00:00:00 → 00:00:03 บนโซเชียลแชร์วิธีการตรวจสอบดวงตาว่ามี
00:00:03 → 00:00:07 ภาวะตาเลทหรือตาเขหรือไม่สำหรับเด็กต้อง
00:00:07 → 00:00:09 วิ่งเล่นให้ร่างกายเหนื่อยแล้วดูที่ตาและ
00:00:09 → 00:00:12 ในผู้ใหญ่ตรวจสอบได้โดยการยื่นส่องกระจก
00:00:12 → 00:00:14 ห่างออกมา 1 เมตร
00:00:14 → 00:00:19 ชัวร์หรอ
00:00:19 → 00:00:21 เรื่องนี้ถ้าจริงก็มีประโยชน์และควรรีบ
00:00:21 → 00:00:23 บอกกันครับแต่ก่อนจะแชร์ต่อต้องเช็คให้
00:00:23 → 00:00:25 ถูกชัวร์ศูนย์ชัวร์ก่อนแชร์สำนักข่าวไทย
00:00:25 → 00:00:29 อสมทสอบถามกับประธานวิชาการราชวิทยาลัย
00:00:29 → 00:00:31 จากสู่แพทย์แห่งประเทศไทยครับที่เขาแชร์
00:00:31 → 00:00:34 วิธีการตรวจสอบดวงตาสำหรับเด็กและผู้ใหญ่
00:00:34 → 00:00:36 นี่ใช้ได้จริงไหมครับมีส่วนที่เป็นงานยิง
00:00:36 → 00:00:38 แต่ก็มีบางส่วนที่คลาดเคลื่อนที่ต้องมี
00:00:38 → 00:00:40 รายละเอียดเพิ่มเติมอาจารย์แบบประเภทของ
00:00:40 → 00:00:43 ภาวะตาเลทหรือใต้เข๋ไว้หลายรูปแบบนั่นเอง
00:00:43 → 00:00:46 หรือสร้างเข้เนี่ยมีหลายรูปแบบมีทั้งตา
00:00:46 → 00:00:49 เก๋ข้าวหรือตาเก๋ออกจากกัน 1 ในตามเก๋ที่
00:00:49 → 00:00:53 พบบ่อยๆในเด็กไทยก็คือภาวะตาเขออกซึ่งไม่
00:00:53 → 00:00:56 ได้เป็นตลอดเวลาเป็นเฉพาะบางช่วงเวลานอก
00:00:56 → 00:00:58 จากนั้นก็จะมีการเขที่เป็นอยู่ตลอดเวลา
00:00:58 → 00:01:00 ไม่ว่าจะเป็นการเขียนเข้าในหรือการเขียน
00:01:00 → 00:01:02 ออกนอกที่เป็นตลอดเวลาอาจารย์อธิบาย
00:01:02 → 00:01:06 สาเหตุของตาเลสหรือตาเขอาจเป็นได้หลาย
00:01:06 → 00:01:08 สาเหตุจริงๆสาเหตุของตาเหล่หรือตาเขตมี
00:01:09 → 00:01:11 ที่พบได้บ่อยๆแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ
00:01:11 → 00:01:14 กลุ่มแรกที่เจอมันเกินกว่าครึ่งนึงเลยก็
00:01:14 → 00:01:18 คือมีภาวะสายตาผิดปกติเช่นคนที่มีภาวะสาย
00:01:18 → 00:01:21 ตายาวมากๆโดยเฉพาะในอาจจะทำให้เด็กเพ่งตา
00:01:21 → 00:01:23 มากทำให้มักจะพบว่าเด็กกลุ่มนี้จะมีตาเข
00:01:23 → 00:01:26 ข้างในในทางตรงข้ามถ้าเด็กมีภาวะสายตา
00:01:26 → 00:01:28 สั้นหรือสายตาเอียงเยอะๆเรามักจะพบว่า
00:01:28 → 00:01:31 เด็กมีภาวะตาเขออกนอกอาจจะเป็นตลอดเวลา
00:01:31 → 00:01:34 หรือเป็นบางเวลาก็ได้ในตอนกลางวันที่เด็ก
00:01:34 → 00:01:37 หมดแรงที่จะควบคุมกล้ามเนื้อตาที่ไม่ให้
00:01:37 → 00:01:40 แข็งแรงนั้นสู้กับภาวะสายตาสั้นหรือสายตา
00:01:40 → 00:01:43 เอียงเช่นเด็กง่วงนอนเด็กเพลียหรือเด็ก
00:01:43 → 00:01:46 ป่วยการรักษาแก้ไขที่สาเหตุก็คือการใช้
00:01:46 → 00:01:49 แว่นตาก็จะกลับมาตาตรงได้ในกลุ่มที่ 2 ก็
00:01:49 → 00:01:52 คือภาวะตาเหล่ที่เกิดจากการทำงานของกล้าม
00:01:52 → 00:01:55 เนื้อดวงตาสองข้างไม่สมดุลกันพวกนี้ในการ
00:01:55 → 00:01:58 รักษาโดยแว่นตาหรือการตรวจสายตามักจะพบ
00:01:58 → 00:02:00 ว่าสายตาปกติเพราะฉะนั้นการรักษาที่ถูก
00:02:00 → 00:02:02 ต้องกรณีที่กล้ามเนื้อตามทำงานไม่สมดุล
00:02:02 → 00:02:06 กันก็คือการผ่าตัดกล้ามเนื้อตาก็จะช่วยทำ
00:02:06 → 00:02:09 ให้กลับมาตาตรงได้เขาบอกว่าวิธีการตรวจ
00:02:09 → 00:02:11 สอบว่าเด็กๆตาเหล่หรือใต้เข็นหรือไม่ให้
00:02:12 → 00:02:14 เด็กๆไปวิ่งหมุนตัวให้เหนื่อยแล้วมาตรวจ
00:02:14 → 00:02:17 ดูที่ตาถึงจะรู้จริงไหมครับการที่ให้เด็ก
00:02:17 → 00:02:20 ไปวิ่งเล่นจนเหนื่อยมาเนี่ยก็อาจจะช่วยทำ
00:02:20 → 00:02:23 ให้เราได้สังเกตเห็นว่าในเด็กบางคนที่เขา
00:02:23 → 00:02:26 มีปัญหาเรื่องตาเขออกนอกเป็นบางเวลาเนี่ย
00:02:26 → 00:02:28 อาจจะทำให้อาการแสดงออกให้เราตรวจได้
00:02:28 → 00:02:32 เมื่อเด็กรู้สึกเพลียหรือว่าหมดแรงในการ
00:02:32 → 00:02:34 ที่จะเคร่งกล้ามเนื้อตาให้ควบคุมตาสอง
00:02:34 → 00:02:37 ข้างให้อยู่ตรงกันครับเพราะฉะนั้นวิธีนี้
00:02:37 → 00:02:40 อาจจะใช้ได้สำหรับในเด็กบางคนที่เป็นตาเข
00:02:40 → 00:02:43 ออกนอกบางช่วงเวลาครับสำหรับวิธีการตรวจ
00:02:43 → 00:02:46 สอบตาเหล่หรือตาเขในผู้ใหญ่เขาบอกว่าให้
00:02:46 → 00:02:48 ส่องกระจกโดยต้องยืนห่างออกมาจากกระจก 1
00:02:48 → 00:02:51 เมตรใช้วิธีนี้ได้จริงไหมครับจริงๆเป็น
00:02:51 → 00:02:55 การมองสังเกตตัวเองนะครับซึ่งถ้าคนๆนั้น
00:02:55 → 00:02:59 มีภาวะตาเหล่หรือตานีมากๆก็จะสามารถมอง
00:02:59 → 00:03:02 เห็นเมื่อมองกระจกหรือคนอื่นที่เจอเราก็
00:03:02 → 00:03:05 จะทักเลยว่าเรามีภาวะตาสองข้างไม่สมดุล
00:03:05 → 00:03:07 กันแต่ในคนที่เป็นน้อยๆหรือเป็นบางช่วง
00:03:07 → 00:03:09 เวลาเนี่ยการไปยืนนั่งกระจกอย่างเดียวอาจ
00:03:09 → 00:03:13 จะไม่สามารถบอกได้ว่ามีภาวะตาเหล่หรือการ
00:03:13 → 00:03:15 ขี่ครับอาจารย์อธิบายวิธีการตรวจสอบตา
00:03:15 → 00:03:17 เหล่หรือใต้เขมเบื้องต้นในทางการแพทย์
00:03:17 → 00:03:21 วิธีทางการแพทย์เรามีเทคนิคที่เราเรียก
00:03:21 → 00:03:24 กันว่า hurtburg Test หรือการใช้ไฟฉายใน
00:03:24 → 00:03:27 การช่วยโดยทั่วไปคุณหมอจะถือไฟฉายไว้ห่าง
00:03:27 → 00:03:30 จากหน้าคนไข้ประมาณซัก 1 เมตรแล้วก็ฉายไฟ
00:03:30 → 00:03:33 ฉายมาที่บริเวณหว่างคิ้วของผู้ป่วยหรือ
00:03:33 → 00:03:35 ผู้ที่เราสงสัยว่าเขาตาม K หรือไม่แล้ว
00:03:35 → 00:03:38 คุณหมอก็จะสังเกตเงาไฟฉายเนี่ยท่านตกกลาง
00:03:38 → 00:03:40 กระดานทั้งสองข้างแสดงว่าไม่มีตาขี่แต่
00:03:40 → 00:03:43 ถ้าข้างใดข้างหนึ่งตกกลางตาดำอีกครั้งนึง
00:03:43 → 00:03:46 ตกนอกบริเวณแต่ดำแสดงว่ามีภาวะตาคลีนอก
00:03:46 → 00:03:49 จากนั้นในคนที่มีภาวะที่เราเรียกว่าตาเข
00:03:49 → 00:03:51 ซ่อนเร้นหรือเป็นตาเขบางเวลาการที่เราให้
00:03:51 → 00:03:55 มองไฟฉายไว้แล้วเราปิดตาทีละข้างขยับไป
00:03:55 → 00:03:58 ขยับมาถ้าคนที่ตามให้เก๋ตาทั้งสองข้างจะ
00:03:58 → 00:04:00 ยังมองไฟฉายตรงอยู่แต่ถ้าเขามีตาเก๋พอเรา
00:04:00 → 00:04:03 เปิดตามมาตาครั้งนี้จะรู้ว่าไอ้ข้างที่
00:04:03 → 00:04:05 ถูกบังอยู่เนี่ยอาจจะมีการเขออกตามความ
00:04:05 → 00:04:08 ถนัดของตาเขาแต่สรุปแล้ววิธีการตรวจสอบตา
00:04:08 → 00:04:10 เหล่หรือใต้เข็นแบบที่เขาแชร์กันนี้เป็น
00:04:10 → 00:04:13 ยังไงครับคลิปนี้มีบางส่วนที่จริงแต่ว่า
00:04:13 → 00:04:15 มีบางส่วนที่คลาดเคลื่อนเพราะฉะนั้นต้อง
00:04:15 → 00:04:18 ทราบรายละเอียดเพิ่มเติมการตรวจสอบด้วย
00:04:18 → 00:04:19 วิธีที่ถูกต้อง
00:04:19 → 00:04:21 จะทำให้เราทราบผลที่แน่ชัดและได้รับการ
00:04:21 → 00:04:24 รักษาได้ทันเวลานะครับส่งเรื่องน่าสงสัย
00:04:24 → 00:04:27 แจ้งเตือนภัยข้อมูลเท็จเพียงแอดไลน์ศูนย์
00:04:27 → 00:04:28 ชัวร์ก่อนแชร์ไว้นะครับเข้าไปที่เพิ่ม
00:04:28 → 00:04:32 เพื่อนแล้วค้นหาแอปช่วยแอนแชร์ยังมีอีก
00:04:32 → 00:04:34 หลายเรื่องน่าสงสัยเพื่อสังคมออนไลน์หาก
00:04:34 → 00:04:36 ได้รับอะไรมาอย่าเพิ่งแชร์ต่อร่วมตรวจสอบ
00:04:36 → 00:04:39 ไปด้วยกันกับช่วงก่อนแชร์
00:04:39 → 00:04:55 [เพลง]
00:04:55 → 00:04:58