00:00:00 → 00:00:04สวัสดีครับวันนี้เราจะมาคุยกันเรื่องที่
00:00:04 → 00:00:08เอ่อบางทีก็อาจจะอึดอัดใจนิดหน่อยหรือไม่
00:00:08 → 00:00:10กล้าถามใครตรงๆ
00:00:10 → 00:00:12>> ค่ะเป็นเรื่องใกล้ตัวมากๆเลยนะคะ
00:00:12 → 00:00:16>> ใช่ครับเรื่องกลิ่นกลิ่นอุจจาระหรือว่า
00:00:16 → 00:00:20ผายลมที่บางทีเรารู้สึกเอ๊ะทำไมมันเหม็น
00:00:20 → 00:00:22แรงผิดปกติไปจากเดิม
00:00:22 → 00:00:24>> อืมซึ่งจริงๆแล้วกลิ่นมันเป็นเรื่อง
00:00:24 → 00:00:28ธรรมดามากๆนะคะของเสียจากการย่อยการทำงาน
00:00:28 → 00:00:30ของแบคทีเรียในลำไส้ให้เรามันก็ต้องมี
00:00:30 → 00:00:31กลิ่นมีแก๊สบ้าง
00:00:31 → 00:00:33>> ครับอันนั้นเข้าใจได้
00:00:33 → 00:00:36>> แต่ที่เราจะคุยกันวันเนี้ยคือภาวะที่
00:00:36 → 00:00:40กลิ่นมันเอ่อเหม็นรุนแรงผิดปกติไปจริงๆ
00:00:40 → 00:00:42หรือว่าลักษณะกลิ่นมันเปลี่ยนไปจากที่เคย
00:00:42 → 00:00:45เป็นมากๆค่ะว่ามันเกิดจากอะไรได้บ้าง
00:00:45 → 00:00:48>> ชัดเจนครับงั้นสาเหตุแรกเลยที่คนส่วนใหญ่
00:00:48 → 00:00:51น่าจะนึกถึงกันก่อนก็คงหนีไม่พ้นเรื่อง
00:00:51 → 00:00:53อาหารที่เรากินเข้าไปใช่มั้ฮ
00:00:53 → 00:00:55>> ถูกต้องเลยค่ะอาหารนี่ปัจจัยอันดับต้นๆ
00:00:55 → 00:00:56เลย
00:00:56 → 00:00:59>> มีประเภทไหนบ้างครับที่แบบเป็นตัวการหลัก
00:00:59 → 00:01:00ๆทำให้กลิ่นแรงเป็นพิเศษ
00:01:00 → 00:01:03>> หลักๆเลยนะคะก็คือกลุ่มอาหารที่มีสาร
00:01:03 → 00:01:05ประกอบกรรมถรหรือว่าซัลเฟอร์สูงๆนะค่ะ
00:01:06 → 00:01:07>> อ๋อกรรมถร์
00:01:07 → 00:01:10>> ใช่ค่ะพอแบคทีเรียในลำไส้เราไปย่อยสารพวก
00:01:10 → 00:01:12นี้มันจะปล่อยแก๊สตัวนึงออกมาชื่อ
00:01:12 → 00:01:16ไฮโดรเจนซัลไฟกลิ่นมันจะคล้ายๆเอ่อไข่
00:01:16 → 00:01:19เน่าหรือแก๊สในท่อระบายน้ำ
00:01:19 → 00:01:23>> อ๋อที่เขาชอบพูดกันว่าตดกลิ่นไข่เน่านี่
00:01:23 → 00:01:24เอง
00:01:24 → 00:01:27>> ใช่เลยค่ะหัวเราะเบาๆนั่นล่ะค่ะที่มาของ
00:01:27 → 00:01:30กลิ่นอาหารกลุ่มนี้ก็เยอะนะคะอย่างไข่แดง
00:01:30 → 00:01:33นี่ชัดเลยแล้วก็พวกอาหารหมากดองบางอย่าง
00:01:33 → 00:01:34เช่นกะปิ
00:01:34 → 00:01:35>> ครับกะปิ
00:01:35 → 00:01:40>> ผักกลิ่งฉุนอย่างสตอชะอมหัวหอมกระเทียมสด
00:01:40 → 00:01:43>> โหพวกนี้กินทีไรรู้เรื่องเลย
00:01:43 → 00:01:45>> ใช่ค่ะแล้วก็รวมถึงผักตระกูลกะหล่ำด้วยนะ
00:01:45 → 00:01:49คะบร็อกโคอลี่กะหล่ำปลีกะหล่ำดอกพวกนี้ก็
00:01:49 → 00:01:51มีกรรมฐานค่อนข้างเยอะเหมือนกัน
00:01:51 → 00:01:55>> เข้าใจเลยครับกลุ่มกรรมถรนี่เองแล้วที่
00:01:55 → 00:01:57เคยได้ยินมาอีกอย่างคือพวกอาหารไขมันสูงๆ
00:01:57 → 00:01:58ล่ะ
00:01:58 → 00:02:01อันนี้เกี่ยวกับกลิ่นด้วยมหรือแค่ทำให้
00:02:01 → 00:02:03ลักษณะอุจจาระเปลี่ยน
00:02:03 → 00:02:06>> เกี่ยวมากๆเลยค่ะเรื่องกลิ่นนี่ชัดเจนเลย
00:02:06 → 00:02:09คือปกติไขมันที่เรากินเข้าไปร่างกายจะมี
00:02:09 → 00:02:12น้ำดีจากตับแล้วก็มีเอนไซม์จากตับอ่อน
00:02:12 → 00:02:15ชื่อไเปสมาช่วยย่อยช่วยดูดซึม
00:02:15 → 00:02:15>> ครับ
00:02:16 → 00:02:19>> แต่ทีนี้ถ้าเรากินไขมันเยอะมากๆในมื้อ
00:02:19 → 00:02:23เดียวหรือว่าระบบย่อยไขมันเรามีปัญหาเช่น
00:02:23 → 00:02:26น้ำดีไม่พอหรือขาดเอนไซม์ไเปสเนี่ย
00:02:26 → 00:02:26>> ครับ
00:02:26 → 00:02:29>> ไขมันส่วนเกินที่มันย่อยไม่หมดดูดซึมไม่
00:02:29 → 00:02:32ได้มันก็จะปนออกมากับอุจจาระเลยค่ะ
00:02:32 → 00:02:33>> อื
00:02:33 → 00:02:37>> ทำให้อุจจาระมันจะเอ่อเหนียวๆหน่อยมันลอย
00:02:37 → 00:02:40น้ำได้สีก็อาจจะออกเหลืองๆซีดๆ
00:02:40 → 00:02:41>> แล้วกลิ่นล่ะครับ
00:02:41 → 00:02:44>> กลิ่นนี่แหละค่ะสำคัญมันจะเหม็นหืนเหม็น
00:02:44 → 00:02:47เน่าแบบรุนแรงกว่าปกติมากๆเลยค่ะอาจจะเจอ
00:02:47 → 00:02:50ในคนที่ทานอาหารไขมันสูงจัดๆต่อเนื่อง
00:02:51 → 00:02:52อย่างพวกแนวคีโตเจนิค
00:02:52 → 00:02:54>> อืมคีโต
00:02:54 → 00:02:57>> ค่ะหรือคนที่มีปัญหาเกี่ยวกับตับถุงน้ำดี
00:02:57 → 00:03:00ตับอ่อนที่มันกระทบการสร้างหรือหลังน้ำดี
00:03:00 → 00:03:02กับเอนไซม์อ่ะค่ะ
00:03:02 → 00:03:05>> แสดงว่ากลไกมันต่างกันเลยนะครับระหว่าง
00:03:05 → 00:03:08กรรมถัน์จากผักกับไขมันย่อยไม่หมด
00:03:08 → 00:03:10>> ใช่ค่ะคนละแบบกันเลย
00:03:10 → 00:03:12>> แล้วอย่างพวกนมหรือของหวานๆล่ะครับมีผล
00:03:13 → 00:03:13กับกลิ่นมั้ย
00:03:13 → 00:03:16>> มีส่วนได้ค่ะอย่างแรกที่เจอบ่อยเลยคือ
00:03:16 → 00:03:19ภาวะย่อยน้ำตาลแลคโตสผิดปกติหรือ
00:03:19 → 00:03:20intolerance
00:03:20 → 00:03:22>> ออที่แพ้นมวัว
00:03:22 → 00:03:25>> คล้ายๆอย่างนั้นค่ะคือร่างกายขาดเอนไซม์
00:03:25 → 00:03:28ที่ใช้ย่อยน้ำตาลแลคโทสในนมพอย่อยที่ลำ
00:03:28 → 00:03:31ไส้เล็กไม่ได้น้ำตาลมันก็ตกไปถึงลำไส้
00:03:31 → 00:03:32ใหญ่
00:03:32 → 00:03:32>> ครับ
00:03:32 → 00:03:35>> คราวนี้ก็โดนแบคทีเรียในลำไส้ใหญ่หมัก
00:03:35 → 00:03:38เกิดเป็นแก๊สขึ้นมาซึ่งแก๊สนี้ก็อาจจะมี
00:03:38 → 00:03:40กลิ่นเหม็นได้ร่วมกับอาการอื่นอย่างท้อง
00:03:40 → 00:03:42อืดท้องเสีย
00:03:42 → 00:03:42>> เข้าใจครับ
00:03:42 → 00:03:45>> นอกจากแลคโทสแล้วก็ยังมีกลุ่มน้ำตาลกับ
00:03:45 → 00:03:48คาร์โบไฮเดรตอื่นๆที่มันย่อยยากดูดซึมไม่
00:03:48 → 00:03:51ค่อยดีที่เรียกรวมว่า Force Map
00:03:51 → 00:03:53>> Force Map ชื่อยากจังครับ
00:03:53 → 00:03:56>> ค่ะมันเป็นตัวย่อของกลุ่มน้ำตาลสายสั้นๆ
00:03:56 → 00:03:59หลายๆตัวเอาเป็นว่ามันเป็นพวกที่ลำไส้
00:03:59 → 00:04:01เล็กเราดูดซึมไม่เก่ง
00:04:01 → 00:04:01>> ครับ
00:04:01 → 00:04:03>> พอมันเหลือไปถึงลำไส้ใหญ่ก็เป็นอาหารให้
00:04:04 → 00:04:06แบคทีเรียหมักเกิดแก๊สได้อีกเหมือนกัน
00:04:06 → 00:04:07>> มีอะไรบ้างครับพวกนี้
00:04:07 → 00:04:11>> ก็เยอะเลยค่ะผลไม้บางอย่างเช่นแอปเปิ้ล
00:04:11 → 00:04:15ลูกแพมะม่วงสุกผักก็มีกระเทียมหัวหอมหน่อ
00:04:15 → 00:04:17ไม้ฝรั่งถั่วต่างๆ
00:04:17 → 00:04:19>> อ้าวกระเทียมหัวหอมอีกแล้ว
00:04:19 → 00:04:22>> ใช่ค่ะอยู่ในกลุ่มนี้ด้วยแล้วก็รวมถึงสาร
00:04:22 → 00:04:25ให้ความหวานแทนน้ำตาลบางตัวพวกที่ลงท้าย
00:04:25 → 00:04:26ด้วยออน่ะ
00:04:26 → 00:04:28Bital
00:04:28 → 00:04:30>> อ๋อที่ใส่ในหมากฝรั่งลูกอม
00:04:30 → 00:04:33>> ใช่ค่ะพวกนี้ก็อาจจะทำให้เกิดแก๊สเกิด
00:04:33 → 00:04:35กลิ่นได้เหมือนกันในบางคน
00:04:35 → 00:04:37>> โหรายละเอียดเรื่องอาหารนี้เยอะจริงๆนะ
00:04:37 → 00:04:41ครับแสดงว่าถ้าปรับการกินก็น่าจะช่วยได้
00:04:41 → 00:04:41เยอะเลย
00:04:41 → 00:04:44>> ใช่ค่ะส่วนใหญ่ปรับอาหารก็ดีขึ้น
00:04:44 → 00:04:48>> แต่มันก็มีบางทีนะครับที่ผมสงสัยว่าเอ๊ะ
00:04:48 → 00:04:52ช่วงนี้กลิ่นมันแปลกไปทั้งๆที่มั่นใจว่า
00:04:52 → 00:04:55ไม่ได้กินอะไรพิสดารเลยนะกลิ่นคล้ายๆเดิม
00:04:55 → 00:04:58แบบนี้มันอาจจะมีสาเหตุอื่นมั้ครับที่มา
00:04:58 → 00:05:00จากข้างในตัวเราเองไม่ใช่อาหาร
00:05:00 → 00:05:03>> เป็นคำถามที่ดีมากเลยค่ะเพราะว่านอกเหนือ
00:05:03 → 00:05:05จากอาหารที่เรากินเข้าไปโดยตรงแล้วเนี่ย
00:05:05 → 00:05:08สุขภาพของลำไส้เราเองโดยเฉพาะเอ่อความ
00:05:08 → 00:05:11สมดุลของสิ่งมีชีวิตเล็กๆที่อยู่ในลำไส้
00:05:11 → 00:05:13เราที่เรียกว่าจุลินทรีย์ในลำไส้หรือกัส
00:05:13 → 00:05:16ไมโครไบโอมเนี่ยสำคัญมากๆเลยค่ะ
00:05:16 → 00:05:17>> จุลินทรีย์ในลำไส้
00:05:18 → 00:05:20>> ค่ะในท้องเรามีจุลินทรีย์อยู่เยอะมากๆ
00:05:21 → 00:05:24เป็นล้านตัวเลยมีทั้งพวกตัวดีช่วยย่อย
00:05:24 → 00:05:27ช่วยสร้างวิตามินแล้วก็มีพวกที่อาจจะก่อ
00:05:27 → 00:05:29ปัญหาถ้ามันเยอะไป
00:05:29 → 00:05:29>> ครับ
00:05:29 → 00:05:33>> สภาวะที่ดีคือมันต้องสมดุลกันมีตัวดีเยอะ
00:05:33 → 00:05:36และหลากหลายแต่ถ้าสมดุลนี้มันเสียไป
00:05:36 → 00:05:37>> เสียไปยังไงครับ
00:05:37 → 00:05:41>> เช่นมีจุลินทรีย์ชนิดที่ไม่ค่อยดีหรือพวก
00:05:41 → 00:05:44ที่ก่อโรคได้มันดันมีจำนวนเยอะขึ้นหรือ
00:05:44 → 00:05:48ว่าพวกตัวดีๆมันลดน้อยลงความหลากหลายก็
00:05:48 → 00:05:51น้อยลงแบบเนี้ยเขาเรียกว่าภาวะ disbiosis
00:05:51 → 00:05:51ค่ะ
00:05:51 → 00:05:53>> disbiosis
00:05:53 → 00:05:56>> ค่ะซึ่งพอสมดุลเสียเนี่ยมันก็จะกระทบการ
00:05:56 → 00:06:00ย่อยการหมักในลำไส้ทำให้เกิดสารที่มี
00:06:00 → 00:06:03กลิ่นเหม็นรุนแรงหรือเกิดแก๊สเยอะผิดปกติ
00:06:03 → 00:06:03ได้
00:06:03 → 00:06:06>> อ๋อเกี่ยวกับพวกอาการลำไส้แปรปรวน IBS
00:06:06 → 00:06:08ด้วยไหมครับที่ท้องอืดบ่อยๆ
00:06:08 → 00:06:11>> เกี่ยวข้องเลยค่ะภาวะดิสไบอosิสนี่เป็น
00:06:11 → 00:06:14ปัจจัยนึงที่เชื่อมโยงกับ IBS ได้หรืออาจ
00:06:15 → 00:06:18จะเกี่ยวกับอีกภาวะนึงที่เรียกว่า SIBO
00:06:18 → 00:06:19CEO
00:06:19 → 00:06:20>> CEO
00:06:20 → 00:06:23>> ค่ะ SIBO คือ Small Intestinal
00:06:23 → 00:06:24Bacterial Overgrowth
00:06:24 → 00:06:27แปลว่ามีแบคทีเรียไปเจริญเติบโตมากผิด
00:06:27 → 00:06:31ปกติในลำไส้เล็กซึ่งปกติลำไส้เล็กควรจะมี
00:06:31 → 00:06:33แบคทีเรียน้อยกว่าลำไส้ใหญ่มากๆ
00:06:33 → 00:06:33>> ครับ
00:06:33 → 00:06:36>> พอมีแบคทีเรียผิดที่ผิดทางแบบเนี้ยมันก็
00:06:36 → 00:06:38ไปแย่งย่อยอาหารหมักเกิดแก๊สในลำไส้เล็ก
00:06:38 → 00:06:42เลยทำให้ท้องอืดแน่นท้องแล้วก็มีกลิ่นผิด
00:06:42 → 00:06:43ปกติได้เหมือนกันค่ะ
00:06:43 → 00:06:45>> เพิ่งรู้เลยนะครับว่าเจ้าจุลินทีในท้อง
00:06:45 → 00:06:49เรานี่สำคัญขนาดนี้แล้วอะไรล่ะครับที่ทำ
00:06:49 → 00:06:51ให้สมดุลมันเสียไปได้ง่ายๆ
00:06:51 → 00:06:55>> เดิมๆไม่หลากหลายหรือกินอาหารแปรรูปเยอะๆ
00:06:55 → 00:06:58อาหารขยะบ่อยๆพวกนี้มันทำให้จุลินทรีย์ดี
00:06:58 → 00:07:01ขาดอาหารของมันโดยเฉพาะใหญ่อาหารดีๆที่
00:07:01 → 00:07:03เรียกว่าพรีไบโอติก
00:07:03 → 00:07:06>> อ๋อที่เป็นอาหารของจุลินทรีย์ดี
00:07:06 → 00:07:10>> ใช่ค่ะเหมือนเป็นปุ๋ยให้ตัวดีในทางกลับ
00:07:10 → 00:07:13กันอาหารหวานจัดไขมันสูงก็อาจจะไปส่ง
00:07:13 → 00:07:16เสริมให้ตัวไม่ดีมันโตขึ้นมาแทน
00:07:16 → 00:07:17>> อืม
00:07:17 → 00:07:20>> นอกจากอาหารก็มีเรื่องความเครียดเรื้อรัง
00:07:20 → 00:07:23อันนี้ก็กระทบลำไส้และจุลินทรีย์ได้การ
00:07:23 → 00:07:26เจ็บปวดป่วยการนอนไม่พอก็เกี่ยวแล้วก็อีก
00:07:26 → 00:07:29อย่างที่สำคัญมากๆเลยคือการใช้ยาบางชนิด
00:07:29 → 00:07:29ค่ะ
00:07:29 → 00:07:33>> ยาอันนี้น่าสนใจครับมียาประเภทไหนบ้าง
00:07:33 → 00:07:36ครับที่ส่งผลชัดๆเลย
00:07:36 → 00:07:38>> ตัวที่ชัดเจนที่สุดและส่งผลกระทบโดยตรง
00:07:38 → 00:07:42เลยก็คือยาปฏิชีวนะหรือแอนติบโอติกส์ค่ะ
00:07:42 → 00:07:43>> อ๋อยาฆ่าเชื้อ
00:07:43 → 00:07:47>> ใช่ค่ะยาฆ่าเชื้อแบคทีเรียเนี่ยมันเก่ง
00:07:47 → 00:07:50มากในการกำจัดเชื้อโรคตัวร้ายแต่มันไม่
00:07:50 → 00:07:54เลือกปฏิบัติไงคะมันก็เลยไปทำลายล้างพวก
00:07:54 → 00:07:57แบคทีเรียดีในลำไส้เราไปด้วยทำให้สมดุล
00:07:57 → 00:07:59เสียไปอย่างรวดเร็วเลยบางทีต้องใช้เวลา
00:07:59 → 00:08:02นานเลยกว่าตัวดีๆจะฟื้นกลับมา
00:08:02 → 00:08:04>> ช่วงนั้นก็อาจจะมีปัญหาเรื่องกลิ่นได้
00:08:04 → 00:08:08>> ถูกต้องค่ะอาจจะมีแก๊สเยอะกลิ่นผิดปกติ
00:08:08 → 00:08:10หรือท้องเสียตามมาได้เลย
00:08:10 → 00:08:12>> แล้วนอกจากยาปฏิชีวนะล่ะครับมียาอื่นอีก
00:08:13 → 00:08:13มั้ย
00:08:13 → 00:08:16>> ก็มีตัวอื่นๆที่อาจจะส่งผลต่อระบบทางเดิน
00:08:16 → 00:08:19อาหารแล้วก็อาจจะกระทบเรื่องกลิ่นได้ใน
00:08:19 → 00:08:22บางคนนะคะเช่นพวกยาแก้ปวดกลุ่มเอ็นเซต
00:08:22 → 00:08:25อย่างไอููโพเฟนนาพอกซนที่เราใช้กันบ่อยๆ
00:08:25 → 00:08:25>> ครับ
00:08:25 → 00:08:28>> พวกนี้ก็อาจจะระคายเคลืองกระเพาะลำไส้
00:08:28 → 00:08:31หรือส่งผลต่อจุลินทรีย์ได้บ้างยาระบายบาง
00:08:31 → 00:08:35ชนิดถ้าใช้บ่อยๆพร่ำเพื่อไปก็รบกวนการทำ
00:08:35 → 00:08:36งานปกติของลำไส้
00:08:36 → 00:08:40>> ยาฆ่าเชื้อรายาลดไขมันก็มีผลได้เหรอครับ
00:08:40 → 00:08:42>> มีรายงานผลค้างเคียงเหมือนกันค่ะอย่างยา
00:08:42 → 00:08:46ลดไขมันกลุ่มเซตินก็มีรายงานว่าบางคนกิน
00:08:46 → 00:08:48แล้วมีแก๊สมากขึ้นได้
00:08:48 → 00:08:51>> แล้วพวกธาตุเหล็กล่ะครับที่กินแล้วอึสีดำ
00:08:51 → 00:08:54>> อันนี้กลิ่นเปลี่ยนด้วยมั้อ๋อธาตุเหล็กทำ
00:08:54 → 00:08:57ให้อุจจาระสีดำอันนั้นปกติค่ะแต่โดยทั่ว
00:08:57 → 00:09:00ไปอาจจะไม่ได้ทำให้กลิ่นเหม็นขึ้นโดยตรง
00:09:00 → 00:09:03นะคะยกเว้นว่าจะมีปัญหาอื่นร่วมด้วยเช่น
00:09:03 → 00:09:06ท้องผูกหรือย่อยไม่ดีอยู่แล้ว
00:09:06 → 00:09:09>> พูดถึงท้องผูกพอดีเลยครับอันนี้ก็เป็นอีก
00:09:09 → 00:09:11เรื่องที่คนมักจะพูดคู่กับกลิ่นเหม็นจริง
00:09:12 → 00:09:14มั้ครับที่ว่าพอท้องผูกแล้วกลิ่นจะแรง
00:09:14 → 00:09:15ขึ้น
00:09:15 → 00:09:17>> เป็นความจริงเลยค่ะท้องผูกหรือ
00:09:17 → 00:09:19constipation เนี่ยเป็นอีกสาเหตุที่ทำ
00:09:19 → 00:09:22ให้กลิ่นอุจจาระและผายลมมันแรงขึ้นได้ชัด
00:09:22 → 00:09:23เจนเลย
00:09:23 → 00:09:24>> เพราะอะไรครับ
00:09:24 → 00:09:27>> ก็ลองนึกภาพตามนะคะพออุจจาระมันเคลื่อน
00:09:27 → 00:09:30ตัวช้ามันก็ค้างอยู่ในลำไส้ใหญ่นานกว่า
00:09:30 → 00:09:30ปกติ
00:09:31 → 00:09:32>> ครับหมักหม่ม
00:09:32 → 00:09:35>> ใช่ค่ะเหมือนเราหมักของเสียไว้นานขึ้น
00:09:35 → 00:09:38แบคทีเรียในลำไส้ใหญ่ก็มีเวลาทำงานกับกาก
00:09:38 → 00:09:41อาหารพวกนั้นนานขึ้นไปอีกผลิตแก๊สออกมา
00:09:41 → 00:09:44เรื่อยๆสารที่ให้กลิ่นต่างๆก็ถูกผลิตออก
00:09:44 → 00:09:44มามากขึ้น
00:09:44 → 00:09:45>> ครับ
00:09:45 → 00:09:48>> พอถึงจังหวะที่ต้องผายลมหรือต้องถ่ายออก
00:09:48 → 00:09:51มากลิ่นมันก็เลยมักจะรุนแรงกว่าตอนที่
00:09:51 → 00:09:52ระบบขับถ่ายทำงานปกติค่ะ
00:09:52 → 00:09:55>> ชัดเจนเลยครับฟองดูแล้วสาเหตุของกลิ่น
00:09:56 → 00:09:59เหม็นผิดปกตินี่มีตั้งแต่เรื่องง่ายๆ
00:09:59 → 00:10:02อย่างอาหารไปจนถึงเรื่องซับซ้อนข้างใน
00:10:02 → 00:10:06ทั้งจุลินทรีย์ยาท้องผูกทีนี้คำถามสำคัญ
00:10:06 → 00:10:09ที่อาจจะอยู่ในใจหลายๆคนคือถ้าเกิดว่า
00:10:09 → 00:10:13กลิ่นมันเหม็นรุนแรงผิดปกติจริงๆจังๆหรือ
00:10:13 → 00:10:16เปลี่ยนไปชัดเจนต่อเนื่องนานๆเนี่ยมันมี
00:10:16 → 00:10:19โอกาสมั้ครับที่จะเป็นสัญญาณของโรคร้าย
00:10:19 → 00:10:20แรงอะไรซ่อนอยู่
00:10:20 → 00:10:23>> ค่ะอันนี้เป็นคำถามที่ต้องตอบด้วยความ
00:10:23 → 00:10:26ระมัดระวังนะคะต้องย้ำก่อนว่าโดยส่วนใหญ่
00:10:26 → 00:10:29แล้วเนี่ยการเปลี่ยนแปลงของกลิ่นที่เป็น
00:10:29 → 00:10:32หายๆหรือสัมพันธ์ชัดเจนกับอาหารที่กินมัก
00:10:32 → 00:10:34จะไม่ใช่เรื่องน่ากังวลเท่าไหร่
00:10:34 → 00:10:35>> ครับ
00:10:35 → 00:10:38>> แต่เราก็ไม่ควรประมาทค่ะถ้าหากว่าการ
00:10:38 → 00:10:41เปลี่ยนแปลงของกลิ่นนั้นมันรุนแรงมากจริง
00:10:41 → 00:10:44ๆผิดปกติจากที่เคยเป็นเกิดขึ้นต่อเนื่อง
00:10:44 → 00:10:47เป็นเวลานานหลายวันหรือเป็นสัปดาห์ดาห์
00:10:47 → 00:10:50และโดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้ามีอาการน่าสงสัย
00:10:50 → 00:10:53อื่นอื่นร่วมด้วยอันนี้คือต้องให้ความ
00:10:53 → 00:10:55สำคัญต้องไปหาหมอเพื่อตรวจหาสาเหตุค่ะ
00:10:55 → 00:10:58>> อาการน่าสงสัยอื่นๆที่ว่านี่มีอะไรบ้าง
00:10:58 → 00:10:58ครับ
00:10:58 → 00:11:00>> ก็อย่างเช่นนะคะสังเกตสีอุจจาระถ้ามัน
00:11:00 → 00:11:03เปลี่ยนไปชัดเจนเช่นกลายเป็นสีดำเหนียว
00:11:03 → 00:11:04เหมือนยางมะตอย
00:11:04 → 00:11:05>> อันนี้น่ากลัวนะครับ
00:11:05 → 00:11:08>> ค่ะอาจจะบ่งชี้เลือดออกในทางเดินอาหาร
00:11:08 → 00:11:11ส่วนบนได้หรือถ้าเป็นสีแดงสดปนออกมาก็อาจ
00:11:11 → 00:11:14จะมาจากส่วนปลายหรือสีดวงหรือถ้าเป็นสี
00:11:14 → 00:11:17เทาซีดเหมือนขี้เฒ่าก็อาจจะเกี่ยวกับท่อ
00:11:17 → 00:11:18น้ำดี
00:11:18 → 00:11:18>> ครับ
00:11:18 → 00:11:21>> หรือลักษณะอุจจาระเปลี่ยนไปจากที่เคยเป็น
00:11:21 → 00:11:24ลำสวยๆกลายเป็นลำเล็กหลีบเหมือนแห้งดินสอ
00:11:24 → 00:11:26หรือเป็นเม็ดกระสุนตลอดเวลา
00:11:26 → 00:11:27>> อื้อหือ
00:11:27 → 00:11:30>> มีอาการปวดท้องรุนแรงปวดเรื้อรังน้ำหนัก
00:11:30 → 00:11:33ลดฮวบฮาบโดนไม่รู้สาเหตุอ่อนเพลียผิดปกติ
00:11:33 → 00:11:36ซีดหรือมีค่ายร่วมด้วย
00:11:36 → 00:11:37>> โหหลายอย่างเลย
00:11:37 → 00:11:40>> ค่ะถ้ามีอาการเหล่านี้ร่วมกับกลิ่นที่
00:11:40 → 00:11:43เหม็นผิดปกติมากๆควรต้องไปตรวจหาสาเหตุนะ
00:11:44 → 00:11:46คะเพราะถึงแม้จะเจอน้อยกว่าสาเหตุอื่นๆ
00:11:46 → 00:11:48ที่เราคุยกันมาแต่กลิ่นเหม็นรุนแรงต่อ
00:11:48 → 00:11:51เนื่องอาจจะเป็นสัญญาณของภาวะเหล่านี้ได้
00:11:51 → 00:11:51ค่ะ
00:11:51 → 00:11:53>> มีอะไรบ้างครับที่อาจจะเป็นไปได้
00:11:53 → 00:11:56>> อย่างแรกคือภาวะการดูดซึมอาหารผิดปกติโดย
00:11:56 → 00:11:59เฉพาะดูดซึมไขมันไม่ได้ที่เล่าไปตอนต้น
00:11:59 → 00:12:02อุจจาระจะมีไขมันปนเยอะกลิ่นเหม็นเน่า
00:12:02 → 00:12:03>> ครับ
00:12:03 → 00:12:05>> หรืออาจจะเป็นการติดเชื้อในทางเดินอาหาร
00:12:05 → 00:12:08บางชนิดเช่นพวกเชื้อโปรโตซัวจีอาดเดีย
00:12:08 → 00:12:10หรือแบคทีเรียบางตัวที่ทำให้ลำไส้อักเสบ
00:12:10 → 00:12:12กลิ่นจะเหม็นเน่ารุนแรงได้
00:12:12 → 00:12:13>> อื
00:12:13 → 00:12:15>> หรืออาจจะเกี่ยวกับโรคลำไส้อักเสบเรื้อ
00:12:15 → 00:12:18รังหรือ IBD อันนี้คือมีการอักเสบจริงๆใน
00:12:18 → 00:12:20ผนังลำไส้
00:12:20 → 00:12:23เช่นโรคโครน disease หรือลำไส้ใหญ่อักเสบ
00:12:23 → 00:12:26เป็นแผล alerative colidis ซึ่งต่างจาก
00:12:26 → 00:12:30IBS นะคะอ๋อ IBD นี่มีการอักเสบจริงๆ
00:12:30 → 00:12:33>> ใช่ค่ะมีความเสียหายของเนื้อเยื่อจริงๆ
00:12:33 → 00:12:36ซึ่งก็อาจทำให้มีกลิ่นผิดปกติมีเลือดปน
00:12:36 → 00:12:39หรืออาการอื่นๆได้สุดท้ายก็คือภาวะเลือด
00:12:39 → 00:12:42ออกในทางเดินอาหารซึ่งมักจะสัมพันธ์กับสี
00:12:42 → 00:12:45อุจจาระที่เปลี่ยนไปด้วยกลิ่นเลือดที่ถวก
00:12:45 → 00:12:47ย่อยมันจะเหม็นคาวรุนแรงเฉพาะตัวค่ะ
00:12:47 → 00:12:50>> เข้าใจชัดเจนเลยครับว่าแม้ส่วนใหญ่จะไม่
00:12:50 → 00:12:53ใช่เรื่องร้ายแรงแต่ก็ไม่ควรละเลยจริงๆ
00:12:53 → 00:12:56ถ้ามีสัญญาณเตือนอื่นๆร่วมด้วยสรุปแล้ว
00:12:56 → 00:12:58ที่เราคุยกันมาทั้งหมดนี้ทำให้เห็นภาพเลย
00:12:58 → 00:13:01นะครับว่ากลิ่นอุจจาระกลิ่นผายลมที่มัน
00:13:01 → 00:13:03เหม็นพิษปกติไปเนี่ยเกิดได้จากหลายอย่าง
00:13:03 → 00:13:04มากๆ
00:13:04 → 00:13:06>> ค่ะหลากหลายจริงๆ
00:13:06 → 00:13:09>> ตั้งแต่เรื่องอาหารเลยกรรมฐานสูงไขมันสูง
00:13:09 → 00:13:12น้ำตาลย่อยยากหรือ Force Maps ที่ว่า
00:13:12 → 00:13:13>> ใช่ค่ะ
00:13:13 → 00:13:15>> ไปจนถึงเรื่องภายในอย่างสมดุลจุลินทรีย์
00:13:15 → 00:13:17ที่เสียไปหรือดิสไบอosิส
00:13:17 → 00:13:19>> ค่ะกัดไมโครไบโอมนี่สำคัญมาก
00:13:19 → 00:13:24>> ครับแล้วก็อาการท้องผูกที่ทำให้หมักหมม
00:13:24 → 00:13:27การใช้ยาบางอย่างโดยเฉพาะยาปฏิชีวนะ
00:13:27 → 00:13:28>> ถูกต้องค่ะ
00:13:28 → 00:13:31>> และในบางกรณีที่ต้องใส่ใจเป็นพิเศษก็อาจ
00:13:32 → 00:13:34จะเป็นสัญญาณเตือนจากภาวะหรือโรคบางอย่าง
00:13:34 → 00:13:35ที่ต้องตรวจเพิ่มเติม
00:13:35 → 00:13:38>> ใช่เลยค่ะหัวใจสำคัญคือการสังเกตตัวเองนะ
00:13:38 → 00:13:42คะถ้ามันเปลี่ยนเล็กน้อยเป็นหายเปลี่ยน
00:13:42 → 00:13:46ตามอาหารอันนี้ก็อาจจะยังไม่ต้องกังวลมาก
00:13:46 → 00:13:46>> ครับ
00:13:46 → 00:13:48>> แต่ถ้ากลิ่นมันเปลี่ยนไปแบบโอ้โหรุนรุน
00:13:48 → 00:13:51แรงผิดปกติจริงๆจากที่เคยเป็นมาตลอดเป็น
00:13:51 → 00:13:54ต่อเนื่องหลายวันเป็นสัปดาห์หรือยิ่งถ้า
00:13:54 → 00:13:56มีอาการน่าสงสัยอื่นๆที่เราไล่เรียงกันไป
00:13:56 → 00:13:57ร่วมด้วยเนี่ย
00:13:57 → 00:13:57>> ครับ
00:13:57 → 00:14:00>> การไปปรึกษาคุณหมอเพื่อซักประวัติตรวจ
00:14:00 → 00:14:03ร่างกายหรืออาจจะต้องตรวจเพิ่มเติมอันนี้
00:14:03 → 00:14:05เป็นทางที่ดีที่สุดค่ะอย่าอายที่จะคุย
00:14:05 → 00:14:07เรื่องนี้กับคุณหมอนะคะเพราะการใส่ใจ
00:14:07 → 00:14:10สัญญาณเล็กๆน้อยๆที่ร่างกายส่งมาเนี่ยก็
00:14:10 → 00:14:12เป็นการดูแลสุขภาพเบื้องต้นที่สำคัญมาก
00:14:12 → 00:14:13จริงๆค่ะ
00:14:13 → 00:14:16>> วันนี้ได้ความรู้ความเข้าใจเยอะเลยครับใน
00:14:16 → 00:14:19เรื่องที่บางทีเราก็แอบกังวลอยู่เงียบๆคน
00:14:19 → 00:14:22เดียวขอบคุณมากนะครับสำหรับข้อมูลที่
00:14:22 → 00:14:24ละเอียดและเป็นประโยชน์มากๆทำให้เข้าใจ
00:14:24 → 00:14:27ที่มาที่ไปของกลิ่นไม่พึงประสงค์พวกนี้
00:14:27 → 00:14:30ได้ดีขึ้นเยอะเลยแล้วก็ทำให้รู้ว่าเอ้อ
00:14:30 → 00:14:33การสังเกตความเปลี่ยนแปลงของร่างกายตัว
00:14:33 → 00:14:35เองนี่มันสำคัญจริงๆนะครับ
00:14:35 → 00:14:38>> ยินดีค่ะ
00:14:38 → 00:14:47[เพลง]