:30>> เออคือขั้นบันไดที่เขาอยู่อ่ะว่าคนนี้ขี้
00:15:30 → 00:15:34โกรธคนนี้ขี้แบบอิจฉาคนนี้ขี้อันนั้นคือ
00:15:34 → 00:15:36สิ่งที่เราทำซ้ำๆเพราะฉะนั้น Emotional
00:15:36 → 00:15:38Guidance scale ไม่ใช่แค่อารมณ์ใน 1
00:15:38 → 00:15:41ฉากแต่อารมณ์ที่เกิดขึ้นซ้ำๆจนเขาเสพติด
00:15:41 → 00:15:44อารมณ์นั้นและเป็นคนแบบนั้นเขาก็จะปล่อย
00:15:44 → 00:15:46ขึ้นพลังงานแบบนั้นออกมาอย่างเท่านั้น
00:15:46 → 00:15:47เอง่ะ
00:15:47 → 00:15:49>> เข้าใจมากขึ้นแล้วแปลว่าจริงๆแล้วเนี่ย
00:15:49 → 00:15:51ไอชาร์จที่เราขึ้นให้ดูตอนเค่ะจริงๆแล้ว
00:15:51 → 00:15:54ถ้าเราดูเป็นปกติอย่างที่หมอฟ้าบอกคือ
00:15:54 → 00:15:58จริงๆเราทุกคนน่ะมีแทบทุกสเกลแหละอ่าเป็น
00:15:58 → 00:16:01เรื่องปกติเลยแต่ว่าสเกลอ่าชั้นไหนที่เรา
00:16:01 → 00:16:04แบบมีอยู่บ่อยๆอันนั้นน่ะมันคือการเป็น
00:16:04 → 00:16:05ของเราละอ
00:16:05 → 00:16:06>> ใช่ฉันไปยืนอยู่ตรงนั้นแหละ
00:16:06 → 00:16:08>> อ่าแล้วก็ทำให้คนอื่นจดจำเราแบบนี้
00:16:08 → 00:16:09>> ใช่
00:16:09 → 00:16:11>> ข่าวดีก็คือว่าถ้าเราอยู่ในชั้นที่ไม่
00:16:11 → 00:16:13ค่อยจะชอบไม่ค่อยโอเค
00:16:13 → 00:16:14>> ก็เปลี่ยนได้
00:16:14 → 00:16:15>> ได้
00:16:15 → 00:16:15>> อ่ะ
00:16:15 → 00:16:18>> ได้อันนี้ก็เลยเป็นจุดเริ่มต้นที่เออจริง
00:16:18 → 00:16:20ๆแล้วอ่ะเราสามารถเปลี่ยนตัวเราเองได้
00:16:20 → 00:16:23เปลี่ยนนิสัยพอเปลี่ยนนิสัยจะเปลี่ยนโชค
00:16:23 → 00:16:24ชะตาชีวิต
00:16:24 → 00:16:24>> ออ
00:16:24 → 00:16:26>> เออเปลี่ยน Destiny เลย
00:16:26 → 00:16:30>> ค่ะอุ๊ยแต่ว่าถ้าอย่างเราอาจจะไม่รู้หรอ
00:16:30 → 00:16:33คะว่าตอนนี้เราอยู่ในชั้นไหนมีวิธีในการ
00:16:33 → 00:16:34สังเกตเรามั้คะ
00:16:34 → 00:16:35>> รู้ตัว
00:16:35 → 00:16:35>> อื
00:16:35 → 00:16:39>> มันเลยเป็นจุดเริ่มต้นของสติว่าทำไมสติ
00:16:39 → 00:16:43ถึงเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างนิสัยหรือ
00:16:43 → 00:16:45ว่าจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงชีวิตเลย
00:16:45 → 00:16:49>> เพราะถ้าเราไม่รู้ตัวเราจะไหลไปกับสิ่ง
00:16:49 → 00:16:52ที่เราเคยชินต้องบอกก่อนว่าตัวเราอ่ะมัน
00:16:52 → 00:16:56คือระบบอัตโนมัติคำว่าระบบอัตโนมัติคือ
00:16:56 → 00:16:59เราเคยทำแบบไหนเคยเลือกแบบไหนเราจะเลือก
00:16:59 → 00:17:02แบบนั้นเพราะว่าสมองเราอ่ะค่ะต้องเซต
00:17:02 → 00:17:05อัตโนมัตินางเป็นอวัยวะที่ใช้พลังงานเยอะ
00:17:05 → 00:17:07เพราะฉะนั้นเนี่ยเขาจะต้องทำยังไงก็ได้
00:17:07 → 00:17:10ให้เขาใช้พลังงานน้อยคือเซตออโตมติเคยไหม
00:17:10 → 00:17:13ที่แบบเวลาเราขับรถเคยไปทำงานทางขวาเงี้ย
00:17:13 → 00:17:15แต่วันนี้ฉันไม่ต้องทำงานแล้วนะแต่ฉันก็
00:17:15 → 00:17:18ยังจิตจดจำอยู่อะไรเงี้ยจำว่าเราต้องไป
00:17:18 → 00:17:21ทางนั้นเราเคยแบบว่าโมโหทุกครั้งที่มี
00:17:21 → 00:17:23อะไรมากระทบอ่ะเราจะทำสิ่งนั้นโดย
00:17:23 → 00:17:24อัตโนมัติ
00:17:24 → 00:17:25>> อื
00:17:25 → 00:17:27>> เออเพราะว่าเราชินไงค่ะเพราะฉะนั้นเนี่ย
00:17:27 → 00:17:30ถ้าเกิดว่าวันเนี้ยเรารู้ตัวว่าเราเป็นคน
00:17:30 → 00:17:32ขี้หงุดหงิดอ่ะจุดเปลี่ยนว่าเราจะเปลี่ยน
00:17:32 → 00:17:36อะไรได้เราต้องกลับมารู้ตัวเยอะๆเอ้ยตอน
00:17:36 → 00:17:39เนี้ยฉันกำลังหงุดหงิดแล้วนะเพื่อให้เรา
00:17:39 → 00:17:43เลือกทางใหม่อ่ะจากปกติแบบรถตัดหน้าฉัน
00:17:43 → 00:17:46ฉันจะด่าละเราเคยตอบสนองแบบนี้จนเป็น
00:17:46 → 00:17:50ออโตแมติใช่มั้คะแต่ในวันที่เราอ่ะจะตัด
00:17:50 → 00:17:52สินใจว่าเราจะเป็นคนใจเย็นคือเราจะไม่ตอบ
00:17:52 → 00:17:55สนองแล้วอ่ะมันต้องมีสติรู้อ่ะไอ้จุดตรง
00:17:55 → 00:17:58กลางเพื่อให้เราเลือกใหม่ว่าฉันจะไม่ด่า
00:17:58 → 00:17:58>> อ
00:17:58 → 00:18:01>> เออซึ่งถ้าไม่มีจุดของการรู้ตัวหรือว่า
00:18:01 → 00:18:03สติตรงเนี้ยมันเปลี่ยนไม่ได้
00:18:03 → 00:18:03>> อื
00:18:03 → 00:18:07>> มันจะไหลเราจะชินเราจะทำแบบที่เราเคยทำ
00:18:07 → 00:18:08เพราะว่ามันใช้พลังงานน้อย
00:18:08 → 00:18:10>> เออมันไม่ต้องใช้พลังงานเยอะมันไม่
00:18:10 → 00:18:11เหนื่อย
00:18:11 → 00:18:11>> อื
00:18:11 → 00:18:13>> เออเออสมองจะเซตแบบนี้
00:18:14 → 00:18:17>> อือจริงๆแล้วการเปลี่ยนนิสัยเนี่ยคือบาง
00:18:17 → 00:18:18ท่านอาจจะรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องใหญ่
00:18:18 → 00:18:20เหมือนกันเนาะเพราะว่านิสัยเป็นสิ่งที่
00:18:20 → 00:18:21เราสะสมมานานอ
00:18:21 → 00:18:23>> แต่ว่าอย่างที่คุณหมอยกตัวอย่างเนี่ยชัด
00:18:23 → 00:18:26เจนมากว่าเริ่มให้ได้ก่อน
00:18:26 → 00:18:26>> ใช่
00:18:26 → 00:18:28>> เออเพราะว่าเมื่อเริ่มแล้วรู้ตัวทุกครั้ง
00:18:28 → 00:18:29เนี่ย
00:18:29 → 00:18:30>> มันจะค่อยๆเปลี่ยนไปเอง
00:18:30 → 00:18:33>> ใช่ใช่อย่างน้อยที่สุดอ่ะค่ะให้กลับมารู้
00:18:33 → 00:18:36ตัวรู้ตัวในที่เนี้ยไม่จำเป็นที่จะต้อง
00:18:36 → 00:18:38นั่งทำสมาธิอย่างเช่นพี่คุยกับแพนด้าก็
00:18:38 → 00:18:42คือรู้ตัวขับรถให้รู้ตัวเพื่อให้กลับมา
00:18:42 → 00:18:42อยู่ตรงเนี้ย
00:18:42 → 00:18:43>> อ
00:18:43 → 00:18:45>> เหมือนเป็นการฝึกกำลังจิตให้มันแข็งแรง
00:18:45 → 00:18:48อ่ะค่ะเหมือนเรายกเวทอ่ะเออให้ตรงเแข็ง
00:18:48 → 00:18:51แรงเพราะว่าเราก็ต้องยอมรับอ่ะว่าเวลาเรา
00:18:51 → 00:18:54จะสร้างนิสัยหรือทำอะไรมันใช้เวลามันใช้
00:18:54 → 00:18:57กำลังมันเหมือนเราจะต้องค่อยๆไปทีละนิด
00:18:57 → 00:18:57อ่ะค่ะ
00:18:57 → 00:19:00>> โหแล้วถ้าสมมุติบางคนที่กำลังอยู่ในขั้น
00:19:00 → 00:19:03ตอนในการเปลี่ยนนิสัยเอ่อเริ่มรู้ตัวมาก
00:19:03 → 00:19:05ขึ้นละแต่ว่าอ
00:19:05 → 00:19:08>> สมมุตินะคะว่าเาทำมาได้สักอาทิตย์นึงละโอ
00:19:08 → 00:19:10เริ่มเริเริ่มเริ่มไปอีกขั้วนึงดีขึ้นอ่า
00:19:10 → 00:19:14ๆวันที่ 8 กลับไปเป็นคนที่หงุดหงิดเหมือน
00:19:14 → 00:19:17เดิมแบบแล้วเรู้สึกว่าแบบฉันคงเปลี่ยนไม่
00:19:17 → 00:19:20สำเร็จหรอกอคุณหมอมีคำแนะนำยังไง
00:19:20 → 00:19:23>> ถ้ามีวันใดที่เริ่มที่จะเปลี่ยนเรารู้สึก
00:19:23 → 00:19:28ว่ายังทำไม่ได้อ่ะค่ะให้กลับมาให้อภัยตัว
00:19:28 → 00:19:30เองการให้อภัยตัวเองหรือว่าการยอมรับอ่ะ
00:19:30 → 00:19:33มันทำให้เราไปต่อได้คือไอ้สเต็ปที่แบบเออ
00:19:33 → 00:19:36ไม่ได้อ่ะแล้วแบบเออไม่เป็นไรเอาใหม่อ่ะ
00:19:36 → 00:19:38อันนั้นสำคัญมากกว่าอีกเพราะว่ามันทำให้
00:19:38 → 00:19:42เราแบบไปต่อได้พี่มีแบบหลายเคสมากค่ะที่
00:19:42 → 00:19:45เขาต้องการที่จะเปลี่ยนจุดสำคัญเวลาแบบ
00:19:45 → 00:19:46หลายครั้งที่เราโคachชิ่งหรือว่าเราคุย
00:19:46 → 00:19:49กับคนน่ะค่ะไม่ใช่แค่แบบวันที่ปรบมือให้
00:19:49 → 00:19:51เขาในวันที่เขาทำสำเร็จนะแต่คือการปรบมือ
00:19:52 → 00:19:54ให้เขาในวันที่เขาทำไม่ได้ด้วยเพื่อให้
00:19:54 → 00:19:56เขา้าอ่ะรู้สึกว่าการที่มันล้มเหลวบ้าง
00:19:56 → 00:19:58อะไรอย่างเงี้ยคือเรื่องธรรมดาแล้วเดี๋ยว
00:19:59 → 00:20:00เขาจะไปได้เอง
00:20:00 → 00:20:01>> มันก็คือขั้นตอนนึง
00:20:01 → 00:20:05>> ใช่มันคือกลับมายอมรับอ่ะให้อภัยยอมรับ
00:20:05 → 00:20:05>> อื
00:20:05 → 00:20:08>> อืแต่ว่าจริงๆเนาะพอถ้าเราพูดถึง scale
00:20:08 → 00:20:10of emotion อย่างกรณีเมื่อกี้เช่นทำมา
00:20:10 → 00:20:13ได้ 7 วันความถี่ก็คือ 7 วันละแต่อาจจะ
00:20:13 → 00:20:16วันที่ 8 อาจจะมีครั้งนึงที่แบบกลับไปรู้
00:20:16 → 00:20:19สึกไม่ดีรู้สึกโมโหอีกแต่ว่าความถี่มัน
00:20:19 → 00:20:21ต่างกันแล้วไงไอ้สิ่งที่พลังงานที่เรา
00:20:21 → 00:20:24อยู่สูงๆมันมากกว่าแล้วใช่มั้คะเมื่อกี้
00:20:24 → 00:20:27ใช่มยในวันที่เราแบบไม่ได้อ่ะแต่ในวันที่
00:20:27 → 00:20:31เรายอมรับอ่ะค่ะสเกลมันขึ้นไป 300-350
00:20:31 → 00:20:34แล้วอ่ะเพราะฉะนั้นน่ะแค่กลับมายอมรับว่า
00:20:34 → 00:20:36ไม่ได้เออไม่ได้ก็คือไม่ได้อ่ะมันคือ
00:20:36 → 00:20:38คลื่นสูงแล้วนะคะเออเพราะต้องยอมรับก่อน
00:20:38 → 00:20:40มันถึงไปต่อได้
00:20:40 → 00:20:42>> อืจริงๆยอมรับก็
00:20:42 → 00:20:43>> ใช่คลื่นสูงแล้ว
00:20:43 → 00:20:45>> ยอมรับว่าเออมันก็ไม่ได้อ่ะมันก็มีวันที่
00:20:45 → 00:20:47ไม่ได้มันทำให้เราไปต่อได้ที่คนไปต่อไม่
00:20:47 → 00:20:51ได้เพราะว่าทำไมฉันถึงทำไม่ได้นะเออทำไม
00:20:51 → 00:20:54ฉันเป็นคนแบบนี้อ่ะมันก็เลยถูกติดอยู่ใน
00:20:54 → 00:20:57แบบระดับล่างอ่ะค่ะแต่ถ้าไม่ได้ก็ไม่ได้
00:20:57 → 00:21:00เราขึ้น 350 แล้วนะมันก็จะไปต่อได้เอง
00:21:00 → 00:21:02>> มันคือการที่แบบอยู่กับปัจจุบันเรื่อยๆ
00:21:02 → 00:21:04โอเคอันนี้ไม่ได้ไม่เป็นไรจบไปแล้วเอาอัน
00:21:04 → 00:21:07ใหม่ทำอยู่กับอันปัจจุบันใหม่ใช่
00:21:07 → 00:21:09>> อโอเคค่ะใช่ค่ะ
00:21:09 → 00:21:11>> แพนด้าเคยได้ยินเอ่อการใช้ชีวิตแบบนึงมา
00:21:11 → 00:21:14ค่ะคือการใช้ชีวิตแบบ Survival Mode ก็
00:21:14 → 00:21:16รู้มาบ้างว่าจริงๆโหมดนี้เป็นโหมดของการ
00:21:16 → 00:21:18เอาตัวรอดเนาะแต่ว่าอยาก
00:21:18 → 00:21:21>> ให้พี่หมอฟ้าเนี่ยช่วยแนะนำหน่อยว่าเอ้ย
00:21:21 → 00:21:23จริงๆ Survival Mode เนี่ยมันคืออะไร
00:21:23 → 00:21:25แล้วเราอย่างตัวแพนด้าเองเนี่ยมีโอกาส
00:21:25 → 00:21:27อยู่ใน Survival Mode มั้ย
00:21:27 → 00:21:30>> อ่าโอเคค่ะคือร่างกายมนุษย์อ่ะอันนี้จะ
00:21:30 → 00:21:33อธิบายในเชิงของระบบประสาทอัตโนมัติ
00:21:33 → 00:21:36>> อัตโนมัติหมายความว่าทำเองเราไม่สามารถ
00:21:36 → 00:21:37บังคับเ
00:21:37 → 00:21:40เช่นอะไเช่นแบบหายใจอย่าเงี้ยเออเราไม่
00:21:40 → 00:21:43สามารถบังคับเพมีจังหวะของเขาใช่คะการ
00:21:43 → 00:21:46เต้นของหัวใจการไหลของเลือดการบีบตัวของ
00:21:46 → 00:21:49ลำไส้พวกนี้เขาเรียกว่าอัตโนมัติค่ะเรา
00:21:49 → 00:21:51ไม่สามารถควบคุมได้อย่างเช่นเขาบอกว่าเออ
00:21:51 → 00:21:54น้องแพนด้าแบบกำมืออันนี้คือได้แต่เราแบบ
00:21:54 → 00:21:57หัวใจหยุดเต้นสินางก็จะแบบไม่ได้อ่าอัน
00:21:57 → 00:21:59นี้คือระบบอสอัตโนมัติทีเนี้ยร่างกาย
00:21:59 → 00:22:02มนุษย์อ่ะค่ะเขาจะมี 2 เส้น 2 สายในการ
00:22:02 → 00:22:05ที่จะรักษาร่างกายของเราอันแรกอ่ะก็คือ
00:22:05 → 00:22:07โหมดสู้หรือหนี
00:22:07 → 00:22:09หรือว่า Survival mode อันเนี้ยจะถูกควบ
00:22:09 → 00:22:12คุมโดยระบบประสาทอัตโนมัติซิมพาทติคือซิม
00:22:12 → 00:22:15ก็คือฉันสู้หรือหนีอีกอันนึงอันที่ 2 ก็
00:22:15 → 00:22:18คือพาราซิมพาราซิมคือผ่อนคลาย
00:22:18 → 00:22:18>> อื
00:22:18 → 00:22:20>> เพราะฉะนั้นพี่ไม่ได้อยากบอกว่าเฮ้ยวัน
00:22:21 → 00:22:22นี้เราไม่ดีเพราะเราอยู่ในโหมดไล่ล่าไม่
00:22:22 → 00:22:26ใช่ค่ะชีวิตที่สมดุลน่ะคือมีทั้งโหมดไล่
00:22:26 → 00:22:30ล่าและโหมดพักผ่อนให้นึกถึงเคยเห็นคนที่
00:22:30 → 00:22:31เขา้าแบบแบกโอ่งมั้ย
00:22:31 → 00:22:33>> แบกโอ่งเวลาไฟไหม้อ่ะ
00:22:33 → 00:22:35>> อันนั้นเขาต้องใช้สู้หรือหนี
00:22:35 → 00:22:38>> อ่ามันจะจะต้องเกิดการสู้ก่อนหรือพูดง่าย
00:22:38 → 00:22:42ๆเคยเห็นแบบกวางที่โดนเสือไล่ล่าอ่าตอน
00:22:42 → 00:22:45ที่คือถ้านางไม่โหมดสู้อ่ะนางก็ตายเขา
00:22:45 → 00:22:48จำเป็นที่จะต้องมีโหมดสู้หรือหนีคือเขาจะ
00:22:48 → 00:22:50มีการทำงานของร่างกายเพื่อให้พ้นตรงนั้น
00:22:50 → 00:22:53ไปซึ่งสู้หรือหนีเนี่ยมันหลั่งคอร์ติซอล
00:22:53 → 00:22:54มันหลั่งฮอร์โมนแห่งความเครียดเราจะต้อง
00:22:55 → 00:22:57เค้นพละกำลังทั้งหมดให้ผ่านตรงนั้นไปถูก
00:22:57 → 00:22:58มั้คะ
00:22:58 → 00:23:01>> พอพอกวางตัวนั้นมันรอดจากเสือปุ๊บอ่ะมัน
00:23:01 → 00:23:02จะเป็นหมวดพัก
00:23:02 → 00:23:02>> อ
00:23:02 → 00:23:06>> ชั้นรอดและชั้นพักอันเนี้ยพาราซิมจะกลับ
00:23:06 → 00:23:09ขึ้นมาทำงานก็คือพอตอนแรกเราหลั่งฮอร์โมน
00:23:09 → 00:23:12แห่งความเครียดพอเราพักปุ๊บอ่ะฮอร์โมน
00:23:12 → 00:23:14ความเครียดจะต่ำลงฮอร์โมนอีกชุดนึงจะขึ้น
00:23:14 → 00:23:18มาเพื่อให้เราซ่อมสร้างสิ่งที่ถูกทำลายไป
00:23:18 → 00:23:18อื
00:23:18 → 00:23:21>> เออเพราะฉะนั้นเนี่ยร่างกายคือเกิดการ
00:23:21 → 00:23:25สมดุลคือสู้ด้วยพักด้วยสู้ด้วยแล้วก็พัก
00:23:25 → 00:23:27ด้วยแต่สิ่งที่เกิดขึ้นทุกวันนี้ก็คือว่า
00:23:28 → 00:23:31เราสู้ไม่พักลองจินตนาการว่ากวางตัวเนี้ย
00:23:31 → 00:23:34มันวิ่งตลอดเวลาสุดท้ายกวางจะไม่ได้ตาย
00:23:34 → 00:23:37จากเสือกวางจะตายไปด้วยตัวของเขาเองเพราะ
00:23:37 → 00:23:39ว่าธรรมชาติมนุษย์อ่ะมันไม่ได้ถูกสร้างมา
00:23:39 → 00:23:43ให้วิ่งตลอดเวลาค่ะแต่ว่าทุกวันเนี้ยเรา
00:23:43 → 00:23:45วิ่งตลอดเวลาแล้วสิ่งกระตุ้นเราอ่ะมัน
00:23:46 → 00:23:49เล็กน้อยไปเรื่อยๆเช่นเมื่อก่อนอย่าง
00:23:49 → 00:23:52เงี้ยกวางจะต้องเห็นเสือตัวใหญ่ๆนางถึงจะ
00:23:53 → 00:23:56วิ่งแต่เดี๋ยวเนี้ยค่ะตัวเราอ่ะใบไม้ไหว
00:23:56 → 00:23:58อ่ะเราก็เครียดและสมมุติว่าเราเล่น
00:23:58 → 00:24:01โซเชียลมีเดียเราเดินออกไปความวุ่นวายของ
00:24:01 → 00:24:04สังคมที่เราอยู่อ่ะมันทำให้เราอ่ะร่างกาย
00:24:04 → 00:24:08ของแล้วรับรู้ได้ว่าฉันวิ่งตลอดเวลาแล้ว
00:24:08 → 00:24:10เหมือนรถที่มันไม่ได้มีแบบพักเติมน้ำมันอ
00:24:10 → 00:24:11>> ค่ะ
00:24:11 → 00:24:15>> มันมีแบบใช้ตลอดเวลาแต่ไม่ได้พักเพื่อ
00:24:15 → 00:24:18ซ่อมสร้างร่างกายเราก็เลยแบบพังไปเรื่อยๆ
00:24:18 → 00:24:20อ่ะค่ะเกิดจากการที่เราขาดสมดุลเพราะ
00:24:20 → 00:24:23ฉะนั้นการที่อยู่ใน Survival mode อ่ะ
00:24:23 → 00:24:25ไม่ได้หมายความว่าฉันจะเอาโหมดพักอย่าง
00:24:25 → 00:24:27เดียวถ้าพักอย่างเดียวจะไม่เกิดการก้าว
00:24:27 → 00:24:31หน้าเออเราจะเป็นคนแบบหนืดๆฉันอยากนอน
00:24:31 → 00:24:33ตลอดเวลาอะไรอย่างเงี้ยแต่ถ้าเราสู้อย่าง
00:24:33 → 00:24:36เดียวแล้วเราไม่พักอ่ะร่างกายจะพังเพราะ
00:24:36 → 00:24:39มันผิดธรรมชาติเขาไม่ได้ถูกสร้างมาแบบ
00:24:39 → 00:24:41นั้นเราไม่ใช่แบบหุ่นยนต์่ะพอเราอยู่โหมด
00:24:41 → 00:24:44นี้ตลอดเราก็เลยทำให้เราอ่ะเป็นโรคเครียด
00:24:44 → 00:24:47หรือว่าเรารู้สึกว่านอนไม่หลับซึ่งลองคิด
00:24:47 → 00:24:50ดูนะแบบเรื่องนอนน่ะเป็นเรื่องธรรมชาติ
00:24:50 → 00:24:53ของความเป็นมนุษย์อ่ะมนุษย์ไม่ควรจะกินยา
00:24:53 → 00:24:54นอนหลับเอออันนี้เดี๋ยวมันจะเกิดข้อ
00:24:55 → 00:24:57คอนฟิกหมายความว่าถ้าใครกินก็คือกินน่ะ
00:24:57 → 00:24:59ค่ะแต่ลองค่อยๆถอยออกมาแล้วเห็นความ
00:25:00 → 00:25:03ธรรมชาติอ่ะการนอนควรจะเป็นเรื่องธรรมดา
00:25:03 → 00:25:06ที่เราไม่ควรจะมีอะไรไปเสริมเพื่อให้เรา
00:25:06 → 00:25:08นอนหลับเพราะมันเป็นเรื่องของชีวิตอ่ะแต่
00:25:08 → 00:25:10ที่เราต้องใช้อะไรไปเสริมอ่ะเพราะว่าเรา
00:25:10 → 00:25:14ผิดธรรมชาติหมายความว่าเราใช้ชีวิตอยู่ใน
00:25:14 → 00:25:17โหมด Survival แล้วทำให้เราอ่ะพักไม่เป็น
00:25:17 → 00:25:20ถึงคราวที่จะพักอ่ะมันเลยไม่สามารถพักได้
00:25:20 → 00:25:22แบบธรรมชาติคือหัวถึงหมอแล้วหลับเพราะ
00:25:22 → 00:25:24ฉะนั้นน่ะบางทีเรานึกถึงแบบโอ๊ยพลังงานดี
00:25:24 → 00:25:27บางทีแค่อาจจะเป็นการแบบกินดีหัวถึงหมอน
00:25:27 → 00:25:29แล้วเราหลับถึงเวลาตื่นแล้วเราตื่นได้เอง
00:25:29 → 00:25:31แล้วเราสดชื่นมันคือการกลับสู่แบบ
00:25:31 → 00:25:34ธรรมชาติอ่ะเท่านั้นเอง Survival Mode
00:25:34 → 00:25:37ก็คือว่าคนที่ไม่ได้พักเลยมีความเครียด
00:25:37 → 00:25:38อยู่ตลอดเวลาอ
00:25:38 → 00:25:41>> จนเอฟเฟคกระทบต่อร่างกายเรา
00:25:41 → 00:25:45>> อ่าพลังงานกิจวัตรหลายๆอย่างเนาะเพราะว่า
00:25:45 → 00:25:47อย่างที่เราจะเห็นได้ชัดมากอย่าง Survival
00:25:47 → 00:25:50Mode อาจจะเกิดขึ้นในกลุ่มวัยทำงาน
00:25:50 → 00:25:53>> ที่ต้องทำงานตลอดงานเยอะหรือว่าสมมุติจบ
00:25:53 → 00:25:55งานแล้วก็ต้องมีเข้าสังคมหรืออะไรก็ตามทำ
00:25:56 → 00:25:56ให้
00:25:56 → 00:25:59>> ไม่ค่อยได้ใช้ชีวิตตามรูทีนที่ควรจะเป็น
00:25:59 → 00:26:02ตามธรรมชาติหรือไม่ได้ใช้ชีวิตตามพระ
00:26:02 → 00:26:03อาทิตย์ด้วยซ้ำ
00:26:03 → 00:26:07>> ใช่ถึงเวลานอนแล้วก็อาจจะแบบไม่ได้นอน
00:26:07 → 00:26:09อะไรอย่างเงี้ยค่ะแล้วก็ถึงเวลาพักเราก็
00:26:09 → 00:26:12ไม่ได้พักหรือเคยมั้ยเราอาจจะพักไปเที่ยว
00:26:12 → 00:26:16ทะเลแต่หัวเราอ่ะคิดตลอดเพราะว่าเราชิน
00:26:16 → 00:26:19กับความไม่ได้พักอ่ะความที่เราไล่ล่าหรือ
00:26:19 → 00:26:21ว่าความที่เราแบบต้องทำงานนะฉันต้องทำมาก
00:26:22 → 00:26:24กว่านี้เราชินกับสภาวะนั้นน่ะจนมันปิด
00:26:24 → 00:26:26โหมดไม่ได้อ่ะค่ะ
00:26:26 → 00:26:29>> จริงๆฟังดูเหมือนไม่มีอะไรแต่ว่ามี
00:26:29 → 00:26:33>> สำคัญมากเลยเออสำคัญต่อสุขภาพกายแล้วก็
00:26:33 → 00:26:36สัมพันธ์ต่อสุขภาพจิตด้วยพี่ว่านะถึงแม้
00:26:36 → 00:26:39ว่าเราอาจจะเป็นคนนึงที่อยู่ใน Survival
00:26:39 → 00:26:41mode ค่ะแล้วก็สมมุติฟังคลิปนี้แล้วก็
00:26:41 → 00:26:43รู้สึกว่าโอเคเราจะเริ่มหาเวลาพักให้กับ
00:26:43 → 00:26:45ตัวเองมากขึ้นแต่อย่างที่บอกเนาะว่าพอ
00:26:45 → 00:26:48ร่างกายมันชินกับการอยู่ในโหมดไล่ล่ามา
00:26:48 → 00:26:50โดยตลอดค่ะพอไปพักปึ๊บ
00:26:50 → 00:26:51>> มันก็ยัง
00:26:51 → 00:26:51>> ไม่ได้ใช่มั้
00:26:51 → 00:26:54>> ไม่ได้อ่าเราทำยังไงดีที่จะค่อยๆปรับ
00:26:54 → 00:26:57สมดุลร่างกายเราให้มาอยู่ในหมวดพักได้มาก
00:26:57 → 00:26:57ขึ้น
00:26:57 → 00:27:01>> อ๋อโอเคการหายใจเป็นวิธีการที่ง่ายที่สุด
00:27:01 → 00:27:04เป็นของขวัญที่แบบว่ามีในมนุษย์ทุกคนน้อง
00:27:04 → 00:27:07แพนด้าลองจินตนาการเคยแบบวิ่งแข่งมั้ย
00:27:07 → 00:27:07>> ค่ะ
00:27:07 → 00:27:10>> เราที่เราวิ่งเสร็จอ่ะเราหายใจแบบไหนก็
00:27:10 → 00:27:12เฮือกใหญ่เลยนะ
00:27:12 → 00:27:15>> เออคือเราจะหายใจหอบใช่มั้ยคะเออแบบเราจะ
00:27:15 → 00:27:16หายใจแบบ
00:27:16 → 00:27:19>> หอบอ่ะเหนื่อยลองดูนะเวลาที่เราเหนื่อย
00:27:19 → 00:27:22เราจะหอบพอหอบเนี่ยเราจะหายใจแล้วก็อก
00:27:22 → 00:27:23กระเพื่อม
00:27:23 → 00:27:23>> อื
00:27:23 → 00:27:26>> ถูกป่ะอันนั้นน่ะคือหมดไล่ล่าแต่เวลาที่
00:27:26 → 00:27:28เราไปเดินชายทะเลมีความสุขอ่ะค่ะเราจะหาย
00:27:28 → 00:27:31ใจอีกแบบนึงเพราะฉะนั้นเนี่ยการที่เราอ่ะ
00:27:31 → 00:27:34จะพาร่างกายเข้าสู่โหมดพักผ่อนน่ะไม่
00:27:34 → 00:27:36จำเป็นที่จะต้องไปใช้ทะเลทุกวันแต่คือการ
00:27:36 → 00:27:40ที่เราต้องหายใจให้ถูกและหายใจให้เป็นคือ
00:27:40 → 00:27:43จริงๆแล้วธรรมชาติของมนุษย์เราเกิดมาและ
00:27:43 → 00:27:46หายใจลงไปที่ท้องน้องด้าลองดูก็ได้ค่ะ
00:27:46 → 00:27:48หรือว่าทุกคนลองดูก็ได้ว่าอาจจะเอาแบบมือ
00:27:48 → 00:27:51ขวาวางไว้ใช่มยแล้วก็มือซ้ายอันนี้อ่ะ
00:27:51 → 00:27:54แล้วลองหายใจเข้า
00:27:54 → 00:27:56หายใจออก
00:27:56 → 00:27:58อกหรือว่าท้องขยับ
00:27:58 → 00:27:59>> ไม่หน้าท้องนะ
00:27:59 → 00:28:01>> เออมีใครแบบว่าอยู่ที่อกมั้คะอันนี้ก็
00:28:01 → 00:28:02ค่อยๆเช็คได้นะ
00:28:03 → 00:28:06>> แหมทีมงานบอกท้องใหญ่
00:28:06 → 00:28:09>> จริงๆแล้วอ่ะธรรมชาติของมนุษย์อ่ะค่ะเรา
00:28:09 → 00:28:11หายใจไปที่ท้องเอ่อเขาเรียกว่าเป็น
00:28:11 → 00:28:14diammatic breathing คือหายใจแล้วท้อง
00:28:14 → 00:28:17ป่องแต่ทีเนี้ยเวลาที่เราแสดงว่านเเป็น
00:28:17 → 00:28:19ภาวะพักเด็กน้อยเนี่ยเขาจะหายใจไปที่ท้อง
00:28:19 → 00:28:23หลายครั้งมากตอนแรกที่พี่ทำเอ่อสอนเรื่อง
00:28:23 → 00:28:26การหายใจอ่ะคนหายใจที่อกเยอะมากค่ะเพราะ
00:28:26 → 00:28:29ว่าจริงๆแล้วการหายใจที่อกคือโหมดไล่ล่า
00:28:29 → 00:28:32แต่ท้องอ่ะคือการหายหายใจแบบผ่อนคลายหรือ
00:28:32 → 00:28:35ว่าเข้าสู่ภาวะพักแต่พอเราอยู่ในภาวะแบบ
00:28:35 → 00:28:37เครียดตลอดเวลาสิ่งแวดล้อมที่เป็นเครียด
00:28:37 → 00:28:41ตลอดเวลามนุษย์วิวัฒนาการเออคือมนุษย์จะ
00:28:41 → 00:28:46ปรับร่างกายให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมเหมือน
00:28:46 → 00:28:47อะไรนะยีราฟอ่ะ
00:28:47 → 00:28:47>> ค่ะ
00:28:47 → 00:28:51>> ที่คอต้องยาวมนุษย์เลยวิวัฒนาการมาหายใจ
00:28:51 → 00:28:55ที่อกตลอดเวลาตลอดจนกลายเป็นธรรมชาติใหม่
00:28:55 → 00:28:58ของเขาและนั่นทำให้ร่างกายเขารับรู้ได้
00:28:58 → 00:29:00ว่าต้องล่าตลอดเวลาด้วย
00:29:00 → 00:29:02>> อืเพราะฉะนั้นการฝึกให้ร่างกายแบบเข้าสู่
00:29:03 → 00:29:06โหมดผ่อนคลายคือการที่เราต้องฝึกหายใจไป
00:29:06 → 00:29:09ที่ท้องค่ะคือพอเราหายใจไปที่ท้องปุ๊บอ่ะ
00:29:09 → 00:29:13มันคือการส่งสัญญาณว่าพักว่าพักแล้วก็
00:29:13 → 00:29:16เหมือนค่อยๆเหมือนหยอดกระปุกสอนร่างกาย
00:29:16 → 00:29:20ใหม่ว่าจริงๆแล้วอ่ะเธอพักได้นะเธอหยุด
00:29:20 → 00:29:23ได้นะรู้ไหมว่าแค่เรื่องหายใจที่อกกับที่
00:29:23 → 00:29:27ท้องอ่ะคนติดเยอะมากคนบอกพี่ว่าแบบหมอฟ้า
00:29:27 → 00:29:31พี่ว่ามันไม่น่าจะใช่นะพี่ว่าคนน่ะต้อง
00:29:31 → 00:29:33หายใจที่อกเพราะว่าพี่หายใจที่ท้องแล้ว
00:29:33 → 00:29:36พี่เหนื่อยฟาก็เลยบอกว่าพี่อ่ะจะต้องแบบ
00:29:36 → 00:29:39ลองกลับไปดูเด็กน้อยเด็กน้อยจะหายใจไปที่
00:29:39 → 00:29:41ท้องแต่ที่เราหายใจที่ท้องไม่ได้เพราะว่า
00:29:41 → 00:29:45เราชินกับการหายใจไปที่อกเราชินกับการไล่
00:29:45 → 00:29:48ล่าค่ะร่างกายเลยเกิดการวิวัฒนาการเพราะ
00:29:48 → 00:29:52ฉะนั้นถ้าช่วงแรกในการที่เราจะปรับให้เรา
00:29:52 → 00:29:55แบบได้มีโหมดพักขึ้นฟ้ารู้สึกว่ากลับมา
00:29:55 → 00:29:58ที่ลมหายใจ 1 ให้กลับมารู้ลมหายใจ 2 หาย
00:29:59 → 00:30:02ใจไปที่ท้องถ้าช่วงแรกเหนื่อยให้ฝึกตอน
00:30:02 → 00:30:04นอนก่อนนอนแบบเหมือนตอนที่เรากำลังจะหลับ
00:30:04 → 00:30:07ตาแล้วเราก็เอามือวางไว้ที่ท้องเออแล้วก็
00:30:07 → 00:30:11ฝึกให้แบบหายใจท้องป่องเพื่อให้ส่งสัญญาณ
00:30:11 → 00:30:16ใหม่ให้ร่างกายอ่ะค่ะว่าแบบเอ้ยพักพักนะ
00:30:16 → 00:30:19>> อันนี้คือพักซึ่งนี้เรื่องใหญ่มากนะบางคน
00:30:19 → 00:30:23นอนเองไม่ได้กินยานอนหลับแบบเป็น 10 ปี
00:30:23 → 00:30:27แค่ฝึกหายใจแบบนี้นะคะแบบชีวิตประจำวัน
00:30:27 → 00:30:30หายใจอะไรก็หายใจไปใช่มั้ยแล้วตอนตอนก่อน
00:30:30 → 00:30:33นอนอ่ะแค่กลับมาที่ท้องอ่ะเขาค่อยๆลดยา
00:30:33 → 00:30:35นอนหลับนะเพราะว่ามันคือการที่บอกร่างกาย
00:30:35 → 00:30:37ว่าถึงเวลาพักแล้ว
00:30:37 → 00:30:37>> อ
00:30:37 → 00:30:40>> มันเป็นการคุยกับร่างกายผ่านลมหายใจอ่ะ
00:30:40 → 00:30:43ค่ะว่าถึงเวลาพักแล้วเข้าโหมดพาราซิมแล้ว
00:30:43 → 00:30:45แล้วสุดท้ายอ่ะเขาเลือกยานอนหลับแล้วฟ้า
00:30:45 → 00:30:47บอกว่าเรื่องนี้เรื่องใหญ่นะเพราะว่าการ
00:30:47 → 00:30:50ที่เรากินยานอนหลับมา 10 ปีอ่ะเราชินกับ
00:30:50 → 00:30:53สิ่งนี้แต่สมมุติก็ว่าเราค่อยๆลดเองอ่ะ
00:30:53 → 00:30:56ค่ะหมายถึงว่าค่อยๆลดไปทีละนิดจนวันที่
00:30:56 → 00:30:58เราไม่ต้องใช้เค้าแล้วอ่ะมันคือการที่เรา
00:30:58 → 00:30:59แบบเหมือนชนะอ่ะ
00:31:00 → 00:31:02>> เออชนะตัวเองอ่ะเออซึ่งเรื่องเนี้ยยิ่ง
00:31:02 → 00:31:04ใหญ่มากการหายใจเป็นเรื่อง
00:31:04 → 00:31:08>> พี่มองว่ามันแบบมองว่าเป็นเรื่องเล็กๆแต่
00:31:08 → 00:31:11คนไม่เห็นคุณค่าความสำคัญและเป็นสิ่งที่
00:31:11 → 00:31:12สำคัญมากๆ
00:31:12 → 00:31:16>> เพราะว่าจริงๆแล้วลมหายใจก็ทำให้สุขภาพดี
00:31:16 → 00:31:17ขึ้นหรือแย่ลงได้ด้วย
00:31:18 → 00:31:21>> ได้ถ้าสิ่งนี้สามารถวิวัฒนาการมนุษย์ได้
00:31:21 → 00:31:25อ่ะมันมันสำคัญในการที่เราจะเปลี่ยนได้
00:31:25 → 00:31:25เลย
00:31:26 → 00:31:29>> ถามเป็นเทคนิคนิดนึงค่ะว่าแล้วจะหายใจยัง
00:31:29 → 00:31:33ไงให้ถึงท้องคือคือเราบอกว่าออท้องขึ้น
00:31:33 → 00:31:34มั้อ่ะบางคนอ่ะก็รู้สึกว่าท้องขึ้นแล้ว
00:31:34 → 00:31:37แต่มันอาจจะยังไม่ถูกก็ได้
00:31:37 → 00:31:40>> อ๋อพี่รู้สึกว่าแบบอาจจะไม่ต้องมีมาตวัด
00:31:40 → 00:31:41ว่าถูกหรือผิดก็ได้
00:31:41 → 00:31:41>> อ่าค่ะ
00:31:42 → 00:31:45>> อ่ะให้ทำในขอบเขตที่เราทำได้เช่นถ้าใช้
00:31:45 → 00:31:49ชีวิตปกติทำไม่ได้เลยขอแค่ตอนเช้ากับตอน
00:31:49 → 00:31:52นอนได้มยในภาวะที่แบบเออเราก็ค่อยเหมือน
00:31:52 → 00:31:55มาจ่ายให้กับตัวเองอ่ะให้เริ่มจากทีละนิด
00:31:55 → 00:31:58ก่อนเพราะว่าพี่จะไม่ค่อยไม่ใส่แบบทุก
00:31:58 → 00:32:00อย่างไปในทีเดียวว่าเธอจะต้องหายใจที่
00:32:00 → 00:32:03ท้องนะหายใจทั้งวันนะกลายเป็นว่าทั้งวัน
00:32:03 → 00:32:05ไม่ทำอะไรแล้วอ่ะเครียดหนักกว่าเดิมอีก
00:32:05 → 00:32:09อ่ะในการกลับมาจ้องท้องให้ขอแค่แบบสบายๆ
00:32:09 → 00:32:13ค่ะรู้ตัวก็กลับมาทำได้ก็ทำไม่ได้ก็ปล่อย
00:32:13 → 00:32:15ผ่านแล้วก็อยู่กับเขาไปอ่ะเพราะสุดท้ายลม
00:32:15 → 00:32:17หายใจก็อยู่กับเราทั้งชีวิตอยู่แล้วอ่ะ
00:32:17 → 00:32:21เพราะฉะนั้นน่ะค่อยๆปรับไปตามสิ่งที่เรา
00:32:21 → 00:32:22ทำได้
00:32:22 → 00:32:25>> โหลมหายใจนี่มหัศจรรย์มากๆ
00:32:25 → 00:32:28>> จ้ะน้องแพนด้าเดี๋เราจะต้องลองไปแบบลองทำ
00:32:28 → 00:32:30ดูแต่สำคัญคืออย่าเครียดเพราะว่าเมื่อ
00:32:30 → 00:32:32ไหร่ก็ตามที่ทำอะไรแล้วเครียดเนี่ยเดี๋ยว
00:32:32 → 00:32:34มันเอฟเฟคมากกว่าเดิม
00:32:34 → 00:32:34>> ใช่
00:32:34 → 00:32:37>> อ่าค่ะทีนี้ที่เราติดเอาไว้อยู่ตอนแรกค่ะ
00:32:37 → 00:32:41ที่พูดว่าเรื่องของการที่เราเสพติดอ่า
00:32:41 → 00:32:43>> ฮอร์โมนบางอย่างอ่า
00:32:43 → 00:32:47>> ของการกินของหวานแล้วก็ถ้าคนที่รู้สึกว่า
00:32:47 → 00:32:50โอเครู้แล้วล่ะในเชิงทฤษฎีรู้ละทีนี้ใน
00:32:50 → 00:32:54เชิงปฏิบัติค่ะว่าอืมจะต้องลดหรอลดแค่ไหน
00:32:54 → 00:32:57มันก็เป็นความสุขนะหรือว่าทำยังไงที่มัน
00:32:57 → 00:32:58ดีต่อร่างกายเรามากขึ้น
00:32:58 → 00:33:02>> อือันดับแรกนะคะร่างกายเราอ่ะมันสมมุติ
00:33:02 → 00:33:06ว่าเขาเสพติดไปแล้วอ่ะเราจะต้องทำเหมือน
00:33:06 → 00:33:10ค่อยๆเป็นกบฏอ่ะอย่ากระโตกกระตากเพราะว่า
00:33:10 → 00:33:14เค้าเถูกเซตออโต้มาแล้วมันเหมือนคอมfort
00:33:14 → 00:33:17โซนของเขาเป็นพื้นที่ปลอดภัยของเขาเช่น
00:33:17 → 00:33:19เขากินกาแฟทุกวันหรือว่ากินน้ำตาลทุกวัน
00:33:19 → 00:33:22น่ะเออมันเป็นพื้นที่ปลอดภัยของเขาทีนี้
00:33:22 → 00:33:24ถ้าเราต้องการที่จะลดการหยาบน้ำตาลไม่
00:33:24 → 00:33:28ต้องแบบฉันจะประกาศไม่ต้องค่ะค่อยๆปรับ
00:33:28 → 00:33:28>> อ
00:33:28 → 00:33:31>> ทำเหมือนเป็นกบฏเล็กๆน้อยๆอ่ะจากปกติเรา
00:33:31 → 00:33:36กินแบบน้ำหวานแก้วนึงเออเราลองลดหวานน้อย
00:33:36 → 00:33:39ลงมานิดนึงหรือปกติกินวันละแก้วอ่ะกลาย
00:33:39 → 00:33:42เป็นวันละ 2 วันแก้วได้มยหรือว่ากินครึ่ง
00:33:42 → 00:33:44นึงแบ่งกับเพื่อนครึ่งนึงอะไรอย่างเงี้ย
00:33:44 → 00:33:46ค่ะค่อยๆทำ
00:33:46 → 00:33:49>> มันเป็นกระบวนการเมตตาตัวเองอ่ะไม่ใช่บอก
00:33:49 → 00:33:52ว่าเขาบอกว่าการไม่กินน้ำตาลดีนะแต่มันก็
00:33:52 → 00:33:54อาจจะเป็นส่วนหนึ่งในความสุขของเราก็ได้
00:33:54 → 00:33:57เพราะฉะนั้นลองปรับจากเคยใช้น้ำตาลที่
00:33:57 → 00:33:59เป็นแบบซูโคสที่เป็นแบบน้ำตาลเลยอ่ะลอง
00:34:00 → 00:34:02เปลี่ยนเป็นหญ้าหวานได้มยหรือว่าลอง
00:34:02 → 00:34:05เปลี่ยนเป็นน้ำตาลหล่อฮังก๊วยได้มยให้
00:34:05 → 00:34:08บาanceซความสุขและบาanceซแบบร่างกายเรา
00:34:08 → 00:34:11ไม่จำเป็นที่จะต้องตัดทุกอย่างอ่ะค่ะลอง
00:34:11 → 00:34:14แบบalanceซเวลาเราใช้ชีวิตอ่ะมันมีแบบ
00:34:14 → 00:34:16หลายมิติไงเพราะว่าพี่ก็แบบไม่ได้งดได้
00:34:16 → 00:34:19100% บางวันฉันก็อยากหวานมากอะไรอย่าง
00:34:19 → 00:34:22เงี้ยค่ะแต่ค่อยๆอยู่กับเขาค่อยๆไปกับเขา
00:34:22 → 00:34:24อยากกระตุกกระตาก
00:34:24 → 00:34:26พอกระโตกระตากปุ๊บเดี๋ยวจะมีการ
00:34:26 → 00:34:27>> ดึงกลับ
00:34:27 → 00:34:28>> โยโย
00:34:28 → 00:34:31>> ใช่ๆดึงกลับมันเป็นเรื่องเดียวกับลดน้ำ
00:34:31 → 00:34:34หนักเอ่อก่อนหน้าที่จะมาอัดอ่ะค่ะมีพี่คน
00:34:34 → 00:34:37นึงถามเฟ้าว่าแบบเออถ้าเขาจะลดน้ำหนักอ่ะ
00:34:37 → 00:34:40เขาตั้งไว้ว่าเขาจะลดน้ำหนัก 65 ภายในปี
00:34:41 → 00:34:43นี้แล้วมันไม่เคยได้สักทีเลยแล้วมันวน
00:34:43 → 00:34:46หลูปใครเคยเจอใช่มยจริงๆอันเนี้ยค่ะมัน
00:34:46 → 00:34:48เกิดจากการที่เราอ่ะลืมเมตตาตัวเองหรือ
00:34:48 → 00:34:51ว่าเรากระโตกกระตากจริงๆการลดน้ำหนักอ่ะ
00:34:51 → 00:34:53เราต้องแบบไม่ต้องคิดว่าเป็นการลดน้ำหนัก
00:34:53 → 00:34:57แต่คิดว่าค่อยๆปรับวิถีชีวิตแต่เราอาจจะ
00:34:57 → 00:35:00ไม่ต้องตั้งธงว่าจะลดกี่กในเท่าไหร่มัน
00:35:00 → 00:35:02เหมือนเป็นการประกาศก้าวและร่างกายนั้นก็
00:35:02 → 00:35:06จะแบบเกิดการแอนตี้พอเรารู้สึกว่าเราอยาก
00:35:06 → 00:35:09ลดอ่ะแสดงว่าเราอ่ะรู้สึกว่ามันไม่โอเค
00:35:09 → 00:35:13กับตอนนี้เราไม่โอเคกับร่างนี้เออเพราะ
00:35:13 → 00:35:15ฉะนั้นเนี่ยร่างกายจะรู้สึกว่าเขาเครียด
00:35:15 → 00:35:17แล้วเขาจะหลั่งฮอร์โมนแห่งความเครียดขึ้น
00:35:17 → 00:35:21มาเราเลยลดไม่ได้สักทีวิธีการก็คือว่าเรา
00:35:21 → 00:35:24จะต้องกินให้ช้าลงเพื่อรับรู้แล้วก็ใช้
00:35:24 → 00:35:27การกินนั้นในการกลับมาบอกรักร่างกายถ้า
00:35:27 → 00:35:29เราไม่ชอบตรงนี้แสดงว่าเราเกลียดอ่ะมัน
00:35:29 → 00:35:31เป็นอารมณ์เชิงข้างล่างอ่ะค่ะเราเลยวน
00:35:31 → 00:35:34หลูมแต่ถ้าทุกการกินเราทำมาเพื่อแบบบอก
00:35:34 → 00:35:36รักอ่ะมันเป็นอารมณ์เชิงบวกเออเพราะ
00:35:36 → 00:35:39ฉะนั้นเราจะทำได้ง่ายขึ้นแล้วค่อยๆปรับ
00:35:39 → 00:35:42เช่นแบบอาจจะเปลี่ยนจากการกินน้ำหวาน 2
00:35:42 → 00:35:45แก้วเป็นแก้วนึงเปลี่ยนจากข้าวขาวเป็น
00:35:45 → 00:35:48ข้าวอันเนี้ยค่อยๆทำทีละนิดอ่ะค่ะมันจะทำ
00:35:48 → 00:35:49ได้สำเร็จมากกว่าอ
00:35:49 → 00:35:52>> อือค่ะที่สำคัญก็คือว่าอย่างที่พี่ที่หมอ
00:35:52 → 00:35:55ฟ้าบอกเลยว่าต้องไม่แข่งกับใครเพราะว่า
00:35:55 → 00:35:57การเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น
00:35:57 → 00:35:57>> อือ
00:35:57 → 00:35:59>> มันก็เป็นพลังงานที่ต่ำอีกเหมือนกัน
00:35:59 → 00:36:03>> อืใช่ลองดูก็ได้ค่ะเวลาที่เราเปรียบเทียบ
00:36:03 → 00:36:06กับคนอื่นเราจะรู้สึกว่าคนอื่นสูงกว่า
00:36:06 → 00:36:08เพราะฉะนั้นน่ะเราจะรู้สึกว่าเราอ่ะดีไม่
00:36:08 → 00:36:12พอสักทีไอ้คำว่าแบบทำเท่าไหร่ก็ดีไม่พอ
00:36:12 → 00:36:16สักทีอ่ะมันเป็นูปที่ไม่สามารถขึ้นมาได้
00:36:16 → 00:36:20อ่ะค่ะแต่ถ้าเรายอมรับไปเลยนะว่าก็ทำได้
00:36:20 → 00:36:22เท่าเนี้ยมันขึ้นไป 350 แล้วอ่ะอื
00:36:22 → 00:36:26>> เออแต่ไอ้คำว่าแบบฉันมันไม่ดีหรือว่าฉัน
00:36:26 → 00:36:28ดีไม่พอมันได้แค่แบบ 50 หรือว่า 100 อ่ะ
00:36:28 → 00:36:31ค่ะมันมันต่างกันมากเพราะว่ายอมรับไปเลย
00:36:31 → 00:36:34ทำได้เท่านี้ก็เท่านี้แล้วไปในจังหวะของ
00:36:34 → 00:36:35แบบตัวเอง
00:36:35 → 00:36:37>> ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องที่ต้องฝึกเนาะทุก
00:36:37 → 00:36:40อย่างอ่าไม่ใช่ว่าแบบคิดแล้วเข้าใจวันนี้
00:36:40 → 00:36:42แล้วคิดว่ามันจะได้ในไม่กี่วันไม่ใช่คือ
00:36:42 → 00:36:46มันต้องฝึกซ้ำๆเรื่อยๆทีนี้แพนด้าเคยได้
00:36:46 → 00:36:48ยินมาอีกแล้วค่ะว่าการสวดมนต์เนี่ยค่ะคุณ
00:36:48 → 00:36:51หมอฟ้าจะช่วยสามารถเปลี่ยนโมเลกุลน้ำใน
00:36:51 → 00:36:52ร่างกายของเราได้
00:36:52 → 00:36:55>> เออทำให้เราเป็นคนที่แบบพลังงานดีขึ้น
00:36:55 → 00:36:58>> อาจจะมีออร่ามากขึ้นอะไรอย่างเงี้ยอ
00:36:58 → 00:37:00>> เกี่ยวกันมั้คะจริงๆอันนี้มีงานวิจัยของ
00:37:00 → 00:37:04ดร.มาซุอิโมโตที่เขาเอาน้ำขึ้นมาค่ะแล้ว
00:37:04 → 00:37:06ก็อันนึงเป็นน้ำปกติแล้วก็อีกอันนึงน่ะ
00:37:06 → 00:37:08เขาไม่ได้เป็นสวดมนต์นะเป็นเหมือนกับบอก
00:37:08 → 00:37:13รักอ่ะฉันรักเธอนะฉันชอบเธอนะฉันภูมิใจใน
00:37:13 → 00:37:15ตัวเธอแล้วก็เอาผลึกของน้ำเนี่ยมาเข้า
00:37:15 → 00:37:18กล้องจุรทานแล้วก็ดูว่ามันเป็นยังไงสรุป
00:37:18 → 00:37:21ก็คือว่าน้ำที่เราแบบพูดคำดีๆอ่ะเขากลาย
00:37:21 → 00:37:24เป็นผลึกที่แบบสวยงามแต่ถ้าเกิดว่าเอา
00:37:24 → 00:37:27อันเนี้ยมาลิงก์กับการสวดมนต์น่ะจริงๆอ่ะ
00:37:27 → 00:37:29ความลับก็คือว่ารู้มว่าการสวดมนต์น่ะค่ะ
00:37:29 → 00:37:32หรือว่าการที่เราท่องบดอะไรอย่างเงี้ยมัน
00:37:32 → 00:37:35ไปสอดคล้องกับลมหายใจ 1 คือเรื่องของผลึก
00:37:35 → 00:37:39น้ำเออที่มีการทำทดลองแบบเยอะมากค่ะไม่
00:37:39 → 00:37:41ว่าจะเป็นเรื่องน้ำหรือว่าเรื่องที่เขา้า
00:37:41 → 00:37:44แบบเอาข้าวมาเออแล้วอันนึงพูดว่าเกลียด
00:37:44 → 00:37:46น่ะจะขึ้นลาเร็วแต่อันไหนที่เราบอกว่ารัก
00:37:47 → 00:37:49เขาจะอยู่ได้นานส่วนนึงนะแต่ว่าการสวด
00:37:49 → 00:37:52มนต์ที่ทำให้ร่างกายเราแข็งแรงดีหรือถือ
00:37:52 → 00:37:54ว่าแบบอยู่ในสภาวะที่ดีมันเกี่ยวข้องกับ
00:37:54 → 00:37:57การหายใจการหายใจอ่ะมันจะมีจังหวะนึงเขา
00:37:58 → 00:38:00เรียกว่าเป็น coherent beating ก็คือการ
00:38:00 → 00:38:04หายใจที่สอดคล้องเข้า 5.5 วินาทีออก 5.5
00:38:04 → 00:38:09วินทีนี่คือลมหายใจที่ไปสอดคล้องกับการ
00:38:09 → 00:38:13เต้นของหัวใจสอดคล้องกับสมดุลร่างกายอ่ะ
00:38:13 → 00:38:16ค่ะแล้วเชื่อมว่ามีแบบงานวิจัยที่บอกว่า
00:38:16 → 00:38:20เวลาเราสวดมนต์น่ะจังหวะที่สวดมนต์น่ะค่ะ
00:38:20 → 00:38:23มันทำให้เราหายใจ 5.5 5 วินาสังเกตไม่
00:38:23 → 00:38:25ว่าจะเป็นบทสวดมนต์หรือเวลาเราร้องเพลง
00:38:25 → 00:38:26อ่ะมันจะเป็นจังหวะ
00:38:27 → 00:38:27>> อื
00:38:27 → 00:38:30>> เออไอ้จังหวะนั้นน่ะมันสอดคล้องกับลมหาย
00:38:30 → 00:38:32ใจกับร่างกายมันก็เลยทำให้เราอ่ะสุขภาพดี
00:38:32 → 00:38:36>> อ้าแล้วถ้าสมมุติบางคนสวดมนต์แต่ว่าแรป
00:38:36 → 00:38:36>> อะไรนะ
00:38:36 → 00:38:39>> แรปค่ะสวดเร็วสวดแบบมีจังหวะเป็นของตัว
00:38:39 → 00:38:39เอง
00:38:39 → 00:38:41>> อ่าๆๆ
00:38:41 → 00:38:42>> มันยังจะ 5.5 วินมั้คะ
00:38:42 → 00:38:45>> อันเนี้ยน่าจะไม่ 5.5 จริงๆมันมีบทของเขา
00:38:45 → 00:38:48ว่าคำไหนที่แบบเป็น 5.5 5 นะแต่สำหรับ
00:38:48 → 00:38:51พี่อ่ะการที่แบบว่าสวดมนต์น่ะค่ะอย่าง
00:38:51 → 00:38:53น้อยที่สุดอ่ะมันคือการที่ฝึกเขาอยู่กับ
00:38:53 → 00:38:56ปัจจุบันขณะมันคือการที่เขาแบบฝึกอยู่
00:38:56 → 00:38:58อย่างน้อยก็ไม่ได้คิดอะไรแบบในตอนนั้น
00:38:58 → 00:39:00เพราะว่าสวดมนต์ส่วนมากเราก็จะสวดมนต์ออก
00:39:00 → 00:39:02เสียงเวลาเราออกเสียงเเราก็จะอยู่กับ
00:39:02 → 00:39:05โฟกัสในบทนั้นใช่ป่ะเออเราก็จะแบบอยู่กับ
00:39:05 → 00:39:07ปัจจุบันขณะด้วยเออเพราะฉะนั้นการสวดมนต์
00:39:07 → 00:39:10มีทั้งหลายอย่างค่ะ 1 เขาเปลี่ยนโมเลกุล
00:39:10 → 00:39:13น้ำในร่างกายเออทำให้เราอยู่กับปัจจุบัน
00:39:13 → 00:39:16ขณะทำให้ลมหายใจเราสอดคล้องกับร่างกายอีก
00:39:16 → 00:39:18>> แล้วมีอะไรอีกบ้างมั้คะที่จะช่วยเปลี่ยน
00:39:18 → 00:39:20โมเลกุลน้ำในร่างกายของเราได้
00:39:20 → 00:39:22>> น่าจะเป็นอันเมื่อกี้ที่พี่แบบบอกกับ
00:39:22 → 00:39:26แพนด้าก็คือการพูดสิ่งดีๆอ่ะขนาดตัวเรา
00:39:26 → 00:39:29อ่ะเราอยู่กับเราตลอดเวลาค่ะการที่เราแบบ
00:39:29 → 00:39:31พูดสิ่งดีๆกับตัวเราเองอ่ะอันเนี้มีผลกับ
00:39:31 → 00:39:35เซลล์ในร่างกายมีผลกับโมเลกุลน้ำด้วยอื
00:39:35 → 00:39:37>> อือคำพูดของเราที่มีต่อตัวเราเอง
00:39:37 → 00:39:38>> ใช่เพราะมันพูดซ้ำๆ
00:39:38 → 00:39:40>> อ่าถ้ายังไม่ออกมาเป็นคำพูดแต่เป็นความ
00:39:40 → 00:39:41คิดที่มีต่อตัวเรา
00:39:41 → 00:39:42>> มีผลหมด
00:39:42 → 00:39:43>> อต้องค่อยๆรู้ตัวเนาะ
00:39:43 → 00:39:48>> โอสำคัญมากเพราะบางครั้งเหมือนเราคิด
00:39:48 → 00:39:50สมมุติเราคิดไม่ดีกับคนอื่นน่ะ
00:39:50 → 00:39:52>> แพนด้าเคยได้ยินมั้ว่าจริงๆคนแรกที่รู้
00:39:52 → 00:39:53อ่ะคือตัวเรา
00:39:53 → 00:39:56>> คือเราเพราะว่าเราแค่คิดปุ๊บมันก็สั่น
00:39:56 → 00:39:58สะเทือนในเราแล้วอะไรอย่างเงี้ยค่ะ
00:39:58 → 00:40:01>> ทีนี้เราเข้าใจกันแล้วค่ะว่าถ้าเรามีพลัง
00:40:01 → 00:40:04งานที่ดีนิสัยที่ดีก็อาจจะช่วยให้เรามี
00:40:04 → 00:40:06สุขภาพที่ดีขึ้นได้
00:40:06 → 00:40:09>> อยากรู้ว่าแล้วอย่างเงี้ยค่ะสมาธิมีส่วน
00:40:09 → 00:40:11ช่วยในการที่ทำให้เราพลังงานดีขึ้นได้
00:40:11 → 00:40:11มั้ยคะ
00:40:11 → 00:40:16>> ออืจริงๆสมาธิเป็นเครื่องมือที่ทำให้เรา
00:40:16 → 00:40:19เห็นตัวเองสังเกตมยเวลาเรานั่งสมาธิอ่ะ
00:40:19 → 00:40:23เราหลับตาใช่มั้ยคะแล้วเรากลับมาที่ลมหาย
00:40:23 → 00:40:25ใจไม่ว่ามีความคิดอะไรเรากลับมาที่ลมหาย
00:40:25 → 00:40:28ใจมันเป็นเครื่องมือที่ทำให้เราเห็นตัว
00:40:28 → 00:40:31เองมากขึ้นว่าอ๋อจริงๆแล้วเนี่ยฉันเป็นคน
00:40:31 → 00:40:34ที่แบบเห็นอะไรฉันก็ตอบสนองหมดหรือฉัน
00:40:34 → 00:40:36เป็นคนแบบนั้นแบบนี้อะไรเงี้ยค่ะเพื่อให้
00:40:36 → 00:40:38เสียงข้างนอกมันเบาลงแล้วเราได้ยินเสียง
00:40:38 → 00:40:41ตัวเองเยอะขึ้นสมาธิอ่ะพี่มองว่าคือ
00:40:41 → 00:40:44เหมือนการยกเวททางใจอ่ะหรือว่ายกเวททาง
00:40:44 → 00:40:46จิตอ่ะเวลาที่เราฝึกจิตเหมือนกับถ้าเรา
00:40:46 → 00:40:48อยากมีกล้ามเราก็ต้องยกเวทชีวิตจริงแต่
00:40:48 → 00:40:50ถ้าเกิดว่าเราอยากให้กำลังจิตเราแข็งแรง
00:40:50 → 00:40:53อ่ะก็คือการที่เราฝึกสมาธิเพราะว่าทุก
00:40:53 → 00:40:56ครั้งที่มีความคิดแล่นกลับเข้ามามีความ
00:40:56 → 00:40:58คิดแล่นเข้ามากลับมาที่จุดศูนย์กลางมัน
00:40:58 → 00:41:00คือทำให้ตรงเนี้ยแข็งแรงและตรงเแข็งแรง
00:41:00 → 00:41:02มันมีผลต่อการสร้างนิสัยเพราะว่าเวลาเรา
00:41:02 → 00:41:04สร้างนิสัยอ่ะเราต้องใช้กำลังจิตที่แข็ง
00:41:04 → 00:41:07แรงนะใช้ความตั้งจิตตั้งใจอ่ะเช่นฉันจะ
00:41:07 → 00:41:09เป็นคนใหม่แล้วอย่างเงี้ยและต่อเนื่องยาว
00:41:09 → 00:41:12นานพอด้วยเราใช้กำลังจิตเยอะมากค่ะเพราะ
00:41:12 → 00:41:14ฉะนั้นสมาธิเป็นจุดที่ทำให้เราฝึกกำลัง
00:41:14 → 00:41:16จิตให้แข็งแข็งแรงเป็นฝึกที่ทำให้เราแบบ
00:41:16 → 00:41:19กลับมาอยู่กับปัจจุบันขณะไม่ได้ไหลไปกับ
00:41:19 → 00:41:21ระบบออโต้ที่มันถูกเซตอัตโนมัติอ่ะที่ทำ
00:41:21 → 00:41:23ให้เราแบบมีชีวิตที่เราแบบอาจจะยังไม่
00:41:24 → 00:41:25โอเคกับตอนเนี้ยเออ
00:41:25 → 00:41:28>> ค่ะแปลว่าถ้าสมมุติใครที่กำลังรู้สึกว่า
00:41:28 → 00:41:30อยากเปลี่ยนพลังงานอยากเปลี่ยนนิสัยแล้ว
00:41:30 → 00:41:34ก็เริ่มทำในเชิงปฏิบัติละแต่ว่าเหมือนทำ
00:41:34 → 00:41:36ไปสักพักนึงแล้วอาจจะแบบกลับไปนิสัยเดิม
00:41:36 → 00:41:38หรืออะไรอย่างงี้แล้วก็รู้สึกหมดกำลังใจ
00:41:38 → 00:41:41สมาธิก็ช่วยตรงนี้ได้ทำให้เรามีกำลังใจ
00:41:41 → 00:41:41ต่อ
00:41:41 → 00:41:43>> อืทำให้เรารู้ตัว
00:41:43 → 00:41:44>> ค่ะ
00:41:44 → 00:41:47>> พอเรารู้ตัวเราจะรู้สึกว่ามันเป็นเรื่อง
00:41:47 → 00:41:50ธรรมดาที่เกิดเรื่องพวกนี้ได้หรือว่าทำ
00:41:50 → 00:41:51ให้เรากลับมายอมรับตัวเองได้
00:41:51 → 00:41:54>> อถ้าง่ายกว่านั้นก็หมายความว่าณขณะนั้น
00:41:54 → 00:41:57ที่เรากำลังทำอะไรแล้วเรารู้ตัวเนี่ย
00:41:57 → 00:41:58>> สมาธิก็คือลมหายใจ
00:41:58 → 00:42:01>> ใช่หลายทีเราจะรู้สึกว่าเอ้ยสมาธิต้องแบบ
00:42:01 → 00:42:04นั่งเป็นจริงเป็นจังไปหลายๆวันอะไรอย่าง
00:42:04 → 00:42:06เงี้ยสำหรับพี่อ่ะสมาธิก็คือกักลับมารู้
00:42:07 → 00:42:10ตัวกลับมาที่ลมหายใจเพราะมันคือการแบบ
00:42:10 → 00:42:12สมาธิแบบไลฟ์สไตล์ meditation น่ะใช้
00:42:12 → 00:42:14ชีวิตไปกับสมาธินี่แหละ
00:42:14 → 00:42:17>> คำถามสุดท้ายค่ะแพน่าอยากรู้ว่าแล้วเราจะ
00:42:17 → 00:42:20ทำยังไงให้เราเนี่ยเป็นคนที่มีพลังงานดีๆ
00:42:20 → 00:42:22โดยที่เราอ่ะไม่หลอกตัวเอง
00:42:22 → 00:42:26>> คือการยอมรับเราจะกลับไปที่จุดเดิมคือแม้
00:42:26 → 00:42:28กระทั่ง Emotional Guidance scale อ่ะ
00:42:28 → 00:42:30ที่เราอาจจะแบบอุ๊ยอันนี้โซนบวกนะ
00:42:30 → 00:42:31>> ค่ะ
00:42:31 → 00:42:33>> อันนี้โซนลบนะแต่การที่มันเป็นเราอ่ะมัน
00:42:34 → 00:42:36คือทั้งบวกแล้วลูกมันคือการยอมรับในวัน
00:42:36 → 00:42:40ที่เราแบบก็มีความกลัวมีความอิจฉามีความ
00:42:40 → 00:42:44คิดลบเป็นเรื่องธรรมดาโดยที่เราอาจจะต้อง
00:42:44 → 00:42:48ให้ตัวเองได้รู้สึกอ่ะค่ะไม่ต้องพยายาม
00:42:48 → 00:42:52กำจัดความคิดลบแต่ให้มองเห็นเขาและมีพื้น
00:42:52 → 00:42:55ที่ให้เขาได้รู้สึกด้วยถ้าแบบนั้นน่ะความ
00:42:55 → 00:42:57คิดลบหรืออะไรที่เราบอกว่ามันลบอ่ะมันจะ
00:42:57 → 00:42:59กลายเป็นเรื่องธรรมดาแต่หลายทีอ่ะที่เรา
00:42:59 → 00:43:02ติดอ่ะเพราะเราอยากเอาเขาออกไปเรารู้สึก
00:43:02 → 00:43:04ว่าสิ่งนี้มันไม่ดีเลยอ่ะทำไมฉันต้องรู้
00:43:04 → 00:43:08สึกแบบนี้แต่นี่มันคือฉันเพราะฉะนั้นการ
00:43:08 → 00:43:10ที่เราแบบต้องคิดบวกทิศบวกอ่ะพี่รู้สึก
00:43:10 → 00:43:12ว่าแบบผิดธรรมชาติอ่ะพี่รู้สึกว่าการที่
00:43:12 → 00:43:15เรามีบวกด้วยแล้วในวันที่เราลบเราก็รู้
00:43:15 → 00:43:18อ่ะแล้วมันก็จะไหลผ่านไปเหมือนสายลมอ่ะ
00:43:18 → 00:43:20ค่ะมันก็คือแบบความธรรมดาอื
00:43:20 → 00:43:23>> แล้วเราจะรู้ถึงพลังงานที่ดีของตัวเอง
00:43:23 → 00:43:25จริงๆได้ยังไงมันจะสัมผัสได้ยังไงว่าอันเ
00:43:25 → 00:43:27นี้คือพลังงานที่ดี
00:43:27 → 00:43:27>> อ๋อ
00:43:27 → 00:43:29>> มันจะรู้สึกประมาณไหนอะไรอย่างเงี้ย
00:43:29 → 00:43:31>> อ๋อโอเคอันเนี้ยพี่แนะนำว่ากลับมาเช็คที่
00:43:31 → 00:43:34ฐานกายค่ะเพราะว่าเวลาที่มันเป็นความคิด
00:43:34 → 00:43:37ความรู้สึกอ่ะมันจับต้องไม่ได้แต่เวลาที่
00:43:37 → 00:43:40เรากลับมาที่กายลองกลับมาดูดิว่าในวันที่
00:43:40 → 00:43:43เราโกรธอ่ะลมหายใจเรามันเป็นแบบไหนหัวใจ
00:43:43 → 00:43:46เรามันเต้นแบบไหนในวันที่เรารู้สึกว่าเรา
00:43:46 → 00:43:48แบบรู้สึกรักตัวเองจังเลยหัวใจเรามันเต้น
00:43:48 → 00:43:51แบบไหนลมหายใจเรามันเป็นแบบไหนเพราะว่า
00:43:51 → 00:43:54กายกับจิตแล้วก็สิ่งที่อยู่ข้างในมันสอด
00:43:55 → 00:43:57คล้องกันฉะนั้นน่ะถ้าเราจะรู้ว่าอันเนี้ย
00:43:57 → 00:44:00เราพลังงานดีและกลับมาเช็คที่ถาดกายเรา
00:44:00 → 00:44:03โอเคมยร่างกายเราโอเคมยหรือในวันที่เรา
00:44:03 → 00:44:06รู้สึกเครียดลองสังเกตตรงไหนมันตึงลมหาย
00:44:06 → 00:44:09ใจเราสั้นลงไปหรือเปล่ากินนอนได้มกลับมา
00:44:09 → 00:44:10ที่ฐานกายเลยค่ะอ
00:44:10 → 00:44:13>> อันนั้นคือเครื่องในการวัดพลังงานหรือว่า
00:44:13 → 00:44:14ความรู้สึกของเรา
00:44:14 → 00:44:17>> อืค่ะเพราะเขาบอกกันไว้ว่าร่างกายไม่เคย
00:44:17 → 00:44:18โกหก
00:44:18 → 00:44:19>> ใช่ๆแล้ว
00:44:19 → 00:44:22>> อยู่ที่ว่าเราจะยอมรับหรือเปล่าไว้
00:44:22 → 00:44:25>> อเราจะเห็นมั้ยเออวันนี้ต้องขอขอบคุณคุณ
00:44:25 → 00:44:27หมอฟ้ามากๆนะคะเพราะว่าสิ่งที่เราคุยกัน
00:44:27 → 00:44:29แพนด้าว่าเป็นประโยชน์กับทุกๆคนที่มาฟัง
00:44:29 → 00:44:32แน่ๆเพราะว่าเรื่องของการปรับนิสัยการ
00:44:32 → 00:44:35เปลี่ยนพลังงานตัวเองมันสอดคล้องกันมัน
00:44:35 → 00:44:36เป็นแทบจะเป็นสิ่งเดียวกันเลยอย่างที่บอก
00:44:36 → 00:44:38เนาะเพราะว่าทุกอย่างตรงนี้เนี่ยพอเรา
00:44:38 → 00:44:42เริ่มทำได้ค่อยๆปรับได้ก็จะทำให้สุขภาพ
00:44:42 → 00:44:44ของเราดีขึ้นอ่ามันเกี่ยวข้องกันยังไงก็
00:44:44 → 00:44:46คือตามที่คุณหมอได้พูดไปหมดแล้วว่าเฮ้ย
00:44:46 → 00:44:49จริงๆมันก็วิทยาศาสตร์นะไม่ไม่ใช่แค่แบบ
00:44:49 → 00:44:52เป็นความเชื่อนะค่ะแล้วก็ไม่ว่าวันนี้เรา
00:44:52 → 00:44:55จะหรือขณะนี้เราจะมีความรู้สึกแบบไหนอาจ
00:44:55 → 00:44:56จะเป็นความรู้สึกบวกหรืออาจจะเป็นความรู้
00:44:56 → 00:45:00สึกที่ใหม่ขอยดีก็อยากให้ยอมรับเห็นและ
00:45:00 → 00:45:03ยอมรับก็ไม่ต้องไปผลักดันเขาออกหรือไปกีด
00:45:03 → 00:45:05กันเค้าเพราะว่าเขาก็คือส่วนนึงของของเรา
00:45:05 → 00:45:08นี่แหละอ่าก็แค่เรียนรู้ไปแล้วก็ถ้าเรามี
00:45:08 → 00:45:11เป้าหมายที่จะปรับนิสัยก็ค่อยๆทำแล้วก็
00:45:12 → 00:45:15รู้ตัวทุกครั้งอ่าถึงแม้ว่าจะพลาดบ้างก็
00:45:15 → 00:45:18ให้อภัยตัวเองหน่อยก็ไม่เป็นไรค่ะแล้วทุก
00:45:18 → 00:45:21อย่างจะค่อยๆดีเองเออยุคเนี้ยเราจะได้ยิน
00:45:21 → 00:45:23เนาะอย่างปี 2024 ที่ผ่านมาค่ะ
00:45:23 → 00:45:26>> จะเป็นยุคของการ manifest อ่าเราจะได้ยิน
00:45:26 → 00:45:29เป็นคำประจำปีเลยเดี๋ยววันนี้เราอยากจะ
00:45:29 → 00:45:30คุยกันในเรื่องนี้ค่ะว่าเอ้ยเราจะ
00:45:30 → 00:45:33manifest สุขภาพดีได้มยอ่า
00:45:33 → 00:45:35>> ก่อนอื่นค่ะแพนด้าอยากรู้ว่าแล้วอย่าง
00:45:35 → 00:45:38เจ้าความคิดอ่ะค่ะความคิดลบเนี่ยค่ะมันมี
00:45:38 → 00:45:41ผลต่อการเจ็บใครไม่สบายของเราได้ไหมคะ
00:45:41 → 00:45:45>> มีผลมากๆเลยพี่อยากจะเล่าเคสพี่แล้วกัน
00:45:45 → 00:45:47จริงๆอ่ะค่ะช่องหมอฟ้าสมาธิศาสตร์ไม่ได้
00:45:47 → 00:45:51เกิดจากการที่แบบโอ้ชีวิตดีแล้วออกมาทำ
00:45:51 → 00:45:53ช่องไม่ใช่จุดเริ่มต้นของเขาเกิดมาจากการ
00:45:53 → 00:45:56ที่พี่ป่วยคือความคิดของพี่อ่ะทำให้พี่
00:45:56 → 00:45:59ป่วยตอนนั้นน่ะคือเราทำงานตลอดเวลา 9:00
00:45:59 → 00:46:03น.ถึง 20:00 น.ทำงานทุกวันอาทิตย์ละ 6
00:46:03 → 00:46:06วัน 7 วันตลอดและทีเนี้ยมันถึงจุดที่พี่
00:46:06 → 00:46:08อ่ะเบิร์น out ตอนแรกก็แค่เบิร์น out รู้
00:46:08 → 00:46:10สึกแบบไม่อยากไปทำงานอะไรเงี้ยสักพัก
00:46:10 → 00:46:13เริ่มนอนไม่ได้เริ่มมีภาวะซึมเศร้าจนสุด
00:46:14 → 00:46:17ท้ายอ่ะพี่ไปเป็นโรคที่แบบหาสาเหตุไม่ได้
00:46:17 → 00:46:19อ่ะเออคือหมอไม่สามารถวินิจฉัยได้ว่าเรา
00:46:19 → 00:46:22เป็นอะไรเพราะว่าตอนนั้นน่ะค่ะพี่แบบไม่
00:46:22 → 00:46:25ชอบชีวิตตัวเองเลยรู้สึกไม่ดีไอ้ความคิด
00:46:25 → 00:46:27นั้นของพี่อ่ะมันทำลายพี่หรือว่าสร้างโลก
00:46:27 → 00:46:29ให้พี่ทั้งๆที่มันไม่สามารถวินิจฉัยได้
00:46:29 → 00:46:32แต่ถ้าเกิดว่าในเชิงของวิทยาศาสตร์อ่ะเขา
00:46:32 → 00:46:35จะเรียกสิ่งนี้ว่าเป็นnoซbroคือ no คือ
00:46:35 → 00:46:38ไม่มีไม่ได้มีตัวที่ทำให้เกิดโรคแต่ความ
00:46:38 → 00:46:41คิดทำให้เกิดโรคมีคุณลุงคนนึงชื่อคุณตา
00:46:41 → 00:46:44แซมลอนแต่ว่าในหลายปีมาแล้วนะคะคือคุณตา
00:46:44 → 00:46:47เนี่ยเขาไปหาหมอหมอบอกว่าเฮ้ยเนี่ยคุณตา
00:46:47 → 00:46:49เป็นแบบมะเร็งหลอดอาหารคุณตาหลังจากที่
00:46:49 → 00:46:51รู้ว่าเป็นมะเร็งหลอดอาหารน่ะค่ะจากตอน
00:46:51 → 00:46:54แรกอ่ะก็แบบมีความสุขดีใช่ป่ะก็คือแบบดาว
00:46:54 → 00:46:57ลงมาเรื่อยๆคุณตาคิดว่าตัวเองเป็นและคนใน
00:46:57 → 00:46:59บ้านก็คิดว่าคุณตาเป็นมะเร็งหลอนอาหาร
00:46:59 → 00:47:01ด้วยหลังหลังจากนั้นอีกประมาณ 2-3
00:47:01 → 00:47:04อาทิตย์อ่ะคุณตาเสียชีวิตลงพอคุณตาเสีย
00:47:04 → 00:47:07ชีวิตลงไปใช่ไหมคะเขาก็เลยเอาไปชันสูตร
00:47:07 → 00:47:10สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือคุณตาไม่ได้เป็น
00:47:10 → 00:47:13มะเร็งหลอดอาหารคือเขาเป็นแค่แบบจุดในปอด
00:47:13 → 00:47:15อ่ะค่ะซึ่งสิ่งที่ทำให้คนสงสัยก็คือว่า
00:47:15 → 00:47:18สิ่งที่คุณตาเป็นน่ะมันไม่สามารถทำให้คน
00:47:18 → 00:47:22นึงอ่ะเสียชีวิตได้แต่อะไรที่ทำให้คนนึง
00:47:22 → 00:47:25เสียชีวิตสิ่งนั้นก็คือความเชื่อของคุณตา
00:47:25 → 00:47:28ว่าเขาจะต้องแบบแน่เลยอะไรอย่างเงี้ยแล้ว
00:47:28 → 00:47:30สิ่งแวดล้อมก็คือทุกคนคิดว่าคุณตาแบบไม่
00:47:30 → 00:47:32รอดแน่เลยอ่ะค่ะเพราะฉะนั้นความคิดอ่ะมัน
00:47:32 → 00:47:35ไม่ใช่แค่ความคิดความคิดที่เกิดขึ้นซ้ำๆ
00:47:35 → 00:47:38มีผลต่อร่างกายมีผลต่อชีวิตของเราเลย
00:47:38 → 00:47:40>> เมื่อกี้ที่พี่ฟ้าบอกคือเขาถูกวินิจฉัย
00:47:40 → 00:47:41ตอนแรก
00:47:41 → 00:47:44>> ใช่เวินิจฉัยตอนแรกว่าเป็นแต่เหมือนแบบมี
00:47:44 → 00:47:47การผิดพลาดทางการวินิจฉัยอ่ะแล้วพอพอเขา
00:47:47 → 00:47:49แบบชันสูตรตอนหลังอ่ะมันไม่ได้เป็นแบบ
00:47:49 → 00:47:51นั้นคือเหมือนกับวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็ง
00:47:51 → 00:47:53แต่ว่าอาจจะเป็นแค่แบบเล็กๆอ่ะที่ไม่ได้
00:47:53 → 00:47:55เป็นสาเหตุที่ทำให้คนนึงอ่ะต้องเสียชีวิต
00:47:55 → 00:47:56ลง
00:47:56 → 00:47:57>> อืค่ะเออ
00:47:57 → 00:48:00>> แพนด้าถามแทนคนที่ฟังอยู่ว่าต้องมีคนหลาย
00:48:00 → 00:48:03ๆคนแย้งขึ้นมาแน่ๆว่าอ้าวก็คุณหมอเป็นคน
00:48:03 → 00:48:05บอกเราว่าเราป่วยนี่เราก็มีสิทธิ์ที่จะ
00:48:05 → 00:48:06เชื่อตามนั้นเพราะว่าคุณหมอเป็นคน
00:48:07 → 00:48:09วินิจฉัยแล้วแล้วบอกว่าเราอ่ะป่วย
00:48:09 → 00:48:11>> อ่าคุณตาก็ไม่ผิดที่เชื่อมั้คะ
00:48:11 → 00:48:14>> ใช่อันเนี้ไม่ผิดที่เชื่อแต่สิ่งเนี้ยมัน
00:48:14 → 00:48:17บอกว่าความเชื่อของเราอ่ะมันทำให้เรา
00:48:17 → 00:48:20เปลี่ยนร่างกายของเราได้คือเค้าอ่ะไม่ผิด
00:48:20 → 00:48:22ที่เชื่อหมออันเนี้ยใช่แต่ไอ้ตรงความ
00:48:22 → 00:48:25เชื่อที่เขาเชื่อกับตัวเองอ่ะมันทำให้
00:48:25 → 00:48:27เขา้าอ่ะอยู่หรือไปได้ความเชื่อเขามีพลัง
00:48:27 → 00:48:28มากขนาดนั้น
00:48:28 → 00:48:31>> แปลว่าถ้าสมมุติเราไม่ได้เป็นอะไรเลยตอน
00:48:31 → 00:48:33นี้คือเราตรวจสุขภาพมาแล้วเราก็เป็นคนที่
00:48:34 → 00:48:36มีร่างกายแข็งแรงคนนึงล่ะแต่ว่าเราอาจจะ
00:48:36 → 00:48:38มีความวิตกกังวลหรือว่าอย่างทุกวันนี้
00:48:38 → 00:48:42เห็นโรคมากขึ้นออกไปเจอฝุ่นเจออะไรแล้ว
00:48:42 → 00:48:44บางครั้งเนี่ยเรากังวลมากเกินกว่าความ
00:48:44 → 00:48:46เป็นจริง่
00:48:46 → 00:48:47>> อ่าเราก็มีโอกาสที่จะป่วย
00:48:47 → 00:48:48>> ใช่
00:48:48 → 00:48:52>> ใช่หรือลองนึกย้อนไปตอนโควิดจำได้มั้ยคะ
00:48:52 → 00:48:56ตอนโควิดอ่ะเชื้อส่วนนึงนะแต่สิ่งที่ทำ
00:48:56 → 00:49:00ให้แบบไปได้ไวกว่าคือความกลัวเพราะเมื่อ
00:49:00 → 00:49:02ไหร่ก็ตามที่เรากลัวค่ะมันจะทำให้ภูมิ
00:49:02 → 00:49:05ต้านทานของมนุษย์อ่ะต่ำลงพอต่ำลงปุ๊บอ่ะ
00:49:05 → 00:49:07สิ่งที่แบบมันอาจจะเป็นอะไรเล็กๆอ่ะมัน
00:49:07 → 00:49:09ส่งผลต่อร่างกายเรามากกว่าเดิมเพราะ
00:49:10 → 00:49:12ฉะนั้นน่ะความกลัวเป็นตัวเหมือนแบบขยาย
00:49:12 → 00:49:15โลกอ่ะอันนี้พี่ก็เลยใช้ในการผ่านพ้นทุก
00:49:15 → 00:49:19ซีรียส์ของโควิดมาทั้งๆที่เราอ่ะทำงาน
00:49:19 → 00:49:22เป็นหมอฟันแล้วเราแบบอยู่กับปากคนแต่ว่า
00:49:22 → 00:49:24เราสามารถแบบเอออยู่กับเขาได้โดยที่ไม่
00:49:24 → 00:49:26กลัวแล้วเราก็แบบเออไม่ติดโควิดจริงๆ
00:49:26 → 00:49:29>> อือทั้งๆที่เราใกล้ชิดคิดกับอาจจะมีโอกาส
00:49:29 → 00:49:31เป็นมากกว่าคนปกติด้วย
00:49:31 → 00:49:33>> ใช่ใช่ค่ะขอแค่เราอยู่กับเขาได้อ่ะไม่
00:49:33 → 00:49:35ต้องกลัวหรือว่าตื่นตระหนกอ่ะค่ะ
00:49:35 → 00:49:38>> แล้วทีเนี้ยค่ะอยากถามถึงคนสุขภาพดีบ้าง
00:49:38 → 00:49:41ว่าแพนด้าจะเคยเห็นบางคนเนาะว่าเค้าเดิน
00:49:41 → 00:49:43มาหรือว่าเราเจอเค้าแล้วเรารู้สึกว่าเฮ้ย
00:49:43 → 00:49:45คนเนี้ยมีออร่าอ
00:49:45 → 00:49:47>> อ่าไอ้ออร่าที่เกิดขึ้นเนี่ยมันคืออะไร
00:49:47 → 00:49:50แล้วออร่าเนี่ยจำเป็นมั้ที่จะต้องเกิด
00:49:50 → 00:49:52ขึ้นกับคนสุขภาพดีเท่านั้น
00:49:52 → 00:49:55>> จริงๆแล้วอ่ะไอ้คำว่าออร่ามักจะพูดในเชิง
00:49:55 → 00:49:56ของจิตวิญญาณ
00:49:56 → 00:50:00>> เออว่าอันเนี้ยแบบออร่าดีหรือว่าคนนี้ดู
00:50:00 → 00:50:02แบบพลังงานดีจริงๆแล้วอ่ะค่ะออร่า
00:50:02 → 00:50:06สัมพันธ์กับจักระจักระคือไม่ไม่ได้มีใน
00:50:06 → 00:50:08ร่างกายมนุษย์นะเค้าเหมือนเป็นศูนย์ของ
00:50:08 → 00:50:11พลังงานแต่มันเชื่อมโยงกับร่างกายมนุษย์
00:50:11 → 00:50:13คือเป็นระบบฮอร์โมนถ้าเกิดว่าใครแบบได้
00:50:13 → 00:50:16ศึกษาเรื่องเาจะบอกว่าจักรกะมันเป็น 7
00:50:16 → 00:50:18จักกะแต่จริงๆมีมากกว่านั้นนะคะแต่ศูนย์
00:50:18 → 00:50:21จักรกะมี 7 จักรกะแต่จุดสำคัญก็คือว่าแต่
00:50:21 → 00:50:25ละที่สัมพันธ์กับต่อมที่สร้างฮอร์โมนของ
00:50:25 → 00:50:27แต่ละร่างกายเช่นจักกะที่ 2 จะเกี่ยวข้อง
00:50:27 → 00:50:30กับระบบสืบพันจักกัดที่ 3 เกี่ยวข้องกับ
00:50:30 → 00:50:32ช่องท้องอย่างเงี้ยค่ะหรือว่าจักรที่ 4
00:50:32 → 00:50:35เกี่ยวข้องกับหัวใจจักกะที่ 5 คือเนี่ย
00:50:35 → 00:50:37ไทรรอยด์ก็จะเกี่ยวข้องกับฮอร์โมน
00:50:37 → 00:50:40ไทรรอยด์จักรที่ 6 อ่ะคือไพเนียลแกนส่วน
00:50:40 → 00:50:42จักกะที่ 7 คือพิทูอิตาลีแกนเพราะฉะนั้น
00:50:42 → 00:50:45พวกเนี้ยถ้าเกิดว่าออร่าดีนั่นหมายความ
00:50:45 → 00:50:49ว่าฮอร์โมนของเราอ่ะสมดุลถ้าเราสุขภาพดี
00:50:49 → 00:50:52กินอิ่มนอนหลับมีความสุขฮอร์โมนเราสมดุล
00:50:52 → 00:50:54ถ้าเป็นผู้หญิงก็เป็นประจำเดือนปกติก่อน
00:50:55 → 00:50:57เป็นประจำเดือนไม่ได้เหวี่ยงไม่ได้วีนเรา
00:50:57 → 00:51:00สามารถกินได้นอนได้แสดงว่าเราอยู่ในความ
00:51:00 → 00:51:03สมดุลถ้าอยู่ในความสมดุลฮอร์โมนก็สมดุล
00:51:03 → 00:51:05เพราะฉะนั้นฮอร์โมนที่สมดุลออล่าก็สมดุล
00:51:05 → 00:51:08ไปด้วยสังเกตมยอย่างเช่นอย่างผู้หญิงอ่ะ
00:51:08 → 00:51:10ค่ะจะเห็นชัดถ้าเกิดบางคนแบบประจำเดือน
00:51:10 → 00:51:13ไม่มาประเจิมเดือนมาไม่ปกติผิวเราก็จะไม่
00:51:13 → 00:51:15ค่อยดีเคยเป็นมั้ยหรือว่าก่อนประจำเดือน
00:51:15 → 00:51:16มาเราจะแบบเป็นสิว
00:51:16 → 00:51:19>> เพราะว่าฮอร์โมนมันเกี่ยวข้องกับออร่าของ
00:51:19 → 00:51:22เราคือออร่าคือเรื่องของสมดุลฮอร์โมนมาก
00:51:22 → 00:51:23กว่า
00:51:23 → 00:51:23>> อื
00:51:23 → 00:51:26>> ก็เกี่ยวกับสุขภาพร่างกายเพราะว่า
00:51:26 → 00:51:28>> ฮอร์โมนก็มีส่วนทำให้ร่างกายเราแข็งแรง
00:51:28 → 00:51:30หรือไม่แข็งแรงด้วยการทำงาน
00:51:30 → 00:51:34>> โมากมากๆเลยค่ะฮอร์โมนนี่คือเขาเป็นสาร
00:51:34 → 00:51:37เคมีที่วิ่งอยู่ในร่างกายเราแต่ว่าถ้า
00:51:37 → 00:51:39เกิดว่าชัดอ่ะจะเห็นในผู้หญิงเพราะผู้
00:51:39 → 00:51:41หญิงอ่ะฮอร์โมนจะมีผลเยอะเพราะว่าเรามี
00:51:41 → 00:51:43รอบเดือนเรามีประจำเดือนใช่มั้ยอืเรา
00:51:43 → 00:51:45สังเกตถ้าเกิดว่าแบบทำไมก่อนเป็นประจำ
00:51:45 → 00:51:48เดือนทำไมเราถึงหงุดหงิดมากแม้แต่สิ่ง
00:51:48 → 00:51:50เล็กๆที่เราเรียกว่าแบบมันอาจจะดูไม่มี
00:51:50 → 00:51:52อะไรอ่ะแต่ทำไมผู้หญิงบางคนถึงแบบโอปวด
00:51:52 → 00:51:55ท้องขนาดนั้นน่ะเพราะว่าฮอร์โมนมันไม่
00:51:55 → 00:51:57สมดุลอ่ะฮอร์โมนอาจจะเป็นเรื่องเล็กๆแต่
00:51:57 → 00:51:59ว่ามันส่งผลกับชีวิตเราแบบเยอะ
00:51:59 → 00:52:00>> อื
00:52:00 → 00:52:03>> ค่ะฮอร์โมนก็ถ้าในเชิงวิทยาศาสตร์ก็คือ
00:52:03 → 00:52:05มันคือเรื่องของออ่าคือจักรกะ
00:52:05 → 00:52:07>> ใช่ฮอร์โมนเกี่ยวข้องกับจักรกะจักรกะจริง
00:52:07 → 00:52:09ๆเป็นศูนย์พลังงานที่ไม่ได้มีในร่างกาย
00:52:09 → 00:52:12แต่เกี่ยวข้องกับอวัยวะที่สร้างฮอร์โมน
00:52:12 → 00:52:14นั้นๆเพราะฉะนั้นถ้าจักกะสมดุลฮอร์โมนก็
00:52:14 → 00:52:17สมดุลคนก็ร่างกายแข็งแรงไปด้วยอ
00:52:17 → 00:52:20>> ออืค่ะใครที่อยู่สายสปิชualเนี่ยอาจจะเคย
00:52:20 → 00:52:22ได้ยินเรื่องของออร่าเรื่องของจักระจริงๆ
00:52:22 → 00:52:23ก็คือมันก็เกี่ยวข้องกับสุขภาพร่างกาย
00:52:23 → 00:52:25เนาะอย่างที่คุณหมอบอกไปเลยว่าบางครั้ง
00:52:25 → 00:52:29แล้วการที่เรามาดูแลร่างกายก็จะทำให้
00:52:29 → 00:52:31ออร่าหรือจักกะเราดีขึ้น
00:52:31 → 00:52:31>> ใช่
00:52:31 → 00:52:35>> อือจริงๆก็บนเป็นแบบเดียวกันเรื่องเดียว
00:52:35 → 00:52:37กันพี่ไม่ได้มองว่าแบบเอ้ย spiritual คือ
00:52:37 → 00:52:40เรื่องนอกตัวจริงๆแล้วอ่ะคือเรื่องร่าง
00:52:40 → 00:52:43กายเราถ้าเราดูแลร่างกายเราดีพลังงานเรา
00:52:43 → 00:52:45ดีออร่าเราก็ดีตามไปด้วยสมมุติว่าร่างกาย
00:52:45 → 00:52:48เราดีอ่ะค่ะเราก็จะรู้สึกดีกับตัวเองเวลา
00:52:48 → 00:52:50คนที่เข้ามาแบบใกล้ชิดกับเราเขาก็จะ
00:52:50 → 00:52:52สัมผัสได้ถึงพลังงานดีๆจากเราอ่ะเออ
00:52:52 → 00:52:56>> อืเราจะเคยได้ยินคำว่าคิดแบบไหนก็ได้แบบ
00:52:56 → 00:52:57นั้น
00:52:57 → 00:52:59>> มันเป็นอย่างนั้นจริงๆมั้ยคะอ
00:52:59 → 00:53:02>> อันเนี้ยสำคัญถ้าคิดแล้วไม่ได้คิดซ้ำๆอ่ะ
00:53:03 → 00:53:05ไม่ได้เป็นแต่สิ่งที่เราเกิดขึ้นก็คือ
00:53:05 → 00:53:08สิ่งที่เราคิดซ้ำๆนำมาสู่รู้สึกซ้ำๆรู้
00:53:08 → 00:53:11สึกแล้วทำให้เกิดการลงมือทำลงมือทำแล้ว
00:53:11 → 00:53:14กลายเป็นนิสัยจริงๆอ่ะคิดแล้วเป็นแบบนั้น
00:53:14 → 00:53:18น่ะค่ะเกิดจากการที่คิดซ้ำๆจนเป็นนิสัย
00:53:18 → 00:53:21ของเราเออเราก็เลยได้สิ่งนั้นอย่างคนที่
00:53:21 → 00:53:24แบบมีนิสัยชอบออกกำลังกายอ่ะเขาก็มีซกแพค
00:53:24 → 00:53:27เห็นป่ะคิดว่าอยากมีซิแพคแต่เกิดจากการ
00:53:27 → 00:53:31คิดแล้วก็ทำซ้ำๆจนมีซกแพคเขาเลยเป็นคนที่
00:53:31 → 00:53:32มีซิกแพค
00:53:32 → 00:53:36>> คิดแล้วเลยได้สิ่งนั้นเออเห็นมั้ยคะมัน
00:53:36 → 00:53:39ไม่ได้เกิดจากความคิดอย่างเดียวแต่คิดซ้ำ
00:53:39 → 00:53:42ๆอ่ะมันนำมาสู่โมเมนตัมโมเมนตัมที่ใหญ่
00:53:42 → 00:53:44ขึ้นที่นำมาสู่การลงมือทำและกลายเป็นการ
00:53:44 → 00:53:45เป็นของเรา
00:53:45 → 00:53:47>> แล้วอย่างอย่างเมื่อกี้เนี่ยเป็นตัวอย่าง
00:53:47 → 00:53:50ของการที่ในด้านที่ดีเนาะคิดในเชิงที่
00:53:50 → 00:53:53อยากพัฒนาร่างกายมีซิแพคแล้วอย่างกรณีคน
00:53:53 → 00:53:56ที่คิดซ้ำๆในด้านที่ไม่ค่อยดี
00:53:56 → 00:53:59>> อ่ามันจะได้แบบนั้นคือจะได้แบบไหนคะอย่าง
00:53:59 → 00:54:03เช่นถ้าเรากลัวหรือว่าวิตกกังวลซ้ำๆแบบ
00:54:03 → 00:54:05เนี้ยค่ะสิ่งที่เกิดขึ้นก็คือพอมันเป็น
00:54:05 → 00:54:08ซ้ำๆอ่ะจะเป็นคนที่ภูมิตกหรือว่าเป็นคน
00:54:08 → 00:54:11ที่เป็นภูมิแพ้ง่ายบางอย่างไม่ควรจะแพ้ก็
00:54:11 → 00:54:14แพ้แบบเนี้ยค่ะเพราะว่าเราอยู่กับความ
00:54:14 → 00:54:17กลัวหรือว่าความคิดแบบนั้นซ้ำๆอ่ะเออก็จะ
00:54:17 → 00:54:20เป็นอันนี้แบบอาจจะยกตัวอย่างน้องฟักก็
00:54:20 → 00:54:22ได้ค่ะเพราะว่าแบบใกล้ตัวเนาะไม่กล้าไม่
00:54:22 → 00:54:24กล้าไปพูดเรื่องของคนอื่นคือน้องฟ้าน่ะ
00:54:24 → 00:54:27อันนี้ฟักขอเขามาแล้วนะมีอยู่ช่วงนึงที่
00:54:27 → 00:54:30เขาแบบเครียดเออแล้วเขาคิดซ้ำๆอ่ะแล้ว
00:54:30 → 00:54:33เชื่อไหมว่าเขาอ่ะเป็นแบบทอนซินอักเสบเฉย
00:54:33 → 00:54:38ๆช็อกเข้า ICU เลยอ่ะคือสิ่งที่เป็นน่ะ
00:54:38 → 00:54:41เขาแบบไม่ได้สอดคล้องกับรอยโรคอ่ะค่ะ
00:54:41 → 00:54:43เหมือนนิดนึงแต่ว่ามันส่งผลเยอะเพราะว่า
00:54:44 → 00:54:46อยู่ในช่วงที่เขาภูมิตกเอออาจจะมีความ
00:54:46 → 00:54:48กลัวความกังวลแล้วภูมิมันตกอ่ะ
00:54:48 → 00:54:49>> อื
00:54:49 → 00:54:51>> เออเราก็อาจจะเป็นนิดเดียวหรือช่วงเนี้ย
00:54:51 → 00:54:54ใครที่เป็นเยอะอย่างเช่นเมื่อก่อนน่ะเป็น
00:54:54 → 00:54:56หวัด 3-4 วันหายและเดี๋ยวเนี้ยเป็นกัน
00:54:56 → 00:54:58เป็นอาทิตย์ 2 อาทิตย์เพราะว่าภูมิเราตก
00:54:58 → 00:55:00เรากลัวหรือว่าอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่มี
00:55:00 → 00:55:02ความกลัวค่ะมันก็เลยทำให้สิ่งนั้นน่ะไม่
00:55:02 → 00:55:05หายสักทีหรือเป็นก็เป็นหนักขึ้นอย่าง
00:55:05 → 00:55:05เงี้ย
00:55:05 → 00:55:08>> โอแม้กระทั่งมันเสมอไปมั้คะเช่นก็เป็นคน
00:55:08 → 00:55:10ที่กลัวนะเพราะก็ไม่ได้อยากป่วยใช่มั้คะเ
00:55:10 → 00:55:12ก็กลัวแต่ว่าพอเขาเป็นอย่างอย่างเป็นหวัด
00:55:12 → 00:55:15เาก็ดูแลตัวเองดีค่ะคือก็มีความกลัวอยู่
00:55:15 → 00:55:18นะแล้วก็ก็ดูแลตัวเองกินยาคือทำทุกอย่าง
00:55:18 → 00:55:19เลยเพื่อที่จะให้หายอ่ะค่ะ
00:55:19 → 00:55:20>> อื
00:55:20 → 00:55:22>> อ่าในเมื่อเขาดูแลตัวเองดีขนาดนี้แล้วแต่
00:55:22 → 00:55:23มีความกลัวกลัวอยู่ด้วยเนี่ยแปลว่าเขาจะ
00:55:23 → 00:55:24หายช้าขึ้นหรอคะ
00:55:24 → 00:55:27>> ใช่จับด้วยความรู้สึกว่าสิ่งที่เราทำอ่ะ
00:55:27 → 00:55:30เราทำด้วยความรักหรือว่าทำด้วยความกลัว
00:55:30 → 00:55:33เราแบบกินดีเพราะเรากลัวเพราะว่าความกลัว
00:55:33 → 00:55:35นั้นน่ะมันทำให้เราแบบภูมิต้านทานเราต่ำ
00:55:35 → 00:55:36อือ
00:55:36 → 00:55:39>> ให้ทำแต่ว่าทำด้วยความรักเป็นก็ยอมรับ
00:55:39 → 00:55:41แล้วก็อาจใช้เหมือนแบบกินยาแล้วก็บอกรัก
00:55:41 → 00:55:43ตัวเองไปด้วยอะไรอย่างเงี้ยค่ะเพราะว่า
00:55:43 → 00:55:45ทุกคำที่สื่อสารน่ะเซลล์เขาก็ได้ยินนะให้
00:55:45 → 00:55:48เช็คความรู้สึกว่าเราทำด้วยความรักหรือ
00:55:48 → 00:55:50ว่าทำด้วยความกลัวถ้าทำด้วยความกลัวมันก็
00:55:50 → 00:55:51จะหายช้าอยู่ดี
00:55:51 → 00:55:52>> อื
00:55:52 → 00:55:54>> อือค่ะก็คือเป็นอีกทางเลือกนึงเอ่อเพราะ
00:55:55 → 00:55:57ว่าเวลาที่เราป่วยเนี่ยเราก็ต้องดูแลตัว
00:55:57 → 00:55:59เองอยู่แล้วล่ะต้องกินยาอยู่แล้วเนาะ
00:55:59 → 00:56:01อย่างที่หมอฟ้าบอกก็คือเพิ่มอีกนิดนึงก็
00:56:01 → 00:56:04คือใส่ความรู้สึกขอบคุณหรือว่ารู้สึกดี
00:56:04 → 00:56:06รู้สึกแบบว่าอยากให้เขาหายอยากให้ร่างกาย
00:56:06 → 00:56:08เกลับมาเป็นปกติ
00:56:08 → 00:56:11>> แล้วก็เวลาที่เราป่วยเนี่ยค่ะเราไม่ควรจะ
00:56:11 → 00:56:13โทษร่างกายที่ป่วยด้วยใช่มั้ยคะ
00:56:13 → 00:56:15>> ใช่เราเหมือนจะต้องเป็นคนที่แบบเหมือน
00:56:15 → 00:56:18เป็นเพื่อนน่ะเออคือถ้าเรารู้สึกว่าคนนี้
00:56:18 → 00:56:20เป็นเพื่อนน่ะไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นเราจะ
00:56:20 → 00:56:22อยู่ข้างๆเขาใช่มั้ยในวันที่เาอ่อนแอร์
00:56:22 → 00:56:24เราก็คือโอเคเราก็กลับไปอยู่กับเขาอ่ะเออ
00:56:24 → 00:56:27ไม่เป็นไรถึงเวลาที่จะต้องพักก็ต้องพัก
00:56:27 → 00:56:30ร่างกายเนี่ยเขามีปัญญาของเขาคือเขาแบบ
00:56:30 → 00:56:33เขาจะค่อยๆบอกเราว่าเราควรจะทำอะไรสังเกต
00:56:33 → 00:56:36มั้คะโรคไข้หวัดใหญ่อ่ะจริงๆแล้วอ่ะไม่
00:56:36 → 00:56:38ได้มียารักษาเพราะว่าไข้หวัดใหญ่เขาเกิด
00:56:38 → 00:56:40จากไวรัสอย่างบางอันเนี่ยมาจากเชื้อ
00:56:40 → 00:56:43แบคทีเรียเขาจะมีแอนตีไบโอติกที่เรากินยา
00:56:43 → 00:56:45เข้าไปแต่เวลาเป็นไข้หวัดใหญ่อ่ะเราจะรู้
00:56:45 → 00:56:48สึกว่าอะไรเราอยากนอนน้องแพนด้าเคยเป็น
00:56:48 → 00:56:49ไข้หวัดใหญ่มั้คะ
00:56:49 → 00:56:50>> น่าจะเคยค่ะจำไม่ได้
00:56:50 → 00:56:58>> จำไม่ได้แล้วใช่มั้อื
00:56:58 → 00:57:01ปวนะแต่ไข้วใหญ่ลองสังเกตค่ะเวลาที่เรา
00:57:01 → 00:57:04เป็นไข้อ่ะเราจะอยากนอนเพราะว่าร่างกาย
00:57:04 → 00:57:07เขากำลังพาตัวเราอ่ะมาพักเพียงแต่ว่าเรา
00:57:07 → 00:57:10อ่ะไม่รู้ว่าเอ้ยมันต้องพักอ่ะเราเป็นนิด
00:57:10 → 00:57:13ๆอ่ะเราก็แบบอุ้ยฉันไหวเออฉันไหวแล้วก็ไป
00:57:13 → 00:57:15ต่อมันก็เลยเป็นเยอะเพราะเราไม่ได้กลับมา
00:57:15 → 00:57:18ฟังเสียงร่างกายตัวเราเองถ้าเราฟังอ่ะเรา
00:57:18 → 00:57:21ก็รู้สึกว่าอ๋อแค่ง่วงเราก็นอนพอนอนไปสัก
00:57:21 → 00:57:23พักอ่ะเราก็จะหายโดยที่เราไม่ต้องกินยาก็
00:57:23 → 00:57:24ได้อื
00:57:24 → 00:57:24>> เออ
00:57:24 → 00:57:27>> อ๋อจริงๆร่างกายก็ค่อนข้างมหัศจรรย์เนาะเ
00:57:27 → 00:57:30ค่อนข้างจะมีกลไกในการที่จะรักษาตัวเอง
00:57:30 → 00:57:30>> ใช่
00:57:30 → 00:57:33>> อ่าเพียงแต่เราก็ต้องฟังเสียงร่างกายของ
00:57:33 → 00:57:34เราให้
00:57:34 → 00:57:37>> ใช่ใช่ค่ะเาเป็นสิ่งที่มหัศจรรย์ที่สุดละ
00:57:37 → 00:57:40เขามีกลไกในการปกป้องแล้วก็ดูแลตัวเองแต่
00:57:40 → 00:57:41เราอ่ะไม่ได้ยิน
00:57:41 → 00:57:44>> แสดงว่าเวลาที่เราป่วยเราจะแค่กินยาอย่าง
00:57:44 → 00:57:47เดียวแล้วไม่ไม่ให้เวลาในการพักผ่อนพัก
00:57:47 → 00:57:49ฟื้นเลยอันนี้ก็อาจจะไม่ได้ทำให้หาย
00:57:49 → 00:57:52>> อาจจะพูดยากถ้าถามว่าหายมั้ยบางทีก็หาย
00:57:52 → 00:57:55ค่ะแต่เราอาจจะใช้ยานานกว่าเดิมเราอาจจะ
00:57:55 → 00:57:59ใช้ยาโดสแบบมากกว่าเดิมที่รู้สึกว่ายังไง
00:57:59 → 00:58:01อ่ะตัวเราอ่ะการที่เราค่อยๆกลับมารักษา
00:58:01 → 00:58:04ร่างกายหรือว่ากลับมาดูแลเขาอ่ะร่วมกับยา
00:58:04 → 00:58:06ไปด้วยมันเหมือนร่วมด้วยช่วยกันน่ะ
00:58:06 → 00:58:07>> ทำให้มันง่าย
00:58:07 → 00:58:07>> ใช่
00:58:07 → 00:58:08>> ง่วงก็นอน
00:58:08 → 00:58:12>> ใช่ง่วงก็นอนแล้วก็เหนื่อยก็พักตามจังหวะ
00:58:12 → 00:58:14ของเราอะไรอย่างเงี้ยแล้วมันจะไม่ได้เกิด
00:58:14 → 00:58:17อะไรใหญ่ๆอ่ะส่วนมากโลกที่เรารู้สึกว่า
00:58:17 → 00:58:20เป็นอะไรใหญ่ๆอ่ะมักจะมาจากเสียงเล็กๆแต่
00:58:20 → 00:58:21เราไม่ได้ยิน
00:58:21 → 00:58:23>> อย่างที่ตอนแรกที่แพนด้าพูดถึงนะว่าเอ้ย
00:58:23 → 00:58:26เราจะสามารถดึงดูดหรือ manifest สุขภาพดี
00:58:26 → 00:58:28ได้มก่อนอื่นต้องถามคุณหมอก่อนค่ะว่าการ
00:58:28 → 00:58:30manifest เนี่ยคืออะไร
00:58:30 → 00:58:32>> manifest อ่ะคือการเปลี่ยนความคิดให้
00:58:32 → 00:58:34กลายเป็นความจริงก็คือเหมือนเปลี่ยนสิ่ง
00:58:34 → 00:58:36ที่อยู่ในหัวเราอ่ะให้กลายเป็นความจริง
00:58:36 → 00:58:38ไม่ว่าเฮ้ยฉันอยากมีสุขภาพที่ดีกว่านี้
00:58:38 → 00:58:40ฉันอยากมีเงินมากกว่านี้อะไรอย่างเงี้ย
00:58:40 → 00:58:41ค่ะแล้วเปลี่ยนเป็นสิ่งที่เราแบบจับต้อง
00:58:41 → 00:58:43ได้เห็นในโลกที่เราเป็นจริง
00:58:43 → 00:58:45>> อันนั้นคือ manifest
00:58:45 → 00:58:47>> ใช่แต่ว่ากระบวนการของการ manifest อ่ะ
00:58:47 → 00:58:51ถ้าพูดคร่าวๆมันก็คือการขอเชื่อแล้วก็รับ
00:58:51 → 00:58:53ที่เขาพูดกันใช่มั้คะการขอก็คือเราต้อง
00:58:53 → 00:58:56ส่งออกไปก่อนหรือว่าเราเห็นภาพว่าเราอ่ะ
00:58:56 → 00:58:58จะเอาอะไรเราเห็นภาพตัวเองเป็นแบบไหนเช่น
00:58:58 → 00:59:01เราเห็นภาพตัวเองเป็นคนที่มีซิแพคอันนี้
00:59:01 → 00:59:04คือเราส่งออกไปละเชื่อคือการลงมือทำพอเรา
00:59:04 → 00:59:07เห็นเสร็จปุ๊บว่าเออฉันแบบมีหุ่นแบบนี้นะ
00:59:07 → 00:59:09ฉันมีสุขภาพดีแบบนี้ฉันก็ลงมือปรับ
00:59:09 → 00:59:11เปลี่ยนนี่คือความเชื่อค่ะความเชื่อไม่
00:59:11 → 00:59:14ใช่แบบเชื่อๆแต่เชื่อที่แท้จริงอ่ะคือเรา
00:59:14 → 00:59:17ลงมือทำอ่ะฉันลงไปฟิตเนสฉันกินอาหารที่ดี
00:59:17 → 00:59:20ขึ้นฉันกินโปรตีนให้ถึงมันก็เลยสอดคล้องไ
00:59:20 → 00:59:23ค่ะขอก็คือเห็นภาพและเชื่อเราลงมือทำแล้ว
00:59:23 → 00:59:25เราก็ได้รับเราทำแบบไหนเราก็ได้รับแบบ
00:59:25 → 00:59:26นั้นเออ
00:59:26 → 00:59:28>> อืค่ะเพราะว่าขั้นตอนของความเชื่อเนี่ย
00:59:28 → 00:59:30ถ้าจะให้เชื่อจริงๆมันต้องมีหลักฐานถูก
00:59:30 → 00:59:30มั้คะอ
00:59:30 → 00:59:33>> อืใช่เราไม่ได้เชื่อจากการแบบโอ๊ยนั่ง
00:59:33 → 00:59:37สมาธิเราเชื่อแต่มันเชื่อจากการที่เราลืม
00:59:37 → 00:59:40ตาลงมือทำให้สอดคล้องเราถึงจะเกิดความ
00:59:40 → 00:59:41เชื่อขึ้นมาค่ะ
00:59:41 → 00:59:44>> แล้วการตั้งจิตอธิษฐานอย่างเงี้ยค่ะถือ
00:59:44 → 00:59:45เป็นการ manifest มั้ยคะ
00:59:45 → 00:59:48>> การตั้งจิตอ่ะมันคือการส่งแรงปรารถนาเออ
00:59:48 → 00:59:51มันคือส่วนหนึ่งของการ manifest แต่ถ้า
00:59:51 → 00:59:53เราส่งอย่างเดียวฉันจะเอาซิแพคอย่างเดียว
00:59:53 → 00:59:56แต่เราไม่ได้ลงมือทำอ่ะมันก็ไม่สามารถ
00:59:56 → 00:59:58เกิดในสิ่งที่เราจับต้องได้เพราะฉะนั้น
00:59:58 → 01:00:01น่ะการตั้งจิตอฐานเป็นส่วนหนึ่งแค่แบบ
01:00:01 → 01:00:03ส่วนเล็กๆอ่ะค่ะเออแต่ไม่ใช่ทั้งหมดของ
01:00:03 → 01:00:06การ manifest manifest ไม่ได้ลงมือทำก็
01:00:06 → 01:00:09ไม่มีทางเกิดเหมือนเรานึกภาพอยากได้ซpแพค
01:00:09 → 01:00:11อ่ะแต่เราไม่ได้ปรับอะไรเลยอ่ะเราก็ยัง
01:00:11 → 01:00:12เหมือนเดิม
01:00:12 → 01:00:14>> จริงๆการตั้งจิตอธิษฐานนี่ก็ต้องลงมือทำ
01:00:14 → 01:00:15อย่างที่บอก
01:00:15 → 01:00:18>> เพราะบางทีขออย่างเดียวมันก็ไม่ใช่มันก็
01:00:18 → 01:00:20จะไปโทษเป็นภาระของสิ่งศักดิ์สิทธิ์อีก
01:00:20 → 01:00:23ใช่แต่ว่ามันจะดีตรงที่ว่าเวลาที่เราตั้ง
01:00:23 → 01:00:26จิตอธิษฐานน่ะหรือว่าขออ่ะมันเป็นกระบวน
01:00:26 → 01:00:28การโฟกัสค่ะอย่างเช่นแบบมันเกิดการโฟกัส
01:00:28 → 01:00:30ว่าฉันจะเอาซิแพคอันเนี้ยเพราะฉะนั้นฉัน
01:00:30 → 01:00:33จะได้ทำทุกอย่างเพื่อให้สอดคล้องกับซกแพค
01:00:33 → 01:00:35อันนี้จะเอาหุ่นแบบนี้ก็ต้องออกกำลังกาย
01:00:35 → 01:00:37แบบนี้จะเอาหุ่นอีกแบบนึงก็ออกกำลังกาย
01:00:37 → 01:00:40แบบนึงเพราะฉะนั้นน่ะมันคือการโฟกัสว่าจะ
01:00:40 → 01:00:42เอาอะไรเฉยๆแต่ว่าโฟกัสอย่างเดียวอ่ะแต่
01:00:42 → 01:00:44เราไม่ได้ทำอ่ะมันไม่สามารถให้สิ่งนั้น
01:00:44 → 01:00:46น่ะมันเกิดขึ้นในแบบชีวิตจริงของเราได้
01:00:46 → 01:00:49>> มีคำถามถามค่ะว่าแล้วอย่างเงี้ย manifest
01:00:49 → 01:00:50คือตัณหามั้คะ
01:00:50 → 01:00:53>> ถ้าเกิดว่าตัณหาเท่ากับความอยากใช่มยอยาก
01:00:53 → 01:00:56ได้ก็คือเราส่งไปจริงๆแล้วอ่ะค่ะ Manifest
01:00:56 → 01:01:00อ่ะคือกฎแห่งธรรมชาติเราอ่ะไม่ได้ในสิ่ง
01:01:00 → 01:01:02ที่เราอยากเราได้ในสิ่งที่เราควรพี่ยกตัว
01:01:02 → 01:01:05อย่างง่ายๆอย่างวันเนี้ยเราอยากได้เงิน
01:01:05 → 01:01:08ล้านเราส่งไปว่าเราอยากได้เงินล้านแต่ถ้า
01:01:08 → 01:01:11เราเงินล้านเงินล้านเงินล้านแต่เราไม่ได้
01:01:11 → 01:01:13กลับมาเปลี่ยน่ะเราอยู่คนละระดับกัน
01:01:13 → 01:01:15manifest คือการจูนคลื่นหรือว่าเหมือน
01:01:15 → 01:01:17เราจูนคลื่นวิทยุอยู่ให้อยู่ในร่องเดียว
01:01:17 → 01:01:19กันแล้วเราได้รับในสิ่งนั้นสมมุติว่าเงิน
01:01:19 → 01:01:22ล้านมันจูนคือ 100 อ่ะค่ะแต่เราอยากคือ
01:01:22 → 01:01:24เราเป็นศูนย์น่ะเราไม่ได้นะคะการที่เราจะ
01:01:24 → 01:01:26manifest ได้คือการที่เรากลับมาตัวเอง
01:01:27 → 01:01:30ฉันทำอะไรได้ในตอนนี้แล้วลงมือทำให้มัน
01:01:30 → 01:01:32สอดคล้องเพื่อไปจูนคลื่นเดียวกันให้มัน
01:01:32 → 01:01:34ตรงเราถึงจะได้เพราะฉะนั้นสำหรับพี่
01:01:34 → 01:01:37manifest ไม่ได้เป็นความอยากอยากเป็นการ
01:01:37 → 01:01:39ส่งแต่เราไม่ได้ในสิ่งที่อยากเราได้ใน
01:01:39 → 01:01:42สิ่งที่เราคู่ควรที่จะได้รับเมื่อเราลง
01:01:42 → 01:01:45มือทำสอดคล้องกับสิ่งนั้นเราถึงจะได้รับ
01:01:45 → 01:01:47เพราะฉะนั้น manifest ก็คือกดกฎธรรมชาติ
01:01:47 → 01:01:51การเหตุและผลทำอะไรได้แบบนั้นอย่างเงี้ย
01:01:51 → 01:01:51อื
01:01:51 → 01:01:53>> เรามานิเฟสเพื่อสุขภาพที่ดีกันแล้วเนี่ย
01:01:53 → 01:01:55นะคะเราก็ต้องมาสร้างเหตุที่ดีกันด้วยค่ะ
01:01:55 → 01:01:58ด้วยการดูแลร่างกายแล้วก็ดูแลผิวพรรณของ
01:01:58 → 01:02:00เราให้ดีนะคะหากใครที่มีปัญหาเรื่องมี
01:02:00 → 01:02:02เวลาน้อยนะคะแล้วก็อยากหาสกินแคร์ที่มี
01:02:02 → 01:02:05ประสิทธิภาพเนี่ยก็จะแนะนำเป็นสกินแคร์
01:02:05 → 01:02:07ที่มีส่วนผสมของ PLA หรือว่า Penla ค่ะ
01:02:07 → 01:02:09ที่ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและชะลอ
01:02:09 → 01:02:12ความเสื่อมของผิวค่ะ PLA หรือว่า Penla
01:02:12 → 01:02:14เนี่ยเป็นส่วนผสมที่มีอยู่ในสโคปaคล้ายๆ
01:02:14 → 01:02:16โบท็อกซ์ค่ะแต่ว่าคอตัวนี้เนี่ยสามารถทำ
01:02:17 → 01:02:18ให้เราใช้เพลได้ทุกวันเลยค่ะ
01:02:18 → 01:02:22>> ทีนี้สำหรับบางท่านที่อาจจะเคย manifest
01:02:22 → 01:02:24หรือว่าเคยทำกระบวนการแบบนี้เนาะแล้วก็
01:02:24 → 01:02:26เฮ้ยบางเรื่องเรา manifest สำเร็จกับบาง
01:02:26 → 01:02:28เรื่องนะเช่นแบบว่าเราเป็นคนมีหน้าที่การ
01:02:28 → 01:02:31งานที่โอเคละสำเร็จละแต่ทำไมกับอย่างอีก
01:02:31 → 01:02:33บางเรื่องเช่นความสัมพันธ์ไม่สำเร็จสักที
01:02:33 → 01:02:35นึงอ่ามันเป็นเพราะอะไรคะมันติดอยู่ที่
01:02:35 → 01:02:36ขั้นตอนไหนหรือเปล่า
01:02:36 → 01:02:38>> ส่วนมากที่เรา manifest ได้มักจะเป็น
01:02:38 → 01:02:41เรื่องที่เราไม่ค่อยคาดหวังเป็นเรื่องแบบ
01:02:41 → 01:02:43เล็กๆลองสังเกตนะคะว่าเรื่องที่เรา
01:02:43 → 01:02:46manifest ได้ที่เราสร้างได้มักจะเป็น
01:02:46 → 01:02:49เรื่องง่ายๆที่เราไม่คาดหวังหรือว่าเรา
01:02:49 → 01:02:50รู้สึกว่าเรื่องนี้เอาอยู่แต่ว่าเรื่อง
01:02:51 → 01:02:53ที่เราแบบ manifest ไม่ได้อ่ะมักจะเป็น
01:02:53 → 01:02:55เรื่องที่ใหญ่เป็นเรื่องที่เราอยากเป็น
01:02:55 → 01:02:58เรื่องที่เราแบบต้องลงมือทำมากอีกนิดนึง
01:02:58 → 01:02:59เกิน comfort z โซน
01:02:59 → 01:03:01>> น่าสนใจมากค่ะคือเรื่องที่เรามักจะ
01:03:01 → 01:03:02manifest สำเร็จมันเป็นเรื่องที่เรามี
01:03:03 → 01:03:05ความรู้สึกว่าเเรื่องเเราเอาอยู่
01:03:05 → 01:03:07>> เอาอยู่คือไม่ได้รู้สึกกังวลอะไรกับตรง
01:03:07 → 01:03:11นั้นฉันจะผ่านไปได้ฉันจะทำได้แน่ๆคือการ
01:03:11 → 01:03:12วางใจใช่มั้คะ
01:03:12 → 01:03:14>> ใช่หรือว่าเรื่องที่แบบได้ก็ได้ไม่ได้ก็
01:03:14 → 01:03:19ไม่เป็น
01:03:19 → 01:03:23มันไม่เป็นอย่างเราก็จะวางใจได้ง่ายกว่า
01:03:23 → 01:03:27แต่ถ้าเกิดว่าถ้าไม่ได้เงินแสนสิ้นเดือน
01:03:27 → 01:03:30เนี้ยไม่มีเงินจ่ายค่าบ้านโอ้โหมันมีความ
01:03:30 → 01:03:32อยากมันต้องได้มันมีความเครียดตั้งแต่แรก
01:03:33 → 01:03:35แล้วอ่ะค่ะมันก็เลยทำให้เราอ่ะได้ยากขึ้น
01:03:35 → 01:03:37มันมีแรงต้านเยอะ
01:03:37 → 01:03:37>> อื
01:03:37 → 01:03:39>> แต่มันก็เป็นสิ่งที่เรามองไม่เห็นใช่มั้
01:03:39 → 01:03:41คะไอ้พลังงานพวกนี้
01:03:41 → 01:03:41>> หมายถึง
01:03:41 → 01:03:43>> เอ่าแรงต้านต่างๆ
01:03:43 → 01:03:46>> จริงๆมันก็มีอยู่ตลอดนะลองไปกลับไปที่
01:03:47 → 01:03:48เรื่องลดน้ำหนักก็ได้เราแบบลดน้ำหนักมา
01:03:49 → 01:03:51ตั้งกี่ครั้งแล้วอ่ะการที่บอกว่าเราอ่ะจะ
01:03:51 → 01:03:53ลดน้ำหนักได้มากกว่าเนี้ยแต่สุดท้ายพอเรา
01:03:53 → 01:03:56ทำอ่ะเราก็กลับไปเหมือนเดิมหรือฉันจะตื่น
01:03:56 → 01:03:585:00 น.ฉันเขียน New Year Resolu ตอน
01:03:58 → 01:04:00เช้าว่าฉันจะตื่น 5:00 น.มานั่งสมาธิอ่ะ
01:04:00 → 01:04:02ค่ะเราทำไปประมาณ 1 เดือนน่ะสุดท้ายเรา
01:04:02 → 01:04:05กลับไปเป็นเหมือนเดิมเพราะมันมีแรงต้าน
01:04:05 → 01:04:08เออมันมีสิ่งที่ดึงเราสู่จุดเดิมอ่ะค่ะ
01:04:08 → 01:04:10มันก็คือไอ้ตรงความเชื่อจำกัดตรงนี้นี่
01:04:10 → 01:04:10แหละ
01:04:10 → 01:04:13>> แล้วเราจะมีวิธียังไงในการที่จะลดแรงต้าน
01:04:13 → 01:04:15ตรงนั้นมั้คะเพื่อทำให้เราเนี่ย manifest
01:04:15 → 01:04:16สำเร็จมากขึ้นน่ะ
01:04:16 → 01:04:19>> สำหรับพี่นะลงมือทำความเชื่อไม่ได้ถูกลบ
01:04:19 → 01:04:22ล้างด้วยการนั่งแล้วบอกว่าแบบรู้สึกดีแต่
01:04:22 → 01:04:26ความเชื่อถูกลบล้างเมื่อเราลงมือทำค่ะใน
01:04:26 → 01:04:29วันที่แบบอุ๊ยเราวางซิแพคไว้ไกลมากอ่ะแต่
01:04:29 → 01:04:31ความเชื่อนั้นน่ะมันจะแบบเฮ้ยฉันทำได้
01:04:31 → 01:04:34เมื่อเราเริ่มลงมือทำเมื่อเราลงมือทำอาจ
01:04:34 → 01:04:36จะเล็กน้อยแค่ไหนก็ตามอาจจะออกไปเดิน
01:04:36 → 01:04:39เปลี่ยนการกินเล็กๆน้อยๆอ่ะมันจะทำให้แรง
01:04:39 → 01:04:41ต้านตรงเนี้ยมันน้อยลงความเชื่อไม่ได้ถูก
01:04:41 → 01:04:45กำจัดหรือว่าทำให้น้อยลงผ่านการนั่งเฉยๆ
01:04:45 → 01:04:48ผ่านการเรียนไม่ใช่ต้องทำด้วยตัวเราเอง
01:04:48 → 01:04:50เพราะว่าการทำอ่ะก่อให้เกิดประสบการณ์
01:04:50 → 01:04:53แล้วตรงนั้นถึงจะค่อยๆทลายความเชื่อลงไป
01:04:53 → 01:04:54ค่ะ
01:04:54 → 01:04:56>> อ่าแล้วอย่างกรณีที่เราจะ manifest อะไร
01:04:56 → 01:04:57สักอย่างค่ะ
01:04:57 → 01:05:00>> มันจะต้องเป็นสิ่งที่เรารู้ว่าสิ่งเนี้ย
01:05:00 → 01:05:03เป็นไปได้ด้วยมั้คะคืออย่างสมมุตินะอยู่ๆ
01:05:03 → 01:05:07วันนี้ manifest ว่าฉันจะเป็นเจ้าของ NASA
01:05:07 → 01:05:10อ่าอย่างเงี้ยอือแล้วก็เราจะทำสำเร็จได้
01:05:10 → 01:05:12มั้ยอ่ะอจริงๆอ่ะมันได้หมดเลย
01:05:12 → 01:05:13>> อ่ะ
01:05:13 → 01:05:15>> ไอ้ตรงที่เราส่งไปอ่ะได้หมดเลยแต่คำถาม
01:05:15 → 01:05:18คือตอนที่เราส่งไปความเชื่อที่เรามีต่อ
01:05:18 → 01:05:21สิ่งนั้นน่ะมันได้ไหมแล้วกระบวนการ
01:05:21 → 01:05:23manifest อ่ะไม่ใช่กระบวนการที่เกิดขึ้น
01:05:23 → 01:05:27แบบ 1 วัน 2 วันมันเป็นรองเกมมันเป็นระยะ
01:05:27 → 01:05:29ยาวอ่ะค่ะเพราะฉะนั้นนั้นเราอาจจะแบบเอ้ย
01:05:29 → 01:05:32ฉันจะไปทำงานNASซ่าเอ้ยเราทำได้นะหรือว่า
01:05:32 → 01:05:34เราตั้งเป้าหมายได้นะแต่ประเด็นคือพูด
01:05:35 → 01:05:37แล้วอ่ะเรารู้สึกเชื่อได้ไหมเพราะถ้าเรา
01:05:37 → 01:05:40เชื่อปุ๊บอ่ะเดี๋ยวเราจะหาทางสักอย่างนึง
01:05:40 → 01:05:41>> เพื่อไปถึงตรงนั้นน่ะ
01:05:41 → 01:05:44>> อแปลว่าตั้งแต่กระบวนการขอเนี่ยถ้าตรงที่
01:05:44 → 01:05:46ขอเราจะรู้อยู่แล้วหรอว่าอันเนี้ยเราคิด
01:05:46 → 01:05:48ว่ามันจะเป็นไปได้จริงหรือเปล่าใช่มั้ยคะ
01:05:48 → 01:05:50>> อ่ากับบางอย่างอย่างเมื่อกี้ที่้ายกตัว
01:05:50 → 01:05:51อย่างคือ
01:05:51 → 01:05:53>> มันดูสุดต่งไปเลยใช่มั้ต่งมาก
01:05:53 → 01:05:56>> เออพอย์ก็คือว่าแบบพอมันสุดต่งมากอ่ะเรา
01:05:56 → 01:05:59ก็เชื่อไม่ได้อ่ะพอเราเชื่อในตัวเองไม่
01:05:59 → 01:06:01ได้จริงๆไม่ผิดเลยนะคือส่งได้ทุกอย่างแต่
01:06:01 → 01:06:04ว่าพอเราเชื่อไม่ได้เนี่ยมันก็ไม่เกิดการ
01:06:04 → 01:06:06ลงมือทำที่สอดคล้องอ่ะ
01:06:06 → 01:06:09>> งั้นมีแบบแซ่นิดนึงค่ะพี่รู้สึกว่าจริงๆ
01:06:09 → 01:06:11แล้วกระบวนการ manifest อ่ะเวลาที่เราส่ง
01:06:11 → 01:06:14อะไรไปอ่ะมักจะเป็นสิ่งที่เรายังไม่เคย
01:06:14 → 01:06:14ได้รับ
01:06:14 → 01:06:17>> อ่าเช่นชีวิตที่มี passive income ชีวิต
01:06:17 → 01:06:19ที่มีอิสระมีร่างกายที่อุดมสมบูรณ์เพราะ
01:06:19 → 01:06:22ฉะนั้นน่ะสิ่งที่เราส่งไปอ่ะมักจะออกจาก
01:06:22 → 01:06:25comfor โซนเรานิดนึงแต่อย่าให้ไกลเกิน
01:06:25 → 01:06:29กว่าเราไม่เชื่อสิ่งแต่มันไม่ใช่แน่นอน
01:06:29 → 01:06:31ถ้าเรายังทำงานประจำเราคงไม่ man ทำงาน
01:06:31 → 01:06:34ประจำเพราะเราได้รับมันแล้วไงเราเป็นสิ่ง
01:06:34 → 01:06:36นั้นไปแล้วส่วนมากถ้าเรายังทำงานประจำเรา
01:06:36 → 01:06:38ก็อยากที่จะมีชีวิตอิสระใช่ไหมให้ออกจาก
01:06:38 → 01:06:41comfort โซนแต่อย่าไกลเกินไปที่เราไม่
01:06:41 → 01:06:45เชื่อว่าเราจะทำได้ค่อยๆขยับจากแบบโอเคทำ
01:06:45 → 01:06:47งานประจำอาจจะขยายหรือว่าเริ่มทำธุรกิจ
01:06:47 → 01:06:49อ่ะสเกล 1 ล้าน 10 ล้านให้เรารู้สึกว่า
01:06:49 → 01:06:51เอ้ยเราค่อยๆไปแบบเนี้ยค่ะ
01:06:51 → 01:06:54>> อืค่ะอ๋อจริงๆอย่างที่บอกเลยเนาะว่าไม่
01:06:54 → 01:06:57ว่าจะขอใหญ่แค่ไหนไม่ได้แปลว่าจะไม่
01:06:57 → 01:07:00สำเร็จแต่มันมีกระบวนการที่ว่าอาจจะต้อง
01:07:00 → 01:07:02ถอยมาให้มันเป็นสเต็ปไปก่อนเพื่อให้เข้า
01:07:03 → 01:07:04ใกล้สิ่งนั้นไปเรื่อยๆ
01:07:04 → 01:07:06>> ใช่จริงๆคำว่าเข้าใกล้อ่ะคือมันเป็นการ
01:07:06 → 01:07:10พัฒนาความเชื่อเราอ่ะเฉยๆอย่างเช่นถ้าเรา
01:07:10 → 01:07:13ไม่เคยได้ 1 ล้านเลยอ่ะแล้วเราไป manifest
01:07:13 → 01:07:16แบบ 100 ล้านน่ะยากที่เราแบบจะเชื่อในวัน
01:07:16 → 01:07:19ที่แบบเราเงินเดือน 15,000 กับ 100 ล้าน
01:07:19 → 01:07:21น่ะมันแบบมันไกลมากอ่ะค่ะแต่ถ้าเรา
01:07:21 → 01:07:24manifest ล้านแรกแล้วเราทำร้านแรกได้อ่ะ
01:07:24 → 01:07:27เราเปลี่ยนจากมนุษย์เงินหมื่นเป็นมนุษย์
01:07:27 → 01:07:29เงินล้านแล้วเพราะว่าเราเชื่อว่าเราทำได้
01:07:29 → 01:07:32แล้วอ่ะล้านนึงไป 100 ล้านมันก็เลยเหมือน
01:07:32 → 01:07:35ทำให้เราทำมันสั้นลงอ่ะค่ะพอยคือความ
01:07:35 → 01:07:37เชื่อของเราตัวตนเรามันถูกขยายว่าฉันทำ
01:07:37 → 01:07:38สิ่งนี้ได้แล้ว
01:07:38 → 01:07:43>> อืค่ะก็มีวิธีการในการที่จะตั้งเป้าหมาย
01:07:43 → 01:07:45หรือว่าการขอเหมือนกันเนาะเพราะว่าบาง
01:07:45 → 01:07:48ครั้งถ้าตั้งอะไรที่มันยังไม่สมควรจะตั้ง
01:07:48 → 01:07:51ในตอนนี้มันอาจจะทำให้เราเข้าใจผิดว่าเรา
01:07:51 → 01:07:53ไม่มีศักยภาพเพียงพอที่จะทำสิ่งนั้นได้
01:07:53 → 01:07:56>> เมื่อก่อนน่ะคนจะถามพี่ว่าเอ้ยเฮ้ย
01:07:56 → 01:07:59manifest ต้องใช้กระบวนการอะไรจะต้องมี
01:07:59 → 01:08:02ขั้นตอนอะไรบ้างอะไรเงี้ยแต่จริงๆแล้วอ่ะ
01:08:02 → 01:08:06manifest คือการเป็นการเป็นคือนิสัย
01:08:06 → 01:08:08เมื่อไหร่ก็ตามอ่ะค่ะสมมุติว่าเราส่งไป
01:08:08 → 01:08:11ว่าเราเป็นคนสุขภาพดีแต่เราจะได้รับสิ่ง
01:08:11 → 01:08:14นั้นเมื่อเราลงมือทำใช่ป่ะจนเราเป็นคนที่
01:08:14 → 01:08:18นิสัยสุขภาพดีคือเป็นคนกินผักเป็นนิสัย
01:08:18 → 01:08:20เป็นคนแบบออกกำลังกายเป็นนิสัยอ่ะเราถึง
01:08:20 → 01:08:23ได้รับสิ่งนั้นจริงๆแล้ว manifest ไม่ใช่
01:08:23 → 01:08:27กระบวนการ manifest คือการพัฒนาตัวเราอ่ะ
01:08:27 → 01:08:30จนเราขยายการเป็นหรือว่าเป็นนิสัยใหม่อ่ะ
01:08:30 → 01:08:32แล้วเราจะได้รับสิ่งใหม่โดยที่เราไม่ต้อง
01:08:32 → 01:08:33ใช้กระบวนการ manifest เลย
01:08:33 → 01:08:34>> อื
01:08:34 → 01:08:37>> เราจะไม่กลับมาถามว่าขอแบบนี้ได้มยเชื่อ
01:08:37 → 01:08:40ยังไงได้รับยังไงเราจะไม่มีกระบวนการเลย
01:08:40 → 01:08:42เพราะว่ามันเป็นการเป็นของเราไปแล้ว
01:08:42 → 01:08:45>> คือ manifest เกี่ยวกับนิสัยว่าเราพัฒนา
01:08:45 → 01:08:48ตัวเองพัฒนานิสัยเราเพื่อที่สมควรจะเป็น
01:08:48 → 01:08:50คนๆนั้นที่เราต้องการ
01:08:50 → 01:08:51>> ใช่ใช่
01:08:51 → 01:08:53>> หมายความว่าจริงๆแล้วอ่ะคะมันก็เป็นสิ่ง
01:08:53 → 01:08:55ที่ต้องแลกเหมือนกันใช่มั้ยคะไม่ใช่ใช่
01:08:55 → 01:08:56ได้ฟรีๆ
01:08:56 → 01:09:00>> อือาจจะต้องถามว่าเราแลกกับอะไรมากกว่า
01:09:00 → 01:09:02เพราะว่าสุดท้ายแล้วอ่ะสิ่งที่เรา
01:09:02 → 01:09:05manifest ก็เป็นชีวิตที่เราต้องการอยู่
01:09:05 → 01:09:07แล้วเราคงไม่ได้ manifest ในเชิงลบแต่
01:09:07 → 01:09:09ส่วนใหญ่อ่ะเราจะ manifest อัตโนมัติแล้ว
01:09:09 → 01:09:11จะได้ผลลบเพราะว่าสิ่งแวดล้อมหรือว่าสิ่ง
01:09:11 → 01:09:13ที่เราอยู่อ่ะมันทำให้เรา manifest
01:09:13 → 01:09:14อัตโนมัติ
01:09:14 → 01:09:17>> จริงๆแล้วมนุษย์ทุกคน manifest ตลอดเวลา
01:09:17 → 01:09:18>> อื
01:09:18 → 01:09:21>> เพียงแต่สิ่งที่เราได้รับเป็นสิ่งที่เรา
01:09:21 → 01:09:24ไม่ได้เลือกเช่นเราออกไปแบบดูข่าวเราก็จะ
01:09:24 → 01:09:27เจอเจออะไรที่มันเป็นโซนลบหรือว่าเขา
01:09:27 → 01:09:30อาชญากรรมมันเลยทำให้เราอ่ะอยู่ในโซนลบ
01:09:30 → 01:09:32เออให้รู้ไว้ว่าตอนเนี้ยเรากำลัง manifest
01:09:32 → 01:09:34อยู่เพียงแต่ว่าสิ่งนั้นเราไม่ได้เลือก
01:09:34 → 01:09:37แต่เวลาที่เราแบบตั้งจิตแล้วเรา manifest
01:09:37 → 01:09:39อ่ะเป็นชีวิตที่เราเลือกแล้วอ่ะแล้วเราลง
01:09:39 → 01:09:42มือทำแบบนั้นมันก็เลยเป็นจุดโฟกัส
01:09:42 → 01:09:42>> อื
01:09:42 → 01:09:46>> นั่นหมายความว่าถ้าสมมุติเรื่องของการมี
01:09:46 → 01:09:47สุขภาพดี
01:09:47 → 01:09:50>> เรา manifest เนี่ยดึงดูดเลยเราอยากเป็น
01:09:50 → 01:09:52คนที่มีสุขภาพดีแต่เราไม่ได้เปลี่ยนนิสัย
01:09:52 → 01:09:54ไม่ได้เปลี่ยนพฤติกรรมตัวเองระหว่างหลัง
01:09:54 → 01:09:57นี้ให้เป็นคนที่สมควรจะเป็นคนที่มีสุขภาพ
01:09:58 → 01:09:58ดี
01:09:58 → 01:10:00>> นั่นหมายความว่าเราก็คงไปไม่ถึงสิ่งที่
01:10:01 → 01:10:01เราต้องการนั่นเอง
01:10:01 → 01:10:04>> ไม่มีทางใช่เพราะว่า manifest มันไม่ใช่
01:10:04 → 01:10:07ความคิดอ่ะค่ะแต่คิดซ้ำๆอ่ะถึงลงมือทำลง
01:10:07 → 01:10:09มือทำซ้ำๆเป็นนิสัยเพราะฉะนั้นถ้าไม่ได้
01:10:09 → 01:10:12เปลี่ยนนิสัยก็ไม่สามารถได้รับในสิ่งนั้น
01:10:12 → 01:10:13ได้
01:10:13 → 01:10:14>> ไม่มีทางลัดเนาะ
01:10:14 → 01:10:17>> ไม่มีทางลัดทางลัดคือทำไปเรื่อยๆค่ะมันก็
01:10:17 → 01:10:20เลยกลับไปตอบคำถามเดิมที่ว่าจริงๆแล้วอ่ะ
01:10:20 → 01:10:22manifest ไม่ใช่แบบตัณหาหมายถึงว่าไม่
01:10:22 → 01:10:25ใช่เป็นความอยากเพราะว่าเราไม่ได้ในสิ่ง
01:10:25 → 01:10:27ที่เราอยากเราอาจจะอยากหุ่นดีทุกคนก็อยาก
01:10:27 → 01:10:29ได้แบบ passive income แต่ไม่ใช่ทุกคน
01:10:29 → 01:10:33ที่จะได้อยู่ที่ว่าเราลงมือทำจนเป็นนิสัย
01:10:33 → 01:10:36แล้วไหมเออนิสัยความรับผิดชอบนิสัยแบบล้ม
01:10:36 → 01:10:38แล้วลุกขึ้นมาใหม่นิสัยอะไรพวกเนี้ยค่ะ
01:10:38 → 01:10:40ที่ทำให้เราไปได้รับสิ่งนั้นน่ะ
01:10:40 → 01:10:42>> คล้ายๆกับอันนึงที่เขาจะบอกว่าถ้าเราอยาก
01:10:42 → 01:10:44ได้ผลลัพธ์ใหม่แต่เรายังทำวิธีการเดิม
01:10:44 → 01:10:46เนี่ยไม่มีทางที่มันจะเกิดผลลัพธ์ใหม่
01:10:46 → 01:10:47ขึ้นได้
01:10:47 → 01:10:49>> ใช่จริงๆก็คือเรื่องเดียวกันเพราะว่าเป็น
01:10:49 → 01:10:51เรื่องแบบธรรมชาติเออ
01:10:51 → 01:10:54>> ออยากถามว่าในระหว่างที่เราตั้งเป้าเป้า
01:10:54 → 01:10:56หมายแล้วอ่ะค่ะแล้วก็อาจจะมีการลงมือทำ
01:10:56 → 01:10:59อย่างเข้มข้นมีวินัยมากขึ้นหรือกำลัง
01:10:59 → 01:11:00เปลี่ยนนิสัยเปลี่ยนตัวเองเปลี่ยน
01:11:00 → 01:11:02พฤติกรรมเนี่ยค่ะมันอาจจะมีความเครียด
01:11:02 → 01:11:06เกิดขึ้นบ้างเพราะว่ามันต้องสู้กับนิสัย
01:11:06 → 01:11:09เดิมๆเนาะอ่าอาจจะต้องมีคำการฝืนหรือหลาย
01:11:09 → 01:11:11ๆอย่างค่ะอยากรู้ว่าระหว่างที่ทำไปแล้ว
01:11:11 → 01:11:14เครียดกดดันตัวเองไปด้วยก็จะได้ผลลัพธ์
01:11:14 → 01:11:15เหมือนกันมั้คะ
01:11:15 → 01:11:19>> มันจะติดหลูปเท่าที่พี่เจอนะถ้าเกิดว่าทำ
01:11:19 → 01:11:22แล้วแบบทำไมฉันทำไม่ได้อ่ะมันทำให้เราไป
01:11:22 → 01:11:25ต่อไม่ได้เพราะฉะนั้นนั้นน่ะมันคือการทำ
01:11:25 → 01:11:28รับรู้ว่าเออตอนนี้ไม่ได้แล้วแบบไปต่ออ่ะ
01:11:28 → 01:11:30เหมือนกลับมาคิลิ่งตัวเองแล้วก็แบบไปต่อ
01:11:30 → 01:11:33เพราะฉะนั้นถ้าเกิดทำแล้วแบบเครียดทำด้วย
01:11:33 → 01:11:35ความอยากทำไมฉันทำไม่ได้ดีมากกว่าเนี้ย
01:11:35 → 01:11:38ค่ะมันจะทำให้เราอยู่โซนล่างอ่ะอยู่ใน
01:11:38 → 01:11:41อารมณ์ที่แบบเป็นเชิงลบอ่ะแล้วมันทำให้
01:11:41 → 01:11:42เราไปต่อไม่ได้
01:11:42 → 01:11:44>> นั่นหมายความว่าระหว่างที่เรากำลัง
01:11:44 → 01:11:46เปลี่ยนกำลังปรับเราก็ต้องมีการวางใจด้วย
01:11:46 → 01:11:46มั้ยคะ
01:11:46 → 01:11:49>> โออันนี้สำคัญมากจริงๆเป็นกระบวนการที่
01:11:49 → 01:11:52แบบคนแบบ 80-90% ติดเพราะว่ากระบวนการวาง
01:11:52 → 01:11:54ใจอ่ะเวลา Manifest อ่ะค่ะเรา manifest
01:11:54 → 01:11:56สิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าเราเพราะฉะนั้นน่ะ
01:11:56 → 01:11:59สิ่งที่คนติดคือความอยากแก้ด้วยการแบบรู้
01:11:59 → 01:12:01สึกวางใจแต่เราจะวางใจไม่ได้นะคะถ้าเรา
01:12:01 → 01:12:04อยู่เฉยๆเราจะวางใจได้เมื่อเราลงมือทำ
01:12:04 → 01:12:07เท่านั้นมันทำให้ระยะสั้นลงเพราะว่าพอลง
01:12:07 → 01:12:09มือทำปุ๊บอ่ะมันกลับมาเติมความเชื่อเราพอ
01:12:09 → 01:12:11มันเติมความเชื่อมันทำให้ไอ้เส้นที่มัน
01:12:11 → 01:12:14เคยแบบ 100 ก.อ่ะมันลดเหลือเหลือแบบ 80
01:12:14 → 01:12:16อ่ะแล้วมันสั้นลงไปเรื่อยๆเพราะฉะนั้นการ
01:12:16 → 01:12:19วางใจไม่ได้เกิดจากการที่นั่งเฉยๆแล้วบอก
01:12:19 → 01:12:21ตัวเองว่าวางใจแต่เกิดจากการลืมตาไปใช้
01:12:21 → 01:12:25ชีวิตแล้วก็ลงมือทำไปเรื่อยๆค่ะทำให้ความ
01:12:25 → 01:12:28เชื่อแข็งแรงขึ้นการวางใจจะมากขึ้น
01:12:28 → 01:12:30>> อค่ะการวางใจก็เหมือนกับที่เราคุยกันไป
01:12:30 → 01:12:32ก่อนหน้านี้ว่าบางเรื่องที่มัน manifest
01:12:32 → 01:12:34สำเร็จก็คือเพราะว่าเราคิดเราวางใจเรา
01:12:34 → 01:12:36เชื่อว่าเราเอาอยู่อ่าอันนี้ก็เช่นกันคือ
01:12:36 → 01:12:38ระหว่างกระบวนการขั้นตอนที่เราจะไปถึง
01:12:38 → 01:12:40สิ่งที่เราตั้งใจเรากำลังเปลี่ยนหรืออะไร
01:12:40 → 01:12:43ก็ตามขอให้เชื่อมั่นละกันว่าเออวันนึงเรา
01:12:43 → 01:12:44จะไปถึงแหละ
01:12:44 → 01:12:45>> ใช่
01:12:45 → 01:12:48>> อ่าอย่างตอนแรกค่ะที่เราคุยกันแล้วคุณหมอ
01:12:48 → 01:12:51ฟ้าพูดถึงเรื่องของnoซคือคนที่ไม่ได้ป่วย
01:12:51 → 01:12:53แต่ว่าคิดว่าป่วยก็เลยเกิดเอฟเฟคกับร่าง
01:12:53 → 01:12:56กายทีนี้อยากรู้ว่าแล้วมีคนไหนที่เขาป่วย
01:12:56 → 01:13:00จริงๆแล้วสามารถหายได้ด้วยการทำสมาธิหรือ
01:13:00 → 01:13:02ว่าสามารถหายได้ด้วยพลังใจบ้างมอ่ะค่ะ
01:13:02 → 01:13:04>> อือพี่เองนี่แหละ
01:13:04 → 01:13:07>> เออคือตอนแรกเราป่วยแล้วมันหาสาเหตุไม่
01:13:07 → 01:13:10ได้พอหาสาเหตุไม่ได้เนี่ยหมอเขาก็เลย
01:13:10 → 01:13:12เหมือนแบบเออจะต้องพักนิดนึงและไอ้ช่วง
01:13:12 → 01:13:15นั้นน่ะด้วยความที่มันไม่มีทางแก้ในโลก
01:13:15 → 01:13:17ข้างนอกแล้วอ่ะค่ะพี่ก็เลยกลับมานั่งทำ
01:13:17 → 01:13:20สมาธิคือกลับมาอาจจะแบบไม่ได้นั่งสมาธิ
01:13:20 → 01:13:22ทั้งวันทั้งคืนนะคะแต่กลับมาพักแล้วก็
01:13:22 → 01:13:25กลับมาอยู่กับตัวเองแล้วจุดนั้นน่ะเป็น
01:13:25 → 01:13:28จุดที่ทำให้เราอ่ะค่อยๆหายจากตอนแรกอ่ะ
01:13:28 → 01:13:31เรานอนเองไม่ได้เริ่มกลับมานอนเองได้เออ
01:13:31 → 01:13:34แล้วก็เริ่มลดยาวิตกกังวลไปเรื่อยๆอ่ะค่ะ
01:13:34 → 01:13:37แล้วแค่ระยะเวลาประมาณ 2-3 เดือนอะไร
01:13:37 → 01:13:39ประมาณเนี้ยไอ้ตรงโรคที่เราแบบเป็นอยู่
01:13:39 → 01:13:42ตรงนั้นน่ะมันหายเองพี่เลยมี inspiration
01:13:42 → 01:13:44ตรงนั้นน่ะเป็นจุดศึกษาว่าเฮ้ยจริงๆแล้ว
01:13:44 → 01:13:47ความคิดของเราหรือว่าสิ่งที่เรารู้สึกอ่ะ
01:13:47 → 01:13:49มันไม่ใช่แค่ความรู้สึกแล้วนะมันสามารถทำ
01:13:49 → 01:13:51ให้เราป่วยแล้วมันไม่มีคำวินิจฉัยได้และ
01:13:51 → 01:13:54เป็นสิ่งที่ทำให้เราหายได้ซึ่งอันเนี้ยพอ
01:13:54 → 01:13:56เราไปศึกษาเขาเรียกว่าเป็นplซiboไอ้ตอน
01:13:56 → 01:13:58ที่แบบความคิดทำให้เราป่วยเขาเรียกว่า
01:13:58 → 01:14:01noซiboแต่ความคิดทำให้เราหายเขาเรียกว่า
01:14:01 → 01:14:03pasibอible
01:14:03 → 01:14:06ก็คือมันเป็นการทดลองเหมือนเขาเรียกว่ายา
01:14:06 → 01:14:08หลอกคือเหมือนแบ่งคนไข้ออกเป็น 2 กลุ่ม
01:14:08 → 01:14:11กลุ่มนึงอ่ะได้ยาจริงเช่นคนไข้เป็นเบา
01:14:11 → 01:14:13หวานแล้วก็ให้ยาจริงๆค่ะแล้วก็วัดปริมาณ
01:14:13 → 01:14:17น้ำตาลส่วน possible คือให้นางกินแป้งแต่
01:14:17 → 01:14:19ผลก็คือน้ำตาลลดเหมือนกัน
01:14:19 → 01:14:21>> อันนี้คือยาหลอกแป้งที่บอกนี่คือไม่ใช่
01:14:21 → 01:14:25แบบว่ากินแป้งนะคะเป็นเม็ดแป้งที่ทำเป็น
01:14:25 → 01:14:29เหมือนยาแล้วคนไข้อ่ะเข้าใจว่าอันนี้คือ
01:14:29 → 01:14:32ยาแต่จริงๆไม่ใช่ยาเป็นแค่เม็ดแป้งเฉยๆ
01:14:32 → 01:14:35แต่สิ่งที่รักษาเขาอ่ะคือจิตใจหรือว่า
01:14:35 → 01:14:37ความคิดของเขาเอง
01:14:37 → 01:14:40>> มีเคสไหนอีกมั้คะที่รักษาด้วย
01:14:40 → 01:14:43>> ในในฐานะที่พี่เป็นหมอฟันเนาะอาจจะแบบไม่
01:14:43 → 01:14:45ไม่ใช่เป็นเชิงรักษาแต่ว่าเล่าแบบตลกๆ
01:14:45 → 01:14:46แล้วกัน
01:14:46 → 01:14:49>> ส่วนมากเนี่ยคนจะกลัวเวลามาหาหมอฟันมี
01:14:49 → 01:14:52ความทรงจำอันเลวร้ายอะไรอย่างเงี้ยโดย
01:14:52 → 01:14:54เฉพาะพาร์ทแบบผ่าฟันคุดอ่ะถ้าเมื่อไหร่ก็
01:14:54 → 01:14:57ตามที่คนไข้เดินมาด้วยความกลัวนะยาชา
01:14:57 → 01:15:01ไม่เคยชาเลยประสบการณ์ตรงเลยคือยาชาปกติ
01:15:01 → 01:15:04ฉีดแล้วอ่ะต้องชาเพราะว่ามันเป็นเฉพาะที่
01:15:04 → 01:15:08ไงคะมันไม่ควรมีกลไกอื่นแล้วอ่ะแต่พี่เคย
01:15:08 → 01:15:11เจอแบบคนไข้ปวดแล้วแบบกลัวกลัวพอกลัวปุ๊บ
01:15:11 → 01:15:15อ่ะเราใส่ยาชาไปแบบ 3 หลอด 4 หลอดแล้วอ่ะ
01:15:15 → 01:15:17คนไข้ไม่ชาค่ะเพราะว่าความกลัวที่คนไข้
01:15:18 → 01:15:21สร้างขึ้นความคิดที่เขากลัวมันทำให้ระบบ
01:15:21 → 01:15:23การช้าไม่ช้าร่างกายสามารถผิดเพี้ยนไปได้
01:15:23 → 01:15:25หมดเลยตามความคิดของเขาอ
01:15:25 → 01:15:26>> อื
01:15:26 → 01:15:27>> แหลกเหมือนกันเลย
01:15:27 → 01:15:28>> เออใช่
01:15:28 → 01:15:32>> โหทีนี้จริงๆอันนี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้น
01:15:32 → 01:15:35จริงๆเนาะที่เรามาพูดก็คือมีคนที่หายได้
01:15:35 → 01:15:38ด้วยการทำสมาธิหรือหายได้ด้วยพลังใจแต่
01:15:38 → 01:15:41ว่าเราก็ไม่ได้หมายความว่าท่านที่กำลังมี
01:15:41 → 01:15:45การรักษาอยู่จะหยุดการรักษาแล้วมาทำแบบ
01:15:45 → 01:15:46นี้เลยอย่างี้ใช่มั้คะ
01:15:46 → 01:15:50>> อ๋อใช่อันนี้พี่แบบไม่สนับสนุนมากๆถ้ามี
01:15:50 → 01:15:52โรคอะไรอยู่หรือว่าดูแลตัวเองยังไงไปหา
01:15:52 → 01:15:56หมอแบบไหนอ่ะค่ะทำไปตามนั้นเพียงแต่ว่า
01:15:56 → 01:15:58ที่เรามาคุยกันในวันเนี้ยค่ะเพื่อเป็นจุด
01:15:58 → 01:16:01ว่าอ๋อจริงๆแล้วเนี่ยความคิดเราเขาสามารถ
01:16:01 → 01:16:05รักษาร่างกายเราได้เราช่วยคุณหมอเขาด้วย
01:16:05 → 01:16:07เออคือนี่มันเป็นร่างกายของเราเราอาจจะไป
01:16:07 → 01:16:10เจอหมอแบบเดือนละครั้งอ่ะแต่เราเป็นคนที่
01:16:10 → 01:16:13อยู่กับตัวเราตลอดเวลามันจะดีมยถ้าโอเค
01:16:13 → 01:16:16เราได้กินยาซึมเศร้านะเรามีภาวะวิโตกังวล
01:16:16 → 01:16:18นะเรากินไปแต่ว่าเรากลับมาบอกรักร่างกาย
01:16:19 → 01:16:21เรามั้ยเรากลับมาดูแลร่างกายในส่วนที่เรา
01:16:21 → 01:16:24ทำได้เพื่อเสริมเค้าอ่ะค่ะและถ้าตรงนี้
01:16:24 → 01:16:26เค้าดีอ่ะเดี๋ยวคุณหมอเขาจะเป็นคนลดยาเอง
01:16:26 → 01:16:29ไม่ได้สนับสนุนว่าโอ้ทุกคนจะต้องลุกขึ้น
01:16:29 → 01:16:32มาทำสมาธิแล้วจะต้องมาแบบรักษาตัวเองค่อย
01:16:32 → 01:16:34ๆไปตามจังหวะถ้าอะไรที่ต้องอยู่ในวงการ
01:16:34 → 01:16:38แพทย์ทำตามนั้นแต่ช่วยร่างกายเราด้วยจาก
01:16:38 → 01:16:40ที่แบบโอ๊ยเเราอาจจะกินยายาวกว่านี้เรา
01:16:40 → 01:16:42อาจจะกินยาสั้นลงแล้วเดี๋คุณหมอเขาจะลดไป
01:16:42 → 01:16:46เองค่ะถ้าอาการดีเขาจะปล่อยแบบลดยาเองแต่
01:16:46 → 01:16:48ไม่ต้องแบบไปทำเองอะไรอย่างเงี้ย
01:16:48 → 01:16:51>> อยากรู้ว่าสมาธิเนี่ยเ้ามีกระบวนการยังไง
01:16:51 → 01:16:55ที่ทำให้อาการป่วยดีขึ้นได้อ่าคือทำงาน
01:16:55 → 01:16:56ยังไงกับร่างกายอ่ะค่ะอ
01:16:56 → 01:17:00>> อืจริงๆอ่ะสมาธิอ่ะเป็นจุดของปัจจุบันขณะ
01:17:00 → 01:17:00>> อื
01:17:00 → 01:17:04>> ไม่ได้มีอะไรซับซ้อนสมมุติว่าเราเคยป่วย
01:17:04 → 01:17:07แบบนี้เราจะมีความคิดแบบเนี้จนทำให้เรา
01:17:07 → 01:17:09ป่วยอย่างบางคนคิดมากอ่ะเราจะคิดวนอยู่
01:17:09 → 01:17:12กับเรื่องเดิมๆแล้วพอเราคิดวนอยู่ซ้ำๆอ่ะ
01:17:12 → 01:17:14ค่ะมันทำให้เราสมว่าวนซ้ำๆอันเนี้ยทำให้
01:17:14 → 01:17:17เราเป็นโรคนี้แต่เวลาที่เราฝึกสมาธิอ่ะ
01:17:17 → 01:17:19เวลามีความคิดเรากลับมาที่ลมหายใจเวลามี
01:17:19 → 01:17:22ความคิดเรากลับมาที่จุดศูนย์กลางมันทำให้
01:17:22 → 01:17:25เราอ่ะไม่ได้ไปเลือกไอ้ความคิดวนนั้นและ
01:17:25 → 01:17:28ทำให้เราเลือกเส้นทางใหม่เฉยๆงั้นพี่มอง
01:17:28 → 01:17:30ว่าสมาธิคือจุดสำคัญที่ทำให้เรากลับมา
01:17:30 → 01:17:33อยู่กับปัจจุบันขนาดเพื่อให้เราไม่ได้ไป
01:17:33 → 01:17:36เลือกในสิ่งที่เราเคยเลือกแล้วมันสร้าง
01:17:36 → 01:17:39โลกให้เราอ่ะอ่าทำให้เราแบบเลือกใหม่และ
01:17:39 → 01:17:42อีกจุดนึงที่สำคัญมากๆคือเวลาที่เราฝึก
01:17:42 → 01:17:45สมาธิอ่ะค่ะมันเกี่ยวข้องกับลมหายใจคือ
01:17:45 → 01:17:47เราจะสังเกตมยถ้าเราทำสมาธิไปเรื่อยๆลม
01:17:47 → 01:17:50หายใจเราจะช้าลงเราจะหายใจได้แบบละเอียด
01:17:50 → 01:17:53ขึ้นพอลมหายใจดีอ่ะมันดันไปสอดคล้องกับ
01:17:53 → 01:17:54การทำงานของร่างกาย
01:17:55 → 01:17:57>> ก็คล้ายๆกับเราคุยกันไปแล้วใน EP ที่แล้ว
01:17:58 → 01:18:00เนาะว่าลมหายใจสัมพันธ์สอดคล้องกับการทำ
01:18:00 → 01:18:02งานของร่างกายยังไงถ้าท่านไหนยังไม่ได้
01:18:02 → 01:18:05ฟังนะคะก็ตามไปฟังกันได้นะคะสุดท้ายค่ะ
01:18:05 → 01:18:08แพนด้ามีคำถามนึงอยากถามคุณหมอมากมากแล้ว
01:18:08 → 01:18:09แพนด้าว่าคุณหมอน่าจะเป็นคนที่มี
01:18:09 → 01:18:12ประสบการณ์ตรงด้วยก็คือการขอบคุณร่างกาย
01:18:12 → 01:18:15เนี่ยสำคัญยังไงและการขอบคุณร่างกายเนี่ย
01:18:15 → 01:18:17จะทำให้เราสุขภาพดีขึ้นได้ด้วยไหม
01:18:17 → 01:18:21>> อันเนี้ยมันอาจจะไม่ได้มีแบบโอวิจัยที่
01:18:21 → 01:18:22ออกมาชัดเจนเพราะว่ามันทำกับร่างกาย
01:18:23 → 01:18:26มนุษย์นะคะแต่ว่าสิ่งที่พี่ทำมาโดยตลอด
01:18:26 → 01:18:29ตอนนั้นน่ะตัวที่พี่แบบว่ามีภาวะซึมเศร้า
01:18:29 → 01:18:31อ่ะแล้วขึ้นมาได้อ่ะเกิดจากการกลับมา
01:18:31 → 01:18:34ขอบคุณร่างกายเพราะว่าเรารู้ว่าทุกเสียง
01:18:34 → 01:18:37ทุกความคิดที่มันส่งไปอ่ะมันส่งผลต่อ
01:18:37 → 01:18:39เซลล์ในร่างกายหลายคนอาจจะแบบเออ้ยแล้ว
01:18:39 → 01:18:41มันมีแบบงานวิจัยมั้ยหรืออะไรมยสำหรับพี่
01:18:41 → 01:18:44พี่รู้สึกว่าการทำสิ่งเนี้ยไม่มีอะไรเสีย
01:18:44 → 01:18:48หายพี่หายมาได้จากการที่เรากลับมาขอบคุณ
01:18:48 → 01:18:50เขาแล้วเวลาที่เราขอบคุณไปเรื่อยๆอ่ะเรา
01:18:50 → 01:18:54กำลังฝึกตัวเองให้ชินกับการขอบคุณซึ่ง
01:18:54 → 01:18:55สิ่งนั้นน่ะมันเป็นคลื่นพลังงานบวกอยู่
01:18:55 → 01:18:58แล้วงั้นพอเราเริ่มชินกับการขอบคุณน่ะสาร
01:18:58 → 01:19:01เคมีในร่างกายเราก็ชินกับพลังงานบวกเราก็
01:19:01 → 01:19:04เลยค่อยๆแบบรู้สึกดีขึ้นแล้วก็ใช้สิ่งเใน
01:19:04 → 01:19:06การกลับมา healing หรือว่ากลับมาเยียวยา
01:19:06 → 01:19:07ร่างกายได้ค่ะ
01:19:07 → 01:19:10>> แล้วเราจะมีวิธีในการขอบคุณร่างกายที่คุณ
01:19:10 → 01:19:12หมออยากแนะนำแล้วก็สามารถทำตามได้ง่ายๆ
01:19:12 → 01:19:12บ้างมั้คะ
01:19:12 → 01:19:16>> ตอนนั้นที่พี่ทำนะคือตอนเช้ากับก่อนนอน
01:19:16 → 01:19:19น่ะพี่จะกลับมาที่ร่างกายก่อนเออแล้วก็
01:19:19 → 01:19:22กลับมาแบบเอ้ยขอบคุณนะขอบคุณร่างกายอะไร
01:19:22 → 01:19:24อย่างเงี้ยค่ะแล้วก็ใช้แบบทุกกิจวัตรหรือ
01:19:24 → 01:19:27ว่าสิ่งที่เราทำอ่ะเป็นการกลับมาขอบคุณ
01:19:27 → 01:19:30ทุกอย่างเลยเช่นในวันที่กินข้าวเราต้อง
01:19:30 → 01:19:33กินข้าวอยู่แล้วใช่มั้คะเวลากินข้าวเราจะ
01:19:33 → 01:19:35กินด้วยความภาวนาหรือว่ากินด้วยความ
01:19:35 → 01:19:37ขอบคุณเพราะว่าจริงๆข้าวก็มาจากแผ่นดิน
01:19:37 → 01:19:39น่ะค่ะเขาหล่อเลี้ยงเราเพราะฉะนั้นน่ะเรา
01:19:39 → 01:19:43กินเหมือนแบบค่อยๆกินไม่ต้องรีบแล้วก็
01:19:43 → 01:19:47ขอบคุณในขณะที่กินกินข้าวดื่มน้ำหรือว่า
01:19:47 → 01:19:49ทำอะไรถ้าเรานึกได้เราจะให้เหมือนกับคำ
01:19:49 → 01:19:52ขอบคุณเนี้ยอยู่ในวิถีชีวิตเราเลยไม่ว่า
01:19:52 → 01:19:54เราจะทำอะไรก็ตามอย่างเงี้ยไปเรื่อยๆอ่ะ
01:19:54 → 01:19:57แรกๆมันก็ดูขัดๆอ่ะแต่พอทำไปเรื่อยๆทุก
01:19:57 → 01:19:59ครั้งที่เรากินข้าวเราก็แบบทำสิ่งนี้จน
01:19:59 → 01:20:02มันชินไปแล้วอ่ะเพื่อสร้างเส้นทางในสมอง
01:20:02 → 01:20:05ใหม่สร้างสารเคมีในร่างกายใหม่อ่ะเออ
01:20:05 → 01:20:08>> อค่ะโอเป็นกันขอบคุณทั้งร่างกายขอบคุณทุก
01:20:08 → 01:20:08อย่าง
01:20:08 → 01:20:11>> เออมันจะทำให้เรารู้สึกว่าจริงๆแล้วเราก็
01:20:11 → 01:20:13เป็นคนนึงที่ได้รับและเป็น
01:20:13 → 01:20:13>> ใช่
01:20:14 → 01:20:16>> เออเพราะว่าบางครั้งเนี่ยเรามีหลายๆอย่าง
01:20:16 → 01:20:19>> แต่พอเราไม่เคยขอบคุณหรือแม้กระทั่งร่าง
01:20:19 → 01:20:22กายตัวเองที่เราก็มีอยู่อย่างจริงๆอ่ะแต่
01:20:22 → 01:20:24ว่าเราพอเราไม่ได้ขอบคุณเนาะเรามองข้ามเา
01:20:24 → 01:20:29เกินไปอ่าจริงๆก็มีผลต่อกันหมดเลยอ่
01:20:29 → 01:20:31>> ทั้งหมดที่เราคุยกันมาในวันนี้ค่ะใน
01:20:31 → 01:20:33เรื่องของการที่จะดึงดูดสุขภาพดีเนี่ย
01:20:33 → 01:20:37เอ่อจริงๆแล้วทุกๆคนสามารถที่จะทำได้อ่า
01:20:37 → 01:20:39แต่ว่าจะมา manifest ยังไงให้สำเร็จหรือ
01:20:39 → 01:20:41อะไรก็ตามอันนี้เป็นสิ่งที่เราต้องไปถาม
01:20:41 → 01:20:46ตัวเองแล้วก็ขอในสิ่งที่เราก็คิดว่าเฮ้ย
01:20:46 → 01:20:49เราจะมีความเชื่อว่าเราจะได้รับแล้วก็ลง
01:20:49 → 01:20:52มือทำนิสัยเปลี่ยนพฤติกรรมให้เรามีความ
01:20:53 → 01:20:55เชื่อมีหลักฐานในการเชื่อแล้ววันนึงมันก็
01:20:55 → 01:20:58จะสำเร็จแล้วก็ในการขอสิ่งใดสิ่งนั้นก็
01:20:58 → 01:21:01ต้องเป็นสิ่งที่เราก็คือออกจากเซฟโซนออก
01:21:01 → 01:21:03จาก comfort โซนหน่อยอ่าแต่อาจจะไม่ใช่
01:21:03 → 01:21:06สิ่งที่ไกลตัวมากเกินไปเพราะว่าพอเราตั้ง
01:21:06 → 01:21:08อะไรที่ไกลตัวมากเกินอาจจะทำให้บั่นทอน
01:21:08 → 01:21:11ตัวเองอ่าค่ะอันนี้ก็ค่อยๆเป็นค่อยๆไป
01:21:11 → 01:21:15เนาะรวมถึงเรื่องของ noble pri ด้วยความ
01:21:15 → 01:21:17คิดของเราเนี่ยมีผลต่อร่างกายของเราแม้
01:21:17 → 01:21:19ว่าตอนนี้เราอาจจะไม่ได้เจ็บป่วยแต่ว่า
01:21:19 → 01:21:22เรามีความคิดที่ว่าเราป่วยหรือคิดไม่ดี
01:21:22 → 01:21:24คิดเชิงลบกับสุขภาพร่างกายก็เอ้ยเราก็อาจ
01:21:24 → 01:21:26จะป่วยขึ้นมาจริงๆกับอีกอย่างนึงคือถ้า
01:21:26 → 01:21:30สมมุติเราป่วยอยู่ก็อาจจะลองplางใจแล้วก็
01:21:30 → 01:21:32เชื่อว่าร่างกายเนี้ยจะ healing จะรักษา
01:21:33 → 01:21:35ตัวเขาเองได้ในขะขณะเดียวกันคือท่านไหน
01:21:35 → 01:21:38ที่มีการรักษาอยู่ก็ทำควบคู่กันไปนะคะไม่
01:21:38 → 01:21:41ได้บอกให้หยุดการรักษาอะไรเนาะเพราะว่าทำ
01:21:41 → 01:21:43ควบคู่กันไปไม่มีอะไรเสียหายสมองเนี่ย
01:21:43 → 01:21:46เป็นอวัยวะนึงที่สำคัญมากๆแล้วก็อยู่กับ
01:21:46 → 01:21:49เราตั้งแต่เกิดจนวันสุดท้ายของชีวิตเลย
01:21:49 → 01:21:51แล้วสมองเนี่ยเราต้องดูแลยังไงบอกก่อนเลย
01:21:51 → 01:21:52นะคะว่า EP นี้เนี่ยเราจะพาทุกท่านเนี่ย
01:21:53 → 01:21:55มาเพิ่มพลังโฟกัสด้วยสมาธิกันค่ะแล้วจะ
01:21:55 → 01:21:57เป็นใครไม่ได้นะคะที่จะให้คำตอบเรื่องนี้
01:21:57 → 01:22:00ได้ดีนั่นก็คือคุณหมอฟ้าจากเพจหมอฟ้า
01:22:00 → 01:22:02สมาธิศาสตร์สวัสดีค่ะคุณหมอ
01:22:02 → 01:22:04>> สวัสดีค่ะ
01:22:04 → 01:22:05>> อ่าวันนี้เจอกันอีกแล้วนะคะ
01:22:05 → 01:22:06>> ค่ะ
01:22:06 → 01:22:08>> อยากชวนคุยในเรื่องของการที่เราจะเพิ่ม
01:22:08 → 01:22:11พลังโฟกัสค่ะด้วยการทำสมาธิก่อนอื่น
01:22:11 → 01:22:14พันน้าอยากถามก่อนว่าอย่างสมองของเรา
01:22:14 → 01:22:16เนี่ยค่ะแพนด้าก็จะรู้ว่าสมองของเราเนี่ย
01:22:16 → 01:22:19ก็จะมีบางอย่างที่เป็นขยะเนาะเออแล้วอะไร
01:22:19 → 01:22:21บ้างที่ถือเป็นขยะสมองค่ะอ
01:22:21 → 01:22:23>> ขยะสมองในที่เนี้ยอ่ะขยะเวลาเรานึกถึงขยะ
01:22:23 → 01:22:25ก็คือสิ่งที่เราไม่ต้องการหรือว่าเรา
01:22:26 → 01:22:28ต้องการที่จะทิ้งใช่มั้ยคะสมองคือสิ่งที่
01:22:28 → 01:22:30อยู่ในความคิดเราอาจจะต้องกลับมาคิดว่า
01:22:30 → 01:22:33เอ้ยอันไหนที่เราคิดวนแล้วทำให้เรารู้สึก
01:22:33 → 01:22:35เป็นทุกข์แล้วเราอยากจะกำจัดออกอันนั้น
01:22:36 → 01:22:38น่ะถือว่าเป็นขยะเออคือเหมือนคิดแล้วมัน
01:22:38 → 01:22:40แบบไม่ได้เกิดอะไรขึ้นมาหรือว่าอยู่ตรง
01:22:40 → 01:22:42นี้แล้วทำให้เราเป็นทุกข์อ่ะค่ะ
01:22:42 → 01:22:44>> เอออันนั้นคือขยะที่เราแบบค่อยๆเคลียร์
01:22:44 → 01:22:45ออกไป
01:22:45 → 01:22:47>> รวมถึงสิ่งที่เราสะสมมาโดยที่เราไม่รู้
01:22:47 → 01:22:48ตัวด้วยมั้คะ
01:22:48 → 01:22:50>> ใช่เพราะว่าเวลาที่เราออกไปใช้ชีวิตอ่ะ
01:22:50 → 01:22:53ค่ะสื่อที่เราเซฟสิ่งที่เราเห็นโดยที่เรา
01:22:53 → 01:22:55เข้ามาสิ่งนั้นน่ะพอเข้ามาที่สมองก็เข้า
01:22:55 → 01:22:57ไปสู่จิตใต้สำนึกหรือว่าตัวเราเหมือนกัน
01:22:57 → 01:23:00อันนั้นก็ถือว่าเป็นขยะถ้าเป็นสิ่งที่เรา
01:23:00 → 01:23:03แบบไม่ต้องการหรือว่าไม่ได้ตั้งใจให้เกิด
01:23:03 → 01:23:03ขึ้น
01:23:03 → 01:23:06>> แล้วอย่างเงี้ยค่ะเราจะสามารถสังเกตร่าง
01:23:06 → 01:23:08กายหรือว่ามีเอฟเฟคทางร่างกายอะไรบ้างที่
01:23:08 → 01:23:10จะทำให้เรารู้ว่าเฮ้ยตอนเนี้ยสมองของเรา
01:23:10 → 01:23:12เนี่ยมีขยะมากเกินไป
01:23:12 → 01:23:15>> อันนี้อาจจะแชร์จากประสบการณ์ของพี่แล้ว
01:23:15 → 01:23:18กันนะคะเพราะฉะนั้นขยะคือสิ่งที่เรารับมา
01:23:18 → 01:23:20แล้วทำให้เราเป็นทุกข์เออสำหรับพี่อ่ะถ้า
01:23:20 → 01:23:22เกิดว่าเราเช็คก็คือพี่จะเช็คว่าช่วงนั้น
01:23:22 → 01:23:25น่ะพี่มีความเครียดหรือว่าวิตกกังวลเยอะ
01:23:25 → 01:23:29ไหมหรือว่าทำอะไรแล้วแบบรีบๆลนๆโฟกัสไม่
01:23:29 → 01:23:32ได้แล้วรู้สึกแบบไม่สุขสบายอ่ะรู้สึกรู้
01:23:32 → 01:23:33สึกโฟกัสไม่ได้เพราะถ้าเกิดโฟกัสไม่ได้
01:23:33 → 01:23:35มันเกิดแบบผลงานไม่ได้ไงคะเพราะฉะนั้น
01:23:36 → 01:23:39ช่วงไหนที่รู้สึกเครียดเยอะๆกังวลเยอะๆ
01:23:39 → 01:23:42คิดมากๆคิดในสิ่งที่ยังไม่เกิดแล้วทำให้
01:23:42 → 01:23:45เรากลับมาวนๆอะไรอย่างเงี้ยคือให้รู้ว่า
01:23:45 → 01:23:47เออตรงนั้นถึงเวลาที่เราจะต้องแบบมา
01:23:47 → 01:23:50เคลียร์ละเราได้รับข้อมูลที่มากเกินไป
01:23:50 → 01:23:53เพราะว่าข้อมูลที่เข้ามาเข้ามาที่หัวแต่
01:23:53 → 01:23:55มันมีความรู้สึกที่ใจไงเข้ามาแล้วมันทำ
01:23:55 → 01:23:57ให้เรารู้สึกอะไรที่ทำให้เรารู้สึกที่มัน
01:23:57 → 01:23:59ไม่ดีอ่ะคือนั่นแหละถึงเวลาที่เราจะต้อง
01:23:59 → 01:24:02เที่ยวอือค่ะแล้วอย่างถ้าสมมุติการนอนไม่
01:24:02 → 01:24:04หลับอ่าอาการนอนไม่หลับที่เกิดขึ้นกับ
01:24:04 → 01:24:07ร่างกายเนี่ยค่ะสามารถสะท้อนกับสุขภาพ
01:24:07 → 01:24:08สมองของเราได้มั้คะ
01:24:08 → 01:24:11>> โอแน่นอนเพราะเราคิดเยอะเราพักไม่เป็นเรา
01:24:11 → 01:24:14คิดตลอดเวลาค่ะเพราะฉะนั้นเราก็ชินกับ
01:24:14 → 01:24:16ความคิดติดอยู่ที่หัวเพราะฉะนั้นเวลาที่
01:24:16 → 01:24:18เรารู้สึกว่าเราจะต้องพักอ่ะเขารู้สึกว่า
01:24:18 → 01:24:21โหมดพักเป็นโหมดที่เขาไม่ชินเขาก็เลยนอน
01:24:21 → 01:24:24เองไม่ได้หรือบางคนแบบไปเที่ยวเออเหมือน
01:24:24 → 01:24:26จะไปพักเตก็กลับมาคิดอีกอะไรอย่างเงี้ย
01:24:26 → 01:24:28ค่ะเพราะฉะนั้นการคิดบนเป็นเรื่องสำคัญ
01:24:28 → 01:24:30มากเพราะว่ามันเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยน
01:24:30 → 01:24:31แปลงสมองด้วย
01:24:31 → 01:24:33>> คุณหมอบอกแพนด้าว่าจริงๆสมองของคนเรา
01:24:33 → 01:24:35เนี่ยสามารถเปลี่ยนได้เปลี่ยนเส้นทางได้
01:24:35 → 01:24:37ด้วยแล้วมันคืออะไรอ่ะคะ
01:24:37 → 01:24:39>> อเอ่ออันเนี้ยเขาเรียกว่าเป็น neur
01:24:39 → 01:24:43plasticity neur คือสมองพลาสติกคือยืด
01:24:43 → 01:24:44หยุ่น
01:24:44 → 01:24:47>> เปลี่ยนเส้นทางได้พี่พูดอย่างงี้เวลาที่
01:24:47 → 01:24:49อ่ะพี่คุยกับแพนด้าอย่างเงี้ยมีเสียงเข้า
01:24:49 → 01:24:51มาหรือว่าเราเห็นอะไรอ่ะค่ะมันจะเกิด
01:24:51 → 01:24:54สัญญาณขึ้นในสมองแล้วเวลาสมองเคยเห็นที่
01:24:54 → 01:24:55เขาเป็นโครงข่ายมย
01:24:55 → 01:24:56>> ค่ะ
01:24:56 → 01:24:59>> เออเขาจะเกิดการคุยกันด้วยสารเคมีคือเขา
01:24:59 → 01:25:01จะแบบอย่างเงี้ยแล้วเขาจะคุยกันด้วยสาร
01:25:01 → 01:25:04เคมีเขาเรียกกระบวนการเว่าเป็นการไซนAP
01:25:04 → 01:25:06อ่ามันเป็นศัพท์การแพทย์แบบไม่ต้องสนใจ
01:25:06 → 01:25:08หรอกพูดง่ายๆคือทุกครั้งที่เราได้รับอะไร
01:25:08 → 01:25:10มาเขาจะคุยกันแล้วเขาเกิดการเชื่อมกัน
01:25:10 → 01:25:13เพราะฉะนั้นเนี่ยสิ่งที่เราทำซ้ำๆจะกลาย
01:25:13 → 01:25:15เป็นสิ่งที่เขาคุยกันและเชื่อมกันแบบนี้
01:25:15 → 01:25:16>> อื
01:25:16 → 01:25:18>> แล้วมันจะถูกเซตอ่ะเป็นแบบเหมือนกับ
01:25:18 → 01:25:21เชื่อมแข็งไปแล้วอ่ะในตอนที่อายุ 25
01:25:21 → 01:25:23สังเกตว่าหลังอาย 25 เราจะแบบเปลี่ยนแปลง
01:25:23 → 01:25:26ได้ยากเพราะว่ามันถูกเซ็ตอ่ะค่ะสมองที่
01:25:26 → 01:25:29ถูกเซ็ตคือตัวเราที่ถูกเซ็ตทีนี้เคยเห็น
01:25:29 → 01:25:31คนที่เป็นอัมพฤกอัมพาตมั้ยที่บางทีเขา
01:25:31 → 01:25:34เป็นสตกสตกคือเส้นเลือดในสมองตีบถูกมั้คะ
01:25:35 → 01:25:37และตอนแรกเขาอาจจะแบบยังเดินไม่ได้สักพัก
01:25:37 → 01:25:39เเริ่มเดินได้มันอาจจะไม่ได้กลับมา 100%
01:25:39 → 01:25:42แต่ว่าเขาจะกลับมาเดินได้นั่นแหละเกิดจาก
01:25:42 → 01:25:45การที่สมองเขาสามารถซ่อมสร้างตัวเองได้ที
01:25:45 → 01:25:48เนี้ยจุดสำคัญก็คือว่าเขาเคยเชื่อมกัน
01:25:48 → 01:25:51อย่างเงี้ยมา 25 ปีจุดสำคัญคือถ้าวันนี้
01:25:51 → 01:25:54เรารู้สึกว่าเราอยากเป็นคนใหม่เราจะ
01:25:54 → 01:25:56เปลี่ยนแปลงสมองอ่ะมันเลยต้องกลับมาที่
01:25:56 → 01:25:59การโฟกัสมันคือกลับมาจุดของปัจจุบันขณะ
01:25:59 → 01:26:02แล้วเกิดการโฟกัสก่อนเพราะว่าเวลาเขา
01:26:02 → 01:26:04เชื่อมกันอย่างเงี้ยเขาเชื่อมเป็นอutโมติ
01:26:04 → 01:26:06เขาเชื่อมเป็นระบบประสาทอัตโนมัติไปแล้ว
01:26:06 → 01:26:09เคยทำแบบนี้มาตั้ง 25 ปีเขาทำแบบนี้ซ้ำๆ
01:26:09 → 01:26:12อ่ะค่ะการที่เราจะเปลี่ยนนิสัยใหม่เป็นคน
01:26:13 → 01:26:15ใหม่เราเลือกเส้นทางใหม่เราต้องมีการ
01:26:15 → 01:26:16โฟกัส
01:26:16 → 01:26:16>> อื
01:26:16 → 01:26:19>> เพราะถ้าไม่โฟกัสเราจะกลับไปที่ร่องสมอง
01:26:19 → 01:26:22เดิมงั้นเนี่ยสมองสามารถเปลี่ยนแปลงได้
01:26:22 → 01:26:25แต่คุณสมบัติสำคัญคือเราจะต้องกลับมาที่
01:26:25 → 01:26:26จุดของการโฟกัสก่อน
01:26:26 → 01:26:27>> อื
01:26:27 → 01:26:29>> เออเพื่อรู้ก่อนว่าเฮ้ยเนี่ยเนี่ยมันเป็น
01:26:29 → 01:26:32แบบตัวเก่าของฉันนะฉันจะเป็นคนใหม่มัน
01:26:32 → 01:26:34ต้องรู้ตัวกลับมาจุดตรงนี้ก่อนอ
01:26:34 → 01:26:38>> อืคือสมองจะเปลี่ยนได้เราต้องมีโฟกัส
01:26:38 → 01:26:38>> ใช่
01:26:38 → 01:26:42>> อ่าถามต่อค่ะว่าแล้วพฤติกรรมอะไรบ้างที่
01:26:42 → 01:26:44ทำลายโฟกัสของเราอ่ะ
01:26:44 → 01:26:47>> อย่างแบบมากสุดทำลายโฟกัสโฟกัสคือแสง
01:26:47 → 01:26:48เลเซอร์อ
01:26:48 → 01:26:51>> คือทำสิ่งหนึ่งในครั้งหนึ่ง
01:26:51 → 01:26:54>> อ่าให้นึกถึงเคยเล่นเกมแบบตอนเด็กๆมั้คะ
01:26:54 → 01:26:57ที่เราเอาแว่นขยายมาคือแสงแดดมันก็แค่
01:26:57 → 01:26:59ร้อนใช่ป่ะแต่ถ้าเราแว่นแว่นขยายมาเขา
01:26:59 → 01:27:02สามารถโฟกัสแล้วมันทำให้กระดาษไหม้ได้อ่ะ
01:27:02 → 01:27:06โฟกัสคือทำ 1 อย่างณชั่วขณะนั้นจนเป็นแสง
01:27:06 → 01:27:08เลเซอร์เลยเพราะฉะนั้นเนี่ยตรงข้ามกับการ
01:27:08 → 01:27:11ทำโฟกัสคือทำมันทุกอย่างเพราะฉะนั้นพอทำ
01:27:11 → 01:27:14ทุกอย่างอ่ะเราไม่สามารถใส่โฟกัสไปในอะไร
01:27:14 → 01:27:17ได้อ่ะค่ะถามว่ามันเกิดงานมอ่ะเกิดงานแต่
01:27:17 → 01:27:20ว่าถามว่าคุณภาพจะเป็นแบบไหนอ่ะอันนี้อีก
01:27:20 → 01:27:23เรื่องนึงแต่ไม่ดีกับสมองแน่ๆเพราะว่า
01:27:23 → 01:27:25สมองเขาแบบไม่ได้เกิดมาเพื่อนทสอ่ะขนาด
01:27:25 → 01:27:27เขาจะเปลี่ยนเขายังต้องโฟกัสเลยอ่ะเขาถึง
01:27:28 → 01:27:29จะเปลี่ยนได้เพราะมันเป็นธรรมชาติของเขา
01:27:29 → 01:27:30อะไรเงี้ยอ
01:27:30 → 01:27:32>> อืคือทำอะไรทำทีละอย่างก่อน
01:27:32 → 01:27:33>> ทีละอย่าง
01:27:33 → 01:27:34>> อ่าค่ะ
01:27:34 → 01:27:37>> แต่ว่าในปัจจุบันเนี้ยค่ะโลกมันหมุนไวมาก
01:27:37 → 01:27:41เนาะแล้วก็เราต้องใช้ชีวิตให้มันทันกับ
01:27:41 → 01:27:44โรคที่หมุนไวอ่าก็จะมีเรื่องของการบริหาร
01:27:44 → 01:27:47เวลาเกิดขึ้นเช่นบางคนรู้สึกว่าใน 1
01:27:47 → 01:27:49ชั่วโมงเฉันต้องทำอะไรให้มันได้เยอะๆถึง
01:27:49 → 01:27:52จะแบบรู้สึกว่าเป็นคนโปรดักเป็นคนที่แบบ
01:27:52 → 01:27:55เออมีคุณภาพอย่างเงี้ยอ่าจริงๆสิ่งเนี้ย
01:27:55 → 01:27:56มันดีหรือไม่ดียังไงคะ
01:27:56 → 01:27:58>> แบบไม่ได้อยากบอกว่าแบบดีไม่ดีเลยเพราะ
01:27:59 → 01:28:02ว่าแต่ละคนเขาก็จะมีแบบสไตล์ของเขาพี่อาจ
01:28:02 → 01:28:05จะแชร์ในมุมของพี่แล้วกันว่าในสำหรับพี่
01:28:05 → 01:28:08อ่ะค่ะที่แบบเออเราฝึกสมาธิมาแล้วก็เราทำ
01:28:08 → 01:28:10งานแบบหลายอย่างด้วยอ่ะการโฟกัสอ่ะเป็น
01:28:10 → 01:28:14สิ่งที่พี่ทำเสมอคือทำได้แค่ 1 อย่างณ
01:28:14 → 01:28:17ชั่วขณะนั้นนะคะแล้วสิ่งสำคัญคือมันไม่
01:28:17 → 01:28:19เครียดอ่ะสมมุติว่าอันนั้นเราก็ต้องทำอัน
01:28:19 → 01:28:22นี้ก็ต้องทำอ่ะค่ะมากกว่าสมองเครียดอ่ะ
01:28:22 → 01:28:25คือร่างกายเราเครียดนะสังเกตมว่าทำอะไร
01:28:25 → 01:28:30เราก็จะแบบรีบไปหมดอ่ะเพราะว่ากำลังความ
01:28:30 → 01:28:33สอนร่างกายเรากำลังสอนสมให้ชินกับความ
01:28:33 → 01:28:37เครียดเพะสำหรับพี่อ่ะการโฟกัสอ่ะเป็น
01:28:37 → 01:28:40สิ่งที่เราทำแล้วมันได้ผลน่ะถ้ามัน
01:28:40 → 01:28:43มัลติสองเราจะใช้พลังงานเยอะเพราะฉะนั้น
01:28:43 → 01:28:47เขาก็จะเหนื่อยเขาก็จะล้าอาจจะลองดูก็ได้
01:28:47 → 01:28:50ค่ะวันที่เราโฟกัสอาจจะ 1 อย่างกับวันที่
01:28:50 → 01:28:51เราแบบทำทุกอย่างลองดูว่าผลงานมันเป็นยัง
01:28:51 → 01:28:52ไง
01:28:52 → 01:28:54>> อืลองค่อยๆชั่งน้ำหนักแล้วก็บาลานซเอา
01:28:54 → 01:28:57>> อ่าแล้วถ้าสมมุติบางคนที่เไม่สามารถวัน
01:28:57 → 01:29:00นึงทำแค่อย่างเดียวได้ด้วยหน้าที่การงาน
01:29:00 → 01:29:03หรือด้วยอ่ะสมมุตินะคะเช่นเป็นคุณแม่
01:29:04 → 01:29:07>> อ่าต้องดูแลลูกด้วยต้องทำงานด้วยต้องดูแล
01:29:07 → 01:29:08บ้านต้องดูแลสามี
01:29:08 → 01:29:10>> อ่ามันคงเป็นไปไม่ได้หรอกที่เราจะเลือกทำ
01:29:10 → 01:29:14แค่สิ่งที่ที่อยากทำแล้วเขาจะทำยังไงให้เ
01:29:14 → 01:29:17ยังต้องทำสิ่งหลายๆอย่างเนี้ย
01:29:17 → 01:29:20>> แล้วเป็นผลดีต่อสมองใช่เป็นผลดีต่อคนรอบ
01:29:20 → 01:29:23ตัวความสัมพันธ์แล้วก็สมองของตัวเองโอเออ
01:29:23 → 01:29:26โอเคสำหรับพี่นะงั้นงั้นแชร์แล้วกันเพราะ
01:29:26 → 01:29:29ว่าพี่ก็แบบทำหมอฟันด้วยเป็นแม่ด้วยอะไร
01:29:29 → 01:29:32อย่างเงี้ยค่ะให้ดูว่ากิจกรรมไหนที่มัน
01:29:32 → 01:29:35ไม่ต้องใช้โฟกัสเยอะเช่นการกวาดบ้านถ้า
01:29:35 → 01:29:38กวาดบ้านแล้วเอาลูกเข้ามาเป็นส่วนหนึ่ง
01:29:38 → 01:29:41ของการกวาดบ้านการกวาดบ้านอาจจะไม่ใช่การ
01:29:41 → 01:29:44กวาดบ้านะเราสามารถแบบใช้เวลานั้นกับลูก
01:29:44 → 01:29:46อันนี้ถือว่าเป็น multitest ส่วนหนึ่งที่
01:29:46 → 01:29:49แบบดีอาจจะดูว่ากิจกรรมไหนที่เราไม่ต้อง
01:29:49 → 01:29:53ใช้ความคิดเยอะขับรถหรือฟังพcสก็ได้นะ
01:29:53 → 01:29:55>> อ้าหรือเนี่ยแบบฟังเกาอะไรอย่างเงี้ย
01:29:55 → 01:29:57เพราะว่าการขับขับรถมันถูกเซตเป็นออโต้ไป
01:29:57 → 01:30:00แล้วและเราไม่จำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนแต่
01:30:00 → 01:30:03ถ้าอะไรที่เราจำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนใช้
01:30:03 → 01:30:05พลังโฟกัสเยอะเป็นงานที่เราจะต้อง
01:30:05 → 01:30:07concentrate อันนั้นน่ะต้องทำ 1 อย่าง
01:30:07 → 01:30:10แต่่งงานไปแล้วไปเรื่อยอ่ะเออแบบว่า
01:30:10 → 01:30:13เรื่องปกติทั่วไปที่ไม่ใช้พลังงานเยอะไม่
01:30:13 → 01:30:15จำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนอาจจะเอาสิ่งอื่น
01:30:15 → 01:30:18เล็กๆน้อยๆเข้ามาแทรกได้อาจจะทำให้เรา
01:30:18 → 01:30:20balance ได้เพราะฉะนั้นสรุปก็คือถ้าเป็น
01:30:20 → 01:30:22งานที่เราต้องโฟกัสช่วงที่พี่จะต้องทำ
01:30:22 → 01:30:24คลิปช่วงจะต้องเขียนสิปเรา concentrate
01:30:24 → 01:30:27เราไม่สามารถทำกับอันอื่นได้เลยแต่แบบ
01:30:27 → 01:30:29เอ้ยบางอันที่เราจะต้องแบบอ่าล้างจานเรา
01:30:29 → 01:30:32ก็ทำกับอย่างอื่นได้ลองดูเอกความสำคัญดู
01:30:32 → 01:30:32ค่ะ
01:30:32 → 01:30:34>> อืแสดงว่าจริงๆแล้วแต่ละท่านเนี่ยไม่ได้
01:30:34 → 01:30:36เหมือนกันเลยอาจจะต้องดูว่ากิจกรรมอะไร
01:30:36 → 01:30:39ที่เอ้ยเราทำจนมันเป็นกิจวัตรจนทำจนแบบ
01:30:39 → 01:30:41เป็นสิ่งที่ทำได้อย่างอัตโนมัติแล้วเรา
01:30:41 → 01:30:44อาจจะเพิ่มสิ่งอื่นเข้ามาได้จริงๆเกณฑ์
01:30:44 → 01:30:46ของมันหรือว่าสิ่งที่จะทำให้เราดูได้คือ
01:30:46 → 01:30:49ตัวเราเองไม่ได้รู้สึกว่ามันมากระทบหรือ
01:30:49 → 01:30:52เปล่าคะไม่ได้รู้สึกว่าสิ่งนี้มาขัดมา
01:30:52 → 01:30:55>> รู้สึกหงุดหงิดอะไรอย่างเงี้ยใช่ใช่แล้ว
01:30:55 → 01:30:58ก็ว่าสำคัญน่ะคือจับความรู้สึกตัวเราเอง
01:30:58 → 01:31:01ค่ะแบบมันไม่ได้มีถูกว่าเอ้ยโฟกัสดีหรือ
01:31:01 → 01:31:04ว่าเป็นmultิทสดีเราก็โฟกัสในบางงานเพียง
01:31:04 → 01:31:07แต่ว่าถ้าเราทำให้เราค่อยๆปรับในขอบเขต
01:31:07 → 01:31:09ที่เรารู้สึกว่ามันโอเคแล้วไม่กดดันตัว
01:31:09 → 01:31:12เองเกินไปเราเคยมัลติสอย่างวันนี้ป๊าบอก
01:31:12 → 01:31:14ให้ทำ 1 อย่างมันก็เยอะไปอ่ะค่ะให้เรา
01:31:14 → 01:31:17ค่อยๆปรับไปทีละนิดตามไลฟ์สไตล์
01:31:17 → 01:31:17>> อ
01:31:17 → 01:31:19>> ที่สำคัญก็คือเรื่องของความเครียดใน
01:31:19 → 01:31:22ระหว่างที่ทำเนาะว่าบางคนอาจจะทำได้หลาย
01:31:22 → 01:31:24อย่างแต่ว่าเทำได้ไม่ได้เครียดอันนี้ก็
01:31:25 → 01:31:26ไม่ได้ไม่ได้มีปัญหาอะไร
01:31:26 → 01:31:29>> ใช่ๆค่ะสุดท้ายถ้าเขาแบบสามารถไปต่อได้
01:31:29 → 01:31:30นี่เป็นไลฟ์สไตล์ที่เรารู้สึกว่าเราโอเค
01:31:31 → 01:31:33ก็ถือว่าแบบดีตามนั้นเลย
01:31:33 → 01:31:35>> อแต่ว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่มันหนักไปอ่ะ
01:31:35 → 01:31:37เดี๋ยวร่างกายเขาจะบอกเราเอง
01:31:37 → 01:31:40>> ใช่ให้กลับมาเช็คผ่านร่างกายเยอะๆเช่นแบบ
01:31:40 → 01:31:43เราเริ่มแบบนอนไม่หลับละเราเริ่มกระวน
01:31:43 → 01:31:46กระวายเราเริ่มหายใจไม่โอเคร่างกายเรามัน
01:31:46 → 01:31:49ไม่ดีอ่ะค่ะอันนั้นเป็นลักษณะที่ว่าเฮ้ย
01:31:49 → 01:31:51จริงๆอ่ะคำว่า multitest มันอาจจะหมายถึง
01:31:51 → 01:31:53การที่เราเสพติดคอติซอลหรือว่าฮอร์โมความ
01:31:53 → 01:31:55เครียดก็ได้ที่ทำให้เรารู้สึกว่าเราจะ
01:31:55 → 01:31:58ต้องทำเยอะกว่านี้มากกว่านี้เราถึงจะโอเค
01:31:58 → 01:32:00ได้รับการยอมรับเราอาจจะต้องเช็คกายเป็น
01:32:00 → 01:32:03หลักเพราะว่ากายอ่ะจะบอกถึงภาวะของใจหรือ
01:32:03 → 01:32:04ว่าความรู้สึก
01:32:04 → 01:32:06>> ทุกวันเค่ะเราทุกคนก็ใช้โซเชียลเนาะใช้
01:32:06 → 01:32:09โทรศัพท์ใช้เครื่องมือสื่อสารในการที่จะ
01:32:09 → 01:32:12สื่อสารกันเป็นยุคของการที่แบบออนไลน์
01:32:12 → 01:32:15>> อ่าทีนี้แพนด้าอยากรู้ว่าการใช้ออนไลน์
01:32:15 → 01:32:17เยอะๆหรือว่าการใช้โทรศัพท์เครื่องมือ
01:32:18 → 01:32:20สื่อสารเยอะๆเนี่ยค่ะเยอะแค่ไหนที่มัน
01:32:20 → 01:32:23เริ่มจะส่งผลต่อร่างกายของเราเราจะสามารถ
01:32:23 → 01:32:26ดูร่างกายได้ยังไงว่าเฮ้ยขณะเเราใช้
01:32:26 → 01:32:27โซเชียลมากเกินไปนะ
01:32:28 → 01:32:30>> คือเช็คความเป็นธรรมชาติถ้าสมมุติว่าเล่น
01:32:30 → 01:32:32โทรศัพท์แล้วแบบทำให้เราตื่นกลางคืนเช้า
01:32:32 → 01:32:35มาไม่สดชื่นปวดค้อบลัยอะไรอย่างเงี้ยคือ
01:32:35 → 01:32:38เช็คฐานกายไปเลยว่ามีตรงไหนที่เขาปวดมมี
01:32:38 → 01:32:41ตรงไหนที่แบบเฮ้ยฉันเคยแบบสมองปอดโป่งอ่ะ
01:32:41 → 01:32:43ตอนนี้มันไม่ได้เป็นเหมือนเดิมแล้วอะไร
01:32:43 → 01:32:45อย่างเงี้ยค่ะแล้วก็มีอย่างนึงก็คือ
01:32:45 → 01:32:47ระหว่างการใช้ออนไลน์กับการใช้โซเชียล
01:32:47 → 01:32:49medเดียไม่เหมือนกันนะ
01:32:49 → 01:32:49>> อื
01:32:49 → 01:32:52>> อ่าเพราะว่าสมมุติว่าอ่ะทุกคนนั่งดูเกลา
01:32:52 → 01:32:53ค่ะ
01:32:53 → 01:32:56>> นั่งดูแบบ 1 ชม.อ่ะจริงๆเรา concentrate
01:32:56 → 01:32:59เราอาจจะขับรถไปด้วยแต่มันคือการเปิดยาว 1
01:32:59 → 01:33:01ชม.อืแต่การเล่นโซเชียล Media ที่น่ากลัว
01:33:01 → 01:33:04คือการสไลด์เร็วๆบ่อยๆ
01:33:04 → 01:33:05>> อื
01:33:05 → 01:33:08>> อืหรือว่าเราทำงานแล้วเราเปิดคอมที่เรา
01:33:08 → 01:33:10ต้องใช้อินเทอร์เน็ตในการหาข้อมูลแต่เรา
01:33:10 → 01:33:11concentrate อันนั้นอันนี้ก็ถือว่าเป็น
01:33:11 → 01:33:14อะไรที่ที่โอเคนะคะเพราะฉะนั้นการใช้
01:33:14 → 01:33:16ออนไลน์อ่ะไม่ได้เป็นแบบผู้ร้ายแม้
01:33:16 → 01:33:18กระทั่งการใช้โซเชียลมีก็ไม่ใช่ผู้ร้าย
01:33:18 → 01:33:21ค่ะแต่ให้ระวังตรงที่เวลาที่เราแบบใช้
01:33:21 → 01:33:23บ่อยๆเลื่อนบ่อยๆเพราะว่าอันนี้มันนำไป
01:33:24 → 01:33:25เกี่ยวข้องกับสารเคมีในสมองเรา
01:33:26 → 01:33:28>> อืเกี่ยวข้องยังไงคะการเลื่อนบ่อยๆ
01:33:29 → 01:33:30>> เพราะเพราะว่ามันไปเกี่ยวกับสารเคมีตัว
01:33:30 → 01:33:34นึงที่เราเรียกว่าโดปามีนจริงๆโดินก็ไม่
01:33:34 → 01:33:37ใช่ผู้ร้ายจริงๆเขาเป็นฮอร์โมนของแรง
01:33:37 → 01:33:40บันดาลใจเคยมที่แบบว่ามีแรงบันดาลใจในการ
01:33:40 → 01:33:43ทำสิ่งอื่นหรือว่าเวลาเราอยากทำความฝัน
01:33:43 → 01:33:45ให้เป็นจริงอ่ะเราใช้โดปามินนะมันเป็น
01:33:45 → 01:33:47ฮอร์โมนของการขับเคลื่อนแต่ว่าจุดก็คือ
01:33:48 → 01:33:50ว่าฮอร์โมนโดปามีนจะเกิดขึ้นเมื่อเราลง
01:33:50 → 01:33:52มือทำ
01:33:52 → 01:33:54>> ฮอร์โมนหลั่งแล้วทำให้เกิดการเสพติดเวลา
01:33:54 → 01:33:57ที่เราแบบเคยชนะอะไรเล่นเกมอะไรแล้วชนะ
01:33:57 → 01:34:00เราจะอยากชนะแต้มใหญ่ไปอีก
01:34:00 → 01:34:02>> เออหรือว่าเล่นเกมเลเวลต่อไป
01:34:02 → 01:34:05>> เออหรือว่าถ้าเราติดอะไรในเชิงไม่ดีก็
01:34:05 → 01:34:07อย่างเช่นแบบติดการพนันน่ะสังเกตมยพอเรา
01:34:07 → 01:34:10ได้อันนึงอ่ะเราจะอยากได้ใหญ่ไปอีกเขา
01:34:10 → 01:34:12เรียกว่าเป็นวงจรของการแdictหรือว่าวงจร
01:34:12 → 01:34:16ของการเสพติดค่ะคือลงมือทำแล้วก็จะหลั่ง
01:34:16 → 01:34:19สารเกิดการเสพติดแล้วเกิดทำให้เราอยากทำ
01:34:19 → 01:34:22สิ่งนั้นไปเรื่อยๆอันนี้เป็นเรื่องปกติ
01:34:22 → 01:34:25ของธรรมชาติที่ทำให้มนุษย์เราขับเคลื่อน
01:34:25 → 01:34:27แต่ว่าจุดก็คือว่าเวลาที่เราเล่นโซเชียล
01:34:28 → 01:34:30medดีอ่ะที่เราสไลด์เร็วๆอ่ะมันทำให้
01:34:30 → 01:34:32โดปามีนของเราอ่ะมันหลั่งง่ายเกินไปเค้า
01:34:32 → 01:34:35เรียกว่าเป็น sheep โดปามีนก็คือว่าเรา
01:34:35 → 01:34:38แทบจะไม่ต้องทำอะไรเยอะเราก็ถูกสนองความ
01:34:38 → 01:34:41ต้องการแล้วเช่นถ้าเรารู้สึกไม่สบายใจอ่ะ
01:34:41 → 01:34:43เมื่อก่อนถ้าเราไม่ได้มีโซเชียลมีดียเรา
01:34:43 → 01:34:45อาจจะมีกระบวนการที่มันแบบเอ้ยเราต้อง
01:34:45 → 01:34:48เคลื่อนย้ายตัวเองออกไปเดินจะต้องไปคุย
01:34:48 → 01:34:51กับเพื่อนไปทำอะไรที่มันแบบมีความพยายาม
01:34:51 → 01:34:52นิดนึงอ่ะค่ะแต่เวลาที่เราเล่น
01:34:52 → 01:34:55โซเชียลมีเดียเฮ้ยเราไม่โอเคอ่ะไม่โอเค
01:34:55 → 01:34:57เราก็ปัดเฮ้ยไม่ชอบคลิปนี้อ่ะดูไป 3 นาที
01:34:57 → 01:35:00ทีเราก็ปัดเพราะฉะนั้นน่ะมันทำให้เราอ่ะ
01:35:00 → 01:35:04คะมีความอดทนน้อยลงเราอดทนในโลกแห่งความ
01:35:04 → 01:35:08เป็นจริงได้น้อยลงเพราะในโลกแห่งโซเชียล
01:35:08 → 01:35:10medเดียเราไม่ต้องทนอะไรเลยแล้วมันแบบมัน
01:35:10 → 01:35:13ล็อคเราไว้ด้วยสารเคมีเพราะว่าพอเราพึงพอ
01:35:13 → 01:35:16ใจอ่ะเราเลื่อนแล้วเราพึงพอใจใช่มั้คะพึง
01:35:16 → 01:35:19พอใจปุ๊บหลั่งโดปามีนพอหลั่งโดปามีนปุ๊บ
01:35:19 → 01:35:21เกิดการติดสังเกตมยเวลาที่เราเล่น
01:35:21 → 01:35:24โซเชียลมีเดียเรากะจะเล่นแบบ 15 นาทีมัน
01:35:24 → 01:35:27ไม่เคย 15 นาทีเพราะมันเกิดการไหล
01:35:27 → 01:35:29สังเกตเวลาเราเล่นโซเชียลมีเนี่ยเรารู้
01:35:29 → 01:35:33ตัวน้อยมากเราไหลไปกับสิ่งที่อยู่ข้างนอก
01:35:33 → 01:35:35ค่ะแล้วเราโฟกัสน้อยมากมันคือการทำงานที่
01:35:35 → 01:35:38แบบเราไม่เหลือความแบบปัจจุบันขณะหรือว่า
01:35:38 → 01:35:41สติรู้ตัวเลยมันก็คือเรื่องเดียวกันกับ
01:35:41 → 01:35:43ที่เราแบบมีนิสัยทุกวันนี้เพราะเราเซต
01:35:43 → 01:35:44ออโต้ไง
01:35:44 → 01:35:46>> มันเป็นเรื่องเดียวกันน่ะค่ะมันทำให้จิต
01:35:46 → 01:35:49เราไม่มีกำลังในการที่เราจะแบบสร้างชีวิต
01:35:49 → 01:35:51ที่ดีหรือมีอะไรอย่างเงี้ยอื
01:35:51 → 01:35:54>> ค่ะโอการสไลด์บ่อยๆคือทำให้เรารู้สึกว่า
01:35:54 → 01:35:56สำเร็จละสำเร็จละมันคือกัน
01:35:56 → 01:35:57>> อืออื
01:35:57 → 01:36:00>> เพิ่มขึ้นของจำนวนจำนวนที่มากขึ้นอื
01:36:00 → 01:36:04>> แต่ว่าไอ้ความว่าพอใจและสำเร็จนั้นน่ะมัน
01:36:04 → 01:36:06ดันไม่ใช่ความสำเร็จในชีวิตจริงไง
01:36:06 → 01:36:07>> อืค่ะ
01:36:07 → 01:36:10>> เพราะเวลาสมมุติว่าเราจะทำอะไรใหม่แม้
01:36:10 → 01:36:12กระทั่งเราจะแบบมีสุขภาพที่ดีเราจะมี
01:36:12 → 01:36:15ซิแพคอ่ะมันไม่ได้ง่ายขนาดนั้นน่ะเราต้อง
01:36:15 → 01:36:18แบบมีความช่วงเวลาที่เราต้องอดทนมีช่วง
01:36:18 → 01:36:21เวลาของการพ้นผ่านอะไรอย่างเงี้ยค่ะแต่
01:36:21 → 01:36:25เราดันไปติดความง่ายที่มันถูกตอบสนองมัน
01:36:25 → 01:36:27ทำให้เวลาที่เราไปใช้ชีวิตจริงอ่ะเราปรับ
01:36:27 → 01:36:28ตัวไม่ได้
01:36:28 → 01:36:29>> อื
01:36:29 → 01:36:32>> เออเราทนไม่ได้กับเรื่องเล็กๆน้อยๆเพราะ
01:36:32 → 01:36:34ว่าในโซเชียลมีดีเราไม่ต้องทน
01:36:34 → 01:36:34>> อ
01:36:34 → 01:36:37>> เราไม่ชอบเราก็แค่เลื่อนผ่านแต่ในชีวิต
01:36:37 → 01:36:39จริงอ่ะมันเป็นไปไม่ได้ไงเรามีเรื่องที่
01:36:39 → 01:36:41เราต้องทนหรือว่ามีเรื่องที่เราต้องผ่าน
01:36:41 → 01:36:43>> แต่เราไม่ได้ฝึกค่ะ
01:36:43 → 01:36:46>> ว่าแต่จริงๆคือการใช้โซเชียลมีเดียถ้าใช้
01:36:46 → 01:36:48อย่างไม่ได้มีสติใช้อย่างไหลตามคือบาง
01:36:48 → 01:36:50ครั้งเราก็รู้สึกว่ามันไม่ได้มีอะไรแต่
01:36:50 → 01:36:52จริงๆแล้วมันเปลี่ยนนิสัยของเราไปเลย
01:36:52 → 01:36:53>> อมาก
01:36:53 → 01:36:53>> อื
01:36:53 → 01:36:54>> มากเลย
01:36:54 → 01:36:57>> เปลี่ยนเป็นคนที่จากคนที่อาจจะเคยมีความ
01:36:57 → 01:37:00พยายามก็อาจจะรู้สึกว่าอันนี้มันง่ายคือ
01:37:00 → 01:37:02มันดูไม่มีอะไรมันดูแค่สิ่งที่อยู่ในมือ
01:37:02 → 01:37:03เนาะแต่มันเอฟเฟคกับ
01:37:03 → 01:37:05>> จิตใจความสมองของเรา
01:37:05 → 01:37:08>> ใช่ใช่อีกอย่างนึงที่พี่ว่าสำคัญคือเวลา
01:37:08 → 01:37:10ที่เราเสพโซเชียลmedเดียทุกคนก็จะโพสต์
01:37:11 → 01:37:13ด้านที่ดูดีเพราะว่ามันเป็นด้านที่เขา
01:37:13 → 01:37:15ต้องการจะโชว์ใช่มยเพราะฉะนั้นน่ะมันยิ่ง
01:37:15 → 01:37:17ทำให้เรากลับมารู้สึกว่าแบบเอ้อตัวฉันไม่
01:37:17 → 01:37:19เห็นดีอย่างเขาเลยเขาไปเที่ยวต่างประเทศ
01:37:19 → 01:37:22ตลอดเลยเขาขับรถนั่นรถนี่อ่ะแต่จริงๆแล้ว
01:37:22 → 01:37:24ความเป็นมนุษย์อ่ะมันก็มีด้านที่ดีด้าน
01:37:24 → 01:37:24ที่ไม่ดีแต่
01:37:24 → 01:37:26[เพลง]
01:37:26 → 01:37:29ด้านที่ต้องการให้มันยิ่งทำให้เรากลับมา
01:37:29 → 01:37:32ยิ่งแบบรู้สึกแย่งกับตัวเองอีกเออเพราะ
01:37:32 → 01:37:35ฉะนั้นแบบสารเคมีก็ถูกล็อกคพิเศษก็ทำให้
01:37:35 → 01:37:37เรากลับมาแบบไม่ได้ดูแลหัวใจเราอีกอะไร
01:37:37 → 01:37:39อย่างเงี้ยค่ะตอนที่เราได้คุยกันค่ะคุณ
01:37:39 → 01:37:43หมอพูดถึงว่าจริงๆแล้วเนี่ยคนเราอ่ะคน
01:37:43 → 01:37:45เนี่ยถูกกำหนดให้เป็นอิสระ
01:37:45 → 01:37:46>> อื
01:37:46 → 01:37:49>> อ่าแต่ว่าด้วยหลายๆอย่างทำให้เราอ่ะ
01:37:49 → 01:37:52>> ไปยึดไปบล็อกตัวเองอยากให้คุณหมอช่วย
01:37:52 → 01:37:53อธิบายเรื่องนี้เลย
01:37:53 → 01:37:56>> คำว่าอิสระคือสมมุติถ้าเราย้อนกลับไปที่
01:37:56 → 01:38:00manifest อ่ะเราสามารถตั้งความฝันอะไรก็
01:38:00 → 01:38:02ได้และถ้าเราลงมือทำสอดคล้องอ่ะสิ่งนั้น
01:38:02 → 01:38:05จะเกิดเพียงแต่ว่าเราอาจจะรอไม่ได้เรา
01:38:05 → 01:38:07อยากให้มันเกิดขึ้นเร็วกว่านี้
01:38:07 → 01:38:07>> อื
01:38:08 → 01:38:10>> แต่จริงๆมันเกิดแต่เราอยากให้มันเร็วกว่า
01:38:10 → 01:38:13นี้ค่ะความอดทนเราไม่ได้เพียงพอแต่เวลา
01:38:13 → 01:38:16ที่เราอยู่ในโลกของโซเชียลมีเดียหรือว่า
01:38:16 → 01:38:19โลกที่เราอยู่ปกตินี่แหละมันแบบเออ้ยคน
01:38:19 → 01:38:22นั้นก็ดีคนนี้ก็ดีอะไรอย่างเงี้ยค่ะคน
01:38:22 → 01:38:24นั้นก็มีรถคนนี้ก็อันเนี้ยเนี่ยมันทำให้
01:38:24 → 01:38:27ความอิสระหรือว่าตัวเราอ่ะมันน้อยตรงที่
01:38:27 → 01:38:29บางทีเราไปตั้งความฝันหรือว่าสิ่งที่เรา
01:38:29 → 01:38:32ต้องการตามสังคมอ่ะโดยที่เราไม่ได้กลับมา
01:38:32 → 01:38:34ถามว่าอันนี้มันเป็นความฝันของฉันจริงๆ
01:38:34 → 01:38:37ใช่มยอะไรอย่างเงี้ยค่ะเคยมีช่วงนึงที่
01:38:37 → 01:38:38พี่เคยตั้งว่าแบบเอ้ยต้องไปเที่ยวต่าง
01:38:38 → 01:38:41ประเทศทุกปีกับพ่อแม่เว้ยแล้วก็กลับไปถาม
01:38:41 → 01:38:44พ่อว่าเออเนี่ยเราจะไปญี่ปุ่นด้วยกันนะ
01:38:44 → 01:38:45อะไรอย่างเงี้ยเพราะว่าเรารู้สึกว่ามัน
01:38:45 → 01:38:48เป็นความฝันแล้วพ่อพี่ก็บอกพี่ว่าแบบเอ้ย
01:38:48 → 01:38:50จริงๆเขาไม่ได้อยากไปเขาไม่ได้อยากแบบ
01:38:50 → 01:38:52นั่งเครื่องบินเขาไม่ได้อยากไปญี่ปุ่นที่
01:38:52 → 01:38:54มันหนาวอะไรอย่างเงี้ยมันเลยทำให้เราเข้า
01:38:54 → 01:38:58ใจว่าเออว่ะภาพของสังคมอ่ะที่อาจจะบอกว่า
01:38:58 → 01:39:01การทำสิ่งนี้คือประสบความสำเร็จอ่ะแต่ถ้า
01:39:01 → 01:39:03เราไม่เงียบฟังตัวเองอ่ะเราจะรู้สึกว่า
01:39:03 → 01:39:05เราไปยึดติดกับสิ่งเนี้ยว่าคือความสำเร็จ
01:39:06 → 01:39:08แต่มันอาจจะไม่ใช่ความสำเร็จสำหรับเราก็
01:39:08 → 01:39:10ได้คนที่เรารักอาจจะไม่ได้ต้องการสิ่ง
01:39:10 → 01:39:11นั้นก็ได้อื
01:39:11 → 01:39:14>> แล้วการที่เราพอใจในชีวิตของเราอ่ะค่ะ
01:39:14 → 01:39:18>> มันมีผลดีกับการพัฒนาตัวเองมั้คะเพราะว่า
01:39:18 → 01:39:20บางครั้งคือแพนด้าจะเคยได้ยินมาแล้วว่า
01:39:20 → 01:39:23จริงๆมันต้องกลับมาพอใจแล้วมันจะรู้สึก
01:39:23 → 01:39:25รู้สึกคือหลายๆอย่างมันจะดีขึ้นอ่าแต่ถ้า
01:39:25 → 01:39:28สมมุติเราพอใจจนเราแบบไม่พัฒนาเลย
01:39:28 → 01:39:30>> อ๋ออันนี้เป็นคำถาม inside ที่คนผ่านการ
01:39:30 → 01:39:33ทำงานกับตัวเองมาแล้วคือแบบนี้จริงๆแล้ว
01:39:34 → 01:39:36การ manifest อ่ะค่ะเท้าต้องแน่นหมายความ
01:39:36 → 01:39:39ว่าแบบนี้ลองจินตนาการว่าเรายืนอยู่อ่ะ
01:39:39 → 01:39:42ค่ะแล้วเราแบบส่งไปว่าเราต้องการอะไรใช่
01:39:42 → 01:39:45ป่ะแต่สิ่งนั้นจะเกิดขึ้นได้เมื่อเรายอม
01:39:45 → 01:39:48รับหรือว่าพอใจในสิ่งที่เรามีแล้วเพราะ
01:39:48 → 01:39:51ว่าเวลาที่เราพอใจเราจะสามารถขอบคุณใน
01:39:51 → 01:39:54สิ่งที่เรามีได้พอเราขอบคุณในสิ่งที่เรา
01:39:54 → 01:39:56มีได้เราจะเกิดการเชื่อมต่อหรือว่า
01:39:56 → 01:39:59connect the dog และก้าวไปเรื่อยๆพอ
01:39:59 → 01:40:01เราขอบคุณปุ๊บจะมีโอกาสเข้ามาตามการ
01:40:01 → 01:40:05manifest แล้วเราก็จะแบบโอเคเติบโตไปตาม
01:40:05 → 01:40:07จังหวะค่ะมันเหมือนตัวเราแน่นน่ะนั่นคือ
01:40:07 → 01:40:10ความพอใจแต่ถ้าลิงก์กับสารเคมีในสมองจริง
01:40:10 → 01:40:13ๆแล้วอ่ะการพอใจไปเชื่อมโยงกับสาร
01:40:13 → 01:40:16ซิโลโตนินมันคนละหมวดกันซิโลตนินเนี่ย
01:40:16 → 01:40:19เป็นสารที่เป็น Fundamental ก็คือเป็นฐาน
01:40:19 → 01:40:23ใหญ่มากเป็นฮอร์โมนที่หลังโดยที่ไม่ต้อง
01:40:23 → 01:40:26ทำอะไรโดปามีนเนี่ยนะต้องทำเป็นฮอร์โมน
01:40:26 → 01:40:29แห่งการวิ่งต้องทนกับความลำบากและได้รับ
01:40:29 → 01:40:32ส่วนซีโรโตนินน่ะเป็นฮอร์โมนของความพึงพอ
01:40:32 → 01:40:35ใจถ้าวันนี้เราสามารถยืนอยู่แล้วเรา
01:40:35 → 01:40:39สามารถขอบคุณชีวิตได้ขอบคุณโลกใบเนี้ยโดย
01:40:39 → 01:40:41ที่เราไม่ต้องทำอะไรอ่ะค่ะมันเป็นฮอร์โมน
01:40:41 → 01:40:45ของการรับรู้ว่ามีอันนั้นน่ะถึงจะทำให้
01:40:45 → 01:40:47เราอ่ะเป็นต้นกำเนิดของการ manifest
01:40:47 → 01:40:50เพราะรับรู้ว่ามีอ่ะมันเหมือนว่าเราได้
01:40:50 → 01:40:52รับไปแล้วไงเพราะฉะนั้นนั้นมันไม่เหมือน
01:40:52 → 01:40:55กันตรงที่ว่าเวลาที่เรารับรู้ได้ว่ามีอ่ะ
01:40:55 → 01:40:58มันคือการที่เราไม่วิ่งไม่ไล่ล่าเราถึง
01:40:58 → 01:41:01ดึงดูดหรือว่า manifest แต่เวลาที่เราแบบ
01:41:01 → 01:41:03อยากไปอีกแล้วไม่สามารถรับรู้ได้ถึงการมี
01:41:03 → 01:41:06เรากำลังวิ่งตลอดเวลาเราอยู่ในเลนส์ไล่
01:41:06 → 01:41:09ล่าตลอดเวลามันจะไม่ใช่การดึงดุทีนี้ถ้า
01:41:09 → 01:41:12เรากลับมาที่เรื่องของอชีฟโดูปามีนที่เรา
01:41:12 → 01:41:16เสพติดจากการไถฟีดต่างๆเนี่ยค่ะเอิ่มแน่
01:41:16 → 01:41:19นอนว่าณขณะนั้นที่เรากำลังอยู่ในวงจร
01:41:19 → 01:41:21เนี้ยมันแดดิมันติดอ่ะ
01:41:21 → 01:41:24คือมันค่อนข้างจะยากเหมือนกันนะที่จะถอน
01:41:24 → 01:41:28ตัวเองออกมาอ่าเราจะมีวิธีการในการหยุดวง
01:41:28 → 01:41:31จรนี้ได้ยังไงบ้างคะที่แบบคุณหมออยากแนะ
01:41:31 → 01:41:34นำแล้วเราก็เอาไปทำได้จริงอถ้าจะหยุดวงจร
01:41:34 → 01:41:37นี้คือมันจะกลับไปที่วิธีการสร้าง
01:41:37 → 01:41:41พฤติกรรมใหม่เราอาจจะต้องใช้สิ่งแวดล้อม
01:41:41 → 01:41:44ในการช่วยสร้างเช่นเราอาจจะแบบเอา
01:41:44 → 01:41:48โทรศัพท์วางไว้นอกห้องก่อนที่จะนอนถ้าเรา
01:41:48 → 01:41:50เป็นคนตื่นมาแล้วชอบหยิบโทรศัพท์อ่ะจัด
01:41:50 → 01:41:53การสิ่งแวดล้อมง่ายกว่าจัดการใจเพราะว่า
01:41:53 → 01:41:56จัดการสิ่งแวดล้อมอ่ะมันง่ายอ่ะใจมันใช้
01:41:56 → 01:41:58Wel Power หรือว่ากำลังของจิตเยอะถ้า
01:41:58 → 01:42:00เรารู้เป็นคนตื่นมาแล้วเราแบบชอบจับ
01:42:00 → 01:42:02โทรศัพท์เอาเ้าไปไว้ที่อื่นหรือบอกกับตัว
01:42:02 → 01:42:06เองว่ากินข้าวไม่จับโทรศัพท์ถ้าจะเข้าไป
01:42:06 → 01:42:08กินข้าวเอาโทรศัพท์ไปไว้ที่อื่นเคลียร์
01:42:08 → 01:42:10แบบนี้ก่อนค่ะแล้วเวลาที่เราจะเกิด
01:42:10 → 01:42:13พฤติกรรมได้คือหลังจากที่ทำให้กลับมา
01:42:13 → 01:42:16รีวอร์ดก็คือจะต้องให้รางวัลตัวเองในวัน
01:42:16 → 01:42:19ที่ทำได้จะต้องกลับมาแบบเออเธอทำได้แล้ว
01:42:19 → 01:42:22นะคือต้องกลับมาให้เหมือนชื่นชมด้วยอ่ะ
01:42:22 → 01:42:24มันถึงจะเกิดวงจรของโดปามีนอีกอันนึงมัน
01:42:24 → 01:42:28คือทำหลังโดปามีนแล้วได้รางวัลมันถึงจะ
01:42:28 → 01:42:31เกิดการทำซ้ำเราแค่ต้องทำพฤติกรรมใหม่ใน
01:42:31 → 01:42:34อีกวงจรนึงถ้าสมมุติว่าเราอ่ะตื่นมาแล้ว
01:42:34 → 01:42:36เราไม่ได้จับโทรศัพท์กลับมาชมตัวเองด้วย
01:42:36 → 01:42:38เพื่อให้เกิดรางวัลกับตัวเราเองแล้วเรา
01:42:38 → 01:42:41อยากจะทำเส้นใหม่เนี้ยซ้ำอ่ะเพราะว่าอัน
01:42:41 → 01:42:43นี้เป็นพฤติกรรมที่ไม่ดีมันเกิดจาก
01:42:43 → 01:42:45โดปามีนหลูปนี้แหละแต่เราต้องไปสร้าง
01:42:45 → 01:42:49พฤติกรรมใหม่ด้วยการทำให้รางวัลตัวเอง
01:42:49 → 01:42:52แล้วกลับมาทำซ้ำๆมันจะอยากเสกซ้ำๆอ่ะค่ะ
01:42:52 → 01:42:52เออ
01:42:52 → 01:42:55>> อืก็เป็นเหมือนการสร้างเส้นทางใหม่ในสมอง
01:42:55 → 01:42:55ของเรา
01:42:55 → 01:42:58>> ใช่ๆวิธีการสร้างพฤติกรรมใหม่หรือว่า
01:42:58 → 01:43:00เปลี่ยนเส้นทางอ่ะทำแบบนี้อาจจะเชื่อมโยง
01:43:00 → 01:43:03กับพี่ยกตัวอย่างแบบลูกพี่คือลูกพี่อ่ะ 3
01:43:03 → 01:43:05ขวบเพราะฉะนั้นเป็นช่วงที่เขาปรับ
01:43:05 → 01:43:09พฤติกรรมเช่นถ้าเราอยากให้เขากินข้าวเอง
01:43:09 → 01:43:13เขาไปกินข้าวเองเราชมแบบตบมือเล่นใหญ่เขา
01:43:13 → 01:43:16จะทำอีกมันเหมือนเด็กที่แบบบ้ายออ่ะตัว
01:43:16 → 01:43:19เราเองอ่ะก็บ้ายอเราชอบได้ยินคำชมเราชอบ
01:43:19 → 01:43:23การที่คนมองเห็นความสำคัญเหมือนกันค่ะถ้า
01:43:23 → 01:43:25ทำอะไรสำเร็จในการแบบปรับพฤติกรรมเล็กๆ
01:43:25 → 01:43:27น้อยๆกลับมาชมตัวเองด้วย
01:43:27 → 01:43:27>> อื
01:43:27 → 01:43:29>> เออแล้วเราจะอยากทำสิ่งนั้นมากขึ้นไปอีก
01:43:29 → 01:43:34>> อการให้รางวัลตัวเองแบบนี้นะคะเช่นอ่าเรา
01:43:34 → 01:43:36ไม่เล่นโทรศัพท์ตอนนี้เราตั้งใจจะโซเชียล
01:43:36 → 01:43:37ดีท็อกซ์ห่างโทรศัพท์
01:43:37 → 01:43:38>> อือๆ
01:43:38 → 01:43:41>> อ่าแล้วก็อ่ะเดี๋ยวทำซักครึ่งวันแล้วก็
01:43:41 → 01:43:43หลังกับครึ่งวันทำได้อ่ะทำได้แล้วเล่นให้
01:43:43 → 01:43:45รางวัลด้วยการเล่นโทรศัพท์
01:43:45 → 01:43:48>> อันนี้การให้รางวัลต้องไม่ใช่แบบสิ่งนั้น
01:43:48 → 01:43:51แล้วก็สิ่งสำคัญก็คือว่าระหว่างแบบ
01:43:51 → 01:43:55ดีท็อกซ์ยาวๆอ่ะกับฝึกเล็กๆอ่ะฝึกเล็กๆมี
01:43:55 → 01:43:56ผลกว่า
01:43:56 → 01:43:56>> อื
01:43:56 → 01:43:59>> พฤติกรรมให้เอาแบบเหมือนเอาจิ๊กซอมาต่อที
01:43:59 → 01:44:01ละนิดอ่ะค่ะมากกว่าการที่แบบฉันเลิกเล่น 3
01:44:01 → 01:44:04วันมันเหมือนคนจะลดน้ำหนักแล้วกลับมาโยโย
01:44:04 → 01:44:07อ่ะให้พยายามพฤติกรรมอยู่ในชีวิตปรับจาก
01:44:07 → 01:44:08ชีวิต
01:44:08 → 01:44:10>> ค่ะเหมือนความถี่อย่างี้ใช่มั้คะ
01:44:10 → 01:44:11>> ใช่
01:44:11 → 01:44:14>> ใช่เหมือนความถี่ในเมื่อเราติดจากความถี่
01:44:14 → 01:44:16ที่มากขึ้นเราต้องสร้างเส้นทางใหม่จาก
01:44:16 → 01:44:18ความถี่ทำบ่อย
01:44:18 → 01:44:21สำคัญกว่าทำนานทีเดียวอ่ะ
01:44:21 → 01:44:23>> อ๋อเหมือนกับการที่อย่างที่เราคุยกันตอน
01:44:23 → 01:44:25แรกว่าจริงๆเราเปลี่ยนสมองได้คือเราสร้าง
01:44:25 → 01:44:28เส้นทางใหม่ได้คือเหมือนการขุดร่องใหม่
01:44:28 → 01:44:28เนี่ย
01:44:28 → 01:44:31>> คือทำซ้ำๆยิ่งทำก็ยิ่งขุดยิ่งทำก็เกิด
01:44:31 → 01:44:32ร่องใหม่
01:44:32 → 01:44:35>> อ่าแต่ถ้านานๆทำทีมันก็เหมือนขุดวางขุด
01:44:35 → 01:44:37วางแต่มันก็ยังไม่เกิดร่องใหม่
01:44:37 → 01:44:40>> ใช่ใช่ค่ะอย่างที่คุณหมอบอกว่าจริงๆแล้ว
01:44:40 → 01:44:42การที่เราจะเปลี่ยนอะไรสักอย่างเนี่ย
01:44:42 → 01:44:44อย่างเมื่อกี้ความถี่ก็คือเป็นเป็นสิ่ง
01:44:44 → 01:44:46นึงที่ช่วยให้เปลี่ยนสำเร็จแต่ว่าก่อนที่
01:44:46 → 01:44:48เราจะเปลี่ยนมันต้องมีโฟกัสก่อน
01:44:49 → 01:44:52>> อ่าแล้วทีเนี้ยค่ะเราจะทำยังไงได้บ้างให้
01:44:52 → 01:44:54เราแบบมีโฟกัสมากขึ้นหรือว่าอะไรที่จะ
01:44:54 → 01:44:57ช่วยเปลี่ยนให้เราเป็นคนที่มีโฟกัสได้ดี
01:44:57 → 01:45:00ขึ้นจริงๆโฟกัสอ่ะมันคือการที่เรารู้มัน
01:45:00 → 01:45:03จะพุ่งไปโฟกัสไปที่ไหนคำว่าโฟกัสมันต้อง
01:45:03 → 01:45:05มีจุดหมายปลายทาง
01:45:05 → 01:45:05>> ค่ะ
01:45:05 → 01:45:07>> เพราะฉะนั้นน่ะการที่ทำให้เรามีโฟกัสอ่ะ
01:45:07 → 01:45:10มันการคือการที่เรากลับมาอยู่ตรงนี้มัน
01:45:10 → 01:45:15คือการที่เราให้เสียงในตัวเรามันชัดขึ้น
01:45:15 → 01:45:17ไม่ใช่หมายความว่าการเสพโซเชียลmedดียไม่
01:45:17 → 01:45:20ดีแต่เราต้องมีเวลาพักเพื่อให้เรากลับมา
01:45:20 → 01:45:23ถามตัวเองว่าอะไรเป็นสิ่งที่ฉันต้องการ
01:45:23 → 01:45:26ชีวิตฉันต้องการอะไรเป้าหมายของฉันคือ
01:45:26 → 01:45:29อะไรเพราะนั่นน่ะถึงจะรู้ว่าเราจะโฟกัส
01:45:29 → 01:45:31ที่ไหนถ้าเราแบบมีเป้าหมายที่จะอ่ะฉันจะ
01:45:32 → 01:45:34มีอายุยืนยาวถึง 80 อันนี้คือจุดโฟกัส
01:45:34 → 01:45:37แล้วนะคะเราถึงจะทำอะไรให้มันสอดคล้องได้
01:45:37 → 01:45:39อ่ะแต่ถ้าเกิดว่าเสียงข้างนอกมันดังไปหมด
01:45:39 → 01:45:42เลยอ่ะเราจะวิ่งทุกอย่างเลยจนเราไม่รู้
01:45:42 → 01:45:44ว่าจริงๆแล้วความต้องการมันคืออะไรเพราะ
01:45:44 → 01:45:48ฉะนั้นโฟกัสอ่ะมาหลังจากการที่เรากลับมา
01:45:48 → 01:45:51ที่ตัวเองเราต้องกลับมาที่ตัวเองก่อนเรา
01:45:51 → 01:45:53ถึงจะเข้าใจตัวเองแล้วเราถึงจะรู้ว่าเรา
01:45:53 → 01:45:57จะโฟกัสอะไรเราต้องรู้ก่อนที่จะโฟกัสไม่
01:45:57 → 01:45:59งั้นมันไม่เกิดจุดโฟกัสได้
01:45:59 → 01:46:02>> อค่ะแล้วเราจะกลับมาที่ตัวเองมีวิธียังไง
01:46:02 → 01:46:04บ้างคะที่จะกลับมาที่ตัวเอง
01:46:04 → 01:46:05>> ให้เวลาตัวเอง
01:46:05 → 01:46:08>> อืแต่บางคนคือให้เวลาตัวเองก็ให้นะคะแต่
01:46:08 → 01:46:10คือเขาก็อาจจะแบบสมมุตินะวันนี้ตั้งใจลา
01:46:10 → 01:46:13หยุด 1 วันอยากให้เวลาตัวเองอ่ะแต่ไม่รู้
01:46:13 → 01:46:17ว่าไอ้ 1 วันเนี้ต้องทำอะไรหรอคืออะไรคือ
01:46:17 → 01:46:19ที่จะจะทำให้แบบเนี่ยคือให้เวลาตัวเอง
01:46:19 → 01:46:20แล้วอ่ะ
01:46:20 → 01:46:23>> สำหรับพี่น้าอาจจะไม่ต้องแบบลา 1 วันแต่
01:46:23 → 01:46:27ขอลองดูว่าภายใน 1 วันน่ะมีเวลาโดยที่ไม่
01:46:27 → 01:46:31ต้องทำอะไรเลยสัก 5 นาทีหรือ 10 นาทีได้
01:46:31 → 01:46:34ไหมอยากคิดว่าเป็นเรื่องแบบสั้นๆนะเรื่อง
01:46:34 → 01:46:36เนี้ยแบบเป็นเรื่องยิ่งใหญ่มากเพราะว่า
01:46:36 → 01:46:39หลายคนติดเพราะว่าเรารู้สึกกับการติดใน
01:46:39 → 01:46:43การที่จะทำลงมือทำให้ฉันรู้สึกดีการลงมือ
01:46:43 → 01:46:46ทำให้ฉันรู้สึกว่าฉันมีค่าทำให้ฉันรู้สึก
01:46:46 → 01:46:49ว่าฉันโปรtiveแต่เวลาที่เราอยู่นิ่งๆอ่ะ
01:46:49 → 01:46:51เรารู้สึกว่าแบบบางคนจะรู้สึกว่าโอ้ยฉัน
01:46:51 → 01:46:54แบบไร้ค่ามากเลยทั้งๆที่ถ้าเราไม่เงียบ
01:46:55 → 01:46:57อ่ะเราไม่ได้ยินแล้วเสียงข้างนอกอ่ะมัน
01:46:57 → 01:46:59ดังกว่าเสียงข้างในเราอยู่แล้วเพราะ
01:46:59 → 01:47:02ฉะนั้นน่ะค่ะให้เวลาตัวเองอาจจะแค่ 5
01:47:02 → 01:47:05นาทีต่อวันที่จะวางทุกอย่างแล้วลองอยู่
01:47:05 → 01:47:08เงียบๆแล้วลองดูว่าในตอนที่มันไม่ได้ทำ
01:47:08 → 01:47:11อะไรเลยอ่ะมันมีอะไรขึ้นมาแล้วเราจะค่อยๆ
01:47:11 → 01:47:13กลับไปทำความรู้จักตัวเองอีกครั้งนึงอ่ะ
01:47:13 → 01:47:16ถ้าไม่เงียบอ่ะไปต่อไม่ได้เหมือนมันมัน
01:47:16 → 01:47:19ดังไปหมดอ่ะทำไปหมดอ่ะมันไม่มีช่องว่าง
01:47:19 → 01:47:19เลยอ่ะค่ะ
01:47:20 → 01:47:22>> อืแต่ว่าคือทุกคนก็จะเป็นอย่างงี้ใช่มั้
01:47:22 → 01:47:25คะคือแค่เราเงียบเราปิดการรับรู้จากคน
01:47:26 → 01:47:26อื่นบ้าง
01:47:26 → 01:47:27>> ใช่
01:47:27 → 01:47:29>> อ่าแล้วเสียงเรามันจะดังขึ้นมาเองเลย
01:47:29 → 01:47:31>> ใช่เพราะว่าจริงๆเขาบอกเราอยู่แล้วเสื่อ
01:47:31 → 01:47:34สารกับเราอยู่แล้วเในที่นี้คือร่างกาย
01:47:34 → 01:47:34>> ค่ะ
01:47:34 → 01:47:36>> เอออยู่แล้วแต่เราแบบไม่ได้ยินเหมือน
01:47:36 → 01:47:38เรื่องป่วยอ่ะก่อนที่พี่จะเป็นภาวะซึม
01:47:38 → 01:47:41เศร้าอ่ะมันไม่ได้อยู่ดีๆเป็นนะคือเราแบบ
01:47:41 → 01:47:45ไม่มีความสุขกับการทำงานพี่ที่ปวดคอจนแบบ
01:47:45 → 01:47:48ไม่สามารถหันซ้ายหันขวาได้เป็นหลักเดือน
01:47:48 → 01:47:50ไม่สามารถนอนเองได้เพราะว่าปวดทางร่างกาย
01:47:50 → 01:47:54แต่เราไม่ได้ยินไงเราไม่ได้ยินเราเพิกเฉย
01:47:54 → 01:47:56สิ่งที่มันเป็นเรื่องเล็กๆมันก็เลยเป็น
01:47:56 → 01:47:58เรื่องที่ยิ่งใหญ่เขาแค่ตะโกนบอกเราว่า
01:47:58 → 01:48:00เขาไม่ไหวแล้วเพราะฉะนั้นน่ะทุกอย่างที่
01:48:00 → 01:48:02เกิดขึ้นน่ะมันเกิดจากการที่เราไม่หยุด
01:48:02 → 01:48:05ฟังเราแบบเสียงดังไปหมดอ่ะเพราะฉะนั้นถ้า
01:48:05 → 01:48:08เราหยุดฟังอ่ะเราจะได้ยินเขาแน่นอนค่ะ
01:48:08 → 01:48:10อยู่นิ่งๆหรือว่าอยู่เงียบๆกับตัวเองอ่ะ
01:48:10 → 01:48:13อันนี้สำคัญมากพี่มีแบบเคสนึงเนาะเขาแบบ
01:48:13 → 01:48:15ได้เข้ามาเรียนหรือว่าได้คุยกันอะไรอย่า
01:48:15 → 01:48:20เงี้ยค่ะเขาเป็นคุณหมอที่ยุ่งมากแล้วก็มี
01:48:20 → 01:48:23ภาวะ SLE SL คือภาวะภูมิคุ้มกันเขาทำลาย
01:48:23 → 01:48:25ตัวเองค่ะเป็นเลือดเพราะฉะนั้นเนี่ยเขาก็
01:48:25 → 01:48:28เลยไม่สามารถมีลูกได้คุณหมอเนี่ยก็บอกว่า
01:48:28 → 01:48:30เอ้ยมีลูกยากนะไม่ได้หมายความว่าแบบไม่มี
01:48:30 → 01:48:33ได้เลยมียากทีเนี้ยพอมันยุ่งไปหมดอ่ะเขา
01:48:33 → 01:48:37ไม่ได้มีเวลากลับมาให้ตัวเองเชื่อมว่าแค่
01:48:37 → 01:48:39แบบมีเวลาให้ตัวเองนะมันเหมือนได้กลับมา
01:48:39 → 01:48:42เชื่อมโยงกับตัวเองอ่ะตอนหลังครั้งล่าสุด
01:48:42 → 01:48:45อ่ะคือเค้าแบบไปเช็คอ่ะเลือด SL อ่ะกลับ
01:48:45 → 01:48:47มาปกติอีกสักพักนึงอ่ะเขาสามารถกลับมามี
01:48:47 → 01:48:51ลูกได้แล้วตอนนี้เขาท้องแบบน่าจะ 5 เดือน
01:48:51 → 01:48:53แล้วอ่ะเออแล้วเขาก็กลับมาบอกพี่ว่าเออ
01:48:53 → 01:48:56หมอฟ้ารู้มว่าไอ้การที่แบบกลับมาอยู่กับ
01:48:56 → 01:48:59ตัวเองบ้างอ่ะมันทำให้เค้าอ่ะได้กลับมา
01:48:59 → 01:49:02เชื่อมโยงกับตัวเองแล้วแบบพลังงานในตัว
01:49:02 → 01:49:04เราอ่ะมันจะค่อยๆดีขึ้นน่ะค่ะเออแล้วเขา
01:49:04 → 01:49:07ก็แบบสุดท้ายก็ได้มีลูกแล้วพยายามมาแบบ
01:49:07 → 01:49:08หลายปีมาก
01:49:08 → 01:49:09>> 4-5 ปี
01:49:09 → 01:49:11>> อย่างอย่างที่คุณหมอบอกว่าจริงๆแล้วการ
01:49:11 → 01:49:13ให้เวลากับตัวเองอะไรอย่างเงี้ยมันไม่ได้
01:49:13 → 01:49:17จำเป็นว่าเราจะต้องลา 1 วันหรือเป็น
01:49:17 → 01:49:20กิจจลักษณะหรือแบบเอ้ยเดี๋ยวเดี๋ทริปหน้า
01:49:20 → 01:49:22นะเดี๋ยวจะให้เวลากับตัวเองอันนี้ไม่ใช่
01:49:22 → 01:49:24แต่เราควรจะทำให้มันเป็นกิจวัตรคือทำให้
01:49:24 → 01:49:26มันอยู่ในชีวิตประจำวัน
01:49:26 → 01:49:26>> ใช่
01:49:26 → 01:49:27>> ออ
01:49:27 → 01:49:30>> ทุกวันสำคัญกว่าแบบลานานๆ
01:49:30 → 01:49:33>> เพราะว่าสิ่งที่เกิดขึ้นทุกวันจะกลายเป็น
01:49:33 → 01:49:36กิจวัตรสิ่งที่เป็นกิจวัตรจะกลายเป็น
01:49:36 → 01:49:39นิสัยและสุดท้ายมันจะกลายเป็นตัวตนของเรา
01:49:39 → 01:49:43เออเพราะฉะนั้นน่ะทำทุกวันสำคัญกว่าหยุด 3
01:49:43 → 01:49:46วัน 5 วันหรือว่าหยุดเดือนนึงอะไรอย่าง
01:49:46 → 01:49:46เงี้ยค่ะเออ
01:49:46 → 01:49:50>> อค่ะแล้วการที่เราให้เวลาตัวเองเป็นประจำ
01:49:50 → 01:49:54ทุกวันอย่างเงี้ยค่ะมันขุดร่องใหม่อะไรใน
01:49:54 → 01:49:56สมองของเราหรือเปล่าคะ
01:49:56 → 01:49:59>> เวลาที่เราจะเปลี่ยนสมองนะ 1 คือเราต้อง
01:49:59 → 01:50:01มีโฟกัสว่าเราจะไปที่ไหนแต่การที่จะ
01:50:01 → 01:50:04เปลี่ยนได้อ่ะคือต้องผ่อนคลายเราไม่
01:50:04 → 01:50:07สามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตในขณะที่เรารีบไป
01:50:07 → 01:50:11หมดได้ลองสังเกตในเวลาที่เช้าสายไปเที่ยน
01:50:11 → 01:50:13เราแบบสกสเกดเต็มไปหมดอ่ะเราจะคิดอะไรออก
01:50:13 → 01:50:17มยไม่เพราะเราจะทำทุกอย่างตาม schedule
01:50:17 → 01:50:20คือทำแล้วไหลเพราะฉะนั้นในการที่เราจะ
01:50:20 → 01:50:22เปลี่ยนอะไรใหม่เราต้องผ่อนคลายการที่เรา
01:50:22 → 01:50:25มีเวลาให้ตัวเองได้ผ่อนคลายอ่ะมันคือช่วง
01:50:25 → 01:50:28เวลาที่ทำให้เราอ่ะเซ็ตเส้นทางใหม่เวลาจะ
01:50:28 → 01:50:31เปลี่ยนสมองเวลาจะโปรแกรมอะไรทำอะไรที่
01:50:31 → 01:50:33เกี่ยวกับจิตอ่ะค่ะต้องผ่อนคลายเออสมาธิ
01:50:33 → 01:50:36เลยกลายเป็นคีย์เวิร์ดนึงเพราะว่าสมาธิทำ
01:50:36 → 01:50:39ให้คลื่นสมองเราอ่ะอยู่ในคลื่นผ่อนคลาย
01:50:39 → 01:50:41เราเลยสามารถ manifest ก็คือการที่เรามี
01:50:41 → 01:50:44ภาพใช่มั้มีภาพแล้วใส่เข้าไปเลยทำตอนทำ
01:50:44 → 01:50:46สมาธิเพราะว่ามันผ่อนคลายค่ะในภาวะปกติ
01:50:46 → 01:50:48เราแบบโอ้โหเครียดอ่ะความเครียดในคลื่น
01:50:48 → 01:50:51สมองเขาจะเป็นเบต้าหรือว่าคลื่นเร็วเพราะ
01:50:51 → 01:50:54ฉะนั้นน่ะมันไม่ผ่อนคลายเขาจะเจะรับไม่
01:50:54 → 01:50:54ได้
01:50:55 → 01:50:55>> เขาจะเอาออก
01:50:55 → 01:50:58>> ถ้าสมมุติเอาไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ก็
01:50:58 → 01:51:01เช่นไม่ต้องรอเวลาพักไม่ต้องรอตอนเย็น
01:51:01 → 01:51:04หรืออะไรเรารู้ตัวตอนไหนเราก็พักสักนิด
01:51:04 → 01:51:08นึงออฮะค่ะแล้วมีวิธีที่จะช่วยรีเซตได้ใน
01:51:08 → 01:51:09ขณะนั้นเลยมั้คะ
01:51:10 → 01:51:12>> สำหรับพี่ก็ยังกลับไปที่ลมหายใจอยู่เพราะ
01:51:12 → 01:51:15ว่าลมหายใจเป็นสิ่งที่เราไม่ต้องมีกระบวน
01:51:15 → 01:51:17การเยอะถ้าเราจะเปลี่ยนอะไรอ่ะมันต้องไม่
01:51:17 → 01:51:20มีกระบวนการเยอะขอแค่โอเครู้ตัวปุ๊บอ่ะ
01:51:20 → 01:51:23หายใจไปที่ท้องนะหายใจช้าลงก็ได้ถ้าตอน
01:51:23 → 01:51:26นี้ยังท้องไม่ได้ฉันยังหายใจที่อกก็ไม่
01:51:26 → 01:51:29เป็นไรค่ะขอช้าลงหน่อยได้มยแค่นั้นเองถ้า
01:51:29 → 01:51:32หายใจช้าไม่ได้รู้ตัวก่อนได้มั้ทำอะไรก็
01:51:32 → 01:51:35ได้ค่ะให้เริ่มน้อยที่สุดแต่ทำไปเลย
01:51:35 → 01:51:36>> อื
01:51:36 → 01:51:38>> อืทีละเล็กๆแต่ว่า
01:51:38 → 01:51:41>> ทำเลยทำเลย
01:51:41 → 01:51:43ไม่งั้นจะเปลี่ยนไม่ได้แล้วก็แบบการ
01:51:43 → 01:51:46เปลี่ยนมันต้องแบบทำทันทีอ่ะขอแค่รู้ตัว
01:51:46 → 01:51:48ค่ะมันก็เป็นจุดที่แบบหัวใจเราก็จะแบบ
01:51:48 → 01:51:51แข็งแรงขึ้นและเริ่มเปลี่ยนได้จากที่เรา
01:51:51 → 01:51:53คุยกันมาทั้งหมดของวันนี้เนาะเป็นเรื่อง
01:51:53 → 01:51:55เกี่ยวกับการที่เราอ่ะจะเปลี่ยนชีวิตของ
01:51:55 → 01:51:58เราก็คือต้องเปลี่ยนสมองอ่าซึ่งจะเปลี่ยน
01:51:58 → 01:52:01สมองได้ก็ต้องเปลี่ยนนิสัยแล้วก็ไอ้นิสัย
01:52:01 → 01:52:03เจะเปลี่ยนได้ก็ต้องมีโฟกัสเมื่อทำ 1 อ่ะ
01:52:03 → 01:52:06เดี๋ยวมันจะกระชอบชิ่งไปเองอ่าแต่ต้อง
01:52:06 → 01:52:08เริ่มให้ถูกก่อนแล้วก็สิ่งที่สำคัญมากๆ
01:52:08 → 01:52:11คือเรื่องของโฟกัสที่ว่าอะไรบ้างทุกวัน
01:52:11 → 01:52:13นี้ที่แบบทำลายโฟกัสเราอยู่เราจำเป็นต้อง
01:52:13 → 01:52:16รู้เพื่อที่เราจะต้องหลีกเลี่ยงแล้วก็ลด
01:52:16 → 01:52:18แล้วก็รวมถึงโดามีนที่เราเสพติดชีป
01:52:18 → 01:52:22โดปามีนด้วยว่าเฮ้ยจริงๆแล้วถ้าเรารู้ตัว
01:52:22 → 01:52:25แล้วเราก็ลองเปลี่ยนอีกแผนนึงในการที่เรา
01:52:25 → 01:52:28จะลองเปลี่ยนนิสัยทำถี่ๆเนี่ยแล้วก็มีการ
01:52:28 → 01:52:30ชื่นชมตัวเองให้รางวัลตัวเองว่าเฮ้ยเรา
01:52:30 → 01:52:33กำลังทำสิ่งนี้โดยใช้ความพยายามมากขึ้นก็
01:52:33 → 01:52:36จะทำให้เรามีเ่อโดปามีนที่เป็นโดปามีน
01:52:36 → 01:52:38ราคาแพงมากขึ้นเออซึ่งมันก็จะดีต่อร่าง
01:52:39 → 01:52:41กายของเราซึ่งทั้งหมดที่คุยมาแพนด้าว่าดี
01:52:41 → 01:52:44มากๆแล้วก็น่าจะช่วยให้หลายๆท่านเนี่ยมี
01:52:44 → 01:52:46แนวทางในการที่จะไปเปลี่ยนแปลงตัวเองแล้ว
01:52:47 → 01:52:49ก็พอเปลี่ยนนิดนึงก็อย่างที่บอกเนาะ
01:52:49 → 01:52:51เดี๋ยวชีวิตเราก็จะค่อยๆดีขึ้นเองแล้ววัน
01:52:51 → 01:52:54นี้ค่ะเราคุยกันเรื่องสมองเนาะอ้าแพนด้า
01:52:54 → 01:52:59ก็เลยมีสิ่งนึงค่ะช่วยปกป้องสมองของเรา
01:52:59 → 01:53:02หมวกเกลาค่ะอันนี้มามอบให้คุณหมอนะคะจริง
01:53:02 → 01:53:05ๆข้างในเป็นสีดำอ่าสามารถใส่ได้ 2 ด้าน
01:53:05 → 01:53:08เลยพิกด้านไหนก็ใส่ได้เหมือนกันค่ะแล้วก็
01:53:08 → 01:53:10ถ้าท่านไหนสนใจหมวกแบบนี้นะคะรับรองว่าหู
01:53:10 → 01:53:13ใส่แล้วชิกมากใส่แล้วดีแล้วก็อาจจะได้
01:53:13 → 01:53:16เตือนให้เราแบบอ่าปกป้องสมองของเราด้วยก็
01:53:16 → 01:53:19ฝากอุดหนุนได้นะคะที่ใต้ description นี้
01:53:19 → 01:53:21นะคะแล้วก็ยังมีเสื้อเกลานะคะแล้วก็
01:53:21 → 01:53:23กระเป๋าผ้าเกาด้วยค่ะยังไงก็เป็นกำลังใจ
01:53:23 → 01:53:25ให้พวกเราด้วยนะคะอันนี้ให้คุณหมอเลยค่ะ
01:53:25 → 01:53:26ขอบค
01:53:26 → 01:53:28>> แล้วก็ดูคลิปนี้แล้วนะคะได้ประโยชน์ยังไง
01:53:28 → 01:53:30บ้างหรือว่าอยากแชร์อะไรประสบการณ์ส่วน
01:53:30 → 01:53:33ตัวนี้เราก็ยินดีรับฟังนะคะคอมเมนต์บอก
01:53:33 → 01:53:35กันเอาไว้ได้นะคะแล้วก็อย่าลืมกดไลค์กด
01:53:35 → 01:53:37แชร์แล้วก็กด Subscribe เป็นกำลังใจให้
01:53:37 → 01:53:39พวกเราด้วยนะคะรวมถึงตามไปกดไลก์กดแชร์
01:53:39 → 01:53:41ช่องคุณหมอช่องไหนคะ
01:53:41 → 01:53:42>> หมอฟ้าสมาธิศาสตร์ค่ะ
01:53:43 → 01:53:45>> อ่าไปติดตามกันได้คุณหมอจะมีไลฟ์ประจำวัน
01:53:45 → 01:53:46ไหนคะ
01:53:46 → 01:53:47>> ทุกวันอังคารค่ะ
01:53:47 → 01:53:50>> อ่าทุกวันอังคารก็ไปติดตามไลฟ์ช่องคุณหมอ
01:53:50 → 01:53:52ได้ค่ะสำหรับวันนี้ก็ต้องขอขอบคุณมากๆเลย
01:53:52 → 01:53:53นะคะ
01:53:53 → 01:53:57>> ขอบคุณค่ะ
01:53:57 → 01:54:16[เพลง]