00:00:00 → 00:00:03จริง ๆ ในปี ๆ หนึ่ง เรามีคนไข้จำนวนมาก
00:00:03 → 00:00:05ที่มาปรึกษาด้วยเรื่องกลิ่นตัวเหม็น
00:00:05 → 00:00:08เพราะว่ากลิ่นตัวมีผลกระทบต่อตัวเขาเอง
00:00:08 → 00:00:10ถึงความมั่นใจ การเข้าสังคม
00:00:10 → 00:00:12หรือว่าการอยู่ร่วมกับคนอื่น
00:00:12 → 00:00:16ดังนั้น ปัญหากลิ่นตัว จึงเป็นปัญหาสำคัญของคนไข้
00:00:16 → 00:00:26[เสียงดนตรี]
00:00:26 → 00:00:31จริง ๆ แล้ว โรคกลิ่นตัวเหม็น ไม่สามารถที่จะมีจุดชี้ชัด ชัดเจนว่า
00:00:31 → 00:00:32นี่เป็นโรคกลิ่นตัวเหม็นได้
00:00:32 → 00:00:38ดังนั้น ถ้ากลิ่นตัวของเขามีผลกระทบต่อ การทำงาน การเข้าร่วมสังคม
00:00:38 → 00:00:39เราก็ถือว่าอันนี้เป็นโรคแล้ว
00:00:39 → 00:00:42แล้วก็ควรที่จะต้องรับการรักษา
00:00:42 → 00:00:44แต่จริง ๆ ต้องแยกเป็น 2 อย่าง ก็คือ
00:00:44 → 00:00:46กลิ่นตัวซึ่งเกิดจากต่อมกลิ่น
00:00:46 → 00:00:49แยกกับกลุ่มที่เป็นโรคกลิ่นเหงื่อ
00:00:49 → 00:00:53ต่อมกลิ่นจะผลิตสารฮอร์โมนชนิดหนึ่ง ที่เราเรียกว่า ฟีโรโมน ออกมา
00:00:53 → 00:00:55จะมีกลิ่นเพียงเล็กน้อย
00:00:55 → 00:00:57แต่ถ้าคน ๆ นั้น มีแบคทีเรียเพิ่มมากขึ้น
00:00:57 → 00:01:00ก็อาจจะทำให้เกิดกลิ่นที่เพิ่มมากขึ้นได้
00:01:00 → 00:01:06เพราะว่าตัวแบคทีเรียจะไปทำให้สารฟีโรโมน เปลี่ยนไปเป็นกรดไขมันสั้น ๆ
00:01:06 → 00:01:08ซึ่งมีกลิ่นรุนแรงค่ะ
00:01:08 → 00:01:12ต่อมกลิ่นจะมีจำนวนมากที่บริเวณรักแร้ และบริเวณอวัยวะเพศ
00:01:12 → 00:01:15ไม่ได้เหมือนต่อมเหงื่อที่มีทั่วร่างกาย
00:01:15 → 00:01:18แต่กลิ่นเหงื่อจะเกิดจากการที่ต่อมเหงื่อ ทำงานเยอะ
00:01:18 → 00:01:22บวกกับการมีแบคทีเรียบริเวณที่พื้นผิว ไปย่อยสลายผิวหนังกำพร้า
00:01:22 → 00:01:24ทำให้เกิดกลิ่นเหงื่อได้
00:01:24 → 00:01:26อย่างเช่นบางท่านอาจจะเคยเห็นว่า
00:01:26 → 00:01:30เรามีเหงื่อเยอะที่มือที่เท้า เกิดเป็นโรคเท้าเหม็น
00:01:30 → 00:01:31เท้ามีหลุม ๆ
00:01:31 → 00:01:34อันนี้เกิดจากที่เหงื่อเราเยอะ มีความอับชื้น
00:01:34 → 00:01:37แล้วแบคทีเรียก็ไปทำให้ย่อยสลาย บริเวณผิวหนังกำพร้า
00:01:37 → 00:01:40ทำให้เกิดเป็นหลุม แล้วก็ทำให้เกิดกลิ่นได้
00:01:40 → 00:01:50[เสียงดนตรี]
00:01:50 → 00:01:53โรลออนที่ขายอยู่ตามท้องตลาดของเรา
00:01:53 → 00:01:55แบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ก็คือ
00:01:55 → 00:01:58เป็นสารระงับกลิ่น กับสารระงับเหงื่อ
00:01:58 → 00:02:01สารระงับเหงื่อจะเป็นกลุ่มของ อะลูมิเนียม คลอไรด์
00:02:01 → 00:02:03การทำหน้าที่หลัก ๆ ก็คือ
00:02:03 → 00:02:07ตัวโลหะอันนี้จะไปอุดที่ต่อมของเหงื่อ ทำให้เหงื่อไม่ออก
00:02:07 → 00:02:11ในเมื่อเหงื่อออกน้อย ก็จะทำให้ความชื้นแฉะน้อย
00:02:11 → 00:02:12แบคทีเรียก็จะทำงานได้น้อย
00:02:12 → 00:02:14ก็จะทำให้กลิ่นลดลง
00:02:15 → 00:02:19แต่อีกชนิดหนึ่งของสารโรลออนก็คือ สารระงับกลิ่น
00:02:19 → 00:02:22พวกกลุ่มนี้จะไม่มีประสิทธิภาพในการลดเหงื่อ
00:02:22 → 00:02:27แต่ว่าจะเป็นยาฆ่าเชื้อ หรือว่าเป็นตัวน้ำหอม
00:02:27 → 00:02:30ที่จะฆ่าเชื้อแบคทีเรียพื้นผิว ทำให้มันลดจำนวนลง
00:02:30 → 00:02:32ทำให้หอมและลดกลิ่นได้
00:02:32 → 00:02:35เป็นกลบเกลื่อนกลิ่นนั่นเองค่ะ
00:02:35 → 00:02:39[เสียงดนตรี]
00:02:39 → 00:02:42ถ้าใช้ยาทาระงับเหงื่อแล้วยังไม่ได้ขึ้น
00:02:42 → 00:02:46เราอาจจะใช้การฉีด Botulinum toxin หรือโบท็อกซ์
00:02:46 → 00:02:50ที่บริเวณรักแร้เพื่อลดเหงื่อได้นะคะ
00:02:50 → 00:02:52ก็จะช่วยอีกอันหนึ่งที่จะทำให้เหงื่อลดน้อยลง
00:02:52 → 00:02:57แต่ว่าพวกนี้เป็นภาวะที่อยู่เพียง 6 เดือน ก็อาจจะกลับมาสู่ปกติได้
00:02:57 → 00:03:01จริง ๆ แล้ว การฉีดโบท็อกซ์ ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์
00:03:01 → 00:03:03เพราะว่าจะต้องฉีดในปริมาณที่เหมาะสม
00:03:03 → 00:03:07ถ้าเราฉีดมากเกินไป อาจจะทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรง
00:03:07 → 00:03:10แต่อย่างไรก็ตาม การฉีดโบท็อกซ์อาจจะต้องระวัง
00:03:10 → 00:03:14[เสียงดนตรี]
00:03:14 → 00:03:19ถ้าคนไข้ยังคิดว่าใช้ทั้งหมดแล้ว ไม่ดีขึ้น อาจจะมาพบแพทย์
00:03:19 → 00:03:22ถ้าแพทย์พบว่า ที่บริเวณผิวหนังมีแบคทีเรียจำนวนมาก
00:03:22 → 00:03:26อาจจะมีการใช้ยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ทาที่บริเวณผิวหนังได้
00:03:27 → 00:03:30และหากใช้ยาฆ่าเชื้อแบคทีเรียทาแล้ว ไม่ดีขึ้น
00:03:30 → 00:03:33ก็อาจจะมีการใช้ยารับประทาน ที่เป็นยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย
00:03:33 → 00:03:37แต่ทั้งหมดนี้ อาจจะต้องอยู่ภายใต้ การควบคุมของแพทย์นะคะ
00:03:37 → 00:03:39เพราะว่ากลุ่มนี้อาจจะทำให้เกิดเชื้อดื้อยา
00:03:39 → 00:03:43หรือว่าอาจจะเกิดผลข้างเคียงของการใช้ยาได้ ถ้าไม่จำเป็นต้องใช้ค่ะ
00:03:43 → 00:03:47[เสียงดนตรี]
00:03:47 → 00:03:49ถ้าทำทั้งหมดแล้ว ยังไม่ดีขึ้น
00:03:49 → 00:03:55จริง ๆ แล้ว มีการใช้การผ่าตัด โดยการที่ตัดต่อมกลิ่นออกไปเลย
00:03:55 → 00:03:59หรือว่าตัดเส้นประสาท ที่มาควบคุมต่อมกลิ่นนั้นออกก็ได้
00:03:59 → 00:04:02แต่ก็คงต้องชั่งประโยชน์และโทษของการผ่าตัด
00:04:02 → 00:04:04เพราะว่าอาจจะทำให้เกิดรอยแผลเป็น
00:04:05 → 00:04:06หรือเกิดอาการชาได้
00:04:06 → 00:04:10ดังนั้น การผ่าตัดจะต้องมาคุยกันเรื่อง
00:04:10 → 00:04:15ผลกระทบต่อจิตใจของการรักษากลิ่นตัว กับผลข้างเคียงของการผ่าตัด
00:04:15 → 00:04:19[เสียงดนตรี]
00:04:19 → 00:04:23จริง ๆ แล้ว อาหารไม่ได้มีผลต่อกลิ่นตัวโดยตรง
00:04:23 → 00:04:25อาหารมีผลต่อต่อมเหงื่อมากกว่า
00:04:25 → 00:04:29ซึ่งพอเรากินอาหารที่มีกลิ่นค่อนข้างฉุน
00:04:29 → 00:04:31จะทำให้เหงื่อของเรามีกลิ่นฉุน
00:04:31 → 00:04:35แล้วก็ทำให้เหงื่อที่ออกมามีกลิ่น ทำให้เกิดกลิ่นเหงื่อได้
00:04:35 → 00:04:38เช่น กระเทียม หัวหอม
00:04:38 → 00:04:42การรับประทานเครื่องเทศจำนวนมาก ก็อาจจะทำให้เหงื่อมีกลิ่นได้
00:04:42 → 00:04:44ก็จะทำให้เกิดกลิ่นเหงื่อได้ค่ะ
00:04:44 → 00:04:47รวมถึงยาบางอย่าง เช่น ยาเพนนิซิลิน หรือยาโบรไมด์
00:04:47 → 00:04:49ก็จะทำให้เกิดกลิ่นเหงื่อได้
00:04:49 → 00:04:53แต่ว่าไม่ได้เกี่ยวกับผลของการเกิดกลิ่นตัว
00:04:53 → 00:04:57[เสียงดนตรี]
00:04:57 → 00:05:00จริง ๆ แล้ว ภาวะอ้วนหรือภาวะเบาหวาน
00:05:00 → 00:05:02ภาวะที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ
00:05:02 → 00:05:04จะทำให้แบคทีเรียโตเพิ่มมากขึ้น
00:05:04 → 00:05:10ก็จะทำให้แบคทีเรียพวกนี้ไปย่อยสลายสาร แล้วทำให้เกิดกลิ่นที่รุนแรงเพิ่มมากขึ้น
00:05:10 → 00:05:14ดังนั้น ผู้ป่วยที่อ้วน หรือผู้ป่วยที่ใส่เสื้อผ้าคับ
00:05:14 → 00:05:16ก็อาจจะทำให้กลิ่นตัวเพิ่มมากขึ้นได้ค่ะ
00:05:16 → 00:05:20ที่สำคัญก็คือการรักษาสุขอนามัยที่ดี
00:05:20 → 00:05:23อาบน้ำอย่างสม่ำเสมอ วันละ 2 ครั้ง
00:05:23 → 00:05:27เราอาจจะใช้สบู่ ที่เป็นสบู่ฆ่าเชื้อแบคทีเรียก็ได้
00:05:27 → 00:05:30จะทำให้ตัวแบคทีเรียน้อยลง
00:05:30 → 00:05:32แล้วก็ทำให้กลิ่นน้อยลง
00:05:32 → 00:05:36นอกจากนั้นแล้ว ถ้ากลิ่นของท่าน มีภาวะคล้าย ๆ กับแอมโมเนีย
00:05:36 → 00:05:41อาจจะจำเป็นต้องสืบค้นหาโรคอย่างอื่น เช่น โรคตับ หรือโรคไต เพิ่มเติมค่ะ
00:05:41 → 00:05:49[เสียงดนตรี]
00:05:49 → 00:05:52ถ้าคุณมีปัญหาสุขภาพ อย่าลืมมาพบหมอกันนะคะ