- คำถาม:
- การรักษาแผลติดเชื้อจากการเจาะหูและคีรอยด์ต่างกันอย่างไร?
- คำตอบ:
- สำหรับการติดเชื้อ ควรพบแพทย์เพื่อรับยาฆ่าเชื้อและรอให้แผลหายสนิทก่อนพิจารณาเจาะใหม่ ส่วนคีรอยด์ที่รักษายากมาก มักต้องใช้วิธีผ่าตัดร่วมกับการฉายแสงหรือฉีดสเตียรอยด์เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดซ้ำ ซึ่งการรักษาแบบนี้มีประสิทธิภาพสูงที่สุดตามการศึกษา
ฟังความข้างหมอ | เจาะหู จุดเล็กๆ สู่ปัญหาที่ใหญ่
จากช่อง:ติดจอ ฬ.จุฬา
คำบรรยายที่เกี่ยวข้อง
00:02:28แลแผลยังไงบ้างคะแยกเป็น 2 อย่างครับ
00:02:31เพราะว่าคนละแบบกันถ้าเรื่องการติดเชื้อ
00:02:33บวมแดงเนี่ยก็คือต้องไปพบแพร่ล่ะครับ
00:02:35รักษาตามอาการให้ยาฆ่าเชื้อแล้วรอให้
00:02:38รูเนี่ยปิดไปหรือหายไปให้การติดเชื้อจบ
00:02:41แล้วค่อยมาว่ากันใหม่ก็อาจจะมาเจาะกาย
00:02:42ส่วนอีกเรื่องนึงก็คือคีรอยด์อ่ะที่จะมี
00:02:44ปัญหาคือมันรักษายากถึงยากมากๆส่วนใหญ่
00:02:48คีรอยด์เนี่ยเกิดจากความตึงค่ะสมมุติถ้า
00:02:50เรามีแผลแล้วเราเย็บแล้วมันตึงเนี่ยมันจะ
00:02:52เป็นความเสี่ยงนึงที่ทำให้เกิดคีรอยด์
00:02:54โอกาสเป็นซ้ำ 100% แล้วเดิมเจาะหูรูนิด
00:02:58เดียวค่ะยังใหญ่เท่านิ้วโป้งนะแล้วถ้าแผล
00:03:00เนี่ยมันกลายเป็นคีรอยมันก็กลายเป็นจาก
00:03:02นิ้วโป้งกลายเป็นฝ่ามือกลายเป็นอะไรเงี้ย
00:03:04ครับซึ่งมันจะใหญ่มากเพราะฉะนั้นการรักษา
00:03:07เนี่ยอาจจะต้องเป็นผ่าตัดบวกฉายแสงเพื่อ
00:03:10ป้องกันไม่ให้เกิดคีรอยด์ซ้ำอันที่ 2 ก็
00:03:12คือตัดบวกกับฉีดสเตียรอยด์เพื่อป้องกัน
00:03:15ไม่ให้เป็นซ้ำถ้าตามการศึกษาเนี่ยที่ได้
00:03:18ผลค่อนข้างจะดีสุดก็คือผ่าตัดแล้วตามด้วย
00:03:21ฉายแสงคุณหมอคะอย่างนี้เราก็จะเห็นได้เลย
00:03:23ว่าจริงๆแล้วการเจาะหูเป็นเรื่องปกติแล้ว
00:03:25ก็เป็นเรื่องทั่วไปอยากให้คุณหมอค่ะแนะนำ