00:00:00 → 00:00:02ถ้าตื่นขึ้นมาวันนึงในตอนเช้ามันมีความ
00:00:02 → 00:00:04คิดเข้ามาในหัวว่าอยู่ไปทำไมวะแค่คิดว่า
00:00:04 → 00:00:07เราเกิดมาทำไมแล้วไม่มีคำตอบที่แน่ชัดเรา
00:00:07 → 00:00:09ก็ซึมเศร้านี่เป็นสิ่งที่มีเฉพาะ
00:00:09 → 00:00:12โฮโมซเปี้นที่เป็นมนุษย์เท่านั้นตรงเนี้ย
00:00:12 → 00:00:15คำอธิบายในเชิงการแพทย์อบรมเพราะว่าเรามี
00:00:16 → 00:00:18ถ้าเกิดคุณอาศัยหรือใช้ชีวิตอยู่ในตึกนาน
00:00:18 → 00:00:20ๆน่ะมันจะมีสิ่งที่เรียกว่าเป็น six
00:00:20 → 00:00:22building syndrome เพราะคุณถูกตัดขาด
00:00:22 → 00:00:25จากพลังธรรมชาติเป็นระยะเวลาเป็น 10 ปี
00:00:25 → 00:00:27มันก็ไม่แปลกใจที่วันนึงคุณจะป่วยเพราะ
00:00:27 → 00:00:29ว่าคุณไม่ได้กลับไปconเnectกับธรรมชาติ
00:00:29 → 00:00:31พลังพลังชีวิตเกี่ยวข้องกับกรรมยังไง
00:00:31 → 00:00:34>> การที่เราจะมาเกิดในพ่อแม่รับเอาพลัง
00:00:34 → 00:00:36ชีวิตของพ่อแม่ไปอย่างละครึ่งเราเรียกว่า
00:00:37 → 00:00:40กรรมเก่าบุพกรรมถ้าใช้ชีวิตแย่ๆพันธุกรรม
00:00:40 → 00:00:43แย่ๆมันจะเปิดกลายเป็นโรคตามมาแต่ถ้าคุณ
00:00:43 → 00:00:46ใช้ชีวิตที่ดีๆดูแลตัวเองยินที่ดีมันจะ
00:00:46 → 00:00:48เปิดคุณก็จะแข็งแรงการันตีเลย 1 วิธีที่
00:00:48 → 00:00:50ทำให้สุขภาพพังเนี่ย
00:00:50 → 00:00:50>> คืออะไร
00:00:50 → 00:00:54>> คือ
00:00:54 → 00:00:58>> เกลาแก้โรคเกลานิสัยห่างไกลโรค
00:00:58 → 00:01:01วันนี้แพนด้าอยู่กับคุณหมอปองค่ะนายแพทย์
00:01:01 → 00:01:04ทีปทัศชุนหสวัสดีุลแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้าน
00:01:04 → 00:01:06เวชศาสตร์ป้องกันและเnessค่ะสวัสดีค่ะคุณ
00:01:06 → 00:01:06หมอ
00:01:06 → 00:01:08>> สวัสดีครับสวัสดีครับ
00:01:08 → 00:01:09>> ค่ะสบายดีมั้คะ
00:01:09 → 00:01:13>> ครับยินดีฮะก็เอ่อดูสดชื่นแจ่มใสรับปี
00:01:13 → 00:01:14ใหม่นะครับ
00:01:14 → 00:01:16>> เอออแต่ว่าตอนนี้จริงๆแล้วสุขภาพคนไทยค่ะ
00:01:16 → 00:01:19ไม่ค่อยสดชื่นเท่าไหร่เลยปีใหม่ปึ๊บโห
00:01:19 → 00:01:22หลายคนป่วยอยู่ๆก็ป่วยค่ะคุณหมออันนี้มัน
00:01:22 → 00:01:24เกิดจากอะไรคุณหมอพอจะทราบมั้คะ
00:01:24 → 00:01:26>> ก็สาเหตุที่คงสำคัญมากๆในช่วงนี้คงเป็น
00:01:26 → 00:01:30เรื่องของมลพิษนะเรื่องของพบ PM 2.5
00:01:30 → 00:01:33อยู่คู่คนไทยจนกลายเป็นฤดูกาลฝุ่นไปแล้ว
00:01:33 → 00:01:37แต่ก่อนเรามี 3 ฤดูกาลนะฤดูร้อนฤดูฝนฤดู
00:01:37 → 00:01:39หนาวตอนนี้เรามีฤดูฝุ่นมาเยี่ยมเยียนกัน
00:01:39 → 00:01:42เป็นปกติก็ต้องดูแลและป้องกันครับ
00:01:42 → 00:01:45>> ซึ่งเจ้า PM 2.5 5 เนี่ยค่ะจะมีเยอะใน
00:01:45 → 00:01:46ฤดูไหนเป็นพิเศษมั้คะ
00:01:46 → 00:01:48>> ครับเอ่อก็ส่วนใหญ่ก็จะเป็นเรื่องของตอน
00:01:48 → 00:01:51ที่มันมีอากาศเย็นเพราะว่าโดยธรรมชาติ
00:01:51 → 00:01:53ฝุ่นเนี่ยมันก็จะมีน้ำหนักคราวนี้ถ้าเกิด
00:01:53 → 00:01:55มันมีความร้อนเนี่ยส่วนใหญ่ฝุ่นมันก็ลอย
00:01:55 → 00:01:58สูงเนาะแต่ว่าพอมีอากาศเย็นปุ๊บฝุ่นมันก็
00:01:58 → 00:02:01จะลงมาปกคลุมเมืองแล้วก็ทำให้เกิดปัญหา
00:02:01 → 00:02:04เรื่องของทางเดินหายใจต่างๆตามมาก็ในคน
00:02:04 → 00:02:07ไข้หมอเองก็จะมีปัญหาเรื่องของตัวไอเ่อ
00:02:07 → 00:02:10หลอดลมอักเสบบางคนหอบหืดกำเริบก็ต้องดูแล
00:02:10 → 00:02:14กันเป็นพิเศษด้วยนะครับอ่ะอย่าเพิ่งแบบ
00:02:14 → 00:02:15ชินกับมันใช่มั้คะ
00:02:15 → 00:02:16>> ใช่ๆครับ
00:02:16 → 00:02:18>> อค่ะอย่างที่เราได้พูดไปตอนแรกค่ะว่า
00:02:18 → 00:02:21ธรรมชาติลงโทษมนุษย์จริงมั้ยทำไมโลกอยู่
00:02:21 → 00:02:22ยากขึ้นทุกวัน
00:02:22 → 00:02:22>> ครับ
00:02:22 → 00:02:25>> ก่อนที่เราจะเข้าไปอธิบายเนี่ยหมออาจจะ
00:02:25 → 00:02:27เกริ่นที่มาที่ไปก่อนว่าเ่องานการแพทย์
00:02:27 → 00:02:29ที่หมอทำอยู่มันจะมาอธิบายเรื่องนี้ได้
00:02:29 → 00:02:32อย่างไรนะครับบังเอิญว่าผมเนี่ยเป็นรุ่น
00:02:32 → 00:02:35ที่ 2 ของบัลลวีนะฮะก็บัลลวีเนี่ยเป็น
00:02:35 → 00:02:38ศูนย์ธรรมชาติบำบัดที่ก่อตั้งโดยคุณหมอ 2
00:02:38 → 00:02:41ท่านคือคุณหมอบรรจบชุนหบติกุณและคุณหมอ
00:02:41 → 00:02:44ลิตาธีรศิรินะครับทั้ง 2 ท่านเนี่ยเป็น
00:02:44 → 00:02:46หมอหัวก้าวหน้ามากเมื่อประมาณ 30 ปีที่
00:02:46 → 00:02:50แล้วที่มองเห็นแล้วล่ะว่าสุขภาพของคนเรา
00:02:50 → 00:02:52เนี่ยจะเป็นสุขภาพแบบตั้งรับไม่ได้หมาย
00:02:52 → 00:02:55ความว่าเอ่อรอป่วยแล้วค่อยเดินไปโรง
00:02:55 → 00:02:57พยาบาลซึ่งก็ต้องไปจบที่การกินยาท่านก็
00:02:57 → 00:03:00บอกว่าเราต้องเริ่มมาดูแลเรื่องของการออก
00:03:00 → 00:03:04กำลังกายการกินอาหารการล้างพิษดีท็อกซ์นะ
00:03:04 → 00:03:06ครับไปจนถึงเรื่องของการฝึกสมาธิคลาย
00:03:06 → 00:03:10เครียดการฝึกการหายใจโยคชิโกงต่างๆตรง
00:03:10 → 00:03:13เนี้ยผมว่ามันเป็นจุดประกายแรกๆในรุ่น
00:03:13 → 00:03:16ประมาณคนอายุประมาณ 60 ปีเนี่ยสมัยก่อนก็
00:03:16 → 00:03:18จะรู้จักธรรมชาติบำบัดครั้งแรกจากบัลวี
00:03:18 → 00:03:20นี่แหละคราวนี้ในส่วนของผมเองเนี่ยก็เป็น
00:03:20 → 00:03:22หมอแผนปัจจุบันเหมือนกันเป็นรุ่นลูกท่าน
00:03:22 → 00:03:25ก็ส่งไปเรียนตั้งแต่แผนไทยแผนจีนเรื่อง
00:03:25 → 00:03:28ของการเรียนนวดแล้วก็จุดนึงท่านก็บอกว่า
00:03:28 → 00:03:31เออเราเป็นคนรุ่นถัดมาเราควรต้องไปมองโลก
00:03:32 → 00:03:34กว้างๆนะหาสิ่งใหม่ๆแล้วดูซิว่ามันมี
00:03:34 → 00:03:36ศาสตร์การแพทย์อื่นๆที่จะมาช่วยคนไทยหรือ
00:03:36 → 00:03:39ว่าดูแลสุขภาพมนุษย์ได้อย่างไรบ้างในแบบ
00:03:39 → 00:03:42ธรรมชาติบำบัดผมก็เลยมีโอกาสก็เลยไปดูงาน
00:03:42 → 00:03:45ที่ที่ผมไปดูเนี่ยเป็นเยอรมันเพราะเชื่อ
00:03:45 → 00:03:48ว่าเยอรมันมีศาสตร์การแพทย์ที่มี root นะ
00:03:48 → 00:03:51ถอยไปตั้งหลายร้อยปีเหมือนกันเนาะแล้วเก็
00:03:51 → 00:03:55มีHerbologิก็คือมีนักสมุนไพรนะครับเฮสั
00:03:55 → 00:03:57ที่ทำงานด้านธรรมชาติบำบัดมายาวนานซึ่งจะ
00:03:57 → 00:03:59มีศาสตร์ที่หลายๆคนอาจจะเริ่มได้ยินชื่อ
00:03:59 → 00:04:02เช่นแต่สิ่งที่ผมไปเจอคือศาสตร์ที่เรียก
00:04:02 → 00:04:05ว่า antroposopy หรือศาสตร์มนุษยปรัชญา
00:04:05 → 00:04:07ตอนที่เราบินไปที่เยอรมันไปที่สวิสครั้ง
00:04:07 → 00:04:10แรกเนี่ยตอนนั้นไปตามหาสมุนไพรอีกตัว
00:04:10 → 00:04:12หนึ่งซึ่งเป็นสมุนไพรที่คนยุโรปบอกว่าถ้า
00:04:12 → 00:04:15คุณเป็นมะเร็งนะคุณรักษานอกจากยาเคมีคุณ
00:04:15 → 00:04:18ใช้สมุนไพรตัวเนี้ยสกัดนะครับจะช่วยให้
00:04:18 → 00:04:21การรักษาอายุต่างๆยืนยาวขึ้นผมก็สนใจมาก
00:04:22 → 00:04:24เลยเพราะตอนนั้นบารวีประมาณเ่อ 30 ปีที่
00:04:24 → 00:04:26แล้วเนี่ยคือมีแต่คนไข้มะเร็งนะฮะที่
00:04:26 → 00:04:28ต้องการทางเลือกที่เป็นการรักษาคราวนี้
00:04:28 → 00:04:32บินไปถึงเนี่ยอาจารย์หมอที่เป็นสถาบันของ
00:04:32 → 00:04:34เขาเนี่ยมาต้อนรับเนี่ยเขาก็นัดกันที่โรง
00:04:34 → 00:04:37พยาบาลผมก็ไปนั่งรอปกติเรานึกถึงโรง
00:04:37 → 00:04:39พยาบาลจะต้องเป็นห้องขาวๆใช่มั้ยแบบเรียบ
00:04:39 → 00:04:43ๆกระจกใสๆมีอะไรนะแต่บางคนเข้าไปแล้วแบบ
00:04:43 → 00:04:46ความดันขึ้นนะเพราะว่ากลัวใช่มฮะมีแต่คน
00:04:46 → 00:04:49ใส่เสื้อกาวที่นี่ไม่ใช่ฮะคอนเซปของที่
00:04:49 → 00:04:52สวิสเยอรมันในแนวมนุษยปรัชญาโรงพยาบาล
00:04:52 → 00:04:54เป็นโรงพยาบาลที่มีสีสันมี eronomic
00:04:54 → 00:04:58design บางเ้าเรียกbiฟินะสมัยเนี้ยคือมี
00:04:58 → 00:05:02สีที่เรียกว่าสีลาซัวมีคนเล่นดนตรีอ่ะมี
00:05:03 → 00:05:05ภาพศิลปะแขวนไว้ผมก็นั่งรอ
00:05:05 → 00:05:08>> ผมก็ไปดูใกล้ๆเอ้ยงานภาพวาดอันนี้ไม่ใช่
00:05:08 → 00:05:11ของศิลปินนะแต่เป็นของคนไข้เพราะโรง
00:05:11 → 00:05:15พยาบาลแห่งนี้มีเรื่องของศิลปะบำบัดมี
00:05:15 → 00:05:17เรื่องของดนตรีบำบัดผมก็เลยเก็ตแล้วว่า
00:05:17 → 00:05:20อ๋อมันไม่ใช่แค่เรื่องของตัวยานให้ 1 ตัว
00:05:20 → 00:05:23แต่ว่ามันเป็นเรื่องของกระบวนการดูแลทุกๆ
00:05:23 → 00:05:26ด้านยาเป็นแค่ส่วนประกอบที่เข้ามาแต่เขา
00:05:26 → 00:05:28แวanceซมากเลยนะเมีสมุนไพรหลายชนิดที่
00:05:28 → 00:05:30สกัดออกเป็นแบบยาฉีดอ่ะ
00:05:30 → 00:05:32>> แล้วก็ใช้ในการรักษาโรคด้วยนะแต่ว่าผมก็
00:05:32 → 00:05:34เลยบอกโอเคตัดสินใจะเมื่อได้คุยกับ
00:05:34 → 00:05:37อาจารย์แล้วมีความมั่นใจว่าที่นี่นี่ใช้
00:05:37 → 00:05:40ธรรมชาติในการมาบำบัดไฮเทคด้วยตอนนั้นนี้
00:05:40 → 00:05:43คือต้องบินน่ะเค้าเรียกว่าปิดคลินิกคือ
00:05:43 → 00:05:46ไม่ได้ตรวจควักเงินเป็นแสนเพื่อจะบินไป
00:05:46 → 00:05:47เรียน
00:05:47 → 00:05:50>> เรื่องนี้ปรากฏว่าบินไปถึงหลักสูตรแรกที่
00:05:50 → 00:05:52อาจารย์พูดนะถามว่าเรามาเรียนเรื่องเนี้ย
00:05:52 → 00:05:54สิ่งแรกที่เป็นอาจารย์อยากให้เราเรียนรู้
00:05:55 → 00:05:57คืออะไรรู้มั้บอกว่ามนุษย์เนี่ยประกอบ
00:05:57 → 00:06:02ด้วยดินน้ำลมไฟซึ่งเราก็ตกใจนะอุ๊ยบินมา
00:06:02 → 00:06:03ตั้งไกลอ่ะ
00:06:03 → 00:06:04>> ทำไมบอกงี้
00:06:04 → 00:06:07>> ทำไมมาเรียนเรื่องที่แค่แผนไทยก็พูดแผน
00:06:07 → 00:06:10จีนก็พูดแต่ในขณะเดียวกันผมก็ประทับใจนะ
00:06:10 → 00:06:12ว่าเฮ้ยแสดงว่าภูมิปัญญาเกี่ยวกับเรื่อง
00:06:12 → 00:06:16ของธรรมชาติเนี่ยที่มันเป็นเอ่อ Natural
00:06:16 → 00:06:19Medicine มันไม่ใช่ภูมิปัญญาพื้นถิ่นที่
00:06:19 → 00:06:22มันเป็นโบลั่นโบราณแล้วมีเฉพาะกลุ่มนะบาง
00:06:22 → 00:06:25บางคนอาจจะคิดว่าหมอหมอแผนไทยไปหาหมอ
00:06:25 → 00:06:28จีนูเตูหรือเปล่าอะไรเงี้ยใช่มั้ยไม่ใช่
00:06:28 → 00:06:30แล้วนี่มันเป็นเรื่องของ Universal
00:06:30 → 00:06:32Wisdom มันเป็นภูมิปัญญาที่คนทั่วโลกไม่
00:06:32 → 00:06:34ว่าจะไทยจีนแขกฝรั่งพูดเหมือนกันหมดเลย
00:06:34 → 00:06:37แล้วข้อดีที่เราเอ่อได้เรียนลงลึกลงไป
00:06:37 → 00:06:40เรื่อยๆเนี่ยเยอรมันแล้วเอ่อยุโรปเนี่ย
00:06:40 → 00:06:43เวลาเขาวิจัยสมุนไพรเวิจัยลงไปลึกเพราะ
00:06:43 → 00:06:45ฉะนั้นแทนที่เขาจะพูดอะไรที่เป็นคำศัพท์
00:06:45 → 00:06:48โบราณโบราณเสามารถจะบอกได้เลยว่าถ้าเกิด
00:06:48 → 00:06:51ว่าคุณมีปัญหาเรื่องโรคลมเราอาจจะต้องใช้
00:06:51 → 00:06:55คำพูดว่าคุณมีปัญหาเรื่องของการที่แลก
00:06:55 → 00:06:57เปลี่ยนก๊าซออกซิเจน perfusion ที่ไม่ดี
00:06:57 → 00:06:59หรือเปล่ามันเป็น physiology ที่ทำให้เรา
00:06:59 → 00:07:01สามารถเชื่อมโยงการแพทย์สมัยใหม่กับการ
00:07:01 → 00:07:05แพทย์แบบองค์รวมเนี่ยได้ดียิ่งขึ้นหรือ
00:07:05 → 00:07:07ถ้าเกิดกูบอกว่าคุณมีปัญหาเรื่องของธาตุ
00:07:07 → 00:07:10ไฟในตับไปไปแมแพะนะแล้วกดแม่นจีนบอกว่า
00:07:10 → 00:07:13เออธาตุไฟในตับคืออะไรตอนนั้นผมจบแผน
00:07:13 → 00:07:16ปัจจุบันก็จะไม่เข้าใจอ่ะแต่พอเยอรมันเ
00:07:16 → 00:07:19วิจัยเพิ่มอ๋อมันคือไซโดไคนหรือการอักเสบ
00:07:19 → 00:07:21ที่เกิดขึ้นกับตับเมื่อตับของเรามีการทำ
00:07:21 → 00:07:24งานหนักเหมือนแบบตอบคำถามในหลายๆอันได้
00:07:24 → 00:07:24เลย
00:07:24 → 00:07:26>> ในหลายๆเรื่องแต่ทุกอย่างเป็นองค์รวมแล้ว
00:07:26 → 00:07:30ไม่ได้ทิ้งเรื่องราวที่เป็นเอ่อเรื่องของ
00:07:30 → 00:07:34กายและจิตแต่เราสามารถเอา medicine หรือ
00:07:34 → 00:07:36การแพทย์สมัยใหม่เข้าไปทำงานร่วมกันเพื่อ
00:07:36 → 00:07:38ให้เกิดผมเรียกว่า integrative medicine
00:07:38 → 00:07:40เป็นการแพทย์บูรณาการเพื่อจะใช้ข้อดีของ
00:07:40 → 00:07:42ทุกสาขาเข้ามาร่วมทำงานเป็นสหวิชาชีพได้
00:07:42 → 00:07:46นี่คือที่มาที่ไปที่อ่ะก็จะเข้ามาสู่ตอบ
00:07:46 → 00:07:49คำถามแรกที่บอกว่าแล้วโลกของเราทำไมดู
00:07:49 → 00:07:52เหมือนจะลงโทษเราผมใช้คำว่าอย่างี้ถ้ามี
00:07:52 → 00:07:56ใครเดินไปหาน้องแพนด้าแล้วบอกว่าเนี่ยใน
00:07:56 → 00:07:59ห้องเนี้ยออกซิเจนต่ำเราจะรู้สึกยังไง
00:07:59 → 00:08:00>> แปลก
00:08:00 → 00:08:03>> เออเราต้องกลัวเออเฮ้ยจะหายใจไม่ออกมั้
00:08:03 → 00:08:07คือเราเรามีความรู้ว่าถ้าออกซิเจนไม่พอ
00:08:07 → 00:08:11สมองเราต้องยังแย่แน่ๆเลยใช่มั้ยนะฮะเรา
00:08:11 → 00:08:13ต้องมีออกซิเจนที่เพียงพอแต่ในขณะเดียว
00:08:13 → 00:08:16กันเราก็เผลอคิดไปด้วยว่าดังนั้นถ้าเรามี
00:08:16 → 00:08:19คาร์บอนไดออกไซด์เยอะๆนี่น่าจะดีหรือแย่
00:08:19 → 00:08:21>> ถ้าเราเข้าใจทั่วๆไปก็คิดว่าแย่
00:08:21 → 00:08:24>> เออมันต้องน่าจะเป็นตัวร้ายนะเราไม่ควรจะ
00:08:24 → 00:08:25มีคาร์บอนไดออกไซด์เกิดขึ้น
00:08:26 → 00:08:29>> ในร่างกายเราแต่ด้วยความเข้าใจในการแพทย์
00:08:29 → 00:08:31องค์รวมอ่ะมันมีงานวิจัยออกมาครับว่าคน
00:08:31 → 00:08:34ที่ไปส่องกล้องอ่าในปอดแล้วมันเกิดภาวะ
00:08:34 → 00:08:36ออกซิเจนต่ำออกซิเจนไม่ได้ต่ำมากแต่
00:08:36 → 00:08:39คาร์บอนไดออกไซด์ค่อนข้างเพราะในระหว่าง
00:08:39 → 00:08:42การเ่อดมยาหรือการหายใจที่ระหว่าง 2
00:08:42 → 00:08:44กล้องเนี่ยมันหายใจได้ไม่เต็มที่หรอก
00:08:44 → 00:08:47เพราะฉะนั้นเราคาดเดาว่าคนที่ 2 กล้อง
00:08:47 → 00:08:50ตรวจปอดเนี่ยแล้วเตื่นขึ้นมาคิดว่าสมอง
00:08:50 → 00:08:53เขาความคิดความจำเนี่ยมันจะดีขึ้นหรือแย่
00:08:53 → 00:08:53ลง
00:08:53 → 00:08:55>> อาจจะแย่ลงมั้คะ
00:08:55 → 00:08:57>> มันน่าจะแย่ลงแต่ผลงานวิจัยออกมาไม่ใช่
00:08:57 → 00:08:58>> อ
00:08:58 → 00:09:01>> ปรากฏว่าคนที่มีภาวะคาร์บอนไดออกไซด์ขั่ง
00:09:01 → 00:09:03เล็กน้อยถึงปานกลางค่ะ
00:09:03 → 00:09:06>> กลับเมื่อไปทำการทดสอบที่ว่าโคกoreปรากฏ
00:09:06 → 00:09:09ว่าความคิดความจำดีขึ้นช่วงหนึ่งสั้นๆ
00:09:09 → 00:09:10>> อค่ะ
00:09:10 → 00:09:11>> แปลกใจมั้ย
00:09:11 → 00:09:13>> เอ้ยคาร์บอนไดออกไซด์ที่สูงขึ้นทำให้สมอง
00:09:13 → 00:09:16ของเราเอ้ยความคิดความจำดีขึ้น
00:09:16 → 00:09:17>> มันเกิดขึ้นได้ยังไง
00:09:17 → 00:09:21>> มันน่าประหลาดใจแล้วก็ถ้าเราก็ไปดูว่า
00:09:21 → 00:09:23ปรากฏว่าการแพทย์มนุษยปัชญาพูดถึงเรื่อง
00:09:23 → 00:09:25นี้เมื่อประมาณ 100 ปีที่แล้วนะเป็นการ
00:09:25 → 00:09:27แพทย์ที่มีมานานนะครับนะก็บอกว่าจริงๆ
00:09:27 → 00:09:29แล้วสมองของเราเนี่ยมันไม่ได้ต้องการแค่
00:09:29 → 00:09:31ออกซิเจนในการทำงานนะแต่มันต้องการ
00:09:31 → 00:09:33คาร์บอนไดออกไซด์ในปริมาณที่เหมาะสมในการ
00:09:33 → 00:09:36ใช้ทำให้สมองเราตื่นตัวและสร้างความคิด
00:09:36 → 00:09:37ที่ดี
00:09:37 → 00:09:37>> อื
00:09:37 → 00:09:38>> น่าสนใจมั้ย
00:09:38 → 00:09:38>> ค่ะ
00:09:38 → 00:09:41>> ฟังมันกลับกับความรู้สึกปกติที่เราเคยได้
00:09:41 → 00:09:42ยินมาถมั้ย
00:09:42 → 00:09:43>> ใช่ค่ะแล้วตอนนี้ก็น่าจะกำลังมีคำถามแล้ว
00:09:43 → 00:09:45เ้ยต้องแค่ไหนล่ะคะ
00:09:45 → 00:09:47>> เออแน่นอนถ้าคาร์บอนไซอมากๆจนถึงขั้นที่
00:09:47 → 00:09:50แบบมันแบบสมมุติเราไปสูดไอพิษในท้องถนน
00:09:50 → 00:09:53นี่มันมันเบลอแน่นอนแต่ทุกครั้งที่เราคิด
00:09:53 → 00:09:55เนี่ยสมองจำเป็นจะต้องสร้าง
00:09:55 → 00:09:58คาร์บอนไดออกไซด์ในลมหายใจออกของเราออกมา
00:09:58 → 00:10:00เพื่อที่ทำให้ระบบประสาทของเรามันตื่นตัว
00:10:01 → 00:10:03ซึ่งจากงานวิจัยที่หมอยกมาตอนแรกเค้า
00:10:03 → 00:10:05อธิบายว่าอ๋อเพราะว่ามันมีคาร์บอนซ์ข้าง
00:10:05 → 00:10:08หน่อยมันทำให้เกิดภาวะที่หัวใจต้องสูบฉีด
00:10:08 → 00:10:10เลือดไปเลี้ยงสมองส่วนหน้ามากขึ้นทำให้
00:10:10 → 00:10:12หลอดเลือดมันขยายตัวมากขึ้นเพื่อจะส่ง
00:10:12 → 00:10:13เลือดไปเลี้ยงสมองไงเพราะฉะนั้น
00:10:13 → 00:10:15คาร์บอนไดอไซด์ไม่ใช่ตัวร้ายนะฮะมันไม่
00:10:15 → 00:10:19ใช่แค่เอ่อขั้วตรงข้ามแต่ว่ามันอยู่ที่
00:10:19 → 00:10:21ความเหมาะสมเพราะฉะนั้นภาพนี้เป็นภาพ
00:10:21 → 00:10:23เดียวกับการแพทย์ที่พูดถึงเรื่องหยินหยาง
00:10:23 → 00:10:26ในหยินมีหยางในหยางมีหยินออกซิเจนกับ
00:10:26 → 00:10:27คาร์บอนไดออกไซด์ต้องอยู่ในบาanceซที่
00:10:27 → 00:10:29เหมาะสมตรงนี้สามารถที่จะอธิบายได้อีกอีก
00:10:30 → 00:10:31ปรากฏการณ์นึงเหมือนกันว่าถ้าเมื่อไหร่ก็
00:10:31 → 00:10:34ตามที่เราเครียดจะมีผู้หญิงหรือเอ่อเด็กๆ
00:10:35 → 00:10:38วัยรุ่นบางทีเครียดหายใจไม่ทันหายใจ
00:10:38 → 00:10:40กระชั้นนะฮะเค้าเรียกว่า Hyperventilation
00:10:40 → 00:10:44สักพักจะเกิดอาการปากชามือชามือจีบนะฮะ
00:10:44 → 00:10:46แล้วก็มันหายใจไม่ออกแล้วก็ต้องสุขส่งโรง
00:10:46 → 00:10:49พยาบาลอันนี้ทางจิตเวทเราเรียกว่าเป็น
00:10:49 → 00:10:51ภาวะของ hyperventilation ทำไมถึงเกิด
00:10:51 → 00:10:53อย่างนี้เพราะว่าระหว่างที่เราหายใจเร็วๆ
00:10:53 → 00:10:55เนี่ยสัดส่วนของคาร์บอนไดอไซด์จะถูกขับ
00:10:55 → 00:10:57ออกไปเยอะเป็นพิเศษทำให้เกิดภาวะ
00:10:57 → 00:10:59คาร์บอนไดอไซด์ต่ำชั่วคราวสมองเราจะเริ่ม
00:10:59 → 00:11:03รับรู้ได้ไม่ตามปกติอีกต่อไปการที่เราใช้
00:11:03 → 00:11:05สมองเยอะไม่ได้เป็นเหตุที่ทำให้เรามี
00:11:05 → 00:11:08คารบอนไดออกไซด์ในเลือดสูงขึ้นแต่เรา
00:11:08 → 00:11:10จำเป็นต้องมีคาร์บอนไดออกไซน์ในเลือดสูง
00:11:10 → 00:11:12ขึ้นประมาณนึงเพื่อกระตุ้นให้สมองของเรา
00:11:12 → 00:11:14ทำงานร้าความคิดได้ดีขึ้นนั่นคือเหตุผล
00:11:14 → 00:11:16ว่าถ้าเมื่อไหร่ก็ตามเราเป็นพนักงาน
00:11:16 → 00:11:18ออฟฟิศเราต้องคิดทั้งวันเราท่านไม่ได้
00:11:18 → 00:11:20เดินเลยใช่มั้เราใช้งานลจิกใช้ตรรกะในการ
00:11:20 → 00:11:23คิดตลอดเวลายิ่งคิดก็เป็นไงครับคำพนศัยก็
00:11:23 → 00:11:26ต้องเยอะสะสมคราวนี้ถ้าเกิดว่าเราได้พัก
00:11:26 → 00:11:29ผ่อนมันก็ขับออกไปแต่ถ้าเราคิดทุกวันคิด
00:11:29 → 00:11:3324 ชมงหลังคิดมาก
00:11:33 → 00:11:35คิดวนอือ
00:11:35 → 00:11:37>> เป็นไงฮะคาร์บอนจะสูงขึ้นมาหน่อยๆตลอด
00:11:37 → 00:11:41เวลาแล้วเมื่อร่างกายเข้าสู่ภาวะที่มีสตส
00:11:41 → 00:11:43หรือมีความเสื่อมเกิดการอักเสบขึ้นที่
00:11:43 → 00:11:46หลอดเลือดมันจะมีการจับกับแคลเซียม
00:11:46 → 00:11:49แคลเซียมคาร์บอนิกมาผสมกันกลายเป็น
00:11:49 → 00:11:51แคลเซียมคาร์บอเนตเป็นหินปูนเพราะฉะนั้น
00:11:51 → 00:11:54อฟิศsyนrมเกิดจากอะไรครับคิดเยอะเกิดการ
00:11:54 → 00:11:57สะสมของหินปูนที่กระดูกคอบ่าไหล่เกิดเส้น
00:11:57 → 00:11:59ยึดทำไมคนอฟฟิศ syndrome มันถึงเป็นโรค
00:11:59 → 00:12:01อฟิศ syndrome เราเริ่มเห็นภาพมั้ย
00:12:01 → 00:12:01>> ค่ะ
00:12:01 → 00:12:04>> ความคิดเป็นตัว generate อะไรบางอย่าง
00:12:04 → 00:12:07ซึ่งถ้าเราคิดเองเราสร้าง
00:12:07 → 00:12:09คาร์บอนไดออกไซด์ประมาณนึงแต่เดี๋ยวนี้
00:12:09 → 00:12:10เรามี AI ฮะ
00:12:10 → 00:12:10>> อ๋อค่ะ
00:12:10 → 00:12:13>> ไม่ต้องคิดแล้วเราก็บอกว่างั้นอ้าถามแจ
00:12:13 → 00:12:14แชท GPT
00:12:14 → 00:12:14>> พร้อมไป
00:12:14 → 00:12:16>> เอ้าสร้าง Data Center ใหญ่ๆ
00:12:16 → 00:12:20>> ปรากฏอะไรครับสะสพลังงานมันไม่สูญหายถ้า
00:12:20 → 00:12:23เราไม่ได้คิดด้วยมีการสติด้วยตัวเราเอง
00:12:23 → 00:12:25แล้วเราโยนให้เครื่องจักรมันคิดมันจะ
00:12:25 → 00:12:28สร้างคาร์บอน food prรintออกไปมหาศาลมัน
00:12:28 → 00:12:31เป็นเริ่มเป็นปัญหาว่า AI ถ้าเราใช้อย่าง
00:12:31 → 00:12:34ไม่เหมาะสมใช้โอเวอร์จนเกินไปจะสร้างโรค
00:12:34 → 00:12:36ร้อนขึ้นมามันคือปรากฏการณ์เดียวกันว่า
00:12:36 → 00:12:39logical thinking ที่ทำให้โลกมันร้อน
00:12:39 → 00:12:40คราวนี้ถ้าเกิดว่าเราเราบอกว่าเรากลับมา
00:12:40 → 00:12:43อยู่สติได้มั้เรามาปรับเปลี่ยนลมหายใจ
00:12:43 → 00:12:46อาสาสะปสาสะใหม่ผ่อนคลายในตอนที่เราคิดทำ
00:12:46 → 00:12:49งานก็ต้องคิดเต็มที่แต่เมื่อเรามีช่วง
00:12:49 → 00:12:54เบรกช่วงพลักเรากลับมาผ่อนคลายเรากลับมา
00:12:54 → 00:12:58หายใจโดยมีสติรู้ตัวมี mindfulness ตรง
00:12:59 → 00:13:02นั้นถ้าเราทำกันสักล้าน 2 ล้าน 3 ล้านคน
00:13:02 → 00:13:04เราลดคาร์บอนฟoodฟุดพิ้นลงอ่ะเราลดโลก
00:13:04 → 00:13:05ร้อนขึ้นน่ะ
00:13:05 → 00:13:07>> มันไม่ได้ได้ประโยชน์แค่ตัวเรา
00:13:07 → 00:13:09>> เพราะฉะนั้นมุมมองของการแพทย์มนุษยปรัชญา
00:13:09 → 00:13:11มีมุมมองว่าโลกและมนุษย์เหมือนออร์แกนิึม
00:13:11 → 00:13:16ที่ทำงานอาศัยร่วมกันถ้าเราร้ายโลกจะร้าย
00:13:16 → 00:13:20กับเราถ้าเรารักโลกก็จะรักเราและเราเห็น
00:13:20 → 00:13:22มั้ยครับในช่วง 3-4 ปีความขัดแย้งในโลก
00:13:22 → 00:13:24มันสูงขึ้นมากเลยเพราะอะไรเพราะเราไม่ได้
00:13:24 → 00:13:28ใช้ใจเราไม่ได้เห็นใจกันเราใช้สมองของเรา
00:13:28 → 00:13:30อย่างมีประสิทธิภาพสูงด้วยการคิดจะเอาชนะ
00:13:31 → 00:13:33นู่นธุรกิจต้องเป็นอย่างี้ประเทศนั้นต้อง
00:13:33 → 00:13:36ได้ประโยชน์อย่างนี้คิดๆๆๆแต่มันไม่ได้มี
00:13:36 → 00:13:39peaceful มันไม่ได้มีความสงบรู้สึกมี
00:13:40 → 00:13:43ความรู้สึกว่าเออเราแบ่งปันและไอ้กระบวน
00:13:43 → 00:13:45การองค์รวมเหล่านี้ถ้าเรามองในเรื่องของ
00:13:45 → 00:13:47ภาษาพุทธก็เรียกกรรมรวมหมู
00:13:48 → 00:13:51>> มันค่อยๆสะสมทำให้บรรยากาศของโลกมันค่อยๆ
00:13:51 → 00:13:54เปลี่ยนมากขึ้นมากขึ้นมากขึ้นจนถึงจุด
00:13:54 → 00:13:57หนึ่งเมื่ออ่ามันเกิดภาวะโรคร้อนที่น้ำ
00:13:57 → 00:13:59แข็งขั้วโลกอ่ะมันน้ำแข็งเหมือนบัฟเฟอร์
00:13:59 → 00:14:02อันนึงที่มันสามารถจะอมความร้อนไปได้แต่
00:14:02 → 00:14:04เมื่อไหร่น้ำแข็งละลายไปเรื่อยๆน้ำมัน
00:14:04 → 00:14:07อยู่ไหนครับมันต้องไปอยู่ในอากาศมันไม่มี
00:14:07 → 00:14:09ที่ไปเพราะฉะนั้นเมื่อไหร่ก็ตามเกิดภาวะ
00:14:09 → 00:14:13ฝนตกมันจะตกหนักน้ำท่วมช่วงไหนที่อากาศ
00:14:13 → 00:14:16เย็นมันไม่มีตัวบัฟเฟอร์ความร้อนในที่สุด
00:14:16 → 00:14:19มันจะเย็นจัดแล้วเกิดโลาร vertex เกิด
00:14:19 → 00:14:23ภาวะหนาวจัดเกิดภาวะฝุ่นที่มันจะมาพร้อม
00:14:23 → 00:14:24อากาศที่มันเบรกทั้งหมด
00:14:24 → 00:14:26>> แพนด้าเข้าใจว่าอย่างงี้แสดงว่าที่เราถาม
00:14:26 → 00:14:29ว่าที่เราอยู่ยากขึ้นทุกวันเนี่ยโลกกำลัง
00:14:29 → 00:14:31ลงโทษเราจริงมั้ยคุณหมอกำลังจะบอกว่าจริง
00:14:31 → 00:14:33ๆมันเกิดจากการกระทำของเราทุกคนเองนี่
00:14:33 → 00:14:33แหละ
00:14:33 → 00:14:35>> ผมคิดว่าผมเห็นด้วยกับข้อสรุปตรงนี้
00:14:35 → 00:14:36>> เออค่ะ
00:14:36 → 00:14:38>> และแต่เพียงแต่ว่าหน้าที่ของผมคือผม
00:14:38 → 00:14:41เชื่อมโยงให้เห็นว่าระบบสรีระเอ่อทาง
00:14:41 → 00:14:45วิทยาศาสตร์มันบอกเราโดยนัยยะอยู่แล้วว่า
00:14:45 → 00:14:48ทุกครั้งที่เราคิดไม่ว่าจะดีหรือไม่ดีเรา
00:14:48 → 00:14:51ได้ปล่อยอะไรบางอย่างออกไปในบรรยากาศโลก
00:14:51 → 00:14:53แล้วถ้าเราเชื่อว่าคนเราเนี่ยมันเป็น
00:14:53 → 00:14:57อย่างที่เราคิดอย่างที่เราทำอย่างที่เรา
00:14:57 → 00:15:01รู้สึกทุกอย่างไม่หายไปไหนครับโลกที่ทำ
00:15:01 → 00:15:03ร้ายเราอาจจะถึงจุดเวลาที่มันเตือนให้เรา
00:15:03 → 00:15:06รู้ว่ามนุษย์ในยุคของเราอาจจะต้องกลับมา
00:15:06 → 00:15:07แก้ไขอะไรบางอย่างแล้ว
00:15:07 → 00:15:10>> ถ้าเช่นนั้นคือเราทุกคนน่ะเป็นส่วนนึง
00:15:10 → 00:15:13แหละของทุกๆอย่างที่เกิดขึ้นตอนนี้แล้ว
00:15:13 → 00:15:16เราจะเริ่มทำยังไงได้บ้างคะถ้าอย่างนั้น
00:15:16 → 00:15:19>> อ่ะคราวนี้มาถึงการบำบัดอ่าในมุมมองของ
00:15:19 → 00:15:24การบำบัดมนุษย์เฉพาะตัวอ่าผมมักจะชอบยก
00:15:24 → 00:15:27ทฤษฎีของสมองซีกซ้ายกับสมองซีกขวามา
00:15:27 → 00:15:30อธิบายเวลาที่เราคิดเนี่ย logical
00:15:30 → 00:15:34thinking กิ้งหรือตรรกะนะฮะอ่าเราถูก
00:15:34 → 00:15:37กระตุ้นให้พัฒนาหรือใช้สมองซีกซ้ายเยอะๆ
00:15:37 → 00:15:40แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่เราใช้ศิลปะเมื่อ
00:15:40 → 00:15:44ไหร่ที่เรามีเอ่อความใช้ภาษาในการพูดคุย
00:15:44 → 00:15:47เมื่อไหร่ก็ตามที่เรามองภาพรวมเชื่อมโยง
00:15:48 → 00:15:50connectedness อถ้าเป็นภาษาทางนักบำบัด
00:15:50 → 00:15:53หลายคนเฮ้ยเรา connect กับคนอื่นนะนอก
00:15:53 → 00:15:55เหนือจะคิดงวนอยู่กับตัวเองเมื่อนั้นเรา
00:15:56 → 00:15:59จะใช้สมองอีกซีกนึงคือสมองซีกขวาการที่
00:15:59 → 00:16:01เราป่วยเพราะเราเป็นไงตั้งแต่เด็กเล็กๆ
00:16:02 → 00:16:04เราถูกฝึกให้ analytic thinking เด็ก
00:16:04 → 00:16:07อนุบาลเนี่ยตอนผมจำได้มีอยู่ช่วงจะทำไง
00:16:07 → 00:16:09ให้ลูกคิดเชิงวิเคราะห์
00:16:09 → 00:16:10>> ออ
00:16:10 → 00:16:12>> แยกแยะในตั้งแต่วัยอนุบาลน่ะครับ
00:16:12 → 00:16:16>> เอ่อเคยมีโรงเรียนที่ให้เด็กเนี่ยอ่าน
00:16:16 → 00:16:21นิทานอนุบาลแล้วก็ให้การบ้านเป็นเด็ก
00:16:21 → 00:16:24เขียนการ์ตูน 3 ช่องวันนี้ไปทำอะไรเช่น
00:16:24 → 00:16:27ขโมยดินสอเพื่อนเพื่อนรู้สึกอย่างไร
00:16:27 → 00:16:30เพื่อนรู้สึกเสียใจอ๋อช่องสุดท้ายบทสรุป
00:16:30 → 00:16:33คือเอ่อการขโมยดินสอไม่ดีคือฟังฟังดูผิว
00:16:33 → 00:16:34เผิดมันดูแบบ
00:16:34 → 00:16:35>> อ้าเด็กได้คิด
00:16:35 → 00:16:38>> เด็กได้คิดนะแต่เรากำลังกระตุ้นให้เด็ก
00:16:38 → 00:16:41เนี่ยใช้สมองแนวโน้มไปทางคิดเยอะเนี่ย
00:16:41 → 00:16:43ตั้งแต่อนุบาลแล้วเราคิดว่าเราอยู่ใน
00:16:43 → 00:16:46environment ของการศึกษา 18 ปี
00:16:46 → 00:16:50>> เพราะฉะนั้นวันนึงเมื่อเราจบมาทำงานเริ่ม
00:16:50 → 00:16:52เจ็บป่วยจากการที่เราเริ่มเป็นออฟฟิศ
00:16:52 → 00:16:55sydrมมันลามไปจนถึงเรื่องของหลอดเลือดที่
00:16:55 → 00:16:57มันเปราะง่ายไปจนถึงเรื่องหลอดเลือดหัวใจ
00:16:57 → 00:17:00หลอดเลือดสมองด้วยนะครับเพราะฉะนั้นเนี่ย
00:17:00 → 00:17:04เราบอกว่าเรามาทำไงให้หยุดคิดยากมากเลยนะ
00:17:04 → 00:17:07เพราะเราถูกฝึกให้ใช้ Analytic thinking
00:17:07 → 00:17:10เยอะจนเกินไปการบำบัดคืออะไรฮะเราต้องดึง
00:17:10 → 00:17:12เ้าออกจากความคิดบอกให้คนเราหยุดคิดไม่
00:17:12 → 00:17:13ได้หรอก
00:17:13 → 00:17:13>> ค่ะ
00:17:13 → 00:17:16>> เปลี่ยนเป็นลงมือทำได้มยมันจะมีคอเซปอีก
00:17:16 → 00:17:18อันนึงที่เรียกว่า hand heart หมายความ
00:17:18 → 00:17:22ว่าอ่ะเเนี่ยศีรษะหรือสมองเราใช้เยอะแล้ว
00:17:22 → 00:17:25ถ้าจะหยุดคิดลองไปทำศิลปะดีมลองไปถักโคเช
00:17:25 → 00:17:28มั้การถักโคเชนี่ต้องใช้สมาธิเหมือนกันนะ
00:17:28 → 00:17:31ลองไปขี่ม้าม้ามั้ยไอ้ตอนขี่ม้านี่ท้าทาย
00:17:31 → 00:17:33มากเหมาะกับคนคิดเยอะ
00:17:33 → 00:17:35>> เพราะมันต้องอยู่มีสติอยู่ตอนนั้น
00:17:35 → 00:17:36>> ใช่
00:17:36 → 00:17:39>> ม้าเนี่ยเป็นอะไรที่มันจะเดินไปเนี่ยเรา
00:17:39 → 00:17:42ต้องสื่อสารกับมันการทรงตัวอยู่บนหลังม้า
00:17:42 → 00:17:44ต้องใช้สติขั้นสูงเพราะฉะนั้นเนี่ยเอาแค่
00:17:44 → 00:17:47แบบงกๆเงิ่นๆจะตกม้าไม่ตกม้านี่บางทีเลิก
00:17:47 → 00:17:49คิดแล้วนะไอ้ที่คิดแบบวุ่นวุ่นกลับมาอยู่
00:17:49 → 00:17:51เพราะฉะนการบำบัดในแนวเหล่าเนี้ยเป็นการ
00:17:51 → 00:17:54ดึงเข้าสู่เรื่องของการที่เรากลับมาอยู่
00:17:54 → 00:17:56กับตัวเองอย่างมีสติอีกอันนึงก็คือการที่
00:17:56 → 00:18:01มีปฏิสัมพันธ์ที่เป็นเชิงมนุษย์ที่ดีขึ้น
00:18:01 → 00:18:02เพราะเวลาเราคิดเนี่ยบางทีมันหลีกเลี่ยง
00:18:02 → 00:18:06ไม่ได้ที่แบบเราอาจจะมองคนอื่นเป็นเหมือน
00:18:06 → 00:18:09กับอจectเป็นวัตถุมั้เพราะฉะนั้นมันจะเลย
00:18:09 → 00:18:12เกิดปัญหาที่เ่อปัจจุบันเราพบว่ามีปัญหา
00:18:12 → 00:18:14อย่างแก๊ส lightting กันบullลี่กันเพราะ
00:18:14 → 00:18:17อะไรเพราะเราเริ่มมองคนเป็นวัตถุอ
00:18:17 → 00:18:21>> อย่างข่าวตอนล่าสุดอ่ะที่มีinfluenซer
00:18:21 → 00:18:24เด็กที่ถูกให้ดื่มเหล้าแล้วก็แกล้งอ่ะเออ
00:18:24 → 00:18:27จนเ้าตายอ่ะโหฟังแล้วมันเศร้ามากนะ
00:18:27 → 00:18:30>> ค่ะเพราะอะไรเพราะเราเรามองเขาเป็นแค่
00:18:30 → 00:18:33อจectอันนึงไม่ว่าคุณจะบอกยังไงก็ตามว่า
00:18:33 → 00:18:34ให้ด้วยความปรารถนาดีอะไรก็แล้วแต่เพื่อ
00:18:34 → 00:18:38ให้โอกาสเขาแต่ว่าการกระทำที่คุณไม่ได้
00:18:38 → 00:18:40เข้าไปถึงใจต่อมนุษย์น่ะมันเจ็บป่วยอย่าง
00:18:40 → 00:18:42น้อยที่สุดมันทำให้ตัวเราเองก็เจ็บป่วย
00:18:42 → 00:18:45เ่อเราจะเห็นชัดในกรณีที่เราอยู่ในองค์กร
00:18:45 → 00:18:48ที่เป็นorganizนเป็นเเรียกว่า corporate
00:18:48 → 00:18:50work เนี่ยเยอะมากเพราะทุกคนมองทุกอย่าง
00:18:50 → 00:18:52เป็นไซโลคือว่าอยู่ในกรอบของตัวเองแล้ว
00:18:52 → 00:18:54มันบางทีเราไม่ได้สนใจคนอื่นแล้วมัน
00:18:54 → 00:18:57เหนื่อยมากคนเราเนี่ยสุขภาพดีมีอยู่ 6
00:18:57 → 00:18:59ด้านเราเรียกว่า Lifestyle Medicine 1
00:18:59 → 00:19:02กินอาหารที่ดี 2 การออกกำลังกายที่เหมาะ
00:19:02 → 00:19:06สม 3 การไม่เครียด 4 เรื่องของการที่เรา
00:19:06 → 00:19:09จะนอนหลับอย่างมีคุณภาพข้อ 5 ไม่ดื่ม
00:19:10 → 00:19:12เหล้าไม่สูบบุหรี่อันนี้เป็นอะไรที่ค่อน
00:19:12 → 00:19:15ข้างจะชัดเจนแต่ข้อ 6 ที่มาน่าสนใจมากคุณ
00:19:15 → 00:19:18จะมีสุขภาพดีในระยะยาวได้ถ้าคุณมี
00:19:18 → 00:19:21สัมพันธภาพที่ดีมีงานวิจัยครับอันนี้พูด
00:19:21 → 00:19:25ตลกๆแต่เป็นความจริงผู้ชายถ้าเป็นโสดตาย
00:19:25 → 00:19:25เร็ว
00:19:25 → 00:19:27>> อ้าว
00:19:27 → 00:19:31ผู้ชายที่แต่งงานอายุยืนขึ้นแต่ตรงกัน
00:19:31 → 00:19:35ข้ามผู้หญิงที่เป็นโสดอายุยืนค่ะ
00:19:35 → 00:19:37>> ผู้หญิงที่แต่งงานเป็นคนอายุสั้นมันมีราย
00:19:37 → 00:19:39ละเอียดเยอะแต่ผมผมไม่อยากให้มันมองว่า
00:19:39 → 00:19:43ใครไม่ดีเพศใดไม่ดีนะแต่มันนำไปสู่งาน
00:19:43 → 00:19:45วิจัยที่ค้นพบว่าถ้าเกิดว่าคุณเป็นคนที่
00:19:45 → 00:19:47อยู่คนเดียวแล้วคุณไม่connectเnectกับ
00:19:47 → 00:19:50สังคมเลยอ่ะสมองคุณจะเสื่อมลงเร็วมากแต่
00:19:50 → 00:19:53ความสัมพันธ์ที่ว่านี้ไม่ใช่เพราะว่ามี
00:19:53 → 00:19:57สามีมีภรรยาแล้วคุณจะอายุยืนนะมันมีขีด
00:19:57 → 00:20:00เส้นใต้ไว้ด้วยว่าคุณต้องแคร์กันเป็นความ
00:20:00 → 00:20:02สัมพันธ์ที่มีคุณภาพ
00:20:02 → 00:20:02>> ค่ะ
00:20:03 → 00:20:04>> เป็นความสัมพันธ์ที่รู้สึกเชื่อมโยงต่อ
00:20:04 → 00:20:09กันตรงนี้ถ้าใครมีถือว่าคุณโชคดีครับคุณ
00:20:09 → 00:20:11จะมีสุขภาพที่แนวโน้มจะดีกว่าแต่ถ้าเกิด
00:20:12 → 00:20:13คุณแต่งงาน
00:20:13 → 00:20:15>> แล้วคุณไม่สนใจกันอันนั้นอาจจะสุขภาพแย่
00:20:15 → 00:20:16ได้
00:20:16 → 00:20:18>> ใช่เพราะว่าจะมีคำถามแบบหลายๆครอบครัวอาจ
00:20:18 → 00:20:20จะแบบว่าอุ๊ยแต่งงานแล้วเครียด
00:20:20 → 00:20:22>> อาจจะนอนไม่หลับไม่สนิทเพราะกลัวโดนคน
00:20:22 → 00:20:25ข้างหลังกำลังจะทำอะไรหรือเปล่าอายุยืน
00:20:25 → 00:20:28ได้ยังไงอะไรเงี้ไม่ในที่สุดแล้วมันเลยมี
00:20:28 → 00:20:29ทางออกหลายทาง
00:20:29 → 00:20:34>> ทางที่ 2 ก็คือว่าเราต้องกลับมาใช้สมอง
00:20:34 → 00:20:37เรื่องของการที่จะใช้ความรู้สึกในการดูแล
00:20:37 → 00:20:40กันมากขึ้นคนเราหิวความรู้สึกที่มันอิ่ม
00:20:40 → 00:20:44เอมเนาะอ่าแล้วความรู้สึกที่มั่นคงเนี่ย
00:20:44 → 00:20:47มันทำให้ระบบประสาทระบบฮอร์โมนของเรามัน
00:20:47 → 00:20:51อยู่ในสageที่อ่าพักผ่อนและมันพร้อมจะ
00:20:51 → 00:20:53ฟื้นฟูตัวเองแต่ถ้าเมื่อไหร่เรารู้สึก
00:20:53 → 00:20:55กลัวเรารู้สึกถึงความไม่แน่นแน่นอนเรารู้
00:20:55 → 00:20:59สึกถึงความ insecure ตรงเนี้ยมันก็จะนำไป
00:20:59 → 00:21:02สู่ระบบประสาทที่มันตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา
00:21:02 → 00:21:04แล้วมันก็ทำให้เกิดปัญหานอนไม่หลับตามมา
00:21:04 → 00:21:06ทำให้เกิดปัญหาเรื่องของการขับถ่ายที่ไม่
00:21:07 → 00:21:10ดีระบบของadดินอเอ่อต่อหมวกไตก็อาจจะทำ
00:21:10 → 00:21:13งานเยอะจนเกินไปอะไรพวกเนี้ยความดันขึ้น
00:21:13 → 00:21:16อะไรการที่เรากลับมาให้ความสัมพันธ์กับ
00:21:16 → 00:21:18สัมพันธภาพซึ่งมันไม่ได้เกิดจากการมาพูด
00:21:18 → 00:21:20ด้วยเหตุและผลอย่างเดียวเพราะเหตุและผล
00:21:20 → 00:21:23บางคนถ้ายึดเหตุยึดผลมีทิฐิต่อกันมันก็
00:21:23 → 00:21:25ทะเลาะกันได้ง่ายผมยังเจอข้อเขียนของ
00:21:25 → 00:21:29อาจารย์เอ่อทางจิตวิทยาท่านบอกว่าเวลาเรา
00:21:29 → 00:21:32จะพูดกันทะเลาะกันสามีภรรยาอย่าใช้เหตุผล
00:21:32 → 00:21:36นะครับใช้อารมณ์ใช้อารมณ์หน่อยคำว่าให้ดู
00:21:36 → 00:21:37ว่าเค้ารู้สึกยังไง
00:21:37 → 00:21:38>> อื
00:21:38 → 00:21:40>> เขาขาดอะไรอาจจะไม่ต้องแบบถูกหรือผิดก็
00:21:40 → 00:21:43ได้แต่เออเราเข้าใจนะระหว่างที่ทะเลาะกัน
00:21:43 → 00:21:44เนี่ยคือ
00:21:44 → 00:21:47>> อืมเธออาจจะรู้สึกว่าเราไม่ใส่ใจเรื่อง
00:21:47 → 00:21:49นี้หรือเปล่าเอออะไรเงี้ยคือเป็นเป็น
00:21:49 → 00:21:50>> เป็นเชิงของการที่
00:21:50 → 00:21:52>> ดีลกันด้วยอารมณ์กันเอา
00:21:52 → 00:21:54>> ได้แลกเปลี่ยนสิ่งที่มันเป็นความผูกพัน
00:21:55 → 00:21:57ทางอารมณ์ซึ่งเป็นเรื่องของ EQ EQ จะ
00:21:58 → 00:22:00เกิดขึ้นไม่ได้ถ้าเกิดว่าคุณไม่ได้ถูกฝึก
00:22:00 → 00:22:02ให้ใช้สมองซีกขวา
00:22:02 → 00:22:05>> อ่านั่นแปลว่าถ้าสมมุติว่าเรากำลังทะเลาะ
00:22:05 → 00:22:07กันแล้วเรามาหาคนถูกคนผิดหรือใช้สมองซีก
00:22:07 → 00:22:10ซ้ายตรรกะใช้เหตุใช้ผลเลยอันนี้มักจะแย่
00:22:10 → 00:22:11กว่าใช่มั้ยคะ
00:22:11 → 00:22:15>> มีอาจารย์ครูบาอาจารย์่อทางพุทธทางสมาธิ
00:22:15 → 00:22:19ได้ร่ำเรียนกับหลายท่านก็พูดตรงกันครับ
00:22:19 → 00:22:22ตรรกะเนี่ยมันก็รับใช้กิเลสเรา
00:22:22 → 00:22:23>> อือื
00:22:23 → 00:22:26>> ยิ่งคุณฉลาดคุณจะยิ่งเก่งในการสรรหาตรรกะ
00:22:26 → 00:22:31มาเข้าข้างตัวเองมากๆแต่ถ้าคุณมีสติแล้ว
00:22:31 → 00:22:33คุณไม่ได้ถูกชักจูงด้วยความอยากอ่ะที่
00:22:33 → 00:22:35เป็นเรื่องของส่วนตัวที่เรียกว่า
00:22:35 → 00:22:37อีโกอิสติคุณจะเริ่มมองเห็นว่าเออบาง
00:22:37 → 00:22:39อย่างบางครั้งเราก็ไม่ถูกนะหรือบางครั้ง
00:22:39 → 00:22:42เราก็ไม่จำเป็นต้องฉลาดก็ได้ความฉลาดกับ
00:22:42 → 00:22:45ความสุขเป็น 2 ก้อนที่ไม่เชื่อมกันฮะผม
00:22:45 → 00:22:48เจอคนที่ฉลาดมากๆแต่ทุกข์มากๆมาหลายหมื่น
00:22:48 → 00:22:50คนนะพ่อเราตรวจให้มา 10 ปี
00:22:50 → 00:22:50>> อื
00:22:50 → 00:22:53>> เราเจอคนที่ไม่ได้ฉลาดอ่ะ
00:22:53 → 00:22:55แต่เค้าconnectเnectกับคนอื่นเเป็นคนที่
00:22:56 → 00:22:58มีความสุขมากซะยิ่งกว่าคนฉลาดหลายๆคน
00:22:58 → 00:23:00>> โอหลายๆอย่างเลยเนาะที่แบบจริงๆก็ต้อง
00:23:00 → 00:23:03ปรับทีนี้แพนท้ามีคำถามค่ะว่าจากที่เรา
00:23:03 → 00:23:05คุยกันมาตอนแรกๆว่าเฮ้ยว่าธรรมชาติเนี่ย
00:23:05 → 00:23:07ลงโทษมนุษย์จริงมั้คือจริงๆมันเกิดจากการ
00:23:07 → 00:23:10กระทำของเรานี่แหละแล้วคุณหมอก็อ่ะถ้าเรา
00:23:10 → 00:23:12ลองกลับมาแก้ที่ตัวเราความคิดของเราหรือ
00:23:12 → 00:23:15อะไรที่มันไม่ก่อให้เกิดคาร์บอนฟุปรint
00:23:15 → 00:23:17กับโลกนี้ที่โรคมันจะไม่ได้ร้อนขึ้นหลายๆ
00:23:17 → 00:23:20อย่างอาจจะดีขึ้นทีเนี้ยค่ะถ้าเราแก้แค่
00:23:20 → 00:23:23ตัวเราอ่ะเราก็แค่คนนึงบนโลกใบเนี้ยโลก
00:23:23 → 00:23:24มันจะดีขึ้นจริงหรอ
00:23:24 → 00:23:27>> ผมใช้คำว่าอย่างงี้ผมชอบคำที่พูดว่า think
00:23:27 → 00:23:30global do it local หมายความว่าเวลา
00:23:30 → 00:23:32เราคิดเราต้องมองภาพรวมของผลกระทบที่มัน
00:23:32 → 00:23:35ใหญ่ไปสู่ระดับโลกโดยเฉพาะในทางปรัชชา
00:23:35 → 00:23:38เนี่ยสิ่งที่ทำให้มนุษย์แตกต่างจากสัตว์
00:23:38 → 00:23:40ถามว่าเป็นที่ DNA หรือเปล่าเพราะว่าค้น
00:23:40 → 00:23:43พบว่าไม่ใช่เพราะจริงๆคนกับลิงมี DNA
00:23:43 → 00:23:46ต่างกัน 4 เนี่ยต่างกันไม่เกิน 5% นะแต่
00:23:46 → 00:23:49ทำไมเราฉลาดกว่าลิงเยอะเพราะเรามีสิ่งที่
00:23:49 → 00:23:51เรียกว่าเป็น imagination หรือจินตนาการ
00:23:51 → 00:23:54ได้ถึง natural law หรือว่ากฎบางอย่าง
00:23:54 → 00:23:57คือเรียกว่าปรัชญาในการดำเนินชีวิตเนี่ย
00:23:57 → 00:23:59ที่ดีกว่าเชื่อในเรื่องของผีเสื้อกระพือ
00:23:59 → 00:24:01ปีกมั้ถ้ามันส่งผลคนทั่วโลก
00:24:01 → 00:24:02>> เราจะเคยได้ยิน
00:24:02 → 00:24:02>> อ่า
00:24:02 → 00:24:03>> ค่ะ
00:24:03 → 00:24:06>> แต่ผมเชื่อจริงจังว่าถ้าเราเห็นว่าสิ่ง
00:24:06 → 00:24:09ที่เราทำมันมีโทษต่อคนส่วนใหญ่หรือคิดว่า
00:24:09 → 00:24:12สิ่งที่เราจะลงมือทำมันมีประโยชน์ต่อคน
00:24:12 → 00:24:15ส่วนใหญ่เราสามารถเปลี่ยนแปลงโลกได้แน่
00:24:15 → 00:24:17นอนครับมันอาจจะดูเป็นคำพูดสวยหรูเนาะแต่
00:24:17 → 00:24:21ผมขอยกเป็นตัวอย่างผมเจอเอ่อลูกคนนะครับ
00:24:21 → 00:24:24มาปรึกษาด้วยเรื่องของความเครียดก็ดูแล
00:24:24 → 00:24:28กันทั้งเครียดกายรักษากายจิตใจย่ำแย่ทรุด
00:24:28 → 00:24:34โทรมรักษาใจให้อโรปี่ให้โฮมิโอารyให้ Arty
00:24:34 → 00:24:37คราวนี้ก็ดูแลกันจนถึงเขาจะอกเข้าใจเก็
00:24:37 → 00:24:41เปิดเผยตัวเองมากขึ้นว่าเค้ารู้สึกว่า
00:24:41 → 00:24:46เค้าทำอย่างไรเนี่ยก็ไม่เป็นที่ถูกใจหรือ
00:24:46 → 00:24:48พอใจของพ่อแม่พ่อแม่ตั้งความหวังว่าเขา
00:24:48 → 00:24:51สูงมากเลยแล้วเขาก็เป็นคนเก่งมากด้วยแต่
00:24:51 → 00:24:54เวลาเค้าไปพบกับพ่อแม่เพื่อจะเยี่ยมเยียน
00:24:54 → 00:24:57เลยแล้วก็เวลาพูดคุยในโต๊ะอาหารพ่อแม่ไม่
00:24:57 → 00:25:00เคยชงเ้าเลยแล้วสั่งเ้าด้วยว่าต้องทำ
00:25:00 → 00:25:03อย่างงี้เค้าก็รู้สึกว่าเฮ้ยเขาก็โตมาจน
00:25:03 → 00:25:07อายุ 30 40 แล้วทำไมพ่อแม่ยังไม่เคยเห็น
00:25:07 → 00:25:09ว่าเขาดีเลยแล้วเขาก็เห็นด้วยนะว่าบางที
00:25:09 → 00:25:13พฤติกรรมของพ่อแม่บางอย่างก็ดูยุตินะเอ่อ
00:25:13 → 00:25:16เก็บอกนะว่าด้วยความที่เขาทุกข์มากๆเนี่ย
00:25:16 → 00:25:19เขาก็เลยไปฝึกปฏิบัติธรรมแล้วเค้าก็เรียน
00:25:19 → 00:25:22รู้ว่าอะไรยึดติดอะไรไม่ยึดติดแล้วก็เห็น
00:25:22 → 00:25:23ว่าแม่ของเขาเนี่ยมีลักษณะเป็น
00:25:23 → 00:25:27perfectionist ที่ทำไป 10 เรื่องเนี่ยดี
00:25:27 → 00:25:299 เรื่องแต่คุณแม่จะไปเห็น
00:25:29 → 00:25:29>> โฟกัส
00:25:29 → 00:25:33>> เออไอ้ข้อที่ 10 ที่มันเนี่ยลูกทำไม
00:25:33 → 00:25:35เรื่องนี้ไม่ดีเค้าก็บอกเออ
00:25:35 → 00:25:38>> แม่เค้ายึดติดมากเลยนะแต่จะสอนพ่อสอนแม่
00:25:38 → 00:25:39นี่ไม่
00:25:39 → 00:25:39>> ไม่ได้อีก
00:25:39 → 00:25:41>> ไม่ได้อีกทะเลาะกันน่ะ
00:25:41 → 00:25:44>> หมอก็เลยบอกว่าสิ่งที่คุณทำได้การที่คุณ
00:25:44 → 00:25:47มี awareness หรือการที่คุณรู้ว่าการคิด
00:25:47 → 00:25:49แบบยุติมันเป็นผลร้ายอย่างไรเป็นคุณภาพ
00:25:49 → 00:25:52ภาพที่คุณเห็นในคุณพ่อคุณแม่เห็นน่ะดี
00:25:52 → 00:25:54แล้วแต่ว่าการแก้ไขปัญหามันไม่ได้ไปเริ่ม
00:25:54 → 00:25:57ที่แก้ที่พ่อแม่แต่มันเริ่มที่ตัวเราเขา
00:25:57 → 00:25:59ก็งงอีกแล้วมันทำไมมันเป็นยังไงผมบอกเอา
00:26:00 → 00:26:03อย่างงี้นะคุณยไปสอนพ่อสอนแม่ว่าพ่อแม่
00:26:03 → 00:26:06ต้องมีความสุขกว่านี้สิเพราะพ่อแม่ยุติ
00:26:06 → 00:26:09คุณคิดว่าคุณอ้าปากพูดจบพ่อแม่จะทำเลย
00:26:09 → 00:26:11มั้ยไม่มีทาง
00:26:11 → 00:26:11>> ค่ะ
00:26:11 → 00:26:15>> เค้าอาจจะมองว่าก็เธอยังอยู่เลยอ่ะเธอจะ
00:26:15 → 00:26:17มาสอนอะไรเรื่องความสุขฉันน่ะใช่มั้คนคน
00:26:17 → 00:26:19เรามันการที่จะมีbelฟมันไม่ได้เริ่มจาก
00:26:20 → 00:26:21การที่ว่าใครพูดอะไร
00:26:21 → 00:26:22>> อื
00:26:22 → 00:26:25>> แต่มันเริ่มจากเราเป็นอย่างไรเรา manifest
00:26:25 → 00:26:27ตัวเองออกมาเป็นคนนั้นหรือเปล่าเพราะ
00:26:27 → 00:26:30ฉะนั้นสิ่งที่ผมแนะนำในเคสนี้ก็คือว่า
00:26:30 → 00:26:32สิ่งที่คุณต้องทำคือคุณต้องทำให้ตัวเองมี
00:26:32 → 00:26:35ความสุขเป็นอันดับแรกคุณปล่อยวางได้มั้
00:26:35 → 00:26:38คุณเลิกเรียกร้องจากตัวเองที่จะต้องทำทุก
00:26:38 → 00:26:40อย่างให้เป็นเด็กดีได้มั้เลิกติดดีได้รู้
00:26:40 → 00:26:44ป่ะทำไมผมถึงรู้ว่าเติดดีผมก็บอกว่างั้น
00:26:44 → 00:26:46เราตรวจทางวิทยาศาสตร์ดีกว่าอ่าก็บอกว่า
00:26:46 → 00:26:50ตรวจยังไงก็ทำการตรวจตรวจแลบที่เรียกว่า
00:26:50 → 00:26:51Neurรit
00:26:51 → 00:26:52สารสื่อประสาน
00:26:52 → 00:26:52>> ค่ะ
00:26:52 → 00:26:54>> ปรากฏว่าเวลาผมตรวจมันจะตรวจอยู่ 3 ตัว
00:26:54 → 00:26:59ตรวจโดปามีนตรวจนอดadดinalินตรวจโดine
00:26:59 → 00:27:01เนี่ยผมใช้คำว่ามันเป็นสารสื่อประสาทของ
00:27:01 → 00:27:03rewarding neural transmitter หมาย
00:27:03 → 00:27:05ความว่าได้รางวัลฟิน
00:27:05 → 00:27:06>> ต้องชนะอะไรมั้ง
00:27:06 → 00:27:08>> เออเหมือนตั้งเป้าเหมือนเหมือนนักกีฬา
00:27:08 → 00:27:11สมมุติบอกว่าฉันจะต้องฝึกทุกวันฝึกๆไม่
00:27:11 → 00:27:13ยอมแพ้ฝึกจนฉันได้เหรียญทองได้เหรียญทอง
00:27:13 → 00:27:16ปุ๊บฟินโดปามนมันจะหลั่งไหลมารู้สึกโอ้
00:27:16 → 00:27:18ฉันได้รางวัลแล้วถามว่าพอได้รางวัลแล้ว
00:27:18 → 00:27:19อยากทำอะไรต่อ
00:27:19 → 00:27:20>> ก็อยากได้รางวัลตก
00:27:20 → 00:27:21>> ก็อยากได้มากขึ้น
00:27:21 → 00:27:21>> ใช่
00:27:21 → 00:27:23>> เป็นกิเลสมั้ย
00:27:23 → 00:27:23>> ก็เป็นนะ
00:27:23 → 00:27:26>> ออใช่มั้ยจากชนะระดับจังหวัดต้องชนะระดับ
00:27:27 → 00:27:29ประเทศจากระดับประเทศต้องชนะโอลิมปิกอะไร
00:27:29 → 00:27:30มันเป็นสิ่งที่ทำให้คนเรามีโมเช
00:27:31 → 00:27:33>> อ่ะแต่คิดในเชิงตรรกะก็คือว่ามีเป้าหมาย
00:27:33 → 00:27:33ไง
00:27:33 → 00:27:34>> มันต้องมีไว้
00:27:34 → 00:27:35>> ค่ะ
00:27:35 → 00:27:36>> โดปามีนจำเป็นต้องมีเพื่อให้เรามี
00:27:36 → 00:27:37motivate
00:27:37 → 00:27:41>> แล้วผมพบเด็กบางคนที่พอพ่อแม่กดดันมากๆ
00:27:41 → 00:27:44ลูกไม่ต้องทำรถไม่ต้องทำนี่อย่าทำอย่าเพ
00:27:44 → 00:27:47ใช้คำว่าอย่าเยอะๆเนี่ยชมันหายโดปามีนมัน
00:27:47 → 00:27:50หายไปเลยนะคือไม่อยากทำอะไรแล้วแต่เเรียก
00:27:50 → 00:27:52ภาวะทิ้งตัวใช่มภาวะเเรียกว่าเป็นเป็นผัก
00:27:52 → 00:27:55อ่ะเป็นยอมเป็นผักเน่าอ่ะเอออันนี้ก็ไม่
00:27:55 → 00:27:57ดีแต่ว่าในระดับที่เหมาะสมโดมีนช่วยให้
00:27:57 → 00:28:01เรามีแรงผลักดันในการพัฒนาตัวเองแต่ในเคส
00:28:01 → 00:28:03ที่มันเยอะไปเป็นไงล่ะครับเคสนี้ตรวจมา
00:28:03 → 00:28:05โดปามีนสูงปี๊ดเลยอ่ะคือหมายความว่าฉัน
00:28:05 → 00:28:08ต้องทำให้ดีฉันต้องทำให้ได้ฉันทำไปเรื่อย
00:28:08 → 00:28:11ๆจนเบิร์น out อ่ะเพราะอะไรเพราะในตอนที่
00:28:11 → 00:28:14โดบีนขึ้นสิ่งที่มันต้องขึ้นมาคู่กันคือ
00:28:14 → 00:28:18สิ่งที่เรียกว่าเป็นนินarinหรือ Epinf
00:28:18 → 00:28:21มันเป็นฮอร์โมนจากต่อหมวกไตมันช่วยให้เรา
00:28:21 → 00:28:23ระหว่างที่เรากำลังเครียดกำลังพยายามทำ
00:28:23 → 00:28:26ให้ได้เนี่ยเราอพิฟินต้องขึ้นมาบอกให้เรา
00:28:26 → 00:28:29สู้กับมันเราจะไม่ยอมแพ้เหมือนเราขับรถ
00:28:29 → 00:28:31เนี่ยคนโดปามีนสูงๆก็ขับจะต้องแซงก็ได้
00:28:31 → 00:28:34แต่ไอ้ตอนขับไปเถ้าเกิดรถบรรทุกมันสวนมา
00:28:34 → 00:28:38เฮ้ยปอ่ะไม่ไม่แซงดีกว่า
00:28:38 → 00:28:40>> เพราะว่าอะไรเพราะไอ้ต่อมหมวกไตของเราที่
00:28:40 → 00:28:43มันทำให้เราเฮ้ยลุ้นอ่ะคือทนกับไอ้ความ
00:28:43 → 00:28:45ลุ้นตรงนี้ได้หน่อยต้องขึ้นมาคู่กันนะแต่
00:28:45 → 00:28:49ถ้าเรามีพอกันปุ๊บเราก็อ้าตัดสินใจแซงๆ
00:28:49 → 00:28:52ได้ปื๊ดไปเลยเงี้ยแต่ว่าถ้าเราเริ่มแก่
00:28:52 → 00:28:55ตัวส่วนใหญ่จะเจอแบบเริ่มตอหมกไตใช้งานมา
00:28:55 → 00:28:58อย่างต่อเนื่องยาวนานเครียดมาตลอดเวลาจน
00:28:58 → 00:29:00มันบอกว่ายกธงขาวไม่เอาแล้วไม่เครียดและอ
00:29:00 → 00:29:04>> อืนอกฉดฟึบแล้วก็เจอความเครียดปุ๊บอุ้ยทน
00:29:04 → 00:29:08ไม่ได้มันจะเกิดอาการ burst out คือโวย
00:29:08 → 00:29:11วายดราม่าฉันจะไม่ทนอีกต่อไปอีกแล้วอะไร
00:29:11 → 00:29:13เงี้ยนะฮะอ่าเราก็เห็นเคสนี้เนาะดีๆมัน
00:29:13 → 00:29:16ต่ำสุดท้ายต้องมีสิ่งที่เป็นความสุขความ
00:29:16 → 00:29:18สุขแบบไม่ต้องมีรางวัลได้มั้ย
00:29:18 → 00:29:18>> อื
00:29:18 → 00:29:21>> ถ้าภาษาวัยรุ่นเสุขสุขแบบโง่ๆอ่ะไปนั่ง
00:29:21 → 00:29:23โง่ๆริมน้ำอะไรเงี้ย
00:29:23 → 00:29:25>> เออออหมายถึงว่าแบบความสุขง่ายๆเล็กๆ
00:29:25 → 00:29:28>> เออความสุขที่มันเป็นความสงบที่เออทำอยู่
00:29:28 → 00:29:29เฉยๆก็ดีจัง
00:29:29 → 00:29:30>> อือ
00:29:30 → 00:29:31>> ส่วนใหญ่พวกนี้มันมาจากสิ่งเรียกว่าเป็น
00:29:31 → 00:29:33กัดฟลingนะมันเป็นเรื่องของไอ้ตัวความรู้
00:29:33 → 00:29:36สึกในการกินกันย่อยซึ่งแต่ก่อนเอธิบาย
00:29:36 → 00:29:38เรื่องนี้ยากมากเลยแต่ปัจจุบันเนี้ยมันมี
00:29:38 → 00:29:41เทรนด์อันหนึ่งที่เขาตรวจพบว่าถ้าเรามี
00:29:41 → 00:29:44ไมโครไบโอมที่ดีในลำไส้มันจะทำให้เกิดการ
00:29:44 → 00:29:48สร้างซิรโตนินสารสื่อประสาทแห่งความสุข
00:29:48 → 00:29:51สงบสรโตนินต้องมากพอถ้าเมื่อไหร่สโรโตนิน
00:29:51 → 00:29:54ดรอปคือกินไม่ดีนอนไม่ดีลำไส้รั่วกรณี
00:29:54 → 00:29:56นั้นสโนินจะตกแล้วทำให้เกิดภาวะ
00:29:56 → 00:29:58depression ก็สังเกตว่าเรื่องกายและจิต
00:29:58 → 00:30:01มันมันไม่ได้เป็นว่าฉันอยากจะสงบเลยฉัน
00:30:01 → 00:30:03อยากจะมีความสุขแล้วไม่ดูแลร่างกายมันก็
00:30:03 → 00:30:05ไม่ได้ถูกมั้แต่ในเคสเนี้ยพอเราตรวจปุ๊บ
00:30:05 → 00:30:08ก็อันเนี้ยโดปามีนสูงปี๊ดคุณเป็นคนอยากดี
00:30:08 → 00:30:11อ่ะคุณติดดีไงแล้วเผอิญว่าคนที่จะบอกว่า
00:30:11 → 00:30:14คุณดีไม่ดีเนี่ยมันมีอยู่ certify body
00:30:14 → 00:30:17หรือคนที่ประทับตาตาแห่งความดีได้มีแค่
00:30:17 → 00:30:17พ่อกับแม่
00:30:18 → 00:30:20>> อ่าแปลว่าคนอื่นชมแล้วก็ไม่นับ
00:30:20 → 00:30:23>> คนอื่นชมก็อาจจะไม่ได้รู้สึกว่าได้ฟินน่ะ
00:30:23 → 00:30:25รู้สึกมันได้ไงเพราะว่าคุณต้องเริ่มจาก
00:30:25 → 00:30:28การมีความสุขพ่อแม่รอไว้ก่อนพ่อแม่จะไม่
00:30:28 → 00:30:31มีวันเชื่อเราถ้าเรายังไม่มีความสุขคุณมี
00:30:31 → 00:30:34หน้าที่ไปหาความสุขให้ตัวเองความสุขแบบ
00:30:34 → 00:30:37ไม่ต้องเร่งความสุขแบบชิลๆไปทำอาร์ตได้
00:30:37 → 00:30:39มั้ยเออวาดรูปมันก็มีความสุขเหมือนกัน
00:30:39 → 00:30:41เนาะผมใช้ความสุขประเภทนี้ว่าเป็นสุขแบบ
00:30:41 → 00:30:44สุขสงบหรือ serenity ถ้าคุณมีความสุขกับ
00:30:44 → 00:30:49ตัวเองไปสปาก็ได้อถ้าชอบนะไปนวดไปกอดบาง
00:30:49 → 00:30:53คนก็มีธุรกิจรับจ้างกอดนะ
00:30:53 → 00:30:53>> ค่ะ
00:30:53 → 00:30:56>> เพราะมันเพิ่มออกซิโตซินมันมันมีการบำบัด
00:30:56 → 00:30:58ที่เรียกว่าเป็นออกซิซิน thapy นะ
00:30:58 → 00:31:00>> อ่านเหมือนเราต้องได้รับบ้างหรือเปล่าคะ
00:31:00 → 00:31:03>> ทำไมกันก่อนมันทรงพลังมากๆในการบำบับ
00:31:03 → 00:31:06บำบัดคนนึงมันเหมือนกับว่าเราไปหาใครสัก
00:31:06 → 00:31:09คนแล้วเาอ้าแขนรับเราอ่ะ feeling connect
00:31:09 → 00:31:11เพราะฉะนั้นกลับไปที่ connect นะการมี
00:31:11 → 00:31:14relationhip ที่ดีคือ feeling ที่เชื่อม
00:31:14 → 00:31:17ต่อว่าฉันไม่ได้อยู่คนเดียวในโลกเนี้ยฉัน
00:31:17 → 00:31:22มีคุณค่าที่จะอยู่กับคนอื่นๆโอเคในตอนที่
00:31:22 → 00:31:24เรายังพลังงานติดลบอยู่เนี่ยการค้นที่คน
00:31:24 → 00:31:27อื่นมาก่อนเราโอเคแต่เมื่อเราเริ่มมีความ
00:31:27 → 00:31:31ตั้งมั่นมีความมั่นคงที่จะอยู่ด้วยตัวเรา
00:31:31 → 00:31:34เองแล้วเนี่ยถ้าเรายังมัวแต่สนใจว่าฉัน
00:31:34 → 00:31:38หล่อเปล่าฉันผอมยังฉันทีโลเมียยาวพออายุ
00:31:38 → 00:31:42จะยาวมั้ยมันก็จะเป็นความสุขแบบไม่อิ่ม
00:31:42 → 00:31:44แต่ถ้าเมื่อไหร่คุณเริ่มหาสิ่งที่เรียก
00:31:44 → 00:31:48ว่าการดำรงอยู่เพื่อคนอื่นเช่นโหฉันเนี่ย
00:31:48 → 00:31:50ต้องอยู่ต่อไปนะเพราะว่าฉันเลี้ยงหมา
00:31:50 → 00:31:54เลี้ยงแมวเอ่อจรหจัดเอามาเ่อช่วยเหลือฉัน
00:31:54 → 00:31:57ต้องแบบสร้างทำให้ชีวิตเหล่าเนี้ยมันอยู่
00:31:57 → 00:31:58รอดต่อไปได้
00:31:58 → 00:32:01>> มันเป็นพลังนะนั่นแหละถึงเรียกว่า living
00:32:01 → 00:32:03with purpose มันไม่ใช่ egoistic หรือ
00:32:03 → 00:32:06มุมมองที่มองต่อตัวเองว่าเอ่อฉันจะได้
00:32:06 → 00:32:08ประโยชน์อะไรแต่ฉันอยู่เพื่อสร้าง
00:32:08 → 00:32:09ประโยชน์อะไร
00:32:10 → 00:32:11>> ฉันมีประโยชน์ต่อผู้อื่นอย่างไร
00:32:11 → 00:32:13>> อ่าแล้วเคสนี้เไปทำประโยชน์ในที่สุดเค้า
00:32:13 → 00:32:16บอกโอทุกวันนี้เค้าแฮปปี้มากเลยอ่าแล้ว
00:32:16 → 00:32:18เค้าก็สร้างแรงบันดาลใจให้กับเพื่อนซึม
00:32:18 → 00:32:20เศร้าเค้าหลายคนมากเลยว่าเธอต้องมีความ
00:32:21 → 00:32:24สุขแล้วเกิดอะไรขึ้นจนถึงวันนึงพอเ้าต้อง
00:32:24 → 00:32:28กลับไปคุยไปเยี่ยมพ่อแม่พ่อแม่ก็เปลี่ยน
00:32:28 → 00:32:30ไปมั้ยไม่เปลี่ยนเหมือนเดิม
00:32:30 → 00:32:31>> เก็เตะตีนนติดนม
00:32:31 → 00:32:33>> แต่เขาเห็นลูกเปลี่ยนไปมั้คะ
00:32:33 → 00:32:35>> นะเเริ่มเห็นลูกเริ่มเปลี่ยนเก็
00:32:35 → 00:32:39>> เถามว่าลูกเออลูกมีความสุขขึ้นบอกใช่ๆวัน
00:32:40 → 00:32:43นี้ไปทำศิลปะมาเอ้าเหรอเออให้แม่ไปด้วย
00:32:43 → 00:32:46ได้มยมันเป็น conversation ที่เราเริ่ม
00:32:46 → 00:32:48เห็นว่าจากการที่เราเปลี่ยนตัวเองคนใน
00:32:48 → 00:32:50ครอบครัวอื่นๆจะเริ่มเปลี่ยนตามเราแต่เรา
00:32:50 → 00:32:54ต้องเปลี่ยนแบบที่เราเป็นก่อนและถ้าคนใน
00:32:54 → 00:32:57รอบตัวเรามีความสุขมันจะเกิดการขยายวงใน
00:32:57 → 00:32:59สังคมเล็กๆของเราและถ้าเรามีคนอย่างนี้
00:33:00 → 00:33:03มากขึ้นมากขึ้นผมเชื่อว่าโลกของเราจะ
00:33:03 → 00:33:05เปลี่ยนไปในทางทิศทางที่ดีขึ้น
00:33:05 → 00:33:07>> อก็คือเหมือนผีเสื้อกระพือปีก
00:33:07 → 00:33:12>> ใช่แต่เงื่อนไขเดียวคือคุณต้องมีความสุข
00:33:12 → 00:33:14โดยทำประโยชน์ให้คนอื่นได้เมื่อถึงตอน
00:33:14 → 00:33:17นั้นคุณจะพบว่าพลังงานคุณจะมหาศาลมากคุณ
00:33:17 → 00:33:20ไม่เคยสงสัยเลยว่าทำไมแม่แม่ชีเทเรซ่าแม่
00:33:20 → 00:33:23ชีสันสนีทำไมโอ้โหท่านทำงานแบบ 7 วัน
00:33:23 → 00:33:26เกือบ 20 กว่าชั่วโมงอ่ะทำไมคนเหล่านี้ทำ
00:33:26 → 00:33:29สิ่งมหัศจรรย์เหล่านี้ได้หรืออ่าอย่างใคร
00:33:29 → 00:33:32ล่ะที่เป็นเ่อคนทำเรื่องการกุศลต่างๆทำไม
00:33:32 → 00:33:35เขาแบบมีพลังเลยผมผมยังจำได้ว่ามีผู้หญิง
00:33:35 → 00:33:39คนนึงเป็นแม่เลี้ยงของศูนย์เด็กกำพร้า
00:33:39 → 00:33:42เงี้ยเ้าเป็นมะเร็งระยะสุดท้ายแต่เค้าบอก
00:33:42 → 00:33:44เขาต้องอยู่เพื่อให้เด็กๆเหล่านี้โตก่อน
00:33:44 → 00:33:46เอ่อเข้ามหาลัยก่อนอะไรเงี้ยแล้วเก็อยู่
00:33:46 → 00:33:48ยาวนานกว่าค่าเฉลี่ยเพราะอะไรเพราะไอ้
00:33:48 → 00:33:50สิ่งที่เรียกว่าเป็นการ living with
00:33:50 → 00:33:54purpose การอยู่อย่างมีความหมายส่งผลต่อ
00:33:54 → 00:33:57สุขภาพให้เขามีสุขภาพที่ดีและในทางตรง
00:33:57 → 00:34:00ข้ามโลกของเราก็สามารถตอบรับสิ่งเหล่านี้
00:34:00 → 00:34:02ได้ผมเชื่อว่านี่แหละครับคือพลังที่เรา
00:34:02 → 00:34:04ต้องคนตัวเล็กทุกคนต้องช่วยกันสร้างให้
00:34:04 → 00:34:05เกิด
00:34:05 → 00:34:10>> อืค่ะเพราะว่าธรรมชาติกับตัวเราเนี่ยจริง
00:34:10 → 00:34:13ๆเป็นสิ่งที่ไม่ได้แยกจากกันยังไงก็ยัง
00:34:13 → 00:34:14ต้องไปด้วยกัน
00:34:14 → 00:34:17>> ถ้าพูดแบบในเชิงของปรัชญาและความคิดก็คือ
00:34:17 → 00:34:21ว่าโลกคือภาพรวมภาพสะท้อนของการกระทำของ
00:34:21 → 00:34:26คนโดยโลกโดยรวมช่วงไหนที่เป็นยุคศีไลที่
00:34:26 → 00:34:30มีคนคิดดีทำดีไม่ว่าจะอธิบายด้วยคาร์บอน
00:34:30 → 00:34:33fฟintหรือว่าจะอธิบายด้วยเรื่องของหลัก
00:34:33 → 00:34:35วิทยาศาสตร์อะไรก็แล้วแต่มันจะจับมาที่
00:34:35 → 00:34:38ว่าธรรมชาติก็จะดียกตัวอย่างเช่นเราจะบอก
00:34:38 → 00:34:41ว่าคุณจะทำฟาร์มให้มีได้รับตราเกษเกษตร
00:34:41 → 00:34:43อินทรีย์ก็ได้แต่ถ้าเกิดคุณแอบเอาของมา
00:34:43 → 00:34:45ใส่อ่ะที่มันไม่ใช่อินทรีย์อ่ะมันก็ไม่
00:34:45 → 00:34:47ได้เปลี่ยนแปลงโรคนะแต่ถ้าเกิดคุณทำสิ่ง
00:34:47 → 00:34:50ที่ดีแล้วคนอื่นเห็นดีเห็นงามเช่นคุณเป็น
00:34:50 → 00:34:54เกษตรอินทรีย์แล้วเกษตรกรวงข้างๆบอกเอ้ย
00:34:54 → 00:34:57คุณชีวิตดีขึ้นน่ะเออทำไมคุณป่วยนรงออไม่
00:34:57 → 00:35:00ใช้ยาเคมีเอองั้นเราทำด้วยสิมันก็จะทำให้
00:35:00 → 00:35:03เกิดการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงแต่ถ้ายุค
00:35:03 → 00:35:06ไหนก็ตามคนเรามันแก่งแย่งมันชิงดีมันสู้
00:35:06 → 00:35:09กันตลอดเวลามันก็ไม่แปลกใจครับว่าในที่
00:35:09 → 00:35:11สุดธรรมชาติมันก็จะเปลี่ยนแปลงมาเป็น
00:35:11 → 00:35:13ศัตรูกับเราไม่มากก็น้อย
00:35:13 → 00:35:16>> ทีเนี้ยค่ะอืมเราคงจะด้วยความที่โลกอ่ะมี
00:35:16 → 00:35:19วิวัฒนาการของมันอยู่เรื่อยๆอยู่ทุกวัน
00:35:19 → 00:35:22เราคงไม่มีทางที่จะเอ่อย้อนกลับไปให้อยู่
00:35:22 → 00:35:25ในยุคที่ว่าเฮ้ยเทคโนโลยีไม่ต้องเจริญอ่า
00:35:25 → 00:35:27ยังไงโลกก็ยังเจริญต่อไป
00:35:27 → 00:35:30>> แล้วคุณหมอคะอยากได้คำแนะนำว่าในวันที่
00:35:30 → 00:35:33โลกยังเจริญต่อไปเรื่อยๆที่คนเราอาจจะ
00:35:33 → 00:35:36ต้องใช้สมองซีกซ้ายตรรกะกันมากขึ้นเรื่อย
00:35:36 → 00:35:39ๆเพื่อความอยู่รอดเนี่ยค่ะเราจะทำยังไง
00:35:39 → 00:35:43ให้เราเนี่ยมีภูมิคุ้มกันทางใจที่มันจะ
00:35:43 → 00:35:45เป็นเหมือนเบรคให้เราอยู่ในโลกใบนี้ได้ดี
00:35:45 → 00:35:46ขึ้นน่ะ
00:35:46 → 00:35:50>> ผมใช้คำว่าเราต้องฝึกให้ตัวของเราเองได้
00:35:50 → 00:35:55มีการพักได้มีจังหวะชีวิตนั่นคือเหตุผล
00:35:55 → 00:35:58ว่าทำไมชาวยิวหรือว่าชาวคริสต์จึงบอกว่า
00:35:58 → 00:36:02วันสปาโตหรือว่าหรือว่าวันอาทิตย์เป็นวัน
00:36:02 → 00:36:06ที่คุณไม่ควรทำอะไรถ้าเกิดคุณเป็นไปที่
00:36:06 → 00:36:09ชนบทของยุโรปถ้าเกิดไปเจอวันเสาร์อาทิตย์
00:36:09 → 00:36:12นี้บางทีเราหาคนทำงานไม่ได้เลยนะทำไมต้อง
00:36:12 → 00:36:14เป็นอย่างงั้นเพราะว่าโดยธรรมชาติของ
00:36:14 → 00:36:17มนุษย์เราถ้าไม่มีข้อตกลงร่วมกันของ
00:36:17 → 00:36:21คอมมunityที่บอกว่าเฮ้ยเรามาสร้าง culture
00:36:21 → 00:36:26ที่เราต้องมีเวลาที่มา enjoy หรือว่ามามี
00:36:26 → 00:36:28กันอยู่กับตัวเองอย่างมีความสุขตรงนั้น
00:36:28 → 00:36:32มันก็จะทำให้เราเผลอแล้วก็มีการทำงาน
00:36:32 → 00:36:34อย่างไม่ลืมหูลืมตาเพราะฉะนั้นสิ่งที่ผม
00:36:34 → 00:36:37คิดว่ามันเป็นทฤษฎีที่น่าสนใจก็คือเรื่อง
00:36:37 → 00:36:40ของการที่เราจะมีเรียกว่าคนใกล้ตัว 5 คน
00:36:40 → 00:36:43ที่เราจะ connect ด้วยคราวนี้เรานึกถึง
00:36:43 → 00:36:44เรื่องของการสร้าง culture การทำงานเนี่ย
00:36:44 → 00:36:48ถ้าโอเคในวันนี้ที่เราพูดมีคนที่อาจจะ
00:36:48 → 00:36:51เป็นเจ้าขององค์กรหรือกิจการสามารถจะ
00:36:51 → 00:36:55สร้างวัฒนธรรมองค์กรของการที่จะมีการ work
00:36:55 → 00:36:58life balance เอื้อให้มีการหยุดพักผ่อน
00:36:58 → 00:37:01ในวันเวลาที่เหมาะสมและทำกันเป็นทั้งเป็น
00:37:01 → 00:37:03culture ทำไมเราถึงคิดว่าเป็น culture
00:37:03 → 00:37:05หรือวัฒนธรรมอ่ะเค้าเรียกว่า cultivate
00:37:05 → 00:37:08มันไม่ได้เกิดขึ้นวันเดียวแต่ในคนจำนวน
00:37:08 → 00:37:10นึงถ้าเกิดว่าในองค์กรนั้นหรือตัวเราเอง
00:37:10 → 00:37:12อยู่ในครอบครัวที่ work life balance
00:37:12 → 00:37:15มันจะเป็นตัวที่ทำให้เราโอกาสที่จะเพลิน
00:37:15 → 00:37:18หรือว่าเผลอไปทำงานจนตัวเองเจ็บป่วยหรือ
00:37:18 → 00:37:20ว่าทำให้เกิดปัญหาเนี่ยในเชิงของการใช้
00:37:21 → 00:37:23ความคิดอย่างเดียวจนเป็นปัญหาเนี่ยก็จะ
00:37:23 → 00:37:25เกิดน้อยลงมันเป็นเรื่องของการทำงานร่วม
00:37:26 → 00:37:28กันของ culture ที่เราอยู่ด้วยเหมือนกัน
00:37:28 → 00:37:28ครับ
00:37:28 → 00:37:31>> ทีนี้ที่คุยกันมาทั้งหมดค่ะตอนแรกๆที่เรา
00:37:31 → 00:37:34พูดถึงลมหายใจเข้าลมหายใจออกแพนด้ามีคำ
00:37:34 → 00:37:36ถามนึงเป็นคำถามสุดท้ายนะของวันนี้ที่
00:37:36 → 00:37:39อยากจะทราบมากๆก็คือว่าแล้วลมหายใจคนเรา
00:37:39 → 00:37:42อ่ะค่ะจริงๆแล้วมันมหัศจรรย์ยังไงบ้างคะ
00:37:42 → 00:37:44>> แหมมาจบเป็นคำถามสุดท้ายต้องขออีกสัก 1
00:37:44 → 00:37:46ตอน
00:37:46 → 00:37:49เอ่อในเชิงวิทยาศาสตร์อธิบายได้เยอะมาก
00:37:49 → 00:37:51แต่ว่าถ้าผมเปลี่ยนใหม่เป็นมุมมองอีกอัน
00:37:51 → 00:37:55นึงที่ฝากเอาไว้ก็คือว่าจริงๆแล้วเนี่ยลม
00:37:55 → 00:37:59หายใจแรกของเราคือตอนที่เราเกิดมาตอนที่
00:37:59 → 00:38:03ลมหายใจแรกเกิดขึ้นจะเกิดการรู้สึกตัวดัง
00:38:03 → 00:38:05นั้นลมหายใจจึงมีความเกี่ยวข้องใกล้ชิด
00:38:05 → 00:38:09ว่ามันเป็นคitionทำให้เราเกิดความรู้
00:38:09 → 00:38:12เนื้อรู้ตัวประเด็นก็คือว่าถ้าเกิดว่าเรา
00:38:12 → 00:38:16มีลมหายใจเข้าและออกทุกครั้งที่หายใจมัน
00:38:16 → 00:38:18จะเกิดการเปลี่ยนแปลงกายเนื้อของเราอ่า
00:38:18 → 00:38:21อย่างคุณแม่แม่ชีสันสนีที่ผมได้เคยทำงาน
00:38:21 → 00:38:24ใกล้ชิดด้วยก็บอกว่ากายลมอ่ะมันปรุงแต่ง
00:38:24 → 00:38:27กลายเนื้อเพราะฉะนั้นคำพูดที่ว่าเราสร้าง
00:38:27 → 00:38:30ไอ้ตัวคาร์บอนออกมาแล้วคาร์บอนเนี่ยมันก็
00:38:30 → 00:38:33จะไปจับเป็นโครงสร้างต่างๆเพราะฉะนั้นแน่
00:38:33 → 00:38:37นอนทุกครั้งที่เราคิดเราตัดสินใจร่างกาย
00:38:37 → 00:38:40เราจะรับผลกระทบผลกรรมนั้นเป็นชีวิตจิตใจ
00:38:40 → 00:38:43ของเราในเฟสถัดไปเสมอในขณะเดียวกันลมหาย
00:38:43 → 00:38:46ใจของเราไม่ได้ออกมาแค่จมูกแล้วหยุดแต่
00:38:46 → 00:38:49มันออกไปปรุงแต่งสภาพแวดล้อมของเราด้วย
00:38:49 → 00:38:52จริงๆแล้วเนี่ยถ้าเราบอกว่าจิตของเราอยู่
00:38:52 → 00:38:56ที่ไหนเราจะคิดว่าจิตก็อยู่ในเนี่ยอานา
00:38:56 → 00:38:59บริเวณของตัวแขนขาแต่ถ้าเรามองไกลกว่า
00:38:59 → 00:39:01นั้นว่าคาร์บอนน่ะที่เราหายใจออกมันคือ
00:39:01 → 00:39:05ตัวแครี่ความคิดและจิตใจของเรามันนำพา
00:39:05 → 00:39:07ความคิดจิตใจของเราออกมากับลมหายใจและ
00:39:08 → 00:39:09อยู่รอบตัวเราเพราะฉะนั้นเวลาเราเข้า
00:39:09 → 00:39:12สังคมแล้วเราพูดว่าเอ้ยเรา breathing the
00:39:13 → 00:39:15same air นี้เป็นคำพูดของฝรั่งเราหายใจ
00:39:15 → 00:39:18ในบรรยากาศเดียวกันนั่นหมายความว่าเราจะ
00:39:18 → 00:39:21เข้าใจกันลมหายใจมักจะ connect ตัวเรากับ
00:39:21 → 00:39:24คนรอบข้างเราอยากให้คนรอบข้าง
00:39:24 → 00:39:27connectเnectกับเราอย่างสุขสงบลมหายใจเรา
00:39:27 → 00:39:30ต้องเริ่มมีความสงบอยู่ในนั้นยกตัวอย่าง
00:39:30 → 00:39:34เช่นสมมุติผมเดินมาเจอน้องแพนด้าแล้วก็
00:39:34 → 00:39:36บอกเฮ้ยยืมรถหน่อยสิ
00:39:36 → 00:39:37>> อืออืค่ะ
00:39:37 → 00:39:38>> ให้ยืมมั้ย
00:39:38 → 00:39:39>> อ่ะแล้วนบอกไม่มีรถค่ะ
00:39:40 → 00:39:42>> ไม่มีรถสมมุติว่ามีสมมติว่าสมมติว่ามี
00:39:42 → 00:39:44>> ก็อาจจะสมมุติไม่ให้ยืม
00:39:44 → 00:39:47>> เออไม่พอใจแบบเอ้ยแบบมาแบบ
00:39:47 → 00:39:51>> แต่ถ้ามาด้วยคำพูดเดียวกันเออเฮ้ยเดี๋ยว
00:39:51 → 00:39:52ยืมรถหน่อยนะ
00:39:52 → 00:39:53>> ได้
00:39:53 → 00:39:54>> ใช่มั้ย
00:39:54 → 00:39:54>> ค่ะ
00:39:54 → 00:39:57>> เพราะฉะนั้นเวลาที่เราอยู่ในการบำบัดสิ่ง
00:39:57 → 00:39:59ที่ผมจะสังเกตไม่ใช่สังเกตคำพูดเพียง
00:39:59 → 00:40:02อย่างเดียวนะผมเริ่มจะลมหายใจถ้าเรารู้
00:40:02 → 00:40:06ว่าการบำบัดของเราเริ่มเข้าไปถึงใจเขาเรา
00:40:06 → 00:40:09จะเห็นว่าลมหายใจของผู้พูดที่อยู่กับเรา
00:40:09 → 00:40:12จะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้นเราจะ
00:40:12 → 00:40:15กำกับได้เราต้องมีลมหายใจที่ดีและผ่อน
00:40:15 → 00:40:16คลายก่อน
00:40:16 → 00:40:19>> ก็น่าจะได้ประโยชน์แล้วก็เอาไปลองฝึกกัน
00:40:19 → 00:40:22ได้ในวันนี้หลายๆอย่างที่เราคุยกันมาใน
00:40:23 → 00:40:25วันนี้เนาะว่าเฮ้ยโลกของเราเนี่ยกำลังลง
00:40:25 → 00:40:28โทษเราอยู่จริงมั้ยเพราะว่าทำไมธรรมชาติ
00:40:28 → 00:40:31โอ้โหภัยพิบัติเกิดขึ้นมากมายโรคภัยมากับ
00:40:31 → 00:40:33อากาศด้วยซ้ำซึ่งวันนี้คุณหมอก็ได้ให้แนว
00:40:33 → 00:40:36คิดนึงว่าจริงๆแล้วเราทุกคนน่ะมันมีส่วน
00:40:36 → 00:40:39ที่จะสร้างให้โลกนี้มันเป็นยังไงอ่าตาม
00:40:39 → 00:40:41ที่เนื้อหาที่เราคุยกันมาเลยแล้วก็สุด
00:40:41 → 00:40:44ท้ายที่เราฝากกันไว้ในวันนี้ก็คือการ
00:40:44 → 00:40:46เปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นที่ตัวเราเริ่มที่
00:40:46 → 00:40:49ตัวเรามันอาจจะดูเหมือนเป็นสิ่งที่ไม่ได้
00:40:49 → 00:40:52สามารถที่จะเปลี่ยนแปลงโลกนี้ได้แต่ถ้า
00:40:52 → 00:40:54เราทำมันแล้วทำมันด้วยใจจริงๆที่เรามี
00:40:54 → 00:40:56ความสุขได้จริงๆเริ่มเป็นคนที่มีความสุข
00:40:56 → 00:40:59ได้ก่อนจริงๆค่อยๆทำไปมันจะเหมือนผีเสื้อ
00:40:59 → 00:41:01กระพือปีกแล้วโลกเนี้ยจะเปลี่ยนได้จริงๆ
00:41:01 → 00:41:04>> อ่าสุดยอดครับโลกได้ดีมากเลยครับวันนี้
00:41:04 → 00:41:08เราก็มาลงลึกในด้านเรื่องพลังชีวิตใช่
00:41:08 → 00:41:08มั้ยครับ
00:41:08 → 00:41:11>> ใช่ๆค่ะคุยกันเรื่องพลังชีวิตและแอบ
00:41:11 → 00:41:13กระซิบบอกทุกคนไว้นิดนึงว่าคุณหมอบอกว่า
00:41:13 → 00:41:15จริงๆเรื่องกรรมก็เกี่ยวข้องด้วย
00:41:15 → 00:41:16>> อ่า
00:41:16 → 00:41:19>> อ่าเดี๋ยวรอฟังกันได้เลยอันดับแรกอยาก
00:41:19 → 00:41:22ทราบก่อนค่ะว่าแล้วการแพทย์แบบองค์รวม
00:41:22 → 00:41:23เนี่ยค่ะจริงๆแล้วคืออะไรคะ
00:41:23 → 00:41:26>> อมันมีพัฒนาการของคำว่าการแพทย์เนี่ยตลอด
00:41:26 → 00:41:29ระยะเวลาตั้งแต่เรามีการปฏิรูปเรื่องของ
00:41:29 → 00:41:33สุขภาพในเมืองไทยเนาะต้องบอกว่าในปีนั้น
00:41:33 → 00:41:36น่ะที่มีการตั้งกรมพัฒนาพัฒนาการแพทย์ทาง
00:41:36 → 00:41:38เลือกแล้วก็การแพทย์แผนไทยเนี่ยก็เป็น
00:41:38 → 00:41:42ช่วงที่ทางผู้ใหญ่เริ่มมองเห็นว่าเอ้ยการ
00:41:42 → 00:41:44ดูแลสุขภาพมันเป็นเรื่องของแต่ละบุคคล
00:41:44 → 00:41:47เพราะว่าก่อนหน้านี้เนี่ยเราจะมีการแพทย์
00:41:47 → 00:41:48สมัยใหม่เ้าเรียกว่า conventional
00:41:48 → 00:41:50medicine อันนั้นจะเป็นการแพทย์ที่คุณ
00:41:50 → 00:41:53หมอทุกคนแผนปัจจุบันลงทั้ผมเองเวลาเรียน
00:41:53 → 00:41:56มา 6 ปีแล้วก็ต่อความชำนาญพิเศษเนี่ย
00:41:56 → 00:41:58เกือบ 10 ปีเนี่ยจะเรียนในโรงเรียนแพทย์
00:41:58 → 00:42:00ส่วนใหญ่จะเป็นทาง evident base เป็น
00:42:00 → 00:42:03เรื่องของหลักสถิติการวิจัยbackอก็เป็น
00:42:03 → 00:42:05การแพทย์กระแสที่ที่เรารู้จักดีที่สุดใน
00:42:05 → 00:42:07ช่วงนี้เราเรียกว่าเป็นการแพ่กระแสหลักก็
00:42:07 → 00:42:10ได้แต่ว่าต่อมาเนี่ยเริ่มมี movement ของ
00:42:10 → 00:42:13การที่คนอยากจะดูแลสุขภาพตามแนวธรรมชาติ
00:42:13 → 00:42:15บำบัดก็เริ่มตั้งแต่สมัยอาจารย์สาธิต
00:42:15 → 00:42:18ชีวจิตใช่มั้ครับแล้วรุ่นคุณพ่อผมก็คือ
00:42:18 → 00:42:21คุณหมอบรรจกชุนหสวัสดีุลคุณหมอลิตา
00:42:21 → 00:42:24ธีรสิริก็ได้ทำการรวมกันแล้วก็สร้างศูนย์
00:42:24 → 00:42:26ธรรมชาติบำบัดบัลลวีขึ้นมานะคนอายุประมาณ
00:42:27 → 00:42:2960 จะได้คุ้นชินกับชื่อบัลลวีอยู่ละตอน
00:42:29 → 00:42:32นั้นเนี่ยเป็นกระแสที่บอกว่าคนเราดูแลตัว
00:42:32 → 00:42:34เองได้นี่นาเพราะว่าเราเชื่อในพลัง
00:42:34 → 00:42:36ธรรมชาติชาติว่าเรามีการเยียวยาตนเองอยู่
00:42:36 → 00:42:39แล้วล่ะแต่ว่ามีอุปสรรคบางอย่างเดี๋ยว
00:42:39 → 00:42:42ค่อยๆคุยกันต่อว่าทำไมร่างกายไม่ซ่อมแซม
00:42:42 → 00:42:45ตัวเองดังนั้นถ้าเกิดว่าเราใช้การส่ง
00:42:45 → 00:42:48เสริมสุขภาพดูแลตั้งแต่เรื่องของอาหารการ
00:42:48 → 00:42:51กินออกกำลังกายการคลายเครียดการไม่ลืม
00:42:51 → 00:42:54เหล้าไม่สูบบุหรี่การนอนหลับที่ดีพักผ่อน
00:42:54 → 00:42:56ที่ดีแต่จนถึงเหมือนเราพูดถึงเรื่อง
00:42:56 → 00:42:58สัมพันธภาพที่ดีถ้าเราทำขึ้นมาได้ร่างกาย
00:42:58 → 00:43:01ก็จะเยียวยาตัวเองก็เลยเป็นหลักสูตรการดู
00:43:01 → 00:43:04แลในแนวที่เรียกว่าธรรมชาติบำบัดคนก็ตื่น
00:43:04 → 00:43:06เต้นมากเลยในช่วงประมาณ 30 ปีที่แล้ว
00:43:06 → 00:43:10เริ่มมีการทำไข้เ่อสุขภาพบัลวีเ่อแล้วก็
00:43:10 → 00:43:13มีอีกเยอะแยะนะไม่ใช่แค่บัลลวีก็มีแนวหมอ
00:43:13 → 00:43:16พื้นบ้านหมอแผนไทยหมอแผนจีนทั้งหมดคือการ
00:43:16 → 00:43:19แพทย์ที่ไม่ได้ถูกนับรวมแล้วกันในการ
00:43:19 → 00:43:21แพทย์กระแสหลักแต่ถามว่ามันได้ผลมั้ยผมก็
00:43:21 → 00:43:23ต้องเชื่อว่าได้ผลนะไม่งั้นบทบันพระบุรุษ
00:43:23 → 00:43:24เราคงไม่ได้อยู่รอดมันจนถึงปัจจุบันนี้
00:43:24 → 00:43:27ได้ถูกมั้ยครับเพราะฉะนั้นเนี่ยมันจะมี
00:43:27 → 00:43:29อีกยุคนึงที่ประชาชนต้องเลือกว่าถ้าคุณ
00:43:30 → 00:43:32ไม่ไปรักษาแผนปัจจุบันคุณไปที่อื่นเลยนะ
00:43:32 → 00:43:35มันมีอารมณ์บอกว่าไปรักษาสมุนไพรใช่มั้ย
00:43:35 → 00:43:38ไม่ต้องมารักษาแพนบจก็เลยเราเลยเลือกการ
00:43:38 → 00:43:41แพทย์ตอนนั้นน่ะว่ากลุ่มการแพทย์พวกเนี้ย
00:43:41 → 00:43:42เป็นการแพทย์ทางเลือก
00:43:42 → 00:43:43>> อื
00:43:43 → 00:43:45>> alternative medicine ต้องเลือกนะเลือก
00:43:45 → 00:43:50เอ่อไม่ทางใดก็ทางหนึ่งซึ่งมันก็เกิดความ
00:43:50 → 00:43:52ผมใช้คำว่ามันไม่ต่อเนื่องกันคนไข้ก็อาจ
00:43:52 → 00:43:54จะรู้สึกจริงๆก็ไม่ได้อยากจะต้องแบบทิ้ง
00:43:54 → 00:43:56ทางใดทางหนึ่งก็เลยมีแนวคิดที่ว่ามีกลุ่ม
00:43:56 → 00:43:59แพทย์ที่หัวสมัยใหม่ก็เริ่มมีวิจัยมารอง
00:43:59 → 00:44:01รับการแพทย์ในกลุ่มนี้แล้วก็บอกเอางี้
00:44:01 → 00:44:03แล้วกันการแพทย์กระแสหลักอ่ะ conventional
00:44:03 → 00:44:06medicine ก็ยังต้องใช้ต่อแต่เราเพิ่ม
00:44:06 → 00:44:08เติมได้มั้คำว่าเพิ่มเติมภาษาอังกฤษแล้ว
00:44:08 → 00:44:10ก็ compiment อ่าเหมือนเราไปกินอาหารแล้ว
00:44:10 → 00:44:13ก็แบบมีอาหาร compliment เอามาให้ใช่มั้
00:44:13 → 00:44:15ฮะไม่ใช่จานหลักแต่กินร่วมกันก็เลยกลาย
00:44:15 → 00:44:18เป็นสิ่งที่เรียกอีกยุคต่อมาเราเรียกว่า
00:44:18 → 00:44:19complimentary medicine แต่ว่า
00:44:20 → 00:44:21complimentary มันก็ยังแบบว่าโอเคเราไม่
00:44:21 → 00:44:24ได้ปฏิเสธกันและกันเนาะแต่ว่าอาจจะไม่ได้
00:44:24 → 00:44:27คุยกันเท่าที่ควรเ่อคุณหมอที่อยู่ในโรง
00:44:27 → 00:44:30พยาบาลอาจจะพอพูดถึงวิตามินสมุนไพรอาจจะ
00:44:30 → 00:44:34ผมไม่รู้จักอะไรอย่างเงี้ยไม่ได้ไปศึกษา
00:44:34 → 00:44:36>> หรือคนที่อยู่การแพทย์แผนจีนอาจจะพูดแต่
00:44:37 → 00:44:39แผนจีนแต่ก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าแล้วแผน
00:44:39 → 00:44:42ปัจจุบันเทำอะไรกันมันก็เลยมีการพัฒนาต่อ
00:44:42 → 00:44:45ฮะก็เริ่มมีการพูดถึงว่าโอ้ถ้าอย่างงั้น
00:44:45 → 00:44:47เนี่ยเราต้องเอาสิ่งที่เรียกว่าเป็น
00:44:47 → 00:44:48multidisciplinary
00:44:49 → 00:44:52medicine คือสหวิชาชีพเอาหมอแผนจีนหมอ
00:44:52 → 00:44:57แผนไทยมาเรียนร่วมกันทำทีมเดียวกันกับหมอ
00:44:57 → 00:44:59แผนปัจจุบันต่างคนต่างเข้าใจนะหมอแผนไทย
00:44:59 → 00:45:01ก็ต้องเข้าใจนะหมอแผนปัจจุบันให้ยาตัวนี้
00:45:01 → 00:45:05เพราะอะไรหมอแผนจีนก็ต้องเข้าใจนะว่าเอ่อ
00:45:05 → 00:45:07หมอแผนแผนปัจจุบันไม่ให้ฝังเข็มเพราะ
00:45:07 → 00:45:10กำลังกินยาละลายลิ่มคือมีการพูดคุยกันมาก
00:45:10 → 00:45:12ขึ้นมันเลยเป็นการพูดว่าเป็นการแพทย์องค์
00:45:13 → 00:45:15รวมมันรวมะคราวนี้ไม่ใช่แค่ต่างคนต่าง
00:45:15 → 00:45:18อยู่เราจะมารวมกันอย่างไรหรือต่อไปก็คือ
00:45:18 → 00:45:21ทำให้มันบูรณาการยิ่งขึ้นเช่นแทนที่แผน
00:45:21 → 00:45:25จีนพูดแต่เอ่อธาตุทั้ง 5 อ่ะแผนแผนไทยพูด
00:45:25 → 00:45:27ดินน้ำลมไฟแพทย์ปัจจุบันพูดคนละเรื่องเรา
00:45:27 → 00:45:31มาเรียนรู้สรีรวิทยาอะไรต่างๆเป็นภาษา
00:45:31 → 00:45:34กันซึ่งคนที่เป็นต้นแบบทำได้ดีอยู่ 2
00:45:34 → 00:45:37ประทคือประเทศอินเดียประเทนเรียน 6 ปี
00:45:37 → 00:45:40เนี่ยหมอแผนจีนของเขาก็จะต้องนั่งเรียน
00:45:40 → 00:45:42รวมกับหมอแผนปัจจุบันนะเสร็จแล้วพอคุณ
00:45:42 → 00:45:45เริ่มเ่อเเรียกเรียนพรีนิกหลังจากนั้นพอ
00:45:45 → 00:45:47ไปขึ้นคลินิกไปเจอคนไข้แล้วเนี่ยต่างคน
00:45:47 → 00:45:49ต่างอาจจะแยกการเรียนแต่ทุกคนเคยเรียนรู้
00:45:49 → 00:45:51ร่วมกันก็เลยกลายเป็นสิ่งที่เรียกว่าเป็น
00:45:51 → 00:45:55การแพทย์บูรณาการหรือ integrate medicine
00:45:55 → 00:45:58>> อ่าอันนั้นคือมุมมุมมองของนิยามที่อาจจะ
00:45:58 → 00:46:01ตอบโจทย์ว่าเออแล้วการแพทย์องค์รวมคือ
00:46:01 → 00:46:03อะไรแต่คราวนี้ผมมีนิยามอีกอีกมุมนึงถ้า
00:46:03 → 00:46:05เราบอกว่าอ้าวแล้วจุดประสงค์สูงสุดในการ
00:46:05 → 00:46:08ที่เราจะรักษาโรคหรือรักษาคนน่ะถ้าเกิด
00:46:08 → 00:46:12เราบอกว่าเรารักษาโรคแน่นอนว่าหมอท่าน
00:46:12 → 00:46:15นั้นจะต้องมีความศึกษาอย่างทุ่มเทและลง
00:46:15 → 00:46:18ลึกไปในการเข้าใจอวัยวะเฉพาะใช่มั้ยเราก็
00:46:18 → 00:46:20จะมีหมอที่เริ่มเชี่ยวชาญเฉพาะสาขาเช่น
00:46:20 → 00:46:22หมอสมอง
00:46:22 → 00:46:22>> อื
00:46:22 → 00:46:27>> หมอกระดูกหมอหัวใจหมอลำไส้หมอเอ่อเฉพาะ
00:46:27 → 00:46:29โรคหมอสูตินริเวศอะไรก็แล้วแต่ซึ่งเป็น
00:46:29 → 00:46:31เรื่องที่ดีแล้วเราก็จำเป็นต้องมีผู้
00:46:32 → 00:46:34เชี่ยวชาญด้านเหล่านั้นคอยดูแลในเฉพาะ
00:46:34 → 00:46:37อวัยวะแต่ว่าพอเราลงลึกไปเป็นอวัยวะ
00:46:37 → 00:46:39อวัยวะเนี่ยมันเลยมีคำแซวขึ้นมาว่าต่อไป
00:46:39 → 00:46:42เราจะต้องมีผู้เชี่ยวชาญด้านหัวแม่มือ
00:46:42 → 00:46:45ข้างซ้ายหรือเปล่าอะไรเงี้ยคือมันทำให้
00:46:45 → 00:46:48เราเราเริ่มเรไม่ได้มองบุคคลเป็นบุคคลมัน
00:46:48 → 00:46:51เลยกลายเป็นว่าคนไทยส่วนหนึ่งหรือจริงๆคน
00:46:51 → 00:46:54ทั่วโลกก็รู้สึกว่าเวลาไปเจอหมอเนี่ยหมอ
00:46:54 → 00:46:56ก็จะคุยแต่อวัยวะเขาอ่ะแต่เสร็จแล้วพอบอก
00:46:56 → 00:46:58ว่าอ้าแล้วถ้าผมมีโรคหัวใจด้วยผมมีโรคได
00:46:58 → 00:47:01ด้วยอ้าคุณคุณไปอีกแผนกนึงนะมันมันก็จะ
00:47:01 → 00:47:04เกิดความไม่ราบรื่นมันควรจะต้องกลับมาที่
00:47:04 → 00:47:08ว่าแล้วถ้าคนไข้ไปรักษาโรคไตแล้วคนไข้บอก
00:47:08 → 00:47:11ซึมเศร้าหมอที่เป็นโรคไตอาจจะต้องดูแล
00:47:11 → 00:47:12เรื่องจิตใจเขาได้ด้วยมั้เพราะคนเรามัน
00:47:12 → 00:47:14ประกอบด้วย body and mind อ่าแล้วถ้า
00:47:14 → 00:47:17มองให้ลึกลงไปจริงๆแล้วอ่ะผมก็เลยบอกว่า
00:47:17 → 00:47:19ขออนุญาตสรุปในแบบของตัวเองว่าการแพทย์
00:47:19 → 00:47:24องค์รวมควรจะดูแลให้ครบของ 3 ด้านก็คือ
00:47:24 → 00:47:27ร่างกายจิตใจนะฮด้านจิตวิญญาณถ้าแปลเป็น
00:47:27 → 00:47:30ภาษาอังกฤษคือร่างกายคือบอดี้เป็นตัวถัง
00:47:30 → 00:47:31เป็นเหมือนฮาร์ดแวร์เนาะแล้วเราก็มีสิ่ง
00:47:31 → 00:47:35ที่มองไม่เห็นจับต้องไม่ได้คือจิตใจก็คือ
00:47:35 → 00:47:38โซ่าฝรั่งเเรียกดวงจิตถามว่ามีดวงจิตมั้ย
00:47:38 → 00:47:40>> ก็คงจะมีมั้ง
00:47:40 → 00:47:43>> ไม่รู้มองไม่เห็นแต่ฉันก็มีจิตใจนะอ่ามัน
00:47:43 → 00:47:46มันเป็นนามธรรมเเรียกว่าร่างกายคือรูป
00:47:46 → 00:47:48ธรรมที่จับต้องได้เป็น material แต่จิตใจ
00:47:48 → 00:47:51มีพลังงานมันเป็นenนerร์จีเน
00:47:51 → 00:47:54เราลุกขึ้นมาทำอะไรหรือไม่ทำอะไรเตะก้อน
00:47:54 → 00:47:57หินก็อย่างนึงนะแต่เตะหมาอาจจะได้ผลอีก
00:47:57 → 00:48:00อย่างนึงก็ถ้าหนาไม่ใช่หมาไม่ใช่วัตถุหมา
00:48:00 → 00:48:03มีจิตใจมันก็โกรธได้มันมันก็อาจจะกัดเรา
00:48:03 → 00:48:05ก็ได้ใช่มั้ฮะเพราะฉะนั้นเนี่ยขั้นที่ 2
00:48:05 → 00:48:09ที่เราควรดูแลคือเรื่องจิตใจก็คือ sou lว
00:48:09 → 00:48:12แต่สิ่งที่มนุษย์มีแต่หมาแมวหรือสัตว์ไม่
00:48:12 → 00:48:15มีมันมีอีกสิ่งหนึ่งที่เรียกว่า spiritit
00:48:15 → 00:48:17หรือจิตวิญญาณแล้วมันคืออะไรเนาะฟังดูแบบ
00:48:17 → 00:48:20จิตวิญญาณเหมือนเอ่อดูการ์ตูนแบบคนแบบตาย
00:48:20 → 00:48:23แล้วก็มีรอยออกมาเงี้ยนะ
00:48:23 → 00:48:25>> ก็ถูกส่วนหนึ่งนะแต่มันก็อาจจะยังไม่
00:48:25 → 00:48:27เคลียร์ผมผมใช้คำว่าอย่างงี้จากงานวิจัย
00:48:27 → 00:48:30มีคนไปงี้วิจัยว่าคนเราฆ่าตัวตายเนี่ย
00:48:30 → 00:48:32ด้วยสาเหตุอะไรกันบ้างก็คิดว่ามันต้องมี
00:48:32 → 00:48:34ปัญหา 108,900 แต่คนที่ไปวิจัยเรื่องนี้
00:48:34 → 00:48:36เนี่ยคนที่พยายามฆ่าตัวตายแต่เขายังไม่
00:48:36 → 00:48:38ตายเก็ไปนั่งเก็บข้อมูลสัมภาษณ์ทำไมคุณ
00:48:38 → 00:48:40ถึงฆ่าตัวตายเราพอจะจัดกลุ่มของเหตุของ
00:48:40 → 00:48:43การฆ่าตัวตายได้ออก 3 แบบแบบที่ 1 คือ
00:48:43 → 00:48:46เป็นโรคมะเร็งทรมานมากร่างกายไม่ไหวแล้ว
00:48:46 → 00:48:48เจ็บป่วยตลอดเวลาไม่อยู่แล้วถามว่าเรา
00:48:49 → 00:48:49เข้าใจมั้ยครับ
00:48:49 → 00:48:50>> เข้าใจได้นะ
00:48:50 → 00:48:52>> เข้าใจได้เราอาจจะเห็นด้วยหรือไม่เห็น
00:48:52 → 00:48:54ด้วยเป็นเรื่องที่แล้วแต่มุมมองของแต่ละ
00:48:54 → 00:48:56คนเลยแต่เราเข้าใจอ๋อเพราะเหตุนี้แหละเขา
00:48:57 → 00:48:59ถึงไม่อยากอยู่แล้วไงเข้าใจได้
00:48:59 → 00:49:02>> เพราะร่างกายของเขามันไม่มันไม่ดีมันเป็น
00:49:02 → 00:49:04ความเจ็บป่วยของเขาอีกกลุ่มนึงร่างกาย
00:49:04 → 00:49:07แข็งแรงดีเกิดอกหักรักครุฑน้อยใจพ่อน้อย
00:49:07 → 00:49:10ใจแม่หรือไม่ได้รับโปรโมทตำแหน่งทำงานมา
00:49:10 → 00:49:12ตั้งนานเ้ากลายเป็นว่าเด็กเส้นมาจากไหน
00:49:12 → 00:49:15ไม่รู้โอ๊ยซึมเศร้าผิดหวังแล้วเคยมีข่าว
00:49:15 → 00:49:17ดอกเตอร์คนนึงเหมือนไม่ได้รับเป็น
00:49:17 → 00:49:19ศาสตราจารย์แล้วก็ค่าตัวตายอะไรเงี้ยคือ
00:49:19 → 00:49:21มันถามว่าเราเข้าใจได้มั้ย
00:49:21 → 00:49:22>> ก็เข้าใจได้
00:49:22 → 00:49:24>> ก็เข้าใจได้เราอาจจะไม่ได้เห็นด้วยแต่เออ
00:49:24 → 00:49:27มันก็เป็นเหตุเป็นผลน่ะเพราะอะไรถ้าผมบอก
00:49:27 → 00:49:30ว่ามันคือความสัมพันธ์เป็นสัมพันธภาพที่
00:49:30 → 00:49:32ไม่ดีมันคือความเจ็บป่วยของดวงจิตคือ
00:49:32 → 00:49:35ระดับ Soul Level Emotional ความอารมณ์
00:49:35 → 00:49:37ความรู้สึกมันไม่ได้ถูก Connect กับคน
00:49:37 → 00:49:40อื่นเลยอ่ะมันโดดเดี่ยวเดียวดายอยู่ไปก็
00:49:40 → 00:49:43รู้สึกซมเศร้าเหงาหงอยไม่อยู่ดีกว่าอัน
00:49:43 → 00:49:45นี้ก็เข้าใจได้แต่มีกลุ่มที่ 3 เคยได้ยิน
00:49:45 → 00:49:49ข่าวนี้มั้ยดาราเกาหลีรูปหล่อพ่อรวยภรรยา
00:49:49 → 00:49:52สวยแฟนกิ๊ดการ์ดได้เงินค่าตัวเป็นล้านๆ
00:49:52 → 00:49:55ร้อยล้านพันล้านวันนึงตื่นขึ้นมาโดดตึก
00:49:55 → 00:49:56คอนโดตายเคยได้ยินมั้ฮะ
00:49:56 → 00:49:59>> อืค่ะอาจารย์จะเคยแล้วเราก็จะสงสัยว่า
00:49:59 → 00:50:01เค้ามีอะไร
00:50:01 → 00:50:02>> เราเข้าใจมั้ย
00:50:02 → 00:50:04>> ถ้าเรามองภายนอกเราไม่ได้รู้จักเขาขนาด
00:50:04 → 00:50:06นั้นเราอาจจะรู้สึกว่าก็ก็ดูชีวิตโอเคดี
00:50:06 → 00:50:06นี่
00:50:06 → 00:50:09>> เออมันมันไม่เข้าใจคือตรงนี้เป็นสิ่งที่
00:50:09 → 00:50:11นักจิตวิทยาก็พยายามย้อนกลับมาบอกเฮ้ยมัน
00:50:11 → 00:50:13เกิดอะไรขึ้นเพราะว่ามีแต่คนเท่านั้นนะ
00:50:13 → 00:50:16ที่จะทำอย่างนี้คราวนี้เราจะเห็นว่ากรณี
00:50:16 → 00:50:17อย่างเงี้ยนักวิทยาศาสตร์ไม่เข้าใจเกิด
00:50:17 → 00:50:20อะไรขึ้นคือถ้าเราเป็นหมาเป็นแมวเนี่ยถ้า
00:50:20 → 00:50:23เจ้าของรักมีตัวเมียมีอาหารให้กินโหชีวิต
00:50:23 → 00:50:25มันต้องตามสัญชาตญาณคือฉันต้องอยู่ให้ได้
00:50:26 → 00:50:27ยาวที่สุดนะอื
00:50:27 → 00:50:28>> แต่มนุษย์ไม่ใช่
00:50:28 → 00:50:31>> ถ้าตื่นขึ้นมาวันนึงในตอนเช้าแล้วมันมี
00:50:31 → 00:50:34ความคิดเข้ามาในหัวว่าอยู่ไปทำไมวะเดิมๆ
00:50:34 → 00:50:37อยู่ไปชักจะหน้าเหี่ยวเฮ้ยแล้วแฟนจำฉัน
00:50:37 → 00:50:40มันจะอยู่กับฉันหรือเปล่าโอเรตติ้งตกแค่
00:50:40 → 00:50:43คิดว่าเราเกิดมาทำไมแล้วไม่มีคำตอบที่แน่
00:50:43 → 00:50:45ชัดเราก็ซึมเศร้าแล้วนี่เป็นสิ่งที่มี
00:50:45 → 00:50:47เฉพาะโฮโมซเปี้นที่เป็นมนุษย์เท่านั้นตรง
00:50:47 → 00:50:49เนี้ยคำอธิบายในเชิงการแพทย์อบรมเพราะว่า
00:50:49 → 00:50:52เรามีสิ่งที่มองไม่เห็นอีกอันนึงที่เรียก
00:50:52 → 00:50:55ว่า spiritit หรือจิตวิญญาณเข้ามาอยู่ใน
00:50:55 → 00:50:58ตัวเราย้อนกลับไปว่าคนเรามี body and
00:50:58 → 00:51:01mind body คือรูป mind คือนามถ้าถ้าบอก
00:51:01 → 00:51:03ว่าเปรียบเทียบกับคอมพิวเตอร์ก็คือคนเรา
00:51:03 → 00:51:04มีฮาร์ดแวร์แต่ฮาร์ดแวร์ถ้าไม่มี
00:51:04 → 00:51:06ซอฟต์แวร์ก็คอมพิวเตอร์ทำงานไม่ได้อ่า
00:51:06 → 00:51:09เพราะฉะนั้นร่างกายของเราเนี่ยคือรูปธรรม
00:51:09 → 00:51:12แต่ที่มันเป็นตัวเรามีอารมณ์ความรู้สึก
00:51:12 → 00:51:16แบบสัตว์ได้ชอบไม่ชอบหิวกินอยู่หลับนอน
00:51:16 → 00:51:21อ่าขับถ่ายเพราะเรามีปฏิกิริยาของการทำ
00:51:21 → 00:51:25งานฟังก์ชันของ sou คือดวงจิตรู้สึกรัก
00:51:25 → 00:51:27โลภโกรธหลงนี่ใครที่ดราม่ามากๆนี่คุณ
00:51:27 → 00:51:31กำลังถูกดวงจิตของคุณนี่แบบใส่เต็มที่เลย
00:51:31 → 00:51:33แต่ว่าสัตว์ก็มีสิ่งที่มองไม่เห็นนี่เป็น
00:51:33 → 00:51:35ซอฟต์แวร์ชนิดหนึ่งซอฟต์แวร์จะเห็นภาพ่ะ
00:51:35 → 00:51:37install ก็แว่าเออเธอเธอต้องเป็นสัตว์
00:51:37 → 00:51:40อ่ะเออสัตว์ก็ต้องชอบกันสัตว์ก็ต้องสืบ
00:51:40 → 00:51:42พันสัตว์ก็ต้องกินสัตว์ก็ต้องหิวสัตว์ก็
00:51:42 → 00:51:44มีเกลียดตัวโน้นเกลียดตัวนี้เ้า Fight of
00:51:44 → 00:51:47Flight หนีเอาชีวิตรอดหรือว่าจะเข้าไปหา
00:51:47 → 00:51:49อาหารอะไรก็แล้วแต่นั่นดิบๆก็เป็นสัตว์ไง
00:51:49 → 00:51:51แต่มนุษย์มีไอ้ตัวสุดท้ายที่เป็น
00:51:52 → 00:51:54ซอฟต์แวร์พิเศษเนี่ยที่เรียกว่า Spiritit
00:51:54 → 00:51:57เข้ามาสปิitมีฟังก์ชันอะไรสปITมีการทำงาน
00:51:57 → 00:52:00ของการรู้ตัวหรือ awareness เพราะฉะนั้น
00:52:00 → 00:52:02ถ้าเกิดว่าเราเป็นสัตว์เราก็จะแบบว่าเรา
00:52:02 → 00:52:04ไม่ชอบตัวนั้นก็วิ่งไล่กัดมั้ยเราไม่ชอบ
00:52:04 → 00:52:08คนชอบหน้าคนนี้เราก็ไล่ตีหัวแต่สปิจะเป็น
00:52:08 → 00:52:11ตัวสติเหมือนตัวที่คอย observe ตัวเองอ่ะ
00:52:11 → 00:52:13จิตที่มันดูจิตตัวเองว่าเฮ้ยแล้วทำไมต้อง
00:52:13 → 00:52:15มาตีกันวะอสมมุติเป็นเด็กอาชีวะแล้วบอก
00:52:15 → 00:52:19ว่าอ้าวลูกพ่อใครก็แล้วแต่ไล่ตีไปสักวัน
00:52:19 → 00:52:21นึงเกิดมีสติขึ้นมามันเรื่องอะไรทำไมเรา
00:52:21 → 00:52:23ต้องมานั่งตีกันมันไม่ได้ประโยชน์สร้าง
00:52:23 → 00:52:26สรรค์ชีวิตอะไรชีวิตลำบากปากกว่าเดิมอีก
00:52:26 → 00:52:28เออแค่เฉพาะว่าเราใส่เสื้อชอปเดียวเดียว
00:52:28 → 00:52:31กันคนละอะไรเงี้ยไอ้สติเนี่ยมันเป็นปัญญา
00:52:31 → 00:52:34มันจะไม่เกิดในสัตว์แต่ว่าสปิริตเอื้อให้
00:52:34 → 00:52:36เราเป็นสัตว์ประเสริฐที่มีโอกาสจะมานั่ง
00:52:36 → 00:52:39คิดในเชิงนามธรรมมีจินตนาการออกว่ามันมี
00:52:39 → 00:52:44กฎธรรมชาตินะกฎแห่งกรรมกฎของความ manifest
00:52:44 → 00:52:47กฎของแรงดึงดูดอะไรก็แล้วแต่อันนั้นน่ะ
00:52:47 → 00:52:49สัตว์คิดไม่ได้สัตว์มันก็ไปตามสัญชาตญาณ
00:52:49 → 00:52:52แต่มนุษย์มีสปิริตงั้นการแพทย์ที่เป็นการ
00:52:52 → 00:52:54แพทย์องค์รวมโอ้โหพูดมายาวมันก็ควรดูแล
00:52:54 → 00:52:57ทั้ง 3 ส่วนสิถ้าหากเป็นการแพทย์ที่ทำให้
00:52:57 → 00:53:00ไอ้สายทีโลเมียยาวอายุยืนรอง GV โอเคคุณ
00:53:00 → 00:53:02กำลังดูตัวถังของคุณไม่ให้มันฮาร์ดแวร์
00:53:02 → 00:53:05มันเสียหายโอเคก็ทำไปแต่การแพทย์ที่ดี
00:53:05 → 00:53:07ต้องดูแลจิตใจด้วยมั้ย
00:53:07 → 00:53:07>> อื
00:53:07 → 00:53:09>> เออจิตใจที่แข็งแรงคุณจะได้ไม่ฆ่าตัวตาย
00:53:09 → 00:53:12ไงใช่มั้ฮะอ่ะเครียดก็ไปเล่นดนตรีบำบัดไป
00:53:12 → 00:53:16ทำศิลปะบำบัดไปจัดดอกไม้ไปมีสุนทรียภาพมี
00:53:16 → 00:53:18สัมพันธภาพที่ดีมีการพัฒนาเรื่อง
00:53:18 → 00:53:21relลationแต่ยังไม่จบไอ้กลุ่มสุดท้ายคุณ
00:53:21 → 00:53:24จะอยู่ไปวันๆหรอก็ที่บอกแล้วไงคนที่อยู่
00:53:24 → 00:53:27ไปวันๆต่อให้คุณมีรวยล้นฟ้ามีชื่อเสียง
00:53:27 → 00:53:29นึงที่คุณซึมเศร้าได้ถ้าคุณตอบไม่ได้ว่า
00:53:29 → 00:53:32คุณจะอยู่ต่อไปทำไมภาษาเด็กวัยรุ่นเรียก
00:53:32 → 00:53:35ว่ามี Purpose ว่ะคุณจะหา Purpose เหตุผล
00:53:35 → 00:53:38ที่จะดำรงอยู่หรือเปล่าเหมือนคนแก่คนนึง
00:53:38 → 00:53:41อ่ะเกษียณแล้วเปรียบเทียบ 2 กลุ่มนะกลุ่ม
00:53:41 → 00:53:45นึงตื่นมาโอ้ฉันจะไปเล่นหมากลุกฉันจะไปรำ
00:53:45 → 00:53:48มวยจีนฉันจะไปเจอเพื่อนออฉันจะไปเลี้ยง
00:53:48 → 00:53:49หลานคิดว่าน่าอยู่มั้ย
00:53:49 → 00:53:51>> ก็ดูสนุกดีมีอะไร
00:53:51 → 00:53:53>> ก็อยากอยู่นะเออใช่มั้ยอืถึงแม้ได้ทำงาน
00:53:53 → 00:53:56แหละก็มันก็น่าอยู่นะแต่ถ้าตื่นมาตอนเช้า
00:53:56 → 00:53:58ลูกก็ไม่คุยหลานก็ไม่มี
00:53:58 → 00:53:59>> งานก็ไม่ได้ทำ
00:53:59 → 00:54:02>> เพื่อนก็ไม่เหลือสักคนและงานไม่ทำอยู่ดี
00:54:02 → 00:54:02มั้ย
00:54:02 → 00:54:04>> มันก็ไม่ค่อยสู้เท่าไหร่อ่ะคือถ้าเรา
00:54:04 → 00:54:06เปรียบเทียบคน 2 คนแก่ 2 กลุ่มเนี้ยใน
00:54:06 → 00:54:08เชิงสมองแล้วกันเราจะเห็นว่าเมื่อไหร่ก็
00:54:08 → 00:54:09ตามที่คนเราเกษียณเราอยู่บ้านเฉยๆเลยไม่
00:54:09 → 00:54:13มีคุณค่าไม่มีเพposeจะออกไปทำอะไรภายใน 1
00:54:13 → 00:54:15ปีความคิดความจำหรือ cognitive score จะ
00:54:15 → 00:54:18ลดลงแบบฮวบเลยเอ๋อไปเลยอ่ะแต่ถ้าคุณเป็น
00:54:18 → 00:54:22คนแก่ที่ฉันจะไปแชityี้ฉันจะไปทำบุญฉันจะ
00:54:22 → 00:54:25ออกไปเลี้ยงทั้งเด็กกำพระฉันวันนี้ฉันจะ
00:54:25 → 00:54:28ต้องไปเป็นที่ปรึกษาเฮ้ยชีวิตมันมี
00:54:28 → 00:54:31purpose ตรงนั้นสุขภาพของคุณถึงจะดีไม่
00:54:31 → 00:54:34ซึมเช่าไม่ฆ่าตัวตายความคิดความจำดีมัน
00:54:34 → 00:54:36จึงเป็น 3 องค์ประกอบที่ถ้าจะเป็นการ
00:54:36 → 00:54:38แพทย์องค์รวมในมุมของผมก็ต้องcoverอรทั้ง
00:54:39 → 00:54:403 ส่วนนี้ให้ได้
00:54:40 → 00:54:41>> อือฮึ Body Soul Spirit
00:54:41 → 00:54:42>> ใช่
00:54:42 → 00:54:44>> อ่าแล้วเจ้าตัวพลังชีวิตที่เราพูดถึงกัน
00:54:44 → 00:54:46ตอนแรกค่ะพลังชีวิตเนี่ยคืออะไรคะ
00:54:46 → 00:54:49>> โอเคครับตอนนี้เรามี 3 ก้อนนะมีร่างกาย
00:54:49 → 00:54:50บอดี้
00:54:50 → 00:54:52>> มีดวงจิตแล้วก็มีสปิริตเป็นอันดับสูงที่
00:54:52 → 00:54:54สุดใช่มั้ยมั้ไอ้ร่างกายก้อนเนี้ยมันจะ
00:54:54 → 00:54:57เกิดขึ้นมาเฉยๆไม่ได้มันต้องหยิบยืม
00:54:57 → 00:55:01ทรัพยากรโมเลกุลหรือพลังงานจากโลกนี้มา
00:55:01 → 00:55:04ประกอบกันถ้าไปว่ากันทางศาสตร์ทางพุทธ
00:55:04 → 00:55:05แล้วจะบอกว่าชีวิตนี้ประกอบขึ้นด้วย
00:55:05 → 00:55:09มหาภูตรูป 4 ที่มีใจครองฟังดูแล้วแบบมึน
00:55:09 → 00:55:11นิดนึงผมอ่านตอนแรกก็ก็มึนๆนะเอ่อด้วย
00:55:11 → 00:55:14ความอยู่ช่วงนึงผมไปบ้านในการอ่านอภิธรรม
00:55:14 → 00:55:17แต่อ่านแบบเเรียกว่าเป็นนกแก้วนกกุนน้อง
00:55:17 → 00:55:19>> แต่สพอตมันจะสิ่งที่เหลือมาอยู่ทุกวันนี้
00:55:19 → 00:55:21ก็คือว่าชีวิตมันเกิดขึ้นเนี่ยมันต้องมี
00:55:21 → 00:55:23ภาชนะเป็นฮาร์ดแวร์ที่จะให้มีซอฟต์แวร์
00:55:23 → 00:55:25ดวงจิตเนี่ยกับไอ้ตัวจิตวิญญาณเข้ามาอยู่
00:55:25 → 00:55:28ได้เนื้อหนังของเราที่เรียกว่ากายเนื้อ
00:55:28 → 00:55:31เนี่ยมันจึงเป็นการยืมเอาพลังงานทาง
00:55:31 → 00:55:34ธรรมชาติ 4 อย่างมารวมกันคือมหาพุทธรูป
00:55:34 → 00:55:38คือดินน้ำลมไฟประกอบขึ้นดินประกอบเป็นรูป
00:55:39 → 00:55:40ร่างอันนึงเราเรียกว่า physical body
00:55:40 → 00:55:43รูปไก่น้ำก็เป็นรูปร่างอีกอันนึงมองมอง
00:55:43 → 00:55:46ไม่ได้แต่สัมผัสได้การไหลเวียนของเลือด
00:55:46 → 00:55:49หรือน้ำในร่างกายเราเรียกว่ากายชีวิตอ่า
00:55:49 → 00:55:51ภาษาอังกฤษเรียกว่า etheric body แล้ว
00:55:51 → 00:55:54เราก็มีกายธาตุลมอ่าเราพูดไปแล้วกายธาตุ
00:55:54 → 00:55:56ลมการหายใจของเราเนี่ยดึงเอาความรู้สึก
00:55:56 → 00:55:59ตัวเข้ามาใช่มั้ตอนที่เราร้องอูแว้ครั้ง
00:55:59 → 00:56:01แรกหายใจหายใจออกมีอารมณ์ความรู้สึกเข้า
00:56:01 → 00:56:04มาพร้อมลมหายใจเป็นโครงร่างของอากาศสธาตุ
00:56:04 → 00:56:06ที่มันแทรกซึมอยู่ในก๊าซในเลือดในเนื้อ
00:56:06 → 00:56:09เยื่อในเป็นโครงร่างอันนึงที่ละเอียดมากๆ
00:56:09 → 00:56:13เราเรียกว่ากายธาตุลมหรือกายลมหรือ asral
00:56:13 → 00:56:15body สุดท้ายความอบอุ่นของร่างกายการเผา
00:56:15 → 00:56:18อาหารเมบอึมการสร้างภูมิต้านทานเพื่อจะปก
00:56:18 → 00:56:21ป้องร่างกายจากเชื้อโรคต่างๆเป็นธาตุไป
00:56:21 → 00:56:23เป็นกาย 4 กายแล้วใช่มั้ยเพราะมันมี 4
00:56:24 → 00:56:26ธาตุเราจึงเรียกว่ากายหยาบกายละเอียดที่
00:56:26 → 00:56:29รวมกันขึ้นมาเป็นกายเนื้อทีนี้พลังชีวิต
00:56:29 → 00:56:33เนี่ยคือสิ่งที่เป็นพลังของธาตุน้ำเพราะ
00:56:33 → 00:56:36นั้นนึกภาพว่าสมมุติเราปลูกเมล็ดพืชลงใน
00:56:36 → 00:56:38ดินแล้วดินนั้นมันแห้งมากไม่ลดน้ำเลยเอา
00:56:38 → 00:56:40หย่อนเม็ดลงไปงอกมั้ฮะ
00:56:40 → 00:56:41>> ไม่งอกนะคะ
00:56:41 → 00:56:44>> ใช่เพราะเพราะธาตุน้ำเป็นแครอรหรือเป็น
00:56:44 → 00:56:49barriอร์ที่เอาตัวชีวิตเนี่ยเข้ามางอกงาม
00:56:49 → 00:56:51ถ้าเป็นเซลล์ก็คือแบ่งเซลล์การแบ่งแบ่ง
00:56:51 → 00:56:53เซลล์ทำให้เกิดการเติบโตถ้าเป็นเด็กก็จะ
00:56:53 → 00:56:56โตขึ้นโตขึ้นการแบ่งเซลล์ทำให้เกิดการ
00:56:56 → 00:56:58ซ่อมแซมเช่นเป็นผิวสังเกตผิวเด็กๆจะแบบ
00:56:58 → 00:57:02เป่งปังเด็กมั้ยเออก็ดูแบบยังเป่งปั่งตึง
00:57:02 → 00:57:04อยู่
00:57:04 → 00:57:08ซิเออเออได้ๆโอเคมีน้ำมีนวลอ่าเพราะ
00:57:08 → 00:57:11ฉะนั้นถ้าเป็นแผลเอ่อเป็นไงหายง่ายแต่พอ
00:57:11 → 00:57:14เริ่มแก่เป็นไงพลังชิ้นมันเริ่มน้อยลง
00:57:14 → 00:57:17น้อยลงน้อยลงมันจะเหี่ยวลงการเก็บกักน้ำ
00:57:17 → 00:57:19ไว้ในตัวมันจะทำได้ยากขึ้นถ้าคนแก่เป็น
00:57:19 → 00:57:22แผลเป็นไงโอ๊โอ้โหกว่าจะหายหายยากเพราะ
00:57:22 → 00:57:25พลังชีวิตมันหายไปมันไม่สามารถที่จะซ่อม
00:57:25 → 00:57:27แซมตัวเองขึ้นมาได้เพราะฉะนั้นจริงๆแล้ว
00:57:27 → 00:57:30เนี่ยสิ่งมีชีวิตแม้แต่พืชก็มีพลังชีวิต
00:57:30 → 00:57:32ที่มหาศาลมากเพราะฉะนั้นต้นไม้อายุ 100
00:57:32 → 00:57:35ปีมันจะงอกได้เลยเพราะพืชมีหน้าที่ในการ
00:57:35 → 00:57:38ที่จะแบ่งเซลล์ไปเรื่อยๆถ้าเมื่อไหร่ก็
00:57:38 → 00:57:42ตามเราต้องการพลังชีวิตอ่าเราเริ่มและตอน
00:57:42 → 00:57:45เกิดเนี่ยเราได้ของฟรีมาเราได้พลังชีวิต
00:57:45 → 00:57:48อย่างละครึ่งนึงมาจากพ่อและแม่การแท้สัน
00:57:48 → 00:57:50จีนเรียกว่าจริงชี่เสร็จแล้วพอพอได้มา
00:57:50 → 00:57:54ปุ๊บมันก็มาพร้อมกับสเปิร์มแล้วก็ไข่
00:57:54 → 00:57:57ปฏิสนธิปุ๊บเราจะได้อ่าพลังชีวิตก่อ
00:57:57 → 00:57:59กำเนิดมาการแพทย์แผนปัจจุบันเรียกว่า
00:57:59 → 00:58:00กรรมพันธ์
00:58:00 → 00:58:02>> อ่า DNA
00:58:02 → 00:58:06>> DNA ก็เป็นตัวหนึ่งที่ทำให้เราได้
00:58:06 → 00:58:09quality คุณภาพของความแข็งแรงร่างกายของ
00:58:09 → 00:58:13แม่สมองที่จะฉลาดไม่ฉลาดจากพ่อจากแม่เอา
00:58:13 → 00:58:16มารวมกันได้แล้วใช้พลังชีวิตเราหล่อ
00:58:16 → 00:58:18เลี้ยงไอ้ตัวสิ่งเหล่านี้เอาไว้แล้วเราก็
00:58:18 → 00:58:20จาก 1 เซลล์เราก็ขยายขายเพิ่มจำนวนด้วย
00:58:20 → 00:58:23พลังชีวิตที่ได้มานะฮะแล้วก็โตขึ้นจาก
00:58:24 → 00:58:26เด็กก็กลายเป็นผู้ใหญ่ประเด็นมันก็คือว่า
00:58:26 → 00:58:28มันได้แล้วมันก็หมดนะมันกว่าจะโตเนี่ย
00:58:28 → 00:58:31ตั้ง 21 ปีในมุมมองของการแพทย์องค์รวมก็
00:58:31 → 00:58:33จะโตเต็มตัวเนี่ยเต็มตัวเต็มวัยของมนุษย์
00:58:33 → 00:58:35เนี่ยเราก็ต้องเติมเข้าไประหว่างทางถูก
00:58:35 → 00:58:36มั้ย
00:58:36 → 00:58:36>> ใช่ค่ะ
00:58:36 → 00:58:40>> อ่าเราได้จากไหนล่ะก็ได้จากอาหารแต่ละ
00:58:40 → 00:58:42ชนิดเราบอกอาหาร 5 หมู่แล้วก็จะมีเนื้อ
00:58:42 → 00:58:45สัตว์มีแป้งข้าวมีไขมันเราเรียกว่าเป็น
00:58:45 → 00:58:47แมคโครนิวเตียนถูกมั้เป็นพลังงานเป็นซ่อม
00:58:47 → 00:58:49แซมส่วนที่สึกหลอและให้การเจริญเติบเติบ
00:58:49 → 00:58:51โตโปรตีนเงี้ยต้องมีพลังชีวิตมาด้วยนะการ
00:58:51 → 00:58:53ที่เรากินโปรตีนไม่ได้หมายความว่าเราได้
00:58:53 → 00:58:55พลังชีวิตเป็นคนละเรื่องกัน
00:58:56 → 00:58:56>> คนละเรื่องกัน
00:58:57 → 00:58:59>> การได้โปรตีนคือเหมือนได้อบอกแต่พลัง
00:58:59 → 00:59:02ชีวิตคือตัวที่ทำให้อีบล็อกเหล่าเนี้ยมัน
00:59:02 → 00:59:04ถูกเรียงก้อนแล้วสามารถที่จะผสานออกมา
00:59:04 → 00:59:07เป็นตึกเป็นบ้านเป็นร่างกายได้อาหารที่ดี
00:59:07 → 00:59:10อ่ะมันควรเป็นอาหารที่สดใหม่มาจาก
00:59:10 → 00:59:13ธรรมชาติเพราะการที่เราเก็บผักมาสดๆเคยไป
00:59:13 → 00:59:16เก็บสตรอว์เบอร์รี่ที่เกาะแชร์จูมั้ยที่
00:59:16 → 00:59:17กหลีเป่า
00:59:17 → 00:59:18>> ยังไม่เคยไปค่ะ
00:59:18 → 00:59:19>> ไม่เคย
00:59:19 → 00:59:22เออเดี๋ต้องหาแมันเป็นแบบคนไทยไปถึงไปทำ
00:59:22 → 00:59:26อะไรโอ้โหแบบผมก็ไปนะั้นพาลูกตอยู่เด็กๆ
00:59:26 → 00:59:29เลยอ่ะไปหนาวมากเลยไปตอนหน้าหนาวนะแล้ว
00:59:29 → 00:59:32เขาก็บอกว่าเนี่ยเกาะมีแต่น้ำแข็งมีแต่
00:59:32 → 00:59:34หิมะนะเพราะแบบมันอยู่คาบสมุดมันหนาวมาก
00:59:34 → 00:59:37เลยอ่ะอ้าแล้วอะไรเป็นไฮไลท์นะอุตส่าห์ไป
00:59:37 → 00:59:39แล้วก็พาไปเก็บสตรอว์เบอร์รี่อ่าโอเคถ้า
00:59:39 → 00:59:42เราไปเก็บสดๆมาแล้วกลิ่นมันจะรู้สึกหยัง
00:59:42 → 00:59:45แต่ถ้าเราเก็บแล้วก็ใส่แช่แช่ฟรีไปเนาะ
00:59:45 → 00:59:47อาจจะไม่ถึงฟรีแต่แช่เย็นไปแล้วไปวางที่
00:59:47 → 00:59:49ซุเปอรเก็ตถามว่าสดมั้ย
00:59:49 → 00:59:50>> ก็น่าจะยังสดอยู่
00:59:50 → 00:59:52>> น่าจะยังสดอยู่นะแต่ถ้ากินมันไม่เหมือน
00:59:52 → 00:59:54เด็ดจากต้นน่ะเพราะสิ่งที่มันจะค่อยๆหาย
00:59:54 → 00:59:58ไปมันไม่ใช่สิ่งที่เป็นโมเลกุลของวิตามิน
00:59:58 → 01:00:01ไฟโตนิวเตียนแต่ว่าความรู้สึกสดชื่นที่
01:00:01 → 01:00:04มันหายไปคือพลังชีวิตยิ่งนานวันอาหารที่
01:00:04 → 01:00:07ไปดองไปเก็บเป็นpresีเสิร์veมันก็จะยิ่ง
01:00:07 → 01:00:10น้อยลงน้อยลงดองมีหลายแบบอ่ะแต่ดองแบบ
01:00:10 → 01:00:14เค้าเรียกว่าอะไรนะใส่ผงยากันชื้นอย่ากัน
01:00:14 → 01:00:15เอ่ออยู่ได้นานๆ
01:00:15 → 01:00:16>> อันเงี้ย
01:00:16 → 01:00:18>> สิ่งที่มันพีเซิร์ฟได้มันจะพีเซิร์ฟได้
01:00:18 → 01:00:21แต่โมเลกุลของธาตุดินที่เป็นโปรตีนเป็น
01:00:21 → 01:00:24เอ่อแมคโครนิเตียนแต่ไอ้พลังชีวิตมันหาย
01:00:24 → 01:00:28ไปจีนก็ไม่รู้สึกฟินและกินแล้วไม่สดชื่น
01:00:28 → 01:00:30แล้วลองนึกภาพอ่ะครับถ้าชีวิตของเราสมัย
01:00:30 → 01:00:33ก่อนเป็นชาวนาอยู่ไร่มีกินอาหารเสร็จปุ๊บ
01:00:33 → 01:00:36ก็เอาผักจากสวนตัวเองมากินแข็งแรงมั้อ่ะ
01:00:36 → 01:00:37>> แข็งแรง
01:00:37 → 01:00:39>> แข็งแรงเซลล์ของเราก็จะเต็มเปี่ยมไปด้วย
01:00:39 → 01:00:42พลังชีวิตในการที่จะแบ่งเซลล์ซ่อมแซมตัว
01:00:42 → 01:00:42เอง
01:00:42 → 01:00:43>> อือรู้สึกแบบกระปี้กระเป๋า
01:00:43 → 01:00:45>> กระปี้กระเป่าใช่ป่ะ
01:00:45 → 01:00:48>> แต่ตอนนี้เนี่ยไล่อยู่ไหนก็ไม่ดูบินข้าม
01:00:48 → 01:00:51ประเทศมาแช่มาหมดเลยแล้วหลังๆนี่ 3D
01:00:51 → 01:00:54ปริ้นด้วยนะเออปริ้นเป็นอาหารไม่รู้อะไร
01:00:54 → 01:00:57เป็นเลี้ยงจานเพาะเชื้อแล้วก็เอ่อเชาะ
01:00:57 → 01:00:59เพราะเซลล์แล้วก็ออกมาเป็นอาหารแต่ไม่ใช่
01:00:59 → 01:01:02มาจากธรรมชาติอ้าวเราอาจจะได้
01:01:02 → 01:01:06แมคโครนิวเตียนแต่กินไปกินไปโอทำไมมันไม่
01:01:06 → 01:01:09ค่อยสดชื่นถามว่าคนเคยมีอาการนี้มั้ยตื่น
01:01:09 → 01:01:12มาวันจันทร์มั้ค่อยอยากจะไปลุกอือ
01:01:12 → 01:01:15>> เออกินอาหารแป๊บเดียวเดี๋ยวก็หิวอีกแล้ว
01:01:15 → 01:01:17เอ้าทำไมมันหิวบ่อยจังเลยตอนบ่ายต้องแบบ
01:01:17 → 01:01:21มีชาไข่มุกสักหน่อยเติมพลังเออทำไมมัน
01:01:21 → 01:01:23ต้องมาแวะเติมไม่กินเป็นมื้อหลักอ่ะนอน
01:01:23 → 01:01:26ตั้งเยอะแล้วก็ไม่สดชื่นแถมพอจะแต่งงานมี
01:01:26 → 01:01:29ลูกทำไมมีลูกยากทั้งหมดคือภาวะที่ทั้ง
01:01:29 → 01:01:33สังคมอ่ะอาหารการกินน่ะมันไม่มีพลังชีวิต
01:01:33 → 01:01:36อีกต่อไปเพราะการที่คนเราจะมีลูกอ่ะที่
01:01:36 → 01:01:38บอกว่าเดี๋ยวนี้คิดว่าคนมีปัญหามีลูกยาก
01:01:38 → 01:01:39มั้ย
01:01:39 → 01:01:42>> ใช่ค่ะแต่ว่าเมื่อก่อนหูลูกดกมาก
01:01:42 → 01:01:44>> ใช่เพราะอะไรเพราะโดยธรรมชาติกับแทนจีน
01:01:44 → 01:01:47พูดชัดถ้าร่างกายพ่อแม่มันไม่มีพลังชีวิต
01:01:47 → 01:01:49ตื่นมายังเพียวทุกวันอยู่เลยอ่ะการมีลูก
01:01:49 → 01:01:52นี่คือการที่ว่าใช้เครดิตสุขภาพของคุณแม่
01:01:52 → 01:01:54อย่างมากนะเพราะฉะนั้นร่างกายจะไม่ยอมที่
01:01:54 → 01:01:57จะมีลูกเด็ดขาดตราบเท่าที่เธอพลังชีวิต
01:01:57 → 01:02:00ยังไม่ดีเพราะฉะนั้นมันก็เลยกลายเป็นว่า
01:02:00 → 01:02:02ปัญหาที่เราเห็นน่ะอ่อนเพลียเรื้อรังอดีน
01:02:02 → 01:02:05ฟาติบางทีอ่ะมันย้อนกลับไปถึงเรื่องของ
01:02:05 → 01:02:08คุณภาพของอาหารแหล่งที่มาการอยู่กับ
01:02:08 → 01:02:09ธรรมชาติเพื่อให้ได้รับพลังชีวิตเพราะ
01:02:09 → 01:02:12พลังชีวิตไม่ใช่สิ่งที่อยู่บนโลกแต่มัน
01:02:12 → 01:02:15สัมพันธ์กับธรรมชาติที่เป็นพลังงานจาก
01:02:15 → 01:02:18บรรยากาศถ้าภาษาแบบคนเด็กไม่รู้อาจจะแบบ
01:02:18 → 01:02:21มันเป็นพลังจักรวาลอะไรเงี้ยอ่ะที่แบบไป
01:02:21 → 01:02:23ฝึกเปิดรับจักระอะไรเอก็ส่วนหนึ่งก็คือมี
01:02:23 → 01:02:25ภาพของการที่แบบอ๋อเราไม่ได้อยู่โดด
01:02:25 → 01:02:28เดี่ยวตรงเนี้ยมันยิ่งชัดเมื่อมีงานวิจัย
01:02:28 → 01:02:30ของเบาว่าถ้าเกิดคุณอาศัยหรือใช้ชีวิต
01:02:30 → 01:02:32อยู่ในตึกนานๆน่ะมันจะมีสิ่งที่เรียกว่า
01:02:32 → 01:02:34เป็น sick building syndrome เพราะตึก
01:02:34 → 01:02:37มีเหล็กมีอะไรคุณถูกตัดขาดจากพลัง
01:02:37 → 01:02:39ธรรมชาติเป็นระยะเวลาเป็น 10 ปีเพราะ
01:02:39 → 01:02:41ฉะนั้นมันก็ไม่แปลกใจที่วันนึงคุณจะป่วย
01:02:41 → 01:02:43เพราะว่าคุณไม่ได้กลับไปคเnectกับ
01:02:43 → 01:02:46ธรรมชาตินี่นี่มีงานวิจัยทางการแพทย์ออก
01:02:46 → 01:02:48มารองรับแต่อาจจะไม่ได้มีคนเชื่อมโยงว่า
01:02:48 → 01:02:50อ้าแล้วทำไมเป็นอย่างงั้นคนโบราณจึงป้อง
01:02:50 → 01:02:54กันตัวเองเวลาต้องไปอยู่ในตึกด้วยวิธี
01:02:54 → 01:02:54อะไรมั้ครับ
01:02:54 → 01:02:55>> ทำยังไงคะ
01:02:55 → 01:02:56>> ดูหงจุ้ย
01:02:56 → 01:02:57>> ออ
01:02:57 → 01:02:59>> เอ้าอันนี้ถ้าพูดแบบเป็นวิทยาศาสตร์นะ
01:02:59 → 01:03:03เฟึงฉุ่ยอ่ะเฟึงแปลว่าอารมณ์สุ่ยสุยุ้ย
01:03:03 → 01:03:06ภาษาแต๊จิ๋วแปลว่าน้ำหมายความว่าถ้าเกิด
01:03:06 → 01:03:08คุณอยู่ในทุ่งโลกคุณได้รับพลังธรรมชาติ
01:03:08 → 01:03:10เต็มรูปแบบกินอาหารสดๆคุณพลังชีวิตเต็ม
01:03:10 → 01:03:12เปรี่ยมคุณไม่ต้องคิดอะไรอยู่ตรงไหนมันก็
01:03:12 → 01:03:15รับ 100 360 องศาคุณได้หมดเลยแต่ถ้ากด
01:03:15 → 01:03:16คุณไปอยู่ในถ้ำเอาง่ายๆตอนที่เราไปเข้า
01:03:16 → 01:03:19ถ้ำเหมือนนึกถึงเอ่อหมูป่าทีมหมูป่าเข้า
01:03:19 → 01:03:22ไปคนหายใจไม่ออกนะเพราะถ้าถ้ำนั้นมันหัน
01:03:22 → 01:03:24ไปทางทิศที่ลมมันไม่เข้าอ่ะ
01:03:24 → 01:03:25>> เออๆก็ไม่น่า
01:03:25 → 01:03:26>> คุณอาจจะขาดออกซิเจน
01:03:26 → 01:03:26>> อือค่ะ
01:03:26 → 01:03:28>> คุณจะรู้สึกอ่อนเียในขณะเดียวกันต้องมี
01:03:28 → 01:03:31น้ำเพราะอะไรเพราะน้ำทำให้เกิดความต่าง
01:03:31 → 01:03:33ระหว่างพื้นดินกับน้ำถูกมั้ยลมบกลมทะเล
01:03:33 → 01:03:36ถูกมั้ฮะถ้าอากาศมันเปลี่ยนแปลงลมมันจึง
01:03:36 → 01:03:38พัดจากน้ำที่มันเปลี่ยนมันเข้ามันต้องดู
01:03:38 → 01:03:41ทิศที่มันเหมาะสมแต่ปัจจุบันอ่าถ้าเราบอก
01:03:41 → 01:03:44เฟืองเฟืองฉุยหรือเอ่อฮวงจุ้ยแบบมี
01:03:44 → 01:03:45เครื่องกองอากาศเอาปั๊มอากาศเข้าเอีก
01:03:45 → 01:03:48เรื่องนึงเป็น eronomic design อะไรก็
01:03:48 → 01:03:50ว่ากันไปเพราะฉะนั้นเนี่ยปัจจุบัน
01:03:50 → 01:03:53วิทยาศาสตร์มีงานวิจัยที่บอกว่าคนเรา
01:03:53 → 01:03:56สามารถเกิดซิ building syndrome ซิแว่า
01:03:56 → 01:03:59ป่วยป่วยจากตึกแต่อาจจะไม่ได้มีคนเชื่อม
01:03:59 → 01:04:02โยงอ๋อจริงๆมันคือการที่เราไม่ได้รับพลัง
01:04:02 → 01:04:05จากธรรมชาติบรรยากาศอากาศจากน้ำที่ดีเวลา
01:04:05 → 01:04:08สร้างคอนโดที่บอกมี EIA ก็ก็คืออจุ้ยแบบ
01:04:08 → 01:04:10สมัยใหม่ตามหลักวิทยาศาสตร์แต่ว่าสิ่งที่
01:04:10 → 01:04:13ผมจะชี้ให้เห็นก็คือว่าคนเราจึงจะมีความ
01:04:13 → 01:04:15จำเป็นในการที่ต้อง Connect กับธรรมชาติ
01:04:15 → 01:04:19แล้วเลยมีแนวการแพทย์ที่เริ่มมีหมอสวีเดน
01:04:19 → 01:04:21หรือไงเนี่ยที่สั่งให้คนไข้ไปป่วยใช่มั้ย
01:04:21 → 01:04:24สั่งยาเป็น prescription ว่าไปอาปะคำว่า
01:04:24 → 01:04:28อาปะคือส่งเขาไปรับพลังธรรมชาติเพราะพลัง
01:04:28 → 01:04:29ธรรมชาติเป็นแหล่งที่มาของพลังชีวิตอัน
01:04:29 → 01:04:32นี้มันก็จะเกิดปัญหาว่าอ้าวแล้วเอ่อถ้า
01:04:32 → 01:04:35เกิดว่าเราทำให้ธรรมชาติผิดเพี้ยนมันจะ
01:04:35 → 01:04:37เป็นยังไงล่ะเพราะฉะนั้นคนโบราณเนี่ยมัน
01:04:37 → 01:04:39จะมีคำพูดว่าถ้าเมื่อไหร่ก็ตามดาวเดือน
01:04:39 → 01:04:43ผิดเพี้ยนดาวเดือนก็คือเ่อฤดูกาลมันจะทำ
01:04:43 → 01:04:45ให้เกิดโรคโคกภัยไข้เจ็บที่เรียกว่า
01:04:45 → 01:04:48influence influence มาจากธรรมชาติทำ
01:04:48 → 01:04:50ให้เกิดการป่วยนั้นกลายเป็นไข้หวัดใหญ่
01:04:50 → 01:04:52ที่เรียกว่า influenza คำว่าinfluenซaมา
01:04:52 → 01:04:55จากคำว่าinfลuคือธรรมชาติแปรป่วนทำให้
01:04:55 → 01:04:58พลังชีวิตอ่อนด้อยลงแล้วกติดเชื้อง่าย
01:04:58 → 01:05:00แล้วเกิดโรคระบาดขึ้นมาเพราะฉะนั้นเนี่ย
01:05:00 → 01:05:04โรคเนี่ยถ้าเป็นส่วนหนึ่งของสุขภาพของเรา
01:05:04 → 01:05:07ถ้าเมื่อไหร่ก็ตามที่โรคมีโรคร้อน
01:05:07 → 01:05:09อุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลงไปทางวิทยาศาสตร์
01:05:09 → 01:05:11จะบอกว่าพิสูจน์ได้ด้วยเหมือนกันว่าไวรัส
01:05:11 → 01:05:13มันจะพยายามเปลี่ยนเจนติกของตัวเองเกิด
01:05:13 → 01:05:15influenza
01:05:15 → 01:05:19โรคใหม่ๆแปลกๆมันจะโผล่มาอันนี้ก็อธิบาย
01:05:19 → 01:05:21เรื่องของพลังชีวิตได้ด้วยเช่นกัน
01:05:21 → 01:05:24>> แล้วอย่างเงี้ยค่ะพลังชีวิตเกี่ยวข้องกับ
01:05:24 → 01:05:27กรรมยังไงคะที่คุณหมอเกริ่นๆไว้แล้ว
01:05:27 → 01:05:30>> อเมื่อกี้ผมพูดถึงกรรมพันธ์ผมใช้อ้างตาม
01:05:30 → 01:05:33หลักของการแพทย์แบบองค์รวมว่าการที่เราจะ
01:05:33 → 01:05:36มาเกิดในพ่อแม่รับเอาพลังชีวิตตั้งต้นของ
01:05:36 → 01:05:39พ่อแม่มาอย่างละครึ่งเอากรรมพันธ์มาอย่าง
01:05:39 → 01:05:43ละครึ่งเพราะเรามีเหตุปัจจัยหนักมาเรา
01:05:43 → 01:05:46เรียกว่ากรรมเก่าอ่ะบุพกรรมเพราะฉะนั้นผม
01:05:46 → 01:05:48จึงชอบมากเลยว่าถ้าคุณแปลคำว่าเจนติกออก
01:05:49 → 01:05:52มาว่าคำว่าเป็นพันธุบวกกรรมเนี่ยโหผมนับ
01:05:52 → 01:05:56ถือคนแปลจริงๆออเเข้าใจว่ามันไม่ได้เป็น
01:05:56 → 01:05:59การเลือกโดยใบchชanceหรือว่าเกิดโดยไร
01:05:59 → 01:06:04เหตุผลมันมีเหตุผลที่เขาจะต้องเกิดมาปึ๊บ
01:06:04 → 01:06:06แล้วในอนาคตชีวิตอย่างน้อยก็สุขภาพของเขา
01:06:06 → 01:06:09จะมีพันธุแบบนี้แหละเขามีกรรมแบบนั้นแหละ
01:06:09 → 01:06:12ซึ่งเราก็จะเชื่อว่าอ๋อถ้าอย่างงั้นเราก็
01:06:12 → 01:06:14มีกรรมพันธยังไงก็ต้องเป็นอย่างงั้นใช่
01:06:14 → 01:06:14ไหม
01:06:14 → 01:06:14>> อื
01:06:15 → 01:06:17>> ฟังดูก็จำนนนิดนึง
01:06:17 → 01:06:18>> เออทำอะไรไม่ได้เลย
01:06:18 → 01:06:22>> เออใช่มั้ยซึ่งการวิจัยในปัจจุบันจึงบอก
01:06:22 → 01:06:24ว่ามันไม่ใช่แค่ปัจจัยเดียวสมมุติเราเอา
01:06:24 → 01:06:27แฟนมาวิจัยแล้วเปรียบเทียบกันระหว่างแฟช A
01:06:27 → 01:06:29แฟช B เป็นโรคเทียบกับแฟลช A แฟช B ที่
01:06:29 → 01:06:32ไม่เป็นโรคถามว่าฝาแฝดที่เป็นโรคเหมือน
01:06:32 → 01:06:34กันมีสัดส่วนเป็นกี่เปอร์เซ็นต์เมื่อ
01:06:34 → 01:06:36เทียบกับฝาแฝดที่เอาคนนึงเป็นแต่อีกคนนึง
01:06:36 → 01:06:37ไม่เป็น
01:06:37 → 01:06:38>> ต่างกันยังไงคะ
01:06:38 → 01:06:40>> ก็ให้ถ่ายเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ฝาแฝดควรที่
01:06:40 → 01:06:43จะมีเช่นมากกว่า 50% ที่จะเป็นโรคเดียว
01:06:43 → 01:06:46กันหรือฝาแฝดควรจะมากถึง 80% ที่เป็นโรค
01:06:46 → 01:06:48เดียวกันหรือน้อยกว่านั้น
01:06:48 → 01:06:51>> ถ้าคิดง่ายๆเราก็รู้สึกว่าอาจจะควรเป็น
01:06:51 → 01:06:52เปอร์เซ็นต์เยอะๆอ่ะ
01:06:52 → 01:06:53>> ออเท่าไหร่ดี
01:06:53 → 01:06:54>> อ่ะ 80 ก็ได้
01:06:54 → 01:06:55>> 80 ใช่มั้ย
01:06:55 → 01:06:57>> ความเป็นจริงนะโรคที่เกิดจากพันธุกรรมแรง
01:06:57 → 01:06:59ๆจริงๆอ่ะประมาณ 10%
01:06:59 → 01:07:00>> อ๋อ
01:07:00 → 01:07:03>> และไอ้ 90% มันคืออะไรหรอ 90% เราพบว่า
01:07:03 → 01:07:06มันมีกลไกอีกชั้นนึงที่เรียกว่าอิจนomic
01:07:06 → 01:07:09หรือปัจจัยเหนือพันธุกรรมหมายความว่าถ้า
01:07:09 → 01:07:13น้องนึกถึงเอ่อสาย DNA เป็นเป็นเกลียวใช่
01:07:13 → 01:07:16มั้ยแล้วก็มีรหัสพันธุกรรมยาวๆเนี่ยทั้ง
01:07:16 → 01:07:18คู่เนี่ยถ้าเป็นไข่เดียวใบเดียวกันจะ
01:07:18 → 01:07:20เหมือนกันหมดเลยแต่ว่า DNA มันไม่ได้อยู่
01:07:20 → 01:07:24รอยเท้งๆเป็นเส้นยาวๆนะมันจะขดม้วนพันไอ้
01:07:24 → 01:07:26โปรตีนที่เรียกว่าฮิสโตนโปรตีนแล้วก็พันๆ
01:07:26 → 01:07:29ตไหนที่มันพันแล้วมันก็กระบเอาเมทิลไปแปะ
01:07:29 → 01:07:32ไว้อสิที่เอาไปแปะไว้เนี่ยมันจะทำให้เกิด
01:07:32 → 01:07:35การปิดและเปิดพันธุกรรมเพราะฉะนั้นฝาแฝด
01:07:35 → 01:07:37จะเกิดมามีทั้งพันธุกรรมดีและร้ายแต่ว่า
01:07:37 → 01:07:42ด้วยพฤติกรรมการกินดีนอนดีไม่เครียดใช่
01:07:42 → 01:07:45กลับไปที่ 6 ด้านเนาะไม่สูบบุหรี่ไม่กิน
01:07:45 → 01:07:48เหล้านอนหลับออกกำลังกายแล้วก็มี
01:07:48 → 01:07:50สัมพันธภาพที่ดีมันมีผลทำให้ไอ้การปิด
01:07:50 → 01:07:54เปิดยีนมันเปลี่ยนถ้าใช้ชีวิตแย่ๆอใช้
01:07:54 → 01:07:56ชีวิตเสี่ยงมันจะมีโอกาสที่พันธุกรรมแย่ๆ
01:07:56 → 01:07:59มันจะเปิดกลายเป็นโรคตามมาอ
01:07:59 → 01:08:03>> แต่ถ้าคุณใช้ชีวิตที่ดีๆดูแลตัวเองกินอ่า
01:08:03 → 01:08:07อาหารดีออกกำลังกายตามไม่เครียดยีนที่ไม่
01:08:07 → 01:08:09ดีมันจะปิดยีนที่ดีมันจะเปิดคุณก็จะแข็ง
01:08:10 → 01:08:14แรงเราเรียกปัจจัยทางนี้ในอีกมุมนึงว่า
01:08:14 → 01:08:17ไestลแต่ถ้าผมแปลอีกนิดนึงว่ามันคือกรรม
01:08:17 → 01:08:19ปัจจุบันการเกิดเราเลือกเกิดไปได้เป็น
01:08:19 → 01:08:23บุพกรรมที่เราต้องเกิดในยีนพูเผื่อว่าพ่อ
01:08:23 → 01:08:25แม่ที่มีพันธุกรรมแบบนี้มีผล 10%
01:08:25 → 01:08:25>> ค่ะ
01:08:25 → 01:08:29>> แต่ถ้าคุณทำตัวดีๆดูแลสุขภาพดีมีพฤติกรรม
01:08:29 → 01:08:32ที่ดีคุณมีกรรมปัจจุบันที่จะมาช่วยให้
01:08:32 → 01:08:33สุขภาพของคุณดี
01:08:33 → 01:08:36>> ไม่ต้องป่วยฝาแฝดยังแตกต่างกันได้เลย
01:08:36 → 01:08:36อือฮึค่ะ
01:08:36 → 01:08:37>> ตั้ง 90%
01:08:37 → 01:08:41>> ก็อยู่ที่การดูแลตัวเองของเราเพราะว่าคือ
01:08:41 → 01:08:44เหมือนอาจจะเกิดขึ้นมาพร้อมกับความสามารถ
01:08:44 → 01:08:46พิเศษบางอย่างที่ไม่รู้มันจะเกิดขึ้น
01:08:46 → 01:08:48เมื่อไหร่แต่ถ้าเราดูแลตัวเองอย่าง 6
01:08:48 → 01:08:50อย่างที่คุณหมอบอกอย่างดี
01:08:50 → 01:08:52>> ไอ้สิ่งนี้มันก็เรายัง
01:08:52 → 01:08:53>> เป็นนายมันอยู่
01:08:53 → 01:08:54>> ครับผม
01:08:54 → 01:08:56>> อ่าเพราะฉะนั้นเราเห็นภาพว่าพลังชีวิตมัน
01:08:56 → 01:08:58จึงมี story ที่มีมาก่อนที่เราจะเกิด
01:08:58 → 01:09:02เพื่อที่จะทำให้เรามีทั้งความเสี่ยงและมี
01:09:02 → 01:09:05โอกาสที่ดีในการที่จะดำเนินชีวิตไปได้
01:09:05 → 01:09:07เพราะฉะนั้นเนี่ยในทางพุทธมีคำพูดอันนึง
01:09:07 → 01:09:09ว่าเรามีกรรมแบ่งตามประเภทอีกอย่างนึงคือ
01:09:09 → 01:09:12กรรมกรวมหมูหรือกรรมสมพองหมายความว่าเรา
01:09:12 → 01:09:15เกิดมาเนี่ยเราก็มีความคล้ายพ่อมีความ
01:09:15 → 01:09:17คล้ายแม่มีโรคคล้ายพ่อมีโรคคล้ายแม่ถูก
01:09:17 → 01:09:19มั้ฮะอย่างภูมิแพ้เนี่ยถ้าพ่อเป็นก็ลูก
01:09:19 → 01:09:22เสี่ยง 30% แม่เป็นลูกเสี่ยงอีก 30% ถ้า
01:09:22 → 01:09:25พ่อถ้าแม่เป็นเสี่ยง 60% อที่จะเป็นภูมิ
01:09:25 → 01:09:28แพ้อะไรเงี้ยแต่ถ้ามนุษย์มีดวงจิตมีจิตใจ
01:09:29 → 01:09:32และมีสติตัวสติสามารถที่จะเปลี่ยนการปิด
01:09:32 → 01:09:34เปิดยีนได้สติคือการที่เราสามารถที่จะตอบ
01:09:34 → 01:09:37คำถามตัวเองได้ว่าเราอยู่ไปทำไมฉันเกิดมา
01:09:37 → 01:09:39เพื่ออะไรเพราะฉะนั้นมันมีปรากฏการณ์ที่
01:09:39 → 01:09:41บอกว่าคนที่เป็นมะเร็งอ่ะแล้วฉันไม่มี
01:09:41 → 01:09:46อะไรห่วงแล้วพ่อก็ไม่ต้องดูแลลูกก็จบแล้ว
01:09:46 → 01:09:49เป็นไงฮะอาจจะไม่ไม่ได้อยู่ได้นานเนาะแต่
01:09:49 → 01:09:52ถ้าโอฉันมีมิชั่นต้องดูแลลูกให้ส่งให้จบ
01:09:52 → 01:09:54ปริญญาให้ได้ก่อนสังเกตว่าพันธุกรรมบาง
01:09:54 → 01:09:56อย่างมันมันจะมีการเหมือนมีปาฏิหาริย์
01:09:56 → 01:09:59เล็กๆที่ทำให้ฉันสามารถที่จะสู้กับโรคได้
01:09:59 → 01:10:02ดีขึ้นน่ะการอยู่ด้วยเจตจำนงด้วยสติที่
01:10:02 → 01:10:04แน่วแน่บางทีมันเปลี่ยนอะไรบางอย่างใน
01:10:04 → 01:10:06เลเวลที่ไม่ใช่กรรมรวมหมู่และมันเป็นกรรม
01:10:06 → 01:10:09อีกที่เรากำหนดขีดขึ้นมาใหม่ด้วยสปิตของ
01:10:10 → 01:10:12เราเพราะฉะนั้นพันธุกรรมอ่ะใช่เราได้มา
01:10:12 → 01:10:14จากเมล็ดพันธุ์ที่เป็นพลังชีวิตแต่เรา
01:10:14 → 01:10:17สามารถเปลี่ยนพลังชีวิตได้ด้วยการฝึกสติ
01:10:17 → 01:10:20ฝึกสมาธิการอยู่อย่างมีความหมายการได้ทำ
01:10:20 → 01:10:24อะไรที่ดีเพื่อคนอื่นถ้าทางพุทธเราเรียก
01:10:24 → 01:10:24ว่า
01:10:24 → 01:10:25>> บุญ
01:10:25 → 01:10:27>> อ๋ออย่างที่บอกว่าหลายๆคนที่ป่วยเขาก็
01:10:27 → 01:10:29อยู่ได้ด้วยพลังใจ
01:10:29 → 01:10:31>> ซึ่งไอ้พลังใจตรงนี้อาจจะเป็นเรื่องของ
01:10:31 → 01:10:33สปiritหรือว่าเรื่องของ purpose ที่คุณ
01:10:33 → 01:10:35หมอบอกก็ก็ได้ด้วยใช่มั้คะ
01:10:35 → 01:10:38>> จริงๆเราจะไม่มีพลังใจเลยถ้าเราไม่มีสติ
01:10:38 → 01:10:42หรือเพถ้าเราอยู่กันแบบดราม่าไปเรื่อยๆ
01:10:42 → 01:10:45แย่แล้วโอ๊ยไม่ไหวแล้วอ่าเป็นโนเป็น
01:10:45 → 01:10:49มะเร็งเงี้ยโอ้ยเอ่อไม่เอาแล้วไม่ทนคือ
01:10:49 → 01:10:51มันไอ้ความดราม่าคือคือดวงจิตที่มันสั่น
01:10:51 → 01:10:54ไหวเหมือนกับสัตว์ที่มันกลัวสัตว์ที่มัน
01:10:54 → 01:10:57แบบเอาตัวรอดแต่มันมันก็สร้างความเครียด
01:10:57 → 01:11:00ทางไโochemิสตรหรือว่าไอ้ชีววิทยาในเชิง
01:11:00 → 01:11:02ของทำให้ภูมิต้านทานมันตกนะเพราะอะไร
01:11:02 → 01:11:05เพราะว่าถ้าย้อนกลับไปตอนต้นที่ผมบอกว่า
01:11:05 → 01:11:08คนเรามีกายหยาบกายละเอียด 4 กายสุดท้าย
01:11:08 → 01:11:10ธาตุไฟนอกเหนือจะเป็นเรื่องของเมตabolิึม
01:11:10 → 01:11:12มันยังเกี่ยวกับภูมิต้านทานเพราะฉะนั้นผม
01:11:12 → 01:11:15จะชี้ให้เห็นว่าการที่ธรรมชาติบำบัดเอาคน
01:11:15 → 01:11:19ไปอบสมุนไพรเอาคนไปอบซาวหน้าเอาคนไปอาบ
01:11:19 → 01:11:21แสงตะวันส่วนหนึ่งคือสร้างไข้สร้างไข้
01:11:21 → 01:11:24เทียมเพราะไข้ไม่ใช่โรคเราสังเกตว่าคนที่
01:11:24 → 01:11:26เป็นโควิดถ้าไม่มีความเสี่ยงที่เป็นโรค
01:11:27 → 01:11:29608 แล้วติดเชื้อแล้วลงปอดง่ายๆเนี่ยถ้า
01:11:29 → 01:11:32ไปดูความเสี่ยงอันนึงคือเขามีความที่ภูมิ
01:11:32 → 01:11:35ต้านทานต่ำจากอุณหภูมิร่างกายเย็นชื่น
01:11:35 → 01:11:37สมมุติเดินเข้าห้างตอนช่วงนั้นมันจะมีที่
01:11:37 → 01:11:40วัดอุณหภูมิวัดได้เท่าไหร่ฮะ 36 37 คน
01:11:40 → 01:11:42เราเป็นสัตว์เลือดอุ่นคนเลือดอุ่นน่ะต้อง
01:11:42 → 01:11:44
01:11:44 → 01:11:46>> ส่วนใหญ่เป็นสัตว์เลือดเย็นไปหมดแล้วคือ
01:11:46 → 01:11:49อยู่ในห้องแอร์กินน้ำเย็นอะไรคือมันทำให้
01:11:49 → 01:11:51ธาตุไฟมันอ่อนมันทำให้ภูมิต้านทานมันอ่อน
01:11:51 → 01:11:54>> อ๋อแสดงว่าสภาพแวดล้อมมันเปลี่ยนอุณหภูมิ
01:11:54 → 01:11:54ข้างในเราด้วย
01:11:55 → 01:11:57>> ใช่แต่ธาตุไฟมันมีธาตุไฟที่เกิดจากการที่
01:11:57 → 01:12:00เรามีกำลังใจสังเกตว่าสมมุติเราได้รับแรง
01:12:00 → 01:12:01บันดาลใจบางอย่างรู้สึกโอโหแบบ
01:12:01 → 01:12:02>> เลือดสูบฉีด
01:12:02 → 01:12:04>> เลือดมันสูบฉีดมันมันมีความอบอุ่นบาง
01:12:04 → 01:12:06อย่างที่มันเพิ่มขึ้นมาแล้วถ้าบอกว่าเฮ้ย
01:12:06 → 01:12:09เรามีกำลังใจเรามีความกล้าหาญที่จะรับ
01:12:09 → 01:12:11ความจริงด้วยสติอ่ะภูมิต้านทานเราก็จะถูก
01:12:11 → 01:12:14จุดไฟให้มันสามารถที่จะการมีไข้คือการที่
01:12:14 → 01:12:16ทำให้ภูมิต้านทานของเรามันเก่งขึ้นเราเรา
01:12:16 → 01:12:17อาจจะไม่ได้หหมายถึงว่าต้องไปทำให้ติด
01:12:17 → 01:12:19เชื้อนะแต่ว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่เราสามารถ
01:12:20 → 01:12:23ที่จะกระตุ้นกระบวนการของไฟธาตุได้ถูก
01:12:23 → 01:12:25ต้องบางทีเนี่ยพลังชีวิตมันอ่อนน่ะเราอาจ
01:12:25 → 01:12:27จะต้องเอาสมุนไพรที่มีคุณสมบัติทางธาตุ
01:12:27 → 01:12:29ต่างๆเข้ามาเติมให้อนี่เป็นเป็นเรื่องใน
01:12:29 → 01:12:31เชิงการแพทย์ละแต่เราจะชี้ให้เห็นว่า
01:12:31 → 01:12:34เมื่อมีหลักความเข้าใจว่าพลังชีวิตมัน
01:12:34 → 01:12:36เป็นเรื่องของใกล้ชิดไปทางพันธุกรรมแต่
01:12:36 → 01:12:38ตัวเราเองจะใช้มันยังไงเนี่ยการที่เราจะ
01:12:38 → 01:12:41ใช้ทำให้ดวงจิตเรื่องอีโมชัของเราดี
01:12:41 → 01:12:44อารมณ์ของเราดีและมีสติตื่นรู้จัดการกับ
01:12:44 → 01:12:47ความเครียดได้อยู่อย่างมีความหมายทั้งหมด
01:12:47 → 01:12:49ทั้งปวงอ่ะมันจะย้อนกลับมาที่ทำให้เรามี
01:12:49 → 01:12:52สุขภาพที่ดีได้โดยไม่จำกัดอยู่แค่เรื่อง
01:12:52 → 01:12:53ของพลังชีวิตของตัวเองเท่านั้น
01:12:53 → 01:12:55>> อืค่ะดีเป็นองค์รวมไปเลย
01:12:55 → 01:12:55>> ดีเป็นองค์รวม
01:12:55 → 01:12:58>> ค่ะทีนี้มีคำถามสำหรับที่คุณหมอพูดว่าพอ
01:12:58 → 01:13:01เราอายุมากขึ้นอ่ะมันจะมีจุดนึงแหละที่
01:13:01 → 01:13:03พลังชีวิตมันเริ่มถดถอยลงอย่างเห็นได้ชัด
01:13:03 → 01:13:06คือช่วงวัย 40 ใช่มั้ยคะแล้วทีเนี้ยเราจะ
01:13:06 → 01:13:09มีวิธีการดูแลตัวเองเป็นพิเศษหรือว่า
01:13:09 → 01:13:11ธรรมชาติช่วยเราได้ยังไงบ้างที่จะทำให้
01:13:11 → 01:13:12เรามีพลังชีวิตมากขึ้นน่ะครับ
01:13:12 → 01:13:15>> ในฐานะของหมอเนี่ยหมอจะบอกว่าถ้าพูดว่างอ
01:13:15 → 01:13:18ขาช่วยให้สุขภาพดีได้ยังไงหมอพูดได้ทั้ง
01:13:18 → 01:13:20วันเพราะมันมีเทคนิคเยอะมากเลยเทคโนโลยี
01:13:20 → 01:13:24การแพทย์ใหม่ๆก็มีเยอะหรือแบบองค์รวมแบบ
01:13:24 → 01:13:26traditional ดั้งเดิมก็มีเยอะแยะเต็มไป
01:13:26 → 01:13:29หมดเลยแต่ถ้าบอกว่าการันตีเลย 1 วิธีที่
01:13:29 → 01:13:32ทำให้สุขภาพพังเนี่ยหมอบอกได้การันตีผล
01:13:32 → 01:13:32100%
01:13:33 → 01:13:33>> คืออะไรคะ
01:13:33 → 01:13:34>> คือการอดหลับอดนอน
01:13:34 → 01:13:35>> อือื
01:13:35 → 01:13:38>> การใช้ชีวิตเนี่ยที่ไม่เป็นจังหวะจริงๆ
01:13:38 → 01:13:41แล้วพลังชีวิตมี quality หรือมีคุณภาพบาง
01:13:41 → 01:13:43อย่างที่จะชอบทำมันเป็นจังหวะการทำเป็น
01:13:43 → 01:13:45จังหวะไปเรื่อยๆเนี่ยมันจะช่วยให้พลัง
01:13:45 → 01:13:47ชีวิตของเรามันค่อยๆแข็งแรงขึ้นนั่น
01:13:47 → 01:13:50สังเกตได้ง่ายๆว่าเด็กที่เกิดมาในตอน
01:13:50 → 01:13:52อูแว้อๆแวเนี่ยสังเกตเ้าตรงเวลามากนะ
01:13:52 → 01:13:53>> อืค่ะ
01:13:53 → 01:13:55>> อ่าเค้าไม่ต้องดูนาฬิกาสมมุติร้องกินนม
01:13:55 → 01:13:57ทุก 2 ชั่วโมง 2 ชั่วโมงเป๊ะเลยแบบเวลา
01:13:57 → 01:13:59เดิมเชื่อได้เลยเพราะเมี internal rึม
01:13:59 → 01:14:02หรือว่าจังหวะของพลังชีวิตที่ดีแต่ตอนที่
01:14:02 → 01:14:04เราโตเราทำให้มันเสีย
01:14:04 → 01:14:05ตามใจตัวเอง
01:14:05 → 01:14:07>> เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่เราอดหลับอดนอนกิน
01:14:07 → 01:14:11ไม่เป็นเวลานอนไม่เป็นเวลาบ้างานทำงานหาม
01:14:11 → 01:14:14รุ่งหางค่ำพวกนี้จะค่อยๆกัดกร่อนทำให้
01:14:14 → 01:14:17rิึมหรือพลังชีวิตค่อยๆด้อยลงจะเริ่ม
01:14:17 → 01:14:19สังเกตในการแพทย์มันมีสิ่งที่เรียกว่า
01:14:19 → 01:14:21เป็นchronโน biology หรือว่าการแพทย์แห่ง
01:14:21 → 01:14:23จังหวะเวลาพวกฮอร์โมนเนี่ยจะกระทบง่าย
01:14:24 → 01:14:26เพราะฮอร์โมนจะทำงานเป็นรายวันก็มีเรา
01:14:26 → 01:14:28เรียกเcardianrึมทำงานเป็นรายเดือนก็มี
01:14:29 → 01:14:30ผู้หญิงใช่มั้ฮะก็จะมีประจำเดือนเมื่อ
01:14:30 → 01:14:32ไหร่ก็ตามกินไม่เป็นเวลานอนไม่เป็นเวลา
01:14:32 → 01:14:34เดี๋สักพักจะรวนหมดเริ่มนอนไม่หลับ
01:14:34 → 01:14:36กระเพาะลำไส้ท้องอืดท้องเฟ้อไปจนถึง
01:14:36 → 01:14:38เรื่องการขับถ่ายที่ไม่ปกติใช่มั้ฮะผู้
01:14:38 → 01:14:41หญิงนานๆเข้าอาประจำเดือนหายก็คุณไปรวนทำ
01:14:41 → 01:14:44ให้จังหวะฤิธึมของพลังชีวิตพังไงระบบ
01:14:44 → 01:14:45อัตโนมัติในร่างกายเกือบทั้งหมดอาศัยพลัง
01:14:45 → 01:14:48ชีวิตในการกำกับอันนี้ประเด็นก็คือการที่
01:14:48 → 01:14:51เรากลับมาใช้พลังชีวิตให้มีจังหวะไม่ได้
01:14:51 → 01:14:53หมายความว่าทำทุกอย่างเหมือนกันทุกวันนะ
01:14:53 → 01:14:55>> แล้วคำว่ากิจวัตรล่ะคะ
01:14:55 → 01:14:57>> เพราะฉะนั้นคำครูบาอาจารย์เวลาจะฝึกให้
01:14:57 → 01:15:00เรามีกำลังสติกำลังสมาธิมันจึงเริ่มจาก
01:15:00 → 01:15:04สิ่งที่เรียกว่าศีลสมาธิิปัญญาศีลผมไม่
01:15:04 → 01:15:06ได้แปลว่าเป็นเรื่องของข้อห้ามนะแต่ศีล
01:15:06 → 01:15:08หมายความว่าความปกติคุณมีความปกติอย่างไร
01:15:08 → 01:15:11อ่ะคุณทำมาเรื่อยๆถึงคุณจะโกรธแค่ไหนถ้า
01:15:11 → 01:15:14คุณไม่เคยฆ่าสัตว์อ่ะโอกาสที่จะโกรธจนสติ
01:15:14 → 01:15:17แตกพั้งมือฆ่าคนมันน้อยมากนะแต่ถ้าความ
01:15:17 → 01:15:19ปกติของคุณคือก็เชือดไก่ทุกวันน่ะวันนี้
01:15:19 → 01:15:22แบบเกิดทะเลาะกับใครสักคนแทงอีกสักตัวนึง
01:15:22 → 01:15:24ตายก็ไม่เป็นไรอ่ะเพราะนั่นคือความคุ้น
01:15:24 → 01:15:26ชินที่พลังชีวิตของเราจะทำไปเรื่อยๆถึง
01:15:26 → 01:15:28เราไม่อยากจะทำถ้าเรากินเป็นเวลานอนเป็น
01:15:28 → 01:15:30เวลาเดี๋มันจะตื่นขึ้นมาเองตามเวลาที่เรา
01:15:30 → 01:15:32ทำนั่นแหละเพราะฉะนั้นถ้าเราฝึกการหายใจ
01:15:32 → 01:15:36ฝึกสติแบบเป็นrึมมันจะมี ritual มันจึงมี
01:15:36 → 01:15:38การประเพณีที่บอกช่วงนี้ต้องทำนี้ช่วงนี้
01:15:38 → 01:15:40ต้องทำงี้ถ้าเราไม่ได้ถือแบบง่มายมันคือ
01:15:40 → 01:15:42การที่กระตุ้นให้ว่าเฮ้ยตอนนี้เนี่ย
01:15:42 → 01:15:44จังหวะมันเปลี่ยนถึงตอนนี้มันมี
01:15:44 → 01:15:46mindestone ที่เราจะต้องสติของเราจะ
01:15:46 → 01:15:48เริ่มเด้งตื่นขึ้นมาทันทีแม้ใน 1 สัปดาห์
01:15:48 → 01:15:50ก็มีจังหวะที่ต้องรักษานั่นก็คือจังหวะ
01:15:50 → 01:15:52ของตั้งแต่จันทร์ถึงศุกร์ประเด็นคือถ้า
01:15:52 → 01:15:55เราทำงานแบบ 247 Night to 5 เป็นไงฮะ
01:15:55 → 01:15:56>> ก็ไม่ได้พักไม่ได้
01:15:56 → 01:15:59>> 7 7 วันเสมมุติเราไม่เคยหยุดเลยอ่ะมีนะ
01:15:59 → 01:16:01มีคนที่เป็นอย่างงั้นนะเราจะเบn out เร็ว
01:16:01 → 01:16:03มากเพราะทุกทุกวันตื่นมามันจะงงไปหมดเลย
01:16:03 → 01:16:05ว่าวันนี้มันวันอะไรวะฉันทำงานอีกเนี่ย
01:16:05 → 01:16:08มันยังเป็นหลักทางจิตวิทยาที่เราจะมี
01:16:08 → 01:16:10ประเพณีว่าต้องไปใส่บาตรตอนวันเสาร์
01:16:10 → 01:16:12อาทิตย์เพื่อเบรคให้เรารู้ว่าออนี้วัน
01:16:12 → 01:16:14เสาร์อาทิตย์วันพรุ่งนี้วันจันทร์หรือใคร
01:16:14 → 01:16:16มีลูกจะรู้ได้ชัดมากเลยว่าเมื่อไหร่พลัง
01:16:16 → 01:16:18ชีวิตหรือจังหวะชีวิตมันเสียเช่นตอนลูก
01:16:18 → 01:16:20เปิดเทอมเราจำได้เลยวันนี้วันอาทิตย์เดี๋
01:16:20 → 01:16:22พรุ่งนี้ต้องส่งลูกตอนเช้าอ่ะเราจะรู้จำ
01:16:22 → 01:16:25ได้นึกออกทันทีแต่เมื่อไหร่ปิดเทอมแล้ว
01:16:25 → 01:16:27ไม่ได้ไปส่งลูกสัก 2 เดือนนะเอ๊ะวันนี้
01:16:27 → 01:16:31มันวันอะไรวะมันจะความจำเราจะเริ่มเบลอ
01:16:31 → 01:16:33>> รวมทั้งเอ่อร่างกายก็จะเริ่มรวนๆแล้วเรา
01:16:34 → 01:16:36จึงจำเป็นจะต้องมีจังหวะในรอบสัปดาห์ที่
01:16:36 → 01:16:37เราต้องรักษาก็เลย work life balance
01:16:37 → 01:16:39จึงมีความสำคัญในเชิงของสุขภาพในแง่นี้
01:16:39 → 01:16:42ด้วยเหมือนกันการรักษาพลังชีวิตถ้ามันมี
01:16:42 → 01:16:46ข้อจำกัดเช่นมีกรรมเก่าอ่ะพันธุกรรมไม่ดี
01:16:46 → 01:16:48อันนี้ในทางการแพทย์ก็จะมีการแพทย์หลาก
01:16:48 → 01:16:50หลายที่เข้ามาช่วยบำรุงพลังชีวิตเช่น
01:16:50 → 01:16:52Herbal Medicine มีสมุนไพรบางอย่างที่
01:16:52 → 01:16:55จะมีการเติมพลังชีวิตให้เราได้มีเอ่อ
01:16:55 → 01:16:58วิตามินบางตัวมีเรื่องของการแผ่พลังชีวิต
01:16:58 → 01:17:02ให้กันได้ด้วยนะอย่างเช่นการฝึกโยคะการ
01:17:02 → 01:17:05ใช้คลื่นเสียงบำบัดไปปรับจังหวะไงการเอา
01:17:05 → 01:17:08มือไป Healing Process ก็เป็นการถ่าย
01:17:08 → 01:17:11พลังชีวิตจากผู้บำบัดไปสู่ผู้ถูกบำบัดก็
01:17:11 → 01:17:14ทำได้ด้วยเหมือนกันมีงานวิจัยในกลุ่มของ
01:17:14 → 01:17:18พวก PNEI หรือไควโรEndocนImิมologyเยอะ
01:17:18 → 01:17:21ครับว่าที่เราสามารถที่จะจัดการกับไอ้ตัว
01:17:21 → 01:17:25เติมหรือเพิ่มพลังชีวิตโดยการใช้การบำบัด
01:17:25 → 01:17:26เหล่านี้เข้าไปได้ด้วยเช่นกัน
01:17:26 → 01:17:29>> อือจริงๆมีวิธีหลากหลายมากแต่ว่าสำคัญที่
01:17:29 → 01:17:32สุดคือทำให้ชีวิตเรามีริึมหรือว่ามี
01:17:32 → 01:17:35กิจวัตรกินให้ดีนอนให้พออันเนี้ยสำคัญ
01:17:35 → 01:17:36>> ครับครับ
01:17:36 → 01:17:37>> เป็นเวลาด้วย
01:17:37 → 01:17:38>> อ่าและเป็นเวลา
01:17:38 → 01:17:41>> โอเคค่ะแล้วทีเนี้ยค่ะอยากจะทราบว่าอย่าง
01:17:41 → 01:17:44ที่เราคุยๆกันมาว่าธรรมชาติเนี่ยจริงๆเมี
01:17:44 → 01:17:46ส่วนในการช่วยฮีลช่วยหลายๆอย่างเรามากๆ
01:17:46 → 01:17:48เลยแล้วธรรมชาติบำบัดอ่ะค่ะถ้าสมมุติเรา
01:17:48 → 01:17:50เนี่ยไม่สามารถที่จะแบบโอ้ยไปอาบป่าได้
01:17:50 → 01:17:53ด้วยภารกิจหน้าที่ธรรมชาติบำบัดที่ใกล้
01:17:53 → 01:17:55ตัวเราที่สุดที่สามารถทำได้ง่ายๆทำได้
01:17:55 → 01:17:57บ่อยๆคุณหมอแนะนำอะไรอ่ะคะ
01:17:57 → 01:18:00>> ครับก็ใน 6 ด้านที่เราสามารถที่จะเลือกมา
01:18:00 → 01:18:03ได้เลยชอบออกกำลังกายมั้ยอ่าออกกำลังกาย
01:18:03 → 01:18:05ใช่มั้แต่การออกกำลังกายที่ให้ดีมันต้อง
01:18:05 → 01:18:08ดูในให้ครบด้วยนะทั้ง exercise endol
01:18:08 → 01:18:10exercise นะครับการออกกำลังกาย strenging
01:18:10 → 01:18:12คือให้กล้ามเนื้อแข็งแรง Endorance คือทำ
01:18:12 → 01:18:14ให้หัวใจหลอดเลือดแข็งแรงนะฮะการยืด
01:18:14 → 01:18:17เหยียดการฝึกบาanceซและอีกอันนึงก็คือ
01:18:17 → 01:18:19กลุ่มฝึก exercise พวกนี้จะเป็นการปรับ
01:18:19 → 01:18:23สมดุลของพลังให้คืนมาการลดความเครียด
01:18:23 → 01:18:24เพราะความเครียดจะเป็นตัวทำให้จังหวะ
01:18:24 → 01:18:26ชีวิตเสียเพราะว่าเราเรียกจังหวะการหายใจ
01:18:26 → 01:18:28เราจะไป disb ไปรบกวนจังหวะของพลังชีวิต
01:18:28 → 01:18:30เพราะฉะนยิ่งเราเครียดเท่าไหร่จะสังเกต
01:18:30 → 01:18:33ว่าเราจะนอนไม่ดีตื่นมาไม่สดชื่นเพราะมัน
01:18:33 → 01:18:35ทำให้ในตอนกลางคืนที่พลังชีวิตเราควรจะ
01:18:35 → 01:18:37ซ่อมแซมตัวเองมันไม่สามารถทำได้ก็มีตั้ง
01:18:37 → 01:18:40หลายเทคนิคจะฝึกสติในชีวิตประจำวันจะฝึก
01:18:40 → 01:18:43สมาธิความเครียดก็แล้วแต่จริตเหมือนกันนะ
01:18:43 → 01:18:46ฮะฝึกสติฝึกสมาธิในแง่ของคนเมืองก็บางคน
01:18:46 → 01:18:49จริตชอบศิลปะบำบัดดนตรีบำบัดบางหลังมี
01:18:49 → 01:18:51เพชรเธอด้วยนะ
01:18:51 → 01:18:53>> ก็อ่าเลือกใช้ให้เหมาะกับเราก็ถ้าเราทำ
01:18:53 → 01:18:55อย่างนี้ได้เราจะพีเรพลังชีวิตของเราได้
01:18:55 → 01:18:58ดีหรือการไปเดินเหยียบหญ้าในสนามการอบกอด
01:18:58 → 01:19:01ต้นไม้พวกนี้ก็เป็นอีกทางนึงซึ่งเรารับ
01:19:01 → 01:19:03พลังชีวิตเพิ่มเติมได้เช่นกันครับ
01:19:03 → 01:19:05>> คำถามสุดท้ายแล้วกันค่ะ
01:19:05 → 01:19:08>> อาจจะง่ายๆแล้วก็อาจจะแปลกๆนิดนึง
01:19:08 → 01:19:11>> การอาบน้ำค่ะน้ำเนี่ยก็ธรรมชาติแล้วการ
01:19:11 → 01:19:13อาบน้ำเนี่ยสามารถใช้เป็นธรรมชาติบำบัด
01:19:13 → 01:19:13ได้มั้ยคะ
01:19:14 → 01:19:16>> มันมีสิ่งที่เรียกเป็นวารีบำบัดหรือว่า
01:19:16 → 01:19:20ไฮดรธyไฮโดรธyมีหลักการว่าให้เรากลับไป
01:19:20 → 01:19:22อยู่ในสภาพ floating เหมือนกับอยู่ในท้อง
01:19:22 → 01:19:25แม่เพราะจริงๆแล้วเนี่ยทำไมเด็กนี่อยู่ใน
01:19:25 → 01:19:29คันแม่จะมีการแบ่งเซลล์ที่เยอะที่สุดการ
01:19:29 → 01:19:31เจริญเติบโตที่เร็วที่สุดเลยอัตราเร็วสูง
01:19:31 → 01:19:34สุดเพราะเค้ามีน้ำคร่ำที่อยู่โอบล้อมตัว
01:19:34 → 01:19:36ของเขาทีนี้ถ้าเกิดว่าเรารู้สึกอ่อนล้า
01:19:36 → 01:19:37อ่อนเพลียมันจะมีเทคนิคทางเยอรมันที่
01:19:37 → 01:19:40เรียกว่าเป็น oil dispersion คือเอาอ่าง
01:19:40 → 01:19:42น้ำเหมือนอ่างไม้โอ๊คเนอะลงไปแช่ทั้งตัว
01:19:42 → 01:19:46เสร็จแล้วก็จะกวนเป็นรูปเลข 8 เนาะแล้ว
01:19:46 → 01:19:48เสร็จแล้วก็หยดการหยดเนี่ยจะต้องปั่นผ่าน
01:19:48 → 01:19:52ไอ้ตัวน้ำที่มีการหมุนอย่างรวดเร็วทำให้
01:19:52 → 01:19:55ละอองของไอ้ตัวอโรม่าเทปี่ขนาดเล็กเนี่ย
01:19:55 → 01:19:59มันเป็นฟองเล็กๆที่พอจะกระเจิงอยู่ในตัว
01:19:59 → 01:20:02น้ำได้นะครับแช่ลงไปเราใช้วิธีเนี้ยในการ
01:20:02 → 01:20:05ฟื้นพลังชีวิตของผู้ป่วยมะเร็งก็ทำให้ลด
01:20:05 → 01:20:07ภูมต้านทานดีขึ้นแล้วรู้สึกสดชื่นสดใสได้
01:20:08 → 01:20:08ด้วยเช่นกัน
01:20:08 → 01:20:10>> อย่างงี้แปลว่าอ่ะถ้าสมมุติว่าเราไม่ได้
01:20:11 → 01:20:13แช่อ่างล่ะค่ะอาบน้ำฟักบัวอย่างเงี้ยอ
01:20:13 → 01:20:16>> ออก็จริงๆแล้วไฮโดรี่มีหลายเทคนิคอ้าการ
01:20:16 → 01:20:18ทำไอ้ทั่วเรื่องของการ alternate บาสการ
01:20:18 → 01:20:21ใช้น้ำนวดเอ่อตัวจากุชี่อะไรเงี้ยหรือว่า
01:20:21 → 01:20:23หัวฝักบัวแล้วก็นวดตามตัวก็สามารถนวดเป็น
01:20:23 → 01:20:24จักระได้เช่นกันฮะ
01:20:24 → 01:20:27>> ต้องถามก่อนว่าคุณหมอเนี่ยปกติใช้ออนไลน์
01:20:27 → 01:20:30เยอะมั้จริงๆหมอใช้เยอะนะเพราะว่าเอ่อ
01:20:30 → 01:20:32ตั้งเป้าไว้อย่างหนึ่งว่าพอเราทำงานไป
01:20:32 → 01:20:35เรื่อยๆเนี่ยเอ่อเราคิดว่าเราคงอยากจะมี
01:20:35 → 01:20:38พารทนึงซึ่งอ่าทำสิ่งที่เป็น digital
01:20:38 → 01:20:40health ความหมายก็คือหลังโควิดเราจะเห็น
01:20:40 → 01:20:41ภาพชัดเจนว่าสมัยก่อนการจะไปเจอแพทย์
01:20:41 → 01:20:44เนี่ยก็ต้องไปเจอที่โรงพยาบาลใช่มั้ฮะแต่
01:20:44 → 01:20:47ผมคิดว่าการที่เรามีการทำ T consult การ
01:20:47 → 01:20:51ใช้แอปพลิเคชมันเป็นประโยชน์นะในการที่จะ
01:20:51 → 01:20:54ช่วยให้หมอและคนไข้เนี่ยสามารถที่จะ
01:20:54 → 01:20:55connect หรือเข้าถึงกันแล้วก็ช่วยเหลือ
01:20:56 → 01:20:58กันดูแลกันได้ดีขึ้นก็เลยทำให้หมอเป็นหมอ
01:20:58 → 01:21:00คนนึงที่ทำตั้งแต่เรื่องการเขียนโปรแกรม
01:21:00 → 01:21:02นะหมอไปเรียนเขียนโปรแกรมมา
01:21:02 → 01:21:05>> มีแพลตฟอร์มด้วยเป็น Wellness Care นะฮะ
01:21:05 → 01:21:08เป็นของบัลวีนะซึ่งเป็นกิจการสมัยรุ่นคุณ
01:21:08 → 01:21:11พ่อคุณแม่หมอเป็นรับรับช่วงต่อนะครับแล้ว
01:21:11 → 01:21:13ก็มีแอปพลิเคชอันนี้ก็เลยทำให้กลายเป็น
01:21:13 → 01:21:17ว่าหมอจะใช้ดิจิอลแอปพลิเคชเเยอะมากเลย
01:21:17 → 01:21:17เหมือนกัน
01:21:17 → 01:21:20>> ค่ะน่าจะมีคำแนะนำดีๆแน่ๆเลยว่าแล้วเราจะ
01:21:20 → 01:21:22ใช้ออนไลน์หรือว่าดิจิทัลยังไงให้มันไม่
01:21:22 → 01:21:25ทำร้ายเราเพราะว่าแพนด้าเคยได้ยินมาว่าคน
01:21:25 → 01:21:28เราอ่ะสามารถป่วยเพราะความคิดได้จากการ
01:21:28 → 01:21:30ที่เราเนี่ยใช้เสพสื่อโซเชียลเยอะๆอ่ะค่ะ
01:21:30 → 01:21:30อ
01:21:30 → 01:21:33>> อ่าครับผมจริงๆมันมีหลายประเด็นเลยเอา
01:21:33 → 01:21:35เป็นว่าอย่างงี้หมอใช้คำว่ามนุษย์เป็น
01:21:35 → 01:21:36สัตว์สังคมนะ
01:21:36 → 01:21:36>> อื
01:21:36 → 01:21:39>> เพราะงั้นการที่เราได้ Connect กับใครสัก
01:21:39 → 01:21:42คนเนี่ยจริงๆมันมีผลต่อสุขภาพด้วย
01:21:42 → 01:21:42>> ออ
01:21:42 → 01:21:45>> เออเพราะฉะนั้นเนี่ยเราจะพบว่าในงานวิจัย
01:21:45 → 01:21:49ของสิงคโปร์หรือว่าของทางอเมริกาที่หรือ
01:21:49 → 01:21:52ยุโรปเนี่ยที่คนค่อนข้างจะเเรียกว่าต่าง
01:21:52 → 01:21:54คนต่างอยู่แล้วพบว่าถ้าเกิดคนแก่เนี่ย
01:21:54 → 01:21:57ต้องอยู่คนเดียวเนี่ยกับการที่มี Social
01:21:57 → 01:22:00Connection ให้เขาปรากฏว่ามันมีประโยชน์
01:22:00 → 01:22:03ในการทำให้คนแก่ป่วยน้อยลงทางสิงคโปร์นี่
01:22:03 → 01:22:06ทำนโยบายออกมาจนถึงท่านที่บอกว่าถ้าลูก
01:22:06 → 01:22:09เนี่ยไปซื้อบ้านใหม่น่ะแล้วถ้าบ้านนั้น
01:22:09 → 01:22:11เนี่ยอยู่ในบริเวณใกล้เคียงกับพ่อแม่
01:22:11 → 01:22:14เนี่ยคุณได้ส่วนลดเป็นพิเศษนะทางรัฐจะมี
01:22:14 → 01:22:16การซัพพอร์ตอ
01:22:16 → 01:22:19>> เงินให้เป็นพิเศษเพื่อกระตุ้นให้ประชากร
01:22:19 → 01:22:22ที่เป็น Family Care ได้อยู่ใกล้ๆกันผม
01:22:22 → 01:22:24ว่าเป็นไอเดียที่น่าสนใจเพราะทำไมเถึง
01:22:24 → 01:22:26เชื่ออย่างนั้นเพราะว่าเค้าเห็นงานวิจัย
01:22:26 → 01:22:29ออกมาแล้วว่าการ connect กับใครสักคนมัน
01:22:29 → 01:22:32ทำให้มนุษย์เราเนี่ยสุขภาพดีงั้นถ้าถาม
01:22:32 → 01:22:34ว่าตัวal
01:22:34 → 01:22:37media มันมีประโยชน์มยเอ่อผมก็คิดว่าถ้า
01:22:37 → 01:22:39เราใช้มันถูกต้องเนี่ยในแง่ทำให้คนเรา
01:22:39 → 01:22:42connect กันได้ดียิ่งขึ้นเนี่ยผมว่ามัน
01:22:42 → 01:22:43มีประโยชน์แต่ประเด็นมันจะเกิดขึ้นกับ
01:22:44 → 01:22:48กลุ่มเอ่อคนพิเศษอยู่ 2-3 กลุ่มที่เราควร
01:22:48 → 01:22:50จะต้องมีความระแวดระวังคราวนี้ปัญหาก็คือ
01:22:50 → 01:22:54ว่าถ้าเราเป็นเด็กเนี่ยเราไม่รู้เลยนะว่า
01:22:54 → 01:22:57จริงๆแล้วเนี่ยอ่าแอปพลิเคชัเนี่ยมันมี
01:22:57 → 01:22:59ตอบโจทย์อะไรของเขาเพราะอะไรเพราะว่าเด็ก
01:22:59 → 01:23:02เนี่ยการแพทย์ที่เรียกว่าการแพทย์องค์รวม
01:23:02 → 01:23:04อ่ะการเติบโตของเด็กมันจะมีช่วงวัยที่
01:23:04 → 01:23:06เหมาะสมของเขาเราพูดถึงคนนึงประกอบด้วย
01:23:07 → 01:23:09body soul spiritit คือกายจิตแล้วก็
01:23:09 → 01:23:11จิตวิญญาณ 0-7 เป็นช่วงเวลาที่ร่างกายของ
01:23:11 → 01:23:14เด็กโดยเฉพาะสมองจะพัฒนาสูงที่สุดเพราะ
01:23:14 → 01:23:16ฉะนั้นถ้ามีเหตุการณ์อะไรเข้ามาสู่การรับ
01:23:16 → 01:23:19รู้ของเขาณวันนั้นไม่ว่าจะดีหรือร้ายเขา
01:23:19 → 01:23:22จะถือว่ามันเป็นตรรกะที่เขาจะยึดไปตลอด
01:23:22 → 01:23:23ชีวิต
01:23:23 → 01:23:26>> โดย 017 สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการสื่อสาร
01:23:26 → 01:23:30ให้รู้ว่าโลกนี้ดีเหมือนลูกเป็ดอ่ะถ้ามัน
01:23:30 → 01:23:32ฟักออกจากไข่ปุ๊บแล้วมันเจอตัวอะไรอยู่
01:23:32 → 01:23:33เนี่ยมันจะถือว่ามันเป็นแม่
01:23:33 → 01:23:34>> เดินตามเลย
01:23:34 → 01:23:35>> เสมอเลย
01:23:35 → 01:23:37>> ไม่ว่านั้นจะเป็นแม่มันจริงๆหรือเป็น
01:23:37 → 01:23:40มนุษย์หรืออะไรก็แล้วแต่ถ้าเราพูดถึงความ
01:23:40 → 01:23:42เชื่อมั่นว่าความดีในโลกนี้คืออะไรมันจะ
01:23:43 → 01:23:44เป็นสิ่งที่สะท้อนมาจากประสบการณ์ชีวิต
01:23:44 → 01:23:480-7 ปีที่เขาได้รับมาลองนึกจินตนาการถึง
01:23:48 → 01:23:51ตัวเราเองถ้าเราต้องย้อนกลับไปว่าความทรง
01:23:51 → 01:23:54จำครั้งแรกที่สุดของเราที่เก่าที่สุดเลย
01:23:54 → 01:23:59จำอะไรได้อือายุไม่เยอะน่าจะจำง่ายถ้าหมอ
01:24:00 → 01:24:02อาจจะต้องใช้เวลากรอเทปเอ้ยใช้คำว่าเทป
01:24:02 → 01:24:06นี่ก็ยาวนานรอไปจนถึงความทรงจำแรกที่จำ
01:24:06 → 01:24:06ได้คืออะไร
01:24:06 → 01:24:08>> ไม่แน่ใจว่าเป็นความทรงจำแรกมั้ยแต่ว่า
01:24:08 → 01:24:10ตอนเด็กๆตอนนั้นเป็นเชียร์ลีเดอร์ค่ะ
01:24:10 → 01:24:11อนุบาล 1
01:24:11 → 01:24:13>> อนุบาล1เดอร์
01:24:13 → 01:24:16อ่าแล้วแล้วขึ้นไปแล้วมันมันเก้ๆกังหรือ
01:24:16 → 01:24:19มันอื้อหือดีใจจังเลยมันใช่เลยความฝันใช่
01:24:20 → 01:24:21>> เพราะฉะนั้นเนี่ยต้องบอกว่าน้องแพนด้า
01:24:21 → 01:24:23เป็นคนโชคดีถ้าประสบการณ์ที่เราจำได้
01:24:23 → 01:24:26ครั้งแรกสุดปิ๊งผุดขึ้นมาในความมโนสำนึก
01:24:26 → 01:24:29ของเราเนี่ยคือโอ้ยโลกนี้มันแบบน่าสนุก
01:24:29 → 01:24:29เนาะ
01:24:29 → 01:24:30>> อื
01:24:30 → 01:24:33>> อืเพราะฉะนั้นเนี่ยไม่ว่าเวลาจะผ่านไป
01:24:33 → 01:24:37เติบโตมาจะให้เจอความทุกข์แต่แนด้าก็จะ
01:24:37 → 01:24:40มองความเปลี่ยนแปลงใหม่ๆว่าอืมันน่าสนุก
01:24:40 → 01:24:41>> ชอบหาคำตอบ
01:24:41 → 01:24:42>> ใช่ป่ะใช่ป่ะถ้าเจอเรื่องใหม่ๆมันจะรู้
01:24:42 → 01:24:45สึกตื่นเต้นอ่ะคือแบบอย่าคือมันไม่ลังเล
01:24:45 → 01:24:46อ่ะใช่
01:24:46 → 01:24:46>> อฮ
01:24:46 → 01:24:49>> แต่มันจะมีเด็กอีกกลุ่มนึงซึ่งซึ่งไม่ได้
01:24:49 → 01:24:51โชคดีขนาดนั้นเช่นพ่อแม่เอาไปฝากไว้สถาน
01:24:51 → 01:24:54เลี้ยงเด็กส่วนใหญ่นะความจำชัฉลิเนี่ยมัน
01:24:54 → 01:24:56จะประมาณ 3 ขวบไม่มากไม่น้อยไปกว่านั้น
01:24:56 → 01:24:58ประมาณ 3 ขวบจะเป็นความทรงจำแรกที่สมมุติ
01:24:58 → 01:25:00น้องนึกภาพมีเด็กคนนึงพ่อแม่พาไปฝากสถาน
01:25:00 → 01:25:02เลี้ยงเด็กเจอคนเลี้ยงเด็กตัวใหญ่ๆแบบ
01:25:02 → 01:25:05หน้าตาไม่คุ้นมาถึงเอ้ยอะไรวะ
01:25:05 → 01:25:05>> อ
01:25:05 → 01:25:07>> พ่อแม่อยู่ไหนหายไปแล้วแล้วก็ร้องไห้ทั้ง
01:25:08 → 01:25:09วันเราคิดว่าเ้ารู้สึกยังไง
01:25:09 → 01:25:10>> ไม่ปลอดภัย
01:25:10 → 01:25:11>> ความไม่ปลอดภัย
01:25:11 → 01:25:14>> เหตุการณ์เอาจจะจำไม่ได้แต่ความรู้สึกตรง
01:25:14 → 01:25:15นั้นเนี่ยมันจะทำให้เค้ารู้สึกว่าโลก
01:25:15 → 01:25:18เนี้ยไม่ปลอดภัยอะไรที่ไม่แน่ใจอะไรเป็น
01:25:18 → 01:25:21ของใหม่มันไม่ปลอดภัยอเราจะเจอเพื่อนบาง
01:25:21 → 01:25:23คนที่บอกเฮ้ยเจอเรื่องใหม่ๆไปลองหน่อย
01:25:23 → 01:25:27มั้ยไม่เอามีอะไรป่าวะคือเราไม่ไม่รู้ตัว
01:25:27 → 01:25:29แต่ถ้าเราย้อนไปอยากจะเจอคนกลุ่มนี้คือ
01:25:29 → 01:25:31ความทรงจำแรกเ้ามันไม่ดีเลยมันเหมือนกับ
01:25:31 → 01:25:34มันมีอะไรก็ไม่รู้ที่เราเรารู้สึกมันมัน
01:25:34 → 01:25:36ไม่น่าจะดีอ่ะถึงเขาจะลืมไปแล้วแต่ว่า
01:25:36 → 01:25:39นั่นน่ะคือบุคคลภาพว่าโลกนี้ดีหรือเปล่า
01:25:39 → 01:25:41เราพร้อมที่จะเป็น introvert หรือ
01:25:41 → 01:25:42extrovert บางทีมันถูกสร้างนั้น
01:25:42 → 01:25:45>> อือุ้ยแต่อย่างกรณีแพนด้าอย่างเงี้ย
01:25:45 → 01:25:47แพนด้าแพนด้าก็เป็น introvert นะคะ
01:25:47 → 01:25:48>> อ่า
01:25:48 → 01:25:50>> คือ introvert มันมันอาจจะเป็น definition
01:25:50 → 01:25:52ที่อาจจะทำให้ท่านผู้ฟังเข้าใจได้ง่ายแต่
01:25:52 → 01:25:54ว่า interv มันมีรายละเอียดในเชิงของการ
01:25:54 → 01:25:56ว่าการอยู่คนเดียวทำให้เราชาร์จพลังหรือ
01:25:56 → 01:26:00การแต่เอาง่ายๆคือบางทีบางเรื่องที่บอก
01:26:00 → 01:26:03ว่าเราคุยกับคนบางคนน่ะแล้วใช้ตรรกะเหตุ
01:26:03 → 01:26:06ผลว่าเฮ้ยอย่ากลัวเลยลองดูก่อนอะไรเงี้ย
01:26:06 → 01:26:08แล้วเขาไม่เชื่อบางทีมันไม่ใช่เพราะว่า
01:26:08 → 01:26:11เขาไม่เข้าใจแต่ความรู้สึกของเขาที่มัน
01:26:11 → 01:26:13ฝังมาตั้งแต่เด็กมันทำให้เกิดสิ่งที่
01:26:13 → 01:26:15เรียกว่าถ้าทางพูดเร่องสัญญาเก่าอ่ะการ
01:26:15 → 01:26:19เจอสิ่งใหม่ในช่วงนั้นโลกเนี้ยมันจะดี
01:26:19 → 01:26:22หรือไม่ดีวะซึ่งมันจึงเป็นภูมิต้านต้าน
01:26:22 → 01:26:23ทานอย่างนึงถ้าเกิดเราให้ประสบการณ์ใน
01:26:23 → 01:26:26ช่วง 017 เป็นประสบการณ์ที่สวยงามจะทำให้
01:26:26 → 01:26:28คนๆนั้นต่อให้ไปเจอเรื่องเลวร้ายในชีวิต
01:26:28 → 01:26:30ในอนาคตเขาจะเชื่อลึกๆอยู่เสมอว่าเดี๋ยว
01:26:30 → 01:26:31มันจะดีขึ้น
01:26:31 → 01:26:34>> ถามแทนคนดูนิดนึงค่ะคุณหมอว่าแล้วอย่าง
01:26:34 → 01:26:36เงี้ยแพนด้าเชื่อว่าหลายๆท่านน่ะน่าจะ
01:26:36 → 01:26:38กำลังนั่งนึกอยู่ว่าอืความทรงจำแรกที่เรา
01:26:38 → 01:26:40จำได้คืออะไรแล้วเราจะมั่นใจได้ยังไงค่ะ
01:26:40 → 01:26:42ว่าสิ่งที่มันผุดขึ้นมานั้นคือความทรงจำ
01:26:42 → 01:26:43แรกจริงๆอ่ะ
01:26:43 → 01:26:46>> สาระสำคัญมันไม่ใช่สาระสำคัญของการที่เรา
01:26:46 → 01:26:48จำได้หรือไม่ได้แต่ความรู้สึกตอนนั้นที่
01:26:48 → 01:26:51มันฝังอยู่อ่ะมันจะกำหนดบุคลิกภาพที่ลึก
01:26:51 → 01:26:54ของเราที่เปลี่ยนแทบไม่ได้ไปตลอดชีวิตถ้า
01:26:54 → 01:26:57เป็นช่วงวัยที่ 2 คือ 7-14 จะเป็นช่วงวัย
01:26:57 → 01:27:00ที่โซหรือดวงจิตของเราจะเริ่มตื่นเราจะ
01:27:00 → 01:27:02เริ่มเป็นเด็กนึกถึงตอนเป็นเด็กประถม
01:27:02 → 01:27:04เนี่ยมันจะเป็นช่วงวัยที่ดราม่ามากมี
01:27:04 → 01:27:07เพื่อนรักสุดๆที่ฉันจะจะไม่อยากจากกับเธอ
01:27:07 → 01:27:10ไปแล้วเหมือนอ่านมานีไปติชูใจก็คือว่า
01:27:10 → 01:27:13แก๊งฉันน่ะเอ่อแก๊งไอติมของฉันนี่รักมากๆ
01:27:13 → 01:27:16อ่ะเราจะไม่จากกันคนวันตายอ่ะมีมั้มัน
01:27:16 → 01:27:18ต้องช่วงประถมใช่มั้ใช่ค่ะ
01:27:18 → 01:27:21>> เออแล้วจะมีศัตรูคู่แค้นถ้าเกิดไม่ชอบมัน
01:27:21 → 01:27:24เนี่ยเนี่ยนะไอ้นี่อยู่ไอ้แก๊งตรงกันข้าม
01:27:24 → 01:27:26นี่เราจะอยู่ร่วมกันไม่ได้อย่างเด็ดขาด
01:27:26 → 01:27:29แค้นก็แค้นสุดๆรักก็รักสุดๆแล้วเราก็จะ
01:27:29 → 01:27:31มองทุกอย่างเหมือนกับเป็นละครเรื่องนึง
01:27:31 → 01:27:34ที่เราอยากจะเป็นตัวเอกเราอยากจะมีแอชั
01:27:34 → 01:27:36เราอยากจะสวมบทบาทอะไรต่างๆเยอะแยะเต็มไป
01:27:36 → 01:27:38หมดเพราะว่านั่นเป็นช่วงที่ soul หรือดวง
01:27:38 → 01:27:41จิตของเรามันกำลังเรียน cibate กำลัง
01:27:41 → 01:27:43เรียนรู้วิธีการบริหารจัดการกับคลื่น
01:27:43 → 01:27:46อารมณ์ที่มันเข้ามาทาโถมเข้ามาแล้วถ้า
01:27:46 → 01:27:48อะไรจะเกิดขึ้นไม่ว่าจะดีหรือร้ายมันจะ
01:27:48 → 01:27:53เป็นมุมมองฝังหัวต่อเราในการที่มองว่าโลก
01:27:53 → 01:27:56นี้มันงามหรือเปล่ามันมีแง่งามมั้ยความ
01:27:56 → 01:27:59สวยงามของชีวิตคืออะไรประเด็นก็คือถ้าใน
01:27:59 → 01:28:02ช่วงวัยดังกล่าวนึกถึงเด็กประถมนะพ่อแม่
01:28:02 → 01:28:04เลิกลากันพ่อแม่ก็ด่ากันทุกวันสิ่งที่
01:28:04 → 01:28:05เกิดขึ้นคืออะไร
01:28:05 → 01:28:07>> มีความกลัวเกิดขึ้น
01:28:07 → 01:28:10>> อ่าเาจะเบรมตัวเองฮะเด็กจะไม่แน่ใจหรอก
01:28:10 → 01:28:13ว่าพ่อแม่เถียงกันหรืออะไรเไม่รู้เรู้
01:28:13 → 01:28:14>> เป็นพ่อฉันหรือเปล่า
01:28:14 → 01:28:15>> โทษตัวเอง
01:28:15 → 01:28:17>> พ่อฉันอยู่ตรงนี้หรือเปล่าจึงทำให้พ่อแม่
01:28:17 → 01:28:20ทะเลาะกันอ๋อความรักคือการทะเลาะกันใช่
01:28:20 → 01:28:22มั้ยคือคือมันไม่เขาไม่รู้หรอกว่าเหตุและ
01:28:22 → 01:28:25ผลคืออะไรแต่อ๋อความรักมันคือต้องการมี
01:28:25 → 01:28:27อย่างนี้ใช่ไหมแล้วเรานึกภาพถ้าเด็กคนนี้
01:28:27 → 01:28:29เป็นตัวเป็นสาวเป็นหนุ่มแล้วไปมีแฟนเพราะ
01:28:29 → 01:28:32ฉะนั้นเด็กกลุ่มนี้จะมีความไม่เชื่อใน
01:28:32 → 01:28:34ความสัมพันธ์ไม่ว่าเราจะกรอกหูฉันรักเธอ
01:28:34 → 01:28:37ฉันรักเธอฉันรักเธอก็จะมีคนที่ถามอีกวัน
01:28:37 → 01:28:40นึงตกลงเธอรักฉันหรือเปล่าหรือมาแล้วเรท
01:28:40 → 01:28:43ไปหน่อยนึงนี่เธอไม่รักฉันหรือเปล่าเกิด
01:28:43 → 01:28:46ภาวะไม่มั่นคงทางอารมณ์และความรู้สึกโลก
01:28:46 → 01:28:49นี้มันไม่มีความโรแมนติกหรือความสวยงาม
01:28:49 → 01:28:52ที่เขาจะเชื่อมันได้อ่ะรวมทั้งมันก็อาจจะ
01:28:52 → 01:28:54สื่อไปถึงเรื่องบางคนก็จะมีภาวะของ
01:28:54 → 01:28:58historia ภาวะที่เรียกร้องเกินควรหรือ
01:28:58 → 01:29:03บางคนก็อาจจะมีภาวะของการที่เราไม่มั่นใจ
01:29:03 → 01:29:06ในคุณค่าของตัวเองถามทุกๆวันแล้วก็ก็
01:29:06 → 01:29:09dependency คือต้องให้มีการย้ำเตือนอยู่
01:29:09 → 01:29:11ตลอดเวลาคนเหล่านี้ไม่ได้มีน้อยนะจริงๆ
01:29:11 → 01:29:13มันมีเยอะมากมันเป็นบางทีเป็นแค่เหตุ
01:29:13 → 01:29:14การณ์เล็กๆ
01:29:14 → 01:29:14>> อือฮึ
01:29:14 → 01:29:17>> เล็กนิดเดียวอ่ะเช่นเด็กคนนึงไปเที่ยว
01:29:17 → 01:29:21ทัศนศึกษาซื้อของฝากมาฝากแม่ไปที่ชายแดน
01:29:21 → 01:29:25น่ะตรงแถวพม่าอ่ะเสร็จแล้วก็ไปได้ตลาดน
01:29:25 → 01:29:26ตลาดเ
01:29:26 → 01:29:26>> ค่ะ
01:29:26 → 01:29:29>> ตลาดที่มันเป็นตลาดขายของป่าเงี้ยก็ไป
01:29:29 → 01:29:31ซื้อเขี้ยวสร้อยอันนึงมันเป็นเขี้ยวสัตว์
01:29:31 → 01:29:33แล้วก็คนขายบอกเนี่ยเขี้ยวเสือไอ้หนู
01:29:33 → 01:29:37เดี๋ยวเอาไปฝากแม่แบบดีนะอะไรเงี้ยก็ซื้อ
01:29:37 → 01:29:40เสร็จปุ๊บก็เอาห่อกระดาษก็เป็นกระดาษเ้า
01:29:40 → 01:29:42ยังจำได้นะเป็นกระดาษหนังสือพิมพ์แล้วก็
01:29:42 → 01:29:46เอาไปถึงบ้านก็ยืดให้แม่อ้าแม่เวลาลูก
01:29:46 → 01:29:49กลับมาที่บ้านเนี่ยคือเอาของมาฝากเราจะ
01:29:49 → 01:29:50รู้สึกยังไง
01:29:50 → 01:29:51>> แม่ก็น่าจะดีใจมั้คะ
01:29:51 → 01:29:55>> เออแม่ก็เด็กก็คิดว่าอืแบบต้องบอกโอหดี
01:29:55 → 01:29:58มากลูกมีไปเที่ยวยังนึกถึงป่ะแม่แกะออกมา
01:29:58 → 01:30:01นี่มันเขี้ยวเสือปอมเนี่ยอ
01:30:01 → 01:30:02>> ลูกก็เจิ่นแล้วก็
01:30:02 → 01:30:04>> อืดับฝันเลย
01:30:04 → 01:30:05>> แต่แต่ปกติเค้าเรักกันดีนะ
01:30:05 → 01:30:06>> ค่ะ
01:30:06 → 01:30:08>> แต่โตขึ้นมาเยังจำเรื่องนี้ได้
01:30:08 → 01:30:08>> อ
01:30:08 → 01:30:09>> แล้วตั้งแต่นั้นมาเค้าไม่เคยซื้อของขวัญ
01:30:09 → 01:30:10ให้ใครอีกเลยนะเพราะว่า
01:30:11 → 01:30:12>> อ๋อกลัวผิดหวัง
01:30:12 → 01:30:13>> เกลัวผิดหวัง
01:30:13 → 01:30:13>> ค่ะ
01:30:13 → 01:30:16>> แต่มันเป็นนิสัยที่มันฝังต่อไปวิธีมองโลก
01:30:16 → 01:30:18ว่าโลกนี้มันความงามมันคืออะไรอ่ะบางที
01:30:18 → 01:30:22แบบพอเลิกกันปุ๊บนี่โอ้โหโรคมันพังทลายคน
01:30:22 → 01:30:25ที่มีจุดอ่อนแบบนี้มันจะทำให้แบบมันเกิด
01:30:25 → 01:30:28ภาวะที่เวลาอกหักอกหักแรงโรคมันไม่เหลือ
01:30:28 → 01:30:31อะไรอีกต่อไปแล้วฆ่าตัวตายเห็นมั้ว่าแค่ 1
01:30:31 → 01:30:34คำเล็กๆถ้าเราไม่มี awareness ไม่มีความ
01:30:34 → 01:30:36ตระหนักรู้ว่าเากำลังอยู่ในภาวะที่กำลัง
01:30:36 → 01:30:38เรียนรู้สิ่งเหล่าเนี้ยมันฝังไปเลยนะแต่
01:30:38 → 01:30:40แบบว่าถ้าเราโชคดีชีวิตไม่ยับเยินจนเกิน
01:30:40 → 01:30:43ไปผ่านมาจนถึงอายุ 14-21 มันจะเป็นครั้ง
01:30:43 → 01:30:47แรกที่ธาตุไฟหรือว่า 7 จำนงเราจะตื่นขึ้น
01:30:47 → 01:30:50เราจะลุกขึ้นมาที่จะตัดสินใจและอยากจะ
01:30:50 → 01:30:52เป็นผู้ใหญ่คนนึงเราเรียกว่ามี self
01:30:52 → 01:30:55responsibility ซึ่งถ้าเด็กที่อยู่ใน
01:30:55 → 01:30:57เป็นเลี้ยงเป็นไข่ในหินพ่อแม่บอกไม่ต้อง
01:30:57 → 01:31:00ทำไม่ต้องแตะเดี๋ยวทำเองเลยอ
01:31:00 → 01:31:02>> แล้วเไม่เคยทำอะไรเลยในช่วง
01:31:02 → 01:31:04>> 14-21 สิ่งที่มันจะตามมาคืออะไรมั้ยเค้า
01:31:04 → 01:31:08ก็จะเป็นคนที่พอโตมาเสร็จปุ๊บก็อยากได้
01:31:08 → 01:31:10โน่นก็จะสั่งเอาแล้วบางทีพอเกิดการ
01:31:10 → 01:31:12เปลี่ยนแปลงในสำคัญสำคญในชีวิตที่เขาต้อง
01:31:12 → 01:31:14ตัดสินใจบางนี้เตัดสินใจไม่ได้เนาะเพราะ
01:31:14 → 01:31:16เขาไม่เคยถูกฝึกตัดสินใจในเรื่องเล็กๆอ่ะ
01:31:16 → 01:31:19มองมีกี่เคสนึงที่เป็นตัวอย่างก็คือว่ามี
01:31:20 → 01:31:22แม่วัยรุ่นคนนึงนะเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวลูก
01:31:22 → 01:31:25ก็โดดเรียนทุกวันโดดเรียนเอ่อไปเตะบอลจน
01:31:25 → 01:31:27ครูเรียกจะต้องย้ายโรงเรียนน่ะเพราะว่า
01:31:27 → 01:31:29เรียนต่อไม่ได้แล้วเสร็จแล้วเก็ไม่รู้จะ
01:31:29 → 01:31:31ทำยังไงเพราะลูกก็ก็เป็นวัยรุ่นแล้วก็แบบ
01:31:31 → 01:31:34ไม่ฟังจนมีอยู่มาวันนึงแม่เ้าเบินไปต่าง
01:31:34 → 01:31:37ประเทศแล้วปรากฏว่าคุณยายมีอาการหายใจไม่
01:31:37 → 01:31:43ออกแน่นขึ้นมาทันทีเจ้าเด็กคนนี้ปกติจะมี
01:31:43 → 01:31:46คนใช้ช่วยดูใช่มั้ยแต่วันนั้นไม่อยู่ทำไง
01:31:46 → 01:31:47ดี
01:31:47 → 01:31:50>> อืก็เลยตัดสินใจยกมือหูโทรศัพท์เรียก
01:31:50 → 01:31:53ฉุกเฉินแล้วก็ตามคนมาก็มาช่วยคุณยายเสร็จ
01:31:53 → 01:31:58ปุ๊บเอาไปโรงพยาบาลพ่นยาหายแม่เ้าได้ข่าว
01:31:58 → 01:32:00เนี่ยก็รีบกลับมานะก็พอดีเป็นวันที่กลับ
01:32:00 → 01:32:03พอดีมาถึงปุ๊บก็เจอลูกแล้วก็เก็เลยโอ้ไป
01:32:03 → 01:32:06กอดขอบคุณมากเลยแบบอืลูกแบบช่วยแม่ได้
01:32:06 → 01:32:10เยอะเลยแค่คำนี้คำเดียวในวัยรุ่นนะถ้ามัน
01:32:10 → 01:32:12มีปรากฏการณ์แค่ครั้งเดียวเ้าบอกว่าตั้ง
01:32:12 → 01:32:14แต่นั้นลูกของเขานี่คือรับผิดชอบตัวเอง
01:32:14 → 01:32:15ขึ้นเยอะเลย
01:32:15 → 01:32:15>> อื
01:32:15 → 01:32:17>> เพราะมันเป็นช่วงหัวเลี้ยหัวตอที่เตัดสิน
01:32:17 → 01:32:19ใจว่าในความเป็นความตายฉันไม่มีใครช่วย
01:32:19 → 01:32:21ฉันแล้วฉันต้องเป็นผู้ใหญ่คนนั้นที่จัด
01:32:21 → 01:32:25การ 1 2 3 4 มันคือมุมมองที่ว่าโลกนี้
01:32:25 → 01:32:28ฉันต้องทำอะไรถ้ามันไม่มีโอกาสแบบนี้เกิด
01:32:28 → 01:32:32ขึ้นมันก็จะมีกรณีของคนที่เป็นคนที่ฉุย
01:32:32 → 01:32:35แฉะคนที่ไม่เอาไหนคนที่แบบเหมือนพ่อพวง
01:32:35 → 01:32:37มาลัยที่เบอกว่าลอยไปลอยมาไม่ต้องรับผิด
01:32:37 → 01:32:40ชอบอะไรก็ได้นี่เป็นสิ่งที่เป็นปัญหาใน
01:32:40 → 01:32:42เด็กรุ่นใหม่หลายๆคนถูกมั้ฮะ
01:32:42 → 01:32:42>> ค่ะ
01:32:43 → 01:32:45>> ไอ้สิ่งเหล่าเนี้ยบางทีมันเป็นเหตุการณ์
01:32:45 → 01:32:48แค่ 1 เหตุการณ์ที่เรายังจำไม่ได้เลยคราว
01:32:48 → 01:32:51นี้กลับมาที่คำถามว่าแล้วใช้ดิจิอล
01:32:51 → 01:32:54โซเชียลดีมยเราคิดว่ามันน่ากลัวขนาดไหน
01:32:54 → 01:32:57ถ้าเกิดว่าลูกของเรายังวัย 0-7 แล้วเรา
01:32:57 → 01:32:58ให้เาเล่นมือถือ
01:32:58 → 01:33:01>> น่าจะน่ากลัวมากเพราะว่าอาจจะยังแยกแยะ
01:33:01 → 01:33:02ไม่ได้
01:33:02 → 01:33:05>> อ่าแต่ว่ารับมาโดยที่สำหรับแพนด้าแพนด้า
01:33:05 → 01:33:07คิดว่าเราไม่รู้ว่าสุดท้ายแล้วเขาจะจำ
01:33:07 → 01:33:08ความทรงจำหน
01:33:08 → 01:33:10>> ใช่เพราะว่ามันมีสิ่งที่เรียกว่าเป็น
01:33:10 → 01:33:11Stranger in the home
01:33:11 → 01:33:12>> อื
01:33:12 → 01:33:14>> สมัยก่อนถ้าเกิดว่ามีใครเราเลี้ยงลูกของ
01:33:14 → 01:33:16เราอยู่ดีๆแล้ววันนึงมีคนมานั่งกันอยู่
01:33:16 → 01:33:18ข้างข้างแล้วก็มีคนแปลกหน้าแล้วมาพูดว่า
01:33:18 → 01:33:19ลูกลูกเราเนี่ย
01:33:19 → 01:33:22>> เราไม่รู้เราพูดอะไรเรากังวลมั้
01:33:22 → 01:33:23>> ก็กังวลอยู่
01:33:23 → 01:33:24>> น่ากังวลใช่มั้ยค่ะ
01:33:24 → 01:33:26>> แต่นี่คือสิ่งที่มันอยู่ในหน้าจอที่เรา
01:33:26 → 01:33:28ไม่รู้เราคุมไม่ได้เลยอ่ะแล้วเสร็จแล้ว
01:33:28 → 01:33:31เราโยนสิ่งนี้ให้ลูกที่ยังไม่มีประสาท
01:33:31 → 01:33:33สัมผัสในการที่จะปกป้องตัวเองแล้วถ้าเกิด
01:33:33 → 01:33:36มันมีคเทนที่บullลี่เข้ามาแล้วมันฝังเขา
01:33:36 → 01:33:39ไปตลอดชีวิตคุณคิดว่ามันคุ้มมั้ย
01:33:39 → 01:33:40>> ไม่คุ้ม
01:33:40 → 01:33:42>> และมีเด็กหลายๆคนที่เจอประสบการณ์แบบนั้น
01:33:42 → 01:33:44>> แต่คุณพ่อคุณแม่ก็อาจจะบอกว่าก็เพราะว่า
01:33:44 → 01:33:48ไม่รู้ไม่ใช่ก็ความไม่รู้แต่เมื่อเราต้อง
01:33:48 → 01:33:51มานึกย้อนเสียใจคำว่าไม่รู้มันอาจจะเป็น
01:33:51 → 01:33:53สิ่งที่มันไม่คุ้มอ่ะ
01:33:53 → 01:33:54>> อือฮือค่ะ
01:33:54 → 01:33:56>> ถูกมั้ฮะดังนั้นเนี่ยอีกอันนึงก็คือว่า
01:33:56 → 01:33:58เด็กวัย 0-7 เป็นวัยที่สมองกำลังพัฒนา
01:33:58 → 01:34:02คราวนี้เนี่ยสมัยก่อนถ้าเป็นรุ่นหมอทีวี
01:34:02 → 01:34:05เนี่ย 1 บ้านมี 1 เครื่องต้องเป็นจอแบบเ
01:34:05 → 01:34:07เรียกจอตึกเนอะอย่างงี้นะแต่หนาเท่านี้
01:34:07 → 01:34:08>> อ่า
01:34:08 → 01:34:09>> ใช่ป่ะ
01:34:09 → 01:34:12>> หรือถ้ามีเกมก็จะเป็นเกมแบบเหมือนไอ้
01:34:12 → 01:34:16เฟมicomใช่มั้ต่อหน้าจอเสร็จปุ๊ปุ๊บก็มี
01:34:16 → 01:34:19พี่กับน้องนั่งอยู่ด้วยกันถามว่าดีมยมัน
01:34:20 → 01:34:23ก็ถ้าไม่ได้ติดเกมจนเกินไปทำงานการบ้าน
01:34:23 → 01:34:25ได้ก็โอเคเนาะแต่อย่างน้อยที่สุดสิ่งนึง
01:34:25 → 01:34:27ที่หมอรู้ก็คือเกมสมัยก่อนมันไม่ได้
01:34:27 → 01:34:29immersive มันไม่ได้แบบดูเหมือนจริงมาก
01:34:29 → 01:34:32เพราะฉะนั้นเนี่ยเรารู้หรอกว่าภาพในจอคือ
01:34:32 → 01:34:34เกมแล้วเราเล่นเรามีเพื่อนเล่นอยู่นะ
01:34:34 → 01:34:35เพราะฉะนั้นเราไม่ได้discอnectออกไปจาก
01:34:35 → 01:34:38ใครแต่ต่อมาเนี่ยพอหน้าจอมันเล็กลงเล็กลง
01:34:38 → 01:34:40หมายความว่าอะไรครับหมายความว่าเวลาเรา
01:34:40 → 01:34:43เล่นเนี่ยเอ่อทัศนะของเรามันจะไม่ได้ไป
01:34:43 → 01:34:45งี้มันจะอยู่แค่ตรงนี้เหมือนม้าครับเวลา
01:34:45 → 01:34:47ม้าแข็งเพื่อให้มันแบบไม่วอกแวกมันจะแบบ
01:34:47 → 01:34:50ต้องปิดตาวิ่งเด็กที่อยู่ในช่วงวัยประสาท
01:34:50 → 01:34:53สัมผัสกำลังถูกพัฒนาในช่วง 0-7 แล้วถ้า
01:34:53 → 01:34:55ได้รับจอเร็วเกินไปมั้ฮะสโคปความคิดเจะ
01:34:55 → 01:34:58อยู่แค่นี้แล้วเจะรู้สึกว่ามันหลงลืมไอ้
01:34:58 → 01:35:01การconเnectกับคนจริงๆรอบข้างมันอาจจะ
01:35:01 → 01:35:03เป็นเหตุผลที่ว่าพอเราเจอเด็กเจนหลังเวลา
01:35:03 → 01:35:06ทำงานเอ๊ะทำไมมันดูแบบไม่ค่อยสื่อสารสนใจ
01:35:06 → 01:35:07ใครเนาะ
01:35:07 → 01:35:09>> ทำไมมันไม่รู้สึกแบบ
01:35:09 → 01:35:11>> อืคุยกับแล้วรู้สึกต่อติดอ่ะ
01:35:11 → 01:35:12>> ออ
01:35:12 → 01:35:14>> เพราะอาจจะเป็นเพราะว่ามีหลายๆคนในเจน
01:35:14 → 01:35:16นั้นมองอยู่แค่สโคปแค่ตรงนี้
01:35:16 → 01:35:17>> อื
01:35:17 → 01:35:19>> แล้วโลกทั้งใบของเขาเหลืออยู่แค่เนี้ยมี
01:35:19 → 01:35:22เด็กคนนึงตอนช่วงโควิดเป็นเด็กประถมแล้ว
01:35:23 → 01:35:27ก็ถูกส่งมาจากพ่อแม่ให้ดูดูแลเด็กคนนี้มา
01:35:27 → 01:35:29ด้วยปัญหาอยากจะฆ่าตัวตายโหก็เรื่องใหญ่
01:35:30 → 01:35:32เนาะพยายามจะทำแต่ไม่สำเร็จก็เลยถามว่า
01:35:32 → 01:35:34แล้วทำไมหนูอยากฆ่าตัวตายเพราะที่บ้านมี
01:35:34 → 01:35:36ปัญหาหรือเปล่าคือแอแอบตั้งประเด็นไว้ก็
01:35:36 → 01:35:38ไม่ใช่เพราะพ่อแม่ก็รักกันดีซักไปซักมาเ
01:35:38 → 01:35:41บอกว่าอืมที่เ้ารู้สึกไม่อยากอยู่แล้ว
01:35:41 → 01:35:43เพราะเพื่อนสนิทเค้าเนี่ยฆ่าตัวตาย
01:35:43 → 01:35:44>> อือ
01:35:44 → 01:35:46>> โควิดน่ะอะไรเงี้ยครับก็เลยบอกว่าอ้าออ
01:35:46 → 01:35:49เหรอเอางี้ก็เป็นเรื่องใหญ่สิเพราะว่าถ้า
01:35:49 → 01:35:51อย่างงี้โรงเรียนก็ต้องเดือดร้อนถูกมั้
01:35:51 → 01:35:53เพราะว่ามีเด็กฆ่าโดนตายบอกเปล่าไม่ใช่
01:35:53 → 01:35:54เพื่อนที่โรงเรียนบอกเ้าไม่ใช่เพื่อนที่
01:35:54 → 01:35:56โรงเรียนแล้วเพื่อนที่ไหนอ๋อเป็นเพื่อน
01:35:56 → 01:35:59ที่แชทคุยกันน่ะอยู่อเมริกาฆ่าตัวตาย
01:35:59 → 01:36:00>> อค่ะ
01:36:00 → 01:36:02>> ซึ่งมันน่าตกใจมั้ยถ้าเกิดเป็นเพื่อนเรา
01:36:02 → 01:36:05ที่เรานั่งเรียนกันมาตลอด 10 ปีแล้วเกิด
01:36:05 → 01:36:08เราฆ่าตัวตายก็แล้วเราซึมเศร้านี่มันก็
01:36:08 → 01:36:09เรื่องนึง
01:36:09 → 01:36:11>> นี่เป็นเด็กที่ไม่เคยเจอกันเลยนะครับอยู่
01:36:11 → 01:36:13ในหน้าจอฮะคุยกันผ่านแชท
01:36:13 → 01:36:15แล้วคนหนึ่งฆ่าตัวตายรู้สึกซึมเศร้าและ
01:36:15 → 01:36:18ฆ่าตัวตายตามเพราะอะไรถ้าผมอธิบายก็คือ
01:36:18 → 01:36:22ว่าผมเป็นคนเจน X ตอนปลายเจน Y ต้นนะฝัง
01:36:22 → 01:36:25หนูแล้วแบบแก่เลย
01:36:25 → 01:36:27Gen X ตอน Y ปลายตอนต้นผมเชื่อว่าผมได้
01:36:27 → 01:36:30รับเกียรติแล้วกันนะเป็นเจนรุ่นสุดท้าย
01:36:30 → 01:36:32ที่ได้เล่นกันในสนามกับเพื่อนๆแล้วก็เป็น
01:36:32 → 01:36:35เจนแรกที่ได้ใช้สมาร์ทโฟนเพราะฉะนั้นผม
01:36:35 → 01:36:40เกิดมาในโลก 2 ใบคือมีโรคของออนไลน์
01:36:40 → 01:36:44ครึ่งนึงแล้วก็มีโรคอตที่เป็นโลกจริงๆ
01:36:44 → 01:36:46อยู่ครึ่งนึงเพราะฉะนสมถ้าเกิดผมไปเล่น
01:36:46 → 01:36:48Facebook แล้วโดนบullลี่โดนทัวร์ลงอ
01:36:48 → 01:36:50อย่างเงี้ยเป็นไงซึมเศร้ามั้ย
01:36:50 → 01:36:50>> ไม่
01:36:50 → 01:36:52>> เอมันก็อาจจะเศร้าอยู่สักชักแต่ถ้ามันทน
01:36:52 → 01:36:54ไม่ไหวก็ปิดaccาก่อน
01:36:55 → 01:36:55>> อ๋อ
01:36:55 → 01:36:57>> แล้วกลับไปอยู่กับโลกจริงๆกับเพื่อนเรา
01:36:57 → 01:37:00จริงๆเออโอเคไม่กระทบก็คือเราเราไม่ได้
01:37:00 → 01:37:03เป็น 100% อยู่ในนั้นแต่เด็กตั้งแต่ Genz
01:37:03 → 01:37:05ขึ้นมาเนี่ยเป็นไงฮะเ้าเกิดมาปุ๊บมันก็มี
01:37:05 → 01:37:07สิ่งเหล่านี้อยู่แล้วเพราะฉะนั้นเกือบ
01:37:07 → 01:37:09100% โลกทั้งใบของเขาอ่ะอ่ะ
01:37:09 → 01:37:12>> มันคือโรค virtuual Reality ตี
01:37:12 → 01:37:13>> อืมค่ะ
01:37:13 → 01:37:15>> คราวนี้ถ้าเกิดว่า 0-7 เนี่ยผมเรียกว่า
01:37:15 → 01:37:18เป็นวัยจินตนาการคือมันยังจินตนาการแยก
01:37:18 → 01:37:20ระหว่างความจริงกับโลกในความคิดกับโลก
01:37:20 → 01:37:23จริงๆเนี่ยไม่ออกมันเบนกันอยู่แล้วสังเกต
01:37:23 → 01:37:25เด็กเป็นเด็กช่างฝันมั้งก็ได้รับสื่อ
01:37:25 → 01:37:28ออนไลน์เข้าไปแล้วเขาคิดว่ามันจริงจังมาก
01:37:28 → 01:37:30โดนบullลี่อ่ะมันคือโลกทั้งใบของเขาเนาะ
01:37:30 → 01:37:33ที่มันพังคืนเราจึงเจอเด็กในอัตราความซึม
01:37:33 → 01:37:36เศร้าสูงอัตราค่าตัวตายสูงขึ้นมากในวัย
01:37:36 → 01:37:39ที่ได้รับการให้ดิจิตัลmedเดียเร็วจนเกิน
01:37:39 → 01:37:41ไปอย่างน้อยที่สุดผมคิดว่าเด็กต้องแยก
01:37:41 → 01:37:43ระหว่างความฝันกับความจริงออกจากกันได้
01:37:43 → 01:37:46ก่อนที่จะเริ่มเข้าไปสู่โลกออนไลน์นะครับ
01:37:46 → 01:37:48อันนี้เป็นสิ่งที่น่าห่วงต่อไปที่น่าห่วง
01:37:48 → 01:37:51กว่านั้นอันนี้คือร้ายแรงแล้วต่อมาเด็ก
01:37:51 → 01:37:5414-21 หรือ 21 เป็นผู้ใหญ่ไปแล้วบรรลุ
01:37:54 → 01:37:57นิติภาวะไปแล้วใช้สื่อแล้วมันมีผลต่อ
01:37:57 → 01:38:01สุขภาพหรือเปล่าถ้าเอาแบบสุขภาพทางกายเรา
01:38:01 → 01:38:04ก็เกิดจะเคยได้ยินว่าบางคนเนี่ยไถก้มทั้ง
01:38:04 → 01:38:06วันก็อาจจะมีการปวดคอนะเค้าเรียกteค next
01:38:06 → 01:38:09syndrome ก็ก็แบบว่าใช้กล้ามเนื้อซ้ำๆ
01:38:09 → 01:38:13ถูกมั้ยบางคนแบบไถจนนิ้วอนิ้วก็คือเป็น
01:38:13 → 01:38:16การใช้ร่างกายผิดเพียไปก็อาจจะต้องบอกว่า
01:38:16 → 01:38:18ต้องมีเวลาพักมีเบรกมีการยืดเหยียดมี
01:38:18 → 01:38:21exer์อย่างอื่นด้วยนะครับแต่ถ้าทางใจ
01:38:21 → 01:38:23เนี่ยมีสิ่งหนึ่งซึ่งถ้าเราไม่สังเกตเรา
01:38:23 → 01:38:26จะไม่รู้เลยตอนที่ผมเริ่มเข้าสู่วงการ
01:38:26 → 01:38:28text เนี่ยก็จับตาเรื่องนี้อยู่หมอนึก
01:38:28 → 01:38:31ย้อนกลับไปตอนที่หมอเรียนรู้เรื่อง
01:38:31 → 01:38:34Marketing ใหม่ๆตอนนั้นก็เป็นช่วงที่
01:38:34 → 01:38:37เรียกว่าทีวีดิจิตอลเริ่มมา YouTube
01:38:37 → 01:38:40เริ่มมานะก็มีครูที่เขาสอน Marketing
01:38:40 → 01:38:43เนี่ยเก็ก็บอกว่าหมอหมออย่าไปทำรายการ
01:38:43 → 01:38:47YouTube แบบในการนั่งสัมภาษณ์นะอ่าอย่า
01:38:47 → 01:38:50ไปทำแบบตอนที่หมอแบบไปสัมภาษณ์ไอทีโอหตอน
01:38:50 → 01:38:53นั้นกล้องยังเป็นกล้องแบกโหต้องมี
01:38:53 → 01:38:57อารัมภบทนะเออเกริ่นนำไม่ได้หมอภายใน 9
01:38:57 → 01:39:00วินาทีของคลิป YouTube เนี่ยคนฟังฟังปุ๊บ
01:39:00 → 01:39:02ต้องรู้แล้วว่าเรื่องมันจะเป็นยังไง
01:39:02 → 01:39:02>> อ
01:39:02 → 01:39:04>> 9 วินาทีท้าทายเหมือนกันเนาะ
01:39:04 → 01:39:07>> อ่าโอเคโอเคโอก็ฝึกอย่างงั้นมาเรื่อย
01:39:07 → 01:39:11ปรากฏว่ามายุคสมัยนี้ทำคลิป TikTok จะ
01:39:11 → 01:39:13เห็นว่าคลิป TikTok จะไม่เหมือนคลิป
01:39:13 → 01:39:15YouTube ฮะคลิป YouTube ยังมีแบบสวัสดี
01:39:15 → 01:39:18ครับท่านผู้ชมรายการของเรามีแบบอินโทR
01:39:18 → 01:39:21>> แต่ถ้าเราไปดูคลิป TikTok 5 อย่างที่คุณ
01:39:21 → 01:39:25จะพลาดไม่ได้สำหรับการตลาดแบบดิจิตอล
01:39:25 → 01:39:27คือมันต้องแบบมาโจบเพราะอะไรเพราะทฤษฎี
01:39:27 → 01:39:30บอกว่าเดี๋ยวนี้เนี่ยภายใน 3 วินาทีของ
01:39:30 → 01:39:32คลิปต้นคลิปคนที่ดู TikTok ต้องรู้แล้ว
01:39:32 → 01:39:34ไม่งั้นเขาจะไถผ่าน
01:39:34 → 01:39:37>> บอกโอ้มันเร็วขึ้นเยอะนะมันเร็วขึ้น 3
01:39:37 → 01:39:39เท่าหมายความว่าเดี๋ยวนี้คนเราเนี่ยถ้า
01:39:39 → 01:39:43เราเจอกันในโลกออนไลน์คุยกัน 3 วินาทีไม่
01:39:43 → 01:39:44รู้เรื่องเ้าไม่คุยแล้วหรอกนะ
01:39:45 → 01:39:45>> อื
01:39:45 → 01:39:46>> เออ
01:39:46 → 01:39:47>> เราตัดสินกันเร็วขึ้น
01:39:47 → 01:39:48>> แต่
01:39:48 → 01:39:48>> ค่ะ
01:39:48 → 01:39:52>> เราไม่ได้ใช้สิ่งนี้ตอนเฉพาะอยู่ออนไลน์
01:39:52 → 01:39:56เราถูกสอนโดยalกorิึมของโซเชียลมีว่าให้
01:39:56 → 01:39:58ใน 3 วินาิธีคุณคิดยังไงให้ใน 3 วินาที
01:39:58 → 01:40:00คุณชอบให้ใน 3 วินาทีคุณไม่ชอบคุณต้อง
01:40:00 → 01:40:05ตึ๊บๆๆๆบางทีเนี่ยผมเองก็เป็นนะถ้าช่วง
01:40:05 → 01:40:08ไหนเนี่ยใช้tiิTokเยอะๆอ่ะแล้วกลับไปดู
01:40:08 → 01:40:11YouTube อ่ะบางทีผมอาจจะดูไม่จบก็ได้นะ
01:40:11 → 01:40:12ผมเลื่อนผ่านรู้สึกว่ามันช้าไปละ
01:40:13 → 01:40:17>> ไม่รู้คลิปเราคนยังดูอยู่หรือเปล่า
01:40:17 → 01:40:19แต่หมายถึงว่าเราถูกเราถูกเทรนนิ่งซ้ำๆ
01:40:19 → 01:40:22ให้ชินว่าภายใน 3 วินาทีฉันฉันไม่ได้ไม่
01:40:22 → 01:40:24รู้สึกได้ประโยชน์อะไรกับสิ่งนี้ฉันก็
01:40:24 → 01:40:27พร้อมจะเลื่อนผ่านฉันพร้อมจะไม่อยู่กับ
01:40:27 → 01:40:29เธอละแต่ปัญหาก็คืออย่างที่ผมบอกผมเป็นคน
01:40:29 → 01:40:322 โลกคือเราก็รู้ว่าตอนอยู่ในtiิTokเรา
01:40:32 → 01:40:34ต้องทำตัวยังไงถึงจะสอดคล้องกับไอ้ค่า
01:40:34 → 01:40:37นิยมของของโซเชียลmedเดียนั้นใช่มั้ยแต่
01:40:37 → 01:40:40พอเรามาอยู่กับโลกแห่งความเป็นจริงเวลา
01:40:40 → 01:40:44คุยกับคนไข้คุยกับคนรู้จักเราก็จะไม่ได้
01:40:44 → 01:40:46ไวขนาดเราออมันเป็นคนละอันเราต้องอันนี้
01:40:46 → 01:40:48ต้องค่อยๆคุยต้องใช้เวลาอะไรเงี้ยนะแต่
01:40:48 → 01:40:51สำหรับรุ่นใหม่ไม่ใช่เค้าชินกับจังหวะแบบ
01:40:51 → 01:40:53นั้นถ้าเป็นคลื่นสมองก็เป็นคลื่นสมองที่
01:40:53 → 01:40:56แบบปๆๆๆแบบไปเร็วมากเลยเพราะฉะนั้นมันเลย
01:40:56 → 01:40:59เกิดภาวะที่บางทีเราเห็นเด็กๆอ่ะคุยกัน 3
01:40:59 → 01:41:02วินาทีแบบเอ้ยไม่ใช่ะไม่คุยต่อมันเลยอาจ
01:41:02 → 01:41:04จะไม่รู้เหมือนกันว่ามันเชิงลึกแล้วอ่ะ
01:41:04 → 01:41:07มันเป็นปัจจัยหลักหรือปัจจัยย่อยที่ทำให้
01:41:07 → 01:41:09คนเจนหลังมันฟังกันน้อยลงเพราะถ้า 3
01:41:09 → 01:41:12วินาทีฉันฉันไม่ชอบเธอฉันก็ติ๊กในหัวและ
01:41:12 → 01:41:16ไม่ชอบเธอแพนด้าแพนด้าฉันคุยกับเธอไม่ได้
01:41:16 → 01:41:18แล้วยังไม่ทันอธิบายอะไรเลยอ่ะ
01:41:18 → 01:41:21>> หรือคบๆกันอยู่เกิดแบบถูกใจกันมา
01:41:21 → 01:41:23โปรโมชั่นอยู่ 6 เดือนพูดไม่ถูกหูสัก 3
01:41:24 → 01:41:27วินาทีไม่ใช่แหละเลิกและความสัมพันธ์ของ
01:41:27 → 01:41:31คนสมัยนี้มันจึงเปราะบางลงเยอะขึ้นเรื่อย
01:41:31 → 01:41:31ๆ
01:41:31 → 01:41:34>> มันพร้อมที่จะไม่เข้าใจกันมันพร้อมที่จะ
01:41:34 → 01:41:38ตัดสินน่ะภาษาอังกฤษเเรียกว่าพjudิJudิ
01:41:38 → 01:41:39เนี่ยลากสัต์มาคำว่า Judge หมายความว่า
01:41:39 → 01:41:42ตัดสินพูดิหมายความว่าก่อนจะตัดสินตัดสิน
01:41:42 → 01:41:44ตั้งแต่ยังไม่คิดอ่ะเอ่อหรือภาษาบางคนอาจ
01:41:44 → 01:41:48จะว่าใช้เลเบลเหรอเอ่อไม่รู้ภาษาของเอ่อ
01:41:48 → 01:41:50รุ่นคนแพนด้าว่ายังไง
01:41:50 → 01:41:52>> ก็ไม่ค่อยเป็นคนรุ่นใหม่เท่าไหร่ค่ะใช้
01:41:52 → 01:41:53เซ้นอย่างเงี้ยหรอคะ
01:41:53 → 01:41:56>> เออือๆเหมือนเหมือนกับว่ามาถึงก็แปะหน้า
01:41:56 → 01:41:57มันไว้แล้วว่า
01:41:57 → 01:41:59>> ออคนนี้ไม่น่าไม่น่าอะไร
01:41:59 → 01:42:01>> เอออะไรเงี้ยเราเราจะมีความอดอดทนอดกลั้น
01:42:01 → 01:42:06ต่อการที่จะพยายามฟังเ้าดูซิพยายามที่จะ
01:42:06 → 01:42:09มองลึกลงไปมากกับสิ่งที่เพูดกิริยาท่าทาง
01:42:09 → 01:42:13เพื่อที่จะเห็นอกเห็นใจกันน่ะเพราะฉะนั้น
01:42:13 → 01:42:15มันก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ครับว่าถ้าเราเคย
01:42:15 → 01:42:17ชินกับการปฏิบัติต่อผู้คนบนโซเชียล
01:42:18 → 01:42:20medดีiaแล้วเลยอาจจะบอกว่าเลยมีคำว่าคน
01:42:20 → 01:42:23ที่เป็นเกรียนคีย์บอร์ดคือเ้าเบางทีเอยู่
01:42:23 → 01:42:27แต่กับคอมเคุยผ่านสื่อเพียงอย่างเดียวโดย
01:42:28 → 01:42:30พอเขามาอยู่กับโลกแห่งความเป็นจริงไอ้
01:42:30 → 01:42:33สกิลที่มันเป็น human skิในการจะสื่อสาร
01:42:33 → 01:42:36จะปฏิสัมพันธ์กันมันก็น้อยลงประเด็นถัดไป
01:42:36 → 01:42:39ที่ที่เรานึกไม่ถึงเลยก็คือเราซื้อ
01:42:39 → 01:42:42อุปกรณ์แก๊สเก็ตเดี๋ยวเนี้ยเราซ่อมกันมั้
01:42:42 → 01:42:42ครับ
01:42:42 → 01:42:44>> ไม่ค่อยค่ะพังก็ซื้อใหม่
01:42:44 → 01:42:48>> เคยส่งไปร้านบอกว่าจอขอเปลี่ยนจอเปลี่ยน
01:42:48 → 01:42:50ที่เสียบชี้ชาร์จมั้ย
01:42:50 → 01:42:51>> อืไม่เคยอ่ะ
01:42:51 → 01:42:54>> นี่เป็นคนรุ่นใหม่จริงๆ
01:42:54 → 01:42:57สมัยหมอนี่แบบกว่าจะมีมือถือเครื่องแรก
01:42:57 → 01:42:58เนี่ยนะ
01:42:58 → 01:43:02>> โอเก็บตังค์เงินเดือนนะพอจะเสียเนี่ยต้อง
01:43:02 → 01:43:03ซ่อมก่อนสักรอบนึง
01:43:03 → 01:43:06>> ส่งไปล้านอะไรก็แล้วแต่ตรงเนี้ยมันมี
01:43:06 → 01:43:08วัฒนธรรมที่ทำให้เกิดความรู้สึกว่าเรา
01:43:08 → 01:43:11พร้อมที่จะอยู่กับความไม่สมบูรณ์แล้วถ้า
01:43:11 → 01:43:13มีอะไรที่สักอย่างที่ไม่ได้ดั่งใจเรา
01:43:13 → 01:43:17พร้อมที่จะลองพยายามซ่อมมันดูเพราะฉะน
01:43:17 → 01:43:20เวลาเขาแต่งงานแล้วมีลูกเ้ารักกันมันก็มี
01:43:20 → 01:43:22เรื่องไม่ถูกใจแน่นอนอ่ะใช่มั้อยู่กันมา
01:43:22 → 01:43:23ตั้ง 10 ปีถ้ามันถูกใจกันหมดนี่ผมต้อง
01:43:23 → 01:43:27ตั้งประเด็นแปลกๆแล้วแบบเอ๊ะใช่หรอ
01:43:27 → 01:43:30>> มันต้องมีเรื่องขัดใจกันบ้างอ่ะแต่ว่าไอ้
01:43:30 → 01:43:32ความขัดใจเล็กๆน้อยๆในความสัมพันธ์เนี่ย
01:43:32 → 01:43:35คนสมัยก่อนเป็นไงเอ้ยวันนี้ว่างขอคุย
01:43:35 → 01:43:37หน่อยสิเรื่องนี้แบบรู้สึกไม่สบายใจเลย
01:43:37 → 01:43:41อ่ะแต่ถ้าเกิดว่าเราชินว่าซื้อ iPhone มา
01:43:41 → 01:43:45iPhone 15 ยังไม่ทันจะพังเลยนะมันดูแบบ
01:43:45 → 01:43:48รุ่นใหม่มามันแบบอะไรนะเกิดขึ้นมาแล้ว
01:43:48 → 01:43:51เฮ้ยของใหม่มันก็ยังใช้ได้ตั้งแต่แบบแรม
01:43:51 → 01:43:52มันเริ่มจะเต็มแล้วไม่เป็นไรเปลี่ยนเลย
01:43:52 → 01:43:55แล้วกันคือมันแบบง่ายกว่าที่เราจะจะซื้อ
01:43:55 → 01:43:58เปลี่ยนมันน่ะมันก็ไม่แปลกใจนะถ้าเราชิน
01:43:58 → 01:44:00อยู่กับวัฒนธรรมที่เปลี่ยนมากกว่าซ่อม
01:44:00 → 01:44:03แล้วเห็นมั้ฮะว่าพอเราไปคบแฟนเด็กรุ่น
01:44:03 → 01:44:06หลังๆอ่ะพอไม่ถูกใจหน่อยนึงคือแบบการจะ
01:44:06 → 01:44:08บอกเลิกมันง่ายมากเนาฉันจะไม่ทนน่ะ
01:44:08 → 01:44:11>> ค่ะเค้าก็จะรู้สึกว่าไม่ต้องเสียเวลากัน
01:44:11 → 01:44:12ทั้ง 2 ฝ่าย
01:44:12 → 01:44:15>> เออก็อย่างงั้นก็ได้แต่ว่าถามว่าถึงจุด
01:44:15 → 01:44:17นึงเมื่อเราอายุมากขึ้นเรื่อยๆแล้วบอกว่า
01:44:17 → 01:44:20ไม่เคยเสียเวลากับใครเลยแล้วรอว่าจะมีคน
01:44:20 → 01:44:24สักคนนึงที่เราแมตช 100% น่ะกับเรายอม
01:44:24 → 01:44:27เสียเวลากับคนที่แมตชกับเราสัก 90% และ
01:44:27 → 01:44:31อีก 10% เราค่อยมาซ่อมๆมันหน่อยนิดนึงเรา
01:44:31 → 01:44:34เทรนนิ่งสักหน่อยนะอะไรอย่างเงี้ยให้เค้า
01:44:34 → 01:44:37เข้ามาทางความพอใจของเรามากขึ้นเนี่ยคิด
01:44:37 → 01:44:38ว่าอะไรดีกว่ากันครับ
01:44:38 → 01:44:40>> แบบที่ 2 ถ้าถ้าสมมุติว่าเรามองเห็น
01:44:40 → 01:44:41ประโยชน์มากกว่า
01:44:41 → 01:44:43>> อืต้องมีเช็คลิสต์
01:44:43 → 01:44:44>> เออ
01:44:44 → 01:44:48>> อแต่เข้าใจมั้ยเข้าใจหมอถ้าถ้าเกิดว่าเรา
01:44:48 → 01:44:50เราไม่มีความอดทนในการที่จะรออะไรบาง
01:44:50 → 01:44:53อย่างด้วยความที่เราชินกับสปีดของการรีบ
01:44:53 → 01:44:57ตัดสินใน 3 วินถ้าเป็นปัดซ้ายปัดขวาเป็น
01:44:57 → 01:45:01คนปัดเร็วมากเราใจเย็นหน่อยอืมันอาจจะมี
01:45:01 → 01:45:04มุมอื่นเนาะมันอาจจะมีเหตุผลบางอย่างที่
01:45:04 → 01:45:07เขาทำอย่างนี้เนาะมันอาจจะทำให้ความ
01:45:07 → 01:45:09สัมพันธ์มันแข็งแรงขึ้นผมคิดว่าตรงนี้
01:45:09 → 01:45:11เป็นประเด็นที่โดยไม่รู้ตัวโซเชียล Media
01:45:11 → 01:45:13หรือดิจิal life ของเราเนี่ยมันค่อยๆ
01:45:13 → 01:45:15เปลี่ยนผู้คนไปไม่มากก็น้อย
01:45:15 → 01:45:18>> อืค่ะทีเนี้ยทั้งหมดที่เราพูดกันมาอ
01:45:18 → 01:45:22แพนด้ามีคำถามว่าถ้าอย่างบางคนที่เรานึก
01:45:22 → 01:45:25ย้อนกลับไปความทรงจำครั้งแรกหรือความทรง
01:45:25 → 01:45:28จำที่เราจำได้ไม่ว่าครั้งไหนแต่ว่าอาจจะ
01:45:28 → 01:45:30สมมุตินะว่าไม่ใช่ความทรงจำที่ดีอ่ะค่ะ
01:45:30 → 01:45:30>> อือ
01:45:30 → 01:45:33>> แล้วอาจจะ direction หรืออยู่ตรงไหนไม่
01:45:33 → 01:45:35รู้แหละแล้วก็นำพาพาชีวิตเรามาตอนนี้เป็น
01:45:35 → 01:45:39ตัวเราตอนนี้เขาจะมีวิธีแก้ไงคะถ้าสมมุติ
01:45:39 → 01:45:41คือมันย้อนกลับไปแก้ตรงนั้นไม่ได้อ่ะ
01:45:41 → 01:45:44>> ผมใช้คำว่าเราไม่สามารถแก้ไขอดีตแต่เรา
01:45:44 → 01:45:48สามารถจะเข้าใจมันได้ยกตัวอย่างอาม่าผม
01:45:48 → 01:45:50เองแต่ก่อนเเวลาไปเครื่องบินน่ะเขึ้น
01:45:50 → 01:45:53เครื่องบินใช่พาคนส่งอายุเที่ยวเขาก็จะมี
01:45:53 → 01:45:56เสิร์ฟอาหารมีเซตเซตเสิร์ฟเป็นเซตกาแฟมี
01:45:56 → 01:45:58ถาดมีขนมจันทร์อม่าเนี่ยจะมีนิสัยอย่าง
01:45:58 → 01:46:00นึงคือเเสิร์ฟเสร็จปุ๊บแกจะเก็บใส่
01:46:01 → 01:46:04กระเป๋าก็เอาลงดีไม่เอาเสื้อชูชิชีบลง
01:46:04 → 01:46:08แล้วแล้วลูกหลานก็อายมากจะเอาไปทำไมเนี่ย
01:46:08 → 01:46:11คือมันไม่ได้มีค่าขนาดนั้นอะไรเงี้ยก็แบบ
01:46:11 → 01:46:13หงุดหงิดเล็กๆอ่ะยังอยู่ในช่วงที่ผมยัง
01:46:13 → 01:46:15เป็นวัยรุ่นอยู่ก็เ้ยหงุดหงิดเสร็จแล้วผม
01:46:15 → 01:46:19ก็พอเราโตขึ้นเนี่ยพอเราเจอคนผู้คนเจอคน
01:46:19 → 01:46:22ไข้แล้วก็ซักประวัติอาม่าหลายคนเออมันก็
01:46:22 → 01:46:24เป็นอย่างี้ทุกบ้านคือมันไม่ใช่เป็นแค่
01:46:24 → 01:46:27เฉพาะอาม่าเรานะแต่ว่าสิ่งนึงที่ผมเข้าใจ
01:46:27 → 01:46:31มากขึ้นเวลามองย้อนกลับไปก็คือว่าอ๋ออม่า
01:46:31 → 01:46:34ผมมาโตที่เมืองไทยแต่ว่าเป็นคนจีนพ้นทะเล
01:46:34 → 01:46:37แล้วเสร็จแล้วก็มีความลำบากยากแค้นมาก
01:46:37 → 01:46:39แล้วก็อยู่กับอากงเนี่ยก็คือเสือผืนหมอน
01:46:39 → 01:46:41ใบเนี่ยตั้งตัวมานานเพราะฉะนั้นเนี่ย
01:46:41 → 01:46:43ชีวิตอยู่กับความไม่แน่นอนเพราะนั้นมี
01:46:43 → 01:46:47อะไรก็ตามที่สามารถที่จะเซฟได้หรือมันจะ
01:46:47 → 01:46:49เก็บเล็กเก็บน้อยอ่ะเป็นนินินิสัยเก็บ
01:46:49 → 01:46:51เล็กผสมน้อยแกจะทำคราวนี้ประเด็นนี้มัน
01:46:51 → 01:46:53เป็นปัญหามันไม่ได้เป็นปัญหาเรื่องของการ
01:46:53 → 01:46:57ที่ว่าเอ่อแกจะเก็บเล็กผสมมแต่ว่าพอในวัน
01:46:57 → 01:47:00เวลาที่ลูกหลานโตแล้วเนี่ยคือบ้านก็หลัง
01:47:01 → 01:47:03ใหญ่รถก็มีแล้วบ้านก็ไม่ต้องพอแล้วเนี่ย
01:47:03 → 01:47:06มันควรจะ delete นะสัญญาภาษาทางพุคือความ
01:47:06 → 01:47:09จำคือสัญญาเมoryี่อันเก่ามันควรจะแบบคิด
01:47:09 → 01:47:12ใหม่ได้ละแต่ว่าเมoryเต็มมันก็เลยเกิด
01:47:12 → 01:47:15พฤติกรรมแบบอย่างเงี้ยถามว่าพอเรามองงี้
01:47:15 → 01:47:18เราก็น่าสงสารแกเนาะมองแกแบบเข้าใจมันมัน
01:47:18 → 01:47:20เป็นความพอเราเข้าใจปุ๊บทุกคนยังเหมือน
01:47:20 → 01:47:23เดิมนะแต่ความทุกข์เราเองในเชิงอับอายใน
01:47:23 → 01:47:25เชิงความไม่ได้ดังใจความหงุดหงิดมันจะหาย
01:47:25 → 01:47:27ไปเพราะเราทำความเข้าใจกับเหตุการณ์ที่
01:47:27 → 01:47:30มันผ่านมานะก็ยังดีว่าเข้าใจแกตอนที่ตอน
01:47:30 → 01:47:33ที่แกยังมีชีวิตอยู่ก็ก็หลังๆก็เลยโอเคดู
01:47:33 → 01:47:36แลกันแบบอย่างดีโดยที่ไม่ได้หงุดหงิดอะไร
01:47:36 → 01:47:39>> อือฮนี้เห็นมั้ครับว่าการทำความเข้าใจ
01:47:39 → 01:47:43อดีตมันทำให้ความสบายใจมันดีขึ้นอันนี้
01:47:43 → 01:47:45ประเด็นที่ยากหน่อยก็คือว่าถ้าเกิดว่าคน
01:47:45 → 01:47:48นั้นไม่ได้อยู่แล้วใช่มั้เเรารู้สึกผิด
01:47:48 → 01:47:51กับโอคุณพ่อคุณแม่เออแต่ว่าท่านไม่อยู่
01:47:51 → 01:47:53แล้วอ่ะทำยังไงผมจะบอกให้ว่าข่าวดีและ
01:47:54 → 01:47:56ข่าวร้ายฮะในมุมมองการแพทย์มนุษยปรัชญา
01:47:56 → 01:47:58เนี่ยเขาบอกว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นใน
01:47:58 → 01:48:00ชีวิตของคนเราเนี่ยมันไม่ได้เกิดขึ้นด้วย
01:48:00 → 01:48:02ความบังเอิญเหมือนพุทธนะไม่มีความบังเอิญ
01:48:02 → 01:48:04เราเลือกโจทย์บางอย่างที่จะมาเกิดนี่แหละ
01:48:04 → 01:48:08แล้วตราบใดที่เราไม่แก้ปัญหานั้นด้วยความ
01:48:08 → 01:48:10เข้าใจเดี๋ยวมันจะมีโจทย์คล้ายๆกันเนี่ย
01:48:10 → 01:48:12มาให้เราทำอยู่เรื่อยๆ
01:48:12 → 01:48:13>> อื
01:48:13 → 01:48:15>> นั่นคือเหตุผลว่าคนเรามีเรื่องอยู่ประมาณ
01:48:15 → 01:48:17สซักแค่ 12 เรื่องเท่านั้นแหละที่มันจะ
01:48:17 → 01:48:19ทุกข์ได้เนี่ยคน 108,900 มีอยู่ 12
01:48:19 → 01:48:22เรื่องแล้วถ้าเกิดมันเสียเรื่องไหนนะมัน
01:48:22 → 01:48:25จะเป็นเรื่องนั้นซ้ำๆเช่นมีผู้หญิงคนนึง
01:48:25 → 01:48:30ก็มาด้วยเรื่องเป็นมะเร็งเต้านมสามีก็แย่
01:48:30 → 01:48:32มากเลยเพราะว่ากินเหล้าสุกสุบุหรี่แล้วก็
01:48:32 → 01:48:36ทุบตีมาขโมยเงินอีกเอ่อไม่ทำทำงานทำไงดี
01:48:36 → 01:48:37ฮะชีวิต
01:48:37 → 01:48:38>> ชีวิตมันเศร้าเกินไปอ่ะ
01:48:38 → 01:48:40>> เราจะทำยังไงดีอ่ะถ้าไม่สามีอย่างเงี้ย
01:48:41 → 01:48:42>> เลิกมั้ย
01:48:42 → 01:48:47>> อือแต่เธอเลิกแบบไหนมั้ยเธอก็เลยไปคบกับ
01:48:47 → 01:48:50ผู้ชายคนนึงแล้วก็หนีหนีตามกันหอบหิ้วกัน
01:48:50 → 01:48:55ไปโอแบบชีวิตรอดแล้วเออเราหาผ่านได้แล้ว
01:48:55 → 01:48:58>> ปรากฏว่าพอหนีตามกันเลิกกับสามีคนเก่า
01:48:58 → 01:49:00สามีคนใหม่ก็กินเหล้ามาติดเหล้าเหมือน
01:49:00 → 01:49:02เดิมตบตีเหมือนเดิมก็เลยเกิดคำถามว่าเกิด
01:49:03 → 01:49:05อะไรขึ้นกับชีวิตผมก็บอกว่าก็เพราะว่าเรา
01:49:05 → 01:49:08ไม่ได้แก้ปัญหามันด้วยสติไม่ได้แก้ปัญหา
01:49:08 → 01:49:11ในแบบที่มันเป็นธรรมะมากเพียงพอคือถ้า
01:49:11 → 01:49:13เกิดคุณจะเลิกกับเค้าก็ก็เลิกแล้วต่อกัน
01:49:13 → 01:49:16เหมือนตกลงกันที่เรียบร้อยจะแบ่งสมบัติ
01:49:16 → 01:49:18อะไรก็แล้วแต่แต่คงไม่ใช่วิธีการหนีตาม
01:49:18 → 01:49:21ใครสักคนหรือเปล่าซึ่งผมก็ไม่ได้ไม่ได้
01:49:21 → 01:49:22พูดประเด็นนี้เพราะว่ามันอาจจะมีหลาย
01:49:22 → 01:49:24เรื่องที่ต้องเป็นดูแลในเรื่องของสุขภาพ
01:49:24 → 01:49:26นะแต่ว่ามันเข้าใจได้เลยว่ามันนำไปสู่
01:49:26 → 01:49:29ความเจ็บป่วยเพราะว่าเรื่องของเต้านม
01:49:29 → 01:49:31เนี่ยมันเป็นส่วนที่มันเกี่ยวเกี่ยวกับ
01:49:31 → 01:49:32เรื่องของทรวงอก
01:49:32 → 01:49:34>> เกี่ยวกับเรื่องของใจ
01:49:34 → 01:49:37>> มันอัดอั้นตันใจมานานเค้าเรียกอกไหม้ไส้
01:49:37 → 01:49:39ขมเป็นระทม
01:49:39 → 01:49:41>> อยู่มันเลยเป็นก้อนอันนี้เป็นอันนึงที่
01:49:41 → 01:49:43เราพบได้ด้วยเหมือนกันเนาะแต่ว่าตอนหลัง
01:49:43 → 01:49:46เนี่ยเธอก็ทนไม่ไหวกับสามีคนที่ 2 เธอก็
01:49:46 → 01:49:48เลยบอกเอางี้ต้องการบ้านต้องการรถเดี๋
01:49:48 → 01:49:51เซ็นยกให้อ้าแยกย้ายกันอย่างดีนะสามีก็
01:49:51 → 01:49:53บอกโอเคเอามาฉันอยากจะกินเหล้าอยู่แล้ว
01:49:53 → 01:49:55แล้วก็เสร็จแล้วก็เลิกไปหลังจากนั้นก็
01:49:55 → 01:49:59ชีวิตสงบสุขราบรื่นโดยไม่มีปัญหาอีกเลยผม
01:49:59 → 01:50:02จึงบอกว่าท่วงทำนองของวิธีที่เราจะเข้าไป
01:50:02 → 01:50:06ย้อนอดีตหรือแก้ปัญหาชีวิตมันมักจะทดสอบ
01:50:06 → 01:50:09เราอยู่เรื่อยๆเพราะฉะนั้นถ้าเราคิดว่าใน
01:50:09 → 01:50:12อดีตเราทำเรื่องนี้ยังไม่สมบูรณ์แล้วทุก
01:50:12 → 01:50:15วันนี้มีความทุกข์อะไรที่มันสั่นพ้องหรือ
01:50:15 → 01:50:17ใกล้เคียงกับเรื่องในอดีตลองใช้ประเด็น
01:50:17 → 01:50:20โจทย์เหล่าเนี้ยแก้มันแต่แก้ด้วยวิธีที่
01:50:20 → 01:50:23ใช้สติใช้หลักที่มันถูกต้องค่อยๆแก้
01:50:23 → 01:50:23>> อื
01:50:23 → 01:50:25>> แล้วเชื่อเถอะเมื่อคุณแก้โจทย์นี้ผ่าน
01:50:26 → 01:50:27เหมือนคุณสอบผ่านมันจะได้เคลื่อนชั้น
01:50:27 → 01:50:28>> ค่ะ
01:50:28 → 01:50:29>> นี่คือข่าวดี
01:50:29 → 01:50:29>> อือฮึ
01:50:29 → 01:50:31>> เนาะแต่ข่าวร้ายคือจดส่วนใหม่อาจจะยาก
01:50:31 → 01:50:36กว่าเดิมจนกว่าเราจะหลุดพ้นจากวัฏสงสาร
01:50:36 → 01:50:38ค่ะเออเราสามารถสรุปได้อย่างนี้ว่าคือแน่
01:50:38 → 01:50:41นอนว่าชีวิตเราแต่ละคนเนี่ยมันคงจะเจอ
01:50:41 → 01:50:44เรื่องราวที่ต่างกันแล้วก็คงจะมีบางอย่าง
01:50:44 → 01:50:47ที่มาทดสอบเราที่ต่างกันแต่ว่าไอ้บาง
01:50:47 → 01:50:49อย่างที่มันเป็นอดีตไปแล้วที่จะมันย้อน
01:50:49 → 01:50:51กลับไปแก้ไขไม่ได้แต่ให้สังเกตชีวิต
01:50:51 → 01:50:54ปัจจุบันว่ามันมีปัญหาอะไรที่มันยังเป็น
01:50:54 → 01:50:56แพทเทิร์นคล้ายๆเดิมให้เราจัดการตรงนี้
01:50:56 → 01:51:00แก้ตรงนี้พอเราเหมือนคลายล็อคตรงนี้ได้
01:51:00 → 01:51:01ที่เหลือมันจะคายหมดเลยใช่มั้ยคะ
01:51:01 → 01:51:04>> ค่อนข้างจะเป็นเรื่องนั้นอ
01:51:04 → 01:51:06>> อ่าแต่ว่าแน่นอนบางคนมีหลายโจทย์เนาะ
01:51:06 → 01:51:06>> อือ
01:51:06 → 01:51:08>> แต่ว่าก็
01:51:08 → 01:51:11>> ผมเชื่อว่าอย่างนี้ฮะเมื่อเรามีมุมมองที่
01:51:11 → 01:51:15พบว่าเฮ้ยเรามีอิสระหรือทางเลือกการที่
01:51:15 → 01:51:17มนุษย์มีสติมันหมายความว่าทำให้เรามีความ
01:51:17 → 01:51:20ยับยั้งชั่งชัที่จะเอ๊ะทำงี้ใช่หรอเราเคย
01:51:20 → 01:51:25แก้ปัญหาอย่างนี้ะถ้าเราเอ๊ะแล้วเราไม่ทำ
01:51:25 → 01:51:28ตามสัญชาตญาณดิบๆแล้วเราเลือกที่จะลองทำ
01:51:28 → 01:51:31ในสิ่งที่ดีกว่าเดิมเมื่อคุณผ่านมาได้ 1
01:51:31 → 01:51:33ครั้งคุณจะเกิดความมั่นใจลึกๆอย่างว่าเรา
01:51:33 → 01:51:37ดีขึ้นได้เราสามารถเป็นคนใหม่เมื่อไหร่ก็
01:51:37 → 01:51:40ได้ไอ้พลังอันนี้มันสำคัญซะยิ่งกว่าไหนขอ
01:51:40 → 01:51:42ให้มีแค่สักครั้งนึงในชีวิตที่เราเอาชนะ
01:51:43 → 01:51:45อุปสรรคดั้งเดิมที่เราเคยแพ้
01:51:45 → 01:51:47>> ได้ 1 ครั้งเราจะพบว่าเฮ้ยเป็นไปได้แหละ
01:51:47 → 01:51:49ทุกอย่างหลังจากนี้ในชีวิตไม่ว่าจะเกิด
01:51:49 → 01:51:52อะไรขึ้นเราพร้อมที่จะเปลี่ยนมันด้วยหลัก
01:51:52 → 01:51:53การที่ดี
01:51:53 → 01:51:57>> มันเหมือนกับความรู้สึกเป็นอิสระว่าที่
01:51:57 → 01:51:58ผ่านมาเป็นไงไม่รู้แหละแต่ตอนนี้เริ่มต้น
01:51:58 → 01:51:59ใหม่ใช่
01:51:59 → 01:52:01>> ใช่เพราะฉะนั้นคำว่า freedom ในมุมมองของ
01:52:01 → 01:52:03หมอเนี่ยหรืออิสรภาพมันไม่ใช่อิสรภาพจาก
01:52:03 → 01:52:05การไม่รับผิดชอบกรรมดั้งเดิมเรานะ
01:52:05 → 01:52:06>> ค่ะ
01:52:06 → 01:52:08>> แต่เป็นอิสรภาพที่จะเลือกได้ว่าเราจะกลับ
01:52:08 → 01:52:12ไปต่อกรรมหรือทำสิ่งที่แย่กระแทกใส่กัน
01:52:12 → 01:52:15หรือเราเลือกเชื่อ
01:52:15 → 01:52:19อ่ะทำอย่างี้มันจะดีกว่าแล้วผ่านมันไปได้
01:52:19 → 01:52:21ซึ่งแต่ก่อนผมก็พูดด้วยความไม่มั่นใจแต่
01:52:21 → 01:52:23หลายๆเรื่องหลายๆราวในชีวิตพอผมผ่านมันมา
01:52:23 → 01:52:26ได้ผมก็เลยบอกว่าเป็นไปได้นั่นคืออิสรภาพ
01:52:26 → 01:52:29ของเราที่จะเลือกจะต่อกรรมหรือสร้างกรรม
01:52:29 → 01:52:32อันใหม่ที่ทำให้ตัวเราได้พัฒนาขึ้นไปกว่า
01:52:32 → 01:52:33เดิม
01:52:33 → 01:52:35>> ทีนี้จากตอนแรกเรื่องโซเชียลแล้วก็มากัน
01:52:35 → 01:52:37ไกลเนาะแต่ถามว่าเกี่ยวข้องกันยังไงคุณ
01:52:37 → 01:52:39แม่น่าอยากรู้ว่าแล้วทุกวันเนี้ยค่ะที่
01:52:39 → 01:52:42ทุกอย่างมันไวโดยปฏิเสธไม่ได้
01:52:42 → 01:52:45>> อ่าแต่ว่าเราจะแน่นอนแหละเราอาจจะอยากมี
01:52:45 → 01:52:47ช่วงเวลาที่เราห่างจากโซเชียลบ้างทีนี้
01:52:47 → 01:52:50มันจะมีอย่างนึงที่อาจจะเกิดขึ้นกับหลายๆ
01:52:50 → 01:52:53คนคือพอเราห่างจากโซเชียลอ่ะค่ะคุณหมอเรา
01:52:53 → 01:52:54จะเริ่มมีความรู้สึกกังวล
01:52:54 → 01:52:55>> อือ
01:52:55 → 01:52:56>> อยู่ไม่เป็นสุขและเพราะว่าเหมือนตรงนั้น
01:52:57 → 01:52:59น่ะมันก็คือโลกความจริงของเราอีกโลกนึงไป
01:52:59 → 01:53:02แล้วอ่ะทีนี้คุณหมอมีคำแนะนำยังไงดีคะผม
01:53:02 → 01:53:06มองใน 2 แง่ถ้าเอาแบบเป็นเทรนด์เลยแล้ว
01:53:06 → 01:53:09กันเนาะจริงๆแล้วฝรั่งก็มีปัญหาแบบเดียว
01:53:09 → 01:53:11กับเรานี่แหละเพราะฉะนั้นฝรั่งเนี่ยจึงมี
01:53:11 → 01:53:14เหมือนกับ challenge ที่ชวนกันคนใน
01:53:14 → 01:53:16อินเทอร์เน็ตทำกันเล่นๆอย่างนึงก็คือ
01:53:16 → 01:53:19เรื่องของโดineท็อกซ์โดineคืออะไรโดine
01:53:19 → 01:53:20คือสารสื่อประสาทที่เรียกว่าเป็น
01:53:20 → 01:53:22neurotransmitter
01:53:22 → 01:53:24มีชื่อเล่นว่า rewarding
01:53:24 → 01:53:27neurotransmitter เป็นความรู้สึกฟินฮะ
01:53:27 → 01:53:30ทุกฟินกินทุกครั้งที่ทำอย่างนี้สำเร็จกิน
01:53:30 → 01:53:32ช็อกโกแลตแล้วฟินเพราะช็อกโกแลตไปทำให้
01:53:32 → 01:53:33โดบามีนขึ้น
01:53:33 → 01:53:33>> อ
01:53:33 → 01:53:35>> เลยติดช็อกโกแลตกินแล้วกินอีกกินน้ำตาล
01:53:35 → 01:53:38แล้วชอบเพราะมันไปกระตุ้นโดปามีนขึ้นอัน
01:53:38 → 01:53:40นี้เป็นเรื่องปกติสารเสพติดเกือบทุกชนิด
01:53:40 → 01:53:42กระตุ้นโดปามีนหมดเลยแต่ว่าเดี๋ยวนี้เรา
01:53:42 → 01:53:45กำลังพูดถึงปัญหาเรื่องของตัว behavioral
01:53:45 → 01:53:48addiction ก็คือไม่ได้เซ็นสันเสพติดแต่
01:53:48 → 01:53:51เราติดพฤติกรรมบางอย่างซึ่งปัญหามันเกิด
01:53:51 → 01:53:54ขึ้นอย่างรุนแรงเมื่อเรามีอัลกอิึมของ
01:53:54 → 01:53:57โซเชียล media ที่กระตุ้นให้เราติดมันกด
01:53:57 → 01:54:01ใช่ชอบกดไใช่กดแชร์ถ้าเราเป็นคนเสพสื่อ
01:54:01 → 01:54:02เนี่ย
01:54:02 → 01:54:06>> ก็อาจจะได้ประโยชน์ในแง่ของสมมุติโพสต์
01:54:06 → 01:54:08Instagram แล้วมีคนมากดไลก์เยอะแยะเลย
01:54:08 → 01:54:10อะไรอย่างเงี้ยเราก็จะคอยเฝ้าดูว่ามาแล้ว
01:54:10 → 01:54:14มาแล้วนะเอ่อไลฟ์ขึ้นไปเท่านี้แล้วนะฟิน
01:54:14 → 01:54:16น่ะไอ้ความฟินนี่แหละคือโดปามีนก็จะ
01:54:16 → 01:54:19รุนแรงขึ้นไปอีกในกรณีที่เราเริ่มมีผลได้
01:54:19 → 01:54:23ผลเสียเนาะเอ่อเป็น influencer แล้วก็
01:54:23 → 01:54:25ต้องการอะไรนะยอดวิวอะไรเงี้ยอันนี้ก็จะ
01:54:25 → 01:54:28แบบยิ่งยิ่งยิ่งตอบโจทย์เราเราก็ยิ่งเป็น
01:54:28 → 01:54:31ทาสของไอ้อกอิธึมเหล่านี้
01:54:31 → 01:54:33>> เพราะฉะนั้นเนี่ยบรรดาinfluenซอร์ของต่าง
01:54:33 → 01:54:35ประเทศเนี่ยมีปัญหาเยอะมากชีวิตพังเพราะ
01:54:35 → 01:54:39ว่าติดไอ้ตัวการติดตามโซเชียลเยอะจนเกิน
01:54:39 → 01:54:42ไปเขาจึงรณรงค์กันด้วยแคมเปญที่เรียกว่า
01:54:42 → 01:54:44โดมีนดีท็อกซ์ก็หมายความว่าเอาล่ะฉัน
01:54:44 → 01:54:47ประกาศตัวเองโพสต์แปะไว้ในหน้าเอ่อ
01:54:47 → 01:54:50โซเชียลของฉันว่าฉันจะไม่ใช้โซเชียลเป็น
01:54:50 → 01:54:51ระยะเวลา 7 วัน
01:54:51 → 01:54:52>> โซเชียลดีท็อก
01:54:52 → 01:54:55>> โซเชียลท็อกซ์ใช่มั้แบบว่าอยู่กับตัวเอง
01:54:55 → 01:54:59ไปทำกิจกิจกรรมโยคะไปออกกำลังกายไปเดิน
01:55:00 → 01:55:03ป่าไปเทกิ้งแต่จะไม่แตะไอ้ตัวโซเชียล
01:55:03 → 01:55:06Media ก็เป็นลักษณะที่การที่เราหน่วง
01:55:06 → 01:55:08เวลาแล้วไม่ต้องถูกrewardดingตลอดเวลาจาก
01:55:08 → 01:55:11การถูกกดไลก์ถูกกดแชร์เนี่ยมันทำให้
01:55:11 → 01:55:13โดปามีนของเราค่อยๆลดลงลดลงลเพราะฉะนั้น
01:55:13 → 01:55:17พอเรากลับมาแตะไอ้ตัวสื่ออันนั้นอันใหม่
01:55:17 → 01:55:20มันก็ความหวือหวาหรือความรู้สึกฟินมันก็
01:55:20 → 01:55:21จะน้อยลง
01:55:21 → 01:55:23>> ก็อ่าก็ช่วยได้นะไอ้นี้เป็นเป็นชะเลนนึง
01:55:24 → 01:55:27ถ้าเกิดใครอยากลองทำผมก็แนะอ่ะลองแปะไว้
01:55:27 → 01:55:29ที่หน้าเฟซตัวเองตอนนี้โซเชียลดีท็อกซ์
01:55:30 → 01:55:30อะไรเงี้ย
01:55:30 → 01:55:33>> เออแต่มันก็ไม่ง่ายนะคะบางคนถ้าติดเราเรา
01:55:33 → 01:55:35ติดเล่นโซเชียลมากๆอ่ะถึงแม้เราจะมีเจตนา
01:55:35 → 01:55:37ที่เราอยากจะโซเชียลดีท็อกซ์
01:55:37 → 01:55:39>> แต่พอเราห่างปุ๊บมันจะมีความกังวลอยู่แรก
01:55:40 → 01:55:41ๆก่อนจะตัดได้อย่างเงี้ย
01:55:41 → 01:55:42>> เออใช่มั้ย
01:55:42 → 01:55:43>> อือ
01:55:43 → 01:55:45>> มันก็นี่แหละโดบามีนนะ
01:55:46 → 01:55:49>> คราวนี้การที่เราจะทำอย่างนั้นได้เนี่ย
01:55:49 → 01:55:51จริงๆมันจะกลับไปที่พื้นฐานผมถึงใช้คำพูด
01:55:51 → 01:55:54ว่าจริงๆแล้วต่อให้เทคโนโลยีของเราพัฒนา
01:55:54 → 01:55:56ไปแค่ไหนอ่ะความทุกข์ของมนุษย์มันไม่เคย
01:55:56 → 01:55:58เปลี่ยนแปลงไปเลยเนาะความทุกข์เมื่อ1ันปี
01:55:58 → 01:56:01ที่แล้วเป็นยังไง 1000 ปีนี้ก็เป็นอย่าง
01:56:01 → 01:56:03นั้นแหละส่วนใหญ่ก็ทุกข์เลยอยากกินไม่ได้
01:56:03 → 01:56:07กินอยากถูกรักไม่ได้รักใช่มั้ฮะอยากมี
01:56:07 → 01:56:09เกียรติไม่ได้รับเกียรติอ่าใช่มั้ฮะเพราะ
01:56:09 → 01:56:11ฉะนั้นบางทีเถ้าเราเข้าใจมันน่ะมันอาจจะ
01:56:11 → 01:56:14กลับมาที่การที่เรามี awareness มาฝึกว่า
01:56:14 → 01:56:17อ๋อมันก็เป็นเช่นนั้นเองอ่ะ content นี้
01:56:17 → 01:56:21ได้รับการกดไลก์มันก็ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป
01:56:21 → 01:56:24ถูกมั้ฮะการอยู่กับปัจจุบันการฝึกลมหายใจ
01:56:24 → 01:56:26เพราะอะไรเพราะว่าถึงที่สุดแล้วเนี่ยพอ
01:56:26 → 01:56:29เราฝึกสมาธิไปถึงจุดนึงจนมันเป็นศีลผมชอบ
01:56:29 → 01:56:32ใช้คำว่าศีลในแง่ของว่ามันเป็นความเคยชิน
01:56:32 → 01:56:35น่ะเราจะร่วมรู้สึกว่าการทำอะไรที่เราเคย
01:56:35 → 01:56:38ชินน่ะมันง่ายแต่การที่เราพยายามฝืนทำ
01:56:38 → 01:56:40อะไรที่ไม่คุ้นชินมันยากคราวนี้เราเริ่ม
01:56:40 → 01:56:43จากเบสลนของการที่เราชินกับการใช้โซเชียล
01:56:43 → 01:56:45media เราจะรู้สึกว่ามันยากมากในการที่
01:56:46 → 01:56:47เราจะโซเชียลท็อกซ์
01:56:47 → 01:56:48>> อือ
01:56:48 → 01:56:51>> แต่เอาใหม่ถ้าเราเกิดว่าเราฝึกกับการอยู่
01:56:51 → 01:56:54กับความนิ่งความสงบแล้วเราต้องไปดูสื่อ
01:56:54 → 01:56:56สื่อโซเชียล Media ผมมาเป็นคนนึงเหมือน
01:56:56 → 01:56:59กันนะที่จะมีpreferลฟอร์มของตัวเองอยู่
01:56:59 → 01:57:01เหมือนกันคือบางแพลตฟอร์มที่มันเร็วมากๆ
01:57:01 → 01:57:03ผมฟังแล้วผมจะปวดหัวผมผมไม่อยากจะดูอ่ะ
01:57:03 → 01:57:05มันมันเร็วเกินเพราะผมไม่ชินกับจังหวะอัน
01:57:05 → 01:57:07นั้นเราอาจจะต้องค่อยๆโทนดาวมาอยู่กับตัว
01:57:07 → 01:57:12เองมาอยู่กับความช้าบ้างมาทำศิลปะ in
01:57:12 → 01:57:15breed out จนชินในชีวิตปกติก่อนแล้วเรา
01:57:15 → 01:57:18จะพบว่าโดยอัตโนมัติไม่ใช่เป็นการฝืนนะ
01:57:18 → 01:57:21เมื่อเรามีความชินของศีลปกติของเราคือการ
01:57:22 → 01:57:25ที่แบบอยู่เงียบๆก็ได้เอ่อสงบๆก็ได้เพราะ
01:57:25 → 01:57:26ฉะนั้นการที่เราต้องไปแตะโซเชียลมันจะ
01:57:26 → 01:57:29เป็นเรื่องของการงานเป็นเรื่องของหน้าที่
01:57:29 → 01:57:33ที่เรารู้สึกว่าถ้าเลือกได้อ่ะเราใช้สัก
01:57:33 → 01:57:36พักนึงเราจะรู้สึกพอะฉันวางมันแล้วฉันจะ
01:57:36 → 01:57:38ไปทำอย่างงี้ตอนนี้เป็นการฝึกตัวเองเพราะ
01:57:38 → 01:57:41ฉะนั้นเนี่ยไม่ต้องแปลกใจถ้าเราไปเจอครู
01:57:41 → 01:57:43บาอาจารย์ที่เป็นสายสมาธิแล้วท่านบอกว่า
01:57:43 → 01:57:45อย่าไปเล่นโซเชียลมีดียเยอะท่านมีเหตุผล
01:57:45 → 01:57:49ตรงนี้นะเพราะเราจะชินกับการที่ความสงบ
01:57:49 → 01:57:51หรือเปล่าถ้าเราทุกอย่างมันยังไหวถ้าเรา
01:57:51 → 01:57:54อยากมีความก้าวหน้าในการฝึกปฏิบัติสมาธิ
01:57:54 → 01:57:59หรือสติบางทีการลิมิตเฉพาะโซเชียลmedดีia
01:57:59 → 01:58:02ที่เราเป็นงานเป็นการอ่ะโอเคก็ถ้าบางคน
01:58:02 → 01:58:04ต้องแบบหาเลี้ยงชีพจากกันเป็น content
01:58:04 → 01:58:07creator ก็ใช้เฉพาะงานพอจบงานเสร็จปุ๊บ
01:58:07 → 01:58:10ก็ควรจะเลิกแต่ผมสงสารอยู่ทีมนึงที่น่า
01:58:10 → 01:58:12ห่วงผมห่วงมากๆเพราะว่าผมทำงานกับเด็ก
01:58:12 → 01:58:15เยอะก็คือ influencer ที่เขาใช้ลูกมาเป็น
01:58:15 → 01:58:17มาเป็น content น่ะอันนั้นน่าห่วงจริงๆ
01:58:17 → 01:58:20เพราะว่ามันเหมือนกับว่าพอแทนที่จะเป็น
01:58:20 → 01:58:23ชียล life ที่ปิดหน้าจอแล้วแล้วก็อยู่กับ
01:58:23 → 01:58:25ครอบครครอบครัวเห็นว่าทุกเหตุการณ์ทุกการ
01:58:25 → 01:58:28กระทำอ่ะเอาเด็กมาแสดงอยู่หน้าจอคือโอเค
01:58:28 → 01:58:31ผมเข้าใจอ่ะมันมันบางทีมันเป็นรายรับของ
01:58:31 → 01:58:33เขานะแต่ถ้ามันเยอะเกินไปอ่ะเราจะพราะ
01:58:33 → 01:58:35เด็กจะเริ่มมีปัญหาบางอย่างที่เขาแบบกลัว
01:58:35 → 01:58:37โซเชียลไปเลยครับเรานึกถึงภาพเราเป็นเด็ก
01:58:37 → 01:58:39คนนึงพูดกลับไปที่ 3 ขวบกำลังตัวเล็กๆ
01:58:40 → 01:58:43อยู่เดินไปแล้วมีคนแหโว้ดีจังเลยดูน่ารัก
01:58:43 → 01:58:46มากก็แล้วเราก็รู้สึกว่าไอ้ขอบเขตของเรา
01:58:46 → 01:58:48มันถูกinvวateอยู่ตลอดเวลาอันเนี้ยผมไม่
01:58:48 → 01:58:51ค่อยเห็นด้วยถ้าเป็นเด็กเล็กนะครับก็ต้อง
01:58:51 → 01:58:53ช่วยกันดูแลผมเชื่อว่ามันมีวิจัยมาbackอ
01:58:53 → 01:58:55จนขนาดtiิTokเองอ่ะถ้าเกิดว่าเด็กจะมา
01:58:55 → 01:58:57ไลฟ์จะต้องเอาผู้ปกครองมันอยู่ด้วยเพราะ
01:58:57 → 01:58:59อะไรเพราะมันมีimpพactบางอย่างมันมีเหตุ
01:59:00 → 01:59:01การณ์บางอย่างที่มันเกิดเป็นผลเสียขึ้นมา
01:59:01 → 01:59:01แล้วไง
01:59:01 → 01:59:04>> จริงๆทั้งหมดที่เราพูดกันมาอาจจะรู้สึก
01:59:04 → 01:59:05ว่าหลายๆท่านฟังอาจจะรู้สึกว่าเฮ้ยมัน
01:59:06 → 01:59:08เกี่ยวกับการเจ็บป่วยตรงไหนมันมันอาจจะ
01:59:08 → 01:59:11ยังดูไม่ใช่เป็นโรคที่ระบุได้ชัดขนาดนั้น
01:59:11 → 01:59:13แต่จริงๆแล้วเนี่ยพฤติกรรมการใช้โซเชียล
01:59:13 → 01:59:16อ่ะค่ะมันไม่ได้มันไม่ได้อันตรายแค่แค่
01:59:16 → 01:59:18กับเด็กเนาะที่เราพูดกันจริงๆผู้ใหญ่ทุก
01:59:18 → 01:59:20วันเนี้ยเป็นสมาธิสั้นเยอะ
01:59:20 → 01:59:20>> อื
01:59:20 → 01:59:21>> ใช่มั้ยคะ
01:59:21 → 01:59:21>> ครับ
01:59:21 → 01:59:24>> ค่ะแล้วทีเนี้ยนะเราจะมีวิธีสังเกตตัวเอง
01:59:24 → 01:59:26ได้ยังไงบ้างเพราะเราอ่ะทุกคนเลี่ยงไม่
01:59:26 → 01:59:28ได้หรอกที่จะใช้โซเชียลมีครับ
01:59:28 → 01:59:30>> อ่าเราเริ่มจะเป็นสมาธิสั้นหรือยังอ่ะ
01:59:30 → 01:59:34>> ก็ผมใช้คำว่าสังเกตจากคนข้างๆง่ายสุดเลย
01:59:34 → 01:59:37คือถ้าเกิดว่าเราเริ่มรู้สึกว่าคนข้างๆ
01:59:37 → 01:59:40นี้เ้าคุยไม่รู้เรื่องมันเป็นสัญญาณที่
01:59:40 → 01:59:42ชัดนะคือบางทีแบบเป็นเป็นตลกร้ายอ่ะเวลา
01:59:42 → 01:59:46ผมไปสอนนักศึกษาแพทย์หรือสอนมหาลัยแล้วก็
01:59:46 → 01:59:50มีก็จะมีนักศึกษาที่มาเร็วมาช้าถูกป่ะ
01:59:50 → 01:59:55คราวนี้เอ่อพอพอสอนพอเริ่มสอนเ่อตัวนัก
01:59:55 → 01:59:57ศึกษายังมาน้อยๆอยู่ก็จะบอกว่าเอตาม
01:59:57 → 02:00:00เพื่อนอ่ะถามว่าตามเพื่อนปกติสมัยรุ่นเรา
02:00:00 → 02:00:01เราใช้วิธีอะไร
02:00:01 → 02:00:04>> ตามเพื่อนแต่จะรุ่นแพนด้าก็มี Line แล้ว
02:00:04 → 02:00:04นะคะ
02:00:04 → 02:00:05>> อ๋อโทรมั้ย
02:00:05 → 02:00:06>> ไม่ค่อย
02:00:06 → 02:00:09>> ไม่ค่อยโทรแสดงคนละรุ่นนะคุณหมอได้ฮัลโหล
02:00:10 → 02:00:11อาจารย์ดาบ
02:00:11 → 02:00:13>> เรายังได้ยินเสียงยังได้คอนแทคอะไรอย่าง
02:00:13 → 02:00:15งี้ถูกมั้แต่ถ้าเป็นรุ่นรุ่นถัดมานี่จิ้ม
02:00:15 → 02:00:20ลายอืแล้วเสร็จแล้วพอเสร็จปุ๊บสอนเสร็จ
02:00:20 → 02:00:22กำลังจะกลับบางคนจะเริ่มออกแล้วเอ้ย
02:00:22 → 02:00:24เดี๋ยวก่อนอาจารย์มีเรื่องประเด็นนี้ช่วย
02:00:24 → 02:00:28บอกเพื่อนตามกลับมาหน่อยซิถ้าเป็นรุ่นเรา
02:00:28 → 02:00:29เป็นไงฮะ
02:00:29 → 02:00:31>> เยังไineเหมือนเดิม
02:00:31 → 02:00:33ถ้ารุ่นวิ่งออกไปตามแล้วก็ตามมานะ
02:00:33 → 02:00:34>> อ๋อ
02:00:34 → 02:00:36>> เออแต่ว่านี่ก็จะไลineแล้วก็เสร็จแล้ว
02:00:36 → 02:00:39อาจารย์ก็จะงงๆตกลงที่บอกไปนี่คือตามอยู่
02:00:39 → 02:00:41ใช่มั้ยคือมันทำให้เกิดว่ากลายเป็นเราคุย
02:00:41 → 02:00:43กันผ่านไอ้โซเชียลอ่ะ
02:00:43 → 02:00:43>> อื
02:00:43 → 02:00:46>> เยอะกว่าที่จะคุยกันตรงๆอ่ะเด็กรุ่นใหม่
02:00:46 → 02:00:48อาจจะไม่รู้สึกอะไรนะแต่สำหรับคนรุ่นเจน
02:00:48 → 02:00:50บูomerมันเป็นปัญหาเยอะมากเลยนะมันทำให้
02:00:50 → 02:00:53ความรู้สึกว่าเฮ้ยเฮ้ยเราไม่ได้คุยกันเรา
02:00:53 → 02:00:55discอเnectเนี่ยมันเยอะและอย่างที่หมอบอก
02:00:55 → 02:00:57ว่าปัจจัย 6 6 ด้านที่ทำให้สุขภาพแข็ง
02:00:57 → 02:01:00แรงระยะยาวคือเรื่องความสัมพันธ์ซึ่ง
02:01:00 → 02:01:01healthy ด้วยถ้าเป็นความสัมพันธ์แบบไม่
02:01:01 → 02:01:04healthy คุยกันผ่าน Line บางทีอ่ะมันทำ
02:01:04 → 02:01:08ให้เกิดภาวะโรคต่างๆตามมาความจำก็จะเริ่ม
02:01:08 → 02:01:09เบลอๆ
02:01:09 → 02:01:13>> อ่าคุยไม่ประดิษต่อหรือบางทีก็จะมีปัญหา
02:01:13 → 02:01:17เรื่องของการที่เหมือน depression มีความ
02:01:17 → 02:01:19รู้สึกเหงาอะไรต่างๆนี้เป็นปรากฏการณ์ที่
02:01:19 → 02:01:22เข้าไปดูสถิติทั่วโลกเนี่ยโรคทางจิตใจ
02:01:22 → 02:01:24เหล่านี้มันจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆถ้าเราใช้
02:01:24 → 02:01:27วิธีการสื่อสารแต่โซเชียลเพียงอย่างเดียว
02:01:27 → 02:01:30เพราะยังไงก็ตามมนุษย์ต้องการผัสสะด้าน
02:01:30 → 02:01:34อื่นผัสสะของการโอบกอดผัสสะถ้าอย่างเ่อ
02:01:34 → 02:01:36น้องแพนได้เรียนมาทางการแสดงเราจะรู้ว่า
02:01:36 → 02:01:39จริงๆแล้วการพูดของเราเนี่ยในการสื่อสาร
02:01:39 → 02:01:41มันมีผลอยู่แค่ 30%
02:01:41 → 02:01:41>> อืค่ะ
02:01:41 → 02:01:43>> อีก 70% เป็นเรื่องของภาษาไกล
02:01:43 → 02:01:44>> ค่ะ
02:01:44 → 02:01:47>> ถูกมั้ยครับเอ่อถ้าเป็นเด็กที่ถ้าเป็น
02:01:47 → 02:01:50เด็กออทิสติกวิธีวินิจฉัยไม่ยากอย่างนึง
02:01:50 → 02:01:53คือเวลาพูดเราจะสังเกตว่าเขาพูดด้วยภาษา
02:01:53 → 02:01:58กายหรือเปล่าถ้าเด็กทั่วไปขอก็จะแบมือไม่
02:01:58 → 02:02:00อย่างงี้นะแต่เด็กออิสติกเวลาพูดเราจะ
02:02:00 → 02:02:02สังเกตว่าภาษากายเน้อยมากเจะ
02:02:02 → 02:02:04>> อื
02:02:04 → 02:02:08ขออะไเงี้คือมันมันการ express อารมณ์
02:02:08 → 02:02:10ต่างๆเมันน้อยดังนั้นการรักษานึงบางทีผม
02:02:10 → 02:02:13จะส่งไปทำ drama thay ฝึกให้เขา express
02:02:13 → 02:02:16ลงเ่อแต่ eventually กลับมาที่เรื่องของ
02:02:16 → 02:02:19ตัวการสื่อสารด้วยอวจนะภาษาดังนั้นเนี่ย
02:02:19 → 02:02:22มนุษย์เนี่ยจะรู้สึกรู้สึกไม่เข้าใจกัน
02:02:22 → 02:02:26เมื่อเราพูดผ่านสื่อแล้วเราไม่เห็นภาษา
02:02:27 → 02:02:29ท่าทางและ movement ที่เข้ามายกตัวอย่าง
02:02:29 → 02:02:32เช่นสมมุติผมมาเจอน้องแพนด้าแล้วบอกว่า
02:02:33 → 02:02:36น้องแพนด้าขอยืมรถหน่อยอ่ะยืมรถอีกแล้ว
02:02:36 → 02:02:36>> ค่ะ
02:02:36 → 02:02:40>> อ่าแล้วผมเป็นน้องแพนด้าเออก็ยืมสิอ
02:02:40 → 02:02:42>> อ่าแต่กแต่กอดอกนะ
02:02:42 → 02:02:43>> เออยืมดิ
02:02:43 → 02:02:43>> อือ
02:02:43 → 02:02:44>> จะยืมมั้ย
02:02:44 → 02:02:47>> อ่ะก็ดูก็ไม่แน่ใจอ่ะอยากให้ยืมจริงรึ
02:02:47 → 02:02:48เปล่า
02:02:48 → 02:02:51>> เออถ้าเป็นเราเราก็แบบเออไม่เป็นไรไม่ไม่
02:02:51 → 02:02:52สะดวกใจก็ไม่ต้องก็ได้
02:02:52 → 02:02:53>> เออค่ะ
02:02:53 → 02:02:56>> เออแต่ถ้าเ้านี่ยืมๆยืมเลยไม่เป็นไรอ่ะ
02:02:56 → 02:02:57เดี๋ยวไปตรงนี้นะกุญแจอยู่นี่
02:02:57 → 02:02:58>> อือฮึ
02:02:58 → 02:03:01>> จริงๆตัวที่มันเป็นสื่อสารหลักมันคือภาษา
02:03:01 → 02:03:02กายค่ะ
02:03:02 → 02:03:04>> เเรียกว่า sense of movement มันต้องไป
02:03:04 → 02:03:05ด้วยกันทั้งหมดเพราะฉะนั้นถ้าเมื่อไหร่ก็
02:03:05 → 02:03:08ตามคำพูดของเราเหลืออยู่แค่จิ้มอย่างเงี้
02:03:09 → 02:03:10การเคลื่อนไหวมันเหลือน้อยมากเหลือแค่ไฟ
02:03:10 → 02:03:13movement น่ะความคิดของเราจะเริ่มไม่
02:03:13 → 02:03:17connect กับร่างกายนั่นคือเหตุผลว่าจาก
02:03:17 → 02:03:19การวิจัยล่าสุดเนี่ยเวลาเราไปวิจัยใจ
02:03:19 → 02:03:22เรื่องการเรียนการเขียนบนกระดาษมันมี
02:03:22 → 02:03:23ประสิทธิผลต่อการพิมพ์ดีด
02:03:23 → 02:03:25>> แล้วการเขียนบน iPad ยังไง
02:03:25 → 02:03:27>> เออยังไม่มีวิจัยเปรียบเทียบแต่มันเริ่ม
02:03:27 → 02:03:28เห็นว่าเพราะอะไรเพราะการเขียนคือการที่
02:03:28 → 02:03:32เราจะมี movement ไปพร้อมกับการทำงานของ
02:03:32 → 02:03:34ความคิดความจำดังนั้นเมื่อไหร่ก็ตามที่
02:03:34 → 02:03:38เราได้อย่างเป็นธรรมชาติความคิดเราจะไม่
02:03:38 → 02:03:40ติดขัดมีพูดเหมือนกันว่าถ้าเกิดว่ามีงาน
02:03:40 → 02:03:43วิจอีกอันนึงเอามือมัดไว้กับพูดสื่อสาร
02:03:43 → 02:03:46กับมือปล่อยคิดว่าใครสื่อสารได้ดีกว่ากัน
02:03:46 → 02:03:46ทำสกอร์
02:03:47 → 02:03:47>> ปล่อยมือค่ะ
02:03:47 → 02:03:50>> ใช่การเคลื่อนไหวเนี่ยสำคัญมากๆแล้วถ้า
02:03:50 → 02:03:52เรามีความตระหนักรู้เราจะเริ่มเห็นปัญหา
02:03:52 → 02:03:55ว่าไอ้หน้าจอเล็กๆนี่แหละมันจะค่อยๆทำให้
02:03:55 → 02:03:58ความคิดจิตใจเรื่องของการสื่อสารเรื่อง
02:03:58 → 02:04:00ของการปฏิสัมพันธ์ต่างๆของมนุษย์จะเริ่ม
02:04:00 → 02:04:03หายไปมันเป็นสิ่งที่เป็นเรื่องใหม่มากๆ
02:04:03 → 02:04:05แต่ว่าถ้าเราเข้าใจมันว่าปัญหาของมนุษย์
02:04:05 → 02:04:08เนี่ย 1000 ปียังไงก็เป็น1ันปีแบบนี้
02:04:08 → 02:04:11เมื่อไหร่ก็ตามโซเชียลมีดียเข้ามาอย่าง
02:04:11 → 02:04:13ใช้อย่างไม่เหมาะสมหรือเยอะจนเกินไปเราจะ
02:04:13 → 02:04:15lost connection ถึงแม้ว่ามันเลยมีคำ
02:04:15 → 02:04:18พูดว่าเราอยู่ในยุคที่พูดคุยกันได้ทุกวัน
02:04:18 → 02:04:21แต่คนเหงาที่สุดกว่าทุกยุคทุกสมัยเพราะ
02:04:21 → 02:04:22Connection นั้นไม่ใช่ Connection ที่มี
02:04:22 → 02:04:24คุณภาพแบบมนุษย์ต่อมนุษย์นั่นเอง
02:04:24 → 02:04:29>> อืจบได้คมมากค่ะวันนี้นะคะโอ้โหเราเราคุย
02:04:29 → 02:04:32กันหลายเรื่องมากๆแล้วก็เชื่อว่าตัว
02:04:32 → 02:04:34แพนด้าเองก็ได้รีเช็คตัวเองไปด้วยแล้วก็
02:04:34 → 02:04:37เชื่อว่าคุณผู้ชมทุกคนนี่เรียกว่าคุณผู้
02:04:37 → 02:04:39ชมก็จะได้รีเช็คตัวเองไปด้วยเช่นกันในแต่
02:04:39 → 02:04:42ละช่วงอายุว่าเฮ้ยเราเราเคยมีประสบการณ์
02:04:42 → 02:04:44แบบไหนแล้วสิ่งนั้นมันส่งผลต่อชีวิตเรา
02:04:44 → 02:04:47ยังไงบ้างแต่ว่าถ้าตรงไหนที่อาจจะยังไม่
02:04:47 → 02:04:51เข้าใจหรือยังไม่หนำใจนะคะก็สามารถติดตาม
02:04:51 → 02:04:54ได้ที่เพจของคุณหมอนะคะเพจหมอปองนะคะแล้ว
02:04:54 → 02:04:56ก็อย่าลืมนะคะว่าตอนนี้คุณหมอกำลังมี
02:04:56 → 02:04:57หนังสือ
02:04:57 → 02:05:00>> ครับผมก็ถ้าเกิดว่าเอ่อใครไปติดตามที่เพจ
02:05:00 → 02:05:05หรือเว็บไซต์ wwwb.com นะ blv.com
02:05:05 → 02:05:07หมอจะเปิดตัวการพิมพ์ครั้งที่ 2 ของ
02:05:07 → 02:05:09หนังสือเรื่อง 12 sense เลี้ยงลูกให้มี
02:05:09 → 02:05:12พัฒนาการก็ยินดีฮะมีอะไรก็ติดตามข่าวทาง
02:05:12 → 02:05:13เพจก็ได้ครับ
02:05:13 → 02:05:16>> อืค่ะเชื่อว่าวันนี้เนาะนอกจากที่เราจะ
02:05:16 → 02:05:18ได้รู้แล้วว่าเฮ้ยบางอย่างอาการปุป่วย
02:05:18 → 02:05:21หรือสิ่งที่เราเป็นอยู่แล้วอาจจะยังแบบหา
02:05:21 → 02:05:23สาเหตุไม่เจอมันอาจจะเกิดจากเอ้ยอดีตเรา
02:05:23 → 02:05:26เคยมีประสบการณ์แบบไหนขึ้นมาแต่ว่าสิ่ง
02:05:26 → 02:05:28ที่สำคัญมากๆอีกอย่างนึงในวันนี้คือการ
02:05:28 → 02:05:31สร้างกรรมใหม่อย่างที่เราคุยกันมาโดยตลอด
02:05:31 → 02:05:34ว่าเฮ้ยอดีตเป็นยังไงโอเครู้ไว้แต่ว่าณ
02:05:34 → 02:05:37วันนี้เรามาทำสิ่งที่ดีต่อสุขภาพด้วยกัน
02:05:37 → 02:05:39เอ่อ 6 อย่างที่คุณหมอแนะนำอยู่เสมอแล้ว
02:05:39 → 02:05:42ก็อีกอย่างนึงก็น่าจะเป็นเรื่องของการที่
02:05:42 → 02:05:44โซเชียลเนี่ยเราเราใช้กันอยู่แล้วแต่ว่า
02:05:44 → 02:05:47เราจะใช้ยังไงให้รู้เท่าทันแล้วก็ไม่เกิด
02:05:47 → 02:05:49ผลเสียไม่ทำให้เราเนี่ยป่วยทั้งทางทั้ง
02:05:49 → 02:05:53กายแล้วก็ทั้งใจค่ะวันนี้นะคะก็ทางเกลา
02:05:53 → 02:05:55ยังมีเสื้อค่ะมามอบให้คุณหมอ
02:05:55 → 02:05:56>> ขอบคุณมากเลย
02:05:56 → 02:05:59>> เป็นเสื้อเกลาซึ่งน่าจะใช้ใส่แล้วก็เตือน
02:05:59 → 02:06:02ตัวเราได้ทุกวันอ่าเพราะเราต้องเกาตัวเอง
02:06:02 → 02:06:03เรานิสัยอันตราย
02:06:03 → 02:06:06>> อโอเคครับผมยินดีมากๆเลยครับ
02:06:06 → 02:06:08>> ถ้าใครสนใจเสื้อสวยๆแบบนี้นะคะสามารถสั่ง
02:06:08 → 02:06:10ซื้อได้ทางใต้ description นี้เลยนะคะมี
02:06:10 → 02:06:12ตะกร้าให้เลือกช้อปปิ้งอยู่ค่ะง่ายๆเลย
02:06:12 → 02:06:15แล้วก็ยังมีผลิตภัณฑ์อื่นๆของทางเกลาด้วย
02:06:15 → 02:06:17นะคะฝากอุดหนุนเราด้วยนะสำหรับวันนี้นะคะ
02:06:17 → 02:06:20ก็ต้องขอขอบคุณคุณหมอมากๆเลยนะคะถ้ามี
02:06:20 → 02:06:22โอกาสเดี๋ยวเรามาคุยกันอีกใน EP ต่อๆไปนะ
02:06:22 → 02:06:22คะ
02:06:22 → 02:06:23>> ครับยินดีครับ
02:06:23 → 02:06:27>> ขอบคุณสวัสดีครับ
02:06:27 → 02:06:46[เพลง]