00:00:00 → 00:00:04โรคไบโพลาร์เชื่อว่าเป็นโรคที่ เกี่ยวข้องกับอารมณ์ที่ผิดปกติ
00:00:04 → 00:00:06ในลักษณะที่เป็นสองขั้ว
00:00:06 → 00:00:12[เสียงดนตรี]
00:00:12 → 00:00:14ขั้วที่เป็นขั้วบวกก็จะทำให้ผู้ป่วยนั้น
00:00:14 → 00:00:19มีอารมณ์ที่ดีและมีพฤติกรรมที่ ขาดความยับยั้งชั่งใจในหลาย ๆ เรื่อง
00:00:19 → 00:00:21ส่วนในช่วงที่มีอารมณ์ขั้วลบเป็นอารมณ์เศร้า
00:00:21 → 00:00:24ผู้ป่วยก็จะมีอารมณ์ที่เศร้าโศกเสียใจ
00:00:24 → 00:00:27จนอาจจะเกิดพฤติกรรมการทำร้ายตัวเอง หรือฆ่าตัวตายได้
00:00:27 → 00:00:29[เสียงดนตรี]
00:00:29 → 00:00:33ในช่วงที่มีอารมณ์ดีในระยะของไบโพลาร์นั้น อาจจะจัดได้เป็นสองแบบ
00:00:34 → 00:00:37คือแบบที่เป็น Mania กับแบบที่เป็น Hypomania
00:00:37 → 00:00:40ต่างกันแค่เพียงเรื่องของความรุนแรงของอาการ
00:00:40 → 00:00:42ในช่วงที่เป็น Mania นั้น
00:00:42 → 00:00:46เป็นช่วงที่ผู้ป่วยจะมีอาการของอารมณ์ ที่ผิดปกติอย่างรุนแรง
00:00:46 → 00:00:48มีอารมณ์ที่ดีเกินไป
00:00:48 → 00:00:50ร่าเริงอยู่ได้ตลอดทั้งวันโดยไม่มีสาเหตุ
00:00:50 → 00:00:53หรือบางครั้งอาจจะเป็น อารมณ์ที่หงุดหงิดเกินไป
00:00:53 → 00:00:57จนเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็เอามาใส่ใจ แล้วทำให้ระเบิดอารมณ์ออกมาได้โดยง่าย
00:00:59 → 00:01:02อาการต่าง ๆ เหล่านี้ จะต้องเป็นติดต่อกัน อย่างน้อยเป็นสัปดาห์ขึ้นไป
00:01:02 → 00:01:06แล้วมีอาการร่วมอื่น ๆ เช่น รู้สึกว่ามีพลังงานเยอะ
00:01:06 → 00:01:08คนไข้กลุ่มนี้จะมีปัญหาเรื่องการนอนไม่หลับ
00:01:08 → 00:01:14เป็นลักษณะที่ว่าเขารู้สึกว่าเขานอนเพียงแค่ ไม่กี่ชั่วโมง 2-3 ชั่วโมงก็อิ่ม
00:01:14 → 00:01:20เพียงพอแล้วที่จะทำกิจวัตรประจำวันต่อไป เหมือนกับมีพลังงานในร่างกายสูงกว่าคนอื่น ๆ
00:01:20 → 00:01:23และหลาย ๆ ครั้งเวลาทำสิ่งต่าง ๆ นั้น ก็จะวอกแวก
00:01:23 → 00:01:26ทำโน่นไม่เสร็จ ทำนี่ไม่เสร็จ เหมือนคนไม่มีสมาธิ
00:01:26 → 00:01:29ส่วนในระยะของ Hypomania นั้น จริง ๆ แล้วมันก็คล้าย ๆ กับ Mania
00:01:30 → 00:01:34แต่ว่าอาการของผู้ป่วยนั้น จะรุนแรงน้อยกว่าในผู้ป่วยที่เป็น Mania
00:01:34 → 00:01:39และระยะเวลาอ่อน ๆ เพียงแค่ประมาณสัก 4-5 วัน ก็ถือว่าป่วยเป็น Hypomania ได้แล้ว
00:01:40 → 00:01:43ดังนั้น ข้อจำกัดที่แตกต่างกันคือ อาการนั้นรุนแรงน้อยกว่า
00:01:43 → 00:01:47และยังไม่มีผลกระทบต่อ การดำเนินชีวิตประจำวันมากจนเกินไป
00:01:47 → 00:01:49ส่วนอีกระยะหนึ่งเป็นระยะของซึมเศร้า
00:01:49 → 00:01:51ระยะของซึมเศร้าในไบโพลาร์นั้น
00:01:52 → 00:01:56อาการแสดงต่าง ๆ นั้น ก็จะเหมือนกับผู้ป่วยที่เป็นโรคซึมเศร้า
00:01:56 → 00:01:59ความรุนแรงต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นความรู้สึก เบื่อหน่าย ท้อแท้
00:01:59 → 00:02:02หมดความสนใจในสิ่งต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน
00:02:02 → 00:02:05มีปัญหาเรื่องการกินการนอน ไม่มีสมาธิ
00:02:05 → 00:02:09รู้สึกไม่มีค่า ไม่อยากมีชีวิตอยู่ อยากฆ่าตัวตายอย่างนั้น เป็นต้น
00:02:10 → 00:02:12อาการเริ่มแรกก็คือจะมีเป็นอาการเหม่อ
00:02:12 → 00:02:13เราเครียดเรื่องงานด้วย
00:02:13 → 00:02:15ก็คือมีปัญหาต่าง ๆ นา ๆ เข้ามา
00:02:15 → 00:02:19ก็เคยคิดฆ่าตัวตายครั้งหนึ่ง ด้วยการกินยาพาราฯ ครับ
00:02:19 → 00:02:22แล้วก็หลับไปอยู่ประมาณ 2 วันตอนช่วงนั้น
00:02:22 → 00:02:25พอเวลาเราทำงานอย่างนี้ เราจะไม่รู้ตัวหรอกว่าเป็นอย่างไร
00:02:25 → 00:02:27ตอนนี้ผมรับงานอยู่สองอย่าง
00:02:27 → 00:02:28อยากแรกก็จะเป็นงาน Extra
00:02:28 → 00:02:31ก็จะเป็นงานที่ผมรู้สึกว่า ออกไปแล้วมันได้คลายเครียด
00:02:31 → 00:02:33กับอีกอย่างหนึ่งที่ว่า ผมต้องมาเป็น Head เอง
00:02:33 → 00:02:35พอเวลาเราทำงาน เหมือนเราเป็นคนสองคนนะพี่
00:02:35 → 00:02:38อย่างตอนนี้ ผมร่าเริง สนุกสนาน เฮฮา
00:02:38 → 00:02:40แต่พอไปถึงงานสตาฟฟ์อย่างนี้
00:02:40 → 00:02:41พอมันมีเรื่องเครียดหรือว่าอะไรอย่างนี้
00:02:41 → 00:02:43เหมือนมันปรี๊ด ก็คือปรี๊ดขึ้นไปเลย
00:02:43 → 00:02:45แล้วก็ด้วยเรื่องอารมณ์ของเราด้วย
00:02:45 → 00:02:47มันก็ต่างกันสุดขั้วเลยครับ
00:02:47 → 00:02:49ที่บ้านก็เลยเอาเข้าไปหาหมอที่โรงพยาบาล
00:02:49 → 00:02:53ในด้านการวินิจฉัยโรคไบโพลาร์ ในทางการแพทย์นั้น
00:02:53 → 00:02:55อาศัยกระบวนการการสัมภาษณ์ประวัติ
00:02:56 → 00:02:57แล้วก็ตรวจสภาพจิตผู้ป่วย
00:02:57 → 00:03:01ร่วมกับข้อมูลที่ได้จากคนรอบข้าง
00:03:01 → 00:03:03ซึ่งอันนี้เป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะว่าคนไข้ส่วนใหญ่นั้น
00:03:03 → 00:03:05จะมองว่ามันไม่เป็นปัญหา
00:03:05 → 00:03:09ข้อมูลที่เรามักจะได้ จะได้จากข้อมูลจากคนรอบข้างเป็นส่วนใหญ่
00:03:09 → 00:03:13ที่จะบอกว่าตอนนี้ การตัดสินใจของคนไข้นั้น แปลกไปจากปกติ
00:03:14 → 00:03:20ตัวไบโพลาร์นั้น มีช่วงเวลาที่มีอาการขึ้นมา แล้วก็จะมีช่วงเวลาที่อาการสงบดี
00:03:20 → 00:03:22แล้วก็มีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้
00:03:22 → 00:03:24ฉะนั้น ในด้านการรักษานั้น
00:03:24 → 00:03:28เราจึงมักจะแนะนำให้ผู้ป่วย ที่มีอาการเพียงครั้งเดียว
00:03:28 → 00:03:29รับประทานยาต่อเนื่องสม่ำเสมอ
00:03:29 → 00:03:33อย่างน้อยที่สุด 1-3 ปี เพื่อที่จะคุมอาการไว้ไม่ให้กำเริบ
00:03:33 → 00:03:38ถ้าคนไข้นั้นเป็นมากกว่า 3 ครั้งขึ้นไป โดยแต่ละครั้งที่เป็นนั้น เป็นรุนแรง
00:03:38 → 00:03:41เรามักจะแนะนำให้ผู้ป่วยดำเนินการ รักษาต่อเนื่องตลอดชีวิต
00:03:41 → 00:03:43เป็นโรคที่ต้องอาศัยการรักษาด้วยยาเป็นหลัก
00:03:44 → 00:03:48เพื่อเข้าไปแก้ไข เรื่องของความไม่สมดุลในสมองให้กลับมาคงที่
00:03:48 → 00:03:51หากว่าไม่ร่วมมือ กินยาไม่ครบ
00:03:51 → 00:03:56โอกาสที่จะเกิดกลับเป็นซ้ำ ก็มีค่อนข้างสูงในโรคกลุ่มนี้
00:03:56 → 00:03:58เหมือนที่บ้านจะช่วย ด้วยการที่ไม่ปล่อยให้อยู่คนเดียวครับ
00:03:58 → 00:04:01บางทีคนเป็นไบโพลาร์ เขาก็แค่ต้องการให้คนเข้าใจเขา
00:04:01 → 00:04:05เวลาโมโห แล้วได้ระบายกับใคร การได้ระบาย มันช่วยได้เยอะครับ
00:04:05 → 00:04:08ถ้าลองได้มีคนระบาย หรือว่าได้พูดมันออกไป มันก็สบายใจขึ้นเยอะ
00:04:08 → 00:04:12การให้ความรู้กับผู้ป่วยและญาติ เกี่ยวกับธรรมชาติของโรคนี้
00:04:13 → 00:04:19แล้วก็จริง ๆ เป็นโรคที่ถ้าร่วมมือ ในการรักษาอย่างสม่ำเสมอนั้น
00:04:19 → 00:04:24เป็นโรคที่เราสามารถจะควบคุมอาการ ให้เป็นปกติได้เป็นอย่างดีมาก ๆ นะครับ
00:04:24 → 00:04:26แต่ก็ต้องอาศัยคนในครอบครัว
00:04:26 → 00:04:29ที่จะพาตัวผู้ป่วยเข้ามารับการรักษา
00:04:29 → 00:04:32ซึ่งประโยชน์สูงสุด ก็จะเกิดกับทุกคนที่อยู่ตรงนั้น
00:04:32 → 00:04:38[เสียงดนตรี]