00:00:01 → 00:00:05โรคียโรคขาดผู้ชายไม่ได้จริง
00:00:05 → 00:00:09หรือเข้าใจผู้ป่วยโรคียโรคที่เกิดจาก
00:00:09 → 00:00:12บุคลิกภาพผิด
00:00:12 → 00:00:16ปกติเผยวิธีรักอย่างไรไม่เป็นทุกข์ติดตาม
00:00:16 → 00:00:19เรื่องราวทั้งหมดได้ในรายการ TNN Health
00:00:19 → 00:00:20วัน
00:00:20 → 00:00:22[เพลง]
00:00:22 → 00:00:25นี้สวัสดีค่ะขอต้อนรับคุณผู้ชมเข้าสู่ราย
00:00:26 → 00:00:29การ TNN Health เข้าถึงทุกสาระสุขภาพ
00:00:29 → 00:00:33เสริมภูมิกันรู้ทันโรคไปกับ TNN ค่ะและ
00:00:33 → 00:00:36ดิฉันหมอดาวแพทย์หญิงัตดาวจังวังกรแพทย์
00:00:36 → 00:00:39เฉพาะทางสาขาเวชศาสตร์ครอบครัวพร้อมที่จะ
00:00:39 → 00:00:42รับหน้าที่เป็นผู้ดำเนินรายการพาคุณผู้ชม
00:00:42 → 00:00:51มาเข้าถึงทุกสาระสุขภาพดีๆกัน
00:00:51 → 00:00:55[เพลง]
00:00:55 → 00:00:59ค่ะต้อนรับเข้าเดือนกุมภาพันธ์เดือนแห่ง
00:00:59 → 00:01:02ความรักกันนะคะและแน่นอนในเดือนนี้เราจะ
00:01:02 → 00:01:05มาพูดคุยกันถึงโรคๆหนึ่งค่ะคือโรค his
00:01:05 → 00:01:09โรคขาดความรักไม่ได้หลายคนนะคะเคยดูละคร
00:01:09 → 00:01:12แล้วก็พบว่าจะมีตัวละครผู้หญิงนะคะดูเอา
00:01:12 → 00:01:15แต่ใจตัวเองดูเป็นคนที่ชอบผู้ชายมีความ
00:01:15 → 00:01:18ต้องการทางเพศสูงนั่นหมายถึงว่าคนหลายคน
00:01:18 → 00:01:22ค่ะก็อ้อคนกลุ่มนี้คือ hisa คิดกันไปแบบ
00:01:22 → 00:01:24นั้นแต่จริงๆแล้ว hisa ใช่แบบนี้หรือ
00:01:24 → 00:01:27เปล่าเป็นโรคอะไรกันแน่ไปติดตามรับชมกัน
00:01:27 → 00:01:32ค่ะโรคียจากเป็นความผิดปกติทางจิตในกลุ่ม
00:01:32 → 00:01:35ความผิดปกติทางบุคคลิกภาพกลุ่ม B หรือ
00:01:35 → 00:01:38cluster B dramatic personality
00:01:38 → 00:01:41disorders โดยผู้ที่เป็นโรคนี้จะมีปัญหา
00:01:41 → 00:01:44ด้านการควบคุมอารมณ์หรือควบคุมความวิตก
00:01:44 → 00:01:47กังวลของตัวเองไม่ค่อยได้รวมถึงความ
00:01:47 → 00:01:50สามารถในการควบคุมพฤติกรรมของตนเองก็ทำ
00:01:50 → 00:01:54ได้ไม่ดีเท่าคนปกติเช่นกันบุคลิกภาพในทาง
00:01:54 → 00:01:58จิตเวทหมายถึงแบบแผนหรือลักษณะจำเพาะของ
00:01:58 → 00:02:01แต่ละบุคคลที่แสดงออกในการใช้ชีวิตประจำ
00:02:01 → 00:02:05วันปกติซึ่งเป็นผลรวมของความรู้สึกนึกคิด
00:02:05 → 00:02:09การรับรู้และพฤติกรรมของบุคคลนั้นการแบ่ง
00:02:09 → 00:02:11บุคลิกภาพของมนุษย์สามารถแบ่งออกเป็น 3
00:02:11 → 00:02:15กลุ่ม A B C ซึ่งแบ่งแยกบุคคลิกภาพได้
00:02:15 → 00:02:19ทั้งสิ้น 10 แบบความผิดปกติของบุคคลิกภาพ
00:02:19 → 00:02:22ในแบบ B จะมีความโดดเด่นก็คือเรื่องของ
00:02:22 → 00:02:25อารมณ์ค่ะมีอารมณ์ที่ไม่คงที่อารมณ์แปร
00:02:25 → 00:02:30ปรวนไม่แน่นอนซึ่งได้แก่ narcissistic
00:02:30 → 00:02:34โรคหลงตัวเองมีลักษณะเด่นของการมั่นใจใน
00:02:34 → 00:02:37ตนเองอย่างมากอาจเป็นเพียงความคิดเพ้อฝัน
00:02:37 → 00:02:40จินตนาการหรือแสดงออกเป็นพฤติกรรมเลยก็
00:02:40 → 00:02:43ได้ต้องการการชื่นชมจากคนอื่นและขาดความ
00:02:43 → 00:02:47เห็นอกเห็นใจผู้อื่นพบในเพศชายมากกว่าเพศ
00:02:47 → 00:02:49หญิง histrionic
00:02:49 → 00:02:52personality โรค hysteria มีลักษณะเด่น
00:02:52 → 00:02:56ของการแสดงออกของอารมณ์อย่างชัดเจนบาง
00:02:56 → 00:03:00ครั้งมากเกินควรและแสวงหาความสนใจจากคน
00:03:00 → 00:03:03รอบข้างอยู่ตลอดพบมากในเพศหญิงมากกว่าเพศ
00:03:03 → 00:03:07ชาย borderline personality ภาวะ
00:03:07 → 00:03:11บุคลิกภาพผิดปกติชนิดก้ำกึ่งมีลักษณะเด่น
00:03:11 → 00:03:14ของการไม่เสถียรมีอารมณ์หุนหันพลั่นแล่น
00:03:14 → 00:03:19อย่างรุนแรงพบในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย Anti
00:03:19 → 00:03:22Social personality โรคบุคลิกภาพผิด
00:03:22 → 00:03:26ปกติแบบต่อต้านสังคมมีลักษณะเด่นของการ
00:03:26 → 00:03:30ไม่สนใจหรือฝ่าฝืนกฎเกณฑ์และการละเมิด
00:03:30 → 00:03:33สิทธิ์ของคนอื่นเริ่มมีลักษณะดังกล่าวนี้
00:03:33 → 00:03:37ตั้งแต่อายุ 15 ปีพบในชายมากกว่าหญิงผู้
00:03:37 → 00:03:40ที่มีบุคคลิกภาพแบบนี้มีโอกาสฆ่าตัวตาย
00:03:40 → 00:03:43สำเร็จสูงที่สุดและมีความสัมพันธ์กับภาวะ
00:03:43 → 00:03:48ซึมเศร้าและการใช้สารเสพติดอย่างชัดเจน
00:03:48 → 00:03:51แล้วอะไรคือสัญญาณเตือนที่ว่าตัวคุณมี
00:03:51 → 00:03:55บุคลิกภาพที่ผิดปกติรู้สึกกระวนกระวายใจ
00:03:55 → 00:03:59อยู่เฉยไม่ได้มีความรู้สึกอยากเป็นที่สน
00:03:59 → 00:04:03ใจในหมู่ผู้คนหรืออยากให้ผู้คนส่วนใหญ่
00:04:03 → 00:04:07ยอมรับแต่งกายยั่วยุแสดงพฤติกรรมโดดเด่น
00:04:07 → 00:04:10เพื่อให้เป็นจุดสนใจต่อเพศตรงข้ามแสดงการ
00:04:10 → 00:04:13กระทำที่บ่งบอกถึงความไม่จริงใจต่อคนรอบ
00:04:13 → 00:04:16ข้างหรือเรียกว่าหน้าอย่างลับหลังอีก
00:04:16 → 00:04:20อย่างความอดทนอยู่ในระดับต่ำอารมณ์
00:04:20 → 00:04:23เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วเป็นตัวของตัวเอง
00:04:23 → 00:04:26เกินความเหมาะสมเอาความคิดความอ่าน
00:04:26 → 00:04:30วิสัยทัศน์ของตนเป็นจุดศูนย์กลาง
00:04:30 → 00:04:34แล้วโรคียคือโรคที่ขาดผู้ชายไม่ได้จริง
00:04:34 → 00:04:37หรือไม่ส่วนโรคฮิสตอเรียเป็นอาการของคน
00:04:37 → 00:04:40ที่ชอบเรียกร้องความสนใจจะเห็นได้ว่าผู้
00:04:40 → 00:04:43ที่เป็น hisa นั้นไม่ได้มีความเกี่ยวข้อง
00:04:43 → 00:04:46กับความต้องการทางเพศที่มากกว่าปกติเลย
00:04:46 → 00:04:49แม้แต่น้อยสิ่งที่จำเป็นสำหรับพวกเขาก็
00:04:49 → 00:04:52คือความรักความเข้าใจและความเอาใจใส่จาก
00:04:52 → 00:04:55คนรอบข้างเพียงเท่านั้นแต่ในเมื่อียไม่
00:04:55 → 00:04:58ใช่โรคที่เกี่ยวกับความต้องการทางเพศสูง
00:04:58 → 00:05:01แล้วโรคขาดผู้ชายไม่ได้คือ
00:05:01 → 00:05:05อะไรอาการขาดผู้ชายไม่ได้นั้นหมายถึงโรค
00:05:05 → 00:05:10นิมโฟมาเนียส่วนโรคิสเรียเป็นอาการของคน
00:05:10 → 00:05:13ที่ชอบเรียกร้องความสนใจนิมโฟมาเนียเป็น
00:05:13 → 00:05:16อาการป่วยทางจิตประเภทหนึ่งที่ผู้ป่วยจะ
00:05:16 → 00:05:19มีความผิดปกติในการควบคุมพฤติกรรมใน
00:05:19 → 00:05:22เรื่องเพศทำให้เกิดความต้องการทางเพศมาก
00:05:22 → 00:05:25กว่าปกติคำว่านิมโฟมาเนียนั้นมาจากคำว่า
00:05:25 → 00:05:29นิมโฟหมายถึงผู้หญิงที่มีความต้องการทาง
00:05:29 → 00:05:32เพชรสูงและ mania ซึ่งหมายถึงความคลั่ง
00:05:32 → 00:05:35ไคล้หรือความบ้าคลั่งและเมื่อนำมารวมกัน
00:05:36 → 00:05:39นิมโฟมาเนียจึงหมายถึงผู้หญิงที่มีความ
00:05:39 → 00:05:43ต้องการทางเพศสูงเกินปกติหรือมีความคลั่ง
00:05:43 → 00:05:45ไคล้ในเรื่องเพศนั่นเองสำหรับโรค
00:05:45 → 00:05:49นิมโฟมาเนียนี้ถูกจัดอยู่ในอาการป่วยขั้น
00:05:49 → 00:05:52รุนแรงที่สามารถเกิดขึ้นได้ทั้งในหญิงและ
00:05:52 → 00:05:56ชายแต่ผู้ชายจะถูกเรียกว่า stasis โดย
00:05:56 → 00:05:59นิมโฟมาเนียนั้นจะพบได้มากในผู้หญิงและแล
00:05:59 → 00:06:02ผู้ชายที่เป็นคนรักร่วมเพศนอกจากนี้ผู้
00:06:02 → 00:06:05ป่วยทางจิตหรือคนในครอบครัวที่มีประวัติ
00:06:05 → 00:06:08ป่วยทางจิตก็มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดโรค
00:06:08 → 00:06:11ดังกล่าวเช่นกันส่วนสาเหตุของโรคนั้นยัง
00:06:12 → 00:06:14ไม่เป็นที่แน่ชัดลักษณะของผู้ป่วยโรค
00:06:14 → 00:06:18นิมโฟมาเนีย 1 มีคู่นอนหลายคนหรือมี
00:06:18 → 00:06:23เพศสัมพันธ์กับใครก็ได้ 2 มักจะสำเร็จ
00:06:23 → 00:06:27ความใคร่ด้วยตัวเอง 3 ใช้บริการทางเพศชอบ
00:06:27 → 00:06:31ภาพลามก 4 มีการแสดงออกทางเพศอย่างผิด
00:06:31 → 00:06:34ปกติเช่นชอบความเจ็บปวดชอบความรุนแรงและ
00:06:34 → 00:06:39พฤติกรรมทางเพศอื่นๆ 5 ชอบอวด 6 พุจาลามก
00:06:39 → 00:06:43หรือแสดงท่าทางในลักษณะว่ามีความต้องการ
00:06:43 → 00:06:44ทางเพศตลอด
00:06:44 → 00:06:47เวลาเราได้รู้จักโรคิสเรียกันไปบ้างแล้ว
00:06:48 → 00:06:50นะคะและในช่วงนี้เราจะไปพูดคุยกับ
00:06:50 → 00:06:52จิตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
00:06:52 → 00:06:55กันสวัสดีค่ะ
00:06:55 → 00:06:58[เพลง]
00:06:58 → 00:07:04อาจารย์
00:07:04 → 00:07:08โรคียคืออะไรอ่ะคะอาจารย์อ่าียนะคะจริงๆ
00:07:08 → 00:07:10เป็นโรคที่เราหลายๆคนจะรู้จักกันในเรื่อง
00:07:10 → 00:07:14ว่าโรคขาดผู้ชายไม่ได้หรือว่าโหยหาผู้ชาย
00:07:14 → 00:07:16แต่ในความเป็นจริงแล้วค่ะอันเนี้ยมันเป็น
00:07:16 → 00:07:19ความเข้าใจผิดที่มาที่ไปของซีเรียเนี่ย
00:07:19 → 00:07:22ต้องบอกก่อนว่าฮิสซีเรียเนี่ยมันเป็นภาษา
00:07:22 → 00:07:25โรมันภาษาลาตินที่แปลว่ามดรูเพราะฉะนั้น
00:07:25 → 00:07:28โลกเนี้ยมันมีอยู่จริงแต่ว่าเป็นสมัยก่อน
00:07:28 → 00:07:31สมัยต้องแต่ก่อนคริสตกาลจนถึงประมาณปี
00:07:31 → 00:07:351800 19900 คริสตศักราชด้วยความที่สมัย
00:07:35 → 00:07:38นั้นน่ะค่ะผู้หญิงเหล่าเผู้หญิงเราเนี่ย
00:07:38 → 00:07:40อาจจะไม่ได้มีบทบาททางสังคมหรือว่าไม่
00:07:40 → 00:07:43สามารถแสดงออกได้มากนักเมื่อเทียบกับเพศ
00:07:43 → 00:07:46ชายเพราะฉะนั้นในสมัยนั้นคนที่เป็นโรค
00:07:46 → 00:07:49กลุ่มนี้จึงเป็นผู้หญิงเป็นหลักซึ่งอาการ
00:07:49 → 00:07:52หลายๆครั้งมาในอาการที่มีอาการอยู่ๆก็ชา
00:07:52 → 00:07:55หมดแรงอาจจะมีท่าทางแปลกๆไปหรือว่าอยู่
00:07:56 → 00:07:59เสียงแหบพูดไม่ได้หรือว่ามีอาการบวชอาการ
00:08:00 → 00:08:02มองไม่เห็นอะไรที่บอกไม่ถูกแล้วแพทย์ใน
00:08:02 → 00:08:04สมัยนั้นด้วยความที่ผู้หญิงเป็นเยอะกว่า
00:08:04 → 00:08:07เขาบอกว่ามันต้องมาจากมดลูกหรือว่ามาจาก
00:08:07 → 00:08:12ียิีกแน่ๆเลยพอเป็นแบบนั้นปุ๊บอ่าในสมัย
00:08:12 → 00:08:15นู้นนะคะที่เรายังไม่ได้มีเครื่องเเล
00:08:15 → 00:08:18คอมพิวเตอร์สมองเลยก็ตามเขาก็รักษากันแบบ
00:08:18 → 00:08:20ที่คิดว่ามาจากมดลูกใช่ไมมแปลว่าเขาเชื่อ
00:08:20 → 00:08:23ว่ามดลูกเนี่ยมันเคลื่อนต่ำลงมาเพราะ
00:08:23 → 00:08:25ฉะนั้นสมัยนั้นวิธีการรักษาเขาบอกว่า
00:08:25 → 00:08:28เนี่ยผู้หญิงพวกเนี้ที่ฉันพบบ่อยส่วนใหญ่
00:08:28 → 00:08:30เป็นพวกผู้หญิงโสดผู้หญิงหญิงไม่ผู้หญิง
00:08:30 → 00:08:32ที่ไม่มีแฟนเขาก็เลยเชื่อว่ามันต้อง
00:08:32 → 00:08:35เกี่ยวกับทางเพศเพราะฉะนั้นก็ต้องรักษา
00:08:35 → 00:08:38ให้มันมีเพศสัมพันธ์มีแฟนหรือแม้แต่การ
00:08:38 → 00:08:41นวดอวัยวเพศมันก็เลยทำให้สมัยเนี้ยถูกโยง
00:08:41 → 00:08:45ไปกับความที่ขาดผู้ชายไม่ได้ค่ะแล้วใคร
00:08:45 → 00:08:47คือกลุ่มเสี่ยงที่จะเป็นโรคฮิสทีเรียคะ
00:08:48 → 00:08:50คือต้องบอกก่อนว่าในสมัยเนี้ยที่เราเข้า
00:08:50 → 00:08:53ใจดีแล้วว่าฮิสทีเรียไม่ใช่โรคที่เกี่ยว
00:08:53 → 00:08:56กับทางกายหรือมดลูกมันเป็นโรคที่มีอาการ
00:08:56 → 00:08:58ทางกายก็จริงแต่เป็นโรคที่เกี่ยวกับทาง
00:08:58 → 00:09:01จิตใจเพราะฉะนั้นต้องบอกว่าอาการทางจิตใจ
00:09:01 → 00:09:04คิเรียสมัยเจริงๆอ่ะค่ะใช้คำว่ามันเป็น
00:09:04 → 00:09:06อาการทางจิตใจที่อยู่ๆก็ช้าโดยที่หา
00:09:06 → 00:09:09สาเหตุทางกายไม่ได้เพราะฉะนั้นในความเป็น
00:09:09 → 00:09:13จริงแล้วผู้ชายก็เป็นได้ผู้หญิงก็เป็นได้
00:09:13 → 00:09:16ไม่ได้มีใครเป็นมากกว่าใครกลุ่มเสี่ยง
00:09:16 → 00:09:18จริงๆก็คืออย่างที่บอกว่าถ้าที่มาที่ไป
00:09:18 → 00:09:22คือเราถูกอ่าเก็บกฎกดระงับไม่สามารถแสดง
00:09:22 → 00:09:25บทบาทแสดงอารมณ์ความรู้สึกต่างๆในสังคม
00:09:25 → 00:09:27ได้เพราะฉะนั้นคนที่ไม่สามารถแสดงออกทาง
00:09:27 → 00:09:30อารมณ์และจิตใจได้กลไกจิตใต้สำนึกจิตไร้
00:09:30 → 00:09:33สำนึกถูกเปลี่ยนเป็นการแสดงออกทางกายค่ะ
00:09:34 → 00:09:37สาเหตุของโรคฮิสตอเรียเกิดจากอะไรคะอย่าง
00:09:37 → 00:09:41ที่บอกไปนะคะถ้าเป็นสมัยก่อนในความทฤษฎี
00:09:41 → 00:09:44สมัยก่อนที่ยังไม่ได้มีวิอ่าเทคโนโลยีเา
00:09:44 → 00:09:46เข้าใจว่าเกิดจากมดลูแต่ถ้าฮิสทีเรียใน
00:09:46 → 00:09:49สมัยนี้เป็นทฤษฎีของเรื่องจิตใจเลยคือไม่
00:09:49 → 00:09:51ได้มีความผิดปกติทางกายไม่ต้องไปทำอะไร
00:09:51 → 00:09:54กับมดลูกไม่ต้องไปมีเพศสัมพันธ์ก็ได้อะไร
00:09:54 → 00:09:57เงี้ยนะคะแต่ว่าขอให้ถ้าเราเข้าใจตัวเอง
00:09:57 → 00:09:59ว่าเอ้ยอะไรที่ทำให้อาการทางกายต่างๆมัน
00:09:59 → 00:10:02โผล่มาคือเราไม่สามารถที่จะแสดงออกอารมณ์
00:10:02 → 00:10:05ความรู้สึกเพราะฉะนั้นการที่เราได้ทำจิต
00:10:05 → 00:10:07บำบัดได้เข้าใจตัวเองได้บอกตรงเนี้ยมันก็
00:10:07 → 00:10:11จะช่วยในเรื่องของอาการทางกายที่อธิบาย
00:10:11 → 00:10:14แล้วไม่พบสาเหตุทางกายค่ะทำไมคนถึงไปเข้า
00:10:14 → 00:10:17ใจผิดค่ะอาจารย์ว่าโรคฮิสเตรียคือโรคคาด
00:10:18 → 00:10:21ผู้ชายไม่ได้และมีความต้องการทางเพศสูง
00:10:21 → 00:10:23ต้องเล่าว่าเหมือนอย่างที่บอกค่ะว่าอาการ
00:10:23 → 00:10:26จริงๆค่ะมีหลากหลายมันไม่ได้ต้องเกี่ยว
00:10:26 → 00:10:29กับผู้ชายเท่านั้นอาการมันมีตั้งแต่อย่าง
00:10:29 → 00:10:31บางคนก็จะมีท่าทีแปลกๆบางคนกรีดร้องโหย
00:10:31 → 00:10:35หวนบางคนก็คืออาจจะเป็นเรื่องของมีเรื่อง
00:10:35 → 00:10:39ของชาเรื่องของรู้สึกว่าอ่อนแรงไปจนถึง
00:10:39 → 00:10:41เรื่องของการโหยหาความรักความต้องการคือ
00:10:41 → 00:10:44อย่างที่พูดว่าเค้าขาดเรในเรื่องของการ
00:10:44 → 00:10:47แสดงออกทางอารมณ์ขาดทางจิตใจแต่ว่าการที่
00:10:47 → 00:10:49คนเข้าใจเนี่ยมันเป็นที่มาที่มันถูกเข้า
00:10:49 → 00:10:52ใจมาเป็นพันปีอ่ะค่ะตั้งแต่ก่อนคริสตกาล
00:10:52 → 00:10:55มาจนถึงสัก 1002 ปีก่อนที่เข้าใจว่ามัน
00:10:55 → 00:10:58เกี่ยวข้องกับมดลูแล้วอย่างที่พูดว่าหมอ
00:10:58 → 00:10:59สมัยนั้นเคก็รักรักษาโดยการที่ต้องมี
00:10:59 → 00:11:01เพศสัมพันธ์หรือแม้แต่การเอากลิ่นเขาบอก
00:11:01 → 00:11:04ว่าเอากลิ่นที่ดีวางไว้ตรงไเเพศเพื่อที่
00:11:04 → 00:11:06ดึงหมดลูกลงแล้วเอากลิ่นที่แย่อยู่ตรง
00:11:06 → 00:11:08จมูกเพื่อที่ดึงให้หมดลูกมันเคลื่อนผิด
00:11:08 → 00:11:10ปกติอันนี้ซึ่งมันเป็นความเข้าใจของคุณ
00:11:10 → 00:11:13หมอสมัยนั้นซึ่งเข้าใจได้ว่ามันเข้าใจมา
00:11:13 → 00:11:15เป็น 1000 ปีเพราะฉะนั้นหลายๆครั้งคนเอง
00:11:15 → 00:11:18ก็ยังเข้าใจแบบนี้รวมถึงโลกนี้อมันฟังดู
00:11:18 → 00:11:21มันฟังดูน่าสนใจบางทีมันก็มีการที่เอาไป
00:11:21 → 00:11:23ทำหนังเอาไปทำนู่นนี่นั่นมันก็เลยยิ่ง
00:11:24 → 00:11:26กลายเป็นการที่ตอกย้ำภาพลักษณ์อย่างงี้
00:11:26 → 00:11:28ซึ่งจริงๆแล้วค่ะสมัยเนี้ยต้องบอกว่า
00:11:28 → 00:11:31กระแสของเฟมินิสต์สมัยใหม่เขาจะบอกว่าโลก
00:11:31 → 00:11:33เยจริงๆมันเป็นการสะท้อนถึงความกดขี่ของ
00:11:33 → 00:11:37ผู้หญิงในในอดีตกาลด้วยซ้ำโรคฮียแบ่งออก
00:11:37 → 00:11:40เป็นกี่ประเภทคะอ่าใช้คำว่าสมัยนี้ะกัน
00:11:40 → 00:11:43เนาะฮิสตอเรียสมัยเก่าที่ที่เรารู้ว่า
00:11:43 → 00:11:45จริงๆแล้วมันไม่ได้เกี่ยวกับมดลูกมันไม่
00:11:45 → 00:11:47ได้เกี่ยวกับขาดผู้ชายไม่ได้สมัยนี้ที่
00:11:47 → 00:11:50เรารู้ว่าเกี่ยวกับอารมณ์จิตใจอ่ะค่ะหลัก
00:11:50 → 00:11:53ๆก็คือจะแบ่งเป็น 2 อย่าง 2 อย่างจริงๆก็
00:11:53 → 00:11:55คือโลกที่อย่างที่บอกสมัยก่อนผู้หญิงที่
00:11:55 → 00:11:59อยู่ก็ชายอยู่ๆก็ร้องโหยหวนกรีดร้องหรือ
00:11:59 → 00:12:01ว่ามีอาการทางกายซึ่งส่วนใหญ่มักจะเป็น
00:12:01 → 00:12:04อาการทางระบบประสาทไม่ว่าจะชาไม่ว่าจะ
00:12:04 → 00:12:07อ่อนแรงไม่ว่าจะอยู่พูดไม่ได้อาการเนี้ย
00:12:07 → 00:12:09คืออาการที่สมัยใหม่เราเรียกว่า
00:12:09 → 00:12:12conventional disorder คือการที่มี
00:12:12 → 00:12:15อาการทางระบบประสาทที่มีอาการออกมาทาง
00:12:15 → 00:12:17ระบบประสาทแต่ตรวจแล้วไม่ได้มีสมองที่ผิด
00:12:17 → 00:12:20ปกติไม่ได้มีอ่าเส้นประสาทหรืออะไรที่ผิด
00:12:21 → 00:12:24ปกติอันนี้เป็นประเภทที่ 1 กับประเภทที่ 2
00:12:24 → 00:12:26ชื่อจะยังคงความคล้าย his อยู่เรียกว่า
00:12:26 → 00:12:27histrionic
00:12:27 → 00:12:30personality disorder หรือมีบุคคลิกภาพ
00:12:30 → 00:12:33ผิดปกติแบบ hisonic hisonic คืออะไร
00:12:33 → 00:12:36hisonic เป็นภาษาอังกฤษค่ะที่จริงๆแล้ว
00:12:36 → 00:12:40มันก็คือแปลว่าต้องการแบบมีความดราม่า
00:12:40 → 00:12:43อยู่สูงมีความเยอะมีความต้องการเพราะ
00:12:43 → 00:12:46ฉะนั้นคนกลุ่มเนี้ยถ้าพูดภาษาสมัยใหม่ให้
00:12:46 → 00:12:49เข้าใจง่ายคือเป็นคนที่หิวแสงต้องการความ
00:12:49 → 00:12:51สนใจซึ่งเป็นได้ทั้งผู้หญิงทั้งผู้ชาย
00:12:51 → 00:12:54ต้องการความสนใจจากทุกคนไม่ได้แค่เฉพาะ
00:12:54 → 00:12:57ผู้ชายผู้หญิงบางทีเขาก็จะมีการแสดงออก
00:12:57 → 00:13:00ที่เรียกร้องที่ดูเหมือนเจาะแจ๊คุยกับทุก
00:13:00 → 00:13:03คนได้แต่ความสัมพันธ์เขามันไม่สามารถลง
00:13:03 → 00:13:06ลึกได้มันมีแค่ความผิวเผินอย่างเงี้ยค่ะ
00:13:06 → 00:13:09อาจารย์คะในการเรียกร้องความสนใจจากผู้
00:13:09 → 00:13:12ป่วยฮิสเรียนั้นเขาจะเลือกที่จะเรียกร้อง
00:13:12 → 00:13:14จากคนที่เขาต้องการจะเรียกร้องหรือเขาจะ
00:13:14 → 00:13:16เรียกร้องไปทั่วเลยอ่ะคะอาจารย์คือส่วน
00:13:16 → 00:13:19ใหญ่อ่ะค่ะถ้าเป็นคำว่าอ่าต้องต้องแยก
00:13:19 → 00:13:21ก่อนถ้าเป็นคำว่าบุคลิกภาพเนี่ยมันก็จะมี
00:13:21 → 00:13:23ตั้งแต่บุคลิกภาพเหมือนคนทั่วไปคนทั่วไป
00:13:23 → 00:13:25เนี่ยมันก็เป็นไปได้ที่บางคนใช้คำว่า
00:13:25 → 00:13:27extrovert introvert แล้วกันถ้าเข้าใจ
00:13:27 → 00:13:30อย่างสมัยนี้อันเนี้ยมันก็อยู่ในเกณฑ์
00:13:30 → 00:13:34ปกติแต่ถ้ามันซ้ายสุดขวาสุดขึ้นไปอีกมัน
00:13:34 → 00:13:37ก็จะเป็นเรื่องของบุคลิภาพเทรดเป็นลักษณะ
00:13:37 → 00:13:39ของภาพบางประการที่เริ่มแบบเยอะไปและแต่
00:13:39 → 00:13:42ถ้าสมมุติคือเข้าขั้นผิดปกติคือโอ้โหสุด
00:13:43 → 00:13:45ซ้ายสุดขวาจริงๆอย่างเงี้ยค่ะมันก็คือแบบ
00:13:45 → 00:13:49ทุกคนทุกอย่างนั่นแหละค่ะคือต้องการความ
00:13:49 → 00:13:52สนใจต้องการเป็นจุดสนใจแต่ในขณะเดียวกัน
00:13:52 → 00:13:55เขาอยู่แค่ในระดับของภายนอกระดับของ
00:13:55 → 00:13:58เปลือกนอกเวลาเคมีความสัมพันธ์เค้าอาจจะ
00:13:58 → 00:14:00ดูเหมือนคุยได้กับทุกคนแต่ว่าถามว่าเขา
00:14:00 → 00:14:03สนิทกับใครหรือเขาแม้แต่เจ้าตัวไว้วางใจ
00:14:03 → 00:14:06ใครจริงๆไหมบางทีมันแทบไม่มีเลยด้วยซ้ำ
00:14:06 → 00:14:09เป็นความสัมพันธ์ที่เยอะแต่ตื้นเขินผิว
00:14:09 → 00:14:12เผินแล้วอาการของโรคิสเรียเป็นอย่างไรคะ
00:14:12 → 00:14:14ถ้าถามว่าอาการเป็นยังไงก็คืออย่างที่บอก
00:14:14 → 00:14:16ว่าแบ่งออกเป็น 2 ประเภทอย่างที่เล่าไป
00:14:16 → 00:14:19แล้วอ่ะค่ะก็คือ 1 ก็คือถ้าเป็น convers
00:14:19 → 00:14:21conversational disorder ก็คือมีอาการ
00:14:21 → 00:14:25ทางระบบประสาทไม่ว่าจะชาอยู่ๆเกร็งอยู่ๆ
00:14:25 → 00:14:28ชักแต่แต่ชักแบบชักแบบเหมือนตรวจแล้วก็
00:14:28 → 00:14:30ไม่ได้มีคลื่นชักเลยค่ะอย่างเช่นถ้าคนชัก
00:14:30 → 00:14:33จริงๆบางทีก็คือกัดลิ้นปัสสาวะอุจจาระราด
00:14:33 → 00:14:36อันนี้ก็อาจจะแบบไม่มีหรือว่าพอจะล้มก็
00:14:36 → 00:14:38ล้มไม่ค่อยมีแผลอะไรเงี้ยค่ะแต่แต่ไม่ใช่
00:14:38 → 00:14:41เขาแกล้งนะคะแต่ว่าเหมือนคนไข้เป็นทางจิต
00:14:41 → 00:14:44ใจคือไม่ได้เป็นทางกายอะไเงี้ค่ะกลับอีก
00:14:44 → 00:14:46อย่างนึงก็คืออย่างที่บอกว่าเป็นเรื่อง
00:14:46 → 00:14:49ปัญหาของบุคคลิกภาพคล้ายๆเหมือนหิวแสง
00:14:49 → 00:14:51อะไรเงี้ยค่ะจะวินิจฉัยได้อย่างไรคะว่า
00:14:51 → 00:14:54เป็นโรค his จริงๆก็คือถ้าถ้าสมมุติว่า
00:14:54 → 00:14:57เรามองในอ่าศาสตร์สมัยใหม่ที่เรามีความ
00:14:57 → 00:14:59รู้ความเข้าใจไม่ใช่แค่แค่เฉพาะจิตใจแต่
00:14:59 → 00:15:02ว่าเราเข้าใจในเรื่องของสมองสารเคมีรวม
00:15:02 → 00:15:04ถึงเราเข้าใจในเรื่องของจิตวิเคราะห์ที่
00:15:05 → 00:15:08มาที่ไปต่างๆก็คืออ่าถ้าเป็น 2 โรคนี้คือ
00:15:08 → 00:15:11ถ้าเป็นกลุ่มเรื่องของ conversational
00:15:11 → 00:15:13disorder หรือว่าหรือว่าที่มีอาการทาง
00:15:13 → 00:15:15ระบบประสาทไม่ว่าจะช้าพูดไม่มีเสียงอ่อน
00:15:15 → 00:15:18แรงตาบอดอะไรก็ตามที่เป็นเรื่องของอาการ
00:15:18 → 00:15:21ทางประสาทก็คือ 1 คือต้องสำคัญสุดคือเรา
00:15:21 → 00:15:24ตรวจแล้วจริงๆแล้วมันไม่ไม่ไม่ตรงไปตรงมา
00:15:24 → 00:15:26ตามระบบประสาทอย่างเช่นสมมุตินะคะอย่าง
00:15:26 → 00:15:28เช่นเวลาชายอย่างเงี้ยค่ะเส้นประสาทเนี่ย
00:15:28 → 00:15:30คนไข้จะไม่ได้ชาเหมือนใส่ถุงมือหรือใส่
00:15:30 → 00:15:33ถุงเท้าคนไข้บางคนบอกว่าชาทั้งมือเลย
00:15:33 → 00:15:35เหมือนเราใส่ถุงมือใส่ถุงเท้าซึ่งมันไม่
00:15:35 → 00:15:38ได้อธิบายมันไม่ล้อไปกับโครงข่ายเส้น
00:15:38 → 00:15:40ประสาทอย่างเงี้ยค่ะก็อย่างที่เมื่อกี้
00:15:40 → 00:15:42เล่าว่าพอชักพออะไรอย่างเงี้ยมันมัน
00:15:42 → 00:15:45เหมือนมันมันมันเป็นแบบอ่าไม่ล้มไม่ได้
00:15:45 → 00:15:47บาดเจ็บหรือมองการมองเห็นคือรู้สึกว่า
00:15:47 → 00:15:50เห็นเป๊ะแค่นี้ก็แค่นี้จริงๆซึ่งโอกาสมัน
00:15:50 → 00:15:53ไม่ใช่ว่าอุ๊ยคตามันมองเห็นมีปัญหามันจะ
00:15:53 → 00:15:55เห็นแต่ซ้ายไม่เห็นขวาหรืออะไรชัดขนาด
00:15:55 → 00:15:58นั้นอะไรเงี้ยค่ะอ่าแล้วแต่คนไข้อเชื่อ
00:15:58 → 00:16:01จริงๆคือไม่ได้แกล้งทำอันนี้คือประเภทที่
00:16:01 → 00:16:041 กับประเภทที่ 2 ถ้าสมมุติว่าเป็นพวก
00:16:04 → 00:16:06บุคลิกภาพก็คือมันก็ต้องดูในเรื่องของ
00:16:06 → 00:16:09ความเรื้อรงยาวนานอย่างที่เมื่อกี้อธิบาย
00:16:09 → 00:16:12ไปแล้วว่ามันอยู่สุดโต่งเลยซ้ายสุดขวาสุด
00:16:12 → 00:16:15แล้วจนมันกระทบมีปัญหาในชีวิตมีปัญหากับ
00:16:15 → 00:16:18ความสัมพันธ์กับคนอื่นๆคนรอบด้านอย่าง
00:16:19 → 00:16:22เงี้ยค่ะแล้วโรคียค่ะอาจารย์รักษาได้
00:16:22 → 00:16:25อย่างไรคะจริงๆหลักๆอ่ะค่ะไม่ว่าจะเป็น
00:16:25 → 00:16:29ด้านของเอ่อ conventional ที่มีอาการทาง
00:16:29 → 00:16:32ชาระบบประสาทหรือว่าด้านของบุคลิกภาพหลัก
00:16:32 → 00:16:35ๆถ้าตอนเนี้ยใช้คำว่าถ้าไม่มีโรคอื่นร่วม
00:16:35 → 00:16:37ก่อนนะคะถ้าไม่มีโรคอื่นร่วมคือหลายๆคนพอ
00:16:37 → 00:16:40เป็นแบบเนี้ยจะมีโรคอื่นทางจิตเวทร่วม
00:16:40 → 00:16:43อย่างเช่นโรควิตกกังวลอย่างเช่นโรคซึม
00:16:43 → 00:16:46เศร้าแต่ว่าถ้าเป็นเฉพาะ 2 ภาวะนี้หลักๆ
00:16:46 → 00:16:49การรักษาหลักๆก็จะเป็นการทำจิตบำบัดคือทำ
00:16:49 → 00:16:52ให้เขาเข้าใจตัวเองส่วนในกลุ่มบุคลิภาพก็
00:16:52 → 00:16:54เหมือนกันค่ะอันเนี้ยก็คือเป็นเรื่องของ
00:16:54 → 00:16:57จิตใจเป็นหลักก็คือเป็นเรื่องของการทำจิต
00:16:57 → 00:17:00บำบัดให้เข้าใจตัวเองอย่างเงี้ยเป็นหลัก
00:17:00 → 00:17:03แต่ว่าอย่างที่พูดถ้ามีโรคร่วมอื่นก็ยามี
00:17:03 → 00:17:07ส่วนจำเป็นโรคฮิสเตรียมีภาวะแทรกซ้อน
00:17:07 → 00:17:11อย่างไรบ้างคะใช้คำว่าที่มาที่ไปอ่ะเนาะ
00:17:11 → 00:17:13ก็คืออย่างที่พูดว่าหลักๆมันคือมาจากการ
00:17:13 → 00:17:17ที่เรามีความรู้สึกมีอารมณ์มีใจคอแต่บาง
00:17:17 → 00:17:20ทีเราแสดงออกไม่ได้โดยตรงหมายถึงว่ามันก็
00:17:20 → 00:17:22เลยกลายเป็นร่างกายเนี่ยมีกลไกอัตโนมัติ
00:17:22 → 00:17:25ที่แสงออกมาทางกายหรืออะไรก็ตามในในกลุ่ม
00:17:25 → 00:17:27แรกเพราะฉะนั้นบางทีอ่ะค่ะมันก็เกิดภาวะ
00:17:27 → 00:17:31เก็บกเกิดภาวะกังวลเครียดเศร้าอย่างนี้
00:17:31 → 00:17:34ได้เหมือนกันหรือบุคคลิกภาพตรงไปตรงมา
00:17:34 → 00:17:37เมื่อสมมุติคุณหิวแสงแต่คุณไม่ได้แสงก็
00:17:37 → 00:17:39ซึมเศร้าอีกหรือว่ามีปัญหาความสัมพันธ์
00:17:39 → 00:17:41บ่อยๆมันก็อาจจะเป็นเรื่องของความเครียด
00:17:41 → 00:17:45หรือโรคอื่นๆทางจิตใจร่วมด้วยได้โรค
00:17:45 → 00:17:49ฮิสทีเรียป้องกันได้หรือไม่คะค่ะการป้อง
00:17:49 → 00:17:51กันนะคะก็คือไม่ใช่เฉพาะโรคฮิสทีเรียแต่
00:17:51 → 00:17:54ว่าโรคอื่นๆทางจิตใจด้วยอย่างที่บอกเลย
00:17:55 → 00:17:57ว่าหลายๆครั้งค่ะมันมาจากความเก็บกดทั้ง
00:17:57 → 00:18:00ตัวเราเองก็เก็บกฎบางทีมันเป็นเรื่องของ
00:18:00 → 00:18:04อ่าสภาพสังคมหรือปัจจัยหรืออะไรก็ตามหรือ
00:18:04 → 00:18:06สิ่งแวดล้อมหลายๆครั้งค่ะถ้าสมมุติว่าเรา
00:18:06 → 00:18:09เข้าใจตัวเองได้มากขึ้นแล้วเราค่อยๆแสดง
00:18:09 → 00:18:11ออกถึงอารมณ์ความรู้สึกของเราอย่างเหมาะ
00:18:11 → 00:18:15สมสุภาพและนุ่มนวลค่อยๆสื่อสารกันหรือว่า
00:18:15 → 00:18:18การที่เวลาเราเครียดเรามีอะไรเรามีที่
00:18:18 → 00:18:21พึ่งมีที่ปรึกษามันก็จะทำให้เราเสี่ยงต่อ
00:18:21 → 00:18:24การเป็นภาวะทางจิตใจหรือแม้แต่ว่ารวมถึง
00:18:24 → 00:18:27โรคฮิสทีเรียน้อยลงค่ะขอบพระคุณอาจารย์
00:18:27 → 00:18:29หมอนะคะที่มาให้ความรู้ความเข้าใจใน
00:18:29 → 00:18:33เรื่องของโลคฮียกันแล้ววันนี้ค่ะเรามารู้
00:18:33 → 00:18:369 เคล็ดลับที่จะทำให้รักไม่เป็นทุกข์กัน
00:18:36 → 00:18:39ค่ะความรักควรจะเป็นสิ่งที่ทำให้ตัวเอง
00:18:39 → 00:18:42และคนที่เรารักมีความสุขด้วยส่วนใหญ่ที่
00:18:42 → 00:18:45คนเรามีปัญหาอาจเพราะเรารักเขาแต่เขาไม่
00:18:45 → 00:18:48รักเราค่ะจึงไปทำให้เขาหรือตัวเราเป็น
00:18:48 → 00:18:51ทุกข์ซึ่งทางจิตวิทยามองว่าความรักที่ดี
00:18:51 → 00:18:54ต่อสุขภาพหรือถูกสุขภาพจิตนั้นควรเริ่ม
00:18:54 → 00:18:57จากการรู้จักรักตัวเองเสียก่อนหลายคนมัก
00:18:57 → 00:19:00จะมองว่าการรักตัวเองคือการเห็นกับตัวหลง
00:19:00 → 00:19:04ตัวเองไม่สนใจคนอื่นแท้จริงแล้วหากรู้จัก
00:19:04 → 00:19:07รักตัวเองอย่างพอเพียงจะเห็นถึงคุณค่าของ
00:19:07 → 00:19:10ตัวเองความรู้สึกโหยหาความรักจากผู้อื่น
00:19:10 → 00:19:13ก็จะมีอิทธิพลน้อยลงค่ะวันนี้นะคะเรามี 9
00:19:13 → 00:19:16เคล็ดลับรู้จักวิธีรักไม่ให้เกิดทุกข์มา
00:19:16 → 00:19:20ฝากกัน 1 ควรมีความสุขได้ด้วยตัวเองคน
00:19:20 → 00:19:24อื่นเป็นเพียงผลดีที่เพิ่มเข้ามา 2 ควร
00:19:24 → 00:19:27ปรารถนาให้ผู้อื่นเกิดสุขด้วยไม่ใช่คิด
00:19:27 → 00:19:30ถึงแต่ความสุขของเราเช่นเมื่อคนที่เรารัก
00:19:30 → 00:19:33ไม่รักเราแต่เขามีความสุขของเขาแม้เราจะ
00:19:33 → 00:19:36เศร้าก็ยังคิดได้ว่าอย่างน้อยก็ได้เห็นคน
00:19:36 → 00:19:40ที่เรารักมีความสุข 3 ลดความคาดหวังค่ะ
00:19:40 → 00:19:43แม้เราจะเป็นปุถุชนซึ่งคงตัดความคาดหวัง
00:19:43 → 00:19:46ไม่ได้แต่ถ้าเรายิ่งคาดหวังจากอีกฝ่าย
00:19:46 → 00:19:51น้อยโอกาสที่เราจะสมหวังก็ยิ่งมากขึ้น 4
00:19:51 → 00:19:54ยอมรับความแตกต่างทั้งด้านสรีระและความ
00:19:54 → 00:19:57คิดของผู้อื่นความคิดที่ไม่ตรงกันนั้นถือ
00:19:57 → 00:19:59เป็นเรื่องธรรมชาติหากฝ่ายหนึ่งไม่พยายาม
00:19:59 → 00:20:03ทำให้อีกฝ่ายคิดเหมือนกันและพยายามเข้าใจ
00:20:03 → 00:20:06ว่าเหตุใดจึงคิดต่างกันปัญหาก็จะไม่เกิด
00:20:06 → 00:20:09แต่หากเข้าใจและยอมรับได้แล้วเมื่อเห็น
00:20:09 → 00:20:12เขาทำตัวไม่ถูกใจไม่น่ารักขี้บ่นใจร้อน
00:20:12 → 00:20:15เราก็จะปรับตัวให้เข้ากับเขาและมอบความ
00:20:15 → 00:20:18รักให้ได้ง่ายขึ้น 5 รู้จักยอมรับความ
00:20:19 → 00:20:22เปลี่ยนแปลงความรักจึงจะยืนยาวเพราะความ
00:20:22 → 00:20:25เปลี่ยนแปลงเป็นธรรมดาของโลกค่ะเพลงโปรด
00:20:25 → 00:20:28ฟังซ้ำอาหารที่รับประทานประจำกินบ่อยก็คง
00:20:28 → 00:20:32เบื่อความรักที่เคยหวานอาจจดจาลงแต่ยังคง
00:20:32 → 00:20:35ความผูกพันและความสัมพันธ์อันดีถึงแม้จะ
00:20:35 → 00:20:37เลิกราบางคู่ก็ยังเป็นเพื่อนที่รู้ใจต่อ
00:20:37 → 00:20:41กันได้ 6 ไม่ควรทำแต่สิ่งที่ตัวเองชอบ
00:20:41 → 00:20:44หรือสิ่งที่ตนคิดว่าดีให้คนอื่นเพียง
00:20:44 → 00:20:47อย่างเดียวจะต้องมองถึงความต้องการของเขา
00:20:47 → 00:20:50ด้วยจะได้ไม่ต้องมาน้อยใจว่าเราหวังดียอม
00:20:50 → 00:20:53เหนื่อยทำเพื่อเขาแต่เขากลับไม่เห็นคุณ
00:20:53 → 00:20:57ค่า 7 ความเกรงใจเป็นองค์ประกอบสำคัญควร
00:20:57 → 00:21:01เอาใจเขามาใส่ใจเราเพราะคนใกล้ชิดสนิทกัน
00:21:01 → 00:21:04มักคิดว่าจะสามารถทำอะไรตามใจตัวเองได้
00:21:04 → 00:21:07แทบทุกเรื่องจนลืมนึกถึงความรู้สึกของอีก
00:21:07 → 00:21:11คนไป 8 พูดจาชื่นชมในสิ่งดีของกันและกัน
00:21:11 → 00:21:14เป็นอีกหนึ่งวิธีนะคะที่จะมอบความรักที่
00:21:14 → 00:21:17ควรทำบางคนละเเลยค่ะว่าอยู่ด้วยกันมานาน
00:21:17 → 00:21:19เรื่องนี้เขาคงรู้ดีอยู่แล้วไม่ต้องชื่น
00:21:19 → 00:21:22ชมจึงเอาแต่พูดถึงสิ่งไม่ดีหรืออยากให้
00:21:23 → 00:21:26อีกฝ่ายเปลี่ยนแปลงเอาแต่บ่นโดยไม่เคยชม
00:21:26 → 00:21:29คนฟังก็ท้อใจได้เหมือนกันค่ะ 9 แสดงออก
00:21:29 → 00:21:33ซึ่งความรักถ้ารักแล้วไม่แสดงออกเลยอีก
00:21:33 → 00:21:36ฝ่ายคงไม่รู้นะคะแต่การแสดงความรู้สึกแค่
00:21:36 → 00:21:39ไหนอย่างไรคงต้องดูว่าเป็นสิ่งที่อีกฝ่าย
00:21:39 → 00:21:42ต้องการด้วยส่วนความต้องการของเราก็ควร
00:21:42 → 00:21:45บอกตรงๆค่ะไม่ใช่คาดหวังให้คู่ของเราเป็น
00:21:45 → 00:21:49หมอดูคอยเดาใจเรานะคะขอบคุณเนื้อหาดีๆจาก
00:21:49 → 00:21:52ผู้ช่วยศาสตราจารย์แพทย์หญิงสุธิพรเจนวาส
00:21:52 → 00:21:56ค่ะคณะแพทยศาสตร์ศิริร