00:00:01 → 00:00:04สวัสดีครับวันนี้เนี่ยเราอยู่กับหัวข้อ
00:00:04 → 00:00:08เสียงที่หายไปทำไมความจำถึงหายตามแล้วแค่
00:00:08 → 00:00:11ไม่ได้ยินเนี่ยมันจะเกี่ยวข้องกับความจำ
00:00:11 → 00:00:14ยังไงแล้วถ้าเรายังคุยกับคนอื่นได้ปกติ
00:00:14 → 00:00:16เนี่ยความรู้สึกตรวจเดี่ยวที่อยู่ภายในใจ
00:00:16 → 00:00:19เราเนี่ยมันมีผลกับสมองของเรามยวันนี้เลย
00:00:19 → 00:00:23จะมาชวนทุกคนมาสำรวจงานวิจัยล่าสุดจาก
00:00:23 → 00:00:25มหาวิทยาลัยเจเนวาประเทศสวิตเซอร์แลนด์
00:00:25 → 00:00:28ที่บอกแล้วว่าเสียงและความรู้สึกโดด
00:00:28 → 00:00:31เดี่ยวอาจเป็นปัจจใจสำคัญที่ทำให้สมองของ
00:00:31 → 00:00:34เราเนี่ยเสื่อมเร็วกว่าที่คิดนะครับลอง
00:00:34 → 00:00:37นึกภาพคนที่อายุเข้าเลข 6 หรือเลข 7
00:00:37 → 00:00:40เนี่ยแล้วเริ่มรู้สึกว่าฟังลูกหลานพูดไม่
00:00:40 → 00:00:42ค่อยชัดต้องขอให้เขาเนี่ยทวนประโยคบ่อยๆ
00:00:43 → 00:00:45ในวันหนึ่งพวกเขาก็จะรู้สึกเหนื่อยกับการ
00:00:45 → 00:00:48พยายามฟังมากขึ้นจนเริ่มที่จะไม่เข้า
00:00:48 → 00:00:51สังคมบ่อยเท่าเดิมนั่นเลยเป็นจุดเริ่มต้น
00:00:51 → 00:00:54ที่นักวิจัยเนี่ยบอกว่าภาวะการได้ยินบก
00:00:54 → 00:00:57พร่องอาจไม่ได้กระทบแค่การสื่อสารเท่า
00:00:57 → 00:00:59นั้นนะครับแต่มันอาจเป็นประตูสู่สภาภาวะ
00:00:59 → 00:01:02สมองเสื่อมจากข้อมูลขององค์การอนามัยโลก
00:01:02 → 00:01:06คาดการณ์ว่าในปี 2050 เนี่ยจะมีคนกว่า
00:01:06 → 00:01:092.5,000 5,000 ล้านคนที่สูญเสียการได้
00:01:09 → 00:01:12ยินในระดับใดระดับหนึ่งและมากกว่า 25%
00:01:12 → 00:01:16ของผู้สูงอายุเนี่ยอาจเผชิญภาวะหูตึงที่
00:01:16 → 00:01:19ส่งผลต่อชีวิตประจำวันแต่นี่ก็เป็นแค่จุด
00:01:19 → 00:01:21เริ่มต้นนะครับเพราะทีมนักวิจัยเนี่ยได้
00:01:21 → 00:01:25ศึกษาลงลึกขึ้นไปอีกโดยทีมนักวิจัยเนี่ย
00:01:25 → 00:01:28ใช้ข้อมูลจากโครงการแชร์ซึ่งเก็บข้อมูล
00:01:28 → 00:01:32ของคนยุโรปอายุ 50 ปีขึ้นไปกว่า 33,000
00:01:32 → 00:01:35คนจาก 12 ประเทศติดตามกันยาวนานถึง 18 ปี
00:01:35 → 00:01:37เลยทีเดียวพวกเขาเนี่ยแบ่งคนออกเป็น 3
00:01:37 → 00:01:40กลุ่มตามความรู้สึกโดดเดี่ยวและการแยกตัว
00:01:40 → 00:01:43ทางสังคมโดยกลุ่มแรกเนี่ยจะเป็นกลุ่มที่
00:01:43 → 00:01:46แยกตัวและรู้สึกโดดเดี่ยวกลุ่มที่ 2 จะ
00:01:46 → 00:01:48เป็นกลุ่มที่ไม่แยกตัวแต่ยังรู้สึกโดด
00:01:48 → 00:01:51เดี่ยวและกลุ่มสุดท้ายคือกลุ่มที่แยกตัว
00:01:51 → 00:01:55แต่ไม่รู้สึกโดดเดี่ยวผลปรากฏว่ากลุ่มที่
00:01:55 → 00:01:57ไม่แยกตัวทางสังคมเนี่ยแต่ยังรู้สึกโดด
00:01:57 → 00:02:01เดี่ยวและมีภาวะการได้ยินลดลงมีการเสื่อม
00:02:01 → 00:02:03ทางความจำเร็วที่สุดนะครับนั่นหมายความ
00:02:03 → 00:02:06ว่าแม้จะมีคนรอบตัวเนี่ยแต่หากยังรู้สึก
00:02:06 → 00:02:09เหงาและเมื่อรวมกับอาการหูตึงความจำเนี่ย
00:02:09 → 00:02:12จะยิ่งเสื่อมไวขึ้นมากนะครับนัก
00:02:12 → 00:02:15วิทยาศาสตร์เนี่ยอธิบายว่าเมื่อเราฟังไม่
00:02:15 → 00:02:18ชัดสมองของเราเนี่ยต้องใช้แรงในการตีความ
00:02:18 → 00:02:21เสี่ยงมากขึ้นเช่นต้องเดาว่าคนนั้นเนี่ย
00:02:21 → 00:02:24พูดอะไรสถานการณ์แบบนี้เนี่ยจะเพิ่มภาระ
00:02:24 → 00:02:26ให้สมองหรือที่เรียกว่า cognitive load
00:02:26 → 00:02:29แทนที่สมองเนี่ยจะเก็บข้อมูลใหม่ก็ต้อง
00:02:29 → 00:02:32ใช้พลังไปกับการแปลเสียงอีกด้านคือความ
00:02:32 → 00:02:35รู้สึกโดดเดี่ยวความเหงาแบบไม่รู้ตัวแบบ
00:02:35 → 00:02:37นี้เนี่ยทำให้ฮอร์โมนความเครียดสูงขึ้น
00:02:37 → 00:02:41ส่งผลต่อสมองส่วนที่เกี่ยวกับความจำเช่น
00:02:41 → 00:02:43ฮิปโปแคampัสและถ้าทั้ง 2 อย่างเกิดพร้อม
00:02:43 → 00:02:46กันหูตึงได้ยินได้ยากบวกกับเหงาไปด้วย
00:02:46 → 00:02:49เนี่ยสมองจะยิ่งเสื่อมเร็วขึ้นเป็นทวีคูณ
00:02:49 → 00:02:52เลยนะครับดังนั้นจากบทความนี้เนี่ยมีจุด
00:02:52 → 00:02:55ที่ชวนให้คิดตามได้ 3 อย่างนะครับ 1 คือ
00:02:56 → 00:02:58การรู้สึกโดดเดี่ยวเนี่ยสำคัญกว่าการอยู่
00:02:58 → 00:03:00คนเดียวจริงๆเพราะว่าคนที่มีเพื่อนเนี่ย
00:03:01 → 00:03:03ก็ยังอาจรู้สึกเหงาได้และนั่นเนี่ยก็เป็น
00:03:03 → 00:03:06กลุ่มเสียงที่งานวิจัยพบพบว่าเสื่อมไหว
00:03:06 → 00:03:09ที่สุดนะครับ 2 คือการฟังที่ไม่ชัดเจนไม่
00:03:09 → 00:03:11ใช่แค่เรื่องหูเท่านั้นนะครับแต่คือ
00:03:11 → 00:03:14เรื่องของสมองเพราะสมองของเราเนี่ยจะไม่
00:03:14 → 00:03:17ได้พักเลยเวลาต้องฟังแบบพยายามเต็มที่นะ
00:03:17 → 00:03:20ครับและ 3 คือการใช้เครื่องช่วยฟังหรือ
00:03:20 → 00:03:24การพาคนออกไปมีปฏิสัมพันธ์มากขึ้นมันอาจ
00:03:24 → 00:03:27ช่วยชะลอความเสื่อมของสมองได้จริงนะครับ
00:03:27 → 00:03:30นอกจากข้อมูลที่เราเล่ากันไปแล้วเนี่ยยัง
00:03:30 → 00:03:33มีมุมมองอื่นๆอีกที่น่าสนใจนะครับ 1 คือ
00:03:33 → 00:03:36งานวิจัยในออสเตรเลียที่ศึกษากลุ่มผู้สูง
00:03:36 → 00:03:39วัยชี้ว่าหลังใส่เครื่องช่วยฟังเป็นเวลา
00:03:39 → 00:03:4118 เดือนเนี่ยผู้เข้าร่วมมีทั้งความจำ
00:03:41 → 00:03:44ที่ดีขึ้นและคุณภาพชีวิตที่ดีในหลายด้าน
00:03:44 → 00:03:47นะครับและที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้นก็คือการ
00:03:47 → 00:03:50ทดลองใหญ่ที่ชื่อว่า Achiev Tell จาก
00:03:50 → 00:03:52John Hopkins ซึ่งศึกษาในกลุ่มผู้สูง
00:03:52 → 00:03:56วัยที่เสี่ยงต่อสภาวะสมองเสื่อมพบว่าผู้
00:03:56 → 00:03:59ใช้งานเครื่องช่วยฟังเป็นเวลา 3 ปีเนี่ย
00:03:59 → 00:04:01มีอัตราการเสื่อมที่ลดลงเกือบครึ่งเมื่อ
00:04:01 → 00:04:04เทียบกับกลุ่มควบคุมนะครับงานวิจัยเหล่า
00:04:05 → 00:04:08นี้เนี่ยอาจเป็นเครื่องเตือนใจให้เราใน
00:04:08 → 00:04:10หลายๆเรื่องนะครับโดยเฉพาะคนที่ดูแลผู้
00:04:11 → 00:04:14สูงอายุหรือแม้แต่ตัวเราเองในอนาคตเราอาจ
00:04:14 → 00:04:17คิดว่าแค่หูตึงไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรแต่
00:04:17 → 00:04:19จริงๆแล้วเนี่ยมันอาจเป็นเหมือนประตูบาน
00:04:19 → 00:04:22เล็กๆที่เปิดสู่ปัญหาที่ใหญ่กว่าทั้งร่าง
00:04:22 → 00:04:25กายและจิตใจนะครับถ้าเรามีคนในครอบครัว
00:04:25 → 00:04:27ที่เริ่มได้ยินไม่ค่อยชัดเนี่ยอย่าปล่อย
00:04:27 → 00:04:31ปะละเลยจนพวกเขาเนี่ยอยากแยกตัวออกห่าง
00:04:31 → 00:04:34หรือสึกโดดเดี่ยวลองพาเค้าเนี่ยไปตรวจการ
00:04:34 → 00:04:37ได้ยินดูนะครับพาออกไปเดินเล่นบ้างหรือ
00:04:37 → 00:04:40พูดคุยกันบ่อยขึ้นมันอาจช่วยชีวิตของเขา
00:04:40 → 00:04:43ในระยะยาวก็ได้นะครับและถ้าเราคือคนที่
00:04:43 → 00:04:46รู้สึกว่าเริ่มได้ยินไม่ดีก็อย่าปล่อยไว้
00:04:46 → 00:04:49เฉยๆนะครับการดูแลหูวันนี้อาจเท่ากับการ
00:04:49 → 00:04:52ดูแลสมองของเราในอีก 10-20 ปีข้างหน้าเลย
00:04:52 → 00:04:55นะครับแล้วเจอกันใหม่ใน episode ต่อไป
00:04:55 → 00:04:59สำหรับวันนี้ขอบคุณครับ