00:00:06 → 00:00:09ที่บอกว่าเคมีตรงกันหรือไม่ตรงกันมันเป็น
00:00:09 → 00:00:12เรื่องของสารเคมีที่หลั่งมาจากสมองของคน
00:00:12 → 00:00:14เรานี่แหละค่ะเป็นความรู้สึกที่เวลาเดิน
00:00:14 → 00:00:17ไปไหนแล้วตาต่อตามาประสานมันเกิดอาการ
00:00:17 → 00:00:21ปิ๊งเราปิ้งเขาแล้วเขาปิ๊งเรามันจะเกิด
00:00:21 → 00:00:25การหลั่งสารเคมีที่ชื่อว่าโดคาเมนกับนอร์
00:00:25 → 00:00:28เอพินีมันจะส่งผลต่อระบบประสาทอัตโนมัติ
00:00:28 → 00:00:33ทำให้หัวใจเราเต้นแรงเนาะหน้าแดงใจมันก็
00:00:33 → 00:00:37จดจ่ออยากจะพบเขาอยากจะกระตือรือร้น
00:00:37 → 00:00:39กระฉับกระเฉงอยากจะเข้าไปใกล้อยากจะอะไร
00:00:39 → 00:00:41ต่างๆเหล่านี้
00:00:41 → 00:00:42[เพลง]
00:00:42 → 00:00:46ฟังทุกเรื่องสุขภาพอัปเดตทุกโรคภัยฟังราย
00:00:46 → 00:00:49การโรงหมอกับดิฉันสุรีพรวงสถิตพรค่ะ
00:00:49 → 00:00:52เอสทช้อยพีเรียส
00:00:52 → 00:00:55เอานะคะวันนี้นะคะคุณผู้ฟังค่ะวันนี้เรา
00:00:55 → 00:00:57จะคุยกันไม่ได้เป็นเชิงฟิสิกส์เคมีอะไรนะ
00:00:57 → 00:01:00คะแต่เป็นเรื่องของความสัมพันธ์นั่นเองนะ
00:01:00 → 00:01:04ว่าเอ๊ะถ้าคนเราเนี่ยมีเคมีที่ตรงกันมัน
00:01:04 → 00:01:08จะไปด้วยกันได้เอ๊ะคำว่าเคมีที่ตรงกันมัน
00:01:08 → 00:01:10จะต้องมียีนเหมือนกันหรือเปล่าหรืออะไร
00:01:10 → 00:01:13ยังไงไหมนะคะอันนี้น่าสนใจมากๆนะคะแล้วก็
00:01:13 → 00:01:16ที่ได้ยินมาบ่อยๆก็คือเคมีมันตรงกันมัน
00:01:16 → 00:01:18เลยเข้ากันได้ว่าอย่างนั้นเถอะนะสำคัญ
00:01:18 → 00:01:20จริงหรือเปล่าเรื่องนี้เดี๋ยวเราพูดคุย
00:01:20 → 00:01:23กันหาคำตอบกันกับผู้ช่วยศาสตราจารย์ดร
00:01:23 → 00:01:26จันทร์วิภาดิลกัมพันธ์ผู้ทรงคุณวุฒิ
00:01:26 → 00:01:29มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยาผู้
00:01:29 → 00:01:30เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์และครอบครัวค่ะ
00:01:30 → 00:01:35สวัสดีค่ะอาจารย์คะค่ะสวัสดีค่ะเคมีตรง
00:01:35 → 00:01:37กันเคมีทางเพศตรงกัน
00:01:38 → 00:01:41สำคัญจริงหรือได้ยินคำนี้อะไรๆทุกคน
00:01:41 → 00:01:45เดี๋ยวนี้นะคะคู่พระคู่นางหรืออะไรก็แล้ว
00:01:45 → 00:01:48แต่เฮ้ยเคมีเหมือนเข้ากันเออมันเลยทำให้
00:01:48 → 00:01:53เรื่องหรือว่าการแบบดูอ่ามันสมูทมันแบบ
00:01:53 → 00:01:55ใช่เลยมันกิน
00:01:55 → 00:01:59ก็จะมีอารมณ์ร่วมไปด้วยมันจะเป็นสำนวนที่
00:01:59 → 00:02:03เอ่อสืบไปถึงคู่จิ้นอ่าบอกแมะครูพระครู
00:02:03 → 00:02:06นางครูนี้เคมีเข้ากันเหลือเกินนะคะเล่นไป
00:02:06 → 00:02:08ด้วยกันด้วยดีอะไรอย่างเงี้ยเมื่อก่อนก็
00:02:08 → 00:02:14จะเป็นอะไรนะคะเอ่อคู่ควันนะฮะเออมาก็คู่
00:02:14 → 00:02:17จิ้นอ่าอันนี้ก็เคมีตรงกันมีศัพท์ขึ้น
00:02:17 → 00:02:21เรื่อยๆนะคะอีตอนชอบกันรักกันใหม่ๆคุณคุณ
00:02:21 → 00:02:25สุรีย์พรสังเกตใช่ไหมคะโอเคมีตรงกันพอ
00:02:25 → 00:02:28เลิกกันทีไรเคมีไม่ตรงกันและ
00:02:28 → 00:02:31นะคะเพราะฉะนั้นก่อนอื่นก็อยากให้ท่านผู้
00:02:31 → 00:02:34ฟังเนี่ยค่ะได้เข้าใจคำว่าเคมีก่อนนะคะ
00:02:34 → 00:02:37ที่บอกว่าเคมีตรงกันหรือไม่ตรงกันมันเป็น
00:02:37 → 00:02:40เค็มนี่คืออะไรนะคะคำตอบก็คือมันเป็น
00:02:40 → 00:02:43เรื่องของสารเคมีที่หลั่งมาจากสมองของคน
00:02:43 → 00:02:46เรานี่แหละค่ะเคมีจริงๆมันก็คือฮอร์โมน
00:02:46 → 00:02:49เคยได้ยินคำว่าฮอร์โมนไหมคะมันต้องการ
00:02:49 → 00:02:52ปริมาณจี๊ดเดียวเองที่จะหลั่งมาในร่างกาย
00:02:52 → 00:02:55แต่ไอ้จี๊ดเดียวนี่แหละถ้ามันเกิดมากเกิน
00:02:55 → 00:02:58ไปหรือน้อยเกินไปมันก็ทำให้มีผลให้
00:02:58 → 00:03:01พฤติกรรมของคนเราเพี้ยนไปได้เหมือนกันคง
00:03:01 → 00:03:04เคยได้ยินคำพูดที่แบบว่าคนไข้จิตเวชทั้ง
00:03:04 → 00:03:06หลายที่ออกมาอาละวาดหลายๆอย่างเงี้ยถามสิ
00:03:06 → 00:03:10คะขาดยากันทั้งนั้นน่ะคือยาที่หมอเขาให้
00:03:10 → 00:03:13เนี่ยมาครั้งมันจะมีฮอร์โมนพวกนี้นะคะที่
00:03:13 → 00:03:16มีผลกับพฤติกรรมของร่างกายเนี่ยปริมาณ
00:03:16 → 00:03:19น้อยนิดแต่ถ้าขาดเนี่ยมันจะเกิดอาการแบบ
00:03:19 → 00:03:22นี้เพราะฉะนั้นเขาจึงบอกว่าคนไข้จิตเวช
00:03:22 → 00:03:26ห้ามขาดยานะคะอันนั้นในกรณีของคนป่วยแต่
00:03:26 → 00:03:28ในคนของคนทั่วไปเนี่ยมันจะมีการหลั่งอยู่
00:03:28 → 00:03:31แล้วโดยธรรมชาติมากบ้างน้อยบ้างตามสภาวะ
00:03:31 → 00:03:35ของร่างกายนะคะเพราะฉะนั้นเนี่ยในทาง
00:03:35 → 00:03:38ทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์นะคะที่เขาได้สืบค้น
00:03:38 → 00:03:42เสาะหากันมานานหลายสิบปีเนี่ยก็ค้นพบว่า
00:03:42 → 00:03:45ความรักของคนเราเนี่ยความรู้สึกรักของคน
00:03:45 → 00:03:47เราเนี่ยนะคะมันเกิดจากการหลั่งของสาร
00:03:47 → 00:03:51เคมีในสมองก็คือฮอร์โมนนี่แหละนะฮะซึ่ง
00:03:51 → 00:03:53มันมีตัวที่เกี่ยวข้องโยงใยกับในเรื่อง
00:03:53 → 00:03:56ของสมองกับหัวใจหรือความรักของคนเราเนี่ย
00:03:56 → 00:03:59นะคะอยู่ประมาณ 7-8 ตัวด้วยกันแต่หน้าที่
00:03:59 → 00:04:03นี้นะคะคือถ้าพูดไปก็อะไรล่ะท่านผู้ฟังจะ
00:04:03 → 00:04:06สับสนรำคาญมากกว่าจารุภาขอเอาของท่านคุณ
00:04:06 → 00:04:10หมอนะคะนายแพทย์ทวีศิลป์วิษณุโยธินดีกว่า
00:04:10 → 00:04:13นะฮะท่านเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาวัย
00:04:13 → 00:04:16รุ่นนะคะท่านให้คำอธิบาย
00:04:16 → 00:04:18ถึงระดับความสัมพันธ์ของคนเราเกี่ยวกับ
00:04:18 → 00:04:21เรื่องความรักเนี่ยไว้ 3 ช่วงด้วยกันซึ่ง
00:04:21 → 00:04:24ง่ายๆแล้วก็ดีมากเลยนะฮะเข้าใจง่ายมากเลย
00:04:24 → 00:04:27นะคะเกี่ยวกับเรื่องสารเคมีในร่างกาย
00:04:27 → 00:04:31เนี่ยหรือเจ้าตัวฮอร์โมนเนี่ยนะคะท่าน
00:04:31 → 00:04:33อธิบายเอาไว้ 3 ช่วงด้วยกัน
00:04:33 → 00:04:37ช่วงที่ 1 เนี่ยนะคะช่วงดึงดูดช่วงนี้ก็
00:04:37 → 00:04:41คือตรงกับคำว่าเคมีตรงกันอธิบายได้อย่าง
00:04:41 → 00:04:44ชัดเจนเลยนั่นคืออะไรคะเป็นความรู้สึกที่
00:04:44 → 00:04:47เวลาที่คุณสุรีย์พรเดินไปไหนแล้วตาต่อตา
00:04:47 → 00:04:51มาประสานมันเกิดอาการปิ๊งนะคะปิ๊งตรงนั้น
00:04:51 → 00:04:55เนี่ยเราปิ๊งเขาแล้วเขาปิ๊งเราเนี่ยคือ
00:04:55 → 00:04:59เคมีตรงกันแต่ถ้าเราปิ้งเขาแต่เขาไม่ปิ๊ง
00:04:59 → 00:05:02เรามันก็ไม่ตรงกันคือเราชอบเขาฝ่ายเดียว
00:05:02 → 00:05:05แต่เขายังไม่ได้ชอบเราหรือเขามองเรามา
00:05:05 → 00:05:09แล้วเขาปิ้งเราแต่เราไม่ปิงเขาอ่ะ
00:05:09 → 00:05:12ก็ไม่ตรงกันก็ไม่ตรงกันเพราะฉะนั้นคำว่า
00:05:12 → 00:05:15เคมีตรงกันเนี่ยมันต้องพอเจอหน้ากันปั๊บ
00:05:15 → 00:05:18นะคะอาจจะยังไม่ทันตาต่อตามาประสานหรอกพอ
00:05:18 → 00:05:21เจอหน้ากันปั๊บมันก็รู้สึกปิ๊งเพราะอะไร
00:05:21 → 00:05:24คะเพราะว่าตรงนี้นะคะความรู้สึกชอบถูกใจ
00:05:24 → 00:05:28มันจะเกิดความรู้สึกถูกดึงดูดนะฮะดึงดูด
00:05:28 → 00:05:32ความสนใจเนี่ยมาที่คนๆนั้นนะฮะร่างกายมัน
00:05:32 → 00:05:35จะบอกเราทันทีด้วยวิธีอะไรคะก็คือมันจะ
00:05:35 → 00:05:39เกิดการหลั่งสารเคมีที่ชื่อว่าโดผาเมนนะ
00:05:39 → 00:05:43ฮะกับนอพี่แนนฟรีซึ่งทั้ง 2 ตัวเนี่ยนะคะ
00:05:43 → 00:05:47มันจะส่งผลต่อระบบประสาทอัตโนมัติทำให้
00:05:47 → 00:05:51หัวใจเราเต้นแรงเนาะหน้าแดงพอหันไปเจอ
00:05:51 → 00:05:55ปั๊บรู้สึกหน้าแดงเขินน่ะนะฮะใจมันก็จด
00:05:55 → 00:05:58จ่ออยากจะพบเขาอยากจะกระตือรือร้นกระฉับ
00:05:58 → 00:06:01กระเฉงอยากจะเข้าไปใกล้อยากจะอะไรต่างๆ
00:06:01 → 00:06:04เหล่าเนี้ยนะคะเพราะฉะนั้นตรงเนี้ยเป็น
00:06:04 → 00:06:06ช่วงของการดึงดูดซึ่งกันและกันนะฮะแต่
00:06:06 → 00:06:10อย่างที่เรียนว่าถ้าเราดึงดูดเขาคือเรา
00:06:10 → 00:06:12ชอบเขาฝ่ายเดียวหรือเขาชอบเราฝ่ายเดียว
00:06:12 → 00:06:15มันก็ไม่ตรงกันนะเพียงแต่เราน่ะชอบเขาเขา
00:06:15 → 00:06:18ชอบเราแต่ถ้าเมื่อไหร่ก็ตามที่มันดึงดูด
00:06:18 → 00:06:22กันและกันนะคะตรงนี้มันก็จะใช้คำว่าเคมี
00:06:22 → 00:06:25ตรงกันโอ้โหมันฟังดูแล้วมันยากในการที่จะ
00:06:25 → 00:06:27เคมีตรงกันยังไงไม่รู้เลยอ่ะใช่ค่ะมันก็
00:06:27 → 00:06:30ไปคล้ายๆกับไอ้ที่รักแรกพบอ่ะเคยได้ยิน
00:06:30 → 00:06:32ไหมคะ
00:06:32 → 00:06:36เพราะฉะนั้นคนที่มีโอกาสเลิฟแอนด์เนี่ยนะ
00:06:36 → 00:06:38คะหรือที่เราเรียกว่ารักแรกพบในร่างกาย
00:06:38 → 00:06:41มันจะหลั่งสาร 3 ตัวเหมือนกับปิ๊งนี่แหละ
00:06:41 → 00:06:46ค่ะนะฮะก็คือโดมินด้วยฟรีด้วยแล้วมันแถม
00:06:46 → 00:06:49ออกซีโตซินมาอีกตัวค่ะ
00:06:49 → 00:06:54มันเป็นตัวที่เกิดความจงรักภักดีนะฮะการ
00:06:54 → 00:06:57ผูกพันอะไรต่างๆเหล่านี้เข้ามาด้วยนะฮะ
00:06:57 → 00:07:00เพราะฉะนั้นตรงนี้คือช่วงแรกนะคะระยะแรก
00:07:00 → 00:07:03ของการเอ่อเรียกว่าความสัมพันธ์นะคะไม่
00:07:03 → 00:07:06ใช่ระยะแรกของอายุนะคะแต่หมายถึงเป็นความ
00:07:06 → 00:07:08สัมพันธ์เนี่ยมันจะเกิดการดึงดูด
00:07:08 → 00:07:10ขึ้นมาเนี่ยฮอร์โมนพวกนี้มันไม่ได้ทำงาน
00:07:10 → 00:07:13ตลอดเวลาใช่ไหมคะมันจะเฉพาะแค่แบบจะเข้า
00:07:13 → 00:07:16สู่วัยรุ่นนะคะเข้าสู่วัยรุ่นแล้วที่มัน
00:07:16 → 00:07:19เริ่มมีการทำงานของต่อมต่างๆอย่างเต็มที่
00:07:19 → 00:07:24นะฮะเพราะฉะนั้นอันแรกเนี่ยที่ดงขมีนกับ
00:07:24 → 00:07:26พี่ฟิล์มเนี่ยมันก็จะเป็นช่วงของความรู้
00:07:26 → 00:07:30สึกติดเนื้อต้องใจนะฮะติดเนื้อต้องใจกัน
00:07:30 → 00:07:33ฮอร์โมนตัวนี้ไม่ได้ทำงานหมายถึงว่าเรา
00:07:33 → 00:07:36เดินไปไหนแล้วก็ชอบไปโมโหไม่นานนะจ๊ะหลัง
00:07:36 → 00:07:39มาในร่างกายเป็นปกติแต่ว่าถ้าเจอคนที่ถูก
00:07:39 → 00:07:43ใจไงคะมันก็จะเกิดอาการปิ๊งขึ้นมาจาก
00:07:43 → 00:07:46ฮอร์โมน 2 ตัวนี่แหละทั้งๆที่จริงๆมัน
00:07:46 → 00:07:48หลั่งอยู่แล้วในตัวเรามีอยู่ตรงหน้าปกติ
00:07:48 → 00:07:52ทำไมคุณสุรีย์พรเจอผู้ชายคนที่ 1 คุณ
00:07:52 → 00:07:54ศิริพรเฉยๆทั้งๆที่คนอื่นเขาบอกอุ๊ยหล่อ
00:07:54 → 00:07:58แต่เราดูแล้วเราก็หล่อแต่เราไม่สนใจแต่มา
00:07:58 → 00:08:01เจอผู้ชายคนไม่ได้หล่อเท่าคนแรกนะแต่เรา
00:08:01 → 00:08:05ดูปั๊บมันถูกใจเรามันปิ้งอ่ะมันเร้าใจเรา
00:08:05 → 00:08:08อ่ะนะฮะเพราะฉะนั้นอันนี้มันก็บอกไม่ได้
00:08:08 → 00:08:12นะคะว่าใครจะเป็นอาจจะตรงกับคำว่าสเปค
00:08:12 → 00:08:15ละมั้งนะฮะที่เราเราบางทีมันก็ไม่ใช่สเปก
00:08:15 → 00:08:19ในที่เราต้องใจไว้นะแต่ว่ามันเกิดขึ้นนะ
00:08:19 → 00:08:22คะแล้วบางครั้งมันก็เกิดขึ้นไม่ใช่ในทัน
00:08:22 → 00:08:25ทีทันใดบางคนเนี่ยเราคบมาตั้งนานและเป็น
00:08:25 → 00:08:28เพื่อนมาตั้งนานและเพิ่งจะมาปิ๊งกันวัน
00:08:28 → 00:08:31เนี้ยถูกมั้ยคะนั่นก็คือไอ้ฮอร์โมนตัวนี้
00:08:31 → 00:08:34มันเริ่มหลังแล้วจริงๆมันอยู่ในตัวเรานาน
00:08:34 → 00:08:36แล้วค่ะแต่ว่าการเรียนรู้ซึ่งกันและกัน
00:08:36 → 00:08:38และอะไรต่ออะไรเนี่ยมันก็อาจจะทำให้เกิด
00:08:38 → 00:08:42ตรงนี้ขึ้นมาได้มหัศจรรย์มากเออแปลกนะคะ
00:08:42 → 00:08:45ทีนี้พอเราปิ้งกันเรียบร้อยแล้วมาสู่ช่วง
00:08:45 → 00:08:48ที่ 2 เขาเรียกว่าช่วงผูกพันช่วงผูกพัน
00:08:48 → 00:08:50เนี่ยเมื่อเรามีการดึงดูดซึ่งกันและกัน
00:08:50 → 00:08:54แล้วนะคะถ้าความสัมพันธ์น่ะพัฒนาต่อไปนะ
00:08:54 → 00:08:57คะเรื่อยๆมันก็จะกลายเป็นความผูกพันจาก
00:08:57 → 00:09:01อะไรคะจากการคบหาการเรียนรู้กันซึ่งต้อง
00:09:01 → 00:09:03ใช้เวลาอยู่ด้วยกันให้มากขึ้นเรียนรู้กัน
00:09:03 → 00:09:06และกันให้มากขึ้นตรงนี้ล่ะค่ะร่างกายก็จะ
00:09:06 → 00:09:10หลั่งฮอร์โมนที่ชื่อว่า oxyotin กับ was
00:09:10 → 00:09:13So Present เกิดขึ้น
00:09:13 → 00:09:15ฮอร์โมน 2 ตัวเนี่ย oxyotin เมื่อกี้พูด
00:09:15 → 00:09:18ไปหน่อยแล้วในเรื่องของรักแรกพบนะคะตัว
00:09:18 → 00:09:21นี้มันจะเป็นฮอร์โมนแห่งความรักเขาให้
00:09:21 → 00:09:24ชื่อว่าฮอร์โมนแห่งความรักฮอร์โมนแห่ง
00:09:24 → 00:09:27การไว้เนื้อเชื่อใจอะไรต่างๆเหล่านี้แล้ว
00:09:27 → 00:09:29ก็ฮอร์โมนแห่งการกอดก็จะออกมาจากตรงนี้
00:09:29 → 00:09:32ด้วยนะคะเพราะฉะนั้นตรงนี้เนี่ยนะคะ
00:09:32 → 00:09:35อ๊อกซี่โตซินมันก็จะทำให้เกิดความรักความ
00:09:35 → 00:09:38ผูกพันความจงรักภักดีนะคะแล้วก็ทำส่ง
00:09:38 → 00:09:41เสริมให้ชีวิตคู่เนี่ยยั่งยืนนานกับ
00:09:41 → 00:09:45ฮอร์โมนตัวที่ 2 คือวันศุกร์นะคะซึ่งมัน
00:09:45 → 00:09:48จะร่างกายเอ่อหลังฮอร์โมนตัวนี้แล้วมันก็
00:09:48 → 00:09:51จะทำให้อารมณ์ของคู่รักน่ะอยากจะทะนุถนอม
00:09:51 → 00:09:55อีกฝ่ายหนึ่งอยากจะเอาอกเอาใจอยากจะซื่อ
00:09:55 → 00:09:59สัตย์ต่อกันอยากจะแหมเป็นรักเดียวที่เรา
00:09:59 → 00:10:02แหมรักเราสำคัญเหลือเกินยิ่งใหญ่เหลือ
00:10:02 → 00:10:04เกินอะไรอย่างเงี้ยคือช่วงที่ 2 โอ๊ย
00:10:04 → 00:10:06อย่างเติมฮอร์โมนตัวนี้
00:10:06 → 00:10:09แต่ว่าฮอร์โมนตัวนี้ค่ะมันมีขอบเขตของมัน
00:10:09 → 00:10:13ด้วยเดี๋ยวมาดูกันต่อไปในช่วงที่ 3 ช่วง
00:10:13 → 00:10:16ที่ 3 เนี่ยของความสัมพันธ์นะคะมันจะเกิด
00:10:16 → 00:10:19ความรู้สึกทางเพศเข้ามาแล้วค่ะเพราะว่า
00:10:19 → 00:10:22ฮอร์โมนที่เกิดจากตัวนี้นะคะที่ทำให้เกิด
00:10:22 → 00:10:25ความรู้สึกทางเพศก็คือในผู้ชายคือฮอร์โมน
00:10:25 → 00:10:29testosterone ซึ่งผลิตจากอัณฑะและผู้
00:10:29 → 00:10:33หญิงคือเอสโตรเจนซึ่งผลิตจากรังไข่เพราะ
00:10:33 → 00:10:35ฉะนั้นก็ที่มักจะเกิดขึ้นในเด็กที่วัย
00:10:35 → 00:10:39รุ่นแล้วสมบูรณ์พอที่จะผลิตอสุจิได้ในผู้
00:10:39 → 00:10:41ชายแล้วก็มีประจำเดือนได้ในผู้หญิงนั่น
00:10:41 → 00:10:42แหละนะฮะ
00:10:42 → 00:10:44เพราะฉะนั้นตรงนี้เป็นฮอร์โมนที่หน้าห่วง
00:10:44 → 00:10:48มากเลยคือถ้าถ้า 2 อันแรกเนี่ยคุณ
00:10:48 → 00:10:50สุรีย์พรว่ามันจะเป็นความรักแบบน่ารักกับ
00:10:50 → 00:10:53น้องนะฮะแล้วพอมาอันที่ 3 เนี่ยมันเริ่ม
00:10:53 → 00:10:56มันเริ่มมาทางกายและนะฮะเพราะฉะนั้นหน้า
00:10:56 → 00:10:59ห่วงอะไรในปัจจุบันในการสื่อสารมันรวด
00:10:59 → 00:11:02เร็วเหลือเกินสมัยก่อนกว่าจะตามจีบกันได้
00:11:02 → 00:11:04กว่าจะรู้จักบ้านได้เดี๋ยวนี้มันแชทกัน
00:11:04 → 00:11:08แลกไลน์กันอะไรกันน่ะค่ะซ้ายปัดขวาแล้วก็
00:11:08 → 00:11:10ทำให้ความสัมพันธ์ช่วงนี้เกิดขึ้นเร็วจน
00:11:10 → 00:11:13หน้าเป็นห่วงเพราะอะไรคะมันจะเกิดปัญหา
00:11:13 → 00:11:17ตามมาได้ถ้าเด็กเนี่ยเกิดความรู้สึกเอาๆ
00:11:17 → 00:11:19คำว่าเด็กนี่หมายถึงเด็กวัยรุ่นน่ะนะฮะ
00:11:19 → 00:11:21ที่เริ่มมีการหลังของฮอร์โมน 2 ตัวนี้
00:11:21 → 00:11:24แล้วเนี่ยแต่เดิมโบร่ำโบราณมาเนี่ยประเทศ
00:11:24 → 00:11:27ทางตะวันออกเนี่ยจะสอนลูกหลานแบบนี้เสมอ
00:11:27 → 00:11:32เลยว่าเออดูใจกันไปก่อนนะหรือช็อกรักกัน
00:11:32 → 00:11:35ชอบกันก็หมั้นกันไว้ก่อนสัก 2-3 ปีนะอย่า
00:11:35 → 00:11:37ชิงสุกก่อนหามนะนั่นก็หมายความว่าอย่ามี
00:11:37 → 00:11:40เพศสัมพันธ์กันก่อนเวลาอันควรนะคะ
00:11:40 → 00:11:43มันกลับเป็นเรื่องดีนะคะเพราะว่าประวิง
00:11:43 → 00:11:47เวลาไว้ก่อนนะฮะเนื่องจากอะไรคะเนื่องจาก
00:11:47 → 00:11:49จำได้ไหมคะระยะที่คุณสุรีย์พรบอกว่าระยะ
00:11:49 → 00:11:54ที่ 2 ที่อยากให้ระยะนี้ยาวๆอ่ะนะฮะก็คือ
00:11:54 → 00:11:57ว่าเนื้อเพลงในในวาระที่ 2 ในช่วงที่ 2
00:11:57 → 00:12:00เนี่ยค่ะมันจะหลั่งอยู่แค่ 2 ปีค่ะหลัง
00:12:00 → 00:12:02จากการที่เราปิ๊งกันแล้วผูกพันกันแล้ว
00:12:02 → 00:12:05เนี่ยนะฮะมันจะหลั่งอยู่ในร่างกายเรา
00:12:05 → 00:12:07เนี่ยประมาณ 2 ปีแล้วมันจะหายไปหยุดหลัง
00:12:07 → 00:12:08เพราะฉะนั้นเนี่ย
00:12:09 → 00:12:12มันก็เลยทำให้ไอ้ความรักแบบผูกพันนะคะมัน
00:12:12 → 00:12:16จืดชืดชาลงอื้มเพราะฉะนั้นถ้าเรามีเซ็กซ์
00:12:16 → 00:12:18กันในช่วง 2 ปีน่ะ
00:12:18 → 00:12:21มันอาจจะรักสลายก็ได้ใช่ไหมคะถูกมั้ยคะ
00:12:21 → 00:12:24แต่ถ้าเราประวิงเวลามาสัก 2-3 ปีแล้วเรา
00:12:24 → 00:12:27ดูใจกันว่าเรายังรักกันอยู่เหมือนเดิมไหม
00:12:27 → 00:12:30มันมันนำมาสู่ Section Love ก็คือความ
00:12:30 → 00:12:32รักที่อยากจะมีเพศสัมพันธ์กันเนี่ย
00:12:32 → 00:12:35มันจะยั่งยืนโอ้ยอาจารย์แล้วใครจะรอเอ้า 2
00:12:35 → 00:12:40ปีเอ้าอุ๊ยเธอเขาก็ไปแล้วเอ้ายกตัวอย่าง
00:12:40 → 00:12:42เช่นถ้าคุณรักกันตอนยังเรียนหนังสืออยู่
00:12:42 → 00:12:46คุณจะแต่งงานไหมใน 2 ปีน่ะไม่ๆๆ
00:12:46 → 00:12:49ถูกไหมคะเพราะฉะนั้นเรานี่คือหลักการของ
00:12:49 → 00:12:52อาจารย์วิภาล่ะว่าเวลาที่เด็กรักกันในวัย
00:12:52 → 00:12:55รุ่นเนี่ยรักกันได้แต่อย่าเพิ่งมีเซ็กส์
00:12:55 → 00:12:59กันได้ไหมเพราะมันเป็น sex ที่มันอาจจะ
00:12:59 → 00:13:03เป็นผลจากสารเคมีก็ได้ถูกไหมคะแต่เรายัง
00:13:03 → 00:13:06ไม่มีวุฒิภาวะมากพอว่านี่คือรักแท้หรือ
00:13:06 → 00:13:10รักที่ยืนยาวที่จะรักษากันต่อไปจนถึงแต่ง
00:13:10 → 00:13:16งานไหมอ๋อนะคะถ้าแบบเลย 2 ปีไปแล้วยังดู
00:13:16 → 00:13:18ว่าความสัมพันธ์มันยังดีอยู่ไหมคือไม่ใช่
00:13:18 → 00:13:21ไม่ใช่เป็นผลจากฮอร์โมนเพศเดี๋ยวไม่ใช่
00:13:21 → 00:13:23ว่าวันนี้ใครฟังแล้วบอกว่าที่ฉันนอกใจ
00:13:23 → 00:13:28เพราะว่าตอนนี้อย่าโทษฮอร์โมนค่ะนะคะสติ
00:13:28 → 00:13:33สตินะคะนะฮะอ่าเพราะฉะนั้นมันก็ไอ้การที่
00:13:33 → 00:13:36โบราณเขาพูดแบบนั้นน่ะมันก็สอดคล้องกับ
00:13:36 → 00:13:39ความสอนของผู้หลายผู้หลักผู้ใหญ่เนาะทาง
00:13:39 → 00:13:42สายตะวันออกแล้วนะก็คือบอกว่าให้รักนวล
00:13:42 → 00:13:45สงวนตัวนะฮะมันจะสอดคล้องกับการหลั่งของ
00:13:45 → 00:13:48สารเคมีตัวนี้นี้เลยเพราะฉะนั้นโบราณใน
00:13:48 → 00:13:50ชาญฉลาดนะเออก็ได้เขาไม่ได้เรียนรู้
00:13:50 → 00:13:53เรื่องฮอร์โมนหรือสารเคมีเลยแต่เขาก็สอน
00:13:53 → 00:13:56ลูกหลานมาถูกต้องนะฮะเพราะว่าถ้ามี
00:13:56 → 00:13:58เพศสัมพันธ์กันก่อนเวลาเนี่ยมันก็จะมักจะ
00:13:58 → 00:14:01เลิกลากันไปนึกออกไหมคะคือมีเพศสัมพันธ์
00:14:01 → 00:14:03กันเสร็จแล้วไอ้ช่วงที่ 2 ที่ไอ้วาโซ
00:14:03 → 00:14:07เพสซินเนี่ยมันๆมันหยุดหลังแล้วมันก็กลาย
00:14:07 → 00:14:10เป็นจืดชืดชาแต่มันมีเซ็กส์กันไปแล้วอ่ะ
00:14:10 → 00:14:13มันอาจจะท้องก็ได้มันอาจจะเกิดความจำเป็น
00:14:13 → 00:14:17ที่ต้องแต่งงานเอางี้ละกันนะฮะมันก็จะทำ
00:14:17 → 00:14:19ให้เราต้องมาเลิกลากันแล้วก็เสียใจกันที
00:14:19 → 00:14:22หลังแต่ถ้ามันยืดยาวออกมาแล้วมาตรวจใจเรา
00:14:22 → 00:14:26ดูเองสิว่าไอ้ความรู้สึกหวือหวาเนี่ยมัน
00:14:26 → 00:14:28เกิดขึ้นเพราะความรักจริงๆหรือมันเกิด
00:14:28 → 00:14:31เพราะเรื่องเซ็กส์นะมันพ้นตรงนี้ไปแล้ว
00:14:31 → 00:14:34มันก็ทำให้เราตัดสินใจได้โตพอที่จะรู้ว่า
00:14:34 → 00:14:36ไอ้ความรักหรือความสัมพันธ์ที่เราสร้าง
00:14:36 → 00:14:39กันมาหรือมันปิ๊งกันมาตอนต้นน่ะมันจบกัน
00:14:39 → 00:14:42ไหมเพราะฉะนั้นเราจะเห็นว่าในข่าวนะคะคน
00:14:42 → 00:14:44ดังๆหรืออะไรทั้งหลายทำไมตอนแรกอุ๊ยรัก
00:14:44 → 00:14:47กันจี๋รักกันจ๋าบางคน 2 ปีบางคน 3 ปีบาง
00:14:47 → 00:14:51คน 5 ปีบางคน 7 ปีทำไมเคมีไม่ตรงกันแล้ว
00:14:51 → 00:14:54ล่ะทีเนี้ยหายไปแล้วนะคะเพราะฉะนั้นถ้า
00:14:54 → 00:14:58วัยรุ่นนะคะมีความเข้าใจมีสติที่จะยืด
00:14:58 → 00:15:01ระยะเวลาในช่วงที่ 2 ให้นานที่สุดอย่าง
00:15:01 → 00:15:03ที่คุณสุรีย์พรบอกแหมชอบจังเลยระยะนี้
00:15:03 → 00:15:07อยากให้ยาวๆจะดีที่สุดนะฮะเพราะว่าเคมี
00:15:07 → 00:15:08แห่งรักเนี่ย
00:15:08 → 00:15:11บางครั้งมันก็กลายเป็นเคมีอันตรายได้ถ้า
00:15:11 → 00:15:14เรารีบร้อนเกินไปหรือไม่ตรวจสอบความรู้
00:15:15 → 00:15:17สึกให้ดีว่านี่มันคืออะไรมันเป็นการเร้า
00:15:17 → 00:15:20อารมณ์ทางเพศหรือมันเป็นความรักที่แท้
00:15:20 → 00:15:23จริงอ๋อถ้าอย่างนี้ถ้าเกิดสมมุติว่าถ้า
00:15:23 → 00:15:26ไม่ใช่เป็นในวัยรุ่นที่มีเพศสัมพันธ์กัน
00:15:26 → 00:15:28ในช่วงวัยของเขาเป็นวัยผู้ใหญ่ที่รับผิด
00:15:28 → 00:15:31ชอบตัวเองได้แล้วค่ะมันเป็นฮอร์โมน 1 2
00:15:31 → 00:15:343 มาแล้วมันมีระยะเวลามัน Spark แล้วมัน
00:15:34 → 00:15:36เห็นกันแล้วมันแบบอุ๊ยค่ะเสร็จแล้วมันก็
00:15:36 → 00:15:39เกิดความรู้สึกอย่างมีค่ะอะไรซึ่งกันและ
00:15:39 → 00:15:42กันมันเป็นด้วยฮอร์โมนตัวนี้หรอที่ทำให้
00:15:42 → 00:15:46บางคู่นะคะที่รู้สึกว่าพอฉันให้เขาไปแล้ว
00:15:46 → 00:15:49อ่ะอยู่ๆเขาก็เฉยเมยไงคะ
00:15:49 → 00:15:53ก็มันเป็นได้ค่ะตามทฤษฎีนะคะตามทฤษฎี
00:15:53 → 00:15:55เนี่ยต่อให้เป็นคนโตแล้วที่ไม่ใช่วัยรุ่น
00:15:55 → 00:15:57มันก็ใช่เพราะฉะนั้นถ้าคุณจะมีความ
00:15:57 → 00:16:00สัมพันธ์กันมากกว่าความรักธรรมดาคือมี
00:16:00 → 00:16:02ความสัมพันธ์ทางกายมีเพศสัมพันธ์กันน่ะคน
00:16:02 → 00:16:05จะป้องกันก่อนทำเพราะป้องกันก่อนก็หมาย
00:16:05 → 00:16:09ความว่าอย่าให้มันมีการมีบุตรขึ้นมาหรือ
00:16:09 → 00:16:12ท้องขึ้นมาโดยที่เรายังไม่ได้ตัดสินใจที่
00:16:12 → 00:16:15แน่นอนถูกไหมคะอาจารย์แล้วอย่างคำว่าเคมี
00:16:15 → 00:16:19ทางเพศตรงกันคือหมายถึงว่ามีเซ็กส์แบบ
00:16:19 → 00:16:22ฟิลเดียวกันชอบแบบนี้เหมือนกัน
00:16:22 → 00:16:27แนวทางนี้ด้วยเหมือนกันอาจจะยืดหยุ่นไม่
00:16:27 → 00:16:29อยากใช้คำว่าเคมีทางเพศ
00:16:29 → 00:16:33จานนิภาขอใช้คำว่ารสนิยมทางเพศดีกว่านะคะ
00:16:33 → 00:16:36เพราะว่าเคมีทางเพศผู้ชายมันก็มีแค่
00:16:36 → 00:16:39ออสเตอโรนไงคะผู้หญิงมันก็มีเอสโตรเจนใน
00:16:39 → 00:16:42ขณะหมายถึงมากกว่านะคะเพราะว่าผู้ชายก็มี
00:16:42 → 00:16:45tescounter Loan และมีเอสโตรเจนแต่มี
00:16:45 → 00:16:48เอสโตรเจนน้อยกว่า Test not sololn ใน
00:16:48 → 00:16:51ผู้หญิงผู้หญิงก็มีการหลั่งเทสต์และ
00:16:51 → 00:16:56เอสโตรเจนแต่ผู้หญิงจะมีเอสโตรเจนมากกว่า
00:16:56 → 00:16:58testosterone จะเป็นฮอร์โมนแห่งเพศ
00:16:58 → 00:17:02ฮอร์โมนแห่งการมากชู้หลายใจชอบเปลี่ยนคู่
00:17:02 → 00:17:05นอนไปเรื่อยๆในขณะที่เอสโตรเจนที่ผู้หญิง
00:17:05 → 00:17:08หลังเยอะเนี่ยจะเป็นฮอร์โมนแห่งความซื่อ
00:17:08 → 00:17:09สัตย์รักเดียวใจเดียว
00:17:09 → 00:17:13เพราะฉะนั้นก็มีคำอธิบายนะฮะตามทฤษฎีนะคะ
00:17:13 → 00:17:16อ่าไม่ใช่ว่าแปลว่าอย่างนี้ทุกคนหรือจะมา
00:17:16 → 00:17:18อ้างว่าโทษความผิดว่าเป็นความผิดของ
00:17:18 → 00:17:22ฮอร์โมนนะคะก็คือผู้หญิงบางคนที่มากชู้
00:17:22 → 00:17:24หลายใจอาจจะเพราะในตัวเขาเนี่ยมี
00:17:24 → 00:17:27testosterone สูงกว่าผู้หญิงปกติและผู้
00:17:27 → 00:17:30ชายที่ซื่อสัตย์รักเดียวใจเดียวอาจจะพอ
00:17:30 → 00:17:32เขาเป็นผู้ชายที่มีเอสโตรเจนมากกว่าผู้
00:17:32 → 00:17:33ชายปกติ
00:17:33 → 00:17:37ก็เป็นได้ทั้งชายและหญิงจริงๆแล้วมี
00:17:37 → 00:17:40ฮอร์โมน 2 ตัวนี้อยู่ในตัวเหมือนกันแต่
00:17:40 → 00:17:43ว่าแค่เอสโตรเจนมันแสดงออกซึ่งเป็นความ
00:17:43 → 00:17:47เป็นผู้หญิงนะคะมีหน้าอกหน้าใจว่าไปผู้
00:17:47 → 00:17:50ชายก็จะอ่ามาไปแล้วก็ความรู้สึกนึกคิดใน
00:17:50 → 00:17:53เรื่องของความรักและเพศแตกต่างกันอยู่ที่
00:17:53 → 00:17:57ว่ามีอะไรมากแต่นอกเหนือจากนี้นะคะอย่าไป
00:17:57 → 00:18:00โทษฮอร์โมนอย่างเดียวมันอยู่ที่การคิดมัน
00:18:00 → 00:18:02อยู่ที่คุณธรรมประจำใจ
00:18:02 → 00:18:04นะคะยกตัวอย่างเช่นผู้ชายเนี่ยเห็นผู้
00:18:04 → 00:18:07หญิงสวยๆชอบทั้งนั้นแหละแล้วใครๆก็อยากมี
00:18:07 → 00:18:10เซ็กส์กับผู้หญิงสวยๆแต่เมื่อเขาอยู่ใน
00:18:10 → 00:18:14ฐานะของสามีและพ่อเขารู้ว่าสิ่งที่เขา
00:18:14 → 00:18:17ทำเนี่ยจะทำร้ายจิตใจภรรยาและลูกอืมเค้า
00:18:17 → 00:18:22ก็ห้ามใจได้นะฮะอดได้แต่อ่าแต่ถ้าผู้ชาย
00:18:22 → 00:18:26บางคนไม่ได้คิดอย่างนี้หรือคุณธรรมที่
00:18:26 → 00:18:29ครอบงำหรือมาควบคุมความอยากของตัวเองไม่
00:18:29 → 00:18:34ได้มันก็มีไปมันก็ทำให้เสียหายในครอบครัว
00:18:34 → 00:18:38ถูกไหมคะเพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้
00:18:38 → 00:18:41พูดง่ายๆคือคนเราเนี่ยมันมีสมองซีกซ้าย
00:18:41 → 00:18:44กับซีกขวาอาจารย์วิภาพูดง่ายๆสมมุตินะคะ
00:18:44 → 00:18:49ว่าซีกขวาเป็นความอยากซีกซ้ายเป็นการควบ
00:18:49 → 00:18:52คุมความอยากนึกออกไหมคะเพราะฉะนั้นถ้าเรา
00:18:52 → 00:18:55อยากแล้วเราปล่อยให้ความอยากเนี่ยมันทุก
00:18:55 → 00:18:58คนอยากหมดแหละนะคุณสุรีย์พรเราเจอผู้ชาย
00:18:58 → 00:19:01หล่อๆเราก็อยากเนาะอ่าแต่เรามีส่วนควบคุม
00:19:01 → 00:19:04ความอยากอยู่อ่ะเอ้ยไม่ได้มันผิดเราก็ไม่
00:19:04 → 00:19:08ทำแต่บางคนเขาควบคุมไม่ได้นะคะสมองซีก
00:19:08 → 00:19:11ซ้ายมีอำนาจเหนือซีกขวาอะไรอย่างนี้เป็น
00:19:11 → 00:19:15ต้นมันก็ทำให้พฤติกรรมมันเป็นอย่างนั้นนะ
00:19:15 → 00:19:16คะเพราะฉะนั้นอันนี้มันขึ้นอยู่กับ
00:19:16 → 00:19:19อาจารย์วิภาจะใช้คำว่าอะไรอ่ะมโนธรรมของ
00:19:19 → 00:19:23แต่ละคนสติในการควบคุมตัวเองถ้าเรามีสติ
00:19:23 → 00:19:26ว่าถ้าเรามีอะไรไปแล้วมันจะเกิดอะไรขึ้น 1
00:19:26 → 00:19:292 3 4 5 อ่าเราก็ไม่ทำอืมถูกมั้ยคะ
00:19:29 → 00:19:34เพราะถ้าคนที่รักกันเนี่ยเราอยากให้คนเรา
00:19:34 → 00:19:37อยากให้เขาปฏิบัติกับเราอย่างไรเราก็ต้อง
00:19:37 → 00:19:40ปฏิบัติกับเขาอย่างนั้นเช่นเราอยากให้เขา
00:19:40 → 00:19:44รักเราคนเดียวไม่นอกใจเราเราก็ต้องรักเขา
00:19:44 → 00:19:46คนเดียวอาจจะไม่นอกใจเขามันจึงจะศีลเสมอ
00:19:46 → 00:19:48กันไงคะ
00:19:48 → 00:19:51แต่ถ้าเราอยากให้เขารักเราคนเดียวไม่นอก
00:19:51 → 00:19:54ใจเราแต่เราไม่ทำอย่างนั้นกับเขาเราก็ไป
00:19:54 → 00:20:00แรดๆๆใครมันจะรักษากันได้ไหมล่ะก็ไม่ได้
00:20:00 → 00:20:02ก็ไม่ได้ถูกไหมคะเพราะฉะนั้นนี่คือสิ่ง
00:20:02 → 00:20:05ที่มนุษย์เหนือกว่าสัตว์
00:20:05 → 00:20:09สมมุตินะคะมันมีอารมณ์อยากจะปั้มกันมันก็
00:20:09 → 00:20:12ปั้มกันมันไม่เลือกเวลาสถานที่และมันจะ
00:20:12 → 00:20:15เป็นพี่น้องกันมันจะเป็นพ่อเป็นแม่เป็น
00:20:15 → 00:20:17อะไรมันไม่เห็นใจหรอก
00:20:17 → 00:20:19แต่มนุษย์เราค่ะเรามีคุณธรรมที่เหนือกว่า
00:20:19 → 00:20:22สัตว์เพราะฉะนั้นเราอยากค่ะแต่เราควบคุม
00:20:22 → 00:20:26ได้นะฮะว่าสถานที่ใดเหมาะสถานที่ใดไม่
00:20:26 → 00:20:29เหมาะคนใดเหมาะคนใดไม่เหมาะคนใดเป็นต้อง
00:20:29 → 00:20:32ห้ามที่เรามีไม่ได้หรือเราอยู่ในกรอบของ
00:20:32 → 00:20:35การที่ทำหน้าที่ของการเป็นพ่อการเป็นสามี
00:20:35 → 00:20:38ที่ดีเราจะไม่ทำอย่างนี้คือประพฤตินอกใจ
00:20:38 → 00:20:42คู่ของเราอย่างเงี้ยมันจะเห็นข่าวเนาะเออ
00:20:42 → 00:20:47สะเทือนใจเหลือเกินเยอะเหลือเกินแต่ว่า
00:20:47 → 00:20:50ท้ายที่สุดแล้วไม่ว่าจะเป็นด้วยเคมีเอ่อ
00:20:50 → 00:20:53ไม่ใช่ด้วยฮอร์โมนค่ะในร่างกายจะยังไงแต่
00:20:54 → 00:20:56ว่าเราก็ไม่เราก็คงไม่ต้องบอกว่าเป็น
00:20:56 → 00:20:59เพราะฮอร์โมนมาอยู่ๆก็มาดึงทฤษฎีไม่ใช่นะ
00:20:59 → 00:21:01คะมันอยู่ที่พฤติกรรมของเรานี่แหละนะคะ
00:21:01 → 00:21:04แต่ถ้าเกิดว่าคือในความสัมพันธ์เนี่ยที่
00:21:04 → 00:21:07เป็นคู่สามีภรรยากันแล้วนะฮะหรือเป็นคู่
00:21:07 → 00:21:09รักก็แล้วแต่ที่แบบอ่าฉันวันนึงแต่งงาน
00:21:09 → 00:21:11กับเธอหรืออะไรอย่างเงี้ยถ้าทุกอย่างมัน
00:21:11 → 00:21:15ตรงกันน่ะค่ะมันจะดีมากๆเลยเนอะมันจะสมูท
00:21:15 → 00:21:19มีเราก็เลยต้องเติมเติมเคมีเราไงคะเพราะ
00:21:19 → 00:21:22ว่าถ้ามีชีวิตคู่กันเนี่ยจะอยากจะอยู่กัน
00:21:22 → 00:21:2530 40 ปีเนี่ยมันก็ต้องเติมความหวานให้
00:21:25 → 00:21:27กันและกันบ้างแล้วทำไมเดี๋ยวนี้อยู่ด้วย
00:21:27 → 00:21:31กันแบบว่าความอยู่กันนานๆหม้อข้าวยังไม่
00:21:31 → 00:21:33ทันจะดำเลยไปละ
00:21:33 → 00:21:38คือการมองชีวิตของคนยุคเก่าอาจารย์วิภาขอ
00:21:38 → 00:21:40ใช้คำว่ายุคเก่านะจะไม่ผ่านถือว่าตัวเอง
00:21:40 → 00:21:43เป็นยุคเก่านะคะแต่คนยุคใหม่เนี่ยต่างกัน
00:21:43 → 00:21:45คือคนยุคใหม่เนี่ย
00:21:45 → 00:21:48เขาจะมองว่าเวลามันสั้นเพราะท่านอยากทำ
00:21:48 → 00:21:52อะไรทำนะจะไม่ค่อยคิดแต่อนาคตไกลๆนะคะอ่า
00:21:52 → 00:21:55ยกตัวอย่างเช่นคนยุคเก่าเนี่ยจะมองว่าการ
00:21:55 → 00:21:57แต่งงานเนี่ยไม่มีใครอยากแต่งใหม่เพราะ
00:21:57 → 00:22:02ฉะนั้นก็จะเลือกคู่ครองศึกษาให้ดีเชียวนะ
00:22:02 → 00:22:04คะเพื่อที่จะใช้เวลาอยู่ร่วมกันกับคนคน
00:22:04 → 00:22:07เนี้ยให้นานที่สุดคือไม่อยากหย่าร้างเกิด
00:22:07 → 00:22:10ขึ้นผู้ใหญ่ต้องการการันตีเลยแต่ว่าคนยุค
00:22:10 → 00:22:12ใหม่เนี่ยเขาจะมองว่า
00:22:12 → 00:22:15อยากแต่งแต่งไปก่อนอยู่ไม่ได้ก็เลิกกัน
00:22:15 → 00:22:18นึกออกไหมคะก็ไปหาเอาใหม่นะฮะเพราะฉะนั้น
00:22:18 → 00:22:21เนี่ยคือการมองหรือค่านิยมเนี่ยมันแตก
00:22:21 → 00:22:24ต่างกันในแต่ละยุคแต่ละสมัยจึงทำให้เขา
00:22:24 → 00:22:26ตัดสินใจง่ายนะคะไม่ใช่แค่แต่เรื่องของ
00:22:26 → 00:22:28ชีวิตคู่อย่างเดียวแม้แต่เรื่องของการใช้
00:22:28 → 00:22:31เงินอะไรต่างๆเนี่ยเราจะเห็นว่าคนสมัย
00:22:31 → 00:22:35ก่อนจะเก็บหอมรอมริบอดๆอยากๆเพื่ออนาคต
00:22:35 → 00:22:38ไกลๆไกลๆต้องใช้คำนี้แต่เด็กรุ่นใหม่เขา
00:22:38 → 00:22:41ได้เงินมาปั๊บอยากเที่ยวเที่ยวเลยอยาก
00:22:41 → 00:22:43ซื้อๆเลยไม่รู้อยากได้ได้เลยไม่รู้จะมี
00:22:43 → 00:22:45ชีวิตต่อหรือเปล่า
00:22:45 → 00:22:48ไม่รู้ว่าชีวิตจะยาวแค่ไหนนึกออกไหมคะ
00:22:48 → 00:22:51เพราะฉะนั้นแนวคิดมันต่างกันเพราะโลกใน
00:22:51 → 00:22:53ปัจจุบันเนี่ยมันเป็นอะไรที่ฉับไวไวไปหมด
00:22:53 → 00:22:56ทุกเรื่องอ่ะนะคะแม้แต่เรื่องความรักและ
00:22:56 → 00:22:59เรื่องเซ็กส์อ่าเจอปั๊บไม่รอรักแล้วเอา
00:22:59 → 00:23:02เลยอะไรอย่างเงี้ยนะคะเพราะฉะนั้นแต่มัน
00:23:02 → 00:23:04ก็มันก็มีทั้งข้อดีข้อเสียของทั้ง 2 ยุค
00:23:04 → 00:23:07แหละเหมือนกับว่าบางทีก็มีคนเอาเรื่องของ
00:23:07 → 00:23:11รสนิยมทางเพศถ้ามันตรงกันค่ะเอ้ยมันโอเค
00:23:11 → 00:23:13มันไปต่อแต่ถ้าไม่ตรงกันปุ๊บเฮ้ยเปลี่ยน
00:23:13 → 00:23:16อ่าปั๊บๆๆเพราะเขาเป็นแบบนี้ไงสมัยเนี้ย
00:23:16 → 00:23:18ถูกมั้ยคะเพราะเขาสามารถเปลี่ยนแปลงได้
00:23:18 → 00:23:23เขาสามารถที่จะเอ่ออะไรอ่ะยอมรับกับสิ่ง
00:23:23 → 00:23:25เหล่านี้ได้แต่คนสมัยก่อนเนี่ยขอโทษนะคะ
00:23:25 → 00:23:29แค่ผู้หญิงมีสามีเกิน 1 คนเนี่ยก็ถูกตรา
00:23:29 → 00:23:32หน้าเป็นวันทองแล้วอะไรอย่างนี้นึกออก
00:23:33 → 00:23:35มั้ยฮะแต่เดี๋ยวนี้มันไม่ใช่อย่างนั้นมัน
00:23:35 → 00:23:37เหมือนกับถ้าไม่ใช่ก็เปลี่ยนใหม่อะไร
00:23:37 → 00:23:39อย่างนี้ไม่ได้มีความรู้สึกว่าเสียหาย
00:23:39 → 00:23:42อะไรประมาณนั้นนะฮะสมัยก่อนนี้เป็นเรื่อง
00:23:42 → 00:23:45เสียหายมากอะไรอย่างเงี้ยงั้นก็หมายความ
00:23:45 → 00:23:49ว่าในตอนนี้เนี่ยเรื่องของรสนิยมทางเพศ
00:23:49 → 00:23:53มันสำคัญด้วยความสัมพันธ์แต่เราจะพูดกัน
00:23:53 → 00:23:55เสมอว่าเรื่องเซ็กส์มันเป็นเรื่องสำคัญใน
00:23:55 → 00:23:57ชีวิตคู่ก็จริงแต่ไม่ใช่เรื่องสำคัญที่
00:23:57 → 00:24:02สุดนะคะแต่ถ้าคู่สามีรู้จักรู้จักที่จะ
00:24:02 → 00:24:04ปรุงแต่งหรือยอมรับกันและกัน
00:24:04 → 00:24:07เช่นอย่างเราบอกว่าสามีมีรสนิยมในเรื่อง
00:24:07 → 00:24:12ของซาร์ดิซึมแล้วมาเจอภรรยาที่เป็นมาโซ
00:24:12 → 00:24:15คิดโอ้โหฟ้าประทานคู่สร้างคู่สมนะคะอย่าง
00:24:15 → 00:24:18หนังฝรั่งเรื่องหนึ่งที่ดังมาก Fifty
00:24:18 → 00:24:20Shades of Grey
00:24:20 → 00:24:23บางคนก็บอกว่าทำไมฉันอยากได้สามีแบบนี้
00:24:23 → 00:24:25จังเลยแต่บางคนก็บอกว่าฉันทนไม่ได้ทำไม
00:24:25 → 00:24:28นางเอกถึงทนอะไรอย่างนี้แต่เขาเหมือนกับ
00:24:28 → 00:24:31เขาเหมาะกันน่ะเพราะว่าจริงๆถามว่าผู้
00:24:31 → 00:24:34หญิงชอบไหมไม่ได้ชอบนะแต่เขาสามารถปรับ
00:24:34 → 00:24:38ตัวให้เข้ากับผู้ชายคนนี้ได้แล้วผู้ชายก็
00:24:38 → 00:24:40บอกความต้องการก่อนเลยว่าฉันเป็นอย่างนี้
00:24:40 → 00:24:43นะเธอรับฉันได้ไหมผู้หญิงก็บอกว่าไม่เคย
00:24:43 → 00:24:48หรอกนะแต่จะลองดูอ่าถ้าอันนี้ทนไม่ได้บอก
00:24:48 → 00:24:52นะคือผู้ชายเขาก็จะอ่อนๆตามจนในที่สุดเขา
00:24:52 → 00:24:55ก็ปรับกันที่จะเข้ากันได้อย่างเนี้ยค่ะมี
00:24:55 → 00:24:59รสนิยมทางเพศเพราะเขามีการสื่อสารกันถูก
00:24:59 → 00:25:00ไหมคะ
00:25:00 → 00:25:04แต่ถ้าไม่มีการสื่อสารกันแล้วก็มาบอกว่า
00:25:04 → 00:25:06คนชอบอย่างคนนี้ชอบอย่างเราไม่ต้องการ
00:25:06 → 00:25:09ต่างคนต่างไปอันนี้ยังไม่ได้สื่อสารกัน
00:25:09 → 00:25:12เพราะไม่ได้คิดจะประคองชีวิตคู่ถูกไหมคะ
00:25:12 → 00:25:14แต่ถ้าคิดจะประคองชีวิตคู่ไปด้วยกันเนี่ย
00:25:14 → 00:25:17มันต้องปรึกษากันว่าถ้าเธอชอบอย่างนี้ฉัน
00:25:17 → 00:25:21รับได้ไหมนะถ้าฉันชอบอย่างนี้เธอทำให้ฉัน
00:25:21 → 00:25:24ได้ไหมแล้วฉันรับได้ไหมอะไรอย่างนี้โอ้โห
00:25:24 → 00:25:27ก็เป็นปัจจัยก็เป็นหลายอย่างที่สำคัญมัน
00:25:27 → 00:25:29มีทั้งเรื่องของอ่าใน
00:25:29 → 00:25:35ฮอร์โมนเรื่องของรสนิยมค่ะมันบวกๆผสมผสาน
00:25:35 → 00:25:39กันสำคัญจริงไหมมันก็แล้วแต่ครูว่าบางคู่
00:25:39 → 00:25:42มองเรื่องไหนสำคัญยังไงคือถ้าคู่ของเขา
00:25:42 → 00:25:46เนี่ยรับได้เนี่ยนะคะเอ่อเราจะเรียกคนที่
00:25:46 → 00:25:48มีพฤติกรรมทางเพศที่ไม่เหมือนคนปกติอ่ะ
00:25:48 → 00:25:51เรียกว่าเรามี Curve ใช่ไหมคะแล้วออกนอก
00:25:51 → 00:25:52เคิร์ฟเนี่ยเราจะเรียกว่าเบี่ยงเบนทางเพศ
00:25:52 → 00:25:57เช่นเอาอย่างสมมุติว่ามีเคสที่ชอบให้คู่
00:25:57 → 00:26:00คู่นอนเนี่ยนะคะด่าทอตัวเองเจ็บๆก็เป็น
00:26:00 → 00:26:03ลักษณะของมาโซคิสแบบหนึ่งที่ไม่ได้ต้องทำ
00:26:03 → 00:26:06ร้ายร่างกายนะแต่ขอให้ขอโทษนะคะเรียกฉัน
00:26:06 → 00:26:09เนี่ยแรงๆด่าฉันแรงๆอะไรก็ได้นะคะนี่อีก
00:26:09 → 00:26:12ฝ่ายนึงเนี่ยเขาก็ตกใจใช่ไหมอยู่ๆมาให้
00:26:12 → 00:26:15พูดคำหยาบอะไรใส่กันเงี้ยแต่ถ้าเขาเข้าใจ
00:26:15 → 00:26:18เขารับได้เขาก็ทำให้แต่ถ้าอีกฝ่ายหนึ่ง
00:26:18 → 00:26:21รับไม่ได้ไม่เอาอ่ะรู้สึกหยาบคายฉันหมด
00:26:21 → 00:26:23อารมณ์เลยอะไรอย่างเงี้ยมันก็ปรับกันไม่
00:26:23 → 00:26:26ได้อย่างเงี้ยค่ะเออก็มีหลายแบบมีหลายแบบ
00:26:26 → 00:26:32ค่ะนานาต่างๆมากมายถ้าอยากรู้อะไรก็ฟัง
00:26:32 → 00:26:35ได้นะคะเพราะว่ามีคุยไว้เยอะแยะมากมายกับ
00:26:35 → 00:26:38อาจารย์นะคะอ่าก็ย้อนกลับมาฟังของโรง
00:26:38 → 00:26:41พยาบาลนะคะค่ะเพราะฉะนั้นเรื่องของเคมี
00:26:41 → 00:26:44ทางเพศอันนี้ก็เปลี่ยนเป็นคำว่ารสนิยมทาง
00:26:44 → 00:26:48เพศบวกกับเรื่องของเคมีในในในร่างกายเคมี
00:26:48 → 00:26:50ในร่างกายค่ะที่มันเป็นจริงๆอ่ะที่มัน
00:26:50 → 00:26:52อยู่ในร่างกายเราจริงๆอ่ะเออมันมหัศจรรย์
00:26:52 → 00:26:56หลายอย่างมากจริงๆนะคะสำคัญในบางบางอย่าง
00:26:56 → 00:26:58แต่บางอย่างก็อยู่ที่เรื่องของรถยนต์บวก
00:26:58 → 00:27:01ผสมผสานนะคะหลายๆอย่างรวมกันวันนี้ขอบคุณ
00:27:01 → 00:27:03อาจารย์ค่ะที่มาร่วมพูดคุยในรายการนะคะ
00:27:03 → 00:27:06ขอบคุณค่ะสวัสดีค่ะ
00:27:06 → 00:27:08เอาล่ะค่ะคุณผู้ฟังหมดเวลาแล้วนะคะพบกัน
00:27:08 → 00:27:10ใหม่ครั้งหน้ากับรายการโรงหมอทางไทย
00:27:10 → 00:27:13พีบีเอสวันนี้ขอบคุณที่ติดตามรับฟังนะคะ
00:27:13 → 00:27:18ลาไปก่อนสวัสดีค่ะ
00:27:18 → 00:27:21งานอดิเรกเป็นงานหรือกิจกรรมที่ชอบงาน
00:27:21 → 00:27:24ประเภทนี้ส่งผลอะไรต่อสภาพจิตใจได้บ้าง
00:27:24 → 00:27:26แพทย์หญิงกิตติยาศิริเลิศฟ้าแพทย์
00:27:26 → 00:27:29อายุรกรรมฝ่ายการแพทย์ AIA มาเล่าให้ฟัง
00:27:29 → 00:27:30ครับ
00:27:30 → 00:27:34งานนี้เองนะมันเป็นงานที่เราใช้เวลาที่
00:27:34 → 00:27:36เหลือจากการทำงานค่อยๆคิดไปนะหรือการ
00:27:36 → 00:27:40เรียนมาทำในสิ่งที่ชอบทำกิจกรรมในยามว่าง
00:27:40 → 00:27:42ที่น่าสนใจ
00:27:42 → 00:27:45เป็นสิ่งที่คนนั้นมีความชื่นชอบเป็นพิเศษ
00:27:45 → 00:27:48เป็นการใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์จะช่วย
00:27:48 → 00:27:52เพิ่มความสุขผ่อนคลายอารมณ์คลายความ
00:27:52 → 00:27:55เครียดจากการเรียนหรือการทำงานและแถมยัง
00:27:55 → 00:27:58เพิ่มทักษะความรู้ประสบการณ์ส่งผลดีต่อ
00:27:58 → 00:28:00สุขภาพหลายอย่างด้วยช่วยจัดการกับความ
00:28:00 → 00:28:03เครียดเติมพลังบวกให้สุขภาพจิตงานอดิเรก
00:28:03 → 00:28:05นะมันจะช่วยยึดเหนี่ยวจิตใจเราให้อยู่กับ
00:28:05 → 00:28:08ปัจจุบันจ้าเพราะฉะนั้นเวลาเมื่อเราผูก
00:28:08 → 00:28:11พันอยู่กับงานอดิเรกนะความคิดกับจิตใจของ
00:28:11 → 00:28:14เราก็จะจดจ่ออยู่กับสิ่งตรงหน้าแล้วก็ลืม
00:28:14 → 00:28:18ความกังวลไปได้จะช่วยบรรเทาความเครียดทำ
00:28:18 → 00:28:21ให้ผ่อนคลายปล่อยวางจากเรื่องที่เป็น
00:28:21 → 00:28:24สาเหตุของความเครียดเพราะว่าจิตใจกับความ
00:28:24 → 00:28:27คิดเราจะไปจดจ่อกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้านะ
00:28:27 → 00:28:31คะซึ่งนักจิตบำบัดส่วนใหญ่เนี่ยจะทำให้จะ
00:28:31 → 00:28:34แนะนำให้ผู้เข้ารับการบำบัดเนี่ยมีงาน
00:28:34 → 00:28:36อดิเรกนอกจากจัดการกับความเครียดเสร็จ
00:28:36 → 00:28:39อุ๊ยมันทำให้เกิดความท้าทายใหม่ๆในชีวิต
00:28:39 → 00:28:43ได้น่ะค่ะเอองั้นทำให้ที่สามารถลองทำใน
00:28:43 → 00:28:46สิ่งที่ท้าทายตัวเองนะเลือกทำอะไรใหม่ๆ
00:28:46 → 00:28:49ที่ไม่เคยทำทำให้รู้สึกมีชีวิตชีวาแล้วก็
00:28:49 → 00:28:53เกิดความนับถือตัวเองนะเพื่อสามารถทำสิ่ง
00:28:53 → 00:28:56เหล่านั้นได้การฝึกฝนงานเองเนี่ยจะมีการ
00:28:56 → 00:28:59หลั่งสารเคมีในสมองนะช่วยกำจัดอาการป่วย
00:29:00 → 00:29:04ทางใจบางอย่างนะคะเป็นการเสริมสร้างให้มี
00:29:04 → 00:29:07เกิดความรู้สึกเห็นคุณค่าในตนเองนะนอกจาก
00:29:07 → 00:29:10นั้นยังทำให้รู้จักการตอบแทนจากนอกจาก
00:29:10 → 00:29:12สามารถสร้างความสุขให้ตัวเองแล้วเนี่ยพบ
00:29:12 → 00:29:18ว่าสามารถมอบความสุขให้คนอื่นได้
00:29:18 → 00:29:22This Is Choice
00:29:22 → 00:29:25ติดตามรายการทางเว็บไซต์และแอปพลิเคชั่น
00:29:25 → 00:29:27ของไทยพีแดช็อต
00:29:27 → 00:29:31spotify Sound Google podcast Apple
00:29:31 → 00:29:34podcast และ YouTube Channel Thai PBS
00:29:34 → 00:29:40port Class ใช้ PBS Plus ค่ะ beautiful
00:29:40 → 00:29:45[เพลง]