00:00:00 → 00:00:02คำว่าโรคสูบเดินได้เนี่ยทางภาษาอังกฤษจะ
00:00:02 → 00:00:05เรียกว่าเป็นโคทา Syndrome นะครับมันก็จะ
00:00:05 → 00:00:08เป็นโรคทางจิตเวทชนิดหนึ่งผู้ป่วยเนี่ยจะ
00:00:08 → 00:00:11เหมือนกับว่ามีความคิดความเชื่อที่ว่าตัว
00:00:11 → 00:00:14เองได้เสียชีวิตไปแล้วหรือว่าอวัยวะภายใน
00:00:14 → 00:00:16ของตัวเองเนี่ยมีการเน่าเปื่อยก็จึงเป็น
00:00:16 → 00:00:19ที่มาของคำว่าเหมือนเป็นศพเดินได้นั่นเอง
00:00:19 → 00:00:22ทีเนี้ยพอเขามีความคิดแบบนี้มีความเชื่อ
00:00:22 → 00:00:25แบบเนี้ยมันก็อาจจะนำไปสู่พฤติกรรมบาง
00:00:25 → 00:00:27อย่างอย่างเช่นการแบบไม่กินอาหารเพราะว่า
00:00:27 → 00:00:30เขาก็คิดว่าจะกินทำไมในเมื่อเขาตายไปแล้ว
00:00:30 → 00:00:32จะกินทำไมในเมื่อกินนไปก็ย่อยไม่ได้เพราะ
00:00:32 → 00:00:36ว่าตับไตไส้พุงเนี่ยเน่าสลายไปนะครับทำ
00:00:36 → 00:00:39ให้เหมือนมีการซูบหอมก็ทำให้หน้าตาดู
00:00:39 → 00:00:42คล้ายศพจริงๆขึ้นมาหรือบางคนไม่ขยับไม่
00:00:42 → 00:00:45เคลื่อนไหวอยู่นิ่งๆก็เกิดเป็นแผลกดทับ
00:00:45 → 00:00:48ขึ้นมาได้ทำให้ทั้งสภาพจิตใจสภาพร่างกาย
00:00:48 → 00:00:51เนี่ยเกิดการเสื่อมถอยลงไปได้ก็ยังไม่ได้
00:00:51 → 00:00:55มีการเข้าใจสาเหตุที่ชัดเจนของความเชื่อ
00:00:55 → 00:00:57แบบนี้นะครับก็มีทฤษฎีบางทฤษฎีบอกว่ามัน
00:00:57 → 00:01:00จะมีส่วนของสมองซึ่งทำงานผิดปกติไปซึ่ง
00:01:00 → 00:01:02ส่วนของสมองตรงนี้เนี่ยจะทำหน้าที่เกี่ยว
00:01:02 → 00:01:05กับการตรวจจับใบหน้าอย่างเช่นสมมุติว่าคน
00:01:05 → 00:01:08ปกติเนี่ยมองกระจกเขาก็จะทราบว่าอันนั้น
00:01:08 → 00:01:10น่ะคือตัวเองแต่ในผู้ป่วยบาบางรายมีการพบ
00:01:10 → 00:01:13ว่าสมองส่วนที่ตรวจจับใบหน้าเนี่ยเสียไป
00:01:13 → 00:01:15ทำให้พอมองกระจกปุ๊บก็ไม่คิดว่าเป็นตัว
00:01:15 → 00:01:18เองคิดว่านี้เป็นใครก็ไม่รู้นำมาซึ่งความ
00:01:19 → 00:01:22เชื่อที่ว่าตัวเองก็หายไปไม่รู้ว่าคือใคร
00:01:22 → 00:01:24มันก็มีความผูกโยงความคิดต่อไปว่าตัวเอง
00:01:24 → 00:01:27ตายไปแล้วอวัยวะเน่าเปื่อยแบบนั้นก่อน
00:01:27 → 00:01:29อื่นเขาบอกว่าไม่ได้เหมือนกันนะครับแต่
00:01:29 → 00:01:32แต่จะบอกว่าภาวะศพเดินได้กับซึมเศร้า
00:01:32 → 00:01:34เนี่ยก็มีความเกี่ยวโยงกันบางอย่างคนที่
00:01:34 → 00:01:38เป็นซึมเศร้าเนี่ยก็มักจะมาด้วยความคิด
00:01:38 → 00:01:40ที่เป็นความคิดเชิงลบนะครับอาจจะเป็นความ
00:01:40 → 00:01:42คิดเชิงลบกับตัวเองกับผู้อื่นกับสิ่งต่าง
00:01:42 → 00:01:45ๆรอบข้างถึงขั้นที่ว่าเกิดความเชื่อผิดๆ
00:01:45 → 00:01:47ขึ้นมาว่าตัวเองเสียชีวิตไปแล้วว่าตัวเอง
00:01:47 → 00:01:50เน่าเปื่อยนะครับมันก็นำไปสู่ภาวะศพเดิน
00:01:50 → 00:01:52ได้แบบเนี้ยได้เหมือนกันแต่ว่าโอกาสค่อน
00:01:52 → 00:01:55ข้างน้อยนะครับที่ซึมเศร้าจะนำไปสู่ภาวะ
00:01:55 → 00:01:57แบบศพเดินใดแบบนี้คือต่างกันแต่ก็มีส่วน
00:01:57 → 00:02:00คล้ายกันบ้างถ้าซึมเศร้าเป็นหนักๆอาจจะมี
00:02:00 → 00:02:02อาการเหมือนกับเป็นศพเดินได้ในขณะเดียว
00:02:02 → 00:02:04กันภาวะศพเดินได้เนี่ยก็มักจะมาพร้อมกับ
00:02:04 → 00:02:07อาการที่เหมือนกับมีความเศร้าความเบื่อ
00:02:08 → 00:02:10ความไม่อยากทำอะไรแบบนั้นซึ่งมันก็เป็น
00:02:10 → 00:02:12อาการที่คล้ายกับภาวะซึมเศร้าได้เหมือน
00:02:12 → 00:02:15กันคนเป็นซึมเศร้าทั่วไปนะครับต่อให้เขา
00:02:15 → 00:02:17ไม่อยากทำอะไรต่อให้เขาอยากนอนอยู่ในห้อง
00:02:17 → 00:02:19เฉยๆมันจะไม่ถึงขนาดที่ว่าเขาคิดว่าตัว
00:02:19 → 00:02:21เองเน่าเปื่อยเหตุผลมันจะต่างกันแต่ใน
00:02:21 → 00:02:24ภาวะสบเดนได้เนี่ยเหตุผลมันคือการที่คิด
00:02:24 → 00:02:26ว่าตัวเองตายไปแล้วนำมาซึ่งการที่ไม่ทำ
00:02:26 → 00:02:30อะไรแต่ไม่ได้แปลว่าซึมเศร้าทุกคนต้องมา
00:02:30 → 00:02:32ด้วยอาการศพเดินได้ไม่ได้แปลว่าศพเดินได้
00:02:32 → 00:02:35ทุกคนต้องเป็นซึมเศร้านะครับมันมีส่วนที่
00:02:35 → 00:02:37ซ้อนทับกันอยู่แต่ไม่ได้เหมือนกันซะที
00:02:37 → 00:02:40เดียวพบได้ค่อนข้างน้อยมากนะครับเหตุผล
00:02:40 → 00:02:42ที่พบได้น้อยมากเนี่ยเพราะว่าปัจจุบันการ
00:02:42 → 00:02:45รักษาทางจิตเวทเนี่ยค่อนข้างดีขึ้นทำให้
00:02:45 → 00:02:48สามารถไปตรวจเจอคนที่อาจจะมีความเสี่ยง
00:02:48 → 00:02:51ต่อการป่วยสมมุติว่าเป็นซึมเศร้าจะได้รับ
00:02:51 → 00:02:54การรักษาก่อนก่อนที่จะพัฒนากายเป็นภาวะใน
00:02:54 → 00:02:57ลักษณะนี้เพราะฉะนั้นในแสนคนอาจจะเจอสัก 1
00:02:57 → 00:03:00คนหรหรือว่าอาจจะน้อยกว่านั้นทำถามว่าใน
00:03:00 → 00:03:02ประเทศไทยมีมถ้าตามสถิติมันก็ต้องมีแน่
00:03:02 → 00:03:04นอนมันอาจจะน้อยจนไม่ได้พบเจอในชีวิต
00:03:05 → 00:03:08ประจำวันคนที่มีภาวะซึมเศร้านะครับที่มี
00:03:08 → 00:03:11อาการรุนแรงไม่ได้รับการรักษาอันนี้ก็มี
00:03:11 → 00:03:13ความเสี่ยงหรือว่าคนที่มีภาวะทางมีโรคทาง
00:03:13 → 00:03:16จิตเภทก็มีความเสี่ยงที่จะมีอาการแบบนี้
00:03:16 → 00:03:18ได้เหมือนกันหรือว่าโรคทางสมองบางอย่าง
00:03:18 → 00:03:20อย่างเช่นสมองเสื่อมหรือการบาดเจ็บทาง
00:03:20 → 00:03:23สมองก็อาจจะทำให้เกิดภาวะแบบนี้ได้สิ่งใด
00:03:23 → 00:03:26ๆก็ตามที่มีการทำให้เกิดการกระทบกระเทือน
00:03:26 → 00:03:28กับสมองอุบัติเหตุที่มีการบาดเจ็บทาง
00:03:29 → 00:03:31ศีรษะนะครับการใช้ยาบางอย่างสารเสพติดก็
00:03:31 → 00:03:33ทำให้การทำงานของสมองเปลี่ยนแปลงไปได้
00:03:33 → 00:03:36อย่างที่ผมบอกมีทฤษฎีว่าภาวะศพเดินได้
00:03:36 → 00:03:38เนี่ยมีความเกี่ยวข้องกับการทำงานของสมอง
00:03:38 → 00:03:41ส่วนที่มีการตรวจจับใบหน้าคนที่มีภาวะ
00:03:41 → 00:03:44เหมือนกับศพเดินได้เนี่ยก็มักจะไม่ค่อย
00:03:44 → 00:03:46กินไม่ค่อยดื่มน้ำไม่ค่อยเคลื่อนไหวมันก็
00:03:46 → 00:03:49นำมาซึ่งภาวะที่ขาดสารอาหารนะครับพอน้ำ
00:03:49 → 00:03:51หนักลดไปมากๆเนี่ยสมองขาดสารอาหารร่างกาย
00:03:51 → 00:03:54ขาดสารอาหารร่างกายก็จะพยายามชัดดาว
00:03:54 → 00:03:57อวัยวะส่วนต่างๆที่มันไม่จำเป็นไปทำให้
00:03:57 → 00:04:01บางทีหัวใจทำงานผิดปกติไปได้นะครับไตทำ
00:04:01 → 00:04:04งานผิดปกติกัดจากภาวะขาดน้ำอาจจะถึงขั้น
00:04:04 → 00:04:06เสียชีวิตได้ถ้าไม่กินไม่ดื่มเลยในส่วน
00:04:06 → 00:04:09ของการไม่ขยับเนี่ยก็อาจจะทำให้เกิดเป็น
00:04:09 → 00:04:12แผลกรดทับขึ้นมาได้มีการติดเชื้อต่างๆตาม
00:04:12 → 00:04:15มาพอยิ่งไม่กินภูมิคุ้มกันก็ยิ่งไม่ดีแผล
00:04:15 → 00:04:17กรดทับก็ไม่หายก็สามารถเสียชีวิตได้เช่น
00:04:17 → 00:04:19เดียวกันถ้าไม่ได้รับการรักษาไม่ได้รับ
00:04:19 → 00:04:22การตรวจเจอก่อนอื่นนะครับคนที่จะมีภาวะศพ
00:04:22 → 00:04:24เดินได้เขาจะไม่สงสัยว่าตัวเองเป็นศพเดิน
00:04:24 → 00:04:26ได้เพราะว่าเขาคิดว่าตัวเองเป็นศพเคิดว่า
00:04:26 → 00:04:28ตัวเองตายไปแล้วปราศจากข้อสงสัยข้อกาขาใด
00:04:28 → 00:04:31ๆทั้งสิ้นเพราะว่าว่ามันคือความเชื่อซึ่ง
00:04:31 → 00:04:34เขาไม่สามารถโต้แยงได้มันค่อนข้างเป็น
00:04:34 → 00:04:37ความเชื่อที่ฟิกมากในสมองเขานะครับเพราะ
00:04:37 → 00:04:40ฉะนั้นต้องอาศัยการสังเกตจากคนรอบข้างว่า
00:04:40 → 00:04:43คนเนี้ยดูมีพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปไม่ทำ
00:04:44 → 00:04:47อะไรไม่ออกไปไหนไม่ยอมกินทีนี้ก็ต้องมาดู
00:04:47 → 00:04:49เหตุผลว่าเขาไม่กินเพราะอะไรถ้าสมมุติบอก
00:04:49 → 00:04:50ว่าเออเพราะว่าคิดว่าตัวเองตายไปแล้วอัน
00:04:50 → 00:04:54นี้มันก็มันก็ฟังดูยังไงก็ต้องผิดปกตินะ
00:04:54 → 00:04:56ครับถ้าสมมุติว่าเจอความผิดปกติแบบเนี้ย
00:04:56 → 00:04:59ก็ต้องรีบพามาพบแพทย์เพื่อทำการประเมิน
00:04:59 → 00:05:01แล้วก็รักษาให้เร็วที่สุดเพราะฉะนั้นไม่
00:05:01 → 00:05:04ว่าจะเป็นภาวะศพเดินได้หรือภาวะอื่นๆทาง
00:05:04 → 00:05:07จิตเวทซึ่งก่อให้เกิดพฤติกรรมที่เปลี่ยน
00:05:07 → 00:05:10แปลงไปจากเดิมนะครับตัวเขาเองจากเมื่อ
00:05:10 → 00:05:13ก่อนเคยเป็นคนสดใสพูดคุยอยู่ดีๆก็เงียบลง
00:05:13 → 00:05:15อันเนี้ยอาจจะเป็นสิ่งที่สะท้อนว่ามีโรค
00:05:15 → 00:05:18ทางจิตเวทบางอย่างเกิดขึ้นเพราะฉะนั้น
00:05:18 → 00:05:21ยิ่งตรวจเจอไวยิ่งรักษาได้ไวก็จะยิ่งทำ
00:05:21 → 00:05:24ให้หายได้ไวโอกาสหายมากขึ้นนะครับเพราะ
00:05:24 → 00:05:27ฉะนั้นคนรอบข้างเนี่ยก็มีบทบาทสำคัญในการ
00:05:27 → 00:05:30ที่จะช่วยคนที่คุณรักให้มีสุขสุภาพกาย
00:05:30 → 00:05:32สุขภาพจิตที่ดีได้ครับการวินิจฉัยเนี่ยก็
00:05:32 → 00:05:35จะได้มาจากการพูดคุยสักประวัตินะครับไม่
00:05:35 → 00:05:37ว่าจะเป็นการพูดคุยกับตัวผู้ป่วยเองหรือ
00:05:37 → 00:05:40ว่าพูดคุยกับญาติพี่น้องเพื่อดูว่าที่มา
00:05:40 → 00:05:42ที่ไปของอาการเนี่ยเป็นยังไงอาจจะมีการ
00:05:42 → 00:05:46เจาะเลือดหรือว่าการสแกนสมองเพื่อหา
00:05:46 → 00:05:48พยายามหาสาเหตุทางกายที่เป็นไปได้ส่วนการ
00:05:48 → 00:05:51รักษาเนี่ยอันที่สำคัญก็คงเป็นการใช้ยา
00:05:51 → 00:05:54ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มยาจิตเภทหรือว่ายาต้าน
00:05:54 → 00:05:57เศร้าซึ่งก็จะพิจารณาเป็นเคสๆไปว่ายาไหน
00:05:57 → 00:05:59เหมาะกับใครที่สุดถ้าสมมุติว่าการรักษา
00:05:59 → 00:06:02ด้วยยาไม่ได้ผลในบางรายอาจจะมีการพิจารณา
00:06:02 → 00:06:04ทำการรักษาด้วยไฟฟ้าก็ได้เหมือนกันเช่น
00:06:04 → 00:06:06เดียวกับโรคทางจิตเวทอื่นๆก็ยังไม่ได้มี
00:06:06 → 00:06:10การพบสาเหตุแน่ชัดว่าสาเหตุของโรคศพเดิน
00:06:10 → 00:06:13ได้เนี่ยมาจากไหนนะครับไม่สามารถชี้นิ้ว
00:06:13 → 00:06:15ไปที่สาเหตุใดสาเหตุหนึ่งได้เป็นเฉพาะ
00:06:15 → 00:06:17เจาะจงมีการสันนิษฐานบางอย่างว่ามันอาจจะ
00:06:17 → 00:06:20เกี่ยวกับสมองส่วนที่ทำงานเกี่ยวกับการ
00:06:20 → 00:06:22ตรวจจับใบหน้าแต่นั่นก็ไม่ใช่ทุกเคสที่
00:06:22 → 00:06:24เป็นแบบนั้นเพราะฉะนั้นสาเหตุเนี่ยส่วน
00:06:24 → 00:06:26ใหญ่มันก็จะมาจากหลายสาเหตุร่วมกันไม่ว่า
00:06:27 → 00:06:29จะเป็นพันธุกรรมหรือว่าสิ่งแวดล้อมก็อาจ
00:06:29 → 00:06:32จะมีมามีบทบาทในการทำให้เกิดโรคนี้ขึ้นมา
00:06:32 → 00:06:34ได้อันที่สำคัญที่สุดในโรคนี้ก็น่าจะเป็น
00:06:34 → 00:06:37การใช้ยานะครับไม่ว่าจะเป็นกลุ่มยาของยา
00:06:37 → 00:06:40จิตเภทนะครับหรือว่ายาต้านเศร้าหมอ
00:06:40 → 00:06:43จิตแพทย์ก็จะมาพิจารณาเป็นเคสๆไปว่าเคส
00:06:43 → 00:06:46ไหนเหมาะกับยาตัวไหนถ้าสมมุติว่าใช้ยาง
00:06:46 → 00:06:49แล้วยังไม่ได้การตอบสนองที่ดีพอก็อาจจะมี
00:06:49 → 00:06:52การพิจารณาการรักษาด้วยไฟฟ้าเข้ามาด้วย
00:06:52 → 00:06:54เหมือนกันโรคนี้ก็มีโอกาสทำให้ดีขึ้นได้
00:06:54 → 00:06:57แต่ว่าโอกาสในการหายมากหายน้อยก็จะแตก
00:06:57 → 00:07:00ต่างกันแตกต่างกันไปในผู้ป่วยต่างละคน
00:07:00 → 00:07:02ครับก็จะมีการพยายามหาสาเหตุทางกายนะครับ
00:07:02 → 00:07:04ไม่ว่าจะเป็นการเจองเลือดหรือว่าการสแกน
00:07:04 → 00:07:08สมองถ้าสมมุติพบว่ามีความผิดปกติที่ตรวจ
00:07:08 → 00:07:10เจอได้จากการสแกนสมองอย่างเงี้ยเป็นต้นก็
00:07:10 → 00:07:14อาจจะมีการปรึกษาแพทย์ทางด้านระบบประสาท
00:07:14 → 00:07:16ร่วมด้วยเพื่อทำการแก้ไขที่สาเหตุที่พบ
00:07:16 → 00:07:20เจอได้สิ่งสำคัญนะครับก็คือการพยายามพามา
00:07:20 → 00:07:22พบแพทย์ให้เร็วที่สุดตอนที่สงสัยแล้วก็
00:07:22 → 00:07:24เมื่อได้รับการวินิจชัยเนี่ยก็จำเป็นที่
00:07:24 → 00:07:27ต้องได้รับการรักษาต่อเนื่องไม่ควรขาดนัด
00:07:27 → 00:07:29ไม่ควรหยุดยาเองส่วนที่บ้านทำยังไงได้
00:07:29 → 00:07:32บ้างผมว่าสิ่งสำคัญก็คือพยายามกระตุ้นให้
00:07:32 → 00:07:34เขาคกินโรคนี้อย่างที่ผมบอกว่าบางทีไม่
00:07:34 → 00:07:37กินไม่ดื่มซึ่งจะทำให้สิ่งต่างๆแย่งลงไป
00:07:37 → 00:07:39ได้เพราะฉะนั้นพยายามให้เขากินอาหารก็กิน
00:07:39 → 00:07:41เหมือนปกติเนี่ยแหละครับแล้วก็พยายาม
00:07:41 → 00:07:44กระตุ้นให้ออกมาข้างนอกให้ทำนั่นทำนี่
00:07:44 → 00:07:46พยายามทำให้เขาเหมือนกับกลับมาเป็นคนเดิม
00:07:46 → 00:07:49ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้จิตแพทย์ยา
00:07:49 → 00:07:51ก็ส่วนหนึ่งแต่อีกส่วนที่สำคัญไม่แพ้กัน
00:07:51 → 00:07:54ก็คือที่บ้านมีการช่วยยังไงบ้างซัพพอร์ต
00:07:54 → 00:07:56ยังไงบ้างครับปัจจุบันในภาวะสังคมที่มี
00:07:56 → 00:07:59ความเครียดมากขึ้นนะครับมันก็ทำให้แต่ละ
00:07:59 → 00:08:01คนเนี่ยมีความเสี่ยงต่อโรคทางจิตเวทมาก
00:08:01 → 00:08:03ขึ้นไปด้วยเพราะฉะนั้นถ้าสมมุติรู้สึกว่า
00:08:03 → 00:08:06ตัวเองหรือว่าคนรอบข้างเนี่ยไม่ค่อยโอเค
00:08:06 → 00:08:10ดูแปลกไปอยากจะสนับสนุนให้มาพบจิตแพทย์
00:08:10 → 00:08:12เพื่อทำการประเมินนะครับว่าอาจจะมีโรคบาง
00:08:12 → 00:08:14อย่างซ่อนอยู่หรือเปล่าการพบจิตแพทย์การ
00:08:14 → 00:08:17พบนักจิตวิทยาไม่ได้แปลว่าต้องป่วยจึงจะ
00:08:17 → 00:08:19มาพบได้ก็เหมือนกันมาตรวจสุขภาพทั่วไปมา
00:08:19 → 00:08:21ตรวจเบาหวานตรวจความดันอันนี้ก็เหมือนกัน
00:08:21 → 00:08:24มาตรวจว่าสภาพจิตใจเป็นยังไงบ้างถ้า
00:08:24 → 00:08:26สมมุติว่ามีอะไรที่มันไม่ค่อยโอเคจะได้ทำ
00:08:26 → 00:08:30การป้องกันแก้ไขได้ขอบคุณนะคะสำหรับการ
00:08:30 → 00:08:33รับชมรายการ TNN Health ค่ะและอย่าลืม
00:08:33 → 00:08:37ค่ะกด Subscribe กดไลคกดแชร์ในทุกช่องทาง
00:08:37 → 00:08:40ออนไลน์ของ TNN ช่อง 16 ค่ะเพื่อที่จะไม่
00:08:40 → 00:08:44พลาดการรับชมรายการสดคลิปวีดีโอที่น่าสน
00:08:44 → 00:08:49ใจของทาง TNN นะคะ